นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
งวง
SONG-982
..."ก็หากไม่เคย​​ใช้งวงอย่าง​​ที่ควร ​​จะรู้​​ได้อย่างไร อันไหนหนาม อันไหนระคายเ​​คือง อันไหนร้อนอันไหนเย็น...​​ นี้​​ที่เห็น ลูกชายมีดี​​ที่เจรจาหวานหู ท่านก็แทบปอกเปลือกกล้วยอ้อยป้อนให้ถึงปาก หากเคี้ยวแล้ว​​คายให้​​ได้ก็คง​​จะทำ"...
นางพังชราตาส่อน อายุยืนยาวจนหลงลืมว่าเลอะเลือน หนังหนายับย่นหย่อนยาน เสียดสีตัวเอง​ไปมายามย่างเท้าเทิบทาบ ขนขาวแข่งแทรกรูขุมขน เฟื้อยยาวแบบ​ที่เจ้าตัวแก่ภาคภูมิใจ ว่านี้​คือเครื่องหมายแห่งภูมิรู้​และประสบการณ์

นาง​เป็นไทเฮาใหญ่ในโขลง ​คือ​เป็นแม่ของพญาพลายผู้ลูก ​ซึ่งบัดนี้ก็ชราย่ำแย่ หูตาเริ่มพร่ามัว มองอะไร​ไม่ชัดแจ้ง ตัดสินใจต่างๆ​ ​ไปตาม​ความคิดเห็น ตาม​ความเหมาะสม ตามสถานการณ์ ​ซึ่งนางมารดาภูมิใจนัก เข้าใจว่านำสิ่ง​ที่ตนสั่งสอน​ไปปรับ​ใช้สม่ำเสมอ

นานวัน เจ้าโขลงยิ่งมีภารกิจ ด้วยว่า​ความสมบูรณ์ของผืนป่า ทำให้เกิดมีสมาชิกใหม่อีกหลายรุ่น นางพังชรายืนหยัดเฝ้ามอง ​แม้โลกเปลี่ยน​ไปอย่างไร โลกของนางยังเหมือนเดิม

​เมื่อรุ่นหลานนั้น​มีลูก ​และใกล้วาระพญาพลาย​จะวางมือ ปล่อยเรื่อง​ราวการคุมโขลงให้รุ่นต่อ​ไป นางพังชราก็หมายมั่น รุ่นเหลน​ต้องขึ้น​​เป็นผู้นำ ด้วยวิธีการสั่งสอนให้เติบโต เช่นเดียว​กับ​ที่ตนเคยสั่งสอนผู้​เป็นบุตร

นางพังหลานสะใภ้นั้น​ น่ารัก​ที่สุด ​เพราะกิริยานบนอบอ่อนหวาน ทำให้นางพังชรายิ่งรักยิ่งหลง ยามหักกล้วยอ้อย​ทั้งเครือมาเผื่อแผ่ นางอ่อนเยาว์มักโน้มศีรษะ ชูงวงเทินผลหมากรากไม้น้อมให้ ไม่ต่าง...​ ไม่ต่างจากรุ่นลูก ไม่ต่าง...​ ไม่ต่างจากยุค​ที่นางพังชรา​เป็นเมียของจ้าวโขลง

ผ่าน​ไปกี่สิบกี่ร้อยปีก็จำไม่​ได้ ​แต่อย่าให้​ใครมานบนอบ นางพังชราล้วนยืดอกหย่อนคล้อยอย่างภาคภูมิใจ

เหลนน้อยนั้น​ก็หน่วยก้านดี ​เป็นช้าง​ได้ลักษณะตามตำราดูพญาช้าง นางแม่มันก็รู้จักสอน ​จะพูดจา​กับผู้ชรา ต่อหน้าให้น้อมนบ ​จะสื่อสารก็อ่อนหวาน​ทั้งหูตา จนนางพังชรารักหลงเหลือแสน วนเวียนเหมือนอยาก​จะ​เอามาเลี้ยงดูเสียเอง

"ไทเฮาเจ้าขา ขอลูกไว้ให้ดิฉันเลี้ยงเองเถิดเจ้าค่ะ​"

นางหลานสะใภ้เอ่ยขึ้น​ในวันหนึ่ง​ ​เมื่อเห็นว่าผู้​เป็นทวดทูนหัวทูนเกล้า สารพัดอาหารการกิน ล้วนแทบปอกป้อน

"เด็กมันไร้เดียงสา ฉันก็เมตตา​ไปตามสมควร"

นางพังชราออกตัวยานคาง

"ว่า​แต่แม่เถอะ ​เป็นแม่ประสาอะไร​ ลูกน้อยตัวเท่านี้ ปล่อยให้ไขว่คว้าหานั่นนี่กินเอง ทำไมไม่หาไม่ป้อน"

นางว่า​ไป​เพราะลืมเสียแล้ว​ ว่าตัวเหลนพ้นวัยดูดนมแม่มานาน เข้าใจ​แต่ว่า ​ที่ยังงอแง ​เพราะแม่ไม่​ได้ดั่งใจ ​ต้องวิ่งมาหาย่าทวด คอยหาอาหารมาป้อน เข้ามานอบน้อมสมเยี่ยงกุลคชาชาติ

นางหลานสะใภ้ไม่กล้าโต้แย้ง เข้าใจเสียแล้ว​ว่าเลอะเลือน ครั้ง​จะยอมให้นางผู้ชราตามอกตามใจผู้บุตรอยู่​ต่อ​ไป ก็​จะกลาย​เป็นช้างน้อยง่อยเปลี้ย ​ได้​แต่เก็บ​ความทุกข์​เอาไว้ในอก การทุ่มเถียง​กับ​ใครๆ​ ก็แสนง่าย ยกเว้น​กับนางพังแก่​ที่ยังไม่ยอมตาย

ผู้บิดาของเจ้าเหลนช้าง เห็นเมียเซื่องซึมก็ผิดตา เอ่ยถามด้วย​ความ​เป็นห่วง

"​เป็นอย่างไรเล่าแม่ ธรรมดาผู้​เป็นย่าก็ย่อมรักหลาน ​จะกังวล​ไปไย"

"รักหลานนั้น​รู้ค่ะ​คุณพี่ ​แต่รักอย่างไรเล่าคะ​ ​จะถูกทาง ​เพราะรักจึงทำให้ทุกอย่าง ​แต่การทำให้ทุกอย่างนั้น​ ​เพราะรักจริงๆ​ หรือคะ​"

สามีนิ่ง​ไป ค่อยลำดับ​ความเข้าใจ ก่อนรอนางภรรยาขยาย​ความ

"สัญชาติช้างย่อมมีงวง ย่อม​ใช้งวงเด็ดหาอาหาร ​แม้เคยพลาดพลั้งเกี่ยว​เอาหนามไหน่ ก็​จะไม่มี​เป็นหนสอง ​เขาว่าประสบการณ์​คือบทเรียน...​"

"​ที่ว่านั้น​ย่อมถูก แล้ว​​จะโศกเศร้าหม่นหมองอะไร​เล่า"

"ก็หากไม่เคย​ใช้งวงอย่าง​ที่ควร ​จะรู้​ได้อย่างไร อันไหนหนาม อันไหนระคายเ​คือง อันไหนร้อนอันไหนเย็น...​ นี้​ที่เห็น ลูกชายมีดี​ที่เจรจาหวานหู ท่านก็แทบปอกเปลือกกล้วยอ้อยป้อนให้ถึงปาก หากเคี้ยวแล้ว​คายให้​ได้ก็คง​จะทำ"

"อย่างนั้น​ก็ไม่ถูกแล้ว​ละ อย่างนี้รักไม่ถูกทาง ​ถ้ารักหลานจริง ​ต้องสอนให้หลานเดิน​ได้หากิน​ได้เองสินะ"

"นั้น​ละค่ะ​​ที่หนักใจ ​ใคร​จะกล้าสั่งสอน ​ที่บอกยาก​และน่าสงสาร​ที่สุดก็​คือนี้ ​คือพวก​ที่ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้"

"อย่างนั้น​พี่​จะ​ไปปรึกษาพ่อ ท่าน​เป็นแม่ลูกกัน คงพูดจากัน​ได้"

กล่าวเสร็จ ผู้​เป็นสามีก็ผละ​ไป ​ส่วนนางช้างสะใภ้ก็​ได้​แต่ทอดสายตาแล นางพังทันยุคสามสี่เชือก คง​กำลังทำ​ความเข้าใจ ขอร้องให้นางช้างชราตาส่อน ช่วยสั่งช่วยสอนช้างผู้เหลน ไยทุกตัว​จะไม่รู้ ประสบการณ์ของ​ความแก่ชราย่อมมีค่า บทเรียนในอดีต ย่อมช่วยระวังไม่ให้อนาคตเดินซ้ำรอยผิด

อีกอึดใจเดียว นางพังก็แตกฮือ​ไปคนละทิศทาง ด้วยนางไทเฮาตวาดแหวแปร๋แปร๋น ยืนยันว่า​ที่นางคิดนางทำนั้น​ถูก​ต้อง ถูก​ต้อง​ที่สุด

ช้างน้อยผู้​เป็นเหลนยิ้มร่าเริง ด้วยวัยไร้เดียงสา จึงหารู้ไม่ว่า หากตนตก​เป็น​ที่รักของนางชราผู้ทวด ​จะมีชื่อแค่เพียงหลานเหลนพญาช้าง หาเกียรติยศศักดิ์ศรีอะไร​มิ​ได้ ​เนื่องจากไม่มีสิ่งไรทำ​ได้ด้วยตัวเอง

นางหลานสะใภ้ ค่อยเลียบเคียงเข้า​ไปหาลูก ชักชวนให้เดินเล่นห่างออกมา ​แม้ว่าเจ้าตัวไร้เดียงสา​จะเริ่มนิสัยเสีย ​แต่อย่างไร ก็ยังนับถือแม่มากกว่านางช้างชรา

"ย่าทวดแก่แล้ว​ ลูกแค่ปล่อยให้​เขาทำในสิ่ง​ที่อยาก"

"แล้ว​พอลูกชิน ​กับ​ที่ท่านปรนเปรอ ​จะ​เป็นอย่างไร รู้บ้างหรือไม่"

"ลูกถึง​ต้องมีพ่อแม่คอยสั่งสอน คนอื่น อย่างไรก็​เป็นคนอื่น ถึง​จะมีเชื้อมีสายกันมา ก็ไม่​ได้สนิทใจเท่าครอบครัว ย่าทวดท่านคงมีชีวิต​ไป​ได้อีกไม่นาน คงไม่ทัน​ที่ลูก​จะเสียช้าง"

"แม่หวัง​แต่ว่า ลูก​จะรู้คิด ​และไม่หลงละเมอว่าสิ่ง​ที่ถูกบำรุงบำเรอนั้น​ถูก​ต้องเหมาะควร"

ช้างลูกชาย เห็น​เพื่อนรุ่นๆ​ รวมกลุ่มกันเล่นล้อมอยู่​รอบกล้วยดงใหญ่ หูก็กระดิกดีดดิ้น อยากเร่เข้า​ไปร่วมวง

"แม่รู้หรือไม่ เจ้าพวกนั้น​ ล้วนเห็นท่านไทเฮา​เป็นตัวตลก เวลาหิวก็โน้มหัวโน้มงวงเข้า​ไปหา เดี๋ยวก็​ได้ของมาแบ่งปันกันอิ่มหนำ แล้ว​ก็พากันหัวเราะลับหลัง พวกมันว่ามีปัญญาหากินเอง​ได้ ​แต่ช้างโง่ย่อมตก​เป็นเหยื่อของช้างฉลาด"

ฟังคำนี้ของผู้บุตร นางพังผู้​เป็นแม่​ต้องรีบปราม

"ท่านไม่​ได้โง่นะลูก อย่าพูดอย่างนั้น​​เป็นเด็ดขาด ท่านแค่แก่ชรามากเกิน​ไป คิดว่าสิ่ง​ที่ตัวทำนั้น​ถูก​ต้อง ก็แค่นั้น​"

พูดจบ นางช้างก็พยักหน้าให้บุตร​ไปรวมกลุ่ม​กับ​เพื่อนฝูง พอใจแล้ว​​ที่ลูกตน​จะ​ได้เติบโต​ไปตามประสา วิ่งตามประสบการณ์ด้วยตนเอง ไม่ว่า​จะชอกช้ำหรือเจ็บปวด สุขสมหรือขมขื่น นางหวังใจว่า ไม่นานหรอกวันคืน​จะสั่งสอน นาง​จะ​เป็นเพียงผู้ประคับประคอง มิให้ออกนอกลู่ทางเกิน​ไปนัก ​แต่​จะไม่ปอกป้อนผลหมากรากไม้ให้เด็ดขาด

ขณะดำริเช่นนั้น​ พญาพรายจ้าวโขลงก็เดินเข้ามา​พร้อมบุตรชาย ​คือสามีของนางเอง

"อย่ากังวล​ไปเลย​แม่น้อย"

บิดาของสามีกล่าวอย่างอาทร

"มารดาเราเลอะเลือน​ไปตามกาล วัน​และวัยฉุดรั้ง​ความเห็นผิด​เอาไว้ไม่​ได้ หากเราถือสาก็​จะพลอยทุกข์ เรามีหน้า​ที่อย่างไรก็ทำของเรา นางไม่มีหน้า​ที่ไร ก็​ได้​แต่รอให้วันเวลามาพรากจาก​ไป"

"​แต่...​ ​แต่ลูกหลาน ​จะพลอยเสียชาติช้าง ด้วยการตามอกตามใจในทาง​ที่ผิด"

"หรือแม่น้อยไม่มั่นใจในลูกตัว ​เป็นพ่อแม่ น้อย​ที่สุด​คือ​ต้องอยู่​ฝ่ายเดียว​กับลูกหรือมิใช่ ลูกเจ้า ลูก​เขาหรือลูก​ใครๆ​ ล้วนแตกต่างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง​ ​แต่ตัวพ่อตัวแม่ก็มีวิธีการสั่งสอน​ไปตามสภาพ เชื่อพ่อเถิดแม่น้อย อย่างไรเสียลูกน้อยมันก็​ต้องรักเทิดทูน ผู้​ที่สอนมัน​ใช้งวง มากกว่า​จะทำแค่หาอาหารมาบำเรอ"

"​แต่...​"

"เชื่อพ่อเถิด พ่อก็ย่างเข้าชราภาพ เห็นโลกมาไม่น้อย โลก​เป็นเช่นนี้ แม่น้อยมีหน้า​ที่ สอนให้ลูก​เอาตัวให้รอด ทำหน้า​ที่ของตนให้ดี ผู้อื่น อย่างไรก็ไม่ใช่เรา อย่า​เอา​เขามา​เป็นอารมณ์"

แล้ว​​ทั้งสามช้าง ก็เห็นบรรดาช้างน้อยๆ​ ยกโขยง​ไปทางนางพังชราตาส่อน พอถึง​ที่ก็โน้มหัวลู่หาง คลอเคลีย ให้ผู้มากวัยเอื้อมเด็ดรวงผึ้งหลวงรังใหญ่ แรงกระเทือนทำให้น้ำผึ้งกระเซ็น ผึ้งทหารกรูกันออกมาป้องกันเหตุร้าย​ที่เกิดขึ้น​แก่มัน

เห็นไกลๆ​ ช้างน้อย​ทั้งหลายโขยกกรูวิ่งหนี ปล่อยนางช้างชราค่อยย่างเยื้องเทิบทาบ ​ความหนาของผิวหนัง ​ความรุงรังของขุมขน ​แม้ช่วยให้บรรเทา​ความเจ็บปวด กระนั้น​​ส่วนหูตา​และเนื้ออ่อน ล้วนถูกทิ่มตำด้วยเข็มพิษ

นางพังชราตาส่อน ยังเชิดหัวชูงวงด้วย​ความภาคภูมิ ​แม้ตน​จะเจ็บ​จะปวด ​แต่ยังพอใจนัก​ที่​ได้มีช้างน้อยมานบนอบ ​และตั้งปฏิญาณ ​จะกระทำการเฉกนั้น​ต่อๆ​ ​ไป หากยังคง​ได้รับมธุรสจากน้ำคำ ​จะไม่สนใจ​ใครๆ​ เลย​ว่า ตน​จะเสียชาตินางช้างไทเฮา โทษฐานไม่รู้จักสอนลูกหลานให้​ใช้งวงอย่างถูกวิธี

ตราบใดลมหายใจสุดท้ายยังไม่สิ้นสุด อึดใจถัด​ไป ไม่ว่าเรื่อง​อะไร​ๆ​ นางก็​จะหลงลืม​ไปหมดแล้ว​

​ความแก่ชรา​เป็นเช่นนี้

เหลือเพียงไม่หลงลืมการ​ใช้งวงประทังชีวิต เผื่อแผ่​ไป​ได้ยังลูกหลาน ​โดยไม่​ต้องเกรง​ใครเข้ามาทักท้วง

ย่างสู่สนธยากาล นางพังชราตาส่อน ยืนหลับสงบนิ่ง ​เพราะแก่เกิน​จะงอข้อขาเข่า น้ำตาอาบไหลด้วย​ความเจ็บปวดจากพิษเหล็กใน ​ที่หลอกตัวเองว่านั้น​​คือน้ำตาแห่งปีติ​ความภาคภูมิใจ ​ที่นางยังยืนหยัดอยู่​​ได้​แม้ยามหลับตานอน

เจ็บปวดน่ะหรือ...​ ช่างมัน...​

วันพรุ่งผู้​เป็นลูกหลาน ก็มาหาใหม่ แล้ว​นางก็​จะ​ใช้งวงอันแข็งแกร่ง ปรนเปรอลูกละอ่อน​ทั้งหลายนั้น​ต่อ​ไป...​

​และต่อ​ไป...​


*******************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3643 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง งวง
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๕๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น