นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๙ มกราคม ๒๕๕๗
มองเงาไม้
ลุงปิง
...ผู้การ พิทักษ์ กุยเช็งเพ่งสายตาเหม่อมองเงาไม้​​ที่ทอดยาวอยู่​​บนสนามหญ้าเบื้องล่าง ​​เขายืนนิ่งพิงขอบหน้าต่างห้องนอน​​ซึ่งอยู่​​บนชั้นสามของตัวอาคาร...
คลิกดูภาพขยาย



ผู้การพิทักษ์ กุยเช็งเพ่งสายตาเหม่อมองเงาไม้​ที่ทอดยาวอยู่​บนสนามหญ้าเบื้องล่าง ​เขายืนนิ่งพิงขอบหน้าต่างห้องนอน​ซึ่งอยู่​บนชั้นสามของตัวอาคารด้วยดวงใจ​ที่เลื่อนลอย​ไปตาม​ความคิด​ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ​เขาจำ​ได้อย่างแม่นยำว่า​เขาเกิด​เมื่อปี พ.ศ. 2475 ​เป็นลูกชายคนเล็กของผู้ใหญ่โชติ กุยเช็ง อดีตผู้ใหญ่บ้านคนดังแห่งบ้านดอนยายหอม พี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน​คือคุณแม่ทองดีนั้น​มีอยู่​ด้วยกัน 9 คน ​และมีพี่น้องต่างมารดา​คือคุณแม่เล็กหรือแม่ลั้งเอ็งอีก 2 คน รวม​ทั้งหมด​เป็น 11 คน ​เมื่อตอน​ที่อายุยังน้อยนั้น​​เขา​และบรรดาพี่น้องทุกคนต่างก็​ได้เคยพากันวิ่งเล่นอยู่​กลางทุ่งนาอันเวิ้งว้างในหน้าแล้ง พายเรือ​และว่ายน้ำเล่นอย่างสนุกสนานในหน้าน้ำ ​ทั้งนี้​เพราะยามถึงฤดูน้ำหลากทีไรน้ำ​จะท่วมทุ่งจนถึงใต้ถุนบ้านทุกปี ฉะนั้น​ทุกๆ​บ้านจึงจำ​เป็น​ที่​จะ​ต้องมีเรือ​เอาไว้ประจำบ้านกันทุกหลังคาเรือน

ณ ​ที่แห่งนั้น​มีชื่อเรียกว่าบ้านตาลเดี่ยว ​ซึ่ง​ต่อมาภายหลัง​เมื่อพูดถึงบ้านเดิมทีไร พวก​เขาพี่น้องมัก​จะเอ่ยชื่อเรียกว่า "บ้านทุ่ง" กันจนติดปาก บ้านตาลเดี่ยว​เป็นหมู่บ้าน​ที่อยู่​เลย​บ้านดอนยายหอมหรือโคกยายหอมออก​ไปไกลโขอยู่​เหมือนกัน ​โดยคิดเทียบเวลา​เป็นระยะทางเดินผ่านข้ามทุ่งนาออกจากท้ายวัดดอนยายหอม​ไปราวสักสองชั่วโมงเห็น​จะ​ได้ในสมัยโน้น เรียก​ได้ว่าโอกาส​ที่​จะเดินทางเข้ามายังเมือง​พระปฐมหรือตัวเมืองนครปฐมนั้น​ ช่างยากนักยากหนา ด้วย​ถ้าหากว่าไม่มี​ความจำ​เป็นจริงๆ​แล้ว​แทบ​จะไม่มีโอกาส​เอาเลย​ทีเดียว ปีหนึ่ง​​จะมีโอกาสงามๆ​หนเดียวก็ตอนหน้าน้ำในงานนมัสการองค์​พระปฐมเจดีย์หรือ​ที่เรียกกันว่างานกลางเดือนสิบสองเท่านั้น​เอง ​โดยอาศัยพายเรือเข้ามาเ​ที่ยวงานผ่านเข้าทางคลองเจดีย์บูชา

ครั้นโตขึ้น​มาหน่อย​หนุ่มน้อยพิทักษ์สอบ​ได้เข้าเรียน​ที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดนครปฐม ​เขา​ได้​ไปอาศัยอยู่​บ้านพี่ชายคนรอง​ที่​เป็นตำรวจชื่อนายสิบตำรวจตรีชวนิตย์ กุยเช็ง ​โดยอาศัยอยู่​​กับพี่สะใภ้​และหลานอีกสองคน พวก​เขาเช่าบ้านห้องแถวอยู่​​ที่ตลาดหนองดินแดง ​ซึ่งอยู่​ริมถนนเพชรเกษมห่างจากตัวเมืองนครปฐมประมาณ 8 กิโลเมตร ​เขาเดินทาง​ไปเรียนหนังสือ​โดยรถเมล์ประจำทางยี่ห้อเต๊กเชียง ​ที่แล่น​ระหว่างนครปฐม​กับอำเภอบ้านโป่งอัน​เป็นรถประจำทางเพียงสายเดียวเท่านั้น​

​เมื่อพิทักษ์เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปี่​ที่หก พี่ชายคนโต​ที่​เป็นทหารเสนารักษ์​คือนายสิบโทชั้น กุยเช็ง ผู้​ที่​ได้เคยรับปาก​กับ​เขา​เป็นอย่างดีว่า​จะพา​เขาเข้าเรียนนายสิบทหารเสนารักษ์ให้​ได้ ​และ​เขาก็​ได้หมายมั่นปั้นมือ​เอาไว้แล้ว​อย่างแน่วแน่ว่า​จะ​ได้​เป็นนายทหาร​ที่​สามารถรักษาคนไข้​ได้ในอนาคต หาก​ทว่าโชคกลับไม่อำนวยด้วยสาเหตุ​ที่ว่าเวลานั้น​บังเอิญให้นายสิบโทชั้น​ได้ถูกส่ง​ไปประจำการ ณ ประเทศเกาหลีใต้ ​เพื่อปฏิบัติภารกิจในสงครามเกาหลี ​เขาจึงไม่​ได้รับการช่วยเหลือให้​เป็นทหารเสนารักษ์ดัง​ที่​ได้ตั้งใจไว้​แต่แรก

ถึงอย่างไรก็ตามอุปสรรคดังกล่าวก็ไม่หมดหวังเสียเลย​ทีเดียว ​เมื่อปรากฏว่ามีนายทหารบกยศนายร้อยโทคนหนึ่ง​​ได้เดินเข้ามาหา​พร้อม​กับถาม​เขาว่า

"ทำไมถึงอยาก​เป็นทหารเสนารักษ์นักล่ะไอ้น้อง?"

​เมื่อ​เขาตอบว่า

"ผมอยาก​เป็นหมอรักษาคนน่ะครับ​พี่"

นายทหารท่านนั้น​​ได้ซัก​เขาอีกว่า

"​ถ้าพี่​สามารถช่วยให้​เป็นหมอสายทหารเหมือนกัน ​แต่ไม่​ได้​เป็นหมอรักษาคน​จะ​เอาไหม?"

หนุ่มพิทักษ์จึงถามกลับว่า

"ไม่รักษาคนแล้ว​​จะให้​ไปรักษาอะไร​หรือครับ​?"

"ก็รักษาม้าหรือวัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ ยังไงล่ะ ​ที่สำคัญยัง​ได้​เป็นหมอ​และ​ได้ฉีดยาเหมือนกันด้วยนา ​จะ​เอาไหมล่ะ?"

ด้วย​ความ​ที่อยาก​เป็นหมอฉีดยาคนไข้​เป็นทุนเดิมอยู่​แล้ว​ หลังจาก​ที่นิ่งคิดสะระตะดูแล้ว​สักครู่หนึ่ง​ พิทักษ์จึงตอบอย่างมั่นใจว่า

"ตกลงครับ​พี่ ​แต่ผม​จะสอบเข้า​ได้แน่หรือครับ​?"

"แน่สิไอ้น้อง พี่​จะช่วยรับรองให้เอง"

"ผม​ต้องทำอย่างไรบ้าง​ล่ะครับ​?"

"​เอาเถอะน่า ​ถ้า​ต้องการจริงยังงั้น ก็ตามพี่มาเดี๋ยวนี้เลย​"

ด้วยเหตุนี้​เขาจึง​สามารถสอบผ่านเข้า​เป็นนักเรียนนายสิบทหารบกสังกัดในหน่วยกรมการสัตว์ทหารบกด้วย​ความเรียบร้อย​​โดยมีนายทหารยศนายร้อยโทผู้นั้น​​เป็นผู้รับรอง ​เมื่อเรียนจบหลักสูตรแล้ว​​เขาก็​ได้รับยศ​เป็นนายสิบตรีพิทักษ์ กุยเช็ง รับราชการประจำการ ณ กรมการสัตว์ทหารบก ​ที่พญาไท

พิทักษ์มีชีวิตราชการคล้าย​กับบรรดาทหาร​ที่ไต่เต้าตัวเองมาจากชั้นประทวนจนกระทั่ง​เป็นนายทหารสัญญาบัตร ​เขาไม่เคยย่อท้อ​ที่​จะปฏิบัติภารกิจ​ที่​ได้รับมอบหมาย ไม่ว่ามัน​จะหนักหนาสาหัสสักเพียงใดก็ตาม ฉะนั้น​​เมื่อทางกรมการสัตว์ทหารบก​ได้ย้ายสถาน​ที่ราชการหรือกรม​ไปอยู่​​ที่บ้านต้นสำโรง ตำบลธรรมศาลา จังหวัดนครปฐม ​เขาจึงจำ​ต้องย้ายสำมะโนครัวตาม​ไปด้วย จนท้าย​ที่สุดก่อนเกษียณ​เขา​ได้รับยศ​เป็นถึงนายพันเอกพิทักษ์ กุยเช็ง รับตำแหน่งผู้บังคับการฝ่ายการเงินของกรมการสัตว์ทหารบก

ชีวิตครอบครัวของ​เขาราบรื่นดีมาก ​เขา​แต่งงาน​กับนายสิบสาวรุ่นน้องชื่อติ๋ว ​เนื่องจากผู้การพิทักษ์นั้น​​เป็นแฟมมิลี่แมน รักลูกรักเมียชนิด​ที่เรียก​ได้ว่ารักครอบครัว​เป็นชีวิตจิตใจ ไม่เคยขาดตกบกพร่อง อยู่​ในโอวาท​โดยเชื่อฟังภรรยาคู่ชีวิตอย่างมั่นคงแน่วแน่ จนทำให้บรรดา​เพื่อนฝูง​และญาติมิตรพากันอิจฉาตาร้อนจ่าเอกหญิงติ๋วผู้​เป็นภรรยากันทั่วหน้า เรียก​ได้ว่าครอบครัวของผู้การพิทักษ์ กุยเช็งนั้น​ถือ​เป็นครอบครัว​ที่มี​ความสุข​ที่สุดครอบครัวหนึ่ง​เลย​ก็ว่า​ได้

ผู้การพิทักษ์​และครอบครัวสร้างบ้านบน​ที่ดินจัดสรร ​ซึ่งซื้อเองปลูกเองอยู่​หน้ากรมการสัตว์ทหารบกนั่นเอง ​เขามีลูกชายสองคน​และมีลูกสาวหนึ่ง​คน ​แต่ละคนประสบผลสำเร็จในชีวิตอย่างดีหมด​ทั้งสามคน ลูกชาย​ทั้งสองคนรับราชการ​เป็นนักบินทหารอากาศยศนายนาวาอากาศเอก​ทั้งคู่ ​ส่วนลูกสาวคนเล็กจบปริญญาโททำงานธนาคารมีชื่อแห่งหนึ่ง​ในกรุงเทพฯ

​แต่​เป็น​ที่น่าเสียดาย​เมื่อลูกชายคนโต​ต้องจบชีวิตลงด้วยโรคภัยไข้เจ็บในวัย​ที่​กำลังก้าวหน้าในหน้า​ที่การงาน พิทักษ์เฝ้าไข้ลูกชายอย่างใกล้ชิดไม่ยอมห่าง ​เพราะ​เป็นลูกชาย​ที่รักมาก​ที่สุด​เนื่องจาก​เป็นคนโต ​เขากอดลูกแน่นในนาที​ที่รู้ว่าไม่อาจยื้อชีวิตลูกชายสุด​ที่รักของ​เขา​เอาไว้​ได้อีกต่อ​ไป นั่น​คือ​ความเสียใจครั้งร้ายแรง​ที่สุด​ที่​เขา​ได้รับในชีวิต มันกระทบกระเทือนจิตใจ​เขาอยู่​นานโขเลย​ทีเดียว

​ที่น่าเศร้า​และค่อนข้างว้าเหว่เหงาหงอยในอารมณ์ก็​คือ บรรดาพี่ชายพี่สาว​และน้องสาวของ​เขา​ทั้งหมดก็ค่อยๆ​ทยอยพากันจบชีวิตลงทีละคนๆ​ เริ่มจากพี่ถนอม (กุยเช็ง) พงษ์เจี่ยพี่สาวคนโต พันเอกชั้น กุยเช็งพี่ชายคนแรก พี่สุรีย์ (กุยเช็ง) เสืองามเอี่ยมพี่สาวคนรอง จ่าเอกหญิงยุพา (กุยเช็ง) มาฆะพงษ์น้องสาวคนสุดท้อง นางสุนีย์ (กุยเช็ง) เ​ที่ยงตรงพี่สาวคนแรก​ซึ่ง​เป็นลูกสาวของแม่ลั้งเอ็ง ร้อยตำรวจตรีปรีชา (กุยเช็ง) ซุ่นทรัพย์พี่ชายคน​ที่สาม นาวาอากาศเอกสุนทร กุยเช็งพี่ชายคน​ที่สี่ ร้อยตำรวจตรีสุเทพ กุยเช็งพี่ชายคน​ที่ห้าคนก่อน​เขาหนึ่ง​คน​ซึ่ง​เป็นลูกชายคน​ที่หกอัน​เป็นคนเล็ก

จนกระทั่งสุดท้ายร้อยตำรวจเอกชวนิตย์ กุยเช็งพี่ชายคนรอง​ที่สอง​ซึ่ง​เขาเคยอาศัยอยู่​ด้วย​เมื่อสมัยเรียนมัธยมก็จบชีวิตลงอีกคน ​เขาจำเหตุการณ์ในวันงานศพ​ได้ไม่ลืม​เมื่อ​เขา​ได้​ไปรดน้ำศพพี่ชาย​เป็นครั้งสุดท้าย ​และ​ต่อมาก็ในวัน​ที่วางดอกไม้จันท์ส่งวิญญาณในวัน​พระราชทานเพลิงศพ นั่นก็​คือจำนวนพี่น้อง​ทั้งหมดของ​เขา​ได้จากโลกนี้​ไปแล้ว​​และนี่​คือพี่ชวนิตย์อัน​เป็นรายล่าสุด

ทำให้บัดนี้คงยังเหลือทายาทเพียงสองคนเท่านั้น​ในตระกูลกุยเช็งแห่งบ้านตาลเดี่ยว ​คือ​เขาผู้การพิทักษ์บุตรคุณแม่ทองดี ​และพี่สาวอีกคนหนึ่ง​ก็​คือนางสุภี (กุยเช็ง) ศรีหมื่นไวย​ซึ่ง​เป็นธิดาคุณแม่ลั้งเอ็ง​ที่ยังคงมีชีวิตอยู่​ดูโลกอันแสนโสภาใบนี้ต่อ​ไป ผู้การพิทักษ์คงคิดคำนึงต่อ​ไปว่า วัน​และเวลาของ​เขาก็คง​จะใกล้เข้ามาแล้ว​เฉกเช่นเดียวกัน​กับเงาไม้ยามบ่ายใกล้ค่ำ​ที่มองเห็นอยู่​เบื้องล่าง ​ซึ่ง​กำลังรอ​พระอาทิตย์อัสดง อนาคตก็คงเพียง​แต่รอเวลาเท่านั้น​เอง

ทุกวันนี้​เขามี​ความสุขอยู่​​กับครอบครัวของลูกสาวคนเล็ก ​โดย​เขา​และภรรยาย้ายมาอยู่​รวมกัน​ที่บ้านของลูกสาว​และลูกเขยในกรุงเทพมหานคร ​เพื่อดูแลหลานชาย​ที่เกิดใหม่​โดยยอมให้คนเช่าบ้านเดิม​ที่นครปฐม ​และ​เมื่อหลานชายโตพอเข้าโรงเรียน​ได้คุณยายติ๋ว​คือภรรยาของ​เขาก็​เป็นผู้​ไปรับ​ไปส่งยังโรงเรียน​ซึ่งอยู่​ไม่ไกลบ้านนัก

ผู้การพิทักษ์ละสายตาจากเงาไม้เบื้องล่างถอยหลังออกมาจากหน้าต่างบานนั้น​ หันหลังกลับเดินมานั่งบนเตียงนอนพลางกวาดสายตามอง​ไปรอบๆ​ห้องด้วย​ความคุ้นเคย ​เขามองดูเตียงอีกสองเตียง​ที่เรียง​เป็นแถวต่อ​ไปจากเตียงนอนของ​เขา ​เขาลอบถอนหายใจเบาๆ​​เมื่อมองเปรียบเทียบ​กับเตียงของตัวเอง

เตียงแรก​ที่อยู่​ใกล้​กับเตียงของ​เขา​เป็นเตียงของชายอายุรุ่นน้อง คะ​เนว่าอ่อนกว่า​เขาก็คงไม่เกินสิบปี ​ที่สำคัญ​คือชายคนนี้หัวกะโหลกบุบ​ไปข้างหนึ่ง​ นอนมองตาแป๋วไม่ขยับเขยื้อนหรือนานๆ​​จะพลิกกายสักครั้งหนึ่ง​ ชายผู้นี้บอกพิทักษ์ว่า​เขาชื่อวิชัยมาจากปราจีนบุรี ลูกชาย​และลูกสะใภ้พามาอยู่​​ที่นี่กว่าสองปีแล้ว​ นานๆ​จึง​จะมาเยี่ยมครั้งหนึ่ง​ นี่ก็เพิ่ง​จะมาเยี่ยม​เมื่อวาน มีกล้วยน้ำว้าสองหวีแขวนอยู่​​ที่หัวเตียงใกล้พอ​ที่มือของนายวิชัย​จะคว้าหยิบ​ได้​โดยง่าย

เตียงถัด​ไปอัน​เป็นเตียงสุดท้าย มีขวด​และสายน้ำเกลือแขวนอยู่​ใกล้หัวเตียง ชายผู้นี้ชื่อจำเนียรมาจากปทุมธานีใกล้ๆ​นี่เอง​เป็นอัมพาตครึ่งซีกด้านขวา อายุราวห้าสิบกว่าๆ​เท่านั้น​ ​ต้องมีพยาบาลคอยพลิกร่างให้อยู่​เสมอ ​ทั้งนี้ก็​เพื่อกันไม่ให้เกิดแผลกดทับ

ช่วงวันแรก​ที่เข้ามาอยู่​ใหม่ๆ​ บุรุษพยาบาลประจำห้องกระซิบบอก​กับผู้การพิทักษ์ว่า

"​ทั้งสองคน​เป็นโรค​ความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์นะครับ​ท่านผู้การ"

"โรคนี้​เป็นอย่างไรหรือ?" พิทักษ์ถามอย่างสงสัย

"​คือยังงี้นะครับ​ผู้การ อาการ​ที่เห็นเด่นชัดในผู้ป่วยสมองเสื่อมก็​คือ มี​ความบกพร่องในการรับรู้หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ​ ไม่​สามารถจดจำคำพูด​ระหว่างการสนทนา​ได้ หรือมี​ความบกพร่องในการ​ใช้ภาษา ​ทั้งภาษาพูด​และภาษาเขียน นึกชื่อสิ่งของไม่ค่อยออก มีอาการผิดปกติในการเรียกชื่อคน​และชื่อสิ่งของ ​ที่สำคัญพูดไม่​เป็นประโยคหรือขาด​ความต่อ​เนื่องครับ​" บุรุษพยาบาลหนุ่มอธิบายให้เห็นอย่างค่อนข้างแจ่มแจ้ง

"อืม..​เป็นโรคนี้น่าสงสารเหมือนกันนะบุญสิน" พิทักษ์เอ่ยบอกหนุ่มพยาบาลประจำห้อง​พร้อม​กับพยักหน้าคล้อยตาม

"​แต่โรคนี้..ไม่ใช่มีเพียงเท่านี้นะครับ​ท่านผู้การ!" บุญสินบอก

"หือ..ยังมีมากกว่านี้อีกหรือเนี่ย?" พิทักษ์ซักด้วยสีหน้าฉงน

"ครับ​..นอกเหนือจากนี้ยังมี​ความบกพร่องในการทำกิจวัตร​และกิจกรรมประจำวัน ไม่​สามารถทำกิจวัตร​ที่เคยทำ​เป็นประจำ​ได้ จนใน​ที่สุด​จะมีลักษณะกลับ​ไป​เป็นเหมือนเด็กๆ​ ช่วยเหลือตัวเองไม่​ได้ ​ที่ค่อนข้างน่ากลัวหน่อย​ก็​คือมีบุคลิกภาพ พฤติกรรม ​และอารมณ์​ที่ผิดแปลก​ไปจากเดิม อาจกลาย​เป็นคนเฉยเมย ไม่กระตือรือร้น โมโหฉุนเฉียวง่าย ทำอะไร​ซ้ำซาก หรือมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ ระยะท้ายในตอนหลังอาจมีอาการทางจิต เช่น ภาพหลอน หรือหลงผิด ​เป็นต้น สำหรับผู้การนั้น​ ผมว่าอยู่​​ที่นี่อดทนพวก​เขาหน่อย​ก็แล้ว​กันนะครับ​ อีกสักพักเดี๋ยวก็คงชิน​ไปเองใน​ที่สุด"

​ความคิดคำนึงของพิทักษ์หยุดกึกลง​เมื่อสายตาของ​เขามองผ่าน​ไปยังกล้วยน้ำว้าสองหวี​ซึ่งแขวนอยู่​หัวเตียงของคนไข้​ที่ชื่อวิชัย ​เขานึกอยากกินขึ้น​มาจนน้ำลายสอ ​เขาก้าวลงจากเตียงเดิน​ไปปลิดกล้วยจากหวีพลางปอกเปลือกออกเคี้ยวตุ้ยๆ​​โดยไม่สนใจเจ้าของเตียง​ที่นอนมองตาแป๋วอยู่​ตลอดเวลา ​และขณะนั้น​เองประตูห้องก็เปิดออก บุญสินเดินนำหน้าหญิงสูงอายุผมขาวโพลน​ที่มีหน้าตาคุ้นๆ​ ใบหน้าเธอยิ้มหวานมอง​เขาด้วยดวงตาละห้อยราว​กับห่วงหาอาทรเสียเต็มประดา เหมือน​กับ​เป็นคนรู้จักหรือญาติสนิท​แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

"คุณนายติ๋วมาเยี่ยมครับ​ท่านผู้การ!" เสียงบุญสินเอ่ยบอก​เขาด้วยสีหน้ายิ้มๆ​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3636 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง มองเงาไม้
ผู้แต่ง ลุงปิง
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๙๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-19018 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 19 ม.ค. 2557, 17.14 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุงเปี๊ยก [C-19019 ], [115.67.100.85]
เมื่อวันที่ : 21 ม.ค. 2557, 10.51 น.

เรื่อง​เศร้ามากครับ​ลุงปิง

หวังว่าพวกเรา​จะไม่มี​ใครป่วยจนจำอะไร​ไม่​ได้แบบนี้ ป้าตาเคยสูญเสีย​ความทรงจำแบบนี้เหมือนกันก่อนจาก​ไป ​จะว่า​ไปก็เหมือน​เป็นวิธีป้องกัน​ความทุกข์ของคนไข้นะครับ​ ชีวิตจริงบางครั้งก็โหดร้าย โหดร้ายเสียจนจำไม่​ได้ยังดีเสียกว่า

ขอบคุณ​ที่​แต่งเรื่อง​ให้อ่านครับ​ ​เป็นงานเขียน​ที่ดีมาก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Tui Makawan [C-19020 ], [124.121.181.196]
เมื่อวันที่ : 23 ม.ค. 2557, 09.51 น.

ผมนึกถึง One flew over the cuckoo's nest! หนัง​ที่ฉาย​เมื่อประมาณปี 1972 แสดง​โดย Jack Nicholson น่ะครับ​...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-19068 ], [2.173.154.140]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ย. 2557, 20.43 น.

เข้ามาชื่นชมเรื่อง​สั้นของลุงปิงค่ะ​ ผูกเรื่อง​​ได้น่าอ่านมาก ไม่ว่า​จะ​เป็นเรื่อง​จริงหรือเรื่อง​​แต่ง จบชัดเจน

​และก็เศร้าจริงๆ​ อย่างลุงเปี๊ยกว่าค่ะ​

คนสูงอายุรุ่นต่อๆ​​ไปก็คงไม่พ้นถูกคุกคามด้วยโรคเช่นนี้ แม่ของรจนาก็​เป็นโรคสมองเสื่อมค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น