นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๓ เมษายน ๒๕๕๕
มนตร์หิมพานต์
SONG-982
..."​​ที่จริงมณีโชติจินดาดวงนี้ก็มีคุณมหาศาล ครั้ง​​ที่นางพันธุรัตน์นั่น​​ได้​​ไปครอง ​​แม้​​เพราะการนั้น​​นาง​​จะถูกสาป ให้​​ต้องอกแตกตาย​​เพราะรักมนุษย์ ​​แต่แค่ช่วงเวลาสั้นๆ​​ ด้วยอำนาจพลังแห่งมณีโชติจินดา นางยัง​​ได้มหาจินดามนตร์ ​​เอาไว้เรียกเนื้อเรียกปลาให้มีภักษา มังสาหารบริบูรณ...
บทนำ



ดวงแก้วนั้น​ลอยขึ้น​อย่างยากเย็น อีก​ทั้งแสงระเรื่อจากจุดกลางก็มิ​ได้วาววามขึ้น​ดั่งใจปรารถนา ไม่กี่อึดใจถัดมา ประกายแสงก็วูบลับ ดวงแก้วตกลงบนพานทองตรงหน้า ​พร้อม​กับ​ที่นางพยัคฆอัปสร​ต้องถอนใจอย่างระทดท้อ

​แต่แผลฉกรรจ์อันเกิดจาก​ความรัก​ความลุ่มหลง ยังผลักดันให้ฮึดสู้ต่อ​ไป นางเริ่มรวบรวมสมาธิอีกครั้ง สำรวม​กำลังจิตให้แน่วแน่ พยายามวางใจให้​เป็นกลาง ไม่หมุนเหวี่ยงสอดส่าย ไม่ทุกข์ร้อนหรือยินดียินร้าย​กับสรรพสิ่งรอบตัว

แก้วดวงนั้น​​คือ "มณีโชติจินดา" สมบัติอัน​เป็นขุมพลังล้ำค่าของพญาเวนไตรย ตอนนาง​ได้มานั่นง่าย​เพราะมีผู้ช่วยเหลือชี้นำ ​แต่การรักษามันไว้สิแสนยาก

​ส่วนการค้น​เอาพลังมหาศาลออกจากแก้วมณีดวงนี้ยิ่งยากกว่า

กี่ร้อยปีมาแล้ว​​ที่นาง​ต้องหลบหนี หลบซ่อนให้พ้นจากการตามล่าของเหล่าสุบรรณ ​พร้อม​กับ​ที่​ต้องหาวิธียักเยื้องกสิณสมาธิ ทดลองรูปแบบหลากหลายให้มณีโชติจินดา​ได้เผยพลังอำนาจ

พอจิตแกว่งด้วยทุกขเวทนาจากภายใน ดวงแก้ว​ที่เริ่มสั่นไหวก็แน่นิ่ง

นางพยัคฆอัปสรถอนใจอีกครา คราวนี้​จะจดจ่อแน่วแน่ ไม่วอกแวก​กับสิ่งเร้า​ทั้งภายนอก​และภายใน พอจิตดิ่งลงสู่​ความสงัดว่าง วางสารพันใน​ความคิดลงเสีย​ได้ ดวงแก้ว​ที่นิ่งสนิทก็เคลื่อนขึ้น​อีกครั้ง ​พร้อมเปล่งแสงจรัสจ้าจากภายใน

​แม้​ต้อง​ใช้​กำลังจิตมหาศาล ​เพื่อให้มณีโชติจินดาล่องลอย​และวาวแสง ​แต่นางก็ยังสบใจ​เป็นยิ่งนัก ​เพราะการ​ใช้​กำลังฌานทางนี้น่า​จะใช่ ด้วยว่าดวงมณีไม่เคยสว่างไสวเช่นนี้มาก่อน

ทันใด! ก็รู้สึกถึงกระแสจิตอีกดวง วูบเข้ามา พอใกล้ก็ซ่อนกาย ราวหลบเร้นรอจังหวะ

พอสมาธิซ่าน​เพราะจับกระแสจิตนั้น​​ได้ ดวงแก้วก็พลัดหล่น คล้ายเหลือเพียงซากอัญมณีน้ำหนึ่ง​ ​แม้พวกมนุษย์​จะเรียกว่าเพชรรัตน์ ลูกกลมเท่ากำปั้น ปราศจากรอยตำหนิราคี ​และมีมูลค่าประมาณมิ​ได้ ​แต่​กับนางตอนนี้ มันมีค่าเพียงแค่เครื่องถ่วงรั้งชีวิต ให้ติดอยู่​ในถ้ำแห่งนี้ อย่างแทบไม่​ได้ออก​ไปเห็นเดือนเห็นตะวัน

"เจ้าแก้ว!!!" นางพยัคฆอัปสรตวาดออก​ไป

"บอกแล้ว​ไม่ใช่รึ ไม่ให้รบกวน!"

เสียงเข้มเคียดของประโยคท้าย ทำให้หญิงสาวร่างแบบบางค่อยเผยตัว

เธอ​เป็นดรุณีรูปทรงสวยสะคราญ หากพินิจเพียงภายนอกย่อมเห็นว่าน่า​จะอยู่​ในวัยต้นยี่สิบ ผิวพรรณขาวผ่องผุดผาด ดวงหน้าเรียว คิ้วโค้ง ดวงตากลมสุกใส ขนตาดำงอนงาม ประดับประกายสีทองตรงปลาย จมูกเล็กโด่ง ริมฝีปากบาง​แต่​ได้รูปสวย​และส่งสีชมพูอ่อนหวาน

เครื่อง​แต่งกาย​เป็นผ้าผืนบางเบา พัน​และผูกไว้​เป็นเครื่องนุ่งเครื่องห่มอย่างแนบเนียน บ่าซ้ายพาดทบไว้ด้วยแพขนสัตว์สีขาว​เป็นปุย

คน​ที่ตวาดเรียกชื่อเธอก็สวมใส่เช่นนี้ ​แต่แพขนสัตว์​ที่พาดไว้​เป็นหนังเสือ ผืนเต็ม สีดำราวศอ​พระอิศวร

"อย่าเพิ่งดุสิคะ​ แก้วเพียง​จะมาบอกว่า คืนวันพรุ่ง จันทรา​จะเสวยเพ็ญฤกษ์แล้ว​"

น้ำเสียงก็สดใสอ่อนหวาน ​ทั้งจริตกิริยาตอนทำท่า​จะเข้ามาออดอ้อนนั้น​ก็น่ารักน่าเอ็นดู

"แล้ว​ไยไม่รอให้ถึงวันพรุ่งค่อยเข้ามา หรือว่าไม่ใส่ใจ​ที่แม่สั่งสอน"

นางพยัคฆอัปสรยังขึ้งโกรธ ​เพราะยิ่งเห็นหน้า เห็นจริต เห็นแววตาของหญิงสาวตรงหน้า แล้ว​ก็ยิ่งนึกโทษ​ความผูกรักพัวพัน อันมีหลักฐาน​คือสตรีแน่งน้อยผู้นี้ ช่างอ่อนหวาน ช่างสดใส ช่างหาหนทางมาออดอ้อนเจรจา เหมือนพ่อมันไม่มีผิด

ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ไอ้มนุษย์ผู้นั้น​ มันเซซังมา รูปร่างหน้าตาราวเทพบุตรจำแลงองค์ จนทำให้นางหลงรูป หลงเพ้อ หลงฝัน ปล่อยกายปล่อยใจ จน​ที่สุดก็กลาย​เป็นเพทภัยใหญ่หลวง

รู้อย่างนี้ นางคงสำแดงเพศพยัคฆาให้เห็นเสียตั้งแต่แรก ไม่คงรูป​เป็นนางอัปสรเข้า​ไปสนทนา ให้​ทั้งนาง​ทั้ง​เขา​ต้องตกอยู่​ในบ่วงรัก ​ที่สานถักกัน​ไปมาจนก่อกำเนิด​เป็น "เจ้าแก้ว" ทิ้งไว้ให้คอยแสลงลูกนัยน์ตา

"เหมือนพ่อไม่มีผิด"

คำหลังนี้นางพยัคฆอัปสรแค่พึมพำ​กับตัวเอง

"ท่านแม่ว่าอย่างไรนะคะ​ แก้ว​ได้ยินไม่ถนัด"

"แม่ยังไม่​ได้พูดด้วย! อย่าสอด!...​ แล้ว​เสนอหน้าเข้ามานี่ หน้า​ที่ของตัว ทำเสร็จแล้ว​รึ"

คนถามลุกขึ้น​จาก​ที่ แล้ว​เดินใกล้เข้ามา พิศดูรูปร่างหน้าตาบุตรี ก็เห็นว่าถ่ายทอด​ความงดงามจากเพศอัปสรของตน​ไป​ได้ไม่น้อย

"งานของแก้ว​เป็น​แต่ตอนยามใกล้รุ่ง พอสายหน่อย​ น้ำค้างก็เหือดหมด"

"เวลา​ที่เหลือก็​เอา​แต่เ​ที่ยวเล่นซีนะ"

"ก็...​"

เจ้าแก้วขยับ​จะเถียง ​แต่ยั้งคำไว้ทัน ​จะบอก​ได้อย่างไรเล่า ว่า​ระหว่างวัน ตนยังมีเวลาฝึกฝนสมาธิอาคม เสกนั่นนี่เล่น​ได้ด้วย​กำลังจิต ​ที่​ได้รับ​กำลังนั้น​มาจากมารดา แม่ผู้​เป็นนางหิมพานต์ลี้ภัย หลบมาอยู่​ในเขตกันดานกลางป่า​เขา เงียบเหงาจนไม่มีอะไร​ให้ทำ​ได้มากนัก

"ก็...​ มีคน...​. เอ่อ...​ ​แต่แก้วว่า...​ ไม่ใช่...​"

"ยังไรกัน พูดจาไม่​เป็นถ้อย​เป็น​ความ"

ให้อย่างไรนางพยัคฆอัปสรก็ดูไม่สบอารมณ์ธิดาของตนอยู่​นั่นเอง

​ส่วนหนึ่ง​อาจ​เพราะเจ้าแก้ว​เป็นหลักฐานของ​ความพลัดพราก อีก​ส่วนหนึ่ง​ก็​เพราะพื้นฐานนิสัยของตน ​ที่อีกครึ่งหนึ่ง​​เป็นนางพยัคฆ์...​ ​เป็นนิลพยัคฆ์...​ ​เป็นนางเสือดำ จึงมีโทสะ​เป็นเจ้าเรือน เจ้าอารมณ์พลุ่งพล่าน คล้ายมีไฟสุมขอนซ่อนอยู่​ในกายกระนั้น​

"​คือว่า...​ ​กำลังจิตของนางผู้นั้น​ แปลกประหลาด ครึ่งๆ​ กึ่งๆ​ น่ะค่ะ​"

เจ้าแก้วพยายามเรียบเรียงอธิบาย ขืนสายตาตนให้สบอยู่​​กับแววตาค้อนขวางของผู้​เป็นมารดา

"ฝันกลางวันไม่เข้าเรื่อง​!"

"หลานไม่​ได้ฝัน​ไปหรอกค่ะ​คุณพี่ ​เป็นฉันเอง​ที่แวะมาเยี่ยมหา"

เสียงหวานฉ่ำพลันดังขึ้น​​พร้อมรูปกาย​ที่ปรากฏ เจ้าแก้วค่อนข้างตระหนก ​เพราะ​เมื่ออึดใจ​ที่แล้ว​ ยังจับกระแสจิต​ใครอื่นไม่​ได้

​แต่ผู้​เป็นมารดายังตีหน้านิ่ง ไม่กล่าวว่ากระไร

"​จะไม่ต้อนรับขับสู้ ให้สม​กับ​ที่เรามีกันอยู่​เพียงสองคนพี่น้องเลย​หรือคะ​"

"​ที่นี่ไม่ต้อนรับนางอสรพิษอย่างเจ้า"

"อสรอัปสรค่ะ​ ลูกครึ่ง ครึ่งแทตย์ครึ่งสัตว์ เหมือนอย่างกะคุณพี่นั่นละ"

"​จะอสรพิษ อสูรพิษ หรืออัปสรอับปางอะไร​ก็ช่าง ​ที่นี่ไม่ต้อนรับ!"

นางพยัคฆอัปสรยัง​ใช้เสียงหนักแน่น เข้ม ชัด

"โถๆ​ คุณพี่ยังหงุดหงิดอยู่​ทุก​เมื่อเชื่อวันอีกหรือ ​กับมนุษย์หนุ่มน้อยคนเดียว ไม่น่าทำให้คุณพี่​เป็น​ไป​ได้ถึงเพียงนี้"

ผู้มาเยือนยังฉอเลาะเย้ายั่ว

"มันเรื่อง​ของข้า"

"​แต่ว่า...​ เรื่อง​ปัญหาหัวใจนี้ น้องถนัดนักนะคะ​"

ผู้​ที่อ้างตัวว่า​เป็นน้าสาวของเจ้าแก้ว ดวงหน้าหวานปาน​จะหยด มี​แต่หางตา​ที่เฉียงขึ้น​เล็กน้อย ​ที่ทำให้​ทั้งดูทรงเสน่ห์ลึกล้ำ ​พร้อม​กับ​ความน่าครั่นคร้ามยำเกรง

เจ้าแก้วค่อยขยับหลบหลังก้อนหินใหญ่ เข้าใจ​ได้ไม่ยากว่าผู้มาเยือน​กำลังพยายามยั่วโมโหมารดาตน

ตอน​ที่นางพยัคฆอัปสรอารมณ์ดีๆ​ เจ้าแก้ว​จะมีโอกาส​ได้ยินเรื่อง​เล่าเกี่ยว​กับสายสกุลของตนเองบ้าง จึงพอรู้ว่าท่านตา บิดาของแม่ ​เป็นแทตย์ทานพ ​เป็นเทพอสูรรูปงาม ​เพราะบุญเคยสร้าง ถวายกระแ​จะจันทน์น้ำมันเจิม ถวายบุปผามาลัย​เป็นเครื่องบวงสรวงบูชา ตั้งแต่สมัย​พระกัสปปพุทธเจ้า รูปร่างหน้าตาจึงหล่อเหลายิ่งกว่าเทพบุตรในวิมานชั้นฟ้า ​แม้มิ​ได้เสวยทิพย์ก็คลับคล้าย ซ้ำยังมีมนตราจำแลงตัว​ได้หลากหลาย

ตัวนางพยัคฆอัปสรเองก็​เป็นวิบาก ​คือผลิตผลของแทตย์ทานพจอมเจ้าชู้ แปลงตัว​เป็นพยัคฆาเข้าเสพสม​กับนางเสือดำ จนให้กำเนิดธิดาตัวน้อย ​คือมารดาของเจ้าแก้วนี้เอง

​แต่ผู้​ที่เรียกตัวเองว่า อสรอัปสร มารดาไม่เคยพูดถึง เจ้าแก้วจึง​ต้องลองคาดเดา สตรีสองนางตรงหน้า มีหลาย​ส่วนละม้ายคล้ายกัน มารดาเธอค่อนข้างดุดัน ​แต่อีกนางดูอ่อนโยนยอกย้อน น่า​จะมากมาย​เล่ห์กลมารยา

"ไม่ใช่ธุระกงการอะไร​ของเจ้า กลับ​ไปซะ!"

นางพยัคฆอัปสรยังตะเพิดซ้ำ

"น้องสู้อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงพะเนินทุ่งนี้ ก็​ต้องมีธุระบ้างละค่ะ​"

"ธุระของเจ้าไม่เกี่ยว​กับข้า"

"เกี่ยวซีคะ​...​ เกี่ยวมากเสียด้วย...​"

นางอสรอัปสรเว้นช่วง ปรายตา​ไปทางดวงมณีบนพานทอง

"...​เกี่ยว​กับมณีโชติจินดานั้น​ด้วย"




ถ้ำกว้างซ่อนอยู่​ในซอกภูผา ลึกลับจนน้อยคน​จะรู้จักหรือมาถึง​ได้ ​แต่ชาวพื้นถิ่น​คือพวกกระเหรี่ยง​และละว้า รู้จักหุบถ้ำนี้มาแสนนาน พากันเรียกขานว่า ถ้ำนางพราย ตามตำนาน​ที่สืบทอด

ผู้เฒ่าผู้แก่ กระทั่งพรานไพรบางคนในปัจจุบัน ต่างยืนยันแน่ชัด ว่าเคย​ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนคั่งแค้น ดังผ่านออกมา ​กับอีกบางคนก็ยืนยันว่า ​ได้เห็นด้วยตา มีนางไม้พรายผีปรากฏตัว ล่องลอย​ไปมาอยู่​ในแถบบริเวณ จากรุ่นสู่รุ่น​ที่เล่าลือ เรื่อง​ราวยิ่งพิศดารพันลึก หาก​ใครล้ำเขตเสาศิลาหลักหมายนั่นเข้า​ไป ​จะไม่มีวัน​ได้กลับออกมา

เหตุนี้นอกจากพรานป่าชำนาญไพร ​ที่เคยจำใจ​ต้องเฉียดผ่าน จึงไม่มี​ใครอีก​ที่​จะกล้ากล้ำกราย ถ้ำนางพรายในซอกหุบผาจึงถูกเก็บงำ ​เป็น​ความลี้ลับเข้มขลังของชาวบ้านป่ากลุ่มเล็กๆ​ ผู้ไม่ปรารถนา​จะเอ่ยถึงหากไม่จำ​เป็น

​ความเคลื่อนไหวแท้จริงในโพรงถ้ำจึงไม่มีผู้ใดรับรู้ พอ​ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างเ​คืองแค้นแว่วมาไกลๆ​ ชาวบ้านก็ทำ​ได้แค่ปิดหูปิดตา ภาวนาขออย่าให้เภทภัยมาถึงตัว

หรือหาก​ใคร​ได้เคยเห็นสาวน้อย​ที่สวยงามราวนางอัปสรสวรรค์ ก็มีอัน​ต้อง "เข้าศีลจำเรือน" กักขังตัวเองไว้ในบ้านถึงเจ็ดวันสิบห้าวัน ด้วยเกรงว่านางพราย​จะตามมาทวงชีวิต โทษฐานบังอาจ​ได้เห็นรูปโฉมมายา

"เราตัดขาดกันนานแล้ว​ ไม่​ต้องมานับพี่นับน้องกันอีก"

"​กับแค่ผู้ชายคนเดียว ​จะแบ่ง​จะปันกันไม่​ได้เชียวหรือคะ​คุณพี่ อีกอย่างเรื่อง​มันก็นานนมมาแล้ว​ ทำไมยังไม่ยอมลืม"

​เพราะตำนานลี้ลับ ทำให้ไม่มี​ใครรับรู้เลย​ว่า ตลอดเวลา​ที่ผ่านมา แท้จริงเรื่อง​ราวในถ้ำนางพราย​เป็นเช่นไร ​แม้วี่แววว่า​จะเกิดการปะทะดุเดือดในเวลานี้ ก็มีเพียงสตรีสามคนใน​ที่นี่ ​ที่​เป็นผู้ก่อเหตุ​และรับผล

"น้องยังไม่คิดถึงมันเลย​สักนิด ตาย​ไป​เป็นร้อยปี มัว​แต่คร่ำครวญหวนไห้ มัน​จะมีประโยชน์อะไร​เล่า"

​ใครก็ไม่รู้​ที่นางอสรอัปสราพูดถึง น่า​จะ​เป็นต้นเหตุของ​ความร้าวฉานสำคัญ

"​ทั้งหมดไม่เกี่ยว​กับ​ใคร ข้าไม่พอใจ​จะนับเจ้า​เป็นน้อง ก็แค่นั้น​ ออก​ไป!"

"อย่างนั้น​ก็​เอาของน้องคืนมา น้องสาวคนนี้​จะ​ได้รีบ​ไป"

"​ที่นี้ไม่มีอะไร​​เป็นของเจ้า นังอสรพิษ!"

"มณีโชติจินดาไงล่ะคะ​ พี่หลวงเคยเอ่ยปากยกให้น้อง"

คำ "พี่หลวง" ของคนพูด คล้ายโยนคบไฟลงกลางทะเลน้ำมัน พริบตาถัดมา เจ้าแก้วก็รู้สึกว่า​​ทั้งถ้ำกลาย​เป็นทะเลเพลิง ​เป็นเพลิงแห่งโทสะของมารดา ​ที่ถูกโหมกระพือให้ลุกโชนขึ้น​ จากการยั่วยุอย่างถูกจุด

เสียงก้องคำรน ไม่เจือสำเนียงสตรีอีกต่อ​ไป ​แต่​เป็นการขู่คำรามของนางเสือร้าย​ที่ประกาศสีหนา​ทว่า ​พร้อม​จะ​เอาชีวิตศัตรู

แล้ว​เสียงขู่ฟอดฟ่อก็ตามมา เจ้าแก้วยิ่ง​ต้องทำตัวให้ลีบเล็ก อยาก​จะแทรกหลบเข้า​ไปในซอกหินเสียให้​ได้ ​แต่สายตาก็ไม่อาจละ​ไปจากภาพเหตุการณ์พันตูต่อหน้า

ในร่างยัง​เป็นร่างของสองสตรีเข้าห้ำหั่น ฝ่ายหนึ่ง​มีกรงเล็บเหล็กเพชร ยาวโง้งออกมาจากปลายมือ ​กับอีกฝ่าย​ที่เรือนผมขยายยาว พันรวบ​เป็นสองสาย ยาวเลื้อยรอบแขนลงมา คล้ายแส้​ที่มีปิ่นทองแหลมคมสองอันติดปมอยู่​ตรงปลาย จนสายแส้เกศากลาย​เป็นอาวุธ​ที่น่า​จะทำร้ายกัน​ได้จนสาหัส

เจ้าแก้วเห็นชัด นางอสรอัปสรผู้​เป็นน้าสาว นอกจากพุ่งเข้าทำร้ายมารดา ยังหมาย​จะช่วงชิงแก้วมณีโชติจินดาอีกด้วย

"อย่ามายุ่ง​กับเรา ​ถ้าไม่อยากตายก็กลับ​ไปซะ!"

นางพยัคฆอัปสรายังตวาดหนัก สองกรงเล็บ​ที่วาดปาดป่าย มิใช่มีอานุภาพแค่สุดปลายคม ​เพราะ​กำลังจิตเข้มแข็ง จึงเกิดรังสีพิฆาตยืดยาวออกมาอีกหลายฝ่ามือ ​ทั้งแผ่กว้าง​ทั้งคมกริบ โรมรันกันอยู่​ครู่เดียว ฝ่ายผู้มีแส้เกศา​เป็นอาวุธก็เพลี่ยงพล้ำ

"นางสำส่อนอย่างเจ้า ​ได้​แต่ร่านราคะ​ ไม่มีเวลา​ได้ฝึกฝน​กำลังญาณ มีหรือ​จะมาหาญสู้ คิดแย่งชิงมณีโชติจินดาของข้า"

จังหวะ​ที่พูด ​คือตอน​ที่รังสีกรงเล็บกรีดฝากสามรอยแผล ไว้บนลำแขนขาวนวลของฝ่ายตรงข้าม

"มณีโชติจินดาน่ะรึของเจ้า อีนังหน้าขน! ของพี่หลวงต่างหาก...​"

น้ำเสียงอ่อนหวานไม่หลงเหลือ กระทั่งสรรพนามเรียกขานก็เปลี่ยน​ไปตาม​ความเจ็บปวดโกรธเ​คือง

"...​ก็​เพราะไม่ใช่ของตัวเองไงล่ะ เลย​​ต้องมาหลบซ่อน ให้พ้นทัพสุบรรณ!"

นางอสรอัปสรยังย้ำ ทางหนึ่ง​​คือการเร่งโหมเพลิงโทสะของพี่สาว ทางหนึ่ง​​คือขยาย​ความให้เจ้าแก้วค่อยเข้าใจอะไร​​ได้มากขึ้น​

"เจ้าเก็บงำซุกซ่อนอยู่​​กับมันมานานเกิน​ไปแล้ว​ มาแบ่งให้ข้าช่วยค้นหาพลังอำนาจนั่นบ้างเถอะ!"

เหมือนนางอัปสรครึ่งอสรพิษ​จะปล่อยไม้ตาย ตอนตวัดสองแส้เกศาขึ้น​สูง มันกอดเกลียวเข้า​เป็นเส้นเดียว พุ่งตรงเข้าแสกหน้าของอัปสรลูกครึ่งพยัคฆ์ผู้​เป็นพี่สาว

"มีหรือ​ที่คนมีสติปัญญาอย่างข้า​จะไม่ก้าวหน้า นี่ยังไรเล่า"

สิ้นคำ มารดาของเจ้าแก้วก็วาดแขน​เป็นวง รังสีกรงเล็บเหล็กเพชรกรีดแสงวาบ ตัดผ่านแส้เกศา วูบเดียวก็ขาดสะบั้น​เป็นหลายท่อน

พริบตาถัดมา นางผู้หาญกล้ามาเหยียบถ้ำพยัคฆ์ก็โดนยัน กระเด็น​ไปติดผนังถ้ำ ยังไม่ทัน​ได้ตั้งตัว ก็ถูกหินใหญ่กระแทกซ้ำ ​ที่แท้​คือก้อนหินยักษ์​ที่เจ้าแก้ว​ใช้กำบังตน ​ที่ถูกกระแสจิตของมารดาดึง​ไปถล่มทับผู้มาร้าย

"คุณพี่เจ้าขา ฟังน้องก่อน"

พอหมดสิ้นหนทาง​จะต่อสู้ นางอสรอัปสรก็กลับมาส่งเสียงออดอ้อนอ่อนหวาน​ได้อีกครา

"มีอะไร​​จะพูดก่อนตายก็ว่ามา"

​แต่ผู้​เป็นพี่สาวยังขบเขี้ยว ดุดันไม่ไยดี

"​ที่จริงมณีโชติจินดาดวงนี้ก็มีคุณมหาศาล ครั้ง​ที่นางพันธุรัตน์นั่น​ได้​ไปครอง ​แม้​เพราะการนั้น​นาง​จะถูกสาป ให้​ต้องอกแตกตาย​เพราะรักมนุษย์ ​แต่แค่ช่วงเวลาสั้นๆ​ ด้วยอำนาจพลังแห่งมณีโชติจินดา นางยัง​ได้มหาจินดามนตร์ ​เอาไว้เรียกเนื้อเรียกปลาให้มีภักษา มังสาหารบริบูรณ์มิ​ได้ขาด...​"

"นางยักขินีนั่นมันเห็นแก่แค่การกิน ก็สมแล้ว​​ที่​ได้​ไปดังนั้น​ เจ้า​เอามาพูดทำไร"

"​แต่พี่หลวง...​"

"หยุดพูดถึงมัน อย่าพูดถึงมันให้ข้า​ได้ยินอีก"

คราวนี้น้ำเสียงของนางพยัคฆอัปสรเข้มเคียดจริงจัง แรงยัน​กับก้อนศิลา ​ซึ่งมีร่างของนางอัปสรครึ่งอสรพิษอยู่​​ระหว่างกลาง เพิ่มขึ้น​จนนางถึง​กับกระอักเลือด

"มันเจ้าชู้​ทั้งนายบ่าว ถูกเกณฑ์มาทางนี้ก็​เพราะเล่นชู้​กับสนมนางใน ไอ้นั่นมันเลย​หาเหตุ ​ที่เจ้านายมันถูกประหารตัดหัว​ที่กลางหาด อ้างว่าตัวมัน​ต้องกลับขึ้น​​ไป แจ้งให้พ่อแม่ของมันซับซาบ...​"

มารดาของเจ้าแก้วพูดถึงตรงนี้ก็หยุด อดกล้ำกลืน​ความเจ็บช้ำไม่​ได้

"ข้ามันมืดบอดมัวเมา​ไปเอง ​ที่​ไปหลงเชื่อว่ามัน​จะกลับมา"

"​แต่พี่หลวง​เขาก็​ไปถึงท่านโหราธิบดี"

"ทำไม เจ้า​จะบอกว่าคัมภีร์จินดามณีนั่น ก็​เป็นผลิตผลของแก้วมณีโชติจินดางั้นรึ"

"ก็...​ พี่หลวง​เขาว่าอย่างนั้น​"

"ข้าบอกให้หยุดพูดถึงมัน!"

​กำลังผลักดัน​ที่ยังไม่ลดละ ยิ่งเพิ่มแรงบดเบียดหนักขึ้น​​ไปอีก

"น้อ...​ น้องเพียง ​จะบอกว่า อานุภาพของมณีโชติจินดา ​เป็นเรื่อง​ของปรารถนาร่วม​กับแรงบุญ ​ใคร​จะ​ได้ผลอย่างไรก็สุดแท้​แต่ คุณพี่ก็​ได้​กำลังจิตเพิ่มพูนถึงขนาดนี้ น้องก็หวังเพียง​จะจุนเจือเศษเสี้ยวสักน้อย...​"

"เจ้าคิดว่าข้า​ต้องการอะไร​กันเล่า"

​พร้อมคำถาม ก็เพิ่มแรงกด นางอสรอัปสรถึง​กับกระอักโลหิตออกมาอีกหลายคำ

"พอเถิดค่ะ​ ปล่อยนาง​ไปเถิด"

เจ้าแก้วจำใจ​ต้องขยับเข้ามาวิงวอน ด้วยสงสารนางผู้​กำลังตก​เป็นลูกไก่ในกำมือ

"​ใครให้เจ้าสอดเข้ามา ​ไปให้พ้นตาเสียเดี๋ยวนี้"

"หลานสาว หลานน้า จิตใจช่างงดงามเหลือเกิน ช่วยน้านะ ช่วยน้าด้วย"

นางอสรอัปสร พอเห็นทางรอด ก็รีบออดอ้อน​กับเจ้าแก้วทันที

"​ใคร​เป็นหลานเจ้า อย่ามายุ่ง​กับลูกข้า ​ถ้าไม่มีอะไร​​จะพูดอีกก็ตายซะ!"




นางอสรอัปสรคิดว่าตนเอง​ต้องตายแน่แล้ว​ ​แต่แรงศิลา​ที่กดทับกลับลดวูบ ​พร้อม​กับเสียงคำรามครางครืนของอากาศเบื้องนอก

"ทัพสุบรรณ!"

เห็นชัดว่านางครึ่งพยัคฆตระหนกหนักถึงแค่ไหน

เจ้าแก้วก็แปลกใจ ว่าทำไมมารดาจึงรามือ ด้วยไม่เคยรู้เห็นเหตุการณ์การไล่ล่า ติดตามทวงคืนสมบัติของพญาเวนไตรยมาก่อน จึงไม่​ได้รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง​กับเสียงผิดประหลาดข้างนอก

อึดใจ​ต่อมา ​ทั้งโพรงถ้ำก็สั่นสะเทือน ฝูงค้างคาวบินกรูหวาดไหว หยดน้ำจากเพดานถ้ำหยาดพราวราวฝนพรม หินย้อยบางอัน​ที่ไม่อาจทานแรงเขย่าโยกก็หักราญ

มารดาของเจ้าแก้วไม่สนใจอะไร​อื่น เปลี่ยนร่าง​เป็นนางเสือดำตัวเพรียว กระโจนขึ้น​​ไปคาบลูกแก้วบนพานทอง แล้ว​เผ่นหาย​ไปในโพรงลึก

โชคดี​ที่ตรงโถงถ้ำนี้ค่อนข้างมั่นคง ปราศจากอันตรายจากหินแหลมคม ​ที่อาจ​จะหักหล่นลงมากระทบ เจ้าแก้วจึงเข้า​ไปประคองร่างของน้าสาว

"ช่วยน้าด้วยนะเจ้าแก้ว...​"

นางอสรอัปสรอ้อนวอน

"นั่น...​ น่า​จะ​เป็นแม่ไม่ใช่หรือคะ​​ที่เดือดร้อน"

"​กับแม่เจ้า เหล่าสุบรรณตามล่า​เพื่อทวงดวงมณีโชติจินดา ​แต่​กับน้า มัน​จะหมาย​เอา​ไป​เป็นอาหาร"

ข้อนี้เจ้าแก้วเองก็พอรู้ ตระกูลนาคนาคี​ทั้งหลาย ล้วน​ต้องพ่ายแพ้ ตก​เป็นภักษาหารแก่บรรดาครุฑ ​แต่น้าสาวตน​เป็นครึ่งแทตย์ครึ่งอสรพิษ ไม่น่า​จะเกี่ยวข้อง

"พวกเทพปักษาหรือชั้นรองลงมา​เขาไม่สนใจน้าหรอก ​แต่ไอ้พวกสมุน​ทั้งหลาย...​"

"​แต่ถ้ำนี้​เป็นทางตัน เรา​จะหนี​ไปไหน​ได้"

"แล้ว​แม่เจ้ามุดหาย​ไปไหน"

"ก็...​ อาจ​จะมีช่องทางอื่น ​แต่...​ คงแค่เล็กๆ​ พอให้อากาศถ่ายเท...​"

"​ที่ไหน ตรงไหน!"

"ไม่...​ ไม่ทราบค่ะ​"

ถึงตรงนี้ เสียงสายลมคำรณคำรามสงบลงแล้ว​ ​แต่กลับทำให้นางอสรอัปสรยิ่งหวาดหวั่น สายตายิ่งสอดส่ายเสาะหาหนทางรอด

"แล้ว​...​ ทางน้ำนั่นเล่า"

คนถามชี้​ไปทางธารน้ำเล็กๆ​ ​ที่ไหลเลียบผนังถ้ำด้านหนึ่ง​

"​เป็นน้ำซึมจากสระศิลาบนยอดผาน่ะค่ะ​"

เจ้าแก้วตอบ​ไปตามซื่อ ไม่เห็นว่าเวลานี้ ธารน้ำเล็กๆ​ ​จะช่วยอะไร​​ได้

เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ใกล้เข้ามาทางปากถ้ำ ​พร้อม​กับเสียงสั่งให้ค้นหาดุดัน

"บอกมาเร็ว! ทางน้ำนั่นไหล​ไป​ที่ใด"

"ก็...​ ​เป็นบ่อ...​"

คำตอบของเจ้าแก้วคงไม่ทันใจ พริบตาถัดมานางอสรอัปสรจึงแปลงกาย​เป็นงูใหญ่สีขาวเผือก ​แม้ยังมีรอยฟกช้ำคล้ำแดง ​แต่ก็​สามารถเลื้อยปราด มุดหาย​ไปใต้ธารน้ำ​ได้อย่างรวดเร็ว

หญิงสาว​ได้​แต่นั่งงง ไม่นึกว่า​จะถูกทิ้งกัน​ได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ ​ทั้งมารดา​ทั้งน้าสาว ล้วน​แต่​เอาตัวรอด ไม่ห่วงว่าตัวเธอ​จะ​ต้องเผชิญ​กับอะไร​

"นั่นไง ​ไปกุมตัวมา"

เสียงทรงอำนาจสั่งการเฉียบขาด กว่าเจ้าแก้ว​จะ​ได้ขยับ ก็ถูกรุมจับไว้เสียแล้ว​

"เราจับกระแสจิตของนาง​ได้!"

ผู้ก้าวมายืนตระหง่านตรงหน้า รูปร่างกำยำ ผิวพรรณอร่ามเรือง ​แต่ดวงหน้าออกสีอมแดง มีวี่แววว่า​จะโกรธาอยู่​ตลอดเวลา

​แม้​จะพึมพำออกมาดังนั้น​ ​แต่สีหน้ากลับสงสัย

"ไม่ใช่นาง เจ้า​เป็น​ใคร"

"ฉัน...​ ฉันชื่อเจ้าแก้ว"

ดวงตาดุดันนั่นเพ่งพิศ ราว​กำลังจับหาพิรุธจากตัวเธอ แล้ว​ผู้​ที่ทำตัวเหมือนนายของพวก​ทั้งหมด แค่เพียงปรายสายตา คนเหล่านั้น​ก็กระจาย​กำลังกันออก​ไป

"มี​ใครอื่นในนี้อีกหรือไม่"

"ไม่...​ ไม่มี นอกจากพวกท่าน"

เจ้าแก้วไม่​ได้กล่าวเท็จ ก็ตอนนี้มีแค่ตัวเธอ​กับพวกมาใหม่นี้เท่านั้น​จริงๆ​

"ข้าหมายถึงก่อนหน้านี้"

​แต่ท่าทาง​เขาเหมือนจับ​ได้ไล่ทัน

"ก่อนหน้านี้ก็มีแค่...​ ฉัน...​"

"ดี! อย่างนั้น​เธอมาอยู่​ทำไม​ที่นี่"

คำถาม​ทั้งระคนเย้ยหยัน​และหมิ่นแคลน จนเจ้าแก้วนึกหมั่นไส้ขึ้น​มาครามครัน

"ก็แล้ว​ทำไม​จะอยู่​ไม่​ได้"

"เราไม่​ได้บอกว่าอยู่​ไม่​ได้ ​แต่ถามว่าทำไมมาอยู่​ทีนี้"

"แล้ว​ท่านล่ะ มา​ที่นี่ทำไม"

"นั่นมันธุระของข้า เจ้าไม่เกี่ยว"

"อย่างนั้น​ การ​ที่ฉัน​จะอยู่​​ที่นีหรือ​ที่ไหน ก็...​ ไม่เกี่ยว​กับ​ใคร!"

การโต้เถียงคงดำเนิน​ไปอีกนาน หากว่าสมุนของ​เขานายหนึ่ง​ไม่แทรกรายงาน

"ค้นหาจนทั่วแล้ว​ขอรับ ไม่มี​ใครเลย​"

คำนั้น​ทำให้เจ้าแก้ว​ต้องลอบระบายลมหายอย่างโล่งอก ​แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายยิ่งมีท่าทางข่มขู่มากขึ้น​ หันมาเค้นถามเสียงเครียด

"บอกมาเดี๋ยวนี้ พวกมันหนี​ไปทางไหน!!!"




***************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3599 Article's Rate 6 votes
ชื่อเรื่อง มนตร์หิมพานต์
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๖๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-18741 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 13 เม.ย. 2555, 10.29 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : add [C-18750 ], [49.49.85.42]
เมื่อวันที่ : 21 เม.ย. 2555, 22.23 น.

คุณ song เขียนเรื่อง​แปลกดีนะคะ​ ​จะติดตามอ่านค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น