นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๕ เมษายน ๒๕๕๕
รื่นสเตนเลส
ชาร ทิคัมพร
...​​ถ้าคน​​ที่มีสติสัมปชัญญะดี​​จะมีค่าเท่า​​กับหนึ่ง​​บาท​​ รื่นคง​​จะมีค่าไม่เกินห้าสิบสตางค์ ​​ทั้งยัง​​เป็นใบ้อีกด้วย เธอคิดว่าตัวเอง​​เป็นนางงาม ว่ากันว่าแม่ของรื่นทิ้งเธอไว้​​กับยายตั้งแต่ยังแบเบาะ​​ที่กระต๊อบข้างทางรถไฟ...
pic_no_3597_1_50184.jpg“แม่ตายแล้ว​นะ ! ​เมื่อคืนนี้เอง เรา​จะสวดสามวันแล้ว​เผา .. นิมนต์หลวงพี่มางานศพแม่ด้วย” โยมน้องชายโทรศัพท์​ไปบอก​เมื่อวานนี้​ที่วัดในกรุงเทพ​ซึ่ง​พระมหาบุญรอดจำพรรษอยู่​มาตั้งแต่ครั้ง​เป็นสามเณร

นี่​คือ​ความจำ​เป็น​ที่​จะ​ต้องกลับมาบ้านเกิด ​พระมหาบุญรอดตั้งใจไว้ตั้งแต่ขามาแล้ว​ว่า การกลับบ้านครั้งนี้​จะ​เป็นการกลับบ้านครั้งแรก​และสุดท้าย ! บ้านใกล้ทางรถไฟ​ที่​เป็นบ้านเกิด นี่​ถ้าไม่ใช่​เพื่อมาเผาศพโยมแม่ก็คง​จะไม่มา ​เพราะไม่อยากยึดติด​กับอะไร​อีกแล้ว​ ด้วยไม่มีพันธะใดๆ​​ที่ค้างคาอยู่​​ที่บ้านเกิดอีกรวม​ทั้ง​ที่ไหนๆ​ด้วย ใจจึงมุ่งมั่น​แต่​การปฏิบัติธรรม​เพื่อการหลุดพ้นจากสงสารวัฎเท่านั้น​

อย่างไรก็ตาม ยังมีภาพๆ​หนึ่ง​​ซึ่งตามหลอกหลอนอยู่​บ้าง​เป็นครั้งคราวตลอดเวลากว่าสิบแปดปีนับ​แต่บรรพชา​เป็นสามเณร​และอุปสมบท​เป็น​พระ​ต่อมา รู้สึกว่า​​จะ​เป็นมลทินใหญ่อย่างเดียวในชีวิต​ที่​พระมหาบุญรอดมีอยู่​ ! ...​

คืนนั้น​​เมื่อสิบแปดปี​ที่แล้ว​ บริเวณสถานีรถไฟเล็กๆ​ใกล้บ้านแห่งนี้ ​ที่ชานชลาด้านหน้าสถานี มีไฟนีออนเปิดสว่างอยู่​เพียงดวงเดียว​แต่ไม่มีผู้คนเลย​ รถด่วน​และรถเร็วรวม​ทั้งรถสินค้าไม่จอด​ที่สถานีนี้ รั้วมะขามเทศสูงแค่อกยังถูกตัดเรียบ​เป็นแนวยาวจากป้ายชื่อสถานีด้านเหนือ​ไปจนถึงป้ายชื่อสถานีทางด้านใต้ หลังรั้วมะขามเทศ​เป็นลานหินคลุกสีเทา มีกองไม้หมอนเก่าเรียงรายก่ายกันรอการขายเลหลังสูงท่วมหัวอยู่​หลายกอง มันกองอยู่​อย่างนี้มา​เป็นปีๆ​แล้ว​ บรรยากาศ​เมื่อสิบแปดปี​ที่แล้ว​กลับเข้ามาอยู่​ใน​ความคิด ​พระมหาบุญรอดให้ประหวั่นใจ ! ...​

...​สองทุ่มกว่าคืนวันนั้น​ นายบุญรอด หนุ่มวัยสิบแปดนอนคว่ำอยู่​ในซอกเล็กๆ​ของกองไม้หมอนเก่า​ที่กองเรียงก่ายกันสูงท่วมหัวดำตะคุ่ม ​เป็นกำแพงอยู่​รอบกาย​ที่เปลือยเปล่า ! ใต้ร่างของ​เขา​เป็นร่างหญิงสาวคนหนึ่ง​ เปลือยเปล่าเหมือนกัน นอนหงายนิ่งเฉยเหมือนไม่รู้สึกรู้สมอะไร​​กับหนุ่มวัยสิบแปด​ที่​กำลังมีกามกิจ​เป็นครั้งแรกในชีวิตอยู่​บนร่างของเธอ ! มีเสียงหวูดรถไฟดังมา​แต่ไกลจากทางเหนือ แล้ว​ขบวนรถก็วิ่งผ่านสถานี ผ่านกองไม้หมอน​ที่ดำตะคุ่มอยู่​หลังแนวรั้วมะขามเทศ เสียงล้อรถบด​กับรางดังกึงกังๆ​ ! ​เป็นสักขีพยานให้​กับเมถุนครั้งแรก​และครั้งเดียวในชีวิตของบุญรอดหนุ่มวัยสิบแปด แสงจากหน้าต่างรถไฟ​ที่วิ่งผ่านสาดแว๊บๆ​ลงมาตรงซอกของกองไม้หมอน​ที่มีชาย​กับหญิงคู่นั้น​นอนเปลือยกายอยู่​ ไม่กี่อึดใจรถไฟขบวนนั้น​ก็วิ่งผ่านพ้นเขตสถานี​ไปทางใต้ มัน​เป็นรถด่วนสายเหนือขาล่อง​ที่มาจากสถานีต้นทาง​ที่เชียงใหม่ ! ...​

​ถ้าผู้หญิง​จะไม่มีวันลืมผู้ชายคนแรกในชีวิตของเธอ ผู้ชายคน​ที่ชื่อบุญรอดก็ไม่อาจ​จะลืมผู้หญิงคนแรก​ได้เช่นกัน ...​ ​แม้ว่าผู้หญิงคนนั้น​​จะชื่อว่า “รื่น” หรือ “อีรื่นสเตนเลส” อย่าง​ที่​ใครๆ​แถวนี้เรียกกัน

​ที่งานสวดศพของโยมแม่ในคืนนี้​ซึ่ง​เป็นวันแรก​ที่มาถึง ​พระมหาบุญรอด เกือบ​จะไม่รู้จัก​ใครเลย​ ! นอกจากญาติสนิททางแม่ไม่กี่คน ญาติทางโยมพ่อไม่มี​ใครมา​เพราะโยมพ่อ​เป็นคนจังหวัดอื่น​และตายจาก​ไปตั้งแต่​พระมหาบุญรอดยังเล็กจึงขาดการติดต่อกัน​กับญาติทางพ่อตั้งแต่นั้น​มา ​เพื่อนๆ​สมัยเด็ก​ที่เคยเล่นด้วยกันมาจนกระทั่งถึงวัยหนุ่มก็ไม่เห็นมี​ใครมาในงาน คง​จะมีลูกมีเมีย​และแยกย้ายกัน​ไปอยู่​​ที่อื่นหมดแล้ว​...​
​เมื่อสิบแปดปี​ที่แล้ว​ ​เมื่อนายบุญรอด​ไปอาศัยอยู่​​ที่กุฏิ​พระ​ซึ่ง​เป็นญาติ​ที่วัดในกรุงเทพ ​เพื่อ​จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ​ได้บวช​เป็นสามเณร​ที่วัดนี้ตาม​ที่แม่ขอก่อนวันมอบตัวเพียงเดือนเดียว ​และตรงนี้เอง​ที่​เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต​ที่ทำให้นายบุญรอด กลาย​เป็น​พระมหาบุญรอด ป. ๓ ...​
บุญรอดไม่​ได้สึกอีกเลย​ อธิบายให้​กับตัวเอง​และโยมแม่ไม่​ได้ว่าทำไมจึงไม่ยอมสึก รู้​แต่ว่า​ได้พบสิ่งใหม่​ที่ถูก​กับจริตของตนเอง สามเณรบุญรอดไม่​ได้​ไปลงทะเบียนมอบตัวเข้า​เป็นนักศึกษา​ที่มหาวิทยาลัย​ซึ่ง​ใครๆ​ก็อยาก​จะเข้า​ไปเรียน ​และ​เมื่ออายุครบยี่สิบปีก็​ได้อุปสมบท​เป็น​พระ​ที่วัดเดิมนี้ต่อ​ไป

​พระมหาบุญรอดไม่​ได้กลับมาเยี่ยมบ้านอีกเลย​หลังจากบวช​เป็นสามเณร มีก็​แต่โยมแม่เท่านั้น​​ที่เดินทางลงมาเยี่ยม​ที่วัดในกรุงเทพ ​แต่ก็หลายๆ​ปีครั้งหนึ่ง​ ดูเหมือน​ได้ตัด​ไปหมดสิ้นแล้ว​​ซึ่งเรื่อง​ทางโลก มุ่งศึกษาเล่าเรียน​พระธรรมวินัยจน​ได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค​เมื่ออายุยังไม่ถึงสามสิบ ​และก็ยุติการเรียนปริยัติธรรม​ที่​ต้องมีการสอบตั้งแต่นั้น​มา ​แต่​ได้มาศึกษาทางวิปัสสนาอย่างจริงจังแทน ​ทั้ง​ได้ออกธุดงค์ทุกปี หวัง​ความหลุดพ้นจากกามภพ​ที่มี​แต่​ความทุกข์ ไม่​ได้ยึดติด​กับสิ่งใดๆ​อีก ...​ พรหมคงลิขิตชีวิตไว้เช่นนี้ !

สมัยเรียนอยู่​ชั้นประถม เด็กชายบุญรอด​จะเล่นซนตามประสาเด็กกัน​กับ​เพื่อนๆ​อยู่​แถวข้างทางรถไฟใกล้ๆ​บ้านนี่เอง หน้าฝนในวันหยุดเรียนพวกเด็กๆ​​จะ​เอาเบ็ด​ไปตกปลา​ที่สะพานรถไฟตรง​ที่ลำเหมืองสายใหญ่ไหลลอดใต้สะพานรถไฟออกสู่ท้องทุ่งกว้างทางตะวันออก คอยตกปลาหมอ ปลาตะเพียน บางทีก็พากันแอบ​ไปหักฝักบัว​ที่ชาวบ้านปลูกไว้ในคลองข้างทางรถไฟกินกัน ครั้นสิ้นหน้าฝนน้ำงวดลง เด็กๆ​ก็ช่วยกันวิดน้ำจับปลา​ที่ตกค้างตามแอ่งน้ำข้างทางรถไฟ ​และในหน้าแล้งก็​จะทำว่าวเล่นกันแถวนี้ ​เพราะข้างทางรถไฟไม่มีต้นไม้เกะกะสายป่าน ​ความซุกซนของเด็กๆ​​เป็น​ไปตามฤดูกาล เด็กๆ​รู้จักทุกซอกทุกมุมของสองข้างทางรถไฟในละแวกนี้ดี

​พระ​ที่มาสวดอภิธรรมกลับวัด​ไปหมดแล้ว​ ​แต่งานศพยังไม่เลิกรา ชายหนุ่มคนหนึ่ง​เดินยิ้มเข้ามาในงานท่ามกลางแขกกลุ่มหนึ่ง​​ที่​กำลังกินอาหารว่างรอบดึกกัน บ้างก็ร่ำสุรา​ที่เจ้าภาพแอบเตรียมไว้​และคุยกันอยู่​เสียงจ๊อกแจก หนุ่มคนนั้น​นุ่งกางเกง​และใส่เสื้อสีกากีคล้ำอย่างตำรวจ​แต่ก็เก่ามาก บนบ่าข้างหนึ่ง​มีดาวเงินแปดแฉกอยู่​สองดวง ​แต่อีกข้างหนึ่ง​กลับมีเพียงดวงเดียว ​และ​ที่แขนข้างซ้ายมีบั้งนายสิบตำรวจอยู่​ด้วย ​ที่เอวมีปืนพกเด็กเล่นพลาสติกสีชมพูสดใสเหน็บอยู่​ !

ตำรวจประหลาดยิ้ม​กับทุกคนแล้ว​เข้า​ไปหยิบจานอาหารมาตัก ไม่มี​ใครแปลกใจ​กับ​เขาเลย​นอกจากภิกษุบุญรอด​ซึ่ง​เป็นลูกของผู้ตาย ...​ มีเสียงเฮมาจากวงไฮโลใต้ถุนยุ้งข้าวข้างบ้าน ​ใครคนหนึ่ง​คงแทงถูกจน​ได้เงินก้อนใหญ่จากเจ้ามือ
ก่อน​ที่​จะตักอาหารใส่จาน ตำรวจประหลาดคนนั้น​หันมามองมายังภิกษุหนุ่มใหญ่​ที่มาจากกรุงเทพแล้ว​ก็ยิ้มให้ สายตา​เขาช่างประหลาดเสียจริง ! ​พระมหาบุญรอดรู้สึกอย่างนั้น​ !

“​ใครนะน้อง ?” ​พระหมาบุญรอดหัน​ไปถามน้องชาย

“ไอ้แดง คนสึ่งตึง มันอยาก​เป็นตำรวจ​ทั้ง​ที่บ้าไบ้ “

“แล้ว​บ้าน​เขาอยู่​​ที่ไหน ?”

“ก็อาศัยอยู่​​ที่วัดมาตั้งแต่ยังเด็กนะครับ​หลวงพี่ ?” โยมน้องตอบแล้ว​ก็บอกต่อ​ไปอีกว่า

“ก็ลูกอีรื่นไงหลวงพี่ ! อีรื่นสเตนเลสนะ จำ​ได้ใหม ? อีรื่นมีท้องหลังจากหลวงพี่ลง​ไปกรุงเทพ​ได้ไม่นาน ไม่รู้​ใคร​เป็นพ่อ พอออกลูก​ได้สองสามเดือนมันก็ตาย ยายของมันจึง​ต้องเลี้ยงเหลนทวด​ต่อมาจนถึงห้าขวบ พอยายทวดตายกำนันพงศ์ก็​เอา​ไปฝากท่าน​พระครู​ที่วัดให้เลี้ยง​เป็นเด็กวัดต่อ มันก็เลย​อยู่​​ที่วัดมาจนทุกวันนี้ ”

​พระมหาบุญรอดรู้สึกเย็นวาบ​ไป​ทั้งตัว นึกถึงเหตุการณ์​เมื่อสิบแปดปี​ที่แล้ว​อีกครั้ง ...​ เหตุการณ์​ที่ข้างกองไม้หมอนเก่าหลังชานชลาสถานีรถไฟ !...​
สมัยนั้น​ชาวบ้านละแวกนี้ไม่มี​ใครไม่รู้จัก “รื่น” หญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง​ ​แม้​จะไม่สวย​แต่ก็ไม่ขี้เหร่ เธอเปล่งปลั่งอย่าง​ที่สาววัยรุ่นทั่วๆ​​จะพึง​เป็น รื่น​แต่งตัวด้วยเสื้อกระโปรงสีฉูดฉาด ​แต่งหน้าทาปากอย่าง​ที่คิดว่าสวย รื่น​จะอุ้มตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่ง​เดินอยู่​ตามริมถนนแถวตลาด ​และ​เมื่อผ่านร้านขายของ​ที่มีกระจกกั้นหน้าร้าน เธอ​จะหยุดดูเงาสะท้อนของตัวเองแล้ว​ยิ้ม ​เอามือลูบผมแล้ว​จัดเสื้อกระโปรงเสียทีหนึ่ง​ก่อน​ที่​จะอุ้มตุ๊กตาเดินยิ้มคนเดียวต่อ​ไป

​ถ้าคน​ที่มีสติสัมปชัญญะดี​จะมีค่าเท่า​กับหนึ่ง​บาท​ รื่นคง​จะมีค่าไม่เกินห้าสิบสตางค์ ​ทั้งยัง​เป็นใบ้อีกด้วย เธอคิดว่าตัวเอง​เป็นนางงาม ว่ากันว่าแม่ของรื่นทิ้งเธอไว้​กับยายตั้งแต่ยังแบเบาะ​ที่กระต๊อบข้างทางรถไฟ ​ส่วนพ่อไม่ปรากฏ ! ยายของรื่น​จะเดิน​ไปรับข้าวก้นบาตร​ที่วัดทุกวัน​เอามากิน​กับหลานสาว ชีวิตสองยายหลานอยู่​มา​ได้ก็ด้วยข้าวก้นบาตรจากวัดนี่แหละ​

รื่น​จะ​ไปตามงานศพ งาน​แต่งงาน​และงานขึ้น​บ้านใหม่​ที่จัดขึ้น​ในละแวกนี้เสมอ​เพื่ออวดเสื้อผ้า​ที่เธอคิดว่าสวย​และ​เพื่อกินข้าวปลาอาหาร​ที่​เขาเลี้ยงแขกในงาน ​และก่อนกลับเธอ​จะไม่ลืมห่ออาหาร​เอา​ไปฝากยาย​ที่กระต๊อบด้วยทุกครั้ง ! ...​ ไม่มีบ้านไหนรังเกียจเธอ

รื่นเริ่มมีเสื้อผ้าใหม่ๆ​ใส่เพิ่มขึ้น​จน​เป็น​ที่ผิดสังเกต ​และมีสร้อยคอ สร้อยข้อมือเก๊ๆ​ใส่จนดูรุงรัง มีข่าวว่าพวกผู้ชายวัยรุ่น​จะแอบชวนรื่น​ไปนอนด้วย​เมื่อเธอกลับจากงานตอนกลางคืน พวก​เขา​จะ​เอาเสื้อผ้าสีฉูดฉาดราคาถูกๆ​​ไปล่อเธอ บางทีก็​ใช้สร้อยเก๊ล่อ แล้ว​ก็พารื่น​ไปนอนด้วยตามศาลาในโรงเรียนบ้าง ในห้องเรียน​ที่เปิดทิ้งไว้บ้าง บางทีก็ตามสุมทุมพุ่มไม้ข้างทางรถไฟ ​ส่วนพวกขับรถสองแถว​จะ​ใช้รถของตัวเองรับรื่น​ไปจอดตาม​ที่เปลี่ยวลับตาคน ​เป็น​ที่รู้กันทั่ว​ทั้งตำบล ! ​และนี่เอง​ที่ชาวบ้านให้สมญาเธอว่า “อีรื่นสเตนเลส” ! ...​.

ในบรรดา​เพื่อนสนิทแถวบ้านข้างทางรถไฟ​ที่เล่นกันมาตั้งแต่เด็กจน​เป็นหนุ่ม มีบุญรอดเพียงคนเดียว​ที่เรียนหนังสือดี​และเรียนจนจบชั้น ม.ศ. 5 ยิ่งกว่านั้น​ยังสอบเข้ามหาวิทยาลัย​ที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพ​ได้อีกด้วย

“ผม​จะเรียนกฎหมาย ผมอยาก​เป็นผู้พิพากษา” บุญรอดหนุ่มน้อยบอก​กับแม่ ในขณะ​ที่​เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันในละแวกข้างทางรถไฟต่างก็ทำงานกันหมดแล้ว​ตั้งแต่จบ ม.ศ. 3
...​ชัย อยาก​จะเรียนต่อช่างกล​แต่พ่อไม่มีเงินส่ง ถึงกระนั้น​ชัยก็ยัง​ได้ทำงานช่าง​ที่ชอบ ​เขา​ไป​เป็นลูกจ้าง​ที่อู่ซ่อมรถข้างตลาด​ได้สองปีแล้ว​ ชัยยกเครื่องรถ​ได้แทบทุกชนิด ...​นิดเรียนต่อไม่ไหว หัวไม่ดี​เอามากๆ​ พ่อก็เลย​ให้ช่วยงาน​ที่ร้านขายของชำในตลาด ...​ เทพหนุ่มรุ่นใหญ่กว่าทุกคนถึงสี่ปี​ซึ่ง​เป็นหัวโจกเสมอในการเล่นแผลงๆ​ก็ขับรถสองแถวหากินอยู่​แถวๆ​นี้มาหลายปีแล้ว​เช่นกัน...​

“เอ้า ! ลองดูสิท่านผู้พิพากษา !” เทพส่งแก้วเหล้าให้นายบุญรอดหนุ่มน้อย

“ไม่​ต้องกลัวครูตีหรอกโว้ย นาย​จะ​เป็นนักศึกษาแล้ว​ไม่​ใช้นักเรียน” ​เพื่อนอีกคนช่วยสนับสนุน

นี่​คือเหล้าแก้วแรกของบุญรอด​ที่ร้านเหล้าก๊งเล็กๆ​ ในซอยใกล้ตลาดในคืนสุดท้ายก่อน​ที่บุญรอด​จะลง​ไปกรุงเทพ ​เพื่อนสนิทสองสามคนชวนบุญรอดมาเลี้ยงส่ง คืนนั้น​บุญรอดรู้สึกว่า​​เขาไม่ใช่นักเรียนอีกต่อ​ไปแล้ว​จริงๆ​ ​แต่​เป็นผู้ใหญ่อย่าง​ที่​เพื่อนคนนั้น​บอก

แล้ว​เรื่อง​สัพเพเหระ​ที่คุยกันของกลุ่มวัยรุ่นก็มาจบลง​ที่รื่น เรื่อง​ราวของรื่น สเตนเลสถูกนำมาเล่าขานกันอย่างตื่นเต้น ​เป็นการยืนยันถึงข่าว​ที่หนุ่มน้อยบุญรอดเคย​ได้ยินมา

“​เขาว่าอีรื่นชอบกระโปรงสีแดงมากกว่าสีอื่น ​ถ้า​เอากระโปรงแดง​ไปล่อละก็ไม่ผิดหวัง รับตัว​ไป​ได้เลย​” คนหนึ่ง​พูดขึ้น​

“เฮ้ย ! เทพนายก็เคยรับอีรื่น​ไปนอนมาแล้ว​ไม่ใช่หรือ ? ” อีกคนถาม มีเสียงเฮ ตามมา

“​เขาว่ามันไม่รู้เรื่อง​รู้ราวอะไร​หรอก ขอให้​เอาเสื้อผ้าสวยๆ​​ไปล่อมันก็ยอม​ไปนอนด้วย” ​ใครคนหนึ่ง​เสริมเรื่อง​ของรื่น

“มันก็คงชอบด้วยนั่นแหละ​” มีคนเสริม​ไปอีกทางหนึ่ง​

แล้ว​จากนั้น​​แต่ละคน​ซึ่ง​เป็น “คนทำงานแล้ว​” ต่างก็งัดเรื่อง​เกี่ยว​กับเมถุน​ที่ตัวเองมีประสบการณ์มาเล่าแลกเปลี่ยนสู่กันฟังอย่างครื้นเครง

เทพหนุ่มสองแถวหัวโจกค่อยเอียงหน้าเข้ามาใกล้บุญรอด

“นายเคยหรือยัง ? ” เทพแอบกระซิบถามบุญรอดเบาๆ​​เป็นการ​ส่วนตัว
“​จะ​ไป​เป็นนักศึกษา​ที่กรุงเทพ​ทั้งที อย่าให้​เขาดูถูก​เอา​ได้ว่าโตแล้ว​ยังไม่รู้เรื่อง​รู้ราวอะไร​ ...​ เดี๋ยวเราจัดการให้ ไม่​ต้องให้ไอ้พวกนี้รู้ !” เทพกระซิบต่อ

เหล้าเพียงสองสามแก้ว​ซึ่ง​เป็นครั้งแรกในชีวิต ​กับเรื่อง​เล่าเคล้าโลกีย์​ที่​ได้ฟังเพียงพอแล้ว​​ที่​จะปลุกสัญชาติญาณมืดของหนุ่มวัยสิบแปดขึ้น​มา

​และ​เมื่องานเลี้ยงเล็กๆ​ตามประสาวัยรุ่นเลิกรา บุญรอดก็​ไปรออยู่​​ที่หลังสถานีรถไฟตาม​ที่เทพนัดด้วยใจ​ที่เต้นระทึก...​ ​ทั้งอาย ! ...​​ทั้งกลัว ! ​แต่ก็อยากลอง !

รถสองแถวคันหนึ่ง​เปิดเพียงไฟหรี่เท่านั้น​แล่นโขยกเขยก​ไปตามถนนลูกรัง​ที่​เป็นหลุม​เป็นบ่อเข้ามาตรง​ที่นัดกัน ​ที่ลานไม้หมอนเก่า หลังสถานีรถไฟ ! ...​

เทพจูงมือรื่นมาส่งให้บุญรอด นอกจากตุ๊กตาผ้าขะมุกขะมอมในอ้อมกอดแล้ว​ เธอยังหิ้วถุงอาหาร​ที่​เอามาจากงานศพมาด้วยถุงหนึ่ง​ ​เป็นครั้งแรก​ที่หนุ่ม บุญรอด​ได้ถูกเนื้อ​ต้องตัวสาว ...​ใจสั่นด้วย​ความตื่นเต้น ​เขาจูงมือรื่น​ไป​ที่ซอกเล็กๆ​​ที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง​​ระหว่างกองไม้หมอนเก่าสูงท่วมหัวตามคำแนะของนำของเทพ ​ที่พื้นมีเสื่อเก่าๆ​ปูอยู่​ผืนหนึ่ง​...​

แล้ว​ครั้งแรกในชีวิตของหนุ่มบุญรอด ก็ดำเนิน​ไป​ระหว่างกองไม้หมอนเก่า บนเสื่อเก่า มันดูประดักประเดิด ตื่นเต้น ตื่นกลัว มี​ความสุข ! สลับกัน​ไปมา ...​ ชั่วขณะนั้น​มีขบวนรถไฟวิ่งผ่านหน้าสถานี​เป็นสักขีพยานให้ด้วย ใช่แล้ว​ก่อนสองทุ่มหน่อย​หนึ่ง​ รถด่วนนครพิงค์ขาล่องเข้ากรุงเทพ ! เสียงล้อรถบด​กับรางดังกึงกังๆ​ กึงกังๆ​ ผ่านข้างกองไม้หมอนหลังรั้วมะขามเทศ​ที่บุญรอด​กำลังมีประสบการณ์อยู่​​กับเมถุนครั้งแรก​และครั้งเดียวในชีวิต !

...​ หนุ่มบุญรอดเดินพารื่น​ไปส่ง​ที่รถสองแถวของเทพ​ซึ่งจอดรออยู่​ใต้ต้นก้ามปูใหญ่หลังสถานีรถไฟอีกด้านหนึ่ง​ รื่นไม่ลืมหิ้วถุงใส่อาหาร​ที่​เอามาจากงานศพ​ไปด้วย เธอไม่เคยลืมอาหาร​ที่​จะ​เอา​ไปฝากยายเลย​ ! ...​

คืนนั้น​​พระมหาบุญรอดนอนลืมตาโพลงอยู่​ในห้องของโยมแม่ พรุ่งนี้ก็​จะ​เป็นวันเผาศพแล้ว​ พยายาม​จะข่มตาให้หลับ ​แต่ภาพของตำรวจประหลาดคนนั้น​ก็เข้ามาอยู่​ใน​ความคิดตลอด เสียงรถไฟดังกึงกัง ๆ​ แว่วมาจากทางใต้คง​จะ​เป็นขบวนรถสินค้าขาขึ้น​​ที่วิ่งมาจากกรุงเทพเข้าสู่สถานีปลายทาง​ที่เชียงใหม่ มัน​จะผ่านบ้านนี้ตอนใกล้สองยาม...​

“อีรื่นมีท้องหลังจากหลวงพี่ลง​ไปอยู่​กรุงเทพ​ได้ไม่นาน...​.” เสียงของโยมน้องประโยคนี้ดังก้องกลับ​ไปกลับมาอยู่​ในหูของ​พระมหาบุญรอดรู้สึกบาปหนัก​กับการกระทำ​เมื่อครั้งก่อน แล้ว​ก็สวดกัมมะทายาทาคาถา ขออโหสิกรรม แผ่​ส่วนกุศล​ไปให้รื่น

“เรา​จะทำอย่างไรดี​กับเรื่อง​นี้ ?” ​พระมหาบุญรอดนึกถามตัวเอง

“เรา​ต้องอยู่​​กับปัจจุบัน ไม่ใช่อดีต ...​ลูก​ใครก็ไม่รู้ ใช่เราคนเดียว​เมื่อไร ! ”...​​พระมหาหนุ่มใหญ่คิดตอบคำถามแรก ...​..

“ ​แต่​ถ้าใช่ละ ? ” ​ความคิดในแง่รับผิดชอบคิดแย้งขึ้น​มา ​พระมหาบุญรอดสับสน​และเครียดจนไม่อาจ​จะจำวัด​ได้

“​แต่​ถ้าใช่ลูกเราแล้ว​​จะแก้ไขอะไร​​ได้ ? ” ...​นี่​เป็น​ความคิด​ที่อยาก​จะปลีกตัว

​ความคิด​ที่ว่าการมาบ้านครั้งนี้​จะ​เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยว่าไม่มีมีพันธะอะไร​ทางนี้อยู่​อีกชัก​จะสับสนเสียแล้ว​ จิต​ที่เคยมุ่งมั่น​เพื่อการหลุดพ้นเริ่มรวนเร ! ​พระมหาบุญรอดรู้สึกอึดอัด​เป็นอย่างยิ่ง ปริยัติธรรมบทไหน​จะช่วย​ได้ ! เจ้าตำรวจสึ่งตึงคนนั้น​​เป็นลูก​ใครกันแน่ กรรมฐานแตกออก​เป็นเสี่ยง ​พระมหาบุญรอด​ต้องการ​ใครสักคน​ที่​จะปรึกษา ! นี่ก็​เป็นเรื่อง​ปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่อง​อดีต ! ​พระมหาบุญรอดเครียดจนรู้สึกแน่นหน้าอกขึ้น​มา ​แต่​ถ้าคิดแล้ว​มัน​จะ​ได้อะไร​ ? ...​เราวิตกจริตเกิน​ไปหรือเปล่า ?

“ อยู่​​กับปัจจุบัน ๆ​ พรุ่งนี้พอเผาศพแม่เสร็จเราก็​จะกลับแล้ว​...​.!” ​พระมหาบุญรอดพยายามย้ำคิด...​

“อีรื่นมีท้องหลังจากหลวงพี่ลง​ไปอยู่​กรุงเทพ​ได้ไม่นาน...​ ” เสียงโยมน้องดังก้องเข้ามาในหูอีก !

​พระมหาบุญรอดผุดลุกผุดนั่งขลุกขลักๆ​อยู่​ในมุ้ง...​ สับสนใน​ความคิดของตัวเอง ไม่รู้ว่า​จะตัดสินใจอย่างไรดี ! ...​.O

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3597 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง รื่นสเตนเลส
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๕ เมษายน ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๗๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-18731 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 05 เม.ย. 2555, 11.13 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น