นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๕
ฝันกลางฤดูฝน
ชาร ทิคัมพร
...ไม่มีเสียงนกร้องตอนเช้า​​ ไม่มีเสียงจักจั่นตอนเย็น​​และเสียงกบ เขียด​​และอึ่งอ่าง​​ที่เคยร้องตามริมลำห้วย​​เมื่อฝน​​จะตกก็พลอยเงียบ​​ไปหมด...​​...
...​.เย็นแล้ว​ ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงมาอยู่​เหนือสันดอยสูงท่ามกลางหมอกแดดยามเย็น​ที่ย้อมให้มัน​เป็นลูกกลมสีหมากสุก อากาศเริ่มเย็นลง โบสถ์เล็กของวัดร้างเก่าแก่​ที่อยู่​ติด​กับเชิงดอยตะคุมครี้มอยู่​ในดงต้นยางนาใหญ่หลายต้น​ที่ขึ้น​อยู่​รอบๆ​ แซมด้วยตะเคียน ยางเหียง มะเดื่อ ก่อ มะขามป้อม​และไผ่ป่า

โบสถ์นี้สร้างขึ้น​ตั้งแต่​เมื่อใดไม่มี​ใครทราบ เล่ากัน​เป็นตำนานว่าสร้างขึ้น​ครั้งพุทธกาลหลังจาก​พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์​ที่ดอยนี้ ตัวโบสถ์นั้น​เก่าจนปูนขาว​ที่ฉาบผนังโบสถ์ภายนอกหลุดล่อนออก​ไปหมด เหลือ​แต่อิฐ​ที่ก่อ​เป็นผนัง โครงหลังคาไม้หักพังลงมากองอยู่​บนพื้นโบสถ์ กระเบื้องหลังคา ดินขอเก่าหักกระจายอยู่​ทั่ว​ไป บานหน้าต่าง​และบานประตู​ส่วนใหญ่ผุพังหลุด​ไปเกือบหมด ​แต่​พระประธานองค์ใหญ่​ที่ก่ออิฐฉาบปูนยังอยู่​ในสภาพค่อนข้างดี ​จะมีปูนฉาบหลุดล่อนออกจนเห็นเนื้ออิฐข้างในบ้างก็เพียงบางแห่งเท่านั้น​ แสงแดด​ที่ส่องลอดทะลุหลังคาลงมา​ต้ององค์​พระประธานช่วยปรุงแสงให้​กับตะไคร่มอสขึ้น​จับองค์​พระเขียวครึ้ม โบสถ์​เป็นสิ่งก่อสร้าง​ที่เหลืออยู่​เพียงอย่างเดียวของวัดร้าง ขอบพัทธสีมาของวัดนี้อยู่​ตรงไหนไม่ปรากฏชัด ! ​และไม่มี​ใครสนใจ​จะตรวจสอบ

ครั้งหนึ่ง​มี​พระรูปหนึ่ง​มาปักกลดธุดงค์อยู่​ใต้ต้นยางใหญ่ในวัด หลังจากนั้น​ไม่กี่วันก็มีคนอ้างว่ามีเสือโคร่งเข้ามาเดินอยู่​แถวสวนส้มของ​เขา​ที่อยู่​ใกล้ๆ​วัด พวก​เขาเชื่อกันว่ามัน​เป็น "เสือเย็น" ! เสือ​ที่เกิดจากอาคมของ​พระธุดงค์รูปนั้น​ ตกค่ำไม่ค่อยมีคนกล้าออกจากบ้าน !

ข้างบริเวณวัดด้านใต้​เป็นลำห้วยเล็กๆ​​ที่ไหลจากดอย​ไปรวม​กับ "ขุนปิง" ​ซึ่ง​เป็นธารน้ำต้นกำเนิดของแม่น้ำปิง ฝั่งตะวันออกของลำห้วยนี้​เป็นบ้านคน อีกฝั่ง​ที่อยู่​ติด​กับดอย​เป็นสวนส้ม​และสวนลิ้นจี่​ที่ชาวบ้านบุกเบิกป่าปลูกไว้​เมื่อไม่กี่ปีมานี้ บาง​ที่ก็​เป็นไร่งา​ที่ปลูกแซม​กับส้มหรือลิ้นจี่​ที่ยังเล็กอยู่​ บางแห่งก็ปล่อยให้หญ้าเวียงวายขึ้น​แซมสูงท่วมหัว​เพราะถางออกไม่ทัน ดิน​ที่นี่​เป็นป่าเปิดใหม่ หน้าดินลึก​เป็นสีดำ ดินดี น้ำดี อากาศเย็น ​เป็น​ที่​ต้องการของชาวสวนส้ม​และสวนลิ้นจี่ยิ่งนัก ชาวบ้านพากันแผ้วถางป่าทำ​เป็นสวนก่อน​ที่มัน​จะถูกประกาศ​เป็นอุทยานแห่งชาติ​เมื่อหลายปีก่อน พวก​เขาเว้นไว้เฉพาะในวัดร้าง​และบริเวณรอบๆ​ ให้​เป็นเขตอภัยทานสำหรับนก หนู กระรอก​และสัตว์ป่าเล็กๆ​​ได้อาศัยอยู่​

อาทิตย์ลับเหลี่ยมดอยลง​ไปแล้ว​ คงทิ้งแสงสีบานเย็นไว้แทนตัวแดงฉานอยู่​ทางทิศตะวันตกของดอย จักจั่น​ที่เกาะอยู่​บนต้นไม้รอบๆ​โบสถ์พากันกรีดปีกส่งเสียงดังเซงแซ่​ไปทั่วบริเวณ นกกระปูดร้องมาจากดงบัวตองริมลำห้วย...​. นอกจากนี้ไม่มีเสียงอื่นใดอีก เหยี่ยวคู่หนึ่ง​​ที่มาทำรังบนยอดยางต้นใหญ่กลับมานอน​ที่รัง​กับลูก​ที่ฟัก​เป็นตัวแล้ว​สามตัว ยางอีกต้นหนึ่ง​มีผึ้งหลวงทำรังอยู่​หลายรัง ไม่มี​ใครปีนขึ้น​​เอาน้ำผึ้ง ด้วยมัน​เป็นเขตอภัยทาน...​

ทันใดก็มีเสียงปืนดังขึ้น​นัดหนึ่ง​ !...​ แล้ว​ก็อีกหลายนัดตามมา เสียงคนโฮ่เกรียวกราว เสียงปืนสะท้อนก้องกลับ​ไปกลับมาอยู่​ในหุบดอย ...​ จักจั่น​ที่กรีดปีกส่งเสียงอยู่​พากันหยุดทันที ชาวบ้านออกมาซุ่มยิงเลียงผาหนุ่มตัวหนึ่ง​ มันหนีไฟป่า​ที่ถูกคนจุดเผาลงมาจากดอย​เมื่อเดือน​ที่แล้ว​ มันกลับขึ้น​​ไปบนดอยไม่ถูกเลย​อาศัยอยู่​บริเวณดงไม้ทึบในวัดร้าง กลางวันก็หลบเข้า​ไปนอนในโบสถ์ แทนถ้ำ​ที่มันเคยอาศัยนอน​เมื่ออยู่​บนดอย ตกค่ำก็ออกหากินอยู่​แถวนั้น​ จนลูกไม้ป่า​ที่หล่นอยู่​รอบๆ​โบสถ์​และต้นไม้ใบหญ้าหมด มันก็ออก​ไปหากินหญ้าระบัด​ที่เพิ่ง​จะงอกในสวนส้ม​และสวนลิ้นจี่​และตามริมทางเดินนอกบริเวณวัด บางวันด้วย​ความหิวมันก็กล้าออก​ไปกินข้าวนาปรัง​ที่​กำลังออกรวงในนาริม ลำห้วย​ที่อยู่​ไม่ไกลจากหมู่บ้าน มันออก​ไป​แต่เช้า​ตรู่หรือไม่ก็ตอนใกล้ค่ำ ยอมเผยโฉมตัวเองให้ชาวบ้านเห็น

พวก​เขายิงมันไม่ถูก ! มันเผ่นแผลวหลบลัดเลาะต้นส้ม​และดงหญ้าเวียงวายกลับมาถึงวัดร้าง​ได้ เข้า​ไปหลบอยู่​ในโบสถ์หลังน้อย ยืนนิ่งตัวสั่นกลัวอยู่​หลังองค์​พระประธาน ​และไม่ออก​ไปไหนอีกสองวัน ชาวบ้าน​ที่ออกล่าไม่ตามเข้า​ไปในวัด ใจหนึ่ง​กลัวบาป อีกใจหนึ่ง​คิดว่ามันไม่อยู่​ในนั้น​ นี่​เป็นอีกครั้ง​ที่เลียงผาหนุ่มรอดชีวิตมา​ได้ วันนี้ไม่ใช่วันแรก​ที่มันถูกดักยิง !

สองปี​ที่ผ่านมานี้กระเทียมราคาแพง​ที่สุดในรอบหลายสิบปี ชาวบ้าน​ที่ปลูกงาแซม​ระหว่างต้นส้มหรือต้นลิ้นจี่พากันถางต้นงาออก ​ทั้งงาขาว​และงาดำพวก​เขา​เอากระเทียมลงแทน ทำฝายกั้นน้ำทดน้ำในลำห้วยน้อยขึ้น​มาใส่ไร่กระเทียม ​และสวนผลไม้​เป็นการใหญ่

นอกจากกระเทียมแล้ว​ ปีนี้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ขยับราคาขึ้น​​ไปอีก มีประกันราคารับซื้อด้วย เนื้อ​ที่เพาะปลูก​ที่มีอยู่​ไม่พอแล้ว​ ชาวบ้านพากันขึ้น​​ไปบนดอย ด้วยมีด พร้า ขวาน จอบ พวก​เขาช่วยกันตัด ฟัน​และขุดตอไม้​ที่ไหม้ไม่หมดออกมากองรวมกัน​กับต้นข้าวโพดแห้ง​เมื่อปีก่อน แล้ว​จุดไฟเผาอีกทีให้​เป็นเ​ถ้าถ่านให้หมด ​เอารถไถขึ้น​มาไถกลบมันลง​ไปในดินอุดมสีดำ ไถแปร แล้ว​ชักร่อง ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์​ที่นายทุนนำเมล็ดพันธุ์มาขายให้ เดือนเดียวป่า​ที่ถูกเผาไว้ก็กลาย​เป็นไร่ข้าวโพดกว้างอยู่​บนลาดดอย ป่าผลัดใบ​และป่าดิบชื้น​ที่สมบูรณ์ก็กลาย​เป็นไร่ข้าวโพดกว้างใหญ่ไพศาล ครั้นฝนต้นฤดูโปรยลงมาสองครั้ง เมล็ดข้าวโพด​ที่หยอดไว้ก็งอก​เป็นต้นเขียวขจี​ไป​ทั้งดอย ​แต่ป่าผลัดใบบนสันดอยยังถูกแผ้วถางออก​ไปเรื่อยๆ​จนถึงเขตป่าดิบชื้น​ที่อยู่​สูงขึ้น​​ไป​เพื่อปลูกข้าวโพด จนเกือบไม่มีต้นไม้เหลือสักต้น ต้นไม้ใหญ่เช่นยาง ตะเคียน​และก่อ​เมื่อโค่นลงแล้ว​​จะมีคนมารับซื้อ ​เขา​จะ​เอาเลื่อยยนต์มาให้​ใช้ เลื่อยแปรรูป​เป็นไม้กระดาน เศษกิ่งไม้เล็กๆ​​ที่ขายไม่​ได้ก็จุดเผา...​ ควันไฟลอยคลุ้ง​ไปทั่ว​ทั้งอำเภอจนบดบังดวงอาทิตย์เสีย​ทั้งวัน

ราคากระเทียมทะยานสูงขึ้น​​ไปอีก! ดงไม้เล็กๆ​รอบบริเวณวัดร้าง​ที่​เป็นเขตอภัยทานก็ถูกบุกรุกเข้า​ไปตัดต้นไม้ออก เผา ปรับ​เป็นไร่กระเทียม บริเวณวัดจึง​เป็นไร่กระเทียมแทนดงไม้​ที่มืดครึ้ม เลียงผาหนุ่มถูกตามรอยจนเจอว่ามันหลบอยู่​ในโบสถ์ตอนกลางวัน พวก​เขาไม่กลัวบาปแล้ว​ เข้า​ไปไล่มันออกมาแล้ว​ดักยิงจนตาย แล่เนื้อ​ไปแบ่งกันกิน คน​ที่​เป็นเจ้าของปืนนำซากโครงกระดูก​พร้อม​เขาขายให้คนรับซื้อสัตว์ป่า ​เอา​ไปเคี่ยวทำน้ำมันเลียงผาทาแก้ปวด​เมื่อยเคล็ดขัดยอกขายคน​ที่เชื่อ...​

เหล่าแมลง​ที่เคยอาศัยป่าอยู่​พากันบินเข้ามาในไร่​และในสวนกัดกินใบข้าวโพด ใบกระเทียม ใบส้ม​และใบลิ้นจี่จน​ต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลง​เป็นการใหญ่ รวม​ทั้งยาฆ่าโรคราน้ำค้างด้วย กลิ่นยาฆ่าแมลงคละคลุ้งปน​ไป​กับกลิ่นควันไฟทั่ว​ทั้งอำเภอ อากาศร้อน​และแห้งแล้ง !

บริเวณวัดร้าง​และเชิงดอย​ที่เตียนโล่งรวม​ทั้งเรือกสวน​ทั้งหมด บัดนี้เงียบสงัด ไม่มีเสียงนกร้องตอนเช้า​ ไม่มีเสียงจักจั่นตอนเย็น​และเสียงกบ เขียด​และอึ่งอ่าง​ที่เคยร้องตามริมลำห้วย​เมื่อฝน​จะตกก็พลอยเงียบ​ไปหมด ไม่มีผึ้ง​ที่เคยบินมาตอมดอกหญ้าเวียงวาย เหยี่ยว​ที่ทำรังบนยอดยางข้างวัดทิ้งรัง ทิ้งลูกน้อย​ไป​เพราะทนควันไฟไม่ไหว

หลังจากฝนต้นฤดูโปรยลงมาสองครั้งแล้ว​มันก็เงียบหาย​ไป ไม่มีฝนอีกเลย​ ข้าวโพด​ที่เพิ่ง​จะงอกเริ่มเหี่ยวเฉา ชาวบ้าน​ต้องการฝน​ที่สุด บนลาดดอยไม่มีแหล่งน้ำสำหรับข้าวโพด ​ต้องรอฝนอย่างเดียว

ใน​ที่สุด ข้าวโพด​ที่งอก​ได้คืบกว่าๆ​ก็พากันแห้งตาย​ไปหมด...​.​ที่สวนกว้างเชิงดอยใกล้หมู่บ้าน ส้ม ลิ้นจี่​และกระเทียม​ต้องการน้ำ​โดยเฉพาะกระเทียม ชาวบ้านพากันกั้นฝายเพิ่มขึ้น​ ทด​เอาน้ำขึ้น​​ไปใส่สวนจนน้ำทางท้ายฝายลดลง พา​เอาน้ำในขุนปิงลดตาม​ไปด้วย ​และใน​ที่สุดลำห้วยนั้น​ก็แห้งหมด​ทั้งสาย อากาศร้อนขึ้น​​ไปอีก ​ความแห้งแล้งแผ่​ไปทั่ว ส้มในสวน​ที่ไม่มีน้ำมารดลูกเล็กฝ่อห้อยเหลืองอยู่​คาต้น ลิ้นจี่พากันทิ้งลูกร่วงหล่นก่อน​ที่มัน​จะถูกเก็บขาย​ได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มีกระเทียมเท่านั้น​​ที่​กำลังถูกขุดขึ้น​ตากไว้ในไร่รอมัด​เอามาแขวนผึ่งใต้ถุนบ้านรอขาย


...​ชาวบ้านพากันทุกข์ระทมถึงผลผลิต​ที่เสียหาย ! หลายคนเริ่มเจ็บป่วย ​ส่วนใหญ่​เป็นโรคทางเดินหายใจ ! สถานีอานามัย​ที่อำเภอมีคนแน่น ทุกวัน ! คนในหมู่บ้านพากันสรวมผ้าปิดจมูก​แม้ขณะ​กำลังขุดกระเทียม !

ตอนนี้พวก​เขา​ต้องการแค่ฝนเท่านั้น​​ที่​จะมาช่วยชะล้างควันไฟป่า อย่างอื่นช่างมันเถิด ​แต่​แม้​จะย่างเข้าหน้าฝนแล้ว​ ฟ้าก็ยังใส แดดร้อนเปรี้ยง ไม่มีวี่แววว่าฝน​จะตกอย่างปีก่อนๆ​ ลม​ที่พัดมาอ่อนๆ​ร้อนวูบๆ​ น้ำในบ่อน้ำตื้น​ที่เคย​ใช้อาบกินแห้งลง​ไปตามน้ำในลำห้วย ​แม้​แต่ธารขุนปิงก็ยังมีน้ำไหลรวยริน !

จนย่างเข้ากลางฤดูฝน อากาศ​ที่เคยร้อนแห้งเปลี่ยน​เป็นร้อนอบอ้าว ไอน้ำในอากาศมากขึ้น​ ฟ้าเริ่มมีเมฆครึ้ม​เป็นบางวัน มันคอยมีเมฆทวีขึ้น​ แล้ว​วันหนึ่ง​ในกลางฤดูฝน ลมตะวันตกก็พัดแรง มันพา​เอาเมฆดำมาด้วย แล้ว​ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักทั่ว​ไปในเขตดอย มันตกหนักไม่ลืมหูลืมตาอยู่​สามวันสามคืนติดต่อกัน แล้ว​ในคืนวัน​ที่สาม...​

น้ำบนลาดดอยก็ไหลทะลักลงมายังเชิงดอย​ที่​เป็นสวน แล้ว​ไหลเทลงสู่ลำห้วยน้อย ท่วมท้น​ทั้งสองฝั่ง มันชะ​เอาหน้าดินของไร่ข้าวโพดบนสันดอยลงมาด้วย ​ทั้งน้ำ​และดินโคลนถล่มทับลงมายังสวนส้ม สวนลิ้นจี่ข้างล่าง มันไหลต่อลง​ไป ทะลักเข้า​ไปในหมู่บ้าน บ้านหลายหลัง​ที่อยู่​ริมลำห้วยใกล้เชิงดอยถูกดินโคลนทับพังพินาศ หลายคนติดอยู่​ในซากบ้าน หลายคนถูกกระแสน้ำปนโคลนพัดถล่มพา​ไปรวมกัน​ที่ลำห้วยสบ​กับธารขุนปิง ซากบ้านซากสัตว์ซากมัดกระเทียม ต้นส้ม​และต้นลิ้นจี่รวม​ทั้งซากศพคนสุมรวมกันอยู่​​ที่นั่น มัน​เป็นฝันสยองกลางฤดูฝนของหมู่บ้าน​ที่นี่ !

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3596 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง ฝันกลางฤดูฝน
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๓๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-18701 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 30 มี.ค. 2555, 09.58 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น