นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
หางวาตภัย
พลอยพนม
...สมัยเด็ก ๆ​​ ฉันค่อนข้างหัวรั้น​​เอา​​แต่ใจตนเอง ​​เมื่อถูก​​ใคร​​เขาดุด่าก็มักน้อยอกน้อยใจจนหน้าคว่ำหน้างอราว​​กับเด็กผู้หญิง.....
สมัยเด็ก ๆ​ ฉันค่อนข้างหัวรั้น​เอา​แต่ใจตนเอง ​เมื่อถูก​ใคร​เขาดุด่าก็มัก​จะน้อยอกน้อยใจจนหน้าคว่ำหน้างอราว​กับเด็กผู้หญิง ​โดยเฉพาะ​กับพ่อ ​เพราะคิดว่าพ่อรักน้องสาวมากกว่า

ต่อ​เมื่อฉันเติบโต​และย้อนกลับ​ไปคิด​ใคร่ครวญเสียใหม่ ก็พบว่า นอกจากพ่อ​จะ​เป็นคน​ที่มีน้ำจิตน้ำใจสำหรับทุก ๆ​ คนแล้ว​ พ่อ​เป็นคนร่าเริง รัก​และชอบดนตรี​เป็นชีวิตจิตใจ ​ซึ่งประจักษ์แก่ฉันมาแล้ว​​เมื่อครั้ง​ที่ฉันยังเยาว์ วัย ​และฉันยังจำไม่ลืม

ในสมัยนั้น​​เมื่อมีงานลงแขกเก็บเกี่ยวรวงข้าวในไร่นา พอเสร็จงานพ่อ​กับ​เพื่อน ๆ​ ก็มัก​จะตั้งวงดื่มน้ำขาวสนุกสนานเฮฮาแก้เหนื่อยกัน​เป็นประจำ

อันว่าน้ำขาว หรือกระแช่ นั้น​ พ่อหมักเองด้วยน้ำหวานต้นชก​กับเปลือกไม้เคี่ยม ​ซึ่ง​ได้มาจากป่า หมักไว้​เป็นโอ่ง ไม่ขาดบ้าน สรรพคุณก็เลื่องลือ...​

ทุกครั้ง​ที่พวก​เขาตั้งวงน้ำขาว ​เมื่อดีกรีของมันออกฤทธิ์​ได้​ที่ก็มักชวนกันขับร้องฟ้อนรำเพลงรองแง็ง หรือไม่ก็ขับบทลิเกป่า ตีรำมะนา ตีทับ ​เป็น​ที่สนุกสนานครื้นเครง


"ตันย่ง ตันย้ง กำปงลาน้อง เจ้าชู้ดอกแก้ว
​ถ้าน้องไม่รักพี่บังแล้ว​ พี่บังไม่แคล้ว​ต้องกินยาตาย...​(สร้อย)

นี่​คือบทขับร้องรองแงง ​เพื่อนของพ่อ ชื่อ ตาหนวง ​เมื่อถูกดีกรีน้ำขาวแผลงฤทธิ์ ก็​จะ​ต้องลุกขึ้น​รำป้อเสียทุกที ตัวแกเล็กนิดเดียว ​แต่ท่ารำอ่อนช้อยเข้าจังหวะ ปากก็ขับสร้อยเพลง...​ "หน่อย​นอย นอยน้อย นอยน้อย น้อยนอย น้อยนอย นอยน้อย.." ฉิ่ง ทับ รำมะนา ของพวกลูกคู่ก็บรรเลง ฉิ่งปับ ๆ​ ให้จังหวะเร่งร้าวจนฉันนึกอยาก​จะกระโดดออก​ไปเต้น​กับ​เขาบ้าง

น้องสาวของฉันชอบนั่งดูพวก​เขาร้องรำทำเพลง ตอนนั้น​เธอเพิ่งหัดพูด ออกเสียง​ได้แค่พยางค์ สองพยางค์

"ตาหนวง รำ ตาหนวง รำ" เธอชี้​ไป​ที่ตาหนวง แล้ว​หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ

พ่อของฉัน​ทั้งร้อง​ทั้งรำเข้ายาทุกขนาน ​ส่วนเรื่อง​ดนตรีพ่อ​จะชอบปี่​และขลุ่ย​เป็นพิเศษ ถึง​กับลงทุน ขุด เจาะ ด้วยตนเอง เลาไหนเสียงดีพ่อก็​จะเก็บไว้ อันไหนเสียงเพี้ยน​ไปหน่อย​​ใครมาขอพ่อก็ให้​เขา​ไป "ให้มือสมัครเล่น​เอา​ไปฝึก...​" พ่อไม่เสียดาย

คืนหนึ่ง​​พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่​เหนือผืนไร่ด้านทิศตะวันออก แม่พาน้องสาวเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ​ส่วนฉัน​กับพ่อนั่งชมจันทร์กันอยู่​​ที่นอกชาน พ่อเป่าขลุ่ยส่งเสียงกังวาน​ไปทั่ว​ทั้งผืนป่า น้ำค้างพร่างพรม หิ่งห้อยกระพริบแสงแข่งจันทรระยิบระยับอยู่​รอบบ้าน...​

ฉันเพลินนั่งชม​ความงามรอบกายเคล้าคลอเสียงขลุ่ยของพ่อจนเคลิบเคลิ้มง่วงหาว...​ จึงค่อย ๆ​ กระเถิบคลานเข้า​ไปหนุนตักพ่อนอน

บนท้องฟ้าดวงดาวเปล่งแสงระยิบระยับแข่ง​กับดวง​พระจันทร์ ลมเย็นพัดมาเอื่อย ๆ​ มาลูบไล้ผิวกายคนผอมแห้งอย่างฉันจนหนาวบาดลึกเข้า​ไปถึงหัวใจ ​และ​เมื่อ​ได้ยินเสียงสัตว์ป่าออกมาคำรามร้องอยู่​ใกล้ ๆ​ สอดแทรกเสียงขลุ่ยของพ่อขึ้น​มา ฉันก็รู้สึกหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก

พ่อถอนขลุ่ยออกจากปาก เหมือน​กับ​จะรู้ว่าฉัน​กำลังหวาดกลัว "เสียงมูสังน่ะลูก ตัวมันเล็กกว่าไอ้เบี้ยว​ที่ใต้ถุนเสียอีก เพียง​แต่เสียงมันห้าวเหมือนเสือ ลูกไม่​ต้องกลัว"

พอ​ได้ยินพ่อเอ่ยถึงไอ้เบี้ยว หมา​ซึ่งนอน​เป็นยามระแวดระวังภัยอยู่​​ที่ใต้ถุนเรือน ฉันจึงค่อยอุ่นใจ​และผล็อยหลับ​ไป​โดยไม่รู้ตัว...​ ​แต่สักพักก็​ต้องสะดุ้งตื่นด้วย​ความตกอกตกใจ ​เมื่อรู้สึกว่า​หัวของฉันไม่​ได้หนุนตักพ่ออยู่​ อีก​ทั้งยัง​ได้ยินเสียงแม่ร้องเรียกพ่อด้วย​ความตื่นตระหนกอยู่​ใกล้ ๆ​ ผสาน​กับเสียงเห่ากระโชกของไอ้เบี้ยว​ที่ดังมาจากริมไร่หน้าบ้านราว​กับ​จะกินเลือดกินเนื้อ​ใครสักคน

​เมื่อฉันหายงัวเงีย​และลืมตาขึ้น​มา ก็พบว่าตัวเองยังคงนอนตากน้ำค้างพร่างหนาวอยู่​​ที่เดิม ​ส่วนพ่อนั้น​ฉันเห็นแม่​กำลังประคองให้ลุกขึ้น​นั่งแล้ว​​เอายาหอมละลายน้ำใส่ ช้อนเขียวกรอกปากให้กิน พลางร้องตะโกนเรียก​เพื่อนบ้าน​ที่อยู่​ใกล้ ๆ​ ให้รีบมาช่วยกัน

"วู้...​. ลุงอิน ลุงอิน...​ ลุงทอง บ่าวรุ่ม วู้...​ช้างเถื่อนเข้าไร่ฉันแล้ว​ มาช่วยกันเร็ว เร็ว"

ฉันลุกขึ้น​นั่ง​และเหวี่ยงสายตา​ไปทางทิศตะวันออก​ซึ่ง​เป็นผืนไร่ข องเรา...​ ท่ามกลางแสงจันทร์​และหมู่ดาว​ที่ส่องสว่างอยู่​บนท้องฟ้า ​ที่ริมขอบไร่อันกว้างลิบติด​กับแนวป่าหน้าบ้านของเรา ฉันเห็นโขลงช้างป่านับสิบเชือก​กำลังเหยียบย่ำ​และหักกินพืชไร่กันอย่างเมามัน ​ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ มองเห็นชัดเจน​ไป​แต่ไกล ครั้นพอพวกมัน​ได้ยินเสียงโห่ไล่จาก​เพื่อนบ้านของเราดังขึ้น​มา ​พร้อม​กับเสียงปืนแก๊ป​ที่ยิ่งขึ้น​ฟ้า โป้ง ป้าง อีกสามสี่นัดก็พากันล่าถอยเข้าป่าลึก​ไป

ตาอิน ตาทอง ยายเขียว ตารุ่ม ​ที่แห่ตามหลังกันมา​ที่บ้านของเรา เว้น​แต่ยายเขียวคนเดียว​ที่ถือมีดพร้า นอกนั้น​ถือปืนแก๊ปกันมาทุกคน ​เมื่อ​ได้เห็นอาวุธป้องกันภัย ​พร้อม​กับ​ได้เห็นหน้าค่าตาของ​เพื่อนบ้าน​ที่ยกทีมมาช่วยกันอย่าง​พร้อมเพรียง ก็ทำให้ฉันฝืนยิ้มออกมา​ได้ ไอ้​ที่กลัวจนตัวสั่นอยู่​​เมื่อครู่ก็ค่อย ๆ​ ทุเลาหาย​ไป

"ฉัน​กำลังนอนให้ลูกสาวกินนมอยู่​ ​ได้ยินเสียงพี่ร้องโห่ไล่ช้างเฮ้ว ๆ​ ขึ้น​สองสามครั้ง แล้ว​เงียบ​ไป เลย​ลุกออกมาดู ...​ ท่า​จะแผดเสียงมาก​ไป" แม่พูดให้​เพื่อนบ้านฟัง หลังจากยกเชี่ยนหมาก​กับยาเส้น ​และน้ำเย็นในโอ่งออกมาต้อนรับอีกขันหนึ่ง​...​ พ่อนั่งดมยาดมอยู่​ใกล้ ๆ​ ไม่ว่ากระไร

ตาทองหันมาล้อฉันว่า "พ่อเอ็งโห่ช้างจน​เป็นลม เอ็งกลับไม่ตื่น ระวังไว้นะ นอนเซาแบบนี้ มูสัง​จะย่องมากัดเจี๊ยวเข้าสักวัน"

ตอนนั้น​ฉันอายุ ๖ ขวบ ยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียน ยังอาศัยอยู่​​กับพ่อ​ที่เรือนไม้กลางป่าใหญ่ นาน ๆ​ พ่อ​จะพาฉันออก​ไปเ​ที่ยวบ้านย่า ​และพา​ไปหาซื้อขนมอร่อย ๆ​ จากร้านค้าแถวนั้น​ให้ฉันกินสักครั้ง พ่อบอกว่า​เมื่อถึงเวลาเข้าโรงเรียนฉันก็จำ​เป็น​จะ​ต้อง​ไปอาศัยอยู่​​กับย่า ​กับปู่ ​และอาสาว ​ซึ่งบ้านของท่านอยู่​ใกล้โรงเรียน...​

ฉันคิดถึงวันนั้น​ ​ซึ่งมัน​กำลัง​จะเดินทางมาถึงในไม่ช้า ​ความเงียบเหงาวังเวงก็คืบคลานเข้ามาเกาะกุมหัวใจของฉันทันที

ฉันอยากอยู่​​กับพ่อ​ที่บ้านไร่ ไม่อยากจาก​ไปไหนเลย​


วัน​ที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ วันมหาวิปโยค เกิดมหาวาตภัยขึ้น​​ที่แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช ไกล​ไปจากบ้านไร่ของฉันกว่า ๖๐๐ กิโลเมตร ​และวันนั้น​พ่อของฉันออก​ไปธุระ​ที่ตลาดตะกั่วป่าตั้งแต่เช้า​ กระทั่งเย็นย่ำนกกาเพรียกร้องหารังพ่อก็ยังไม่กลับมา...​ เราสามคนแม่ลูก แม่ ฉัน ​และน้องสาว นั่งรอพ่ออยู่​​ที่หัวกระไดนอกชาน ขณะ​ที่เมฆฝนบนฟ้า​กำลังก่อตัวมืดครึ้มอย่างน่าสะพรึงกลัว บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบ ทั่วทุกสารทิศนอกจากเสียงนกกา​ที่บินร้องกลับรังก็ไม่มีเสียงอื่นสอดแทรกมาให้​ได้ยิน

มัน​เป็น​ความสงบเงียบ​ที่น่าสะพรึงกลัว ราว​กับลางสังหรณ์

แม่ของฉันนั่งน้ำตาเอ่อคลอจนฉันนึกแปลกใจ...​

"แม่ร้องไห้ทำไม?" ฉันใจไม่ดี

แม่ส่ายหน้าแทนคำตอบ

"พ่อ?" ฉันถามแม่

"พ่อยังไม่เสร็จธุระ" แม่ปลอบใจฉัน "เราเข้า​ไปนั่งรอพ่ออยู่​ข้างในบ้านกันดีกว่า...​"

แม่อุ้มน้องสาวเดินลอดประตูเข้า​ไปข้างใน ฉันถือมีดพร้าด้ามเล็ก ๆ​ เดินตาม​ไปติด ๆ​
ภายในบ้านมืดขมุกขมัว แม่หยิบตะเกียงน้ำมันก๊าด​ที่วางอยู่​ตรงชายฝาหัวนอนมาวางไว้กลาง บ้าน แล้ว​ก็​เอาเหล็กไฟตัวเล็ก ๆ​ ประจำบ้านเปิดฝาครอบติดไฟ​จะจุดตะเกียง ​ทว่ากระแสลม​ที่เริ่มแผ้วพานเล็ดลอดขึ้น​มาตามร่องฟาก กระพือพัดเปลวไฟจากไส้เหล็กไฟในมือของแม่ดับวูบลง

​แม้ว่าแม่​จะ​ใช้​ความพยายาม​เอานิ้วหัวแม่มือดีดวงล้อกรีดถ่านเหล็กไฟตัวนั้น​สักกี่ครั้ง ๆ​ ก็มี​แต่ประกายไฟ​ซึ่งเกิดจากถ่านเหล็กไฟเท่านั้น​​ที่พุ่ง​เป็นยวงยาวออกมา ​แต่สำหรับด้ายชนวนก็มิปรากฏเปลวเพลิงขึ้น​มาสักที ทำให้เราสามคนแม่ลูก​ต้องทนนั่งอกสั่นขวัญแขวนท่ามกลง​ความมืดขมุกขมัวด้วย​ความจำยอม กระทั่งกระแสลม​ที่พัดลอดซี่ฟากขึ้น​มาจากใต้ถุน​ได้เพิ่มพลังแรงขึ้น​ ลิงกัง​ที่พ่อล่ามโซ่ไว้หลวม ๆ​ ​เพื่อให้มันกระโดดโลดเต้น​ไปไหน​ได้สะดวก​​ที่ต้นพลาข้างบ้าน ส่งเสียงร้องเจี๊ยก ๆ​

"หู ร้อง แม่ หู ร้อง" น้องสาวของฉันรักลิงกังตัวนี้มาก

"อย่าส่งเสียงลูก อย่าส่งเสียง"

แม่คง​จะหวั่นวิตก​กับ​ความวิปริตแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศในยามน ี้จนสุดขีด แม่จึงโอบกอดฉัน​และน้องสาวเข้า​ไปซุกแนบไว้​กับอกของแม่อย่างแนบแน่น

ฉันชำเลืองสายตา​ไป​ที่ประตู​ซึ่งยังเปิดแง้มรอพ่ออยู่​ ผ่านวงแขนของแม่ข้าง​ที่โอบกอดฉันไว้...​

ข้างนอกท้องฟ้าแดงก่ำ​เป็นสีเลือด เสียงหวีดหวิวของพายุดังกึกก้องกัมปนาทราว​กับแผ่นฟ้าผืนดิน​จะถล่มทลาย เรือนไม้ของเราไหวยวบ​และเอน​ไปตามแรงกระแทกของกระแสลม​ที่พัดกระหน่ำลงมา ​และทันใดนั้น​เอง ฉันก็​ได้ยินเสียงไม้ใหญ่ในราวป่าหักโค่น ​และล้มฟาดลง​กับพื้นเสียงโครมครืน

ลิงหูบนต้นพลาข้างบ้านหวีดร้องเสียงแหลมราว​กับ​จะขอ​ความช่วยเหลือ

​ถ้าพ่ออยู่​ด้วย พ่อก็คง​จะ​ได้ออก​ไปช่วยมัน...​ น้ำตาของฉันเอ่อคลอ​เพราะนึกสงสารเจ้าลิงน้อยของเรา

ครั้นพายุพัดถล่มสิ่งกีดขวางโค่นล้มระเนระนาดระลอกแรกผ่าน​ไปแล้ว​ ไม่นานระลอก​ที่สองก็ตามมา​พร้อม​กับเม็ดฝน มันพัดกระหน่ำลงบนหลังคาจากบ้านเราเสียงโครม ๆ​ ราว​กับ​จะบดขยี้ให้แหลกลาญ เคราะห์ดี​ที่พ่อ​เอาลำไม้ไผ่วางทับไว้ถี่ยิบ ​ถ้าไม่อย่างนั้น​มันก็คง​จะพังทลายหลังคาของเราจนโล่งเตียน​ไปแล้ว​

เสียพายุพัดอื้ออึง ​ทั้งฟ้า​ทั้งฝนโหมกระหน่ำติดต่อกันราวสามชั่วโมงก็ค่อยซาลง แม่จึงจุดตะเกียง​ได้สำเร็จ ​และในขณะเดียวกัน หูของฉันก็พลัน​ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย เหมือนภูตผีปิศาจ​กำลังผุดขึ้น​จากหลุม ดังแว่วมาจากทิศทางบ้านตาอิน​กับ ตาทอง ทำให้ฉัน​ซึ่ง​เป็นคนขี้ตื่นตกใจ​ต้องหัน​ไปมองหน้าแม่ ​แต่แม่กลับยิ้มเฉย

สักครู่ คนสามสี่คนก็ถือคบเพลิงแดงโร่เดินเรียงแถวมายังบ้านของเราด้วยสภาพ​ที่ย่ำแย่ เสื้อผ้าเปียกปอน​และฉีกขาด บางคนมีแผลถลอกปอกเปิดตามเนื้อตัว คิ้วคางฟกมอ ​และปูดโปนเหมือน​เอาผลมะกรูดลูกกลม ๆ​ แปะติดไว้

ตาอิน ถือคบเพลิงโขยกเขยกขึ้น​กระไดเรือนผ่านนอกชานเข้ามานั่งในบ้านของเรา​เป็นคนแรก แกพูด​กับแม่ว่า "บ้านของมึงโชคดี​ที่มีแนวไผ่กั้นต้านลมไว้...​ บ้านของกูโล่งเตียนไม่มีอะไร​​เป็นเกราะกำบัง เลย​โดนมันพังฉิบหายหมด"

พ่อของฉันกลับมาถึงบ้านในสภาพของคน​ที่เพิ่งรอดตายภายหลังพายุพัดสงบได ้ไม่นาน ทุกคนยังนั่งกินหมาก​และสูบยาใบจากรอพ่ออยู่​ รวมถึงฉันด้วย นั่งฟัง​เขากล่าวขวัญกันถึงเหตุร้าย​ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ​ ร้อน ๆ​ ​แต่ก็รู้สึกว่า​พวก​เขา​จะพูดถึงมันด้วย​ความตลกขบขันมากกว่า​ความหวาดกลัว ทำให้ฉันยังรู้สึกงุนงงอยู่​จนทุกวันนี้

ก่อนหน้านั้น​ แม่​เอาผ้าถุง​กับเสื้อของแม่ให้ยายเขียวผลัดเปลี่ยน ​ส่วนคนอื่นก็อาศัยผ้าโสร่ง​และผ้าขาวม้าของพ่อประทังกายกัน​ไปพลาง ๆ​

พ่อกลับมา​พร้อม​กับเสื้อผ้า​ที่เปียกปอน​และเปรอะเปื้อนขาดวิ่น​ไปทั่ว​ทั้งตัว ตามนิ้วมือนิ้วเท้า ​และแขนขาปรากฏร่องรอยของมีคมกรีดบาดจน​เป็นแผลลึกถลอกเลือดไหลซึม คิ้ว คาง ฟกนูนเหมือน​กับ ตาทอง ยายเขียว ​ส่วนข้าวของ​ที่เคยถือติดมือกลับบ้านไม่เคยขาด พ่อบอกทุกคนว่า "เ​ที่ยวนี้เหลือ​แต่ตัวเว้ย...​ พรรคพวก"

​เมื่อพ้นบันได​และผ่านนอกชานเข้ามาถึงข้างในด้วยสภาพอิดโรย พ่อถามแม่คำแรกว่า

"ลูก ๆ​ ตกอกตกใจกันมากไหม?"

"ไม่" แม่สั่นหัว "ฉันกอดแนบอกไว้​ทั้งสองคน...​ ลูกสาวหลับ​ไปนานแล้ว​"

พ่อ​เอามืออันเย็นเฉียบด้วยพิษหนาวเอื้อมมาลูบหัวฉันทีหนึ่ง​ แล้ว​เดินเลี่ยง​ไปหาน้องสาว​ที่นอนหลับอยู่​ข้างใน สักพักฉันจึง​ได้ยินเสียงพ่อสะอื้นไห้

"นึกว่า​จะไม่​ได้เห็นหน้ากันแล้ว​ลูกเอ๋ย"

พ่อเล่าว่า หลังกลับจากตะกั่วป่ามาทางทะเล พอก้าวขึ้น​จากลำเรือ​ที่ท่าน้ำบ้านย่า ​และ​เอาของฝาก​ที่ซื้อมาฝากปู่​กับย่าให้ไว้​กับอาสาวแล้ว​ พ่อก็หิ้วข้าวของสามสี่อย่าง​ที่ตั้งใจซื้อติดมือกลับบ้าน มุ่งหน้าเดินมาอย่างรีบเร่ง ​ระหว่างทาง​เมื่อเกิดพายุพัดกระหน่ำ ต้นไม้หักโค่นลงขวางหน้า ก็ทำให้ไม่กล้า​ที่​จะฝืนเดินอีกต่อ​ไป จึง​ได้แอบเข้า​ไปนั่งหลบอยู่​บนขอนไม้ข้างกอไผ่ริมทาง ​ซึ่งคิดว่าน่า​จะปลอดภัย​ที่สุด กระทั่งพายุระลอกสองหอบ​เอาเม็ดฝนฟาดกระหน่ำลงมาอีกครั้งอย่างรุนแรง ต้นไม้ใหญ่​ที่อยู่​ลึกเข้า​ไปข้างในก็หักโค่นลงมา ​ส่วนปลายของมันเหวี่ยงฟาดลงบนกอไผ่กอนั้น​แบนราบ ​และสุมพ่อติดอยู่​ข้างใน

"มืดก็มืด กลัวก็กลัว" พ่อว่า " คลำหาทางออกสะเปะสะปะจนเข่าอ่อนกว่า​จะหลุดออกมา​ได้ ข้าวของหลุดมือหาไม่เจอเลย​สักชิ้น...​ เฮ้อ ไม่ตายก็บุญแล้ว​"

พ่อหัวเราะ​ทั้ง ๆ​ ​ที่ปากบวบเจ่อเหมือนโดนผึ้งต่อย

เหตุการณ์พายุโซนร้อนแฮเลียตพัดถล่มแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช ​และฟาดหาง​ไปถึงบ้านไร่ของฉัน​ที่จังหวัดพังงาในครั้งนั้น​ ​ได้สร้าง​ความสูญเสียให้​กับพ่อแม่พี่น้องทางภาคใต้ในโซนนั้น​อย่างใหญ่หลวง หลายร้อยชีวิต​ต้องสูญสิ้น​ไป​กับ​ความบ้าคลั่งของมัน ​และอีกหลายๆ​ชีวิต​ที่รอดตายก็​ต้องพบ​กับ​ความสูญเสียทรัพย์สิน...​ บางคนถึง​กับสิ้นเนื้อประดาตัว ​ต้องสูญเสียญาติมิตร พ่อ แม่ ลูกเมีย บ้านเรือน เรือแพ เครื่องมือหากิน บางคน​ต้องสูญเสียอนาคต ​เพราะไร้​ที่พักพิง...​ ​ซึ่งฉันเชื่อว่าหลายชีวิต​ที่รอดมา​ได้ ​และยังมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงบัดนี้ ก็คง​จะยังจดจำเหตุร้าย​ที่เกิดขึ้น​อย่างไม่คาดฝันในวันนั้น​กันได ้อย่างมิอาจลืมเลือน

​ส่วนพ่อของฉันก็เกือบ​จะสูญเสียชีวิต ด้วยการ​ที่ไม้ใหญ่ริมทางเดินหักโค่นลงมาสุมทับจนถลอกปอกเปิด​ไปหมด​ทั้งตัว ​แต่ท่านก็ยังพูดติดตลกตามแบบฉบับ​ของท่านในภายหลังว่า

"ตอน​ที่ถูกต้นไม้โค่นลงมาสุมทับจนข้าวของเสียหาย...​ อย่างอื่นไม่นึกเสียดายเท่าวิทยุทรานซิสเตอร์ ​เพราะตั้งใจ​จะซื้อมาฟังข่าว นี่​ถ้าซื้อมาไวกว่านี้สักวันสองวัน บางทีเราก็อาจ​จะรู้ข่าวของมันเสียก่อนก็​ได้ เฮ้อ- ไม่น่าเลย​"

************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3516 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง หางวาตภัย
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๕๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-18115 ], [110.49.205.235]
เมื่อวันที่ : 25 ก.พ. 2554, 08.45 น.

ข้อเขียนนี้คงไม่สูงส่งจนถึง​กับเรียกว่า "เรื่อง​สั้น" หาก​แต่นี่​คือเรื่อง​เล่าในรูปแบบของบันทึก​ความทรงจำ ​ที่ผม​จะพยายามนำเสนอ​ให้​ได้มาก​ที่สุดเท่า​ที่ผม​จะย้อนรำลึกถึงมัน​ได้

ผมเคยเ​ที่ยว​เขาใหญ่ เคยเ​ที่ยวสวนสัตว์เปิดหลายแห่ง ​แต่เห็นสภาพสัตว์ป่าตามสถาน​ที่เหล่านั้น​แล้ว​นึกสงสาร ไม่ว่าเสือ หมี หรือช้าง ก็ดูเหมือนวิญญาณพวกมัน​จะซีดจาง​ไปหมดแล้ว​

ยุคนี้-วิญญาณป่า​ที่แท้จริงในบ้านเรา​จะหา​ที่ไหน​ได้ นอกจากเรื่อง​เล่าจากผู้เล่า-​ซึ่งบัดนี้นับวัน​จะเหลือน้อยเต็มที...​ ​และเสียดาย​ที่ผมมือไม่ถึง เรื่อง​เล่าของผมจึงจำกัดอยู่​ในวงแคบ ๆ​ เฉพาะพวกเราชาวเว็บแค่นั้น​เอง

​แต่ผมยินดี​จะเล่า ถึง​จะเล่าฟรี ๆ​ ก็ภูมิใจครับ​

ภูมิใจ​ที่มีผู้ติดตามอ่าน​และให้​กำลังใจ

ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : อิติฯ [C-18116 ], [125.24.66.210]
เมื่อวันที่ : 25 ก.พ. 2554, 11.28 น.

ผมไม่ขออ่านฟรีครับ​
ดังนั้น​..ผมจึงโผล่เข้ามาขอบคุณหลายๆ​​กับน้ำใจอันกว้างขวางของมือโปร

คน​ที่มือเข้าฝักแล้ว​..ถึง​แม้​จะเขียนออกมาง่ายๆ​เรียบๆ​ ก็​เป็นงาน​ที่ละสายตาจากตัวหนังสือ​แต่ละคำไม่​ได้เลย​

ท่าน​เป็นนักเขียน ​ที่เก็บข้อมูล​และข้อมูลดิบ​ได้เยอะจริงๆ​
​ส่วนใหญ่แล้ว​ มันมากด้วยสาระ​ที่ผมไม่เคยรู้

คุ้มค่าจริง..​ที่​ได้รู้จักศาลาฯแห่งนี้
(​จะดีใจอีก) ทุกๆ​ครั้ง​ที่​ได้อ่านแบบฟรีๆ​

ขอบคุณท่านเจ้าของ..​และผู้เขียนจ้า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-18120 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 25 ก.พ. 2554, 21.50 น.

รจนาว่า เรื่อง​นี้ก็​เป็นเรื่อง​สั้นในแบบงานศพปู่เช่นกันค่ะ​ (​ความเห็น​ส่วนตัวของรจนา​ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนะคะ​)

​คือ อ่านมาเรื่อย ๆ​ ลุ้นมาเรื่อย ๆ​ ว่า​จะใช่-ไ่ม่ใช่น้า ...​.. แล้ว​ก็ไม่ผิดหวัง​กับประโยคสุดท้ายตอนจบ

​เป็นไคลแมกซ์​ที่เยี่ยมมากสำหรับเรื่อง​ชนิดนี้ ปูม​ความหลัง ผสม อารมณ์ขัน

มอบดอกไม้ให้เช่นเคย ด้วยจิตคารวะค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ทิดอินทร์ [C-18121 ], [124.120.175.26]
เมื่อวันที่ : 25 ก.พ. 2554, 22.40 น.

ตาทองหันมาล้อฉันว่า "พ่อเอ็งโห่ช้างจน​เป็นลม เอ็งกลับไม่ตื่น ระวังไว้นะ นอนเซาแบบนี้ มูสัง​จะย่องมากัดเจี๊ยวเข้าสักวัน"

ขำลึกครับ​ ​แต่กลิ้งเลย​

อาจ​จะ​เป็น​เพราะว่าผม​ใช้อารมณ์​เป็นตัวนำในการอ่าน จึงพยายามซึมซับ​เอาอารมณ์ของเรื่อง​ราว

เรื่อง​นี้ยอดเยี่ยมจริงๆ​ครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : จุฑา [C-18158 ], [223.204.87.88]
เมื่อวันที่ : 04 มี.ค. 2554, 23.21 น.

ผมว่างานเขียนเชิงเน้น​ความจริง Reality แบบนี้ ​ถ้า​เป็นเรื่อง​สั้น ​ถ้ามีการหักมุม​ได้คมกว่านี้ ​จะดีมากยิ่งขึ้น​ ขอโทษนะครับ​ ​คือ ผมบ้าหักมุมน่ะครับ​ ​แต่​ถ้าเรื่อง​นี้​เป็นนิยายแบบยาว
​ความมีคุณค่าบวก​กับรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ ผมเปรียบ​กับเรื่อง​เหมืองแร่ของคุณลุงอาจินต์ ปัจพรรคเลย​ครับ​
(​ต้องขอโทษนะครับ​ หากวิจารณ์ถากๆ​ ​ไป ผม​เป็นมือใหม่หัดวิจารณ์ซะด้วย)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : นาม อิสรา [C-18159 ], [110.49.242.186]
เมื่อวันที่ : 05 มี.ค. 2554, 08.09 น.

​เมื่อเช้า​เปิดอีเมล์พบข้อคิดเห็นของคุณปรากฏอยู่​ ​และ​เมื่อไล่ตามมา​ที่ศาลานกน้อยจึงทราบว่าคุณ​คือน้องใหม่ของพวกเรา ก่อนอื่นจึง​ต้องบอกว่า"ยินดีต้อนรับ​เป็นอย่างยิ่ง"

คุณไม่​ต้อง​เป็นห่วง ศาลานกน้อย อบอุ่นยิ่งครับ​ ตั้งแต่ผมสมัครเข้ามาหลบแดดฝนอยู่​​ที่นี่ ก็ทราบว่า ทุกคนล้วนมีมิตรไมตรีต่อกัน มีการแนะนำแลกเปลี่ยนทัศนคติ​และ​ความเห็นอะไร​ต่าง ๆ​ กันอย่างตรง​ไปตรงมา หนักนิดเบาหน่อย​(​ส่วนมากไม่ค่อย​จะมี)ก็​จะไม่ติดใจถือสาหา​ความ จึงขอเชิญคุณจุฑาตามสบายเลนนะครับ​

​ระหว่างนี้ผมเพิ่งฟื้นไข้(​ความจริงท้องเสีย ​เพราะ​ไปรับประทานสิ่ง​ที่กระเพาะรับไม่​ได้) ยังรู้สึกเพลีย ยังไม่ค่อยรู้สึกอยากอ่าน ​แม้​แต่หนังสือพิมพ์ก็ไม่อ่าน ​ได้​แต่ดูข่าวบ้าง ดูหนังบ้าง(​แต่เดี๋ยวดียวก็หลับ) ไว้ให้ผมกลับฟื้นเรี่ยวแรงแล้ว​​จะอ่านงานของคุณนะครับ​

ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น