นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
งานศพปู่
พลอยพนม
...ขึ้น​​ ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเส็ง พุทธศักราช ๒๕๐๘...
ขึ้น​ ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเส็ง พุทธศักราช ๒๕๐๘

หัวรุ่ง,อากาศหนาว ไอ้โต้งตีปีกโก่งคอขันแข่ง​กับไก่ป่าเสียงดังลั่นอยู่​ในเล้า

พ่อตื่นตอนไก่ขัน ลุกขึ้น​​ไปสุมไฟ​ที่ข้างกอไผ่หน้าบ้าน เสียงไฟไหม้ลำไม้ไผ่​ที่ตัดมาสุมแตกปะทุดังเปรี๊ยะ ๆ​ โป้ง ป้าง ปลุกฉันให้ตื่นนอน​และลงจากเรือน​ไปผิงไฟกองใหญ่​กับพ่อ สักครู่ตาอิน​กับยายเขียว ​ซึ่งบ้านอยู่​ใกล้ ๆ​ ก็เดินฝ่า​ความหนาวเย็นในเวลาย่ำรุ่งมาร่วมผิงไฟ​กับเรา

แม่อุ้มน้องสาวคนเล็ก ​พร้อม​กับน้องสาวคนรองจากฉันเดินตามหลัง ตามมา​เป็นชุดสุดท้าย

​เมื่อทิศตะวันออกปรากฏแสงเงินแสงทองฉาบทาขึ้น​​ที่ตีนฟ้า ไก่ในเล้าไล่จิกตี​และส่งเสียงร้องดังขรม ​เพราะ​ได้เวลา​ที่พวกมัน​จะออกจากเล้าพากัน​ไปคุ้ยเขี่ยหากิน หาก​แต่เช้า​วันนี้ไม่ทัน​ที่พ่อ​จะ​ไปเปิดประตูเล้าให้มัน อาผ่อน​ซึ่งมีศักดิ์​เป็นลูกพี่ลูกน้อง​กับพ่อก็ปั่นจักรยานฉีกหมอกมาถึงบ้านเรา บอกว่าปู่สิ้นลมเสียแล้ว​​เมื่อตอนหัวรุ่ง

นอกจากน้องสาวของฉัน​ทั้งสอง​ซึ่งยังเล็กมาก ยังไม่ประสีประสา จึงไม่แสดงอาการตกอกตกใจออกมาเหมือนคนอื่น ๆ​ ข้างกองไฟวันนั้น​จึงไม่มีเรื่อง​ตลกโปกฮา หรือเรื่อง​ราวตื่นเต้นจากการผจญภัยภายในป่า​ที่ฉันอยากฟังหลุดออกจากปาก​ใครเลย​

ทุกคนต่างนั่งเฉยอยู่​สองสามอึกใจ คล้าย​กำลังตัดสินใจว่า​จะทำยังไงดี!

จนใน​ที่สุดพ่อเข้า​ไปจับไก่ในเล้ามัดขารวบเข้าด้วยกันเจ็ดแปดตัว ส่งให้อาผ่อนแขวน​กับแฮนด์รถจักรยานกลับ​ไปก่อน ตาอินยายเขียวเก็บห่อยาสูบใส่กระเป๋าเสื้อ​และชวนกันกลับบ้าน ​ไปเตรียมตัวออก​ไปช่วยงานศพปู่​ที่บ้านบางหลู ​ซึ่ง​เป็นบ้าน​ที่ปู่อาศัยอยู่​​กับย่า อาสาว อาหลวง ​และอาเณรจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต

วันนั้น​​เป็นวันพุธ ฉันเขียนใบลาฝาก​เพื่อนนักเรียน​ไปให้คุณครู...​ พ่อ ย่า ​และน้อง ๆ​ ของพ่อรวม​ทั้งญาติผู้ใหญ่หลายคนปรึกษากันว่า​จะไว้ศพปู่ ๕ คืน วันจันทร์ ขึ้น​ ๖ ค่ำ ก็​จะประชุมเพลิง​ที่ป่าช้าริมทุ่งบางหลู ฉันจึงเขียนระบุ​ไปในใบลาว่าขอลาหยุดเรียน​เป็นเวลา ๔ วัน ​คือวันพุธ พฤหัสฯ ศุกร์ ​และวันจันทร์ แล้ว​ฉันก็อยู่​ช่วยงาน​ที่บ้านงานศพของปู่ตลอด เช่นเดียว​กับพ่อ​และแม่ หน้า​ที่ของฉันก็ช่วยหยิบโน่นหยิบนี่ เก็บกวาดขยะ ​และ​ไปซื้อของเล็ก ๆ​ น้อย ๆ​ ​ที่ร้านค้าของหมู่บ้าน ตาม​แต่​เขา​จะเรียก​ใช้ ​แม้​แต่เทกระโถนให้​พระสงฆ์​ที่มาสวด​พระอภิธรรมก็​เป็นหน้า​ที่ของฉัน

​เมื่อตอนฉัน​กับพ่อ​และแม่ รวม​ทั้งน้องของฉันอีกสองคน​ไปถึงบ้านปู่ในตอนเช้า​ ศพของปู่วางอยู่​กลางเสื่อบนเรือนตรง​ที่นอนของปู่ ใกล้​กับระเบียงด้านหน้า​ที่มีประตูเปิดออกสู่นอกชาน มีผ้าผวยสีเทาผืนใหม่คลุมไว้หมด​ทั้งตัว ​ที่ปลายเท้าศพมีถาดสังกะสีลายดอกไม้สีเขียว ๆ​ แดง ๆ​ ใบเล็ก ๆ​ วางอยู่​ใบหนึ่ง​ ภายในถาดมีตะเกียงไข่เป็ด​และกระถางธูปติดไฟตั้งอยู่​ตรงกลาง ควันธูป​และควันตะเกียงไข่เป็ด​ซึ่ง​ใช้น้ำก๊าด​เป็นเชื้อเพลิงลอยขึ้น​​เป็นสาย ส่งกลิ่นหอมชวนเศร้าสม​กับบรรยากาศงานศพ

พ่อกวักมือฉันให้เข้า​ไปไหว้ศพปู่ด้วยกัน แม่​กับน้องสาวตามหลังฉัน น้องคนเล็กมีคนแย่งกัน​เอา​ไปอุ้มจนเธอส่งเสียงร้องจ้า ​เมื่อจุดธูปประนมมือไหว้​และขมาศพปู่กันเสร็จแล้ว​ ก่อนลุกออกมาข้างนอก พ่อ​ได้เปิดผ้าคลุมหน้าของปู่ออกดู ฉัน แม่ ​และน้องสาวคลานเข่ากันเข้า​ไปนั่งพับเพียบอยู่​ใกล้ ๆ​ ฉันเห็นปู่นอนหลับตาพริ้มเหมือนคนนอนหลับ เพียง​แต่ใบหน้านั้น​ขาวซีดผิด​ไปกว่าทุก ๆ​ วัน​ที่ฉันเคยอยู่​ใกล้ ปลายจมูกเชิดขึ้น​เล็กน้อย หนวดเคราสีดอกเลา​ที่ใต้คาง​และเหนือริมฝีปากดู​เป็นเส้นแข็งไร้ชีวิตชีวา ไม่น่าดูเหมือนตอนปู่ยังมีชีวิต พ่อนั่งจ้องใบหน้าอันปราศจากลมหายใจของปู่อยู่​สองสามอึดใจ แล้ว​ฉันก็เห็นน้ำตาของพ่อไหลอาบแก้ม​เป็นทาง แม่​กับน้องสาวร่ำไห้ ​ส่วนฉันเพียงแค่น้ำคลอ

ฉันรักปู่ ​เพราะฉันมาอาศัยใกล้ชิดอยู่​​กับท่านตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนชั้นประถมต้น ฉันจึงพอ​จะรู้ว่าสักวันปู่ก็​จะ​ต้องจากพวกเรา​ไป

ตอน​ที่ฉัน​ได้อยู่​ใกล้ชิด​กับปู่ เวลาปู่ไม่สบายเหนื่อยหอบ​เพราะพิษร้ายของโรคถุงลมโป่งโพงทำพิษ ฉันรู้สึกสงสารปู่อย่างบอกไม่ถูก ​ได้ยินปู่พร่ำบ่นเสมอว่า​ถ้าทรมานอย่างนี้สู้ตาย​ไปเสีย​จะดีกว่า

​เมื่อพ่อ​และอาหลวงพาปู่​ไปรักษา​ที่โรงพยาบาล​และพากลับมา ปู่ก็​จะทุเลาแค่วันสองวันเท่านั้น​ พอหลังจากนั้น​พิษร้ายของโรคถุงลมก็​จะเล่นงานอีก จนใน​ที่สุดก็ล้มหมอนนอนเสื่อลุกเดิน​ไปไหนไม่ไหว ​และปู่ก็ไม่ยอม​ไปโรงพยาบาลอีกเลย​

บ้านของปู่​เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ ยกใต้ถุนสูง มีนอกชานหันหน้า​ไปทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก​เป็นครัว ​และมีนอกชานยื่นออกมาเหมือนกัน ​แต่ยื่น​ไปไม่มากเหมือนด้านหน้า ศพปู่วางไว้บนเรือน ติดระเบียงหน้าห้องนอนของอาเณร​ซึ่ง​เป็นระเบียงใหญ่กว้างใหญ่ ​แต่​ทว่า,พอสักประมาณเก้านาฬิกา บริเวณพื้นระเบียงตรงนั้น​ก็คับแคบ​ไปถนัด ​เนื่องจาก​เพื่อนบ้านหลั่งไหลกันมาจนพ่อ​ต้องสั่งให้พวก​ที่มาช่วยงานช่วยกันรื้อฝาห้องนอนของอาเณรด้าน​ที่ติด​กับระเบียงออกเสียด้านหนึ่ง​ ​ถ้าไม่อย่างนั้น​​จะนั่งฟัง​พระสวดกันไม่จุ ​เพราะ​ได้ตกลงกันแล้ว​ว่า​จะวางโลงศพของปูไว้ตรงนั้น​

ตาหลวงโข้ย สมภารวัดนางย่อน​ซึ่ง​เป็นวัดเก่าแก่ของตำบล ​และมีอยู่​วัดเดียว, สะพายย่ามห่มจีวรมานั่ง​เป็นแม่งานใหญ่อยู่​​ที่บ้านหลังนี้ตั้งแต่แกฉันเช้า​เสร็จหมาด ๆ​ คอยสั่งงานคนโน้นคนนี้เสียงดังไม่ขาดปาก เวลา​จะฉันหมากแกก็มัก​จะรียกฉันให้เข้า​ไปตะบันให้ทุกครั้ง

"ไอ้ถึก- -มึงมีแควนแล้ว​ยังวะ?" ท่านสมภารวัดนายย่อนชอบยอกล้อฉัน จนฉันไม่นึกกลัวแกเหมือนเด็กอื่น​ที่พากันกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ ​เพราะว่ากันว่าแก​เป็นคนดุ เวลาแกจำวัดกลางวันเด็กคนไหนเดินเสียงดังให้แก​ได้ยิน ทันคว้าไม้แกก็​จะคว้าไม้ไล่ตี บางครั้งหาอะไร​ไม่​ได้ ก็​เอาตะบันทองเหลืองในเชี่ยนหมาก​ที่วางอยู่​ใกล้ ๆ​ นั่นแหละ​เขวี้ยงใส่ โดนหน้าผากโดนท้ายทอยก็ปูดโนเข็ดหลาบกัน​ไปทุกคน

"ไอ้เสริม- -โรงครัวของมึง​ไปถึงไหนแล้ว​?" ตาหลวงโข้ยร้องถามผู้​เป็นแม่แรงสร้างโรงเลี้ยง​และโรงครัวชั่วคราว...​ ​และเวลานั้น​,​ทั้งพวกสร้างโรงเลี้ยง-โรงครัว ​และพวกไสกบไม้กระดานต่อโลงศพ​ที่ใต้ถุนบ้านส่งเสียงพูดคุยกันขรม​ไปหมด

อาเสริมยกมือไหว้ตาหลวงโข้ย รายงานว่า "จวน​จะเสร็จแล้ว​ครับ​อาจารย์"

"​ใคร​ไป​เอาสังกะสี​ที่วัด" ท่านสมภารถาม

"เณรจิต​กับลุง​พร้อมเข็นรถเข็น​ไปกันแล้ว​ครับ​"

"แล้ว​พวกถ้วยชามรามไหล่ะ? ​ใคร​เป็นคนจัดการ"

"ก็สองคนนั้น​เหมือนกันครับ​" อาเสริมตอบ

คราวนี้ท่านสมภารหันมาทางฉัน "ไอ้ถึก- -ประเดี๋ยวเอ็งจดบัญชีสิ่งของให้ตาหลวงด้วย เณรหวาดคนทำบัญชีของวัด​ไปธุระ​ที่ภูเก็ตยังไม่กลับ"

สมัยนั้น​​เมื่อมีงานบุญ งานศพ หรือมีการจัดเลี้ยงขึ้น​ในหมู่บ้าน พวกสิ่งของเครื่อง​ใช้ต่าง ๆ​ ก็​ต้อง​ไปอาศัยหยิบยืมจากวัด นับตั้งแต่ตะเกียงจ้าวพายุ เสื่อปูนั่ง กระทะใบบัวใบสำหรับหุงข้าวต้มแกง ถ้วย จาน หม้อ ไห แก้วน้ำ ช้อนส้อม...​ สารพัด ​ต้องพึ่งพาของวัด​ทั้งนั้น​ ​เมื่อตา​พร้อม​และอาจิตขนข้าวของพวกนั้น​ใส่รถเข็นมาถึง ฉันก็​เป็นคนตรวจนับ​และจดบัญชีทุกเ​ที่ยว​ไป ​ซึ่งกว่า​จะ​ได้ข้าวของเครื่อง​ใช้ครบหมดทุกอย่าง​ทั้งสองคนนั้น​ก็ช่วยกันเข็นกันอยู่​หลายเ​ที่ยว

บ่ายสามโมง ช่างต่อโลงศพก็จัดการ​กับภารกิจของ​เขาเสร็จสิ้น โลงไม้กระดาน​เป็นกล่องสี่เหลี่ยม มีฝาปิด ​ซึ่งตอกหมัน​และยาชันตรงรอยต่อป้องกันน้ำเน่าของศพรั่วซึมออกมา ​พร้อม​ทั้งขัดถูกระดาษทราย​และลงชะแล็กแวววับก็ถูกหามขึ้น​มาตั้งบนเรือน
ครั้น​ได้เวลาอาบน้ำศพ ​เพื่อนบ้านก็ทยอยกันมาอีกจนบ้านหลังใหญ่หลังนั้น​แน่นขนัด​ไปหมด

การอาบน้ำศพ จัดขึ้น​​ที่พื้นไม้ฟากบนนอกชาน ยกโอ่งน้ำขึ้น​​ไปตั้ง แล้ว​ตักน้ำในบ่อขนขึ้น​​ไปใส่ไว้จนเต็ม ​เป็นการอาบ​และฟอกสบู่ชำระล้างศพกันอย่างสะอาดจริง ๆ​ พ่อ​เป็นคนเปลี่ยนผ้าให้​กับศพของปู่ ตอนแรกก็ถอด​เอาผ้า​ที่นุ่งห่มชุดเก่าออกแล้ว​เปลี่ยน​เป็นผ้าขาวม้า ตาหลวงโข้ยสมภารวัดนางย่อน​เป็นคนตักน้ำในโอ่งรดหน้าอกศพ​เป็นคนแรก ต่อจากนั้น​ก็ย่า​และญาติผู้ใหญ่ บางคนรด​ที่มือ บางคนรด​ที่เท้า ​ส่วนฉันตักน้ำในโอ่งเทน้ำใส่อุ้งมือตนเองแล้ว​นำ​ไปล้างหน้าให้ปู่ ​เมื่อเอื้อมมือลง​ไปสัมผัส​กับผิวหน้าของปู่ฉันก็รู้สึก​ได้ถึง​ความเย็นจากผิวหนัง ​ซึ่งบ่งบอกถึงการจากลาอย่างไม่มีวันกลับของปู่แล่นปราดเข้าสู่ใจฉัน ทำให้ฉันนึกถึงคำสั่งสอนของปู่​ที่เคยพร่ำสอนฉัน น้ำตาของฉันก็ไหลออกมา มีเสียงคนร้องเตือนว่าอย่าให้น้ำตาหยดลงใส่ศพของปู่ ฉันจึงรีบถอยออกมา แล้ว​แหวกผู้คนเดินตรง​ไป​ที่นอกชาน​และลงกระได​ไปนั่งร้องไห้อยู่​​ที่ใต้ถุนเรือน...​ สักครู่ใหญ่ ๆ​ ก็ยินเสียงคนบนเรือนร้องไห้กันเสียงขรม แสดงว่า​เขา​กำลังยกร่างอันไร้วิญญาณของปู่ใส่ลงในโลงศพแล้ว​ ฉันจึงรีบลุกขึ้น​​และวิ่งกลับขึ้น​​ไปบนเรือนอีกครั้ง

"มาดูหน้าปู่​เป็นครั้งสุดท้ายซิลูก" ย่ากวักมือฉันเข้า​ไป ตอนนั้น​ร่างอันแข็งทื่อของปู่ถูกวางใส่ลงในโลงไม้แคบ ๆ​ ใบนั้น​แล้ว​

ศพของปู่​ได้รับการสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ กางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว สวมรองเท้าผ้าใบสีดำนอนหลับตาสงบนิ่ง มือสองข้างถูกรวบประนมอยู่​เหนือหน้าอก มีกรวยใบตองใส่ดอกไม้ธูปเทียนเสียบอยู่​​ระหว่างกลาง ฉันนึกหาถ้อยคำอธิษฐานอะไร​ไม่ออก นอกจาก​จะร้องบอก​กับปู่อยู่​ในใจว่าเกิดชาติหนึ่ง​ชาติใดก็ขอเกิดมา​เป็นหลานของปู่ทุกชาติ​ไป แล้ว​น้ำตาของฉันก็ไหลออกมาอีกครั้ง จนย่าดึง​ไปกอดฉันจึงปล่อยโฮออกมา จากนั้น​ก็​ได้ยินเสียงคนอื่น ๆ​ ร้องไห้ตามฉันอีกลางหนึ่ง​ ​แต่ฉันก็ไม่​ได้หัน​ไปมอง​ใครเลย​

งานศพวัน​ที่สอง ราว ๆ​ สี่โมงเย็น บรรดาลูกหลาน​และญาติพี่น้องของปู่จากอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ​ซึ่ง​เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของปู่ ​ที่​ได้รับโทรเลขจากทางนี้เจ็ดแปดคนก็พากันมาถึง ​และในจำนวนนั้น​ก็มีช่างฝีมือในการแกะลายกนกด้วยกระดาษแข็ง ​พร้อม​ทั้งแกะตัวอักษรชื่อ-นามสกุล ​และอายุของปู่ติด​ที่ข้างโลงศพเดินทางร่วมมาด้วยคนหนึ่ง​ ชื่อ ทบ พ่อแนะนำให้ฉันเรียกลุง​เพราะมีศักดิ์​เป็นพี่ของพ่อ

เวลาลุงทบลงมือแกะลายกนกดังกล่าวนั้น​ ฉันแล้​เพื่อน ๆ​ ​ที่อายุไล่เลี่ยกันสองสามคน​ได้คลานเข้า​ไปนั่งดูอยู่​ใกล้ ๆ​ จนแกทำเสร็จ

ลายกนก​ทั้งหมดนั้น​แก​จะ​เอา​ไปติดไว้ตรงมุมขอบโลง​ทั้งสี่ด้าน ลายเล็กลายใหญ่แล้ว​​แต่ขนาดของพื้น​ที่ ​ส่วนด้านข้าง​ทั้งขวา​และซ้ายติดชื่อ-นามสกุล ​และอายุของปู่​ทั้งสองด้าน

นายชื่น ม่วงเมือง
อายุ ๗๑ ปี

งานศพปู่มีคนมาช่วยงาน​และฟัง​พระสวดแน่นขนัดทุกคืน ​ทั้งบนเรือน ใต้ถุน ​และ​ที่โรงเลี้ยงมีเสียงพูดคุยหยอกล้อกันดังขรมตลอดเวลา ในท่ามกลางแสงตะเกียงเจ้าพายุ​ที่ห้อยแขวนให้แสงสว่างใน​แต่ละ​ที่นับสิบดวง ฉันนับจำนวนคน​ที่ร่วมงานอย่างคร่าว ๆ​ ​ได้เกือบห้าร้อยคน ​ซึ่งก็เกือบ​จะเท่าจำนวนคนหมด​ทั้งตำบลเลย​ทีเดียว ​ทั้งนี้ก็​เพราะ​เมื่อตอน​ที่ยังมีชีวิตอยู่​ ปู่​เป็นคนมีน้ำใจ ปู่​เป็นช่างตีเหล็ก ตีมีด ตีพร้า จอบ เสียม กระทั่งปืนแก๊ป ปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ให้​ใครต่อ​ใครก็ไม่ค่อยคิด​ที่​จะ​เอาสตางค์ ขอ​แต่เวลาทำพิธีไหว้ครูในเดือนห้าให้มาร่วมงานด้วยก็พอ ผู้คน​ส่วนใหญ่จึงรู้จัก​และสนิทสนม​กับปู่หมด​ทั้งตำบล พอถึงคืนสุดท้ายพ่อ​ต้องสั่งให้​เขา​ไปตัดไม้ไผ่ตงลำโต ๆ​ มาค้ำรอด​และตง​ที่ใต้ถุนบ้าน ป้องกันพื้นบ้านทรุด​เนื่องจากการสวดศพในคืน​ที่สองนั้น​มีผู้คนมา นั่งฟังสวดกันจนพื้นฟากบนเรือนลั่นเอี๊ยด ๆ​ ​เพราะทานน้ำหนักอย่างน่าตกใจ

​ซึ่งก็จริงดังคาด งานศพปู่คืนสุดท้ายผู้คนก็ทยอยกันมาตั้งแต่บ่ายยันค่ำ ผู้ทำอาหารในโรงครัว​ต้องเพิ่มเตาเพิ่มกระทะหุงต้ม​เพื่อทำอาหารเลี้ยงให้พอ​กับจำนวนคนจนเหนื่อยกันแทบ​จะขาดใจ ถ้วยจาน แก้วน้ำ ​และอะไร​ต่าง ๆ​ ​ต้อง​ไปให้อาเณรจิต​กับตา​พร้อมเข็นรถ​ไปขนมาเพิ่มจนเกลี้ยงวัด

ตาหลวงโข้ย-สมภารวัดหัวเราะ ฮา ฮา ขณะนั่งมองฉันจดบัญชี พูดว่า "ตั้งแต่เกิดมากูไม่เคยเห็นงานศพ​ใครคนมากแบบนี้สักที"

วันจันทร์...​​ซึ่ง​เป็นวันกำหนดปลงศพปู่ ​ที่บ้านงานศพหลังนั้น​ดูเหมือนบรรยากาศ​ความเงียบเหงา​จะแผ่เข้าโอบคลุมตั้งแต่เช้า​ พอสายหน่อย​ผู้คนในชุดเสื้อผ้าสีขาว-ดำก็ทยอยกันมารอปลงศพกัน​เป็นแถว ​และ​แต่ละคนดูหน้าหมองเศร้าไม่ผิด​ไปจากเจ้าภาพ ​จะเชิญให้รับประทานอาหารก็พากันส่ายหน้า ต่างก็บอก​เป็นเสียงเดียวกันว่า "กินมาจากบ้านแล้ว​" ราว ๆ​ สิบเอ็ดโมง​พระสงฆ์จากวัดก็มาถึง ​และเข้าสู่พิธีกรรมทางศาสนา เริ่มต้นด้วยการสมาทานศีล สวดมาติกา​และบังสุกุล จากนั้น​ก็ถวายภัตตาหาร​พระภิกษุสงฆ์ กรวดน้ำ รับศีลรับพร ​และรอให้​พระภิกษุสงฆ์ฉันเพลเสร็จก็​จะถึงเวลาปลงศพลงจากเรือน ใส่คนหามหาม​ไปเผา​ที่ป่าช้าของหมู่บ้าน

ป่าช้าบ้านบางหลู​กับบ้านงานศพอยู่​คนละฟากทุ่ง มองเห็น​ไป​แต่ไกล

ตอนยกโลงศพปู่ลงจากเรือนมาวางไว้บนไม้หมอน​ที่หน้ากระไดลานบ้านก็มีเสียงร่ำไห้ดังลั่นบ้าน ​แต่ฉันไม่ร้อง ​เพราะทำใจ​ได้ ​และรู้ว่าอะไร​​เป็นอะไร​ ฉันจึงเพียง​แต่ยืนดู​เขาเตรียมการ​ที่​จะหามโลงศพ​ไปป่าช้าอยู่​ใกล้ ๆ​ เห็น​เขา​เอาเชือกมะนิลา​ที่ปรกติ​ใช้ล่ามเรือเส้นยาว ๆ​ มา ๒ เส้น ​เอามาพันรอบโลงศพหัวท้าย ​และผู้เงื่อนรัดไว้แน่น​พร้อม​ทั้งทำบ่วงสำหรับสอดไม้คานหามไว้ด้วย ไม้​ที่​ใช้ทำไม้คานหามก็​คือไม้ไผ่ตงลำโตขนาดปลีน่องของพวกผู้ใหญ่ ยาวประมาณ ๓ วา แลดูแข็งแรง

ครั้น​เมื่อตาหลวงโข้ย​เอาน้ำมนต์ประพรม​ไปรอบ ๆ​ บ้านเสร็จแล้ว​ แกก็​เอาขันน้ำมนต์ใบนั้น​ยื่นส่งให้ฉัน-บอกว่า

"มึงเดินถือตามหลังตาหลวง​ไป​ที่ป่าช้า"

พูดเสร็จแกก็ออกเดิน พวกหามศพ​ที่สอดไม้คานรออยู่​แล้ว​ก็ยกไม้คานนั้น​ใส่บ่า

พวก​เขามีด้วยกัน ๖ คน หามหน้า ๓ คน หามหลัง ๓ คน ​ทั้งหมดนั้น​หามโลงศพของปู่ตามหลังตาหลวงโข้ย​และฉันมาติด ๆ​ ถัด​ไปก็​เป็นพวกรอผลัดเปลี่ยน​ซึ่งเดินตามมาติด ๆ​ อีกทอดหนึ่ง​

ขบวนแห่ศพสู่ป่าช้าเดินตามหลังกัน​เป็นแถว​ไปตามคันนากว้างใหญ่​ที่​ใช้​เป็นทางสัญจรของผู้คนในหมู่บ้าน สักประมานชั่วหม้อข้าวเดือดก็ลุถึงชายทุ่ง​ซึ่ง​เป็น​ที่หมาย

บริเวณนั้น​​เป็นทุ่งหญ้าชายป่าละเมาะ มีสุมทุมพุ่มไม้ให้ร่มเงาหลบแดดอยู่​หลายต้น เชิงตะกอน​ที่​จะ​ใช้เผาศพปู่มีคนมาสร้างรอไว้แล้ว​ตั้งแต่​เมื่อวาน พวก​เขา​ใช้ไม้ฟืนดุ้นโต ๆ​ ยาวประมาณหนึ่ง​วาเรียงซ้อนกัน​เป็นชั้น ๆ​ สูงขึ้น​มาเสมอหน้าผากของฉัน​พอดี ​และเหนือเชิงตะกอนขึ้น​​ไปราว ๓ วามีผ้าขาวผูกไว้​เป็นเพดาน ​โดย​ใช้ไม้ไผ่ลำยาว ๆ​ ทำ​เป็นเสา ​เมื่อ​เขายกโลงศพของปู่ขึ้น​​ไปวางไว้บนเชิงตะกอนเสร็จแล้ว​ ตาพบ​ซึ่งทำหน้า​ที่สัปเหร่อก็​เอาชะแลงงัดฝาโลงเปิดออก มีคนกรูกันเข้า​ไปดูศพปู่​ที่นอนสงบนิ่งอยู่​ในโลง​เป็นครั้งสุดท้ายหลายคน ​ทว่าฉันไม่อยากดู ​เพราะไม่อยากเห็นสภาพศพ​ที่พองอืดน้ำเหลืองเยิ้มของปู่ ฉันอยากจดจำสภาพปู่​ที่ยังมีชีวิตมีลมหายใจมากกว่า ​และการ​ที่​ได้เห็นศพปู่นอนสิ้นลมหายใจก่อนยกใส่โลงฉันก็เศร้าใจพอแล้ว​ จึงไม่อยากซ้ำเติม​ความเศร้าให้ตัวเองอีก

​เมื่อผู้คน​ที่แห่กัน​ไปดูศพปู่ในโลงถอยกลับกันมาหมดแล้ว​ ตาภพก็​เอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ จากนั้น​ก็พลิกศพให้นอนคว่ำ แล้ว​แกก็จุดคบเพลิงแหย่​ไปรอบ ๆ​ เชิงตะกอน​ที่​ได้​เอาน้ำมันก๊าดราดจนชุ่มไว้ก่อนแล้ว​ เปลวไฟก็ลุกพรึบควันสีดำลอยพุ่งขึ้น​​ไปสู่เพดานผ้าขาว​ที่ขึงอยู่​ด้านบนสะบัดพึ่บพับ...​ สักพักผู้คนก็ทยอยกันกลับ รอบ ๆ​ เชิงตะกอน​และใต้สุมทุมพุ่มไม้จึงเหลือ​แต่เครือญาติใกล้ชิดรอดูเปลวเพลิงเผาไหม้ร่างอันปราศวิญญาณของปู่จนหมดสิ้น รวม​ทั้งฉันด้วย

รุ่งเช้า​ของอีกวัน​เป็นวันดับธาตุ​และเก็บกระดูก​ไปลอยอังคาร ตาหลวงโข้ยห่มจีวร​และโพกหัวผ้าเหลืองย่ำเท้าฝ่าน้ำค้างมา​ที่บ้านย่าตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง ​เพื่อ​จะนำลูกหลานของปู่​ไปดับธาตุ ​คือ​เอาน้ำมนต์​ไปรดขี้เ​ถ้าหรือกองฟอน​และเก็บกระดูกปู่​ที่ซากเชิงตะกอน ​เพราะธรรมเนียมการดับธาตุนั้น​ถือเคล็ดกันว่า​ต้อง​ไปให้ถึง​ที่นั่นก่อนนกกาบินออกหากิน

ตาหลวงโข้ยกะเวลา​ได้​พอดี

พอเรา​ไปถึงป่าช้าท้องฟ้าก็เริ่มสาง แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าสุกใส นกกาบินออกหากินส่งเสียงร้องลั่นทุ่ง

ตาหลวงโข้ยประพรมน้ำมนต์​ไปทั่วเ​ถ้าถ่าน​ที่กองอยู่​ตรงนั้น​ ฉัน​เอาเศษไม้อันเล็ก ๆ​ ช่วย​เขาเขี่ยเศษกระดูกสีขาว ๆ​ ของปู่ออกจากก้อนถ่าน เขี่ย​ไปเขี่ยมาก็เจอเหรียญบาท​​ที่​เขาใส่ปากปู่ก่อน​จะยก​จะใส่โลง ฉันดีใจ​เป็น​ที่สุด ​เพราะเชื่อกันว่าผู้ตายมีเจตนา​ที่​จะบันดาลให้ผู้​ที่ตนรักมาก​ที่สุด​เป็นผู้พบเจอ

พ่อ​เอามือมาลูบหัวฉันบอกว่า "ปู่มอบให้ ลูก​ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดีนะลูก"

"ครับ​"

ฉันพยักหน้า​และก้มมองเงินเหรียญในฝ่ามือ​ที่โดนไฟไหม้จนดำคล้ำด้วย​ความดีใจ

​ทว่า​ทั้ง​ที่ดีใจ​และสุขใจ ​แต่ทำไมน้ำตามันพาล​จะไหลออกมาอีกก็ไม่รู้


---​ จบ---​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3514 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง งานศพปู่
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๕๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๗ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ทิดอินทร์ [C-18102 ], [124.122.170.82]
เมื่อวันที่ : 19 ก.พ. 2554, 20.41 น.

มีคำผิดอยู่​บ้างครับ​ เช่นวันพุธ ​เป็นวันพุทธ

​และในประโยคนี้
"​เมื่อตอนฉัน​กับพ่อ​และแม่ รวม​ทั้งน้องของฉันอีกสองคน​ไปถึงบ้านปู่ในตอนเช้า​ ร่างของปู่ยังวางอยู่​กลางเสื่อบนเรือนตรง​ที่นอนของปู่ ใกล้​กับระเบียงด้านหน้า​ที่มีประตูเปิดออกสู่นอกชาน มีผ้าผวยสีเทาผืนใหม่คลุมไว้หมด​ทั้งตัว ​ที่ปลายเท้า-มีถาดสังกะสีลายดอกไม้สีเขียว ๆ​ แดง ๆ​ ใบเล็ก ๆ​ วางอยู่​ใบหนึ่ง​ ข้างในถาดมีตะเกียงไข่เป็ด​และกระถางธูปติดไฟตั้งอยู่​ตรงกลาง ควันธูป​และควันตะเกียงไข่เป็ด​ซึ่ง​ใช้น้ำก๊าด​เป็นเชื้อเพลิงลอยขึ้น​​เป็นสาย ส่งกลิ่นหอมชวนเศร้าสม​กับบรรยากาศงานศพ"

ผมขอวิสาสะลองแก้​ไปสองจุดนะครับ​ พี่นามฯคงไม่ว่ากระไร

ถาพรวม ลักษณะคล้ายเรื่อง​เล่าแบบ​ความเรียงครับ​ ​และดึงอารมณ์ให้สูงขึ้น​ในตอนท้ายนิดเดียว ​แต่ผมรู้สึกว่า​ยังน้อย​ไปหน่อย​ ​เป็นเพียงหนึ่ง​​ความเห็นนะครับ​

ด้วยมิตรไมตรีครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-18103 ], [110.49.193.240]
เมื่อวันที่ : 19 ก.พ. 2554, 23.59 น.

เปลี่ยน​เป็น พุธ เรียบร้อย​แล้ว​ครับ​ ขอบคุณมาก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลุงเปี๊ยก [C-18107 ], [111.84.64.64]
เมื่อวันที่ : 22 ก.พ. 2554, 07.11 น.

​เป็น​ความเรียง​ที่เขียน​ได้ดีมาก ๆ​ ครับ​ มีรายละเอียด​ที่​จะกลาย​เป็นบันทึกอ้างอิง​ได้ถึงวิถีวัฒนธรรม​เป็นอย่างดี ผมอ่านแล้ว​สะเทือนใจตอนไอ้ถึกวิ่ง​ไปร้องไห้​ที่บันได ​และชอบสำนวนขี่จักรยานฉีกหมอกในตอนต้นเรื่อง​ด้วย

สรุปว่าชอบครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : อิติฯ [C-18108 ], [180.180.136.165]
เมื่อวันที่ : 22 ก.พ. 2554, 10.24 น.

ผมมองเห็นภาพในวัยเด็กของผมขึ้น​มาทันที
​ที่เริ่มอ่านต้นเรื่อง​
กลิ่น​ความเศร้าของงานศพสมัยก่อน
​กับสมัยนี้..ผมว่ามันต่างกัน..อยู่​นะ

คิดถึงปู่ย่าตายาย ขึ้น​มาจับใจเลย​ล่ะ..ท่านผู้เขียน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : นาม อิสรา [C-18111 ], [110.49.193.186]
เมื่อวันที่ : 24 ก.พ. 2554, 06.46 น.

วันนี้ผมเข้ามาตรวจทานแก้ไขอีกครั้งครับ​

ขอบคุณลุงเปี๊ยก​และสหายทุกท่าน​ที่ติดตามให้​กำลังใจ ผม​จะพยายามทบทวนสิ่ง​ที่มีคุณค่าในอดีตนำมาบันทึกไว้ให้มาก​ที่สุด ​เพราะสำนึกว่าสังคม​ที่ปราศจากอดีต ย่อมมิใช่สังคม​ที่สมบูรณ์ ​แต่อาจพิกลพิการหรือ​กำลังประสบปัญหาก็​ได้

ขอบคุณอีกครั้งครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : Rotjana Geneva [C-18119 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 25 ก.พ. 2554, 21.38 น.

รจนามาแล้ว​ค่ะ​

ติดใจ​กับช่วงแรก ๆ​ ค่ะ​

"จากน้องสาวของฉัน​​ทั้งสอง​​ซึ่งยังเล็กมาก ยังไม่ประสีประสา จึงไม่แสดงอาการตกอกตกใจออกมาเหมือนคนอื่น ๆ​​ ข้างกองไฟวันนั้น​​จึงไม่มีเรื่อง​​ตลกโปกฮา หรือเรื่อง​​ราวตื่นเต้นจากการผจญภัยภายในป่า​​ที่ฉันอยากฟังหลุดออกจากปาก​ ​ใครเลย​​"

ในวลีนี้ ​ความคิดมันกระโจน ​คือ ​ได้ข่าวปู่เสียชีวิต น้องสาวยังเล็กไม่รู้สึกเศร้า แล้ว​กระโดน​ไปว่าไม่มีการเล่าเรื่อง​โปกฮา

แก้ไขง่ายนิดเดียว​คือ เว้นบรรทัดใหม่ หรือว่า เกริ่นตอนแรกนิดนึงว่า ทุกคนมาล้อมกัน​ที่กองไฟ​เพื่อรอฟังเรื่อง​ผจญภัยเหมือนเช่นเคย ​เพื่อ​เป็นการปูพื้นนิดนึง

เช่นนี้ก็​จะอ่านไม่สะดุดค่ะ​

​ความรู้สึกจากการอ่านของรจนาในฐานะคนมาอยู่​เมืองนอกนาน

- ให้ภาพ​ความผูกพันพื้นบ้าน​ได้อย่างดี

- ทำให้รู้ว่า "ปู่" ​เป็น​ที่รักของผู้คนมากมาย​แค่ไหน ​โดยไม่​ต้องบรรยายคุณงาม​ความดี

- ตั้งแต่ต้นจนก่อนจบ ​จะรู้สึกว่า​ ​เป็นเรื่อง​เล่าเชิงบันทึกของหลานคนหนึ่ง​​ที่รักปู่ มากกว่า​เป็นเรื่อง​สั้น

- ​แต่ตอนจบด้วยการเก็บเหรียญบาท​​ได้ ​และ​ความหมายของเหรียญนั้น​ ทำให้เรื่อง​นี้กลาย​เป็นเรื่อง​สั้นใน​ที่สุด ​โดยไม่​ต้องเสแสร้งหรือสร้างพล็อตให้มากมาย​จนเกิน​ไป

ใน​ความรู้สึก​ส่วนตัวของรจนา อบอุ่นค่ะ​ แม่รจนาเคยพูดเสมอว่า ​ใคร​จะ​แต่งงาน ​ใคร​จะบวช หรือมีงานมงคล เราไม่​ต้อง​ไปร่วมเสียทุกครั้งก็​ได้ ​แต่ในงานตาย เรา​ต้อง​ไปช่วยกัน

​ซึ่งก็จริง เวลามี​ใครตาย ลูกหลานญาติมิตรอยู่​ถึงไหนก็​ต้องมาร่วม ​ที่โกรธเ​คืองกันก็มาให้อภัย-อโหสิกันตอนนี้ (​ส่วนใหญ่) ​แม้ว่า​จะสาย​ไปสักหน่อย​

งานศพจึงมี​ความหมายอย่างยิ่งต่อชีวิตคนไทย

คนไทยจึงไม่โศกเศร้า​กับ​ความตายมากนัก ​เพราะ​เป็นโอกาส​ได้พบกัน​พร้อมหน้า​พร้อมตาหรือเปล่าไม่รู้นะคะ​

ในงานศพพ่อ-แม่รจนา พวกเรายังคุยกันเฮฮาเลย​ค่ะ​ อาจ​จะ​เพราะพวกท่านเสียชีวิตตอนอายุมากแล้ว​ พ่อเสีย​โดยไม่ทรมานมาก เราก็เลย​ดีใจ​กับท่าน แม่เสียด้วย​ความทรมานมาก เราก็เลย​โล่งใจ​กับท่าน

อืมม์ ​จะุึถึงวันของเรา​เมื่อไร ไม่รู้นะ

รจนามารำพึงหลังงานศพปู่เสียมากมาย​



มอบดอกไม้ให้คนเขียนเช่นเคยค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : นาม อิสรา [C-18122 ], [110.49.205.79]
เมื่อวันที่ : 25 ก.พ. 2554, 23.36 น.

เปิดหน้าจอก็​ได้ข่าวว่ามีอีเมล์ใหม่ 3 ฉบับ​ยังไม่​ได้เปิดอ่าน ​เมื่อไล่ตาม​ไปดูจึงรู้ว่า​เป็นคอมเมนท์ของคุณรจนา เลย​แวะเข้ามาขอบคุณครับ​

​และขอเรียนว่า การเขียนหนังสือของผมนั้น​ นึก​ได้ก็นึกเขียน เขียน​ไปเรื่อย ​ถ้าฉุกคิด หรือชะงักก็​จะสะดุด​และต่อไม่​ใคร่ติด ต่อ​เมื่อเขียนจบแล้ว​ จึงค่อยวกกลับมาแก้

แล้ว​ก็วก​ไปมาหลายรอบ-กว่า​จะพอใจ ​แต่​จะลงตัวหรือไม่นั้น​ ​ต้องรอกันอีก เหมือนอย่าง​ที่ว่ารอให้เย็นเสียก่อน แล้ว​ค่อยกลับ​ไปแก้ไขทบทวนกันใหม่อีกรอบ หรือสองสามรอบก็ยังไม่อาจสรุป ​แต่ผม​จะไม่ทิ้งต้นฉบับ​ของผมง่าย ๆ​ ​แม้​จะยังไม่ลงตัวอย่างไรผมก็​จะไม่ทิ้งมัน ปีสองปีผมก็​จะกลับ​ไปรื้อฟื้นใหม่ ​เพราะผม​เป็นคนเสียดายวัตถุดิบอย่าง​ที่สุดผู้หนึ่ง​

งานศพปู่ ​เป็นบันทึก​ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2552 ทบทวนแก้ไข​และเก็บไว้นานมาก ก่อน​จะโพสต์ลง​ที่คอลัมน์เรื่อง​สั้นเว็บประพันธ์สาส์น ​ซึ่ง​เป็นเว็บไซต์แรก​ที่ผมรู้จัก ​และ​เมื่อนิยาย "แล้ว​​จะหาว่าคุย" ​ที่ศาลานกน้อยแห่งนี้จบลง ผมก็อยาก​จะเก็บเรื่อง​สั้น​และบันทึกดี ๆ​ ​ที่มีอยู่​หลาย ๆ​ ​ที่ มารวบรวมไว้​ที่นี่​ที่เดียว ​เพราะฉะนั้น​ ลูกตาลหล่นใต้โคน ไม่มีวันนั้น​อีกแล้ว​ เด็กชายชาวนา หรือ​แม้กระทั่ง งานศพปู่ จึง​ได้ทะยอยตามมาดัง​ที่เห็น

​และ​ถ้าหากมิตรรัก​ทั้งหลายยังประสงค์​จะรับทราบบรรยากาศเก่าแก่อย่างนี้อีก ผมก็เชื่อเหลือเกินว่า ผมคงมีมาเสนอต่อสายตาพวกท่านอีก-แน่นอน

ขอบคุณอีกครั้งครับ​คุณรจนา

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น