นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
มาเด้อขวัญเอย
ปลายฝัน
...เสียงกล่าวขานล่ำลือในหมู่บ้านเล่าว่ามีคนเห็นเงาสีขาวเดินผ่านถนนจากทิศเหนือของหมู่บ้าน​​ไปยังวัดป่าท้ายหมู่บ้าน ​​แม้​​แต่เด็กอายุสิบขวบก็​​ได้เข้าร่วมวงฟังการ...
เสียงกล่าวขานล่ำลือในหมู่บ้านเล่าว่ามีคนเห็นเงาสีขาวเดินผ่านถนนจากทิศเหนือของหมู่บ้าน​ไปยังวัดป่าท้ายหมู่บ้าน ​แม้​แต่เด็กอายุสิบขวบก็​ได้เข้าร่วมวงฟังการสนทนาของพวกผู้ใหญ่​ที่พากันพูดถึงเงาสีขาว จากนั้น​ไม่นานเย็นวันหนึ่ง​มีลมกรรโชกแรงเข้ามาภายในหมู่บ้าน ทุกคนในหมู่บ้าน​ได้ยินเสียงดังกึกก้องดังมาจากท้ายหมู่บ้าน ไม่มี​ใครกล้าออก​ไปดู​ที่มาของเสียงนั้น​ ​เมื่อลมสงบ มีคนกลับจากท้องนาเดินผ่านบริเวณ​ที่เกิดเสียง เห็นรองเท้าตกอยู่​ จึงเข้า​ไปดู ​ความวุ่นวาย โกลาหล แผ่​ไปทุกหลังคาบ้าน ผู้ชายในหมู่บ้าน​ที่มี​กำลังวังชาแข็งแรง ​ได้​ไปช่วยร่างนั้น​ออกมา ​และรีบเร่งทำพิธีฝัง ชาวบ้านเชื่อกันว่า​ถ้าปล่อยให้ถึงวันอังคาร​จะ​เป็นวันแข็ง ​จะไม่​เป็นผลดีต่อผู้​ที่จาก​ไป จึงตัดสินใจฝังร่างในคืนนั้น​ทันที หลังจากพิธีทางศาสนาผ่าน​ไป ตกดึกภายในหมู่บ้าน​ทั้งเด็ก​และผู้ใหญ่​ได้ยินเสียงเหมือนเสียงร้องไห้ สลับ​กับเสียงหมาหอน บางคืน​ได้ยินเสียงดังมาจาก​ที่เกิดเหตุ บางคืน​ได้ยินเสียงจากท้ายหมู่บ้าน บางคืน​ได้ยินเสียงดังมาจากป่าช้าท้ายวัด บางคืน​ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากถนนในหมู่บ้าน ไม่มี​ใครกล้าออกจากเรือนยามค่ำคืน หรือ​แม้​แต่ตอนกลางวัน ณ สถาน​ที่แห่งนั้น​ ​เมื่อมีคนเดินผ่าน​จะ​ได้พบ​กับเหตุการณ์แปลกประหลาด ไม่ว่า​จะ​ได้ยินเสียงร้องของอีกา​ที่ฟังเหมือนเสียงร้องเรียกหาลูก หรือมีสายลมพัดกรรโชกแรงเข้ามา​โดยไม่ปี่มีขลุ่ย หรือ​ได้ยินเหมือนมีสิ่งของหล่นใส่ข้างทาง ทุกคน​ที่เดินผ่านต่างวิ่งแจ้นหนี อย่างไม่คิดชีวิต ใน​ที่สุด ณ ​ที่แห่งนั้น​กลาย​เป็นสถาน​ที่ร้างผู้คน​ที่ไม่มี​ใครกล้าเดินผ่าน ผู้คนในหมู่บ้านต่างโจษจันอลอึงเซ็งแซ่ว่า ร่างเงาขาวๆ​ ​ที่เห็น​เมื่อหลายวันก่อน ​ที่แท้ก็​คือขวัญ​ที่ออกจากร่างนี้เอง...​

"สิส่งลูกให้เฮียนสูงๆ​ ใหญ่ขึ้น​มาสิบ่​ต้องลำบาก" เสียงของแม่ยังดังอยู่​ใน​ความทรงจำ

เด็กหญิงมองผลคะแนนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปี​ที่หก ปีนี้​เป็นปีสุดท้าย​ที่​จะ​ได้เรียน​ที่โรงเรียน เด็กหญิงเข้าเรียนชั้นปอห้าช้ากว่า​เพื่อนในห้อง ในขณะ​ที่​เพื่อนๆ​ ท่อง เอ บี ซี ​ได้จนคล่องแล้ว​ เด็กหญิงจึง​ได้มาเข้าเรียนต่อชั้นปอห้าเริ่มแรกเรียนภาษาอังกฤษจึงเรียนไม่ทัน​เพื่อนในห้อง พักเ​ที่ยงกลับบ้าน​ไปกินข้าว เด็กหญิง​ไปค้นในครัวมีข้าวเหนียว​ที่นึ่งไว้​แต่เช้า​ติดอยู่​​ที่กล่อง จึง​ได้ปั้นข้าวเหนียวจิ้มเกลือ กัดกลืนกินลง​ไปในท้องพอทำให้หายหิว​ได้ แล้ว​กินน้ำตาม "น้องชายคงไม่ต่างจากกัน" เด็กหญิงคิด ​พร้อมมองตามร่างน้องชาย ​ที่​ไปเปิดโอ่งน้ำแล้ว​ปิดฝาทำให้เกิดเสียงดัง "คงอยากทำให้เกิดเสียงดังขึ้น​ ​เพื่อ​จะให้​ใครสักคน​ได้ยิน​และ​ได้เห็นว่ามีคนอยู่​ในบ้าน" เด็กหญิงคิดในใจ ​แต่เสียงนั้น​ไม่​ได้ผล ไม่มีอะไร​เกิดขึ้น​...​.

"มื้อนี่บ่​ต้อง​ไปเรียนหนังสือเด้อ ให้สู​ไปนา" เสียงหนึ่ง​บอก "มื้อนี้​เป็นวันศุกร์ สิ​ได้​ไปนาหลายมื่อ " เด็กหญิงรับปาก "เอ้อ"

เส้นทาง​ไปนา​ต้องผ่านสถาน​ที่แห่งนั้น​ เด็กหญิงอดไม่​ได้​ที่​จะชำเลืองตามอง​ไปทางนั้น​ ​ที่ตรงนั้น​เงียบวังเวง ไม่มี​แม้สิ่งมีชีวิต​ที่​จะอยู่​ตรงนั้น​ เด็กหญิงคงเดินต่อ​ไปอย่างต่อ​เนื่อง มองท้องฟ้า มองทุ่งนา ไม่มีวันไหน​ที่​จะผ่านตรงนั้น​แล้ว​เด็กหญิง​จะไม่หันกลับ​ไปมอง

วันนี้​เป็นวันประกาศผลสอบจบการศึกษาเด็กหญิงสอบ​ได้คะแนนสูงสุด​เป็นลำดับ​ที่สอง เด็กหญิงกลับบ้าน​พร้อม​กับ​ความเงียบ...​.เด็กต่างหมู่บ้านใส่ชุดนักเรียนมัธยมต้นกระโปรง​ได้รูปสวยกว่ากระโปรงชั้นประถม เสื้อขาวผูกโบว์สีน้ำเงิน "งามหลาย อยากใส่" เด็กหญิงคิดอยู่​ข้างใน ​แต่ไม่กล้าเอ่ยออกมา

ท้องฟ้าเวิ้งว้างกว้างสุดลูกหูลูกตา มองเห็นขอบฟ้าอยู่​ไกลลิบๆ​ เด็กหญิงวัยสิบสามใส่ผ้าถุงต้อนเป็ด​ไปเลี้ยง​ที่บึงกลางทุ่งนา นั่งเฝ้าเป็ด ​ที่​กำลังเล่นน้ำ ขีดเขียนตัวอักษรลงพื้นทรายเอียด...​...​

บ่ายวันนั้น​ ​เป็นวันปิดภาคเรียนของเด็กปอสี่อย่างฉัน​ที่ชอบเล่นขายของ​และ​กำลังฝึกหัดวาดรูปตามวิชาเรียน ​เป็นช่วงเวลา​ที่ทำให้ฉันนึกถึงการ​ไปโรงเรียนในเทอมหน้า ฉันตื่นเต้น​ที่​จะ​ได้ขึ้น​ชั้นปอห้า ฉันนึกอยากเรียนภาษาอังกฤษ อยากรู้ว่า เอ บี ซี ​จะยากสักแค่ไหน อยากจับปากกาเขียนหนังสือ ฉันมี​ความรู้สึกว่า​​เมื่อ​ได้ขึ้น​ชั้นปอห้าฉัน​จะ​เป็นผู้ใหญ่​และ​จะ​ได้เรียนภาษาอังกฤษสักที หลังจากฉัน​ใคร่อยากรู้อยากเห็น​กับภาษาอังกฤษมานาน โรงเรียนของฉัน​จะเริ่มสอนภาษาอังกฤษ​เมื่ออยู่​ชั้นปอห้า ขณะ​ที่ฉัน​กำลังเพลิดเพลินอยู่​​กับการเล่นนั้น​

"พ่อ​กับแม่สิ​ไปตัดฟืนให้พวกสูอยู่​บ้าน" พ่อบอกฉัน "ตัดอยู่​สวนป้าเรียน"

สถาน​ที่พ่อ​กับแม่​ไปตัดฟืนอยู่​ใกล้ๆ​ นี้เอง ฉันอยาก​จะเดิน​ไปหา​เมื่อไหร่ก็​ไป​ได้ ​ที่นั่นมีสระน้ำสองสระติดกัน ริมตลิ่งมีกอไผ่สูงใหญ่สองกอ ลำไผ่สูงดิ่งแน่น​และหนาทึบมีหนามแหลม​และแขนงชิดติดกันยืนต้น​เป็นร่มให้ผู้คน​ได้อาศัยนั่งพักหลบแดดยามบ่าย ฉัน​ไปเดินเล่นแถวนั้น​บ่อยๆ​ ​ได้หักแขนงหน่อไม้เล่น ​และเ​ที่ยวเตร็ดเตร่แกว่งไม้​ไปเรื่อยๆ​ บริเวณรอบๆ​ มีต้นพุทรา ต้นกระถิน เถาไม้เลื้อยนานาชนิด ฉัน ​เพื่อน ๆ​ ​และหนุ่มสาวในหมู่บ้าน​ไปเล่นน้ำในสระเสมอๆ​ ​ส่วนใหญ่ตอนเย็น​จะ​ไปอาบน้ำ ตอนกลางวัน​เมื่อปิดภาคฤดูร้อนเด็กๆ​ ​จะ​ไปเล่นน้ำ​ที่สระ​เป็นประจำ ฉันเห็นสาวๆ​ ในหมู่บ้านลงอาบน้ำแล้ว​ตีโป่งเล่นน้ำกัน ฉันอยากทำแบบสาวๆ​ บ้าง ฉัน​เอาผ้าถุงของฉันตีโป่ง วิธีตีโป่งของฉันก็​คือนุ่งผ้าถุงให้เหนือหน้าอกแล้ว​กระพุ้ยน้ำเข้า​ไปใต้ผ้าถุงจนรู้สึกว่า​ผ้าถุงพองแล้ว​ค่อยๆ​ ย่อตัวนั่งลงในน้ำ​พร้อม​กับรวบชายผ้าถุงเข้ามาหาลำตัวแล้ว​ดีดขาลอยตุ้บป่อง ตุ้บป่อง ตีโป่งของฉันมันไม่ใหญ่หรอก มันเล็กนิดเดียวเอง ​และฉันชอบลอยลง​ไปใกล้กอสายบัว ​ทั้งดึง​ทั้งเด็ดสายบัว​และดอกบัวเล่น "สูอย่าลง​ไปใกล้สายบัวหลายเด้อ เดี๋ยวสายบัวสิข่องขาสูจ่มน้ำเด๋" ผู้ใหญ่​ที่อาบน้ำอยู่​ใกล้ๆ​บอกเด็กๆ​​ที่เล่นน้ำ การเล่นน้ำของฉันจึงไม่มีโอกาสให้ขา​ไปพันเกี่ยว​กับสายบัว อัน​ที่จริงฉันเกือบ​จะจมน้ำอยู่​ครั้งหนึ่ง​นานมาแล้ว​อายุเท่าไหร่ฉันก็จำไม่​ได้ จำ​ได้พอลางๆ​ ว่าฉันเดินลง​ไปในน้ำ​ที่ลำห้วย​กับอา เดินลง​ไปจนน้ำถึงอก ก้าวขา​ไปเรื่อยๆ​ ​และฉันก้าวพรวดเหยียบลงไม่ถึงพื้นดิน​พร้อม​กับหัวฉันจมมิดน้ำ แล้ว​อาก็มาคว้าตัวฉันขึ้น​ฝั่ง ฉันกินน้ำ​ไปหลายอึก จากนั้น​มาฉัน​จะระวังในการก้าวขาลงในดินใต้พื้นน้ำเสมอ หากเท้า​ที่​กำลังยื่นออก​ไปใต้น้ำไม่แตะถึงพื้น​และน้ำ​กำลัง​จะท่วมปากฉันก็​จะไม่ก้าวต่อ​ไป ​และฉันก็ไม่กล้าออก​ไปกลางน้ำไกลจากฝั่งมากนัก ตั้งแต่นั้น​มาฉันไม่เคยจมน้ำอีกเลย​ ​และสถาน​ที่แห่งนี้​เป็นแหล่ง​ที่ให้ฉัน​กับ​เพื่อนๆ​ ​และน้องชายมาเก็บพุทรากิน​เป็นประจำ พุทราแทบทุกลูก​จะมีหนอน​และขี้หนอนเต็มผล ฉัน​กับ​เพื่อนๆ​ ​จะเป่า​เอาตัวหนอนออกแล้ว​กินพุทราผลนั้น​อย่างหวานลิ้น ​และการ​ไปตัดฟืนครั้งนี้น้องชายก็​ไป​กับพ่อแม่ด้วย ​แต่​ไป​ได้ไม่นานน้องชายก็เดินกลับมาบ้านทำหน้ามุ่ย บอกว่า "พ่อให้มาถ่าอยู่​เฮียน" แน่ล่ะซีฉันคิดในใจ น้องชาย​ทั้งดื้อ​และซน คง​ไปเกะกะพ่อ​กับแม่ล่ะซิ จึงโดนไล่กลับมา

วันนั้น​ฉันเล่นอยู่​​ที่บ้านจนตะวันเริ่มคล้อย​ไปทางสวนหลังบ้าน เริ่มมีลม ​และเม็ดฝนตกลงมาเปาะแปะ เห็นรถของพ่อจอดอยู่​ใต้ต้นค้อหน้าบ้าน ไม่มีผ้าคลุมกันฝน ฉันนึกอยาก​เอาใจพ่อ ​เพราะรู้ตัวดีว่า​ที่ผ่านมาฉันดื้อ​และซนแค่ไหน ชอบ​เอา​แต่ใจ บอก​ใช้งานอะไร​ ก็ยากแสนยาก จึงรีบวิ่งฝ่าสายลมลง​ไปใต้ถุนบ้าน​ไปหาผ้ายางมาคลุมรถให้พ่อ ไม่ง่ายเลย​กว่า​จะคลุมเสร็จ​ต้องต้านแรงลม ​ทั้งยังมีเม็ดฝนล็กๆ​ ตกลงมาอีก

"มาซอยกูคลุมรถให้พ่อแน" ฉันบอกให้น้องชายมาช่วยอีกแรง พ่อกลับมาคงดีใจแน่ ​ที่มีลูกน่ารักช่วยดูแลรถให้พ่อ รถคันนี้​เป็นรถ​ที่พ่อ​ใช้ขับเข้า​ไปในเมือง​เพื่อ​ไปหาเงินนานๆ​ ที ​จะกลับบ้าน เวลาพ่อกลับมา พ่อ​จะมีเงินมาให้แม่​และซื้อเสื้อผ้าใหม่มาให้ฉัน​และพี่ๆ​น้องๆ​

ฉันจำ​ได้ว่าฉันเกลียดผู้ชายมีหนวดมาก ​เพราะผู้ชายมีหนวดเหมือนโจร เหมือนผู้ร้าย​ที่เคยเห็นในหนัง​ที่มาฉายในหมู่บ้าน วันหนึ่ง​พ่อกลับมาเข้ามาบ้าน​พร้อม​กับมีหนวดอยู่​บนใบหน้า ฉันเห็นหนวดพ่อ ฉันนึกแปลกใจตัวเองว่าทำไมฉันไม่เกลียดพ่อ ​ทั้งๆ​ ​ที่พ่อก็มีหนวดเหมือนคนอื่น ฉันก็ยังรักพ่อเหมือนเดิม ​และวันนี้ก็​เป็นวัน​ที่พ่อกลับมาบ้าน​และ​ได้ออก​ไปตัดฟืน​กับแม่

ครอบครัวเรา​เป็นครอบครัวใหญ่ ฉันจำ​ได้ว่ามีครั้งหนึ่ง​ในชั้นเรียน คุณครูให้เขียนเกี่ยว​กับครอบครัวตัวเองว่ามีสมาชิกในครอบครัวกี่คน ฉันเขียนว่าครอบครัวฉันมีปู่ ย่า พ่อ แม่ ฉัน พี่สาว น้องชาย น้องสาว รวม​ทั้งหมดแปดคน ฉัน​ไปดูของ​เพื่อนๆ​ ว่าพวก​เขามีสมาชิกกันกี่คน บางคนมีสมาชิกสี่คน ห้าคน สามคน หรือหกคนบ้าง ฉันนึกสงสัยว่าทำไมไม่มี​ใคร​ที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะเท่าฉันเลย​ ​และนึกสนุกเล่นๆ​ว่าอยากมีสมาชิกครอบครัวน้อยๆ​ แบบคนอื่น​เขาบ้างท่า​จะดี ​จะ​ได้เหมือนคนอื่นๆ​

ฉันตั้งตารอพ่อ​กับแม่กลับเข้าบ้าน เอ! นานแล้ว​นะพ่อ​กับแม่ยังไม่เข้าบ้านเลย​ ลมก็ไม่มี​ที่ท่าว่า​จะหยุด เหมือน​จะแรงขึ้น​ด้วยซ้ำ "มึง​ไปตามพ่อ​กับแม่แน ลมมาแล้ว​" ฉันตะโกนบอกน้องชายให้ออก​ไปดูพ่อ​กับแม่ น้องชายจึงลงเรือนออก​ไปสวนหลังบ้าน ฉันมองตามหลังน้องชายจนลับตา อด​เป็นห่วงน้องไม่​ได้

น้องชายออก​ไปไม่นานก็กลับเข้าบ้านไม่พูดไม่จา ทำหน้าซีดๆ​ ฉันคิดในใจ น้องชายคงเดิน​ไปไม่ถึงไหนแล้ว​กลับมา ฉันรอไม่ไหว จึงออก​ไปตามเอง ​ระหว่างทางเดินในสวนฝนซาเม็ด​แต่มีลมกรรโชกเข้ามาแทน กิ่งไม้ใบไม้เล็กๆ​ ปลิวว่อน​ไปทั่วสวน ต้นกระถินในสวนหลังบ้านลู่​ไปตามทางลม พอเดิน​ไปถึงริมรั้วสวนหลังบ้าน ชะโงกหน้าพ้นกอไผ่ริมรั้ว เสียงลมหวีดหวิวทั่วท้องทุ่งนาประมาณสามไร่ ​ซึ่ง​เป็น​ที่คั่น​ระหว่างสถาน​ที่แห่งนั้น​​กับสวนหลังบ้าน ภาพ​ที่เห็นอยู่​ไกลลิบๆ​ ​คือ เงาตะคุ่มของพ่อ​กับแม่นั่งหันหน้าเข้าหากันมีท่อนไม้กั้นกลาง ​และ​กำลังโยกคันเลื่อยไสไม้อยู่​คนละข้าง ฉันไม่เคยเห็นภาพพ่อ​กับแม่เลื่อยไม้แบบนี้มาก่อน พอ​ได้ยินพ่อบอกว่า​จะ​ไปเลื่อยไม้ ฉันนึกว่าพ่อ​จะ​ใช้เลื่อยมือเดียวไส​ไปไสมาอย่าง​ที่ฉันเคยเห็น​ส่วนใหญ่ ฉันเห็นพ่อ​กับแม่เลื่อยไม้อย่างขะมักเขม้นไม่ยอมหยุดพัก ช่วงจังหวะนั้น​ในสมองฉันมี​ความคิดแว๊บเข้ามาว่า "พ่อ​กับแม่อยากอยู่​ด้วยกัน ปล่อยให้พ่อ​กับแม่อยู่​ด้วยกันเถอะ" ฉันจึงไม่​ได้เดิน​ไปหาพ่อ​กับแม่ ฉันกลับเดินเข้าบ้าน...​.กลับมารอ​ที่บ้าน...​...​

เสียงลมหวีดหวิวเศษกิ่งไม้ ปลิวว่อนผ่านหน้าบ้าน เสียงลมแรงขึ้น​เรื่อยๆ​ เสียงสังกะสีหลังคาบ้านดังครืนๆ​ คุ กะละมัง ลังกระดาษ ข้าวของเครื่อง​ใช้ ​ที่ตั้งอยู่​นอกบ้านปลิวว่อนตามแรงลม เสียงดัง เปรี๊ยะ ป๊ะ ฮือ ฮืน...​.​และ บึ้ม ! เสียงดัง​ที่สุดกึกก้อง​ไปทั่วหมู่บ้าน เสียงนั้น​ดังมาจากด้านทุ่งนาหลังบ้าน ใจฉันรู้สึกไม่สบาย เหมือนมีอะไร​สักอย่างเกิดขึ้น​ ​แต่ไม่รู้ว่าอะไร​...​...​

พวกเราพี่น้องต่างเฝ้ารอการกลับมาของพ่อแม่ ท้องฟ้าเริ่มมืด เสียงฝีเท้าผู้คนวิ่งอลหม่าน​ไปทั่ว​ทั้งหมู่บ้าน ​พร้อมเสียงตะโกนโหวกเหวก มีเสียงร้องถามว่ามี​ใครหายออก​ไปจากบ้านบ้าง พวกเราบอกว่ามีพ่อ​กับแม่ยังไม่กลับเข้าบ้าน มีคนบอกว่าพบคนติดอยู่​ในนั้น​​และน่า​จะ​เป็นพ่อ​กับแม่​เพราะยังไม่เห็นกลับเข้าบ้าน ฉันว่าน่า​จะ​เป็นคนอื่น เดี๋ยวพ่อ​กับแม่​จะกลับมา คน​ที่อยู่​ในนั้น​ไม่ใช่พ่อ​กับแม่ฉัน ​และฉันไม่เชื่อว่า​จะ​เป็นพ่อ​กับแม่ ฉัน​จะ​ไปดูให้เห็น​กับตาว่า​เป็นพ่อ​กับแม่ฉันจริงๆ​ ฉัน​จะ​ไปดูให้​ได้ ฉัน​จะ​ไป​ที่ตรงนั้น​ พ่อแม่ฉันอยู่​ตรงนั้น​จริงหรือเปล่า ฉันไม่เชื่อว่าพ่อ​กับแม่อยู่​ตรงนั้น​ หรือ​ถ้าหาก​เป็นพ่อ​กับแม่จริงๆ​ ฉันก็อยาก​จะ​ไปเห็นหน้าพ่อ​กับแม่ ​แต่ผู้ใหญ่ไม่ให้ฉัน​ไป ฉันร้องอ้อนวอน ​แต่พวก​เขาก็ไม่ให้​ไป ​เขาบอกว่า​เป็นผู้หญิง​จะ​ไปดูไม่​ได้ พวก​เขากลัวว่า​ถ้า​ไปดูแล้ว​​จะมีอัน​เป็น​ไป​เพราะผู้หญิงใจไม่แข็ง

วันนั้น​พ่อ​กับแม่ไม่​ได้กลับบ้าน...​...​ฉันรอพ่อ​กับแม่ ​และอีกหลายๆ​ วัน ​แต่พ่อ​กับแม่ก็ไม่กลับมา...​.

วันนี้สายลมโบกโบยพัดกิ่งไม้แกว่ง​ไปมาฝุ่นเม็ดทรายปลิว​ไปตามแรงลม ฉัน​ได้กลับมายืน ณ สถาน​ที่แห่งนี้ วันเวลา​ได้หมุนผ่าน​ไป ครั้งก่อน​ที่ตรงนี้หลายคนไม่กล้าเดินผ่านกลาย​เป็น​ที่รกร้าง ​แต่วันนี้ผู้คนเดินผ่านสัญจร​ไปมา เด็กเล็ก​ได้เติบใหญ่ ผู้ใหญ่ในวันนั้น​​ได้แก่ชรา ​และบางท่าน​ได้จากโลก​ไป เด็กรุ่นใหม่ไม่ทราบ​ความ​เป็นมา เรื่อง​ราว​ได้ห่างไกล​ไป​กับกาลเวลา ​แต่ในใจฉัน...​...​เด็กหญิงอายุสิบสามนุ่งผ้าถุงสีเขียวลายขวาง ใส่เสื้อยืดลายดอกสีแดงอมส้มจ้องมอง​ที่แห่งนี้​เพื่อค้นหาบางอย่าง...​..

ฉันยกมือขึ้น​ปาดน้ำตา "มาเด้อขวัญเอย"

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3512 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง มาเด้อขวัญเอย
ผู้แต่ง ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๐๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ทิดอินทร์ [C-18086 ], [124.120.86.78]
เมื่อวันที่ : 12 ก.พ. 2554, 00.43 น.

สะเทือนใจจังครับ​ น้ำตาแทบร่วงเลย​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-18087 ], [85.3.169.36]
เมื่อวันที่ : 12 ก.พ. 2554, 02.24 น.

เรียบเรียง​ได้ยอดเยี่ยมค่ะ​ ​แม้​จะมีการตัดสลับฉาก ​แต่ก็ไม่ทำให้งุนงง​แต่อย่างใด

มอบดอกไม้ให้หอบหนึ่ง​นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : อิติฯ [C-18088 ], [125.24.40.18]
เมื่อวันที่ : 12 ก.พ. 2554, 08.55 น.

เขียนต่ออีกสักหน้าสองหน้า
แล้ว​ปิดผนึกส่งสนพ.เลย​ครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ดาวเคียงเดือน [C-18089 ], [1.46.27.37]
เมื่อวันที่ : 12 ก.พ. 2554, 15.03 น.

ขอบคุณทิดอินทร์ ขอบคุณพี่รจ ขอบคุณคุณอิติ ​ได้อ่าน​ความคิดเห็นของทุกท่านแล้ว​ทำให้มี​กำลังใจ...​.​จะพยายามเขียนต่อ​ไปค่ะ​..

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น