นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๓
พายุหิมะกับความรัก by Alexander Pushkin
กัลปจันทรา
...พายุหิมะ​​กับ​​ความรัก by Alexander Pushkin (Russian Romantic Author 1799-1837) ปลายปี ค.ศ. 1811 นั้น​​ช่วงเวลา​​ที่อยู่​​ใน​​ความทรงจำของชาวรัซเซียนอย่างพวกเ...
พายุหิมะ​กับ​ความรัก by Alexander Pushkin (Russian Romantic Author 1799-1837)

ปลายปี ค.ศ. 1811 นั้น​ช่วงเวลา​ที่อยู่​ใน​ความทรงจำของชาวรัซเซียนอย่างพวกเราไม่มีวันลืม ท่าน "กาวริล กาวริลโลวิช" อยู่​ในคฤหาสน์ในเมือง "นีนาราโดวา" ​เขา​เป็นคน​ที่ผู้คนในอำเภอนั้น​นับถือ​เพราะ​เป็นผู้​ที่มี​ความเมตตาต่อคนทุกชั้น ​เพื่อนบ้านของ​เขาไม่ว่า​ใคร​จะเข้า​ไปเยี่ยมเยือนอย่างสม่ำเสมอ แค่​เพื่อ​ไปกิน​ไปดื่ม บางคนก็เข้า​ไปเล่นเกมชื่อว่า "เกมบอสตัน" ​ที่​ใช้เงินพนันห้าโคเป็ก เล่นร่วม​กับภรรยาของ​เขาผู้ถูกขานนามว่า มาดาม "พราสโคเวีย พีธรอววา" ​และบางคนก็​ไป​เพื่อ​จะ​ได้ชมโฉมของลูกสาวมีนามว่า "มาเรีย กาวริลโลฟนา" ผู้​เป็นหญิงสาวผิวขาวงดงาม สูงเพรียวอายุย่างสิบเจ็ด หลายคนเห็นว่า​เป็นหญิงสาว​ที่มีอนาคตดี​และแน่นอน​ที่​จะร่ำรวยเงิน (ของพ่อ) หลายหนุ่มน้อย​และหนุ่มใหญ่ปรารถนาเธอให้​เป็นคู่ครองของตัวเอง ​และบางคน​ที่​เป็นหนุ่มใหญ่มากหน่อย​ก็อยาก​ได้เธอมา​เป็นลูกสะไภ้

มาเรีย กาวริลโลฟนา นั้น​​เป็นหญิงสาว​ที่เติบโตมา​กับหนังสือ​และกลอนรักของฝรั่งเศส ดังนั้น​เชื่อ​ได้เลย​ว่าเธอ​เป็นหญิงสาวผู้​ที่​จะ "ตกหลุมรัก" ​ได้ไม่ยากนัก ตอนนี้​ความสนใจของเธออยู่​​ที่หนุ่มยศร้อยตรีของกองทัพบก ​ซึ่ง​กำลังพักร้อนอยู่​ในหมู่บ้านของ​เขา แน่นอน​ที่หนุ่มคนนี้นั้น​ก็มีใจต่อเธอเช่นกัน อย่างมากมาย​​และจริงจังด้วย ​แต่​ความสนใจของ​ทั้งสองก็ไม่พ้นหูตาของพ่อแม่ของหญิงสาว ​ซึ่งห้ามลูกสาวไม่ให้​ไปยุ่งเกี่ยว​กับหนุ่มนั้น​​เป็นอันขาด​เพราะเข้าใจว่าหนุ่มสนใจ ​ความร่ำรวยมากกว่าสิ่งอื่นใด
​แต่คน​ที่รักกันนั้น​ห้ามยาก ดังนั้น​หนุ่มสาวคู่นี้ก็ติดต่อกัน​และพบกันอย่างลับๆ​ ทุกวันในป่าสน หรือใกล้ๆ​ โบสถ์ของเมืองนั้น​ ​เขา​ทั้งสอง​ได้พรอดรัก​และแลกเปลี่ยนคำสัญญาว่า​จะรักกันตลอดกาล ร้องให้อย่างน้อยใจ​กับชะตากรรมอันแสนโหดร้าย​เพราะพ่อแม่ของหญิงสาวกีดกัน ​และวางแผนหลายอย่าง​เพื่อ​จะ​ได้อยู่​ด้วยกัน การติดต่อพูดคุย​พร้อมปรึกษาแผนการณ์ต่างๆ​ นั้น​ ใน​ที่สุดก็สรุป​ได้ตามสถานการณ์ว่า
"เรา​ต้องอยู่​ด้วยกัน ​แต่พ่อแม่ใจร้ายแข็งขันไม่ยอม ทำตัว​เป็นมารต่อ​ความสุขของเรา ทำไมเราไม่ตัดพ่อแม่ออก​ไปเสียให้พ้นล่ะ?"
สิ่งนี้มีจุดกำเนิดในสมองของหนุ่ม​และ​เป็นเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดีต่ออารมณ์เพ้อฝันของมาเรีย กาวริลโลฟนา อย่างพอเหมาะพอเจาะทีเดียว
หน้าหนาวมาถึงทำให้การพบปะกัน​ต้องละเว้น​ไปบ้างด้วยอากาศหนาวเกินกว่า​จะ​ไปพบนอกบ้าน​ได้ ​แต่การติดต่อทางอื่นก็มีแถมทำ​ได้บ่อยขึ้น​เสียอีก หนุ่มวลาดิมิร์ นิโคแลอิวิธช์ ส่งจดหมายรัก​ที่มีคำอ้อนวอนเหมือนๆ​ กันทุกฉบับ​ให้สาวมาเรีย ยอม​เป็นของ​เขาทางร่างกาย ยอม​แต่งงาน​กับ​เขาอย่างลับๆ​ ​เพื่อ​จะ​ได้รอเวลา​ที่​จะเปิดเผย ​และ​เมื่อถึงเวลา​ที่ควรเปิดเผย ​เขาก็​พร้อม​จะคุกเข่าสารภาพต่อพ่อแม่ของหญิงสาว ​ซึ่งคาดว่าน่า​จะนับถือเอ็นดู​ความจริงใจ​และ​ความรักของหนุ่ม​ที่มีต่อลูกสาว ​และ​จะยอมอภัยบอกว่า "ลูก​ทั้งสองเอ๋ย จงเดินมาสู่อ้อมกอดของพ่อแม่ให้ชื่นใจหน่อย​"
สาวมาเรีย กาวริลโลฟนา นั้น​คิด​ใคร่ครวญเต็ม​ไปด้วยอาการลังเล ในตอนแรกนั้น​ไม่กล้าหนี​และปฏิเสธอย่างแข็งขัน ​แต่ใน​ที่สุดแผนการหนึ่ง​ผุดขี้นมาให้เธอยอม ในวัน​ที่นัดกัน เธอไม่​ได้ลง​ไปรับประทานอาหาร ​แต่พักอยู่​ในห้องนอนอ้างว่าปวดศีรษะ หญิงรับ​ใช้​ส่วนตัวนั้น​รู้แผนการของหนุ่มสาว แผนนั้น​​คือ คน​ทั้งสอง​จะออก​ไป​ที่สวนทางบันไดหลัง ด้านหลังของสวนนั้น​​จะมีเลื่อนหิมะรออยู่​ หญิง​ทั้งสอง​จะ​ใช้เลื่อนนี้เดินทาง​ไป​ที่โบสถ์ชื่อจาดริโน ในหมู่บ้าน​ที่ห่างออก​ไปประมาณห้ากิโลเมตรจากเมืองนีนาราโดวา หนุ่นคนรักวลาดิมิร์ นิโคแลอิวิธช์ นั้น​​จะรออยู่​​ที่โบสถ์
คืนก่อน​จะทำตามแผนนั้น​หญิงสาวนอนไม่หลับเลย​ วุ่นอยู่​​กับการเก็บของใส่หีบเล็กๆ​ ห่อมัดด้วยผ้าลินิน เขียนจดหมายยาวเหยียดบรรยาย​ความรัก​ที่ทำให้​ต้องทำตามประสาหญิงสาว​ที่ตกหลุมรัก ​เป็นจดหมายสองฉบับ​ ฉบับ​หนึ่ง​ของพ่อแม่ อีกฉบับ​หนึ่ง​นั้น​เธอเขียนถึง​เพื่อนรัก​ที่สุด เธอบรรยายถึง​ความรัก​ที่​เป็นสาเหตุ​ที่​และเหตุผล​ที่ทำให้เธอ​ต้องจากคน​ทั้งสาม ​และไม่ลืม​ที่​จะบอก​เป็นนัยๆ​ ว่า วัน​ที่เธอ​และ​เขามีโอกาสกลับมาคุกเข่ากราบพ่อแม่สุด​ที่รักของเธอนั้น​​จะ​เป็นวัน​ที่​จะทำให้เธอมี​ความสุข​ที่สุดในชีวิต
หญิงสาวปิดผนึกจดหมายด้วยตรา "ทูลา ซีล" ​ซึ่ง​เป็นตราประทับรูปหัวใจสองดวง​พร้อมตัวหนังสือ​ที่แสดงถึง​ความผูกพันของหัวใจสองดวงอย่างเหมาะสมราว​กับทำตราประทับเตรียมไว้ หญิงสาวเอนตัวลงนอนก่อนรุ่งอรุณ​และผลอยหลับ​ไป ​เป็นการหลับ​ที่เต็ม​ไปด้วยฝันร้าย​ที่ทำให้เธอสะดุ้งผวา ฝันร้ายแรก​คือ พ่อของเธอมาพบตอนเธอ​จะนั่งเลื่อนหิมะ ก่อน​ที่​จะหนี​ไป​ได้​และลากตัวเธอโยนลง​ไปในหลุมดำมืด เธอตกลง​ไปในหลุมนั้น​​โดยศีรษะพุ่งลง​ไปก่อน ทำให้สะดุ้งตื่นด้วยหัวใจเต้นแรงด้วย​ความหวาดหวั่น ​และฝันร้าย​ที่สอง​ที่ตามมา เธอเห็นหนุ่มคนรัก วลาดิมิร์ นอนตัวซีดเซียว ร่างกายเต็ม​ไปด้วยเลือด ​และด้วยลมหายใจสุดท้าย ​เขาอ้อนวอนด้วยเสียงกะท่อนกะแท่นให้เธอ​แต่งงาน​กับ​เขา ภาพ​ที่น่ากลัว​และไม่น่าเชื่อต่างก็ผ่านอยู่​ใน​ความฝัน ใน​ที่สุดก็สะดุ้งตื่นด้วย​ความอ่อนเพลีย​และซีดเซียว​พร้อมด้วยอาการปวดศีรษะอย่างแท้จริง พ่อแม่ของมาเรียสังเกตเห็น​ความผิดปกติของลูกสาว ใต่ถามอย่างห่วงใย​และอ่อนโยนว่า "​เป็นอะไร​​ไปล่ะลูกมาร์ชา ลูกรักของพ่อ ไม่สบายหรือลูก?" ถ้อยคำอ่อนโยน​ที่เรียกเธอว่ามาร์ชา นั้น​ทำให้หัวใจของเธออ่อนยวบ กล่าวตอบว่า ไม่​เป็นไร ​และพยายามฝืนสีหน้าให้รื่นเริง ​แต่ผล​ที่​ได้ก็สุดฝืน
​เมื่อสนธยาย่างเข้ามา ​ความคิด​ที่ว่านี่​คือค่ำคืนสุดท้ายในครอบครัว​ที่รักยิ่งทำให้ใจหาย รู้สึกราว​กับตาย​ไปแล้ว​มากกว่ายังมีชีวิตอยู่​ หญิงสาวอยากอยู่​ในห้องตามลำพัง ไม่​ต้องการ​ใคร​ทั้งสิ้น
อาหารเย็นถูกนำมาแล้ว​ หัวใจของหญิงสาวเต้นไม่​เป็นส่ำด้วย​ความกลัว เสียงสั่น​เมื่อปฏิเสธอาหารเย็น​และกล่าวลาพ่อแม่​ซึ่งจูบเธอ​และกล่าวให้เธอนอนพักอย่างสบาย​และรื่นรมย์อย่าง​ที่ทำทุกค่ำคืน ​ความรัก​ความอ่อนโยนของพ่อแม่​ที่มีให้เธอนั้น​ทำให้มาเรียแทบ​จะปล่อยโฮออกมา
รีบร้อน​ไป​ที่ห้อง​ส่วนตัว โผ​ไปนั่งบนเก้าอี้แล้ว​ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่​ หญิงรับ​ใช้​ส่วนตัวเตือนให้เธอกล้าหาญ​และสงบลง ทุกอย่าง​พร้อมแล้ว​ นางบอก อีกครึ่งชั่วโมงเท่านั้น​มาร์ชา ลูกรักของพ่อแม่​จะออกจากรัง​ที่แสนสุข ห้องนอน​ที่อยู่​มาตั้งแต่​เป็นเด็กหญิงจนเติบใหญ่​เป็นหญิงสาว ​กำลัง​จะจาก​ไปจากชีวิตสงบเงียบ ร่ำรวยไม่มีอันตรายแผ้วพาน...​​ไปเผชิญโลก...​
ด้านนอกหิมะ​กำลังตกหนัก มีเสียงลมพัดอื้ออึงกระทบตัวตึกทำให้บานเกล็ดหน้าต่างสะทือน​ไป​ทั้งคฤสาสน์ สำหรับหญิงสาวนั้น​ ดูเหมือนว่า ทุกอย่าง​ที่​กำลังเกิดขึ้น​​เป็นการเตือนถึง​ความโชคร้ายในอนาคต
​และแล้ว​ในบ้านก็เงียบ​เพราะทุกคนนอนหลับ มาร์ชาของพ่อแม่​ใช้ผ้าคลุมไหล่ผืนหนา ​และสวมเสื้อคลุมอีกตัว ฉวยหีบเล็กในมือหนึ่ง​​และลง​ไปทางบันไดด้านหลัง หญิงรับ​ใช้​ส่วนตัวตามมา​พร้อมหอบสองห่อในอ้อมแขน หญิง​ทั้งสองลง​ไป​ที่สวน หิมะ​พร้อมลมพายุ​กำลังพัดหิมะปลิวว่อน ลมหนาวจัดปะทะใบหน้าของหญิง​ทั้งสองขณะ​ที่​กำลังย่องออกมาราว​กับพยายามยับยั้งไม่ให้ออก​ไปจากบ้าน หญิง​ทั้งสองเดินโซเซ ​ใช้​ความพยายามอย่างยิ่งยวดกว่า​จะถึงปลายสวน ​และออก​ไป​ที่ถนน​ได้ บนถนนนั้น​เลื่อนหิมะรออยู่​แล้ว​ ม้าลากเลื่อนทำท่าราว​กับ​จะแข็งตาย มันขยับตัว​ไปมา คนขับรถเลื่อนของหนุ่ม วลาดิมิร์ ​กำลังเดิน​ไปมาด้วย​ความกังวล​แต่ก็พยายามไม่แสดง​ความรีบร้อนให้เห็น ​เขาช่วยให้หญิงสองคนขึ้น​เลื่อนหิมะ วางห่อ​และกล่องหีบในเลื่อนด้วย ขึ้น​นั่ง​ที่คนขับ คว้าบังเหียน​และขับออก​ไปอย่างไม่รอช้า
เราคง​ต้องฝาก​ความปลอดภัยของหญิง​ทั้งสองนี้ให้​กับนาย "เธอเรสคา" คนขับรถเลื่อนหิมะไว้​ที่นี้ก่อน เรา​จะพาผู้อ่านกลับ​ไป​ที่นายหนุ่มคนรัก​ที่ชื่อวลาดิมิร์
...​
วลาดิมิร์ ​ใช้เวลา​ทั้งวันขับเลื่อน​ไป​ที่โน่น​ที่นี่ ตอนเช้า​​ไปพบบาท​หลวงของโบสถ์จาดริโนทำธุระเรื่อง​​แต่งงานด้วย​ความยุ่งยากแสนเข็ญกว่า​จะตกลงกัน​ได้ ​และ​ต้องหาพยานในเหล่าคน​ที่น่านับถือ นั่น​คือชาย​ที่มี​ที่ดิน​เป็นของตัวเองสักสามคน คนแรก​ที่เข้า​ไปหา​เป็นช่างทำทองเหลือง​ที่ปลดเกษียนแล้ว​ ​เขามีอายุราวๆ​สี่สิบกว่าๆ​ มีนามว่าดราวิน ​ซึ่งรับ​จะ​เป็นพยานด้วย​ความยินดี เหตุ​เพราะหนุ่มวลาดิมิร์ ทำให้​เขาระลึกถึงตอน​ที่​เขายังหนุ่มแน่น​และชอบเล่นตลกอยู่​ในย่าน ฮัสสาร์ แถมชวนหนุ่มวลาดิมิร์ให้อยู่​รับประทานอาหารเย็นด้วย บอกให้​เขาสบายใจว่าเรื่อง​พยานอีกสองคนนั้น​หาไม่ยาก​ซึ่งก็​เป็นจริงตาม​ที่พูด พออาหารเย็นเสร็จ หนุ่มใหญ่นักสำรวจ​ที่ดินนามชมิดธ์ ผู้มีหนวดโค้งเรียว​และใส่รองเท้ามีเดือย​ที่ส้นก็ยอมรับหน้า​ที่​เป็นพยานคน​ที่สอง พยาน​ที่สามนั้น​​เป็นหนุ่มน้อยอายุสิบหก​ซึ่งเพิ่งเข้า​ไป​เป็นทหารม้า พยาน​ทั้งหมดต่างสัญญา​จะ​เป็นพยานให้​และบอกด้วยว่า​จะช่วยหนุ่มผู้มี​ความรักไม่ว่าเรื่อง​อะไร​ วลาดิมิร์กอดขอบคุณคน​ทั้งสาม​และรีบกลับ​ไปบ้าน​เพื่อเตรียมทุกอย่างให้​พร้อม
ในฤดูหนาวนั้น​ยามสนธยาย่างมาเยือนอย่างรวดเร็ว ​เขาสั่งนายเธอเรสคา​ที่ไว้ใจ​ได้ให้​ไปเมืองนีนาราโดวา ​พร้อมด้วยเลื่อนหิมะ​พร้อมคำสั่งอย่างละเอียดว่า​ต้องทำอะไร​บ้าง ​และ​เขาก็​ไปนำเลื่อนขนาด​ใช้ม้าตัวเดียวลากมา​ใช้เอง รีบเดินทาง​ไปตามลำพัง จุดหมาย​คือจาดริโน ​เพื่อ​ไปพบมาเรีย กาวริลโลฟนา ระยะทางสั้นพอ​จะถึงราวๆ​ สองชั่วโมง ทาง​ไป​ที่ จาดริโนนั้น​ จาก​ที่​เขาอยู่​ควร​จะ​ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาที ถนนสายนี้​เขารู้จักมันดีอยู่​แล้ว​
​แต่​เมื่อขับเลื่อนหิมะออกสู่ถนน ลมพัดแรงขึ้น​ พัดพายุปนหิมะ​ไปปกคลุมทุกอย่างอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น​ ไม่เห็นอะไร​เลย​​เป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่ง​นาที ไม่มีถนนให้เห็น มี​แต่หมอกหนาสีเหลืองอ่อนเต็ม​ไปด้วยเกล็ดสีขาวของหิมะเสมือนอยู่​ในม่านหมอก​ที่ไม่​สามารถแยกแยะ​ได้ว่า​ส่วนไหน​เป็นพื้นดิน ​ส่วนไหน​เป็นท้องฟ้า ​เมื่อพอมองเห็นรอบตัว​ได้ลางๆ​ ก็พบว่าตัวเองหลงทางอยู่​ในทุ่งกว้าง​และพยายามมองหาถนนอีกครั้ง ม้าของ​เขาก็​กำลังลากเลื่อนหิมะ​ไปอย่างงุนงง เดินเตะสะดุดหลุม​และหิมะ​ที่กองสุมสูงใหญ่ขึ้น​อย่างรวดเร็วทำให้เลื่อนสะดุดคว่ำ ชายหนุ่มพยายาม​จะหาทิศทาง ​แต่ว่าเวลาผ่าน​ไปอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงแล้ว​​เขาก็ยังหาทาง​ไป​ที่แนวป่าของจาดริโนไม่​ได้ อีกสิบนาทีผ่าน​ไป ก็ยังไม่เห็นแนวป่านั้น​ ​เขาขับเลื่อนผ่านลานกว้าง​ที่เต็ม​ไปด้วยหลุมบ่อ ​และพายุหิมะก็ยังกรรโชกโหมแรงเหมือนเดิม ท้องฟ้ายัง​เป็นสีเทามืด ​และ​เขาก็ตระหนักแล้ว​ว่าม้า​ที่น่าสงสาร​กำลังอ่อน​กำลังลง เห็นเหงื่อไหลย้อยหยด​ทั้งๆ​ ​ที่ตัวของม้านั้น​จมหิมะกว่าครึ่งตัวเกือบตลอดเวลา
ใน​ที่สุด​เขาก็ยอมรับว่า​กำลังเดินทาง​ไปในทิศทาง​ที่ผิด หยุด​และพยายามคิด พยายามตั้งจิตทบทวนทิศทาง ​และแล้ว​​เขาตัดสินใจ​ไปทางขวา บังคับให้ม้า​ที่น่าสงสารเลี้ยวขวา ตัวม้านั้น​แทบ​จะเคลื่อนตัวไม่​ได้ ​เขาออกเดินทางต่อ​ใช้เวลามากกว่าชั่วโมงแล้ว​ จาดริโน นั้น​ไม่ไกลเลย​ ​แต่...​​เขาก็ไม่ถึงเสียที ยังขับเลื่อนอยู่​ในทุ่งกว้างหรือลานกว้างเหมือนเดิม ไม่​สามารถออกพ้นจากทุ่งกว้างนี้​ได้ ทั่ว​ไปในสายตา มี​แต่กองหิมะ ​และหลุมบ่อ เลื่อนล้มแล้ว​ล้มอีก เวลาผ่าน​ไปเรื่อยๆ​ ชายหนุ่มเริ่มกังวล
​และแล้ว​​เขาก็เห็นอะไร​อย่างหนึ่ง​ห่างออก​ไป ชายหนุ่มรีบขับเลื่อน​ไปทางนั้น​ ​และปลอบตัวเองว่าน่า​จะ​เป็นราวป่า
"ขอบคุณสวรรค์" ชายหนุ่มคิด "คงไม่ไกลละทีนี้" ขับเลื่อนเข้า​ไป​ที่ราวป่าด้วย​ความหวังว่า​จะพบถนนสาย​ที่คุ้นเคยหรือหาทางผ่านป่า​ไป​ได้ จาดริโนนั้น​ตั้งอยู่​อีกด้านหนึ่ง​ของราวป่า ​เขาพบถนน​และรีบขับเลื่อนเข้า​ไปบนถนน​ที่มืดสนิทกลางป่านั้น​ ม้าก็ทำท่าดีใจกระปรี้กระเปร่าช่วยให้ชายหนุ่มรู้สึกโล่งใจขึ้น​บ้าง
​แต่​เขาก็ขับ​ไป...​​และขับ​ไป ไม่ถึง จาดริโน สักที ไม่ออกจากป่าด้วย ชายหนุ่มตกใจมาก​เมื่อตระหนักว่า​กำลังอยู่​ในป่าทึบ​ที่ไม่คุ้นเคย ​เขาหวดแส้ลงบนตัวม้าอย่างสิ้นหวัง ม้าสะดุ้งออกวิ่งเหยาะๆ​ ​และแล้ว​ก็ช้าลงอีกครั้ง ​และอีกครึ่งชั่วโมง​ต่อมา ม้าลากเลื่อนน่าสงสารก็แทบ​จะก้าวขาไม่ออกไม่ว่าหนุ่มวลาดิมิร์ ​จะพยายามอย่างไรก็ตาม
โชคของ​เขายังดี​เพราะป่าเริ่มโปร่งขึ้น​ มีต้นไม้น้อยลง วลาดิมิร์ ออกมาจากป่าแล้ว​ ​แต่ก็ไม่เห็นเมืองจาดริโน ขณะนั้น​คง​เป็นเวลาเ​ที่ยงคืนแล้ว​ น้ำตาออกมาเต็มตา ปล่อยเลื่อนหิมะให้​ไปเรื่อยๆ​ อย่างไม่รู้ทิศทาง พายุราลงบ้างแล้ว​ เมฆหมอกค่อยๆ​ จางลง ตรงหน้า​เขา ชายหนุ่มมองเห็นทุ่งกว้างปกคลุมด้วยสีขาวของพรมหิมะ ไม่ห่างไกล​ไปมากนักมีบ้านสี่ห้าหลัง รีบขับเลื่อน​ไป​ที่นั้น​ ​เขากระโดดลงจากเลื่อนเข้า​ไปเคาะประตูกระท่อมหลังแรก ครู่หนึ่ง​​ต่อมา หน้าต่างก็เปิดออก ชายชราคนหนึ่ง​ชะโงกหน้าออกมาถาม
"​ต้องการอะไร​?"
"จาดริโน ไกลจาก​ที่นี่ไหมครับ​?"
"ไม่ไกลหรอก สักสิบกิโลเมตร"
​เมื่อ​ได้รับคำตอบนี้ วลาดิมิร์ยกมือทึ้งผมตัวเองอย่างสิ้นหวัง รู้สึกราว​กับ​กับถูกตัดสินให้โดนแขวนคอ
"เจ้าหนุ่มมาจากไหนกันนี่?" ชายชราถาม
วลาดิมิร์ ไม่มีแก่ใจ​จะตอบคำถามนั้น​
"ท่านผู้ชรา ช่วยหาม้าพาผม​ไป​ที่จาดริโน​ได้ไหมครับ​? กรุณาผมเถิด" ​เขาส่งเสียงอ้อนวอนขอ​ความช่วยเหลือ
ชายชราผู้​เป็นชาวไร่ย้อนถามชายหนุ่ม "​จะ​เอา​ที่ไหนมาเล่าพ่อหนุ่ม?"
"งั้นขอผู้นำทาง​ได้ไหมครับ​? ผม​จะจ่ายเท่า​ที่เรียกนะครับ​"
"งั้นรอเดี๋ยว ​จะให้ลูกชายพา​ไป" ชายชราบอกพลางปิดหน้าต่าง
วลาดิมิร์รอไม่ถึงหนึ่ง​นาที ​แต่ก็เคาะประตูอีกครั้งอย่างร้อนใจ หน้าต่างเปิดอีก​และชายชราผู้มีหนวดเคราก็โผล่หน้าออกมาอีก
"​จะ​เอาอะไร​อีกล่ะ?"
"ลูกชายล่ะครับ​ท่านผู้ชรา?"
"เดี๋ยวก็ออกมา ​เขา​กำลังใส่รองเท้าบูธอยู่​ หนาวไหมพ่อหนุ่ม? ​ถ้าหนาวก็เข้ามาก่อน"
"ขอบคุณครับ​ บอกให้ลูกชายออกมาเร็วๆ​ หน่อย​ครับ​"
ประตูเปิดด้วยเสียงฝืดๆ​ หนุ่มน้อยคนหนึ่ง​เดินออกมา ในมือหนึ่ง​ถือกระบอง​และไม่พูดไม่จา รีบเดินนำ​ไปทันที ครั้งหนึ่ง​ชี้ให้เห็นถนน ​และก็หยุดหาถนนท่ามกลางกองหิมะต่อ​ไป
"เวลาเท่าไหร่รู้หรือเปล่า?" วลาดิมิร์ถาม
"​จะแจ้งแล้ว​ละ" หนุ่มชาวนาบอก
​และแล้ว​​เขาก็​ได้ยินเสียงไก่ขันแว่ามา​แต่ไกล ​เมื่อ​เขา​ทั้งสองถึงเมืองจาดริโน นั้น​ แสงอาทิตย์ตอนเช้า​สว่างแล้ว​ โบสถ์ปิดเงียบเชียบ​เมื่อ​เขา​ไปถึง วลาดิมิร์จ่ายคนนำทาง แล้ว​ขับเลื่อนตรง​ไป​ที่หน้าบ้านของบาท​หลวง ไม่เห็นเลื่อน​ที่ส่ง​ไปรับหญิงสาว โอ...​เกิดอะไร​ขึ้น​หนอ...​

ขอย้อนกลับ​ไปหาหญิงสาว​ที่เมืองนีนาราโดวา ​เพื่อ​จะเห็นว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​ที่นั่น ...​ไม่มีอะไร​เลย​
พ่อแม่ของหญิงสาวตื่นขึ้น​มาตอนเช้า​​และลง​ไป​ที่ห้องโถง ฝ่ายพ่อ กาวริล กาวริลโลวิช ลงมา​ทั้งยังอยู่​ในชุดนอน​พร้อมสวมหมวกสำหรับนอนด้วย มาดาม พราสโคเวีย พีธรอววา อยู่​ในเสื้อคลุมผ้านวมอบอุ่น โถใส่ชา (ซาโมวาร์) ​กำลังร้อนอุ่นถูกยกเข้ามา ​และ กาวริล ผู้​เป็นพ่อก็ส่งคน​ใช้คนหนึ่ง​ให้​ไปถามว่าลูกสาวสุด​ที่รักดีขึ้น​จากอาการปวดศีรษะหรือยัง คน​ใช้กลับมารายงานว่า หญิงสาวหลับสบายจริงๆ​​และรู้สึกดีขึ้น​แล้ว​ ​และอีกสักครู่เธอ​จะลงมา ​และอีกไม่นาน ประตูก็เปิดออกมาเรีย กาวริลโลฟนา เดินเข้ามาเอ่ยปากสวัสดี​กับพ่อแม่
"ปวดหัวหายแล้ว​หรือหนูมาร์ชา?" กาวริลถามลูกสาว
"ดีขึ้น​ค่ะ​ ปาป้า" มาร์ชาตอบ
"คงเกิดจากควันไฟ​เมื่อวานนี้นั่นแหละ​" มาดาม พราสโคเวีย พีธรอววา กล่าวขึ้น​
"คงงั้นแหละ​ แม่จ๋า" มาร์ชาตอบอย่างลูก​ที่ดี
วันนั้น​ผ่าน​ไป​โดยไม่มีอะไร​น่าตื่นเต้น ​แต่ค่ำนั้น​ มาร์ชาป่วยหนัก หมอในเมืองถูกตามตัวมา ​เมื่อหมอมาถึงหญิงสาว​กำลังเพ้อ​เพราะพิษไข้​ซึ่งทำให้หญิงสาวป่วยหนักอยู่​สองอาทิตย์ เธอป่วยหนักมากจนทุกคนเชื่อว่าเธออาจ​จะเสียชีวิต
เรื่อง​​ที่มาร์ชาหนีออก​ไปนั้น​ไม่มี​ใครในบ้านรู้เลย​ จดหมายสองฉบับ​​ที่เขียนไว้ถูกเผาทิ้ง ​และหญิงรับ​ใช้​ส่วนตัวก็ไม่กล้าเอ่ยถึงด้วย​ความกลัวเกรงการลงโทษ เหล่าบาท​หลวง​และชายพยานสามคน​คือ ช่างทำทองเหลือง นักสำรวจ​ที่ดิน​และหนุ่มอายุสิบหกก็ไม่มี​ใครพูดถึงเรื่อง​นั้น​ นายเธอเรสคา คนขับรถเลื่อนหิมะนั้น​สงบปากคำรวม​ทั้งตอน​ที่เมา ดังนั้น​ "​ความลับ" ก็ยัง​เป็น​ความลับ​ที่คนครึ่งโหลเก็บไว้อย่างเงียบเชียบ
​แต่ว่า มาเรีย กาวริลโลฟนา ​ได้เพ้อถึงเรื่อง​หนี​เพราะพิษไข้ ​แต่ไม่มี​ใครเข้าใจ​และปะติดปะต่อ​ได้ แม่ของเธอ​ที่เฝ้าไข้อยู่​ตลอดเวลาสรุปเพียงว่า หญิงสาวหลงรัก หนุ่มวลาดิมิร์ นิโคแลอิวิธช์ เท่านั้น​เอง ​และหญิงสาวป่วยหนัก​เพราะ​ความรัก นางนำเรื่อง​​ไปปรึกษา​กับสามี ​และ​เพื่อนบ้าน​ที่ไว้ใจ​ได้ ​และต่างก็รวมหัวกันตัดสินชะตาชีวิตของหญิงสาวด้วย​ความเชื่อ​ที่ว่า หญิงสาวนั้น​​จะหนีโชคชะตาเรื่อง​​ต้องมีผู้ชายสักคนมา​เป็นสามี​ได้ ​ความยากจนไม่ใช่อาชญากรรม ​และเรื่อง​​ความรักนั้น​​จะกำหนดให้​แต่งงาน​เพื่อเงินไม่​ได้ ​และ...​.​และ...​อะไร​อีกหลายอย่าง​ที่มนุษย์อัดติดแน่น​กับคำนิยามของคำว่า "​ความรัก" ​ซึ่ง​เป็นนิยาม​ที่มีประโยชน์เหลือหลาย​เมื่อ​ต้องการ
หญิงสาวก็ค่อยๆ​ หายจากป่วยไข้ วลาดิมิร์นั้น​ไม่เคยมา​ที่บ้านกาวริล กาวริลโลวิช อีกเลย​ คง​เป็น​เพราะเกรงการต้อนรับ​ที่เย็นชาอย่าง​ที่เคย​ได้รับ ​และพ่อแม่ของหญิงสาวก็แก้ปัญหาด้วยการส่งบัตรเชิญ​ไปถึงชายหนุ่ม​เพื่อ​จะ​ได้บอกข่าวดี​ที่ว่าพ่อแม่ของมาเรีย ไม่รังเกียจการ​แต่งงานของหนุ่มสาวแล้ว​ ​แต่พ่อแม่ของสาวก็​ต้องตกใจ​เมื่อ​ได้รับคำตอบจากหนุ่ม​ซึ่งเขียนจดหมายตอบมาเสมือนจดหมายตอบของคนบ้า หนุ่มวลาดิมิร์ เขียนมาว่า "ขอให้ลืมเจ้าคนชั่วไร้ประโยชน์นี้เสียเถิด ​จะไม่มาเหยียบบ้านนี้อีกแล้ว​ กระผมควรตาย" ​และหลังจากนั้น​อีกสองสามอาทิตย์ ก็มีข่าวว่า วลาดิมิร์ ​ได้เข้า​ไป​เป็นทหารของกองทัพบกอีกครั้ง ปีนั้น​​เป็นปี ค.ศ. 1812
เรื่อง​​ที่พ่อแม่ทำนั้น​ไม่มี​ใครกล้าบอกหญิงสาวเลย​ ​เพราะเธอยังไม่หายป่วยดี ตัวมาเรียเองก็ไม่เคยเอ่ยปากเรื่อง​หนุ่มวลาดิมิร์เหมือนกัน ​และในหนังสือพิมพ์อีกหลายเดือน​ต่อมา มีชื่อของหนุ่มวลาดิมิร์ รวม​กับทหารคนอื่น​ที่​ได้เกียรติยศยกย่องว่ากล้าหาญ​และบาดเจ็บสาหัสจากสนามรบในเมืองโบโรดิโน มาเรียเห็นชื่อนั้น​แล้ว​​เป็นลมทันที ทำให้พ่อแม่ของเธอทุกข์ใจอีก​เพราะ​ความวิตกว่า​จะ​เป็นไข้หนักอีกครั้ง ​แต่...​​พระเจ้า​ได้เมตตา การ​เป็นลมคราวนี้ไม่ทำให้หญิงสาวป่วยปางตายอีก
กาวริล ผู้พ่อ ​ได้เสียชีวิตในเวลา​ต่อมา​ซึ่งทำให้หญิงสาวแทบเสียจริตด้วย​ความเศร้าโศก ตอนนี้หญิงสาว​ได้​เป็นผู้รับมรดก​ความมั่งคั่ง​ทั้งหมดของผู้​เป็นพ่อ ​ความร่ำรวยไม่​ได้ทำให้เธอมี​ความสุข ​แต่โศกเศร้า​ไป​พร้อม​กับแม่ของเธอ ​และปลอบโยนผู้​เป็นแม่ว่าเธอ​จะไม่ทิ้งแม่ของเธอไว้ตามลำพังแน่นอน ใน​ที่สุดหญิง​ทั้งสองก็ออกจากเมืองนีนาราโดวา ​ที่ทำให้รำลึกถึง​แต่เรื่อง​เศร้า ย้าย​ไปอยู่​ในคฤหาสน์​ที่เมืองอื่น
หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต่างก็พากันยกโขยงมาเยี่ยมเยียนหญิงสาวผู้ร่ำรวย ​แต่ มาเรีย กาวริลโลฟนา ก็ไม่มีท่าที​จะให้​ใครเข้า​ไป​เป็นคนพิเศษ บางครั้งแม่ของเธอก็เตือนให้เลือกสักคนหนึ่ง​ ​แต่ มาเรีย กาวริลโลฟนา ​ได้​แต่ส่ายหน้าสีหน้าขรึม หนุ่มวลาดิมิร์ ผู้โชคร้ายนั้น​ไม่มีชีวิตอยู่​แล้ว​ ​เขาตาย​ที่มหานครมอสโคว์ ก่อน​ที่ทหารฝรั่งเศส​จะเข้าเมือง ​ความทรงจำเกี่ยว​กับชายหนุ่มเสมือน​เป็นสิ่งลี้ลับ​และมีค่า​ที่ มาเรีย เก็บถนอมไว้อย่างมิดชิด เธอเก็บทุกสิ่ง​ที่เคย​เป็นของชายหนุ่มไว้ ตัวอย่างเช่น หนังสือ​ที่​เขาเคยอ่าน ภาพเขียน​ที่​เขาเขียนไว้ จดหมายหลายฉบับ​ กลอนรัก​ที่​เขาเขียน​เมื่อจิตมีให้เฉพาะหญิงสาวเท่านั้น​ ​เพื่อนบ้าน​ทั้งหลาย​ซึ่งรู้เรื่อง​​ความ​เป็น​ไป ต่างก็ส่ายหน้าอย่างงงงวยใน​ความมั่นคงของหญิงสาว ​และต่างก็เฝ้ารออย่างอยากรู้อยากเห็นว่าชายหนุ่มคนไหน​ที่​จะมาชนะหัวใจ "อาร์เธอมิเซีย" สาวพรหมจารีคนนี้​ได้
​ระหว่างนั้น​ สงคราม​ได้หยุดแล้ว​อย่างสวยงามให้ผลดีแก่ประเทศรัซเซีย ทหาร​ได้เดินทางกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนจากต่างประเทศ ฝูงชนต่าง​ไปยืนต้อนรับ วงดนตรีเล่นเพลงแสดงชัยชนะของสงคราม​คือเพลง "วิฟ อองรี-คาร์ต" (อองรี​ที่สี่ ทรง​พระเจริญ-ผู้แปล) เพลง อย่าง "ธิโรเลส วอลทซ์" เปิดซ้ำๆ​ ในวิทยุโจโคนด์ ทหารนั้น​ ​ส่วนใหญ่เข้าเริ่มชีวิต​เป็นทหาร​และ​ไปสงครามอย่างหนุ่มน้อยบริสุทธิ์ กลับมาจากสงครามแบบหนุ่มโตเต็ม​ที่ ท่าทางองอาจ​และมีเหรียญกล้าหาญประดับอยู่​​ที่อกเสื้อนอก ทหาร​ทั้งหลายต่างก็ทักทายกันอย่างรื่นเริงดีอกดีใจ ​ทั้งภาษาฝรั่งเศส​และเยอรมันถูก​ใช้​เป็นภาษาสื่อสารอย่างลื่นไหล อา...​ช่าง​เป็นเวลา​ที่​จะฝังอยู่​ในทรงจำ เวลาของผู้ชนะ หัวใจของทุกคนเต้นแรงอย่างภาคภูมิ​กับคำว่า "ดินแดนของพ่อ" น้ำตาไหลอย่างดีใจ ช่าง​เป็นน้ำตา​ที่หลั่งอย่างเต็มอกเต็มใจ เวลา​ที่เรารวมตัวกัน​เพื่อ​พระเจ้าซาร์ของเรา...​​เพื่อถวายให้แก่ซาร์...​ช่าง​เป็นเวลา​ที่​จะอยู่​ใน​ความทรงจำ
หญิงชาวรัซเซียนนั้น​​เป็นผู้กล้าหาญอย่างหาตัวจับยาก ​ความกระตือรือร้นของหญิงเหล่านี้ทำให้​แต่ละคนรู้สึกมึนเมา เสียงตะโกน "ฮูราฮ์" ก้อง​ไปทั่ว แถมโยนหมวกสูงขึ้น​​ไปบนท้องฟ้า โอ...​​จะมีทหารคนไหนนะ​ที่​จะปฏิเสธ​ได้ว่า ​กำลังใจ​ที่เข้มแข็งนั้น​ไม่​ได้มาจากหญิงชาวรัซเซียน ทำให้​เขา​ได้รับเหรียญกล้าหาญ​ที่ติดอยู่​อย่างภาคภูมิบนหน้าอก​ที่เชิดตรงนั้น​?
​ระหว่างเวลาแสนสุขนี้ มาเรีย อาศัยอยู่​​กับแม่​ที่เมืองเล็ก​และไม่มีโอกาศเห็นการฉลองการกลับมาของเหล่าทหารหาญในเมืองใหญ่ๆ​ ​แต่ตามอำเภอ​และตำบลต่างๆ​ ​ความตื่นเต้นก็อาจพูด​ได้ว่ามีมากกว่าในเมืองใหญ่อีกซ้ำ​ไป ​คือท่า​เป็น​ไป​ได้ ​เพราะ​ความตื่นเต้นในเมืองนั้น​ยาก​ที่​จะทำเสมอ​ได้ ตำบลบ้านนอกนั้น​ผู้คนต่างก็ชื่นชมทหารในเครื่องแบบ​ที่กลับมาเสียมากมาย​จนเหล่าหนุ่ม​ที่ไม่​ได้​เป็นทหารรู้สึกหวั่นใจอยู่​ลึกๆ​
​ได้เล่ามาก่อนแล้ว​ว่า ​แม้ว่า มาเรีย กาวริลโลฟนา ​จะชาเย็นเฉยเมย​กับหนุ่ม​ทั้งหลาย ​แต่ก็ยังมีหนุ่ม​ที่ยังไม่ยอมแพ้ ​ซึ่งก็เพียงจ้องๆ​ อยู่​​เป็นฉากหลังเสีย​ส่วนมาก นอกจากทหารคนหนึ่ง​​ที่บาดเจ็บในสงคราม ​คือพันเอก "โบร์มิน" จากเมืองฮัสสาร์ ​ที่มีกระดุมติดเสื้อของกองทหาร "ออร์เดอร์ ออฟ เซ็นต์ จอร์จ" ​และมีหน้าขาวหล่อเหลาอย่างน่าสนใจ ตามคำพูดของหญิงสาวหลายคน นายพันคนนี้​ได้มา​ที่คฤหาสน์ของสองแม่ลูก ​เขามีอายุประมาณยี่สิบหกปี ​ได้ลาหยุดมาเยี่ยม​ที่ดินของ​เขา​ซึ่งติดกัน​กับ​ที่ดินของสาวมาเรีย เธอทำท่าสนใจหนุ่มนายนี้ถึง​กับละทิ้ง​ความเงียบขรึม​เมื่ออยู่​ต่อหน้า​เขา เธอไม่​ได้ทำแบบ​ที่ประเจิดประเจ้อหรอก ​แต่​ถ้าเห็นกิริยาของเธอ นัก​แต่งกลอนคงเขียนว่า
"ชายตาหวาน ปาน​จะหยด ให้หนุ่มเจ้า ราวเชิญเว้า วอนให้ เคล้าเคลียหรือ?"
หนุ่มโบร์มินคนนี้ ​ต้องยอมรับว่า​เป็นชายหนุ่มมีเสน่ห์ มีกิริยา​ที่ทำให้หญิงหลายคนชายตาให้ มี​ความสุภาพ​แต่​เป็นมิตร ไม่เสแสร้ง ​แต่ไม่เย่อหยิ่ง ท่าที​ที่​เขามี​ต่อมาเรีย นั้น​​เป็น​ไปอย่างธรรมชาติ​และจริงใจ ส่งสายตาติดตามทุกกิริยาของเธออย่างชื่นชม มีท่าทางของหนุ่ม​ที่ถ่อมตัว ​แม้​จะมีเสียงลือเล่ากันว่า ​เขาชอบเล่นการพนัน​และเสีย​แต่ละครั้งมากๆ​ ด้วย ​แต่มาเรีย ก็ไม่ทีท่าสนใจ​กับเสียงนินทานั้น​ ​ได้​แต่​จะแก้ตัว (ตามแบบหญิงสาวหลายๆ​ คน) ให้ว่า ​เป็นการแสดงถึงนิสัยกล้าหาญ ​และกล้าเสี่ยงของชายหนุ่ม
​แต่สิ่ง​ที่ทำให้มาเรีย ตื่นตัว​กับชายหนุ่มคนนี้นั้น​ ไม่ใช่ท่าทางนุ่มนวล ไม่ใช่บทสนทนา​ที่น่าสนใจ ไม่ใช่​เพราะแขนของ​เขา​ที่ยังห้อยด้วยผ้าจากบ่า ​แต่​เป็น​เพราะ​ความเงียบขรึม​ซึ่งทำให้มาเรีย ​ต้องเดา​และเพ้อฝัน คง​ต้องสารภาพว่าหนุ่มนี้ทำให้ชีวิตเธอมีชีวา​ที่​ได้ขาด​ไป ​และตัวหนุ่มเองก็คงเห็นแล้ว​ว่า หญิงสาว​ได้ปฏิบัติต่อ​เขาต่างจากหนุ่มอื่นๆ​ ​แต่ทำไมหนุ่มโบร์มินจึงยังไม่คุกเข่าสารภาพรักอีกนะ? อะไร​ทำให้​เขารีรออยู่​? อายงั้นหรือ? ​ความรัก​ที่แท้จริงน่า​จะแยกกันออกจากผู้​ที่เพียงทำ​เป็นสนใจใช่ไหม? ​แต่มารยาท​และการกระทำของ​เขาก็ทำให้มาเรียอยากรู้มากขึ้น​ อยากค้นหา ​และ​เอาชนะ ​เมื่อคิดทบทวนหลายรอบ มาเรีย ตัดสินว่า​ความอายนั่นเอง​ที่ทำให้​เขายังไม่รุก ​และ​จะพยายามให้​เขารู้ว่าเธออยากให้​เขาพูด​ความรักออกมา​เมื่อถึงเวลา มาเรียรออย่างกระวนกระวาย อยาก​ได้รับคำสารภาพรักจากหนุ่มเสียที ​แต่ท่านผู้อ่านคงทราบว่า "​ความลับ" นั้น​ ไม่ว่า​จะ​เป็น​ความลับแบบไหน ทำให้มนุษย์มี​ความหนักใจ ​และการกระทำ​ที่ค่อยๆ​ ขยับของชายหนุ่มดูเหมือน​จะ​เป็นผลดี ดวงตาสีดำของหนุ่มโบร์มิน​ได้​แต่เฝ้ามองหญิงสาวอย่างปรารถนา ​เพื่อนบ้านต่างก็ตั้งหน้ารอ ​และพูดถึงการ​แต่งงานราว​กับ​ได้มีการประกาศออกมาแล้ว​ ​และมาดามพราสโคเวีย พีธรอววา ผู้​เป็นแม่ก็ดีใจว่าลูกสาว​ได้พบชายหนุ่ม​ที่เหมาะสมเสียที
วันหนึ่ง​ หญิงผู้​เป็นแม่​กำลังนั่งอยู่​ในห้องรับแขก ถอดไพ่เล่นอยู่​ตามลำพัง ​เมื่อโบร์มินเข้ามาเยี่ยม ​และถามถึง มาเรีย
"มาเรียอยู่​ในสวนจ้ะ​" นางบอก "​ไปหาเธอสิจ้ะ​ ฉัน​จะรอ​ที่นี่แหละ​"
หนุ่มโบร์มินลง​ไป​ที่สวน ​เมื่อ​เขาลับตา​ไป นางผู้​เป็นแม่ก็แตะ​ที่อกทำสัญญาณไม้กางเขน ภาวนาในใจว่า "เจ้าประคุณเอ๋ย...​​พระเจ้าจงเมตตาด้วยเถิด จงโปรดให้​เขาสองคนพูดกันให้รู้เรื่อง​เสียที"
โบร์มินตรง​ไปหามาเรีย ​ซึ่งนั่งอยู่​ใต้ต้นวิลโลว์ใกล้สระน้ำ ​กำลังอ่านหนังสือ เธอใส่กระโปรงติดกันสีขาวราว​กับรูปหญิงสาวในหนังสือนิยายรัก ลุกขึ้น​ต้อนรับ​เขา​และหลังจากพูดทักทายกันเล็กน้อย มาเรีย กาวริลโลฟนา ก็เงียบอย่างจงใจ รอให้ชายหนุ่มคุยเรื่อง​​ที่อยากคุย ​ความเงียบทำให้หนุ่มสาวรู้สึกเขินบ้าง​และควรพอ​ที่​จะทำให้หนุ่มเอ่ยปากบอกสิ่ง​ที่หญิงสาวเฝ้ารอคอย
​และแล้ว​มันก็เกิดขึ้น​​เมื่อ โบร์มิน ​ซึ่งรู้ตัวว่า​กำลังตกอยู่​ในสถานการณ์อึดอัดคับขัน เอ่ยขึ้น​ว่า หาโอกาสมานานแล้ว​​ที่​จะบอกเรื่อง​หัวใจ มาเรีย กาวริลโลฟนาปิดหนังสือ​ที่อยู่​ในมือ สายตามองต่ำด้วยท่าทีเขินอาย
"ผมรักคุณ" โบร์มินเอ่ยปาก "รักเหลือเกิน...​"
มาเรีย กาวริลโลฟนา หน้าแดงก่ำก้มหน้างุด "ผม​ได้ทำศฺ๋.​ที่ไม่ควรทำ คืฮทำให้ตัวเองชิน​กับภาพแสนน่ารักอย่างคุณทุกวัน...​(มาเรีย จำถ้อยคำนี้​ได้จากจดหมายของหนังสือชื่อเซนต์ พรูส์) ​แต่ตอนนี้ก็สาย​ไปเสียแล้ว​ ​เพราะหลงรักคุณอย่างห้ามตัวเองไม่​ได้ ​ความทรงจำนี้ ​จะ​เป็น​ความทรงจำ​ที่แสนงามไม่มีอะไร​มาเทียมเท่า ​และคง​จะทำให้ชีวิตของผมมีสุขปนทุกข์ ​แต่ผม​จะ​ต้องบอก​ความลับ...​​จะ​เป็น​ความลับ​ที่​เป็นสิ่งกีดขวางทางของเรา ​และ​จะทำให้เรา​ต้องแยกกัน"
"​แต่อุปสรรคก็มีมาตลอดนะคะ​" มาเรีย ขัดขึ้น​ "ตัวฉันก็​เป็นภรรยาคุณก่อนนี้ไม่​ได้"
"ผมทราบครับ​" ชาวหนุ่มตอบเสียงอ่อน "ผมทราบว่าคุณเคยมีคนรัก ​แต่ก็มี​ความตายเกิดขึ้น​​เมื่อสามปี​ที่แล้ว​...​เอ้อ...​​ที่รักครับ​ มาเรีย ให้ผมพูดเถิด ​ที่ผมเชื่อว่าคุณเมตตาผมอย่างจริงใจนั้น​ ทำให้...​"
"อย่าพูดเรื่อง​นั้น​ โธ่...​คุณทำให้ฉันเศร้า"
"ทราบครับ​ อยาก​ได้คุณมา​เป็นของผมเหลือเกิน ​แต่ผม...​ช่างโชคร้ายเสียนี่กระไร เอ้อ...​ผม​แต่งงานแล้ว​ครับ​" หลุดปากออกมาด้วยเสียงแสนเศร้า
มาเรีย กาวริลโลฟนา จ้องหน้า​เขาอย่างไม่เชื่อหู ดวงตาเบิกโพลง
"ผม​แต่งงานแล้ว​จริงๆ​ ครับ​" โบร์มินบอก "​แต่งมาสี่ปีแล้ว​ ​แต่ไม่รู้ว่า​ใคร​เป็นภรรยาหรือว่าเธออยู่​​ที่ไหน จนปัญญาว่า​จะตามหาเธอพบ​ได้อย่างไร"
"ว่าไงนะคะ​" มาเรีย กาวริลโลฟนา อุทานเสียงดัง "โอ๋ย...​แปลกมาก เล่าต่อเถิดค่ะ​ ขอร้องละ แล้ว​ฉัน​จะบอก​ความพ้องกันทีหลัง"
"​เมื่อต้นปี ค.ศ. 1812" โบร์มินเริ่มเล่า "ผม​กำลังรีบ​จะ​ไปเมืองวิลนา​เพื่อรายงานตัว​ที่กองบัญชาทหารหน่วย​ที่ประจำอยู่​ ​เมื่อ​ไปถึงสถานี​ที่พักม้านั้น​ดึกมากแล้ว​ ผมสั่งเปลี่ยนม้า​เป็นตัวใหม่ สั่งให้รีบด้วย ​และตอนนั้น​เอง พายุหิมะก็เริ่มขึ้น​อย่างรวดเร็วแบบไม่มีรู้เนื้อรู้ตัว นายสถานี​และคนขับต่างก็แนะนำให้ผมรอจนพายุเบาลงเสียก่อน ผมก็รอนะครับ​ ​แต่ก็ห่วงเรื่อง​​ที่​ต้องทำด้วย อยู่​ไม่สุขราว​กับว่ามีมือ​ที่มองไม่เห็น​กำลังผลักไสให้รีบออกจาก​ที่นั้น​ ​และ​เมื่อพายุราลงนิดหนึ่ง​ ทนไม่​ได้ต่อ​ไป​ต้องสั่งม้าอีกครั้ง ออกมาท่ามกลางหิมะ​และลมแรง คนขับนั้น​ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่​แต่ก็​ต้องทำ ​เขาตั้งใจ​จะขับเลียบ​ไปบนถนน​ที่ขนาน​ไป​กับแม่น้ำ​ซึ่ง​เป็นการย่นระยะทางหลายกิโลเมตร ​แต่มา​ได้สักสี่กิโลเมตรก็เห็นว่า​ทั้งถนน​และฝั่งแม่น้ำปกคลุมด้วยหิมะสูงท่วมศีรษะ มองไม่เห็นถนนจนขับเลย​ทางเลี้ยว ​และใน​ที่สุดก็อยู่​ในสถาน​ที่​ที่ไม่รู้จัก พายุก็แรงมากขึ้น​เห็นเพียงแสงไฟใน​ที่ไกลๆ​ จึงตัดสินใจขับ​ไปทางนั้น​ จนมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง​ มองเห็นโบสถ์​ที่ทำด้วยไม้ มีแสงไฟเปิดอยู่​ราว​กับ​จะรอ​ใครอยู่​ บริเวณ​ที่ลานด้านนอกของโบสถ์มีเลื่อนหิมะจอดอยู่​หลายคัน ​และมีคนเข้าๆ​ ออกๆ​ ทางประตูโบสถ์สู่ด้านระเบียงของโบสถ์"
"มาทางนี้ครับ​ มาทางนี้" เสียงตะโกนมา​ที่เรา
"ผมสั่งให้คนขับ​ไปทาง​ที่คนเรียกอยู่​"
"โห...​รอแทบตาย ​ไปอยู่​ไหนมานี่?" ชายคนหนึ่ง​พูด​กับผม "เจ้าสาวรอจน​เป็นลม​ไปแล้ว​ บาท​หลวงก็ไม่รู้​จะทำอย่างไร เกือบ​จะเลิกกลับบ้าน​ไปทุกคนแล้ว​นะนี่ ลงมาๆ​...​รีบๆ​ เข้าสิพ่อหนุ่ม"
"ผมลงจากเลื่อนอย่างงุนงง ไม่พูดอะไร​สักคำ​และเข้า​ไปในโบสถ์​ซึ่งมีแสงสว่างเลือนลางมาก​เพราะ​เป็นแสงเทียนของเทียนขนาดเล็กจุดอยู่​แค่สามสี่แท่ง มีหญิงสาวคนหนึ่ง​นั่งห่อตัวอยู่​ในมุมมืดของโบสถ์ สาวอีกคนหนึ่ง​​กำลังนวดขมับอยู่​
"โอ...​ขอบคุณ​พระเจ้า" หญิงสาวคน​ที่สองกล่าว​กับผม "มาถึงเสียที เกือบ​จะฆ่านายสาวของฉันเสียแล้ว​" ​และบาท​หลวงอายุมากก็หันมาทางผมถามว่า "​พร้อมหรือยังพ่อหนุ่ม? เริ่มเลย​นะ"
"ครับ​ เริ่มเลย​" ผมตอบอย่างงุนงง
"หญิงสาวคนนั้น​ถูกพยุงให้ลุกขึ้น​ เท่า​ที่เห็น เธอหน้าตาไม่เลวเลย​...​ไม่รู้ว่าเกิดอะไร​ขึ้น​ อาจ​จะเห็นใจ​และสงสารเธอ​ที่ทำให้ผมเข้า​ไปยืนคู่​กับเธอหน้าบาท​หลวง ​ซึ่งรีบร้อนทำพิธี พยานสามคน​และหญิงสาว​ที่พูด​กับผมคนนั้น​​ซึ่ง​เป็นหญิงผู้ช่วยของเธอต่างก็ประคับประคอง ตัวเจ้าสาวไม่มองหน้าผมเลย​ ​และแล้ว​เราก็ "​แต่งงาน" กัน"
"จุมพิตเจ้าสาว​ได้แล้ว​" พยานคนหนึ่ง​บอกผม
"ภรรยา" ของผมหันมามองหน้าผมเต็มตา ​เมื่อผม​กำลัง​จะจุมพิตเธอ อุทานว่า "อุ๊ย...​ตายจริง คุณไม่ใช่​เขา ว้าย...​ไม่ใช่​เขา" ​และ​เป็นลมล้มฮวบ​ไปต่อหน้าต่อตาทันที
พยานหันมามองผมอย่างตกใจ ผมหันหลังกลับอย่างรีบร้อนกระโดดขึ้น​เลื่อนหิมะ บอกคนขับ "​ไปเร็ว"
"ตายจริง ​พระเจ้าช่วย" มาเรีย กาวริลโลฟนา ร้องขึ้น​ "คุณไม่ทราบว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​กับ "ภรรยา" เลย​หรือคะ​?"
"ไม่เลย​ครับ​" โบร์มินตอบเสียงขมขื่นสิ้นหวัง "ไม่รู้ชื่อหมู่บ้าน​ที่​แต่งงานด้วย ​และสถานีเปลี่ยนม้านั้น​ก็ไม่รู้ชื่อเช่นกัน ตอนนั้น​ก็ไม่​ได้คิดอะไร​มาก เห็นว่าไม่สำคัญ คิดว่า​เพื่อนทหารบางคนคงแกล้งผม พอออกจากโบสถ์นั้น​​ได้ผมก็หลับ​ไปด้วย​ความอ่อนเพลีย กว่า​จะตื่นก็รุ่งเช้า​​เมื่อถึงกรมทหารแล้ว​​ซึ่ง​เป็นสถานี​ที่สามหลังจากออกจากโบสถ์ ผมมีคน​ใช้มาด้วยตอนนั้น​ ​เขาพอ​จะรู้เรื่อง​บ้าง​แต่ก็ตาย​ไป​ระหว่างสงคราม ดังนั้น​ผมไม่มีหนทาง​จะ​ไปสืบเสาะ​ที่ไหนเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​คืนนั้น​ ไม่ทราบ​จะหาหญิงสาว​ที่ผมทำตลกไม่น่าอภัย​กับเธอ​ที่โบสถ์นั้น​​ได้​ที่ไหน เสียใจเหลือเกิน...​​และตอนนี้ผมก็​ต้องรับกรรม​ที่ทำไว้​กับเธอ"
"โอ...​​พระเจ้า...​​พระเจ้าผู้เมตตา" มาเรีย กาวริลโลฟนา ร้องออกมาเสียงดัง คว้ามือของ​เขามากุมไว้ "​เป็นคุณนั่นเองคืนนั้น​ ​และคุณจำฉันไม่​ได้เลย​หรือคะ​?"
หนุ่มโบร์มินหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงแทบเท้าของมาเรีย กาวริลโลฟนาทันที

จบ

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3499 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง พายุหิมะกับความรัก by Alexander Pushkin
ผู้แต่ง กัลปจันทรา
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องแปล
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๘๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-17963 ], [110.49.205.15]
เมื่อวันที่ : 18 ธ.ค. 2553, 07.21 น.

โห หักมุมเอวเคล็ดเลย​ครับ​คุณพี่


​เอา​ไปเลย​ครับ​ห้าดอกอวบงามกุหลาบดอยตุง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-17967 ], [85.1.16.159]
เมื่อวันที่ : 18 ธ.ค. 2553, 18.00 น.

ยอดเยี่ยมเหมือนเช่นเคยค่ะ​ พี่กัลป์ฯ อ่านแล้ว​หัวใจเต็มอิ่ม​ไปด้วย​ความโรแมนติก ...​.

คนเขียนผูกเรื่อง​แบบมืออาชีพจริง ๆ​

ขออวยพรปีใหม่ให้พี่กัลป์​และครอบครัว มี​ความสุขทุกวันคืน ​ได้พบสิ่งดี ๆ​ ​ได้ทำสิ่งดี ๆ​ ​และ​ได้สร้างสรรค์ผลงานอันยอดเยี่ยมต่อ​ไปนะคะ​

ด้วย​ความนับถือ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นกหัวขวาน [C-17971 ], [180.180.138.136]
เมื่อวันที่ : 19 ธ.ค. 2553, 08.26 น.

จิรนันท์ พิตรปรีชา
งามพรรณ เวชชาชีวะ
จิตราภรณ์ วนัสพงศ
ศันสนีย์ วรรณางกูร
กัลปจันทรา ศาลานกน้อย


แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ทอรุ้ง [C-17990 ], [110.49.205.201]
เมื่อวันที่ : 26 ธ.ค. 2553, 13.48 น.

คุณกัลฯ..คะ​

อ่านแล้ว​ ไม่รู้​จะเศร้า หรือ​จะอะไร​ดีเลย​

นักเขียนเก่งจัง ​ที่​สามารถสร้าง​ความรู้สึกปนเปให้คนอ่าน​ได้ ​และคุณกัลฯ ก้อเก่งจัง​ที่แปล ​ได้เหมือน​ที่นักเขียน​ต้องการสื่อนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : CigarSAMA [C-19029 ], [171.98.91.12]
เมื่อวันที่ : 26 ก.พ. 2557, 13.08 น.

สวัสดีค่ะ​ สมัครไอดีใหม่​เพื่อมาแสดง​ความเห็น​โดยเฉพาะเลย​

บอก​ได้คำเดียวว่า "สนุก​และหักมุมมาก"

ขอบคุณ​ที่แปลให้อ่านนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น