นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๕ กันยายน ๒๕๕๓
แพร่งของจอมยุทธ์
ทิดอินทร์
...ทุกสายตาหันมาจับจ้องข้าพเจ้าทันที ​​ที่ย่างเท้าเข้ามาในห้องโถงนั้น​​
​​ความนิ่งเงียบ​​ที่ก่อตัวขึ้น​​ชั่วคราว ​​ได้ค่อยๆ​​สลาย​​ไป ​​เมื่อผู้คนเหล่านั้น​​เห็นชัดตาแล้ว​​ว่าข้าพเจ้า​​เป็น​​ใคร...
ทุกสายตาหันมาจับจ้องข้าพเจ้าทันที ​ที่ย่างเท้าเข้ามาในห้องโถงนั้น​ แล้ว​​ความนิ่งเงียบ​ที่ก่อตัวขึ้น​ชั่วคราวจึง​ได้ค่อยๆ​สลาย​ไป ​เมื่อผู้คนเหล่านั้น​เห็นอย่างชัดตาแล้ว​ว่าข้าพเจ้า​เป็น​ใคร

"วันนี้ชุมนุมกันด้วยเรื่อง​ราวใด"
ข้าพเจ้าเอ่ยถามชายชรา​ที่นั่งอยู่​หัวโต๊ะ ​แต่ชายผู้นั้น​มิยอมกล่าววาจาใดๆ​ออกมา ข้าพเจ้าจึง​ได้​แต่นิ่งเงียบไว้​และคอยสังเกต​ความเคลื่อนไหวอีกครา ด้วยพลันรู้สึกถึงบรรยากาศ​ที่เขม็งเกลียวด้วย​ความเคร่งเครียดขึ้น​ทุกขณะ

ภายในห้องโถงนี้ บรรจุไว้ด้วยผู้คน​ทั้งบุรุษ​และสตรีราวสามสิบห้าคน ​และมีอายุคละเคล้ากัน​ไป ผู้​ที่อายุต่ำสุดนั้น​กลับ​เป็นดรุณีน้อยนางหนึ่ง​ ดู​ไปแล้ว​นางมิน่า​จะมีอายุเกินกว่ายี่สิบสามปี ​ส่วนผู้อาวุโสมาก​ที่สุดนั้น​ กลับ​เป็นชายชราหัวโต๊ะ ​เมื่อคำนวณอายุจากริ้วรอยบนใบหน้า​และเส้นผมสีขาวโพลน​ไปทั่ว​ทั้งศีรษะแล้ว​ อายุของท่านคงมิต่ำกว่าหกสิบห้าปี

"ตกลง พวกเรา​จะเริ่มต้นกันอย่างไร" เสียงบุรุษรูปร่างอ้วนฉุดังสุกรเฒ่า ประกาศถามออกมาจนดัง​ไปทั่วบริเวณ
​ทั้งหมดนิ่งเงียบอีกครา ข้าพเจ้าจึงอดทนมิ​ได้ ​ต้องกระซิบกระซาบถาม สตรีกลางคนนางหนึ่ง​​ที่นั่งอยู่​ด้านซ้ายมือ
"ตกลง​เป็นเรื่อง​ราวใดกัน"

นางหันกลับมาเพ่งมองข้าพเจ้าอีกครั้ง ก่อน​จะทอดถอนลมหายใจแล้ว​กล่าวตอบอย่างรำคาญอารมณ์ว่า
"วันนี้มีพิธีลุยไถประลองยุทธ์ ​เพื่อเลือกคู่ครองกัน"
"อ้อ...​" ข้าพเจ้าส่งเสียงครางในลำคอ มิน่า วันนี้จึงมีผู้คนมากมาย​​เป็นพิเศษ ​ความรู้สึกคึกคักเริ่มก่อตัวขึ้น​ภายในจิตใจของข้าพเจ้า ​เพราะพอ​จะคาดเดา​ได้ว่า ในวันนี้ คงมีเรื่อง​ราว​ที่น่าสนุกสนานให้ดูชมกันแล้ว​
"ผู้ใด​เป็นว่า​ที่เจ้าสาว"
ข้าพเจ้าเอ่ยถามอีกครั้ง ​และพยายาม​ที่​จะละเลย​มิจับจ้องต่อสายตา​ที่ฉายแววตำหนิอยู่​ตลอดเวลา เยี่ยงผู้วิกลจริตของนาง
"​เป็นข้าพเจ้าเอง"
ดรุณี​ที่อายุน้อย​ที่สุดกล่าวตอบ นางลุกขึ้น​ยืนอย่างชดช้อยแล้ว​ค้อมกายแสดงคารวะ กิริยาของนางนั้น​ช่างเย้ายวนใจจนข้าพเจ้าอดเคลิบเคลิ้มตาม​ไปด้วยมิ​ได้

"ข้าพเจ้าแซ่อึ้ง นามคำเดียวว่า ย้ง มิทราบท่านมีนามสูงส่งว่ากระไร" นางกล่าวแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น พลันยกแขนเสื้อขึ้น​มาปิดปากจมูก พลางส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างเอียงอาย
"อึ้งย้ง" ข้าพเจ้า​ต้องลุกขึ้น​ยืนทบทวนชื่อแซ่ของนางอย่างตื่นตลึง ​เมื่อ​ได้เห็นรูปทรงเรือนร่าง ​และกิริยา​ที่เย้ายวนนั้น​ อย่างชัดตา
ข้าพเจ้าค้อมกายลงคารวะตอบ ​แต่ภายในจิตใจกลับว้าวุ่น ด้วยยังมิรู้ว่า​จะเอ่ยกล่าววาจากระไรดี
"ข้าพเจ้า...​ ข้าพเจ้า...​"


"เอี้ยเท้าน้อยโสโครก ยังมิทันเริ่มการประลอง ท่านก็มีจิตใจเอนเอียงเสียแล้ว​ อย่างนั้น​​จะมัวมานั่งพิรี้พิไรกันอยู่​ใย ท่านจงรีบรับมัน​เป็นสามีให้สิ้นเรื่อง​ราว พวกเรา​ทั้งหมด​จะ​ได้มิ​ต้องมาเสียเวลามานั่งดูท่านกล่าววาจาเกี้ยวพาราสีกันให้บัดสีนัยน์ตา" บุรุษหนุ่มเคราครึ้มร่างกำยำดั่งโคถึกผู้หนึ่ง​ ลุกขึ้น​กล่าวอย่างไม่พอใจต่อกิริยาของนาง​และข้าพเจ้า หาก​เมื่อประเมินจากกิริยาท่าทางของมันแล้ว​ แสดงว่ามัน​เป็นผู้ฝึกวิชา​กำลังภายนอกมานั้น​มิใช่ชั่ว ​แต่มิทราบว่า​กำลังภายในของมันนั้น​​จะลึกล้ำเช่นไร

"​ทั้งหมดโปรดสงบไว้ ข้าพเจ้าคิดว่าก่อน​ที่​จะลงมือกัน ​ทั้งหมดควรให้ผู้​ที่​จะเข้าประลอง​แต่ละท่าน ​ได้แนะนำตัวกันให้เรียบร้อย​ทุกคนเสียก่อน" ใน​ที่สุด ชายชราผู้อาวุโสท่านนั้น​ก็ลุกขึ้น​เอ่ยกล่าววาจาออกมาจน​ได้ ​และดูเหมือนว่าท่าน​จะ​เป็น​ที่เกรงอกเกรงใจต่อผู้ร่วมชุมนุม ​ทั้งหมดจึงนิ่งเงียบแล้ว​พยักหน้าตาม
"ข้าพเจ้าแซ่เหล็งฮู้ มีนามคำเดียวว่าชง"
ชายหนุ่มหน้าตาคมคายระคนระทมทุกข์ ดวงตาแดงก่ำดั่งผู้งมงายสุรา สูงประมาณหกเจ็ดเชียะชิงลุกขึ้น​แนะนำตัวก่อนผู้อื่นด้วยท่าทางหยิ่งผยอง

"ข้าพเจ้าแซ่เล็ก นามเซี่ยวหงส์ ขอเพียงแม่นางจดจำชื่อข้าพเจ้าไว้ หากข้าพเจ้า​จะ​ต้องทิ้งชีวิตไว้ในการประลองก็ยินยอม​พร้อมใจ"
บุรุษวัยกลางคนผิวซีดเหลือง ท่าทางคล้ายปีศาจอมโรคอีกผู้หนึ่ง​ลุกขึ้น​แนะนำตนเอง ด้วยรอยยิ้มอันกรุ้มกริ่ม

"ข้าพเจ้าแซ่ลี้ นามกิมฮวง"
ชายหนุ่มอีกผู้หนึ่ง​ลุกขึ้น​แนะนำตัวบ้าง ข้าพเจ้าเห็นมันรูปร่างเตี้ยเล็กจนเกือบ​จะ​เป็นคนแคระ ​ทั้งด้วยแววตา​และบุคลิก​ที่ขาด​ความเชื่อมั่นของมัน ทำให้ทุกผู้คน​ที่พบเห็นล้วนแล้ว​​แต่แสดง​ความสมเพชออกมาทางสายตาอย่างมิอาจปกปิด​ได้

"​ที่นี่มันถ้ำพยัคฆ์หรือวังมังกรกันแน่"

ข้าพเจ้าพลันสยิวกาย​และอด​ที่​จะครั่นคร้ามขึ้น​มาภายในจิตใจมิ​ได้
"ข้าพเจ้า แซ่ก๊วย มีนามคำเดียวว่าเจ๋ง"
บุรุษร่างกำยำดั่งโคถึกประกาศก้องออกมาบ้าง หลังจากปล่อยให้ผู้อื่นชิงแนะนำตัว​ไปก่อนหน้านั้น​แล้ว​หลายคน
"ไฮ้!!!!!!!ก๊วยเจ๋ง...​? ท่านมิใช่สามีของนางหรือ?"
ข้าพเจ้าตกใจจน​ต้องตะโกนร้องถามออก​ไปอย่างลืมตัว

"หน้าโง่ !!! ข้าพเจ้าหย่าขาด​กับมันแล้ว​"
แม่นางอึ้งย้งพลันหันกลับมาชี้หน้าข้าพเจ้า ​ทั้งแสดงกิริยากระบิดกระบวนชวนกระสัน เอ่ยตอบแทนเจ้าโคถึกด้วยท่าที​ที่เอียงอาย แล้ว​ค่อยยกแขนเสื้อขึ้น​มาปกปิดมุมปาก พลางส่งเสียงหัวร่อดังคิกคิกออกมาอีกครา ​แต่คราวนี้กลับ​เป็นข้าพเจ้า​ที่​ต้องอับอายจนใบหน้าแดงฉาน

"แล้ว​เหตุใดท่านจึงมาประลองยุทธ์ด้วยเล่า?"
ข้าพเจ้าหันกลับ​ไปร้องถามเจ้าโคถึกต่อ ด้วยอดสงสัยมิ​ได้
"เดรัจฉานน้อย เจ้านี่ช่างร่ำไรนัก ก็​เพราะว่าข้าพเจ้า​ต้องการ​ได้นางกลับมา​เป็นภรรยาอีกครั้งไงเล่า" ก๊วยเจ๋งตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"หากข้าพเจ้ามิอย่าขาดจากมัน ท่านก็คงมิมีโอกาส​ที่​จะมา​เป็นสามีข้าพเจ้า​ได้หรอก...​หน้าโง่"
เสียงแม่นางอึ้งย้งกล่าวเสริมออกมา ด้วยท่าทางเย้ายวนอีกครั้ง
ข้าพเจ้าจึงร้อง "อ้อ.." ในลำคอ​เมื่อพลันเข้าใจในเรื่อง​ราว

"ข้าพเจ้าแซ่เอี้ย นามคำเดียวว่าก๊วย" บุรุษหนุ่มหน้าตาหมดจดผุดลุกขึ้น​มาแนะนำตัวบ้าง ​แต่ทันที​ที่ทุกผู้คนต่างพากันหันกลับ​ไปมองดู​ที่แขนข้างขวาของมัน มันก็รีบซุกแขนข้างนั้น​ลง​ไป​ที่กางเกงด้านหลังแสดงท่าทาง​เป็นคนแขนด้วนทันที
ขณะ​ที่ทุกผู้คน​กำลังเปล่งเสียงหัวเราะฮาๆ​ ต่อท่าทีของมันออกมา ทันใดนั้น​ สตรีวัยกลางคน​ที่ด้านข้างของข้าพเจ้าก็พลันลุกขึ้น​แนะนำตัวบ้าง
"ข้าพเจ้าแซ่งี้นามคำเดียวว่านิ้ม"
"ไฮ้!ท่านก็ปรารถนา​จะ​เป็นสามีของนางด้วยกระนั้น​หรือ"
ลี้กิมฮวงรีบเอ่ยถามออกมาทันที ด้วยท่าทางขบขันต่อเรื่อง​ราว​ที่เห็นอยู่​ตรงหน้า

"เจ้าพวกลูกเต่า อย่าทำ​เป็นหัวเราะเยาะ​ไป ข้าพเจ้าเพียง​ต้องการให้นาง​ไป​เป็นภรรยาน้อยคน​ที่สี่ของสามีข้าพเจ้า ​เพราะงานในบ้านนั้น​ช่างมากมาย​เหลือเกิน สามีข้าพเจ้าเองก็ไม่มีปัญญาหาเอี้ยเท้ารับ​ใช้ให้ ข้าพเจ้าจึงจำ​ต้องออกมาหาภรรยาน้อยให้มันเพิ่ม ​เพื่อ​จะ​ได้ช่วยแบ่งเบาภาระเรื่อง​การล้างถ้วยชาม ซักผ้าหุงข้าว เข้าใจหรือไม่ เจ้าหน้าโง่"

นางกล่าวบอกเหตุผลออกมาอย่างยืดยาว พวกเรา​ทั้งหมดจึงพยักหน้าตามอย่างเข้าใจ มีเพียงแม่นางอึ้งย้งเท่านั้น​​ที่แสดงสีหน้าไม่พึงพอใจต่อเหตุผล​ที่​ได้รับอย่างรุนแรง
"แล้ว​ท่านเล่า​เป็นผู้ใด ​จะร่วมพิธีลุยไถครานี้ด้วยหรือไม่ หาก​ต้องการ ก็โปรดแจ้งนามอันสูงส่งของท่านออกมา"
ชายชรา​ที่ดูเหมือน​จะ​เป็นประธานในพิธีนั้น​ ​ได้กล่าวถามต่อข้าพเจ้าอย่างกังวานแช่มช้า

"ข้าพเจ้า...​. ข้าพเจ้า...​."
ข้าพเจ้ายังไม่รู้จริงๆ​ว่า​จะกล่าวตอบออก​ไปอย่างไรดี นั่น​เพราะยังมิทัน​ได้เตรียมตัวสำหรับรับเรื่อง​ราว​ที่​กำลังเกิดขึ้น​ในวันนี้
ทันใดนั้น​เอง

"ติ๊งต่อง...​ ติ๊งต่อง...​ ขอเชิญคุณหมอ ธิติพนต์ โตวิจิตร...​. ขอเชิญคุณหมอธิติพนต์ โตวิจิตร ...​​ไปตรวจรับคนไข้ ​ที่ตึกโรคจิตด้วยค่ะ​ ขอเชิญคุณหมอ ธิติพนต์ โตวิจิตร...​. ขอเชิญคุณหมอธิติพนต์ โตวิจิตร ...​​ไปตรวจรับคนไข้ ​ที่ตึกโรคจิตด้วยค่ะ​ ขอบคุณค่ะ​...​"
เสียงประกาศย้ำตามตัวข้าพเจ้าดังออกมาสองรอบ ทำให้​ความรู้สึกตึงเครียด​ที่เพิ่งผ่อนคลาย​ไป​เมื่อสักครู่นี้ของข้าพเจ้า ​ได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง

"ชีวิตของจิตแพทย์" ​ที่​ต้องคอยแก้ปัญหาสภาวะทางจิตของคนอื่นๆ​ ​ได้ค่อยๆ​สะสมปัญหา​ที่​เป็นเศษตะกอนตกค้าง คาอยู่​ในห้วงแห่ง​ความรู้สึกสำนึก ประกอบ​กับภาระทางบ้าน​ที่เพิ่มขึ้น​ ​ทั้งทางด้านค่า​ใช้จ่ายของ การจราจร การแข่งขันอวดผลงานกันของผู้คนในหน่วยงาน ​โดยเฉพาะปัญหาในครอบครัว ​ที่ข้าพเจ้ามี​ความขัดแย่งอย่างรุนแรง​กับพ่อตา ทำให้สภาวะทางจิตของข้าพเจ้าตกต่ำลงทุกที อย่างไม่มีวันรู้ว่า "ฟางเส้นสุดท้าย" ​ที่ฉุดดึงข้าพเจ้าไว้ในโลกของ​ความ​เป็นจริง มัน​จะขาดผึงลง​เมื่อไหร่

พลันสายตาของทุกผู้คนภายในห้องโถงนั้น​ ก็หันกลับมาจับจ้อง​ที่ข้าพเจ้าอีกครั้ง อย่างเข้าใจ​และเห็นใจแกมเวทนา ​และข้าพเจ้าเองก็แอบเห็นแววตา​ที่คาดหวังให้ข้าพเจ้าหลบซ่อนปัญหาต่างๆ​ เช่นเดียวกัน​กับพวก​เขา ปะปนอยู่​ในดวงตาหมู่คนเหล่านั้น​ด้วย
"ติ๊งต่อง...​ ติ๊งต่อง...​ ขอเชิญคุณหมอ ธิติพนต์ โตวิจิตร...​. ขอเชิญคุณหมอธิติพนต์ โตวิจิตร ...​​ไปตรวจรับคน ไข้ ​ที่ตึกโรคจิตด้วยค่ะ​ ขอเชิญคุณหมอ ธิติพนต์ โตวิจิตร...​. ขอเชิญคุณหมอธิติพนต์ โตวิจิตร ...​​ไปตรวจรับคน ไข้ ​ที่ตึกโรคจิตด้วยค่ะ​" เสียงประกาศเรียกนั้น​ดังขึ้น​อีกครั้ง

ข้าพเจ้าจึงยกมือขึ้น​จับบัตรประจำตัวนายจิตแพทย์ ประจำสถาบันแห่งนี้ แล้ว​ลูบคลำอยู่​​ไปมาอย่างชั่งใจ
"ข้าพเจ้าควร​จะอยู่​​ที่นี่ หรือว่า​จะกลับ​ไปสู้​กับพ่อตาดี...​"
"ข้าพเจ้าควร​จะอยู่​​ที่นี่ หรือว่า​จะกลับ​ไปสู้​กับพ่อตาดี...​"
"ข้าพเจ้าควร​จะอยู่​​ที่นี่ หรือว่า​จะกลับ​ไปสู้​กับพ่อตาดี...​"
เสียงคำถามเดิมๆ​ วกวนอยู่​หัวข้าพเจ้าราว​กับแผ่นเสียง​ที่ตกร่องดังซ้ำๆ​อยู่​​ไปมา

​แต่สุดท้าย ข้าพเจ้าก็ยังไม่​สามารถหาคำตอบให้​กับตนเอง​ได้

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3473 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง แพร่งของจอมยุทธ์
ผู้แต่ง ทิดอินทร์
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๒๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๗ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17607 ], [85.1.245.60]
เมื่อวันที่ : 26 ก.ย. 2553, 02.21 น.

เคี้ยก เคี้ยก

แอบหัวเราะแบบตัวอิจฉา

เข้าใจพล็อตเรื่อง​ราวจริง ๆ​ อ่านแล้ว​เคลิบเคลิ้ม​ไป​กับโลกกึ่งจริงกึ่งหลอก

​และไม่ขาดอารมณ์ขันประสา "ทิดอินทร์"

จิตแพทย์​กับหมอโรคจิตคงไม่ห่างกันเท่าไร (ทำให้นึกถึงจิตแพทย์ในเรื่อง​นิยายตราแมวของลุงเปี๊ยก​ไป​พร้อม ๆ​ กัน)

มอบดอกไม้ให้ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : กิตติกร รุ่งเรือง [C-17608 ], [124.120.1.162]
เมื่อวันที่ : 26 ก.ย. 2553, 03.03 น.

ขอบคุณครับ​ คุณรจนา ​ที่​ได้ให้​ความสนใจ
ผม​จะพยายามต่อ​ไปนะครับ​
ขอบคุณครับ​สำหรับดอกกุหลาบ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : มะขวิด [C-17629 ], [118.173.73.68]
เมื่อวันที่ : 28 ก.ย. 2553, 12.50 น.

ดูจากสำนวนการเขียนแล้ว​ ท่านจอมยุทธ์คง​เป็นผู้มัวเมาในกลิ่นอายน้ำหมึกนิยายจีน หากมิใช่ก็คงผิดพลาดจากการคำนวนไม่มากนัก

คมคายยิ่งนัก คมคายยิ่งนัก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ทิดอินทร์ [C-17635 ], [124.121.247.171]
เมื่อวันที่ : 28 ก.ย. 2553, 17.05 น.

ปราดเปรื่องยิ่งนักครับ​ ท่านมะขวิด
จริงๆ​แล้ว​ผมเริ่มจากสนใจในเรื่อง​ราวของตัวละครในหนังสือครับ​
​และตอนหลังๆ​ผมกลับหลงไหลใน สำนวนแบบ "ยุทธ์นิยาย"​เพราะค่อนข้างกระชับ สั้น
มีกลิ่นอาย​ความ​เป็นโบราณ ​แต่สำนวนแบบนี้​ส่วนใหญ่​จะ​ใช้ในหนังสือ นวนิยาย​กำลังภายใน
สุดท้ายคนเลย​เรียกกันว่าสำนวนจีน​ไปด้วย

ผมเลย​มองว่า ​ถ้าหากเล่าเรื่อง​ราวในภาคพื้นนี้ ผ่านสำนวนแบบ "ยุทธ์นิยาย" ​จะ​เป็นเช่นไร

สุดท้ายเลย​เกิด "จอมคนพลิกปฐพี" ​เพื่อแก้ข้อสงสัยของตัวเองครับ​
ขอบคุณคุณมะขวิด​ที่แวะมาอุดหนุนนะครับ​

ด้วยจิตคารวะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : จุฑา [C-18160 ], [223.204.87.88]
เมื่อวันที่ : 05 มี.ค. 2554, 14.53 น.

สนุกดีครับ​ แนวเรื่อง​หลอกในตอนแรกแบบนี้ ผมชอบมากรู้สึกว่า​มีรสชาติดี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : เล็ก โยธา [C-18203 ], [49.229.201.5]
เมื่อวันที่ : 07 เม.ย. 2554, 12.35 น.

คุณทิดอินทร์

เรื่อง​ไม่​เป็นเรื่อง​ ก็พล็อต​เป็นเรื่อง​​ได้ดี ...​.เจ๋งเหมือน ก๊วยเจ๋ง ครับ​

ผมว่านักเขียน ​ต้องข้ามมิติของ​ความคิดให้​ได้ครับ​

คุณทิดอินทร์ ​ได้...​.ข้าม​ไปแล้ว​...​...​.

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : ทิดอินทร์ [C-18205 ], [124.121.226.6]
เมื่อวันที่ : 08 เม.ย. 2554, 00.06 น.

ขอบ​พระคุณมากครับ​พี่เล็ก ​ที่ตามมาให้​กำลังใจครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น