นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓
..."​​ที่นั่งเรามีเหลือเฟือ พี่นั่ง​​ได้อย่างสบาย มะ..ผมถือกระเป๋าให้" "ไม่​​เป็นไรๆ​​" "โอเค...​​งั้นตามผมมาเลย​​พี่ รถจอดอยู่​​ทางนี้ เต็ม​​เมื่อไหร่ออกเลย​​ครับ​​"...
"กรุงเทพครับ​พี่...​​ที่นั่งเรามีเหลือเฟือ พี่นั่ง​ได้อย่างสบาย มะ..ผมถือกระเป๋าให้"
"ไม่​เป็นไรๆ​"
"โอเค...​งั้นตามผมมาเลย​พี่ รถจอดอยู่​ทางนี้ เต็ม​เมื่อไหร่ออกเลย​ครับ​"

ผมนั่งรถ​โดยสารประจำทาง​ที่วิ่งมาจากอำเภอโนนไทย ก่อนรถเข้าโค้งบขส.นคราชสีมา รถยังไม่ทันจอดสนิทดี ก็​จะถูกเด็กรถขาซิ่งวิ่งตาม กระโดดเกาะประตู ​พร้อมตะโกนโหวกเหวกเรียกหาผู้​โดยสาร ส่งเสียงดังแข่งกันให้ขรม ​ส่วนผู้​โดยสารก็ตั้งท่า​จะลง แล้ว​ช่างวุ่นวายเสียจริงบางคนถูกตามตื้อถามจนน่ารำคาญ บางคนเจนจัดหน่อย​ ลงรถ​ได้ก็ก้มหน้าเดินดุ่ยดุ่ย จนพ้นรัศมีเด็กรถพวกนี้​ไป​ได้อย่างง่ายดาย

จากปกติ​ที่เคย​ใช้​แต่บริการรถไฟมาตลอด ​เมื่อ​ต้องเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง ด้วยบ้านเกิดอยู่​บัวใหญ่ ก็ตรงดิ่งหารถไฟเลย​ ตีตั๋วรวดเดียวยาวถึงบางกอก มาครั้งนี้ ทางรถยนต์นี่แหละ​ ​ที่ผมอยากลองนั่ง ​และสัมผัสสักครา​เพื่อ​เอาไว้​เป็นประสบการณ์ ​ซึ่งหากผม​จะนั่งสามล้อเครื่อง​ไปขึ้น​รถไฟ​ที่สถานีต้นทางนครราชสีมาก็​ได้ ​แต่ก็คงไม่มี​ที่นั่งอยู่​ดี ​ที่นั่นผู้คนก็คงเนืองแน่นเบียดเสียดกันขึ้น​รถไม่ต่างจาก​ที่ บขส.แห่งนี้​เป็นแน่

อีกใจก็เกิด​ความ​ต้องการ​ที่อยาก​จะลองนั่งรถ​โดยสารธรรมดาๆ​ดูสักครั้ง ​แม้ไม่​ได้นั่งรถปรับอากาศ ​แต่ขอให้มี​ที่ให้นั่ง​เป็นพอ อีกหน่อย​หลัง​แต่งงาน ผมคง​ได้ขึ้น​รถ​โดยสารเข้ากรุงเทพฯ​เป็นว่าเล่น ​เพราะ​ต้องย้ายมาเกาะ...​เอ๊ย!!!.มาอยู่​บ้านภรรยา มา​เป็นเขยต่างอำเภอ เอ้า!!! ​ได้นั่งก็โอเคแล้ว​น้อ ลุยๆ​แบบนี้ล่ะ ลองดู!! ดูซิว่า..​ถ้านั่งรถไม่ติดแอร์แล้ว​มัน​จะ​ไปไม่ถึงกรุงเทพฯ

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คน​ที่​จะเดินทางกลับเข้า​ไปทำงานยังเมืองหลวง รวม​ทั้งเสียงเครื่องยนต์ของรถ​ที่ขยับเคลื่อนเข้าออกอย่างยากลำบาก การเบียดเสียดแก่งแย่ง ​เพื่อซื้อตัวของรถปรับอากาศ ​และของรถสายอื่นๆ​ ทำให้สถานีขนส่งโคราชหลังวันสงกรานต์ดูคับแคบ​ไปทันที แฟนผมเล่าว่า ​เขา​กำลังสร้างสถานีบขส.​ที่ใหม่อีกแห่ง คง​ได้​ใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ​เพราะ​ที่นี่มันคับแคบเกิน​ไป

สงกรานต์ปี​ที่แล้ว​ (พ.ศ.๒๕๓๒) ​ที่ผม​ได้​ใช้บริการรถไฟ ภาพผู้​โดยสาร​ที่เนืองแน่น​ที่ต่างไม่ยอมพลาดโอกาสการเดินทางกลับบ้าน ​ต้องเบียดเสียด อัดแน่นอยู่​ในขบวนรถ รวมถึงภาพการปีนขึ้น​​ไปนั่งบนหลังคารถไฟแล้ว​เกิดอาการเสียวสยองกลัวการตกหล่น ทุกชีวิต​ที่มาขายแรงานในเมืองกรุง ​ส่วนใหญ่​เป็นลูกอีสานเหมือนผม ​เมื่อถึงเทศกาล​ต้องกลับ​ไปเยี่ยมบ้านเกิด ​ที่มีคนรักเฝ้ารอคอย สำหรับผมถือว่ามัน​เป็นภาพของการคืนสู่เหย้ากลับเรือน​ที่คึกคัก อีก​ทั้งยัง​เป็นการหลอมดวงใจของผู้​ใช้แรงงานลูกอีสานให้​เป็นหนึ่ง​เดียว​ได้​เป็นอย่างดี

ผมก้าวสั้นๆ​เดินตามเด็กรถ ลัดเลาะเบียดเสียดผ่านผู้คน​ที่แน่นขนัด จนออกมาถึงรถ​ที่​จะพา​ไปถึงจุดหมายปลายทาง ป้าย​ที่เขียนติดข้างรถ​ทั้งสองข้าง นครราชสีมา-กรุงเทพฯ โอ้โฮ!!! ยังเหลือร่องรอยจากการถูกอาบแป้ง​ทั้งคัน นี่ขนาดล้างออก​ไปบ้างแล้ว​ ก็ยังเหลือกลิ่นอาย​ที่ผ่านการฉลองสงกรานต์มาอย่างเต็มอิ่ม มีผู้​โดยสารอยู่​บนรถก่อนแล้ว​เกือบค่อนคัน ​และ​ที่​กำลังยืนออเตรียมขึ้น​อยู่​ก็อีกหลายสิบคน

ขณะเดินขยับๆ​เบียดๆ​กัน​ที่หน้าประตูรถ ​เพื่อขึ้น​​ไปหา​ที่นั่ง ผมก็ยังไม่วาย​ที่​จะก้มมองดูสภาพของตัวเอง เสื้อผ้า​ที่ผ่านการรีดมาอย่างประณีต..ด้วยมือของผมเอง ตอนนี้สภาพมันยับยู่ยี่ ดึงๆ​ปัดๆ​​ไปงั้นล่ะ ​แม้!!! เสียแรงรีดมาซะอย่างเรียบ ​ส่วนเป้​ที่สะพายมา ผมกอดแนบอกไว้อย่างดิบดี กันเบียดกันกระแทก​ไปในตัว ​เพราะของ​ที่อยู่​ในนั้น​มันมีค่าพอดูทีเดียว ค่า​โดยสารแปดสิบหกบาท​ ไม่แพงครับ​​กับราคานี้ ไม่​ต้องมีตั๋ว ​แต่จ่ายกันสดๆ​เลย​ก่อนขึ้น​

​เมื่อแหงนมองสภาพรถสีแดงๆ​ เปิดหน้าต่างทุกช่องของ​ที่นั่ง โอเค..พอ​ได้ สมน้ำสมเนื้อสมราคา สัมภาระของ​แต่ละคน​ที่นำติดตัวมา​เพื่อนำกลับ​ไปเมืองหลวง​ที่ชินตาเลย​ก็​คือกระสอบปุ๋ย​ที่บรรจุข้าวสาร​ที่แบกหามกันมาจนหลังโกง

ขณะนั้น​​เป็นเวลาสามโมงเช้า​ ผม​ได้​ที่นั่งฝั่งซ้ายมือ ติดขอบหน้าต่าง ข้างๆ​ผม​เป็นหนุ่มใหญ่ร่างบึกบึน มองจากใบหน้า โหนกแก้ม จมูก บอกลักษณะเด่นของคนประจำถิ่นนี้ ผมทักทายด้วยการยิ้ม​ที่มุมปาก พี่แกก็รักษามารยาทตอบกลับด้วยท่าทีแบบเดียวกัน

ผู้​โดยสารถูกตามมาเรื่อยๆ​ จนไม่มี​ที่นั่งเหลือแล้ว​ มองออก​ไปนอกหน้าต่าง รถสีแดงคันอื่นๆ​สามสี่คัน​ที่จอดอยู่​ใกล้ๆ​ ต่างมีผู้​โดยสารอัดแน่น ยืนห้อยโหนกันเต็มตลอดทางเดิน ​แต่ละคันการทรงตัว​จะเอียงหนัก​ไปอีกข้างอย่างเห็น​ได้ชัด ​เพราะน้ำหนัก​ทั้งคน ข้าวสาร รวมถึงเสบียงจากบ้านเกิด ​ที่ถูกแบกติดไม้ติดมือมานั่นเอง

ผมนั่งนิ่งเหม่อมอง​แต่ไม่​ได้เหม่อลอย..สายตาเพ่งมองออกนอกตัวรถ ​ได้ยินเสียงพัดลมภายในรถดังแกรกๆ​ ​ความเย็นพอ​จะช่วยลดบรรยากาศ​ที่เริ่มร้อนขึ้น​มา​ได้บ้าง สาวๆ​หนุ่มๆ​ พี่ป้าน้าอา ต่างกุลีกุจอเร่งตัวเอง​เพื่อให้​ได้ขึ้น​รถ สภาพ​ความแออัดของสถานีขนส่งเวลานี้ มันทำให้หลายๆ​คนเกิดอาการเครียด

นาฬิกาข้อมือ ถูกยกขึ้น​ลง ครั้งแล้ว​ครั้งเล่า บ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน บ้างก็เดิน ถึง​กับวิ่งก็พอมีให้เห็น ไหน​จะแบกของ ไหน​จะเร่งรีบ​เพื่อให้​ได้ขึ้น​รถ ผมพยายามมองหาคน​ที่เฮฮายิ้มแย้มแจ่มใส ​แต่ก็ไม่มีให้เห็นเลย​ในช่วงเวลานี้ อ้อ!!! มีเหมือนกันวุ้ย...​นั่นสาวเจ้ายืนยิ้มบิด ส่าย​ไปส่ายมา ข้างๆ​ก็มีเจ้าหนุ่มน้อยยืนจ้อรดต้นคอ ​เขาคงพร่ำคำหวานใส่สาวเจ้า​ไปเรื่อย หนุ่มสาว ก็มัก​เป็นอย่างงี้แหละ​ ​ความรัก? ของ​ใครของมัน บทมัน​จะเบ่งบาน มันไม่เลือกสถาน​ที่​และไม่สนใจบรรยากาศของคนอื่นหรอก ​แม้!!! เห็นหน้าสาวเจ้ายืนโย้หน้าโย้หลังแล้ว​ ทำให้ผมอด​ที่​จะคิดถึงแฟนของตัวเองไม่​ได้ ​กำลังคิดเคลิ้มๆ​ ก็​ต้องหลุดจากภวังค์นั้น​ทันที

โอ๊ะ นี่ถึงขนาดหอบลูกจูงหลานกันเลย​หรือ ทำไมหนอ? ทำไม? ไม่อยู่​ทำมาหากิน​ที่บ้านเกิดกันหนอ ลูกอีสานบ้านเฮา ​ต้องดำเนินชีวิตแบบนี้​ไปอีกนานแค่ไหน? พ่อแม่ดุเด็ก ​เมื่อเด็กถูกดุก็ร้องไห้งอแง สามีภรรยาหน้าหงิกงอใส่กัน​เมื่อหารถขึ้น​ยังไม่​ได้ ดูจากการ​แต่งตัวคง​จะกลับ​ไปทำงานก่อสร้าง ก็ผมเห็นแบกถุงปุ๋ย ถือใบเลื่อยลันดา​ที่ห่อหุ้มด้วยกระดาษหนา เสื้อผ้า​ที่​เขาคงคิดว่ามันใหม่สุดแล้ว​ ​แต่สายตาผมกลับบอกว่ามันเก่า​และเก่าแบบผ่านหยาดเหงื่อของผู้สวมใส่มานานพอดู

ผมมองเลย​ผ่าน​ไปอีกฟาก อื๋อ.อ.อ..!!!นั่นป้า​กับลูกสาว ​ที่​แต่งตัวทันสมัย บวก​กับผิวพรรณ​ที่ออก​จะคล้ำ เครื่องประดับดูพองาม ​แต่ก็ยังดูไม่ลงตัว มันยังขัดตาผมอยู่​ดี ผมนั่งนิ่ง มอง​และพยายามคิดตาม​ไปว่า ป้า​กับลูกสาวนี้น่า​จะกลับ​ไปทำงานอะไร​​ที่เมืองกรุง เออ..แล้ว​ผม​จะ​ต้องมานั่งคิดวิเคราะห์ทำไมเนี่ย ​แต่เชื่อว่าหลายๆ​คนก็น่า​จะ​เป็นเหมือนผม ​ที่​ได้นั่งมองอะไร​รอบๆ​ตัวแล้ว​​ต้องคิด​ไปต่างๆ​นานา ผมว่า...​ผมคิดถูกอย่างหนึ่ง​ล่ะ นั่น​คือสองคนนี้ ​ต้อง​เป็นแม่ลูกกันแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ สัด​ส่วนเค้าโครงของใบหน้า มองปราดเดียว ฟันธง​ได้ในทันที

ผมคิดหาคำตอบ​กับสองแม่ลูกคู่นี้อยู่​ครู่ใหญ่ ​แม้​จะหัน​ไปทางอื่นแล้ว​ สายตาผมก็ยังวกกลับมา​ที่เดิมอีกอยู่​หลายครั้งหลายครา สุดท้ายผมก็ถึงบางอ้อสำหรับคำถามในใจของตัวเองเกี่ยว​กับป้า​และลูกสาวคู่นี้ ​เมื่อเห็นชาวต่างชาติร่างใหญ่ แก่ หัวล้านจนเกือบโล้น ตัวอ้วนลงพุง เดินอาดๆ​มา​ที่สองสุภาพสตรี ​ที่ดูขัดๆ​สายตาของผมมา​แต่ทีแรก ​ที่แท้คุณป้า​ได้เขยนอก​เป็นฝรั่งพุงพลุ้ย อ๋อ..คำตอบมันอยู่​ตรงนี้นี่เอง ​แม้!!!

"ชิดในหน่อย​ครับ​ เทศกาลคนเยอะครับ​ เบียดๆ​กัน​ไปครับ​"

​กำลังคิดเพลินๆ​ ​กับภาพ​ที่มองเห็นรอบๆ​นอกตัวรถ แถวเดินกลางของรถคัน​ที่ผมนั่ง ผู้​โดยสารก็ถูกจัดยืนไม่ต่างจากคนอื่นๆ​ ด้วยผู้​โดยสาร​ที่แน่นเต็มคันรถ ​ทั้งนั่ง​ทั้งยืนก็น่า​จะประมาณหกสิบคนเห็น​จะ​ได้ รถ​ที่ผมขึ้น​​ได้เวลาเคลื่อนตัวแหวกฝูงชนออกจากสถานีขนส่งนครราชสีมาอย่างช้าๆ​ เสียงเด็กรถตะโกนบอกคนขับดังไม่ขาดระยะ คันโน้นก็​จะเข้า คันนี้ก็​จะออก ผู้คนก็หลั่งไหลกันมาอย่างไม่ขาดระยะ ​ความแออัดของฝูงชนเมืองโคราชในยามนี้ มันน่าอึดอัดวุ่นวายเสียจริง

เด็กรถสองคนช่วยกันอย่างแข็งขันขะมักเขม้น คนหนึ่ง​ยืนเกาะประตูบอกทางอยู่​บนรถ ​ส่วนอีกคนก็ลง​ไปเคลียร์ผู้คน​ที่เดินกีดขวางเส้นทาง คนขับรถสวมแว่นดำมาดเท่นำรถประจำทางคันแดง เอียงซ้ายนิดๆ​ เคลื่อนตัวหลุดพ้นจากสถานีมา​ได้อย่างทุลักทุเล

พอรถตั้งหลักยืนระยะการวิ่ง​ได้ ลมเย็นๆ​เริ่มพัดเข้าสู่ตัวรถ ถ่ายเทอากาศ​ที่อับฉุนจากกลิ่นกายของผู้​โดยสาร​แต่ละคนมารวมกันให้กระจายออก​ไปนอกรถ ผมหันหน้ามองออกนอกตัวรถเหมือนเคย สูดหายใจซื๊ดใหญ่รับอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด มองดูท้องฟ้าก็ปลอดโปร่ง

ถนนมิตรภาพสี่เลนขาเข้ากรุงเทพฯ หนาแน่นด้วยรถเล็ก ใหญ่ ​ส่วนอีกฝั่งโล่ง รถราก็วิ่งมีบ้างประปราย ​ส่วน​เพื่อนผู้​โดยสารภายในรถ ​ทั้งนั่ง ยืนก็คงเหมือนผมนั่น​คือ ปล่อยหู​ได้ยินเสียงพูดคุย​ที่เริ่ม​จะมีขึ้น​มาบ้างแล้ว​​เป็นครั้งคราว สายตาเพ่งออกสู่ภายนอก ​เพราะทิวทัศน์ข้างทางมันน่าสนใจมากกว่า ระยะทางอีกยาวไกลกว่า​จะถึงกรุงเทพฯ ผมจึงอยาก​จะจดจำเส้นทางสถาน​ที่ ​ที่รถวิ่งผ่าน​ไป​แต่ละจุดมากกว่า

รถ​โดยสารปรับอากาศชั้น 1 ชั้น 2 สีฟ้า วิ่งเลย​หน้าผ่าน​ไปคันแล้ว​คันเล่า ​แต่รถ​ที่ผมนั่งมาก็ใช่ย่อย ​แม้มาตรฐานการให้บริการไม่อาจเทียบเท่า​กับรถแอร์ ​ความเร็วก็ถือว่า​ใช้​ได้ ผู้​โดยสาร​ที่​ต้องการประหยัด ก็เลือก​ที่​จะ​ใช้บริการรถประเภทนี้ ราคา​กับสภาพรถ​ทั้งสองอย่างดูลงตัว ​ส่วนเด็กรถ​ที่​ใครมัก​จะบอกว่า น่า​จะแสบพอตัว ผมว่ามันก็ไม่​ได้ดูเลวร้ายอะไร​มากนักสำหรับชายหนุ่ม​ที่เดินทางคนเดียวอย่างผม ​แต่​ถ้า​เป็นสาวๆ​หน้าตาจิ้มลิ้ม มาเดี่ยวๆ​ ก็ย่อมมีสิทธิ​ที่​จะมองพวก​เขาแบบนั้น​ ​แต่เท่า​ที่เหลือบๆ​มอง แบบผ่านๆ​ มีสาวๆ​น้อยคน แทบ​จะไม่มีเสียด้วยซ้ำ ​แต่ผมว่า​เมื่อ​พร้อม​ที่​จะเลือกขึ้น​รถ​โดยสารแบบเปิดโล่งตะลุยทุ่งแบบนี้แล้ว​ อย่าหวาดระแวง​กับคนรอบๆ​ข้างมากนักเลย​​จะดีกว่า ​เพราะ​ส่วนใหญ่แล้ว​ ก็​เป็นพี่น้องหมู่เฮาลูกชาวนาเหมือนๆ​กัน​ทั้งนั้น​

รถวิ่งชะลอ​เมื่อมาถึงสามแยกปักธงชัย มีผู้​โดยสารอยู่​กลุ่มใหญ่ ยืนโบกรถ​ที่ผมนั่งมา เด็กรถโหนตัวโล้ออกนอกตัวรถ ​พร้อม​กับโบกชะลอ ​เพื่อเทียบจอดชิดซ้าย

"เฮ้ย..คนมันเต็มแล้ว​นี่นา แล้ว​​จะจอดทำไม"
ผู้​โดยสาร​ที่ยืนอยู่​แถวกลางอย่างหลวมๆ​ตะโกนขึ้น​​พร้อม​ทั้งอัดด้วยผู้​โดยสาร​ที่รับขึ้น​มาใหม่อีกหกคน

เออ...​ เวลารถจอดนี่ มันดู อึดอัด อบอ้าวร้อนผ่าวๆ​ยังไงชอบกล ชายหนุ่ม​ที่นั่งข้างๆ​ผม เริ่มเอียงหัวไหล่มาชนไหล่ผม คง​เพราะถูกคน​ที่ยืนเบียดเข้าให้ ผมรู้สึกเห็นใจ ​และเข้าใจหัวอกของคน​ที่​ได้ตั๋วยืน ​แต่​จะทำไง​ได้ ต่างคนก็อยาก​ไปถึงจุดหมายปลายทางกันทุกคนนี่นา

​ระหว่าง​ที่เด็กรถ​กำลังจัดคน ผมเริ่มมีอาการปวด​ที่ขมับขึ้น​มานิด ไม่มีลมพัดผ่าน มี​แต่เสียงบ่นของผู้​โดยสารบางคน ผู้​โดยสาร​ที่ยืนอยู่​​ทั้งด้านหน้า​และด้านหลังของรถ ต่างส่งเสียงบ่นงึมงำๆ​ ว่ามันเต็มแล้ว​ ​จะจอดรับขึ้น​มาอีกทำไม? สมองผมก็สนับสนุนตามขึ้น​มาทันที เอ้อ..ใช่..ใช่..ใช่ มันเต็มแล้ว​ ​ที่​จะยืนก็แทบ​จะไม่มี ​จะอัดให้​เป็นปลากระป๋องเลย​หรือไงวะ ​แต่​เมื่อหวนกลับ​ไปคิดอีกด้าน เอ๊ะ… ​ถ้าเกิดผู้​โดยสาร​ที่ขึ้น​มาใหม่ พวก​เขา​เป็นญาติพี่น้องชาวนา​ที่ผมสนิทชิดเชื้อ ​เป็นน้า อา ลุง ป้า ของผมล่ะ

นั่นสิ...​ไอ้คน​ที่พูดๆ​​และบ่นๆ​ มันช่างน้ำใจเแห้งแล้ง​และคับแคบเสียจริงๆ​ โคตรเห็นแก่ตัว ช่างน่ารังเกียจ ดูสิ ดูคน​ที่​กำลัง​จะขึ้น​มาบนรถสิ สายตา​ที่มีฝันมี​ความหวังของ​แต่ละคน ร่างเล็กเตี้ย หัวคิ้ว​ทั้งสองข้าง​ที่ถูกย่นงอเข้าหากัน แล้ว​พวก​เขา​จะ​ไปไหนกันล่ะ

ก็​ไปกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร​ที่เดียวกัน ​ไป​ใช้แรงแลกเงิน​เพื่อเลี้ยงปากท้องเหมือนๆ​กัน จากบ้านเมืองเกิดนอนมาเหมือนกัน พื้นเพก็ชาวนาเหมือนกัน ใจ​เขาใจเรา บ้านนอกเหมือนๆ​กัน อดทนรักกัน เบียดๆ​กัน​ไป ดังนั้น​อย่ากีดกัน อย่าต่อว่า อย่าเปล่งเสียงบ่นออกมาให้ขัดหูกันเลย​ เก็บไว้ เก็บไว้ ให้มันปวดอยู่​ในหัวนี่ล่ะ

​แต่แล้ว​ รถปอ.4 คันโก้ ของผมรับคนเพิ่ม​ได้อีกหกคนแค่นั้น​ ยังเหลืออีกหลายสิบคน​ที่​ต้องยืนตากแดดรอรถคันต่อ​ไป แววตาจากเบื้องล่าง มองรถ​ที่เคลื่อนออก​ไปอย่างผิดหวัง ​ที่พลาดโอกาสอันดี​ไปต่อหน้าต่อตา

หากลองคิดคำนวณค่า​โดยสาร คนเดียวหรือแค่สองสามคน ของรถปรับอากาศชั้นหนึ่ง​ สำหรับคนชั้นกลางแล้ว​มัน​เป็นจำนวนเงิน​ที่น้อยมาก ​แต่​ถ้า​เป็นคนชั้นติดดินหรือชั้นรากหญ้าอย่างลุงป้าน้าอา ​ซึ่งด้อยการศึกษา หวัง​ที่​จะพาตัวเองเข้า​ไปสร้างตึกในเมืองหลวงแลก​กับค่าแรงอันน้อยนิด สี่ห้าคน​กับค่ารถ เกือบๆ​หกร้อยบาท​ การเลือก​โดยสารรถคันแดงเปิดหน้าต่าง ย่อม​เป็นทางเลือก​ที่ดี​ที่สุด ​เพราะประหยัดเงิน​ได้มาก ​เป็นผม...​ก็คงไม่สนใจ​กับการ​ได้นั่งสบายๆ​บนรถแอร์ แค่รถแดงธรรมดาๆ​ก็เพียงพอ

"ใช่เลย​ ขึ้น​มาเลย​ แบ่งๆ​กัน​ไปครับ​ คนบ้านนอกเหมือนกัน พี่น้องกัน​ทั้งนั้น​ ขึ้น​เลย​ครับ​ขึ้น​เลย​"

ผมอยากลุกขึ้น​พูดประโยคนี้ แบบดังๆ​ ​เอาให้ดัง​ไปทั่วรถ​แต่ก็​ได้แค่นั่งขมวดคิ้ว คิดแล้ว​ก็คิด บ๊ะ...​มันปวดหัวดีแท้ๆ​ ลมพัดโชยมากระทบใบหน้าอีกครั้ง ผมสูดลมหายใจซื๊ดใหญ่ นี่ล่ะ​ที่ผม​ต้องการ ​แต่บรรยากาศภายในรถกลับเงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดคุยกันสักแอะ คง​ต้องรอให้อากาศ​ที่อบอ้าวอึมครึมภายในรถ ถูกลมพัดถ่ายเทออก​ไปให้หมดก่อน

โชเฟอร์ปิดพัดลม​ที่เปิดตอน​ที่จอดรับผู้​โดยสารชุดล่าสุด ​พร้อม​กับเปิดเพลง น่า​จะ​เป็นเทปเพลงมากกว่า​ที่​จะ​เป็นรายการวิทยุ ​ซึ่งก็(อาจ​จะ)ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ของผู้​โดยสาร​ที่​กำลังยืนถูไถเบียดเสียดกัน​ได้ระดับหนึ่ง​ ​ถ้ามี​ใคร​กำลังเดาว่า คนขับคงเปิดเพลงลูกทุ่งหรือไม่ก็หมอลำแน่ๆ​ ขอบอกว่าคุณเดาผิดครับ​ ​แต่​เป็นเพลงของ อัสนี​และวสันต์ โชติกุล ต่างหาก

"​ได้อย่างก็​ต้องเสียอย่าง เลือกเดินบนทางสักทาง​ได้ไหม เลือก.ก.ก.ก...​มาว่า​จะรัก.ก.ก...​​ใคร"
ชอบครับ​..ผมชอบเพลงนี้ ฟังแล้ว​นึกถึงสมัย​เป็นนักเรียนเทคนิค เคยตาม​เพื่อนๆ​เดินแวะเข้า​ไปเ​ที่ยวตลาด แถวอนุสาวรีย์ย่าโม ร้านค้าเปิดเพลงนี้กันให้ลั่นทุกแผงเทป ​เมื่อคอนเสิร์ตของอัสนี มาแสดง​ที่โคราช ก็ชวน​เพื่อนๆ​เข้าชมกัน จำ​ได้ว่าดื่มด่ำ​กับการแสดงนี้ถึงสองครั้ง

ผมยังคงนั่งมองออกนอกตัวรถ สลับ​กับเหลือบมอง​เพื่อนร่วมทางบ้าง​เป็นครั้งคราว กระเป๋าสะพายของผมยังคงถูกประคองกอดแนบไว้​ที่หน้าขาของตัวเอง ขยับตัว​เป็นบางครั้ง ​เมื่อรู้สึกว่า​ กางยีนส์ตัวเก่งมันยึดตึงนานเกิน​ไป

บรรยากาศ​ทั้งคันรถเย็นสบายขึ้น​ ​เมื่อรถออกวิ่งยืนระยะอีกครั้ง ผมว่ามันก็แปลกดีนะ..พอรถวิ่ง​ไปนานๆ​ จาก​ที่อัดกันมาแน่นๆ​ ผู้​โดยสารก็เหมือน​จะดูขยับเขยื้อนเคลื่อนตัว​ได้บ้างแล้ว​ เริ่มมีพูดคุยทักทายกัน สงสัยว่า..เวลารถวิ่งหลบหลุมหักซ้ายหักขวา พ้นบ้างไม่พ้นบ้าง กระแทกกระทั้นกัน​ไปเรื่อยๆ​ บนรถ​ที่แน่นๆ​ก็เลย​หลวม ดูขยับตัวหันซ้ายหันขวากัน​ได้ จากคนแปลกหน้า..หน้าแปลก เวลาชั่วโมงกว่าๆ​บนรถ​โดยสารธรรมดาชั้นชาวบ้าน มิตรภาพ​ความคุ้นเคยเริ่มขึ้น​กัน​ได้แบบง่ายๆ​

ผมเองก็อยากพูดคุย​กับ​เพื่อนร่วมทาง​ที่นั่งข้างๆ​ ​แต่ตอนนี้พี่แกเล่นนั่งหลับตาอย่างเดียว หัน​ไปกี่ทีๆ​ก็อยู่​ท่าเดิม ไม่รู้ว่าหลับจริงหลับเล่น

นั่นแน่ เข้าใจแล้ว​ อืม...​พอ​จะเข้าใจ ​เขาคงกลัวว่าผู้​โดยสาร​ที่ยืนอยู่​ข้างๆ​​ที่​เป็นชายหญิงน่า​จะ​เป็นสามีภรรยาอันนี้ภาพมันฟ้องไม่​ต้องเดา เหลือบๆ​มองแล้ว​ อายุก็น่า​จะใกล้เคียง​กับพี่แก​ทั้งคู่ ผู้หญิงก็ดูตัวโตกว่าผมอีก บ่อยครั้ง​ที่เธอพยายามส่งสายตามอง มา​ที่ผม​และพี่แกอยู่​บ่อยครั้ง คง​จะค่อนขอดด้วยสายตามากกว่า พี่แกก็เกรงว่า​จะถูกกล่าวหาในใจ..ว่าแล้งน้ำใจ​กับสุภาพสตรี ก็เลย​แกล้งนั่งหลับตา​เอาดื้อๆ​ซะงั้น

​ถ้าลอง​เป็นผม​ได้นั่งตรงนั้น​ เห็นสุภาพสตรีร่างใหญ่แข็งแรง ไม่​ได้ดูโดดเดี่ยวอะไร​ อีกอย่างระยะทางมันก็ยังอีกไกลแสนไกลกว่า​จะถึงจุดหมาย ​เป็นผม ผมก็​ต้องทำแกล้งหลับเหมือนกัน ​ซึ่งมันก็​เป็นโชคดีของผม​ที่​ได้นั่งชิดติดใน ไม่งั้นคง​ได้นั่งหลับตาว้าวุ่นใจ​ไปตลอดการเดินทาง​เป็นแน่แท้

ผ่านสูงเนิน สีคิ้ว ทำให้นึกถึงเพลงลูกทุ่งขึ้น​มาเพลงหนึ่ง​ ของ แสนสุข แดนดำเนิน ​ทั้งๆ​​ที่เพลงของโชเฟอร์ ยังคง​เป็นของพี่ป้อม​กับพี่โต๊ะอยู่​ "ผ่านสีคิ้วอำเภอสูงเนิน มองเผินเผินดังเนินเนื้อนาง" เนื้อเพลงเค้า​แต่ง​เป็นช่วงขาขึ้น​เข้าโคราช ไล่ตั้งแต่หินกอง หนองแค ปากช่อง ขึ้น​มาเรื่อย จนมาถึงปลายทางโคราช บทจบของเพลง ดันมาเจอสาวเจ้า​กำลังเข้าพิธี​แต่งงาน เฮ้อ คนบ้านเดียวกัน ดันมาทำกันเจ็บซะ​ได้

เข้าเขตลำตะคองแล้ว​ ผู้​โดยสารสามีภรรยาคู่เดิม​ที่​ได้ตั๋วยืน สามีชี้ให้ภรรยาหันหน้า​ไปทางฝั่งขวามือ
"นี่ไง เขื่อนลำตะคลอง เคยเห็นยัง"
พวก​ที่นั่งอยู่​ฝั่งซ้ายบางคนก็พยายามชะโงกหน้าโงหัว มองหาช่องว่าง รวม​ทั้งผมด้วย ​ซึ่งแวบหนึ่ง​ของ​ความคิด ตอนนี้ผมอยาก​ได้ตั๋วยืนมั่งจัง แล้ว​รถก็วิ่งเลย​ผ่านลำตะคอง​ไป ทิ้ง​ความผิดหวังให้ผมมากพอดู ผมไม่​สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ ผืนน้ำ ของเขื่อนลำตะคอง​ได้​แม้​แต่นิดเดียว ​แม้ผม​จะเคยสัมผัสลมเย็นๆ​ครั้ง​เมื่อนั่งรถไฟ มันเห็นจนชินตา ​แต่​จะว่า​ไป​เมื่อมีโอกาสนั่งรถประจำทางก็น่า​จะ​ได้ยลบ้างสักนิดก็ยังดี

สิบเอ็ดโมงครึ่ง กลิ่นไก่ปิ้งหอมฉุยโชยมาเตะจมูก ​เมื่อรถ​โดยสารจอดเทียบท่าอีกครั้ง​ที่ บขส.ปากช่อง ทำให้นึกหิวข้าวขึ้น​มาทันที ผู้​โดยสารถูกเบียดด้วยแม่ค้าหลากหลายเมนู ผมซื้อน้ำเปล่ามาขวดหนึ่ง​ด้วยราคาสิบบาท​ แพงว่ะ...​​แต่ก็​ต้องจ่าย

หลายคนเริ่มงัดข้าวเหนียวมาปั้นจิ้มเคี้ยวหงับๆ​ กลิ่นหมูปิ้งไก่ปิ้งตลบอบอวล​ไปทั่วคันรถ ชวนน้ำลายไหล​เป็นยิ่งนัก ​แต่มีอยู่​กลิ่นหนึ่ง​​ที่ผม​ต้องสูดหายใจแล้ว​​ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างหลีกเลี่ยงมิ​ได้ โอ้ว...​ทำไมมันช่างหอมอะไร​อย่างนี้ กลิ่นตะไคร้ ใบมะกรูดหอมกระเทียม ผมอดไม่​ได้​ที่​จะกอด​และกุมกระเป๋าเสื้อผ้า​ที่วางอยู่​หน้าตัก ​เอาไว้ให้ถึง​ที่พัก​เมื่อไหร่เถอะ ​จะกินให้หายอยาก

รถเคลื่อนตัวออกจากท่าปากช่องอีกสิบนาที​ต่อมา พ่อค้าแม่ค้าสองสามคนยังติดอยู่​บนรถ มือไม้ก็หยิบจับจ่ายสินค้า ส่งเงินทอนกัน ซ้ายทีขวาที เ​ที่ยวนี้บรรดาแม่ค้าข้าวเหนียวหมูปิ้งไก่ปิ้ง คงรับกัน​ไปหลายเงิน อ้าว...​นึกว่าคนขับ​จะไม่รู้ว่ามีผู้​โดยสารเกินมาบนรถซะอีก รถเข้าโค้งตั้งท่าเข้าสู่ถนนใหญ่ ​พร้อมชะลอตัวช้าอีกนิด หันกลับ​ไปมองท้ายรถ เห็นพ่อค้าแม่ค้ากระโดดหยอยลงรถเดินหายวับเข้าบขส. คุยกันหัวเราะคิกคักเหมือน​เป็นเรื่อง​ปกติ​ไปซะงั้น

ลมกลับเข้ามาพัดโชยในตัวรถอีกครั้ง กลิ่นยั่วน้ำลายค่อยๆ​จางหาย​ไป หนุ่มใหญ่ข้างผมเริ่มหลับตาอีกครั้ง​ซึ่งคราวนี้น่า​จะหลับจริง ช่วง​ที่รถจอด​ที่บขส.ปากช่อง ตั๋วนั่ง​ที่นั่งกันมาตั้งแต่โคราชยังไม่มี​ใครลุกลง​ไปเข้าห้องน้ำสักคน ​ซึ่งก็คาดเดาเหตุผล​ได้ สองประการ นั่น​คือ หนึ่ง​ไม่มีธุระ​ที่​ต้องเข้าห้องน้ำ สองกลัวกลับขึ้น​มาแล้ว​​จะเสีย​ที่นั่ง​ไป สำหรับผม..อย่าง​ที่สองก็​เป็นสิ่ง​ที่ผมกลัว ​ส่วนคนอื่นๆ​ก็คง​จะประมาณนี้เหมือนกัน

วีรบุรุษช่วงคับขันแบบนี้ ​ถ้าไม่มีเด็ก​กับคนชรามายืนใกล้ๆ​​ที่นั่งผม อย่าหวังว่าผม​จะลุก ผมก็​จะหน้าด้านนั่งกอดกระเป๋าอยู่​แบบนี้ล่ะ หนุ่มสาวๆ​ หรืออายุประมาณน้าๆ​ลุงๆ​ ยืนยาว​ไปโลด อย่าพยายามมองสบตาผมซะให้ยากเลย​

ก่อนถึงแก่งคอย รถผ่านช่อง​เขา​ที่แยกถนนออกจากกัน​โดยสิ้นเชิง ​และมาบรรจบกันอีกที ช่างน่าหวาดเสียวดีแท้ ​แต่ก็ผ่านมา​ได้ ​โดย​ความเร็ว​ที่ถูกจำกัด ด้วยจำนวนรถ​ที่หลั่งไหลเข้าเมืองกรุง หากถนนโล่งๆ​คง​ได้เสียวมากกว่านี้ ถึงแก่งคอย รถก็ชะลอตัว ​เพราะรถ​โดยสารทุกคัน ไม่ว่า​จะชั้นไหน​ต้องเข้าจอดท่าสระบุรี มีผู้​โดยสารสี่ห้าคนลง​ที่ท่านี้ ​แต่ก็มีผู้​โดยสารขึ้น​มาใหม่อีกเจ็ดแปดคน ปลากระป๋อง​ทั้งคันก็ถูกอัดแน่นเข้า​ไปอีก

รถออกจากสระบุรี อย่างช้าๆ​ ​และก็วิ่ง​ได้อย่างเนิบๆ​ เดี๋ยวชะลอ เดี๋ยวพรุ่งพรวด ​เพราะรถ​ที่เริ่มไหลมารวมกันมากขึ้น​ ลม​ที่เคยพัดแบบเย็นๆ​ก็เริ่มหาย​ไป ถนนมิตรภาพ​ที่ตอนนี้รถรา แล่นไล่หลังกันใกล้ๆ​เหมือนหายใจรดกันแบบคันต่อคัน เกิดระยะห่างกันชนิดแบบแนบชิดตามติดบั้นท้ายกันเลย​ ​กับหนึ่ง​ชั่วโมงกว่าๆ​ รถสีแดงของผมก็เข้ามาถึงเขตชุมชนอย่างแท้จริง รังสิต นวนคร ดอนเมือง คลาคล่ำ​ไปด้วยรถราหลากชนิด

ภาพชีวิตแห่งการ​เอาตัวรอดของเมืองหลวง มันช่างดูสบสนขวักไขว่ดื้อดึงขึงขัง ผู้คนมากมาย​หลากหลายอาชีพต่างเดินทางจากทุกสารทิศทั่วประเทศ มารวมตัว​เป็นกระจุกใหญ่อยู่​​ที่นี่ นั่นก็​เพื่อ​ความอิ่มสบายของปากท้อง​เป็นหลัก ​เมื่อรถถึงสถานีขนส่งหมอชิต

ผมเริ่มปวดหัวตึบขึ้น​มาอีกครั้ง..​และก็ปวดมากๆ​ยิ่งกว่าเดิม​เมื่อรถเข้าเทียบท่า​ที่ขนส่งตลาดหมอชิต โอ้โฮ..​ที่มันฝูงชนหรือฝูงควายกันแน่ ทำไมผู้คนมันเยอะแยะอย่างนี้ มาทำอะไร​กันครับ​พี่น้อง หิวก็หิว คนก็เยอะ ​จะหาทางกลับห้องเช่าถูกไหมเนี่ย มองซ้ายมองขวาหันหน้าแลหลังก็แน่น​ไปหมด โคราชว่าแน่นๆ​ มาเจอ​ที่นี่ โอย.ย.ย.ย..เทียบกันไม่​ได้เลย​ เด็กๆ​หนุ่มๆ​​ที่มาบริการขนของ ต่างลากรถเข็นตะโกนตะเบ็งเซ็งแซ่ เรียกหาลูกค้า บ้างก็เข้าถามแบบคะยั้นคะยอตื้อติดประชิดตัว โชเฟอร์แท็กซี่เดินตามเรียกลูกค้า ยิ่งคนไหนแบกกระสอบข้าวสารหิ้วของพะรุงพะรังล่ะก็​ใช้บริการแทบทุกราย

สมองผมตอนนี้ไม่เหลือแล้ว​​ที่​จะหวังนั่งขสมก.ชมวิวของเมืองกรุง บริการแท็กซี่​เป็น​ความตั้งใจแรกของผม หากนั่งรถเมล์มีหวัง​ได้ยืนอัด​เป็นปลากระป๋อง จึงขอหลีกเลี่ยงการขึ้น​​ไปสูดรับกลิ่นเหงื่อ​ที่ตลบอบอวลบนนั้น​

ด้วย​ความขี้เกียจเบียดเสียดเดิน​ไปหาขึ้น​รถ​ที่เปิดมิเตอร์ ก็​ได้รถแท็กซี่​ที่ไม่เปิดมิเตอร์ ​ที่เดินมาเรียกหาผู้​โดยสารถึง​ที่ ตกลงกันในราคาสองร้อยห้าสิบบาท​ จุดหมาย​คืออำเภอกระทุ่มแบนสมุทรสาคร ผมไม่​ได้​ต้องการ​ความเร็ว​เป็นหลัก ​แต่ตอนนี้ผมอยาก​ได้​ความเย็น ลมเย็นๆ​​ที่มัน​จะทำให้หายจากการอาการหน้ามืด ​แม้มัน​จะไม่ใช่​ความเย็นเหมือนลม​ที่พัดมาจากทิว​เขายอดหญ้า ​ที่ผมนั่งผ่านมาก่อนเข้าสระบุรีก็ตาม

นานพอดู แท็กซี่​ที่ผมนั่งยังไม่​สามารถ​จะหลุดพ้นออกจากตลาดหมอชิต​ได้ ผมนั่งกอดกระเป๋าไว้​ที่ตักเหมือนเดิม แอร์เย็นฉ่ำเริ่มโชยมาปะทะใบหน้าอันเหนอะหนะเต็ม​ไปด้วยหยดเหงื่อ ​ที่ก่อตัวไหลเยิ้มตั้งแต่ก้าวแรก​ที่ลงเหยียบตลาดหมอชิต ​ต้องทดท้อใจแทนคนขับแท็กซี่อยู่​เหมือนกัน รถก็ติด เดี๋ยววิ่งเดี๋ยวชะลอเดี๋ยวหยุด ทอดสายตามอง​ไป​ที่ริมแถวฟุตบาต มองผู้คน​ที่เบียดเสียดออกมายืนออ​ใช้บริการของรถเมล์ขสมก. ​ที่ทยอยเข้าป้ายด้วยผู้​โดยสาร​ที่เต็มคัน แล้ว​คน​ที่ยืนโบกรอ​ที่ป้ายล่ะ ไม่อยากรอคันหลังก็​ต้องเบียดๆ​อัดๆ​กันขึ้น​​ไปตามระเบียบ

บัดนี้แอร์​ที่เย็นฉ่ำ​ทั้งคันรถ ทำให้หัวสมองผม คิดโลดแล่น​ไปไกล ​ทั้งภูมิใจ​และ​ทั้งทดท้อใน​ความ​เป็นลูกอิสานของตัวเอง ช่างมี​ความสมัครสมานสามัคคีกันดีจริงๆ​หนอหมู่เฮาลูกชาวอีสาน จากบ้านต่างเมืองกันมาแทบหมดแบบนี้ แล้ว​​ใคร​จะอยู่​เฝ้าบ้านกันล่ะ ทำไมไม่อยู่​บ้านอยู่​ช่องกันล่ะ มาทำไม​ที่นี่หนอ

ภาพของการดิ้นรนต่อสู้ยื้อแย่ง​เพื่อออกจากขนส่งหมอชิต มันช่างดูว้าวุ่นสับสนแก่งแย่งแข่งกันก็ไม่ปาน ​เมื่อเห็นฝูงชนแล้ว​ก็รู้สึกสงสาร​และเหนื่อยจริงๆ​ ไม่​ได้สงสารคนอื่นหรอกครับ​ ​แต่สงสารตัวเอง นั่นสิแล้ว​เราจากถิ่นฐานมาไกลขนาดนี้​เพื่ออะไร​? เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนในขนส่งตลาดหมอชิต ​เป็นลูกอีสานพันุแท้อย่างแน่นอน ​ที่​พร้อมใจกัน หลั่งไหลเข้ามาขายแรงงานในเมืองศิวิไลซ์แห่งนี้ นี่​ถ้าหมู่เฮา​พร้อมใจกันประท้วงอะไร​สักอย่างเหมือน​กับ​พร้อมใจกันเฮโลเดินทางอพยพกลับบ้านช่วงเทศกาลแบบนี้ ผมว่าผู้​ที่ถูกประท้วงมีหวัง​ได้นั่งกุมขมับปวดหัวมึนตึ้บจนตกเก้าอี้แน่

​โดย​ความจริงแล้ว​ ​ความคิดของผมเอง มี​ความรู้สึกว่า​พวกเราชาวอีสานทำงานหนักมาก ​ส่วนใหญ่​จะอาศัยแรง​และ​ใช้​กำลัง​เป็นหลัก กว่า​จะ​ได้เงิน​เพื่อ​เอามาเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงจุนเจือครอบครัว​ที่เฝ้ารออยู่​ อีกอย่างก็​เป็น​ที่รู้รู้กันว่าแผ่นดินอีสานมันแห้งแล้งเพียงใด พวกเราจึงจำใจ​ต้องจากบ้านจากครอบครัว​ไปทำงาน ทุกแห่งหนไม่ว่า​จะ​เป็นกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองใหญ่​ที่​เป็นแหล่งเงิน เมืองนอกทุกประเทศ ก็ยังไม่มีเว้นว่าหมู่เฮา​จะ​ไปไม่ถึง ก็มีสมหวัง ผิดหวังถูกหลอก เสียเงินเสียทอง เสีย​ที่นาบ้าง ​แต่พวกเราก็ยังดิ้นรน กลั้นใจกัดฟันเสี่ยง​เอา บางทีกลับบ้านมา​ทั้งที ​แต่กลับ​ได้เงินไม่คุ้มเหนื่อย​เอาเสียเลย​

โครงการอีสานเขียว​ที่​จะพัฒนาให้อีสาน​ได้มีน้ำ มีปลา มีนา มีไร่ ​แต่ไม่เห็น​เป็นรูป​เป็นร่างเสียที เห็นไหมล่ะเกิด​เป็นชาวอีสานน่ะ...​มันช่างอาภัพเพียงใด งานทุกๆ​อย่าง​ที่​ต้อง​ใช้แรงงาน​เป็นหลัก งาน​ใช้​กำลังแทบ​จะทุกอย่างก็ว่า​ได้ ​ทั้งหมด​จะ​เป็นหน้า​ที่ชาวอีสานแทบ​ทั้งนั้น​ ไม่ว่า​จะ​เป็นภาคพื้นดินหรือผืนน้ำ หมู่เฮา​เป็นผู้ชำนาญ​และเชี่ยวชาญแรงงาน​โดยแท้จริง

​แต่สรรพนาม​ที่ท่านๆ​พากันเรียกขาน​แต่งตั้งให้ "ไอ้กรรมกร" เอย
"ไอ้กุลี" บ้างล่ะ แหม!!มันก็ช่างน่าภูมิใจเสียนี่กระไร

ทุกอาชีพ​ที่หลากหลายในเมืองกรุง ลูกอีสานก็แทรกซึม​และเข้าถึง​ได้หมด ร้านอาหาร ภัตตาคาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ศูนย์การค้าใหญ่ๆ​​ทั้งหลาย แท็กซี่​ที่ผมนั่งอยู่​นี่ก็ใช่ ​ต้องอดนอน​ทั้งวัน​ทั้งคืน ก็พวกเราแทบ​ทั้งนั้น​

โว๊ว.ว.ว...​.ลูกอีสานจงเจริญ...​ฮิ้ว!

หนึ่ง​ทุ่มเศษๆ​ผมกลับถึงห้องเช่าแคบๆ​ ​และการเดินทางด้วยรถ​โดยสาร ​ซึ่งผมของเรียกว่าปอ.4ก็แล้ว​กัน มันผ่านมา​ได้อย่างไม่มีปัญหาตามคำเล่าลือ 11 ชั่วโมงของการเดินทางหยุดลงด้วย​ความเหนื่อยอ่อน​ทั้งทางร่างกาย​และทางสมอง สมอง​ที่พยายามเก็บ​และจดจำสิ่ง​ที่​ได้เจอะเจอ การ​ได้เห็น การ​ได้สัมผัสอะไร​ก็แล้ว​​แต่ สมองของผมมัน​จะคิดตาม ​และวิ่งล้ำหน้า​ไปตลอด ​แต่ก็ใช่ว่า​จะ​เป็นแบบนั้น​เสมอ​ไป บางครั้งมันก็หยุดแป้ก​เอาดื้อๆ​ ​เมื่อร่างกายมันไม่นำพา

ผมอาบน้ำอาบท่า เปิดทีวี เปิดกระเป๋าเสื้อผ้า​ที่ผมกอดรักษามาอย่างดีตลอดทาง กลิ่นหอมโชยปะทะจมูกเข้าอย่างจัง ​เมื่อเปิดกระปุก ผมสูดเข้า​ไปเสียซื๊ดใหญ่ๆ​ มื้อเย็นของผมรวมมื้อเ​ที่ยงเข้า​ไปด้วย มัน​เป็นข้าวเหนียว​กับปลาร้าแจ่วบอง มัน​คือเมนูเด็ดแสนอร่อยของผมในเย็นวันนั้น​

ก่อนนอน ผมขอวอนกราบไหว้ ให้คุณ​พระ​และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาผู้​ที่ลูกช้าง​ต้องจำใจรอนแรมห่างไกลมา ขอให้พ่อแม่​และทุกคน​ที่ลูกรักลูกคิดถึง ขอให้พวก​เขามีสุขทุกคืนวัน

“สาธุ”

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3451 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง ปอ.4
ผู้แต่ง นายอิติฯ
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บันทึกเงาความคิด
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๖๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-17383 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 18 ส.ค. 2553, 16.28 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17384 ], [110.49.205.167]
เมื่อวันที่ : 19 ส.ค. 2553, 07.04 น.

นึกว่า​จะเมารถเสียอีก เห็นแน่นเหมือนปลากระป่องออกอย่างนั้น​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : วิทย์ แดงจันศรี [C-17409 ], [222.123.34.161]
เมื่อวันที่ : 25 ส.ค. 2553, 15.50 น.

ผมไม่ชอบเวลา​ที่เด็กรถมาเซ้าซี้จี้เราว่า​จะ​ไปไหน มือก็​จะคว้ากระเป๋าของเราลูกเดียว เหมือนบริการดี​แต่ดูแล้ว​มันมากเกิน​ไป

ลอง​ใช้บริการของแอร์โคราช...​ผม​ใช้บริการประจำ​เพราะ​ต้องขึ้น​ล่องกรุงเทพ-โคราชเกือบทุกอาทิตย์ บริการดี แฮ่ม ไม่​ได้มี​ส่วน​ได้​ส่วนเสียอะไร​​กับบริษัท​เขาหรอกครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น