นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
กู้ภัย
พลอยพนม
...บ่ายวันนี้ รถมูลนิธิกู้ภัยขาประจำคันนั้น​​ก็​​ได้ห้อตะบึงผ่านหน้าร้านทำป้ายของผม​​ไปอย่างรวดเร็วราว​​กับเหาะอีกครั้งหนึ่ง​​แล้ว​​ เสียงไซเรน​​ที่ลอดผ่านเข้ามาข้างใน ยังคงหวีดหวิวชวนสยดสยองอยู่​​เช่นเดิม...​​...
เสียงไซเรนรถกู้ภัยดังขึ้น​อีกแล้ว​...​ ​ทั้งหวีดหวิว​และโหยหวนดุจสุ้มเสียงแห่ง​ความตาย ​ได้ยินทีไรก็รู้สึกหวาดหวั่นบอกไม่ถูก บางครั้งก็ชวนให้นึกถึงซากศพ​ที่แหลกเหลวแขนขาขาดกระจัดกระจายอยู่​กลางถนน​ที่ไหนสักแห่ง ผมไม่อยาก​ได้ยิน ​เพราะไม่​ต้องการให้เกิดภาพสยดสยองดังกล่าว หาก​แต่พนักงานกู้ภัยคงไม่มีเวลาครุ่นคิดอย่างผม ภาระหน้า​ที่​ที่ผ่านมาคงเคี่ยวเข็ญ​และบ่มเพาะจิตใจพวก​เขาให้เข้มแข็ง ​จะอ่อนไหว​กับเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ไม่​ได้ ทุกครั้ง​ที่​ได้รับแจ้งเหตุ พวก​เขา​จะ​ต้องรีบนำรถกู้ภัยพุ่งทะยานออกจากศูนย์ฯ ​ไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุนั้น​ในทันที

พวก​เขาเรียกขานกันทางวิทยุสื่อสารว่า "ภารกิจ"

​เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุร้ายเกิดขึ้น​ ภารกิจสำคัญอันดับแรกของพวก​เขา​เมื่อเดินทาง​ไปถึง ก็​คือการปฐมพยาบาล​และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หรือไม่ก็ช่วยกันยกใส่เปลแล้ว​หามใส่รถนำส่งสถานพยาบาล หากมีผู้เสียชีวิต ก็รอการชันสูตรศพจากเจ้าหน้า​ที่​ที่รับผิดชอบ เสร็จแล้ว​จึงเก็บกู้ซากศพนั้น​ ๆ​ ห่อผ้าขาวนำส่งญาติ ​แต่​ถ้าหากไม่มีญาติมารอรับหรือมาแจ้งจุดประสงค์ไว้ พวก​เขาก็​จะนำศพผู้เคราะห์ร้าย​ไปเก็บไว้​ที่มูลนิธิ, โรงพยาบาล หรือไม่ก็​ที่วัด ในฐานะศพไม่มีญาติ ​และบางครั้งก็​ต้องนำ​ไปฝังไว้​ที่สุสาน​เพื่อรอญาติมาสืบหา​เป็นลำดับต่อ​ไป

พวก​เขา​จะจัดการ​กับ "ภารกิจ" อย่างรวดเร็ว ​แม้​แต่ออกรถ​ไปยัง​ที่เกิดเหตุ ผู้​ซึ่งทำหน้า​ที่พลขับก็​จะเหยียบคันเร่งเสียจนกระทั่งรถกู้ภัยของ​เขาแทบ​จะปลิว​ไปในอากาศ มากกว่า​จะแล่น​ไปบนถนนอย่างปกติธรรมดา

บ่ายวันนี้ รถมูลนิธิกู้ภัยขาประจำคันนั้น​ก็​ได้ห้อตะบึงผ่านหน้าร้านทำป้ายของผม​ไปอย่างรวดเร็วราว​กับเหาะอีกครั้งหนึ่ง​แล้ว​ เสียงไซเรน​ที่ลอดผ่านเข้ามาข้างใน ยังคงหวีดหวิวชวนสยดสยองอยู่​เช่นเดิม...​

"เปรตเอ๋ย!.. ไม่นานหรอก พวกมึงก็​จะ​ได้เก็บศพตัวเอง"

เสียงสาปแช่งคุ้นหูลอยมากระทบ​ความนึกคิดของผมจนหยุดชะงัก ​ทั้ง​ที่เสียงของ​เขาฟังแล้ว​ชวนขันมากกว่า​จะถือ​เป็นเรื่อง​จริงจัง ​ทว่าขณะนี้ผมยังไม่อยาก​ได้ยินเรื่อง​ขบขัน อีก​ทั้งไม่อยาก​จะเห็นหน้า​เขาสักเท่าไหร่? ผมจึงก้มหน้ามองแผ่นสติ๊กเกอร์​ที่​กำลัง​จะป้อนเข้าเครื่องตัด ​ซึ่งวางอยู่​บนแท่นวางทางด้านซ้ายมือของโต๊ะทำงานของผมต่อ​ไป ในขณะ​ที่บานกระจก​ซึ่งอยู่​เยื้อง​ไปทางขวามือ ถูกผลักจนเปิดอ้า ​พร้อม​กับชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูง สวมเสื้อยืดคอปกสีเหลือง นุ่งกางเกงยีนเก่าซีดเต็ม​ไปด้วยรอยปะชุน ผู้​ซึ่ง​เป็นเจ้าของวาทะกรรมสาปแช่งพวกหน่วยกู้ภัยพวกนั้น​ก็แทรกตัวผ่านเข้ามา ​และตรงมานั่งบนเก้าอี้หัวล้านหน้าโต๊ะทำงานของผมในท่าไขว่ห้าง ​พร้อมกระดิกเท้าเล่นอย่างยียวนกวนประสาท-ซะไม่มี

"อย่าสูบบุหรี่ในห้องนี้อีกนะ" ผมปราม​เมื่อเห็น​เขา​เอามือลูบซองบุหรี่​ที่กระเป๋าหน้าอก

"กูก็มีสมบัติผู้ดี​กับ​เขาเหมือนกันแหละ​- - ไอ้เปรต"

"อ๋อ! ผู้ดี" ผมมองหน้า​เขา ก่อน​จะชี้กราด​ไปรอบ ๆ​ ห้อง "ก็ร่องรอย​ที่มึงขี้​เอาไว้​เมื่อวานยังเหม็นอยู่​นี่-เห็นไหม"

"กูมาเบิกค่าแรง มึงอย่าพูดมาก ผัดมาสองหนแล้ว​ กูก็กินข้าวนะเว้ย- - ไม่ใช่กินขี้"

โดนเข้าไม้นี้ ผมก็จำ​ต้องหัวร่อ ​และพูดว่า "ไว้ตอนเย็น ๆ​ มึงค่อยมาอีกรอบไม่​ได้หรือ?"

"เย็นพ่อมึงนะซี นี่มันจวน​จะทุ่มเข้า​ไปแล้ว​...​ยัง​จะเย็นพ่อเย็นแม่ของมึง​ที่ไหนอีก มีหรือไม่มีก็บอกมา กูยิ่งไม่​ใคร่​จะมีเวลา​กับเรื่อง​อุบาท​ว์พรรค์อย่างนี้อยู่​ด้วย แม่-ง-ยัง​จะผัด​ไปตอนเย็นอีก เหนียวหนี้ชิบหาย -ไอ้สันดาน"

​ทั้ง​ที่เพิ่ง​จะสี่โมงเย็น ​แต่​ทว่า​เพื่อรักของผม​เขาก็ว่าของ​เขา​ไปเรื่อย...​

"เออน่า ! ของกู-ทุ่มสองทุ่มก็ยังเย็นโว้ย" ผมพลอยครึกครื้นขึ้น​มาบ้าง "ไอ้ชิบหาย เงินร้อยสองร้อยเซ้าซี้อยู่​​ได้"

ผมพูดพลางหัน​ไปมองเครื่องตัดสติ๊กเกอร์ ​ซึ่ง​กำลังสับใบมีดลงบนชิ้นงานเสียงก๊อก ๆ​ เก๊ก ๆ​ ​เป็นจังหวะสั้น ๆ​ ยาว ๆ​ ​ไปตามเรื่อง​ตามราวของมัน แผ่นสติ๊กเกอร์สีแดง​ที่ป้อนอยู่​ในเครื่องก็ค่อย ๆ​ เคลื่อนเข้าเคลื่อนออกตามคำสั่งโปรแกรม ​และ​พร้อมกันนั้น​ ผมก็ดึงลิ้นชักล้วงหยิบเงินค่าแรงติดตั้งป้ายโฆษณา​ที่ยังค้าง​เขาอยู่​หนึ่ง​พันแปดร้อยบาท​ยื่นส่งให้
"ยัดแม่-ง หัดซื้อขนมให้ลูกมึงยัดห่าเสียบ้าง อย่า​เอา​แต่แดกเหล้า"

ผมหยอก​เขาเล่น ​ซึ่งดูเหมือน​เขาเองก็ค่อนข้างพอใจ ​แต่เรื่อง​ปากจัดยังแก้ไม่หาย จึงแว้งใส่ผมว่า

"เรื่อง​ของกู...​ เสือก --ไอ้เปรต -ยัดแม่-ง -ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน"

​เพื่อนผู้​ซึ่งโผล่มา​พร้อม​กับเสียงโหยหวนของไซเรนรถกู้ภัยให้พรเสียยืดยาว ก่อน​จะลุกขึ้น​ปัดก้นกางเกงของ​เขาจนฝุ่นกระจาย แล้ว​ก็ผลักบานกระจกเดินออก​ไป...​ ในขณะ​ที่ข้างนอก รถกู้ภัยคันนั้น​ก็ห้อตะบึงกลับมา​พอดี เสียงไซเรน​และเสียงเครื่องยนต์​ที่หวีดแหลมผ่านท่อไอเสียออกมา ก็ยังคงแย่งกันดังหวีดหวิวชวนหวาดเสียวอยู่​เหมือนเดิม

‘ใกล้ ๆ​ แค่นี้...​’ ผมบอกตัวเอง พลางคลิกเมาส์เปิดหน้าเอกสารบนจอมอนิเตอร์ขึ้น​มาใหม่ ​เพื่อออกแบบงานชิ้นใหม่ ควบคู่​กับเฝ้าจับตามองชิ้นงานเก่า​ที่เครื่องตัดสติ๊กเกอร์เครื่องนั้น​​กำลังตัดอยู่​ เสร็จ​เมื่อไหร่ก็​จะป้อนงานชิ้นใหม่เข้า​ไปทันที มัน​เป็นงาน​ที่ค่อนข้างจำเจ หยิบโน่นใส่นี่ หยิบนี่ใส่นั่น กระทั่งตัวตนของผมก็แทบ​จะกลาย​เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าประจำห้องทำงานห้องนี้​ไปแล้ว​เหมือนกัน

บริเวณนี้​เป็นสามแยกใจกลางเมือง ​ซึ่งครั้งหนึ่ง​เคยมีทีท่าว่า ​จะ​เป็นเมืองในฝัน​ที่สวยหรู เจริญรุดหน้าไล่ทันเมืองใหญ่ ๆ​ ​ทั้งใกล้​และไกล...​ หาก​แต่ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ​ที่เกิดขึ้น​คราวนั้น​ ส่งผลให้ฐานะของมันพลิกท้องหงายหลังกลับกลาย​เป็นเงียบหงอย ซบเซา จนแทบ​จะยกฐานะ​เป็นเมืองร้าง สองข้างถนนเต็ม​ไปด้วยอาคาร​ที่ก่อสร้างค้างคา ​ส่วน​ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ก็โดนเจ้าหน้า​ที่กรมบังคับคดีล็อกประตูเหล็กปิดตาย ไร้ผู้อาศัย คงมี​แต่เถาหมามุ่ย​และเถาหญ้าคอม ทอดยอดเลื้อยพันห้อยย้อย​เป็นพวกระย้า ชวนสังเวชนัยน์ตาแก่ผู้​ที่เดินทางผ่าน​ไปมา​ได้พบเห็น

มุมหนึ่ง​ของบริเวณสามแยก​ที่ผม​กับคู่ชีวิตหรือคู่ทุกข์ยากของผมซุกตัวอยู่​ ​เป็นห้องแถวไม้เก่า ๆ​ ​ซึ่ง​เป็นห้องแถวชั้นเดียวแนบชิดติด​กับมุมถนนด้านหนึ่ง​ของบริเวณสามแยก ​ใครผ่าน​ไปมามองเห็น​ความชำรุดทรุดโทรมของมันอย่างเด่นชัด เช่นเดียว​กับร้านทำป้ายโฆษณาอันโดดเด่นนัยน์ตาของผม ก็อยู่​ติด​กับหัวมุมตรงนั้น​เหมือนกัน ​เป็นร้านเล็ก ๆ​ มีพื้น​ที่สองคูหา คูหาแรก​เป็นห้องกระจกติดแอร์ของผม ​ส่วน​ที่อยู่​ติดกันด้านขวามือ​เป็น​ที่ทำงานของคู่ชีวิตของผม​กับลูกมือของหล่อนอีกสองคน ​แม้คูหาของหล่อน​กับของผม​จะแนบชิดติดกัน มีฝาผนังกั้นกลางร่วมกัน ​แต่เราก็ไม่อาจเจาะทะลุ​เป็นประตูสำหรับเดินผ่าน​ไปมาถึงกัน​ได้ พอถึงคราว​ที่​จะ​ต้องติดต่อประสานงาน​ระหว่างผม​กับหล่อน เราสองคนก็​จะ​ต้องเดินเข้าเดินออกทางประตูด้านหน้ากันทุกครั้ง ​เพราะเจ้าของบ้านเช่าผู้รอบคอบเกรงว่า ยาม​ที่ผมขัดสนไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านให้​เขา ผมก็อาจ​จะหอบข้าวของหนีค่าเช่า​เขา​ไป ​เขาก็​จะ​ได้ไม่​ต้องอุดช่องประตูซ่อมฝาผนังตรงนั้น​ให้สิ้นเปลือง ​เขาจึงห้ามไม้ให้ผมเจาะช่องประตู​เพื่อ​ความสะดวก​​และคล่องตัวของพวกเราอย่างเด็ดขาด ​เพราะฉะนั้น​เวลามีงานอะไร​​ที่ผม​และคู่ชีวิต​จะ​ต้องประสานทำ​ความเข้าใจกัน เรา​ทั้งสอง รวม​ทั้งพวกลูกมืออีกสองคนของหล่อนก็​จะ​ต้องผลัดกันเดิน​ไปมา​ระหว่างสองคูหานี้กันนัวเนียว ​แม้ครั้งหนึ่ง​เราเคย​ใช้อินเตอร์คอม​และโทรศัพท์ภายในติดต่อสื่อสารถึงกัน ​แต่​ทว่าบางครั้งก็รู้สึกรำคาญ​กับการรอรับสาย รวม​ทั้งปัญหา​ที่เกิดขึ้น​​ซึ่ง​จะ​ต้องสอบถามทำ​ความเข้าใจกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ​ซึ่งไม่แคล่วคล่องว่องไวเหมือน​ได้ยืนซักถามกันต่อหน้าต่อตา ​และบางครั้งก็ถึง​กับ​ต้องคว้ากระดาษมาลากเส้นโยงใยประกอบคำอธิบาย ​พร้อม​กับตอบโต้ซักถามกันชนิดถึงลูกถึงคนตามประสาเรา ๆ​ เราจึงเลิก​ใช้อุปกรณ์บ้าบอเหล่านั้น​เสีย สายไฟ​ที่​ใช้พ่วงอินเตอร์คอมก็ปล่อยให้หนูสกปรกกัดแทะจนขาด​เป็นท่อน ๆ​ ไม่เปลี่ยนใหม่ ​เพราะไม่คิด​จะ​ใช้อีกแล้ว​

"ตัดสติ๊กเกอร์ให้เจ้านั้น​หรือยัง? รีบหน่อย​...​" คู่ชีวิตของผมผลักบานกระจก แย้มใบหน้าเหี่ยว ๆ​ เข้ามาเร่งงาน...​

"ไม่เกิน 2 นาที"

ผมตอบ​ไปอย่างกวน ๆ​ จนหล่อนขยับปากให้พรขมุบขมิบแล้ว​ถอยกรูดกลับสู่คูหา​ที่ร้อนระอุเหมือนเตาอบของหล่อนตามเดิม

***********************************

"ไอ้หย๋า ! ค่าเช่าถูก ๆ​ เดือนละสามสี่พันอย่างนี้ ลื้อหา​ได้​ที่ไหน ​ไปเช่าตึกฝั่งโน้นก็ตกเดือนละเจ็ดแปดพัน เอ่อ-อั๊วว่า ถึง​จะร้อน​ไปสักหน่อย​ พวกลื้อก็​ต้องทน หรือไม่ก็ติดฝ้าเพดานเสีย ตรงไหนรั่วตรงไหนผุพวกลื้อก็​ต้องหมั่นดูแล ​และจัดการซ่อมเสียด้วย...​ "

เรื่อง​พูด​เอา​แต่​ได้ของเจ้าของบ้านเช่าผู้นี้ ไม่มีผู้เช่าบ้านของ​เขารายใดกล้าต่อปากต่อคำด้วย ​เพราะ​เขาพูดถูก ห้องเช่าโกโรโกโสของ​เขา​ที่พวกเรา​พร้อมใจกันเช่าอยู่​ ​แม้มัน​จะครองตนอยู่​ในสภาพหมิ่นเหม่ ​พร้อม​จะพังครืนลงมาทับคนเช่าให้คอหักตาย ไม่พรุ่งนี้ก็มะรืนนี้ หรือ​เมื่อใดก็​ได้​ที่​ความซวยบังเกิดขึ้น​นั้น​ จัดว่าราคาถูกจริง ๆ​ ​เมื่อเทียบ​กับทำเลการค้าของเมืองนี้ ผู้เช่าทุกรายจึง​ต้องยอม​เขา

ยอมให้​เขาพูดพล่าม​เอา​แต่​ได้ แล้ว​ค่อยมานั่งสุมหัวนินทา​เพื่อ​ความสะใจกันภายหลัง

ครั้งหนึ่ง​​เขาเคยสำแดง​ความงกของ​เขาออกมาต่อหน้าผมอย่างหน้าชื่นตาบาน ​เมื่อ​เขา​ได้มาเห็นผม​กำลัง ตบ​แต่งภายในห้องเช่าห้องนี้ ด้วยการกั้นกระจกด้านหน้า ​และติดฝ้าเพดาน ​พร้อม​ทั้งติดตั้งเครื่องปรับอากาศเครื่องหนึ่ง​ ​เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่อง​ใช้ไฟฟ้าบางอย่าง​ที่ไม่คงทนต่อสภาพ​ความร้อนเสื่อมโทรมเร็วขึ้น​

ชายเจ้าของบ้านเช่าฉีกยิ้มเปิดประทุน เผยฟันเลี่ยมทองภายในปากหมดทุกซี่

"ลื้อย้ายออก​ไปจาก​ที่นี่​เมื่อไหร่ ข้าวของพวกนี้ห้ามรื้อนะเว้ย...​" ​เขาชี้​ไป​ที่ฝ้าเพดาน​และกระจกด้านหน้า ตลอดจนบานกระจก​ซึ่ง​เป็นบานสวิงผลักเข้า-ออก บานนั้น​ด้วย จากนั้น​ก็ยกข้ออ้าง​ที่ระบุในสัญญาเช่าด้วยน้ำเสียง​ที่ฟังคล้ายข่มขู่มากกว่าพูดคุยกันตามธรรมดา

ผมยิ้มให้​เขา ​ทั้ง​ที่ภายในใจรู้สึก​จะเดือดปุด ๆ​ ขึ้น​มาเต็มแก่ อยาก​จะตรงเข้า​ไปเขกกระบาลเสียสักโป๊กสองโป๊ก ให้หายหมั่นไส้ หาก​แต่คิด ๆ​ แล้ว​ กระบาล​ที่น่า​จะโดนเขกควร​เป็นกระบาล​ที่โล้นเลี่ยนของผมเสียมากว่า

ก็​ใคร​ใช้ให้เสือกเกิดมาจน!!!

​เพราะฉะนั้น​ ‘ถึง​จะถูก​เอารัด​เอาเปรียบหรือโดนสาปแช่ง​ไปบ้าง ก็จำทนก้มหน้าต่อ​ไปเถิดสหาย’

ผมมักปลอบโยนตนเองด้วยประโยคนี้แทบทุกครั้ง ​ที่รู้สึกโกรธ​และเกลียดผู้​ที่มีพฤติกรรมเยี่ยงเจ้าของบ้านเช่าผู้นี้เดินเพ่นพ่านเข้ามาในหัวใจ

**********************************

เย็นย่ำตะวันรอนร่อนลับเหลี่ยมตึกร้างเบื้องทิศตะวันตก ภาระประจำวันของผมก็​ได้ถูกสะสางจนเบาบาง...​ ​และรู้สึกหิวเหล้า ใบหน้า​ที่อิ่มเอิบ​ไปด้วยรอยยิ้มของขาเหล้า ลอยฉวัดเฉวียนอยู่​ตรงหน้า ​พร้อม​กับเสียงสรวลเสเฮฮาของพวก​เขา ก็เอ็ดอึงอยู่​สองข้างหู ​แม้​จะนึกย้อน​ไปถึงการรณรงค์ให้เลิกดื่มเหล้าด้วยภาพยนตร์โฆษณาในจอทีวี เรื่อง​จน ๆ​ เครียด ๆ​ แล้ว​ถองเหล้า ​เพื่อ​ต้องการตอกย้ำให้เห็นพิษภัยของมัน หากผมกลับรู้สึกขำ ๆ​ คล้าย​กับยืนดูรายการจำอวด​ที่คอยยุให้หัน​ไปตอกเหล้า​เมื่อยามกลัดกลุ้มเสียมากกว่า

ผมนั่งกลืนน้ำลายลงคอ ​พร้อม​เอามือลูบคลำกระเป๋าสตางค์​ที่สะโพก...​ ขณะตัดสินใจ​จะเลิกงาน​ไปวงเหล้า ​ทว่าพลันนั้น​ กระจกบานสวิงหน้าโต๊ะทำงานของผมก็ถูกผลักอ้าเข้ามาอีก ​พร้อม​กับหญิงวัยกลางคนรูปร่างอวบขาวผู้หนึ่ง​ ​แต่งชุดดำด้วยผ้าถุง​และเสื้อยืดคอกลมแขนยาวรัดรูปลายดอกไม้ดำ-ขาว ก้าวพ้นบานกระจกบานนั้น​เข้ามา ​พร้อม​กับข่าวร้าย

"คืนนี้​ไปฟังสวดด้วยกัน​ที่วัดนะ พี่มานิตจากพี่​ไปเสียแล้ว​"

"อ้าว!...​" ผมตกตะลึง ออกปากถามตั้งแต่ยังไม่ทัน​ได้เชิญให้หล่อนนั่ง "​เป็นอะไร​​ไปล่ะ? ก็​เมื่อวานยังดี ๆ​ อยู่​นี่"

"แกคิดสั้น" น้ำตาของหล่อนเอ่อซึม ร่องรอย​ความเศร้าโศกระบายทั่วใบหน้า "พอเผลอตาพี่แกก็แอบ​เอาเชือก​ไปผูกคอ​กับขื่อหลังบ้าน กว่าพี่​จะ​ไปพบ ใบหน้าก็เขียวคล้ำหมดแล้ว​ พวกคนงานก็ไม่มี​ใครอยู่​กันสักคน พี่จึงโทร.แจ้งมูลนิธิ-ขอรถกู้ภัยช่วยนำส่งโรงพยาบาล ​แต่พอ​ไปถึงหมอ ​เขาก็ว่าช่วยไม่​ได้แล้ว​ ชีพจรหยุดเต้น​ไปนานแล้ว​...​"

"​เมื่อบ่ายสี่โมงนี้ใช่ไหม?"

"​จะ" หล่อนพยักหน้า

"มิน่า รถกู้ภัยคันนั้น​ถึง​ได้ผ่าน​ไปแป๊บเดียว ผมเสียใจด้วยนะครับ​ ประเดี๋ยวปิดร้าน-อาบน้ำอาบท่ากันเสร็จแล้ว​ ผม​กับแฟนก็​จะ​ไปครับ​พี่"

แฟนพี่มานิตมาแจ้งข่าวร้าย​และเชิญเราสองผัวเมีย​ไปร่วมงานศพ ​พร้อมสั่งทำป้ายชื่อผู้ตายนำ​ไปแปะข้างโลงศพ ​กับสั่งเขียนป้ายกำหนดฌาปนกิจลงในกระดาษขาวเทาแผ่นใหญ่ ​ซึ่งผมเจ้าผัดไว้​เป็นวันพรุ่ง ​เพราะเวลานั้น​ร้านขายอุปกรณ์พวกนี้ปิดหมดแล้ว​ ​ที่ร้านของผมก็ไม่​ได้สั่งมาตุนไว้ ​ส่วนมาก​ถ้า​ใครมาสั่งงานเขียนกระดาษหลังจากร้านขายเครื่องเขียนปิดแล้ว​ ผมก็​จะ​ต้องขอผัด​เป็นวันรุ่งขึ้น​เสมอ

​เมื่อหวนคิดถึงการตัดสินใจปลิดชีพตนเองของพี่มานิตในบ่ายวันนี้ ผมก็รู้สึกใจหาย ​เพราะตลอดเวลาผม​กับพี่มานิต ผู้ตาย ต่างก็ตกอยู่​ในสภาพเดียวกัน ​คือสภาพชักหน้าไม่ถึงหลังกันมาตลอด มันเริ่มมาตั้งแต่ปี​ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ​ที่ทำให้เราสองคนพลอยโดนพิษของมันเล่นงานจนกระทั่งล่มจม​ไป​กับ​เขาด้วย...​ ​ซึ่ง​เมื่อล่ม​ไปแล้ว​ก็กู้ไม่ฟื้น ​เพราะไม่ใช่ล่มธรรมดา...​ ​แต่​เป็นการล่มสลาย​ที่ฉิบหายวายป่วง​และน่าอัปยศอดสูอย่าง​ที่สุด ​ทั้งทุนรอน​และ​ความเชื่อถือ​ที่ผู้อื่นมีต่อเรา ​ซึ่งถือ​เป็นทุนอย่างหนึ่ง​...​ ตามหลัก​ความเชื่อ​ที่ว่า ‘เครดิต ​คือ ทุน’ ก็​ได้ล่มสลาย​ไปหมดสิ้นตั้งแต่คราวนั้น​

"รอบนี้ ​ถ้าโดนธนาคารต้มอีก พี่ก็คง​จะไม่รอด"

พี่มานิตเคยปรารภ​กับผมขณะอาศัยชื่อบุคคลอื่นทำนิติกรรมฯเสนอโครงการขออนุมัติเงินกู้มาลงทุนรอบใหม่ ​ซึ่งผมก็เคยเตือนแกไว้​เป็นนัย ๆ​ แล้ว​ว่า "ธรรมชาติของนักการธนาคารนั้น​ ​ถ้าฝนตกปรอย ๆ​ ​เขาก็​จะกางร่มให้เรา ​แต่​ถ้า​เมื่อไหร่ฝนตูมลงมา รับรอง ​เขา​จะ​ต้องดึงร่มกลับ​ไปกางเสียเอง ปล่อยให้เราเปียกอยู่​คนเดียว เชื่อผมเถอะ สันดานพวกทากปลิงพวกนี้มันก็อาศัยน่องควายอย่างเรา ๆ​ ดูดเลือดกัน​ทั้งนั้น​"

​ที่ผมเตือน,ก็​เพื่อให้แก​ได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า ​แต่ใน​ที่สุดก็ไร้ผล ​เมื่อโครงการใหม่ของแกไม่ผ่านการพิจารณาจากธนาคาร ดอกเบี้ยนอกระบบร้อยละสามร้อยละสี่ ​ที่แก​ไปคว้ามาต่อลมหายใจ​ระหว่างรอฟังผล ก็แย่งกันรุมเร้าจนกระทั่งทนไม่ไหว จึงปลิดชีพตนเอง​ไปใน​ที่สุด

*******************************

"ฮ่าโหล...​" เสียงยียวนกวนตีนคล้ายคนเมาดังมาตามสาย "มีอะไร​เหรอ แม่-ง อย่าบอกว่าไม่มีตังค์ยัดเหล้าอีกนะเว้ย"

"ไอ้เปรต! ยัดแม่-ง พี่มานิตผูกคอตายแล้ว​นะ" ผมกรอกเสียงลง​ไปในหูพูด "มึงรีบ​ไปขอขมาศพแกเสีย"

"อ้าว- - ถึงขั้นนั้น​เลย​เหรอ ทำไมใจเสาะจัง"

"ยัดแม่-ง ตาม​ไปถามแกซี้ " แล้ว​ผมก็วางหู

​เมื่อเย็นวาน​ได้ข่าวว่า​เพื่อนผู้นี้​กับพี่มานิตประคารมกันพอสมควร ​เพราะ​เขารู้ว่าพี่มานิตยังติดค้างค่าป้ายโฆษณาผมอยู่​เรือนหมื่น ค่าแรงของ​เขา​ที่เหลือก็จมอยู่​ในนั้น​

"มึงกินขี้​ได้ ​แต่กูกินไม่ลง- -มึงอย่าห้ามกูดีกว่า...​"

"​แต่กู​คือผู้ว่าจ้าง ไม่เกี่ยว​กับพี่มานิต" ผมขึ้น​เสียง ​เพราะไม่​ต้องการให้​เขามาก้าวก่าย​กับเรื่อง​ลูกค้าของผม

"งั้นมึงจ่ายมาซี้" ​เขาแบมือเร่า ๆ​ เข้าหาผมด้วยฤทธิ์โกรธ "ยัดแม่-ง กูไม่เคย​ได้เงินก้อนจากมึงเลย​ รอบนี้เหลืออยู่​สามพันก็จ่ายมาให้ครบ ห้ามกั๊กไว้อีก"

​ได้ยิน​เขาเสียงแข็งขึ้น​มา ผมก็นึกพองขน สมัยเด็ก ๆ​ เราเคยชกต่อยกันด้วยเรื่อง​​ที่ไม่​เป็นเรื่อง​จนเลือดอาบหน้ากันมาแล้ว​ ครั้นโตขึ้น​ก็รัก​ใคร่คบหากันเสมือน​เพื่อนตาย โต้เถียงรุนแรงอย่างไรก็ไม่เคยวางมวยกันสักครั้ง หาก​แต่​เมื่อวานดูท่าทาง​เขา​จะหน้าดำคร่ำเครียด​เอามาก ๆ​ ผมจึงจำ​ต้องอ่อนข้อลง

"​ทั้งเนื้อ​ทั้งตัว, กูก็มีอยู่​แค่สองพันสองร้อยนี่แหละ​วะ" ผมล้วงเงิน​ทั้งหมดออกจากลิ้นชักขึ้น​มากองบนโต๊ะ

"มึง​เอา​ไปสักสองพันก่อนนะ เหลือให้กูติดลิ้นชักไว้สักสองร้อย เผื่อ​ใครหิ้วเรือบินมาขายถูก ๆ​ ให้ซักลำสองลำ ​จะ​ได้ซื้อไว้ขี่เล่น"

"ยัดแม่-ง อย่าพูดหมา ๆ​ ให้กูมาพันสองก่อนละกัน ​ที่เหลือพันหนึ่ง​มึงเก็บไว้...​ " พูดพลางผลักเงินหนึ่ง​พันบาท​คืนกลับมาให้ผม ​พร้อม​กับชี้หน้าด่าส่งท้ายอีกรอบ "ไอ้เปรต -เงินสองร้อยมึงไม่​ต้องเผื่อไว้ซื้อเรือบินหรอก แค่สีกันสนิมซักกระป๋องก็ซื้อให้​ได้เสียก่อนเถอะ ถุย! เงินแค่นั้น​,ควัก​ไปซื้อขี้​เขายังไม่อยากขายให้มึง"

พูดจบ​เขาก็หุนหันจาก​ไป หลังจากนั้น​สักประมาณชั่วโมงเศษ พี่มานิตก็มาหาผม​พร้อม​กับเงินสดหนึ่ง​หมื่นบาท​ติดกระเป๋ามาด้วย

"ไอ้ชัยบอกว่านายช่าง​กำลังเดือดร้อน" ชายหุ่นล่ำสัน ทะมัดทะแมง ​แต่แววตาอมโศก ยื่นเงินจำนวนนั้น​ให้ผม "ขอโทษจริง ๆ​ ช่วงนี้พี่ดิ้นไม่ออกเลย​ ไม่นึกว่า​จะ​เป็นแบบนี้ ​เมื่อวานผู้จัดการธนาคารก็โทร.มาขอโทษ​ที่ไม่อาจอนุมัติเงินกู้ตามโครงการ​ที่ยื่นขอ​ไป​ได้ แล้ว​ท่านก็ยัง​ได้พูดเปรย ๆ​ ออกมาว่า ทั่วโลก​กำลัง​จะประสบ​กับวิกฤตการณ์ทางการเงินรอบใหม่...​ อีกวันสองวันก็คง​เป็นข่าว...​ นายช่างคอยจับตาดูก็แล้ว​กัน...​ เฮ้อ -คราวนี้เห็นทีพวกเราคงไม่มีวัน​ได้ผุด​ได้เกิดกันอีกแล้ว​"

พูดจบพี่มานิตก็ส่ายหน้า ​และถอนหายใจอย่างท้อแท้เหนื่อยหน่าย ราว​กับคน​ที่หมดอาลัยตายอยาก​กับชีวิต​ไปเสียแล้ว​
ผมพยักหน้ารับทราบอย่างแกน ๆ​ ​เพราะทำใจไว้แล้ว​ ​จะพิษต้มยำกุ้ง พิษแฮมเบอร์เกอร์ หรือพิษอุบาท​ว์ชาติชั่ว​ที่ไหนก็แล้ว​​แต่ ผมก็ไม่แยแส​และไม่อยาก​จะเก็บมาใส่ใจ​ทั้งสิ้น บทเรียนครั้งนั้น​สอนผมว่า ถึงอย่างไรตนก็​คือ​ที่พึ่งของตนวันยังค่ำ

สำหรับผม ภัยจาก​ความจน ก็​คือภัยหมา ๆ​ ​ที่​จะ​ต้องกอบกู้ขึ้น​มาด้วยสองมือตนเอง

ทุกวันนี้ ผมก็​กำลังกอบกู้​และครองตนอยู่​อย่างพอเพียง ​แม้​จะงดเหล้ายาปลาปิ้งให้เด็ดขาดลง​ไปไม่​ได้ ​เพราะยามเย็น ๆ​ ก็มัก​จะคิดถึง​เพื่อน ​แต่ผมก็เพียง "หวีผม​แต่พอเกล้า กินเหล้า​แต่พอเมา"

รับรอง, ผมทำ​ได้ !!! ไม่คุยโม้โอ้อวดหรือโฆษณาชวนเชื่อตนเองเหมือนคนพวกนั้น​

พวก​ที่ชอบยกมือไหว้​และสบถสาบานแทบทุกครั้งว่า​จะกู้ภัยยากจนให้​กับคนจน ​เมื่อถึงระดูหาเสียงทุก ๆ​ ระดู

​ใคร​จะเชื่อก็เชื่อ​ไป ​แต่สำหรับผมต่อให้​เอามีดคมวาวมาจี้คอหอยบังคับให้เชื่อ ผมก็​จะยอมตาย ​แต่​จะไม่ยอมเชื่อพวกมันอย่างเด็ดขาด ​เพราะ​ถ้าพวกมันถือคำสัตย์ปฏิบัติตามคำโฆษณาชวนเชื่อกันจริง ๆ​ ป่านนี้ภัย​ความจนของพวก​ที่หลงเชื่อ​และกาบัตรลงคะแนนให้ ก็คง​จะ​ได้รับการกอบกู้หรือ​ได้รับการแก้ไข​ไปบ้างแล้ว​ ไม่มากก็น้อย ไม่ใช่มุ่ง​แต่สร้างเงื่อนไขกระทั่งก่อปัญหา​ความยากจนให้​กับคนจนเพิ่มมากขึ้น​เหมือนทุกวันนี้

ถุย! กูไม่เชื่อน้ำยาพวกมึงหรอกเว้ย


-จบ-


หมายเหตุ : "ระดูหาเสียง" ​เป็นการจงใจเขียน ไม่เหมาะสมประการใดก็สุดแท้​แต่ท่านผู้อ่าน
​จะพิจารณา-ครับ​ผม

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3450 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง กู้ภัย
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๙๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๙ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-17373 ], [110.49.193.197]
เมื่อวันที่ : 16 ส.ค. 2553, 08.41 น.

ผลงานชิ้นนี้เพิ่งขอถอนจาก บก.สุชาติ สวัสดิ์ศรี แห่ง ช่อการะเกด ​เมื่อเดือน​ที่แล้ว​ ​เพราะเพิ่งรู้ว่าผิดกติกา ​เนื่องจากผมเคยโพสต์เผยแพร่ในเว็บไซต์มาก่อน ​ซึ่งท่านเพิ่งกำหนดชัดเจนในการตอบข้อสงสัยของนักเขียนในฉบับ​ 52 ว่า

"ผลงาน​ที่เคยเผยแพร่​ที่อื่น ​แม้ในเว็บไซต์ก็ถือว่าผิดกติกา ​เพราะอยาก​ได้ผลงาน​ที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์"

จึงถือโอกาสบอกกล่าวมายัง​เพื่อน ๆ​ ในศาลานกน้อยให้​ได้รับทราบทั่วกันทุกคน

สำหรับสำนักพิมพ์อื่นยังไม่ปรากฏกติกานี้ ​แต่ต่อ​ไปอาจ​จะไม่แน่ ​เพราะฉะนั้น​ก่อน​จะโพสต์ผลงานชิ้นใหม่ก็ขอ​ได้ตระหนัก​กับเรื่อง​นี้กันให้รอบคอบเสียก่อน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : อิติฯ [C-17374 ], [125.25.183.6]
เมื่อวันที่ : 16 ส.ค. 2553, 10.01 น.

แกนๆ​ แข็งๆ​ ดิบๆ​
ภาษาแบบนี้ (​ส่วนตั๊ว​ส่วนตัว)ผมมองว่า..มันซื่อ..มันตรง..​และจริงใจดี

​เป็นอีกเรื่อง​...​​ที่นักเสพภาษาระดับแถวหน้า ของฟ้าเมืองไทยอย่างผม หาจุดด้อยยังไม่เจอ

อ้อ...​มีนิดหน่อย​ เล็กๆ​น้อยๆ​ครับ​

****เย็นย่ำตะวันรอนร่อนลับเหลี่ยมตึกร้างเบื้องทิศตะวันตก****

ี ***เบื้องทิศตะวันตก*** ตัดออก​ไปเลย​ก็​ได้ครับ​พี่

***เย็นย่ำตะวันรอนร่อนลับเหลี่ยมตึกร้าง*** เข้าใจ​ได้อย่างกระชับ

ภาพรวมแล้ว​...​เจ๋งเป้ง!!!ฮะพี่งานชิ้นนี้

นับถือครับ​
อิติฯ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-17375 ], [110.49.205.29]
เมื่อวันที่ : 16 ส.ค. 2553, 10.26 น.

ขอบคุณครับ​ สำหรับ​ความคิดเห็น

​เมื่อแรกผมก็คิด​จะตัดคำคำนี้ออก​ไปแล้ว​เหมือนกัน ​เพราะดวงตะวันย่อมตกในทางทิศนั้น​อยู่​แล้ว​ คล้าย​กับคำว่า "​เขา​เอามือจับปากกา" ​ซึ่งตัด "​เอามือ"ทิ้ง​ไป​ได้เลย​ ​เพราะนอกจากมือแล้ว​ บุคคล​ที่อวัยวะทุก​ส่วนสมประกอบก็ไม่อาจ​จะ​เอาอย่างอื่น​ไปจับ​ได้ นอกจากมือ

​แต่สำหรับคำนี้พออ่านออกเสียงทบทวน​ไปรอบสองรอบ ก็เกิด​ความคิดขึ้น​มาว่ามันออก​จะห้วน​ไปหน่อย​ อีก​ทั้งภาพวิวของดวงตะวันลับเหลี่ยมแท่งตึกสูง ๆ​ ต่ำ ๆ​ ก็หาระยะใกล้ไกลไม่ชัดเจน​เมื่อไม่ใส่คำว่า "เบื้องทิศตะวันตก" เข้า​ไป​เป็น​ส่วนเปรียบเทียบ​กับสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นรอบด้าน ผมจึงคงละไว้ไม่ตัดออก

​แต่โอกาสหน้าก็ไม่แน่เหมือนกัน

เหมือนอย่าง​ที่บอกนั่นแหละ​ครับ​

งานเขียน​ที่สมบูรณ์ยังไม่มี​ใครเขียน !!!

ของคุณอีกครั้งครับ​ คุณอิติ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ลุงเปี๊ยก [C-17378 ], [111.84.217.105]
เมื่อวันที่ : 16 ส.ค. 2553, 15.40 น.

เข้าใจว่าคง​เป็นเรื่อง​สั้นสไตล์ของผู้เขียน ​ที่เจตนาให้ผู้อ่าน​ไปคิด​เอาเองว่าเรื่อง​ราว​ที่เล่า​ต้องการสื่อสาสน์อะไร​ ประมาณว่าอ่านแล้ว​ก็คิด​เอาเองนะจ๊ะ​

ก็เห็นภาพการเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจชัดเจน คน​ที่​กำลังลำบากก็รู้สึกว่า​ไม่​ได้ลำบากเพียงลำพัง คน​ที่สู้ไม่ไหว​ต้องล้มตาย​ไปก็มีให้เห็นในเรื่อง​เล่าเรื่อง​นี้

​ความ​เป็น​เพื่อนสื่อผ่านทางภาษาพูดชัดมากครับ​ คำสบถแบบนี้ผม​ได้ยินบ่อย​เมื่อครั้ง​ไปเ​ที่ยวภูเก็ต เรียกว่าพูด​เป็นสร้อย หรือพูด​เป็น prefix ติดปากจน​เป็นปกติ ​และน้ำมิตร​ที่แสดงออกด้วยการผลักเงินสองพัน ​เอาแค่พันสอง ก็สำแดงให้เห็นอย่างแยบยล

เห็นคำ​ที่เขียนผิดอยู่​ ๒ ​ที่ ​คือ น่าชื่นตาบาน ควร​จะ​เป็น หน้าชื่นตาบาน ​และอีกคำ​คือ พลิกท้องหายหลัง คำนี้​ถ้า​เป็นประโยคสนทนา ก็พอ​จะยอมรับ​ได้ว่า ตัวละครอาจ​จะพูดทองแดงจนเพี้ยนตามนั้น​ ​แต่​เมื่อ​เป็นคำบรรยาย​ถ้าไม่​เป็น​เพราะพิมพ์ตก ผมคิดว่าน่า​จะ​ใช้คำว่า หงายหลัง

​ส่วนชื่อเรื่อง​ กูภัย คงเจตนาไม่ใส่ไม้โทกระมัง.

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : นาม อิสรา [C-17381 ], [110.49.193.242]
เมื่อวันที่ : 17 ส.ค. 2553, 10.33 น.

ท่าทาง เพิ่ง​จะมาขาดหล่นตอนโพสต์​ที่นี่แหละ​ ​เพราะก่อนโพสต์​ได้ลงมือแก้ไขอีกรอบอย่างคนมือคัน

ตัดออกบ้าง เสริมใหม่เข้า​ไปบ้าง

​โดยเฉพาะตอนปิดท้ายรายการ (จบ)

แกล้งด่าพวกนั้น​เสียหน่อย​ ฮา ฮา

โทษฐานนำพาประชาชนลงเหวลงคลองอยู่​ทุก​เมื่อเชื่อวัน

​จะพาประเทศ​ไป​เป็นนิกส์ !!! (ไม่มั่นใจว่าเขียนถูก)

ถุย! พากัน​ไปล่มจมติดหนี้บานเบอะ น่ะไม่ว่า

แก้ไขหมดแล้ว​ครับ​ ขอบคุณมากครับ​ลุงเปี๊ยก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : แก้มแหม่ม [C-17405 ], [202.90.6.36]
เมื่อวันที่ : 24 ส.ค. 2553, 15.16 น.

555 ไม่เคยอ่านงานแบบนี้เลย​
อ่านแล้ว​ชอบค่ะ​ เถื่อน ๆ​ ​แต่สนุก มีกลิ่นอายคล้าย​แต่ไม่คล้าย​กับ เหมืองแร่ ของอาจินต์ หาคนเขียน​ได้แบบนี้ยากมากค่ะ​ ​เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ว่าแล้ว​ก็​จะค้นงานเขียนของคุณมาอ่านอีกนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : มะขวิด [C-17709 ], [118.173.66.88]
เมื่อวันที่ : 13 ต.ค. 2553, 11.52 น.

อินมากเลย​ครับ​ จนไม่อาจฟันธง​ได้ว่านี่​คือเรื่อง​​แต่ง หรือ เรื่อง​จริง​ที่​เอามาล้อเล่นผ่านตัวอักษร

อ่านงานของพี่แล้ว​ ผมนึก​ไปถึง กนกพงศ์ สงสมพันธ์ แน่ะ รายนั้น​เขียนนิทาน​แต่ละเรื่อง​ บรรยากาศไม่เคยสดใสเลย​ ​แต่ในเรื่อง​​ที่พี่​แต่ง มันเห็นชัดเจนถึงประสบการณ์ทางตัวอักษร ไม่ว่า​จะ​เป็น​ความกล้า​ที่​จะ​ใช้คำ​ที่ผิดแบบแผน การจงใจสะกดผิด การประชดประชัน ล้วนทำ​ได้กลมกลืน​กับการดำเนินเรื่อง​

นั่นมันสำนวนระดับซือแป๋ในวงการน้ำหมึกเค้าทำกันเชียว!!

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : ทิดอินทร์ [C-17977 ], [115.87.111.12]
เมื่อวันที่ : 21 ธ.ค. 2553, 23.18 น.

​ทั้งสวิงสวาย​และ​เป็นเอกลักษณ์มากเลย​ครับ​ ผมชอบงานชิ้นนี้มากๆ​ บอกว่าโดนใจเลย​ก็​ได้ครับ​ ​โดยเฉพาะคำอุปมาอุปไมยแบบเฉพาะตัว

ขอบคุณครับ​​ที่พี่นามฯ​ได้แบ่งปัน

ด้วยจิตคาระวะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๙ : นาม อิสรา [C-17979 ], [110.49.205.82]
เมื่อวันที่ : 21 ธ.ค. 2553, 23.49 น.

ด้วย​ความขอบคุณ​ที่ติดตามอ่านเช่นเดียวกันครับ​

ผมแก้ไขใหม่ในตอนท้าย ๆ​ แล้ว​พับใส่ซองส่งมติชนรายสัปดาห์ ​ทั้ง ๆ​ ​ที่ตั้งแต่ฝึกหัดเขียนหนังสือมานี่ ส่ง​ไปเท่าไหร่ (2-3 ชิ้น) ก็ลง​ไปซบก้นตะกร้าของ​เขาเสียหมด
หาก​แต่ "กู้ภัย" ​เป็นเรื่อง​สั้น​ที่ผมอาจหาญคิด​จะส่ง​ไปให้ บก.สุชาติ สวัสดิ์ศรี (ตาม​ที่เล่าไว้​แต่ต้น) ก็นับว่าผมมี​ความกล้า (อาจ​จะหน้าด้านด้วยก็​ได้)​เป็นทุนอยู่​พอสมควรแล้ว​ ผมจึงหาญกล้าอีกครั้ง​ที่​จะส่ง​ไป​ที่มติชน ​แม้ไม่ผ่าน ผมก็ไม่เสียใจ

​เพราะ​ที่นั่น​เขาค่อนข้างพิถีพิถัน สังเกต​แต่ละท่าน​ที่ส่งผลงาน​และผ่านการตีพิมพ์ ก็ล้วนมีชื่อเสียง​และมี​ความเก่งกาจกัน​ทั้งนั้น​ ​จะหาโนเนมเหมือนผมยากมากเลย​

ขอบคุณอีกครั้ง-ครับ​ผม

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น