นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๖
K1000 ที่รัก
กางเขนดง
...ฉัน​​ได้มันมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานแท้ ๆ​​ เลย​​ จำ​​ได้ว่าซื้อมาด้วยเงินเบี้ยเลี้ยงฝึกงานในราคาหกพันบาท​​...
ถุงสีน้ำตาล ภายในดูเหมือนมีของหนัก ๆ​ อยู่​ภายใน วางอยู่​บนโต๊ะ ฉันเดิน​ไปเปิดดู เฮ้ย นี่มัน K1000 กล้องสุด​ที่รัก (ตัวเดียว​ที่ฉันมี) นี่ กลับมา​ได้ไงเนี่ย โดนซิว​ไปแล้ว​นี่นา ฉันจับมันพลิก​ไปมา เอ มีรอยบิ่นหักของแผงบรรจุฟิล์มด้านหลัง ยัง​จะ​ใช้​ได้อีกไหมเนี่ย (ฉันคิดในใจ) ไม่​เป็นไร ​จะ​เอามัน​ไปซ่อม ฉันสำรวจ​ความเสียหายเพิ่มเติมอย่างร้อนรน เพล้ง! กล้องตกลงบนพื้น ฝาครอบเลนส์แตกกระจาย เสียงดัง กรี๊งงงงง
ฉันสะดุ้งตื่น เฮ้ย เราฝัน​ไปนี่หว่า แบบนี้เค้าเรียก จิตนิวรณ์ อย่างแท้จริง ฉันยังจำภาพ​เมื่อครั้ง​ที่มันอยู่​​กับฉันครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้าย

ฉัน​ได้มันมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานแท้ ๆ​ เลย​ จำ​ได้ว่าซื้อมาด้วยเงินเบี้ยเลี้ยงฝึกงานในราคาหกพันบาท​ ​เป็น Pentax K1000 ​ใช้งานด้วยมือ ​ต้อง​ใช้มือหมุนก้านฟิล์มเวลาฟิล์มหมด ซื้อเจ้านี่​เพราะมันคุ้นมือ​กับรุ่นก่อน​ที่เคย​ใช้​เป็น Pentax spotmatic ฉันว่าเลนส์มัน​ใช้​ได้เลย​แหละ​ ภาพออกมาคมชัดดี ฉันพกมันติดตัว​ไปตลอดราว​กับพกกล้องอัตโนมัติ หรือกล้องระบบ PHS (Push Here, Stupid) ​ที่​เพื่อนฉันเรียก ไม่ว่า​จะ​ไป ภูหินร่องกล้า ท่ามกลางฝนตกกระหน่ำ อากาศหนาวจนสั่นหงั่กๆ​ ฉันยอมเปียก​เพราะไม่มีมุมหลบฝน​เป็น​ที่กำบังไม่ให้มันเปียก​ไปด้วย ​ไปเ​ที่ยวน้ำตกสลัดได​ที่​เขาใหญ่ น้ำตกทอทิพย์ ​ที่แก่งกระจานก็ลอยคอ​เอามันชูไว้เหนือหัว (​เพราะอยากถ่ายรูปเลียนแบบหนังเรื่อง​ wild thing) ​ไปทะเลบางสะพานก็บ่ยั่นน้ำเค็ม​แม้​แต่น้อย

ถึงคราว​ที่ฉัน​ต้องเดินทางออกนอกเมืองไทย ก็​เป็นเหตุ​ที่ให้เราพลัดพรากกัน ฉันแวะ​ไปร้านกล้องแถวปิ่นเกล้าซื้อกระเป๋าใส่มันซักหน่อย​ ​จะ​ได้​ไปกันง่ายๆ​ กะว่า​จะพามัน​ไปทำ​ความสะอาด​ที่ร้านหลังจากเดินทางกลับ ​ไปคราวนี้ฉันพกฟิล์ม​ไปเพียบ​เอาไว้ถ่ายตอนมีโอกาสเ​ที่ยว

แล้ว​ฉันก็​ได้เ​ที่ยว​โดยนั่งรถไฟขบวนนอนจากเวียนนา​ไปโรม ​โดยฉันออกจากเมือง​ที่อยู่​​ไปสมทบ​กับ​เพื่อนอีกสองคน​ที่เวียนนา รถไฟบ้านเค้าแบ่ง​เป็นห้อง ๆ​ นั่งหันหน้าชนกัน​ได้สักสี่คน ​แต่ละห้องมีประตูเลื่อน​พร้อมม่าน พอดึกๆ​ เราก็ดึงเบาะออกมาทำ​เป็น​ที่นอน​ได้แล้ว​ก็ดึงประตูห้องปิดไว้​แต่ห้ามล็อค​เพราะ​ต้องมีคนมาตรวจตั๋วกะพาสปอร์ต ฉันกะ​ไปซัก 3-4 วัน เลย​เตรียมเป้เสื้อผ้า ​กับกระเป๋ากล้อง​ซึ่งใส่กระเป๋าเงิน พาสปอร์ต สมุดบันทึก​และทุกอย่าง (กะนอนสบายๆ​ ไง) ฉันนอนด้านนอกสุด ก่อนนอนกอดกระเป๋าไว้ ​แต่ไม่​ได้คล้องสายไว้​กับตัว (กลัวนอนไม่สบายอีกแล้ว​) รถไฟจอดเกือบทุกสถานีก็​จะมีคนขึ้น​มาแล้ว​หา​ที่นั่ง ​ถ้าเห็นตรงไหนว่างก็นั่ง​ได้ ฉันก็ไม่​ได้นอนหลับสนิทอะไร​ ​เพราะมีคนเปิดปิดประตูอยู่​ เสียงคนคุยกัน ​แต่แล้ว​รู้สึกตัวอีกที ตื่นมา​เป็น​ความรู้สึกว่า​งเปล่า แบบเฮ้ย นี่ฉันไม่​ได้ถืออะไร​มาเลย​เหรอเนี่ย เปิดไฟ ​เอามือควานหาพบ​แต่อากาศธาตุ!

เหตุเกิดตรงไหนฉันไม่แน่ใจ เวลาตอนนั้น​ก็เกือบ​จะเช้า​แล้ว​​แต่ก็ยังมืดอยู่​ น่า​จะ​เป็นสถานี Venezia (เวนิส)นั่นแหละ​ ​เพราะตอนผ่านชายแดนมันยังอยู่​เลย​นี่นา กว่า​จะรู้ตัวว่าตัวว่างเปล่าก็​เป็นสถานี Ferrara ห่างมา 3 สถานีแล้ว​ พอ​ความรู้สึกเหมือนฝันหมด​ไป ก็เริ่ม เจี๊ยกก!! พาสปอร์ต บัตรเครดิต เดบิต เงินชิลลิง เงินบาท​ อะไร​อีกเนี่ย เดินหา เจ้าหน้า​ที่รถไฟ ให้เค้านำตรวจทุกคันในขบวนเลย​ว่ายังพอ​จะมีเหลือไหม เดินดู​ไปก็นึก​ไป มีอะไร​มั่งว้าา บัตรเครดิต ​ต้องอายัด แล้ว​หมายเลขบัตรอะไร​ โทรเบอร์อะไร​ ​จะโทรกลับบ้านถามแม่ก็กลัวโดนแม่ด่า แล้ว​พาสปอร์ตอีกหล่ะ ฉัน​จะกลับเมืองไทย​ได้มั๊ยเนี่ย โอ๊ยยย ฉันให้เค้าค้นสองรอบ เค้าทำท่าอิดออด ​แต่ด้วย​ความตกใจ ฉันขอร้องแกมบังคับ​เป็นภาคภาษาอังกฤษพูด​เป็นไฟจนงงตัวเองเลย​ ​แต่ก็หมดหวัง เดินหาหัวขบวนยันท้ายขบวน โจรมันคงไม่โง่นั่งอยู่​หรอก มันคงลง​ไปแล้ว​แหละ​

ฉันเดินคอตกกลับ​ไป​ที่ตู้ของตัวเอง ​ระหว่างทางมีหนุ่มอิตาลี (หล๊อ หล่อ) ยักคิ้ว หลิ่วตาให้ ไม่ใช่ตอนนี้หย่ะ อย่ามายั่ว เดี๋ยวสวย กลับมานั่ง​ที่เดิมเหลือ​แต่เป้ใส่เสื้อผ้า (​เอาวะ ยังไง ๆ​ ก็ไม่โป๊แหละ​ ฉันคิดในใจ) นั่งสักพักมีคนมาบอกให้ชั้น​ไปดูมีของบางอย่างในห้องน้ำบนรถไฟ ฉันวิ่ง​ไปดู โจรมันทิ้งพาสปอร์ต บัตรเครดิต แล้ว​ก็พวกเหรียญ​เอาไว้ในถังขยะ ฉันคุ้ยถังขยะทุกซอกทุกมุม ​ได้คืนมาเท่านั้น​ ไม่มี​แม้กระเป๋าเงิน มันทิ้งรูปถ่ายฉันไว้ด้วย (หนอย เจ็บใจ​ที่สุดตรงนี้แหละ​ ​ถ้ามัน​เอา​ไปด้วยยังพอให้อภัย)

หลังจากลงรถ​ที่โรมก็แจ้งตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้ ฉันก็ทำตามเจตนารมณ์เดิม ไหนๆ​ ก็มาแล้ว​นี่นา ก็ดำรงชีวิตอยู่​ด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิตก็กดเงิน​เอา ​แต่​ที่เสียดาย​ที่สุดก็ K1000 ​เพื่อนยากของฉัน ยังมีฟิล์ม​ที่ฉันถ่าย​ที่ Salburg ติดอยู่​ในกล้องอยู่​เลย​ ฉันพยายามมองหาของมือสอง​ที่วางขายว่าหน้าตาเหมือน K1000 ของฉันหรือเปล่า...​ไม่มี ​แต่ไม่​เป็นไร ​ที่น้ำพุเทรวี่ฉันโยนเหรียญไว้แล้ว​ ฉันหวังว่า​จะ​ได้กลับ​ไปอีกครั้งแล้ว​พามันกลับบ้าน​พร้อมกัน

 

F a c t   C a r d
Article ID A-345 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง K1000 ที่รัก
ผู้แต่ง กางเขนดง
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๔๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-1020 ], [203.107.130.10]
เมื่อวันที่ : 26 ธ.ค. 2546, 12.58 น.

กล้อง Pentax รุ่น K1000 ​เป็นระบบ​ใช้งานด้วยมือ(อะนะ) เอ.. แล้ว​มีรุ่นไหน​ที่​เป็นระบบ​ใช้งานด้วยอวัยวะอื่นมั่งไหมนะ คุณกางเขนโด้งงงงงง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : จิ๊บ [C-1048 ], [81.59.101.84]
เมื่อวันที่ : 14 ม.ค. 2547, 06.41 น.

เข้ามาอ่าน​เป็นครั้งแรก...​เสียใจด้วยพี่เรื่อง​กล้อง
พี่เขียน​ได้ดีจัง
​จะคอยติดตามอ่านทุกอันเลย​นะ ต่อ​ไปนี้

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : แม่นกยูง [C-1155 ], [61.19.199.142]
เมื่อวันที่ : 24 มี.ค. 2547, 14.12 น.

น่า​จะจีบหนุ่มมาสักคน แทนกล้อง​ที่หาย​ไป
ฮิ ฮิ้ววววว

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : จต [C-1589 ], [202.28.62.68]
เมื่อวันที่ : 22 ก.ย. 2547, 13.37 น.

ทำใจ
ยังคิด​จะ​ไปอยู่​รึ บรรยาย ​ความงามของเมือง ​ความหล่อของหนุ่มๆ​มั่งดี๊
ไม่เห้นมีไรประทับใจรึ ​เพราะเรื่อง​ขโมย แท้ๆ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น