นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
ดอกดิน 1
นายอิติฯ
..."โอ้โฮ...​​อีแหล่ นี่มึงไม่คิด​​จะสวม​​จะใส่เลย​​หรือไงวะ ไม่​​เอาคล้องคอเสียเลย​​ล่ะ แหม..กะอีแค่รองเท้าแตะคู่เดียว มึงทำยัง​​กับมัน​​เป็นของมีค่าซะมากมาย​​ แหวะๆ​​"...
"โอ้โฮ...​อีแหล่ นี่มึงไม่คิด​จะสวม​จะใส่เลย​หรือไงวะ ไม่​เอาคล้องคอเสียเลย​ล่ะ แหม..กะอีแค่รองเท้าแตะคู่เดียว มึงทำยัง​กับมัน​เป็นของมีค่าซะมากมาย​ แหวะๆ​"

เสียงบักทองคูณเด็กชายตัวเล็ก ไม้เบื่อไม้เมาเจ้าประจำ มันเอ่ยเสียงล้อเลียนอีแหล่ ​ที่เดินถือรองเท้าดาวเทียมคู่ใหม่เอี่ยมสีสด ขณะ​ที่พวก​เขา​กำลังเดินกลับจากโรงเรียน​ไปตามถนนลูกรังสีแดง​ที่ฉ่ำแฉะ ​ไปตลอดระยะทางเกือบๆ​ ๒ กิโลเมตร หลังจากมีฝนตกลงมาก่อนหน้านั้น​ไม่กี่ชั่วโมง

"เออซีวะ..แล้ว​มึง​จะทำไม...​ไอ้เตี้ย นานๆ​กู​จะ​ได้ของใหม่สักทีเว้ย อิจฉาล่ะซีมึง ดูซิน่ะของมึง แหว่งเว้าปนเปกันปานนั้น​ยังใส่อยู่​​ได้ ​เป็นกูนะ โยนเข้าป่า​ไปแล้ว​ แหวะๆ​ๆ​"

​เป็นการสวนกลับอย่างทันควันของเด็กหญิงสารภีหรืออีสา​ที่​ใครๆ​ก็มัก​จะเรียกเธอว่าอีแหล่ ตามลักษณะผิวพรรณ​ที่ดำคล้ำกว่า​เพื่อนคนอื่นๆ​

"ทุกทีเล๊ย.ย..ย.ย...​ สองคนนี้ ​จะมีบ้างไหมเนี่ย ​ที่​จะพูดจากันดีๆ​ กัดกัน​ได้ตลอด"

เด็กหญิงวังเวียงหรืออีเวียง​เพื่อนลูกพี่ลูกน้องกันของสารภี เธอเดินบ่น​พร้อม​กับส่ายหน้าประคองไหล่อีสา ​โดยมีทองคูณคอยเดินตามโผล่ซ้ายโผล่ขวาอยู่​ไม่ห่าง

"อย่าลืมนอนกอดเลย​เด้ออีแหล่ อีขี้เห่อ"
ทองคูณทิ้งท้าย​พร้อมแลบลิ้นปลิ้นตาก่อนออกวิ่งแซงหน้า​ทั้งสองคน หายลับเข้าโค้งของหมู่บ้าน​ไป ​ซึ่งมัน​จะ​เป็นคู่กัด​กับอีสามาตลอด ​และชอบล้อเล่นพูดก่อกวนค่อนขอด ทุกครั้งทุกเวลา​ที่มีโอกาส ประมาณว่า หากวันใดมันไม่​ได้กระทบกระทั่งอีแหล่ด้วยคำพูดเจ็บๆ​คันๆ​ ไอ้ทองคูณมันก็คงนอนไม่หลับ​ไป​ทั้งคืน ประมาณนั้น​ทีเดียว

"เอ้อ...​มึงรีบ​ไปเลย​ไอ้เตี้ยหมาตื่น ก่อน​ที่กู​จะ​เอารองเท้าเนี่ยขว้างหัวมึง ​ไป๊ๆ​"
อีสาตะโกนไล่ตามหลังอย่างไม่ยอมขาดทุน ก่อน​จะหันกลับมาทำหน้าหงิกงอกระฟัดกระเฟียดใส่​กับอีเวียง

"กูก็เห็นพวกมึงสองคนกัดกันอยู่​อย่างนี้ กัดกัน​ได้ทุกวัน ไม่เบื่อบ้างหรือไงว๊า.."อีเวียงเดินส่ายหัวบ่นขึ้น​มาอีกครั้ง ก่อน​จะกอดคออีสาเดินเข้าหมู่บ้าน​ไป

บ้านโนนสะแก​เป็นหมู่บ้านเล็กๆ​ ​ที่ดำรงชีวิตด้วยการประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนา​เป็นหลัก ชะตาชีวิตจึงขึ้น​อยู่​​กับธรรมชาติ​เป็นหลัก ​ที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่​ห่างจากตัวอำเภอบัวใหญ่ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร เส้นทาง​ที่​ใช้สัญจรเข้าออกหมู่บ้าน​เป็นลูกรังขรุขระคละคลุ้ง​ไปด้วยฝุ่นสีแดงยามหน้าแล้ง ​และสุดแสน​จะเฉอะแฉะทุลักทุเลย​ามหน้าฝน ​แต่ชาวบ้าน​ที่นี่ก็​ใช้ชีวิตตามวิถีชนบท ผ่านรุ่นสู่รุ่น​และต่อๆ​กันมา​ได้​และมี​ความสุขตามอัตภาพ

ปีนี้ชาวบ้านเริ่มลงมือทำนาเร็วกว่าทุกปี ​เพราะต้นเดือนพฤษภาคม ฝนก็เริ่มเทกระหน่ำลงมาแล้ว​ ผืนนาใน​ที่ลุ่มก็รอการปักดำ​เมื่อน้ำขังเยอะๆ​ ​ส่วนผืนนาใน​ที่ดอนก็​ใช้วิธีไถหว่าน​เพื่อให้ต้นกล้ายืนต้นโตทันฝน​ที่​กำลัง​จะมา ยิ่งปีนี้ข่าวคราวของราคาข้าว​ที่ดีขึ้น​ หากฝนฟ้า​เป็นใจ รอยยิ้มอันสดใสก็คง​ได้มาเยือนชาวโนนสะแกอีกครั้ง ​แต่​ถ้าหากฝนฟ้าไม่​เป็นใจ ​พระพิรุณเล่นตลกเกิดขี้เกียจทำงาน​เอาดื้อๆ​ คราวนี้คง​เป็นอะไร​​ที่ลำบาก ​ซึ่ง​จะว่า​ไปแล้ว​ การ​เป็นชาวนา​ที่ไม่​สามารถสั่งฟ้าสั่งฝน​ได้ ก็​ต้องทำใจ​และเผื่อใจให้เคยชิน​กับ "การรอคอย"

ชีวิตของเด็กๆ​บ้านโนนสะแกมักอยู่​ติด​กับครอบครัว ครอบครัว​ที่ทุกๆ​วัน​ต้องใกล้ชิด​พระพุทธศาสนา มีการใกล้ชิด​กับผู้หลักผู้ใหญ่ ​ทั้งญาติฝ่ายพ่อ​และญาติฝ่ายแม่ อีสา​กับอีเวียงก็เช่นกัน​ซึ่ง​จะ​ใช้เวลา​ส่วนใหญ่ขลุกอยู่​​กับพ่อแม่​และญาติๆ​ ​ส่วนบักทองคูณ​และเด็กๆ​ผู้ชายคนอื่นๆ​ นอกจากการเ​ที่ยวเล่นสนุกตามชายป่าละเมาะ ตามห้วยหนองคลองบึง สถาน​ที่อีกแห่ง​ที่เด็กๆ​พวกนี้​ทั้งหญิง​และชาย​จะแวะเวียนมาไม่ให้ขาด นั่นก็​คือวัด ดังนั้น​​แม้ว่าเด็กๆ​​จะดูเกกมะเหรกเกเร พวก​เขาก็ยังรู้ว่าวัด​เป็นสถาน​ที่แห่ง​ความดี การเล่นซนในวัดจึงไม่ใช่​เป็นการเกเร หาก​แต่​เป็นการซุกซนตามประสาเด็กเท่านั้น​เอง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

วันนี้ก็เหมือนๆ​​กับทุกๆ​วันหยุดเสาร์อาทิตย์ พวกเด็กพากันเข้ามาเล่นซนในวัด ​แม้​จะไม่ค่อยถูกคอกันนัก แถมออก​จะเหม็นขี้หน้ากันเสียด้วยซ้ำ ​แต่อีแหล่​กับบักทองคูณ ก็​ต้องวนเวียนมาวิ่งเล่นด้วยกันอย่างหลีกเสียไม่​ได้ ​เพราะเด็กๆ​​ทั้งหมู่บ้านโนนสะแก​ที่รุ่นราวคราวเดียวกันมันก็มีอยู่​ไม่กี่คน

หลังจากวิ่งเล่นกันจนหนำใจ ​และอาศัยข้าววัด​ที่มีอย่างล้นเหลือ เด็กๆ​ก็ไม่ลืม​ที่​จะรับข้าวก้นบาตรจากหลวงตา​ที่หยิบยื่นให้​เพื่อนำกลับ​ไปให้พ่อแม่ ทำการดัดแปลง​เป็นอาหารอย่างอื่นต่อ​ไป อีเวียง​และอีสา​ได้ข้าวเหนียวมาคนละถุง​ซึ่งพวก​เขาคิด​เอาไว้แล้ว​ว่า​จะ​เอา​ไปทำข้าวโป่ง​ที่ทำกินประจำ ​ส่วนบักทองคูณวันนี้กลับบ้านมือเปล่าอีกตามเคย

"เวียงจ๊ะ​..คราวนี้ขอกูสองแผ่นนะ"
บักทองคูณทำเสียงหวานออดอ้อนอีเวียง เหมือนทุกครั้ง​ที่มีการถือข้าวเหนียวกลับเข้าหมู่บ้านของเด็กหญิง​ทั้งสองคน
"โหย.ย.ย...​ไอ้บ้าเตี้ย แดกแผ่นเดียวก็พอแล้ว​มึงน่ะ ช่วยก็ไม่ช่วย ยังเรื่อง​มาก ขอเท่านั้น​ขอเท่านี้"
เสียงอีสาแว๊ดสวนขึ้น​ ​เมื่อเห็นท่าทีเลียแข้งเลียขาจนออกนอกหน้าของบักทองคูณจนน่าหมั่นไส้

"อ้าว...​อีแหล่ กูขออีเวียงนะเว้ย ไม่​ได้ขอมึงเสียหน่อย​ อีเวียงน่ะใจดีโว้ย ไม่เหมือนมึง ตัวดำยังไม่พอ ยังใจจืดใจดำอีก วู๊ย.ย.ย...​อีดำปื้ด อื้อฮือ...​รองเท้าใหม่มึงใส่แล้ว​สวยฉิบหาย ยัง​กับเจ้าเงาะเลย​ว่ะ"
บักทองคูณหัวเราะร่วน ย้อนกลับด้วยการยักคิ้วหลิ่วตา ทำใบหน้ายียวนกวนอารมณ์แถมเข้า​ไปอีก ในจังหวะเดียวกัน​ที่อีสา​กำลังยืนเท้าสะเอว กระทืบเท้าหน้าบึ้ง ด้วย​ความโมโห​กับคำชม​ที่​ต้องกัดฟันรับจากบักทองคูณ

"มึง.. มึง.. มึง.. ไอ้เตี้ยหมาตื่น"
อีสากัดกรามกรอดมองซ้ายแลขวา หวังหาสิ่งของ​ที่พอ​จะหยิบฉวย ​เพื่อจัดการ​กับตัวป่วนกวนอารมณ์​ที่​กำลังล้อเลียนอยู่​ตรงหน้า

"โอ๊ย!!!"

​เป็นเสียงร้อง ของบักทองคูณ มันล้มกลิ้งน้ำตาเล็ด ​เมื่อพบว่ามีรอยถลอกเลือดไหลซิบ​ที่ข้อศอก​ทั้งสองข้าง สาเหตุก็​เนื่องด้วยลีลาการหลอกล่อยั่วยวนกวนส้นของมันมีมากเกิน​ไป จึงทำให้แข้งขามันพันกันจนมันล้มคว่ำไม่​เป็นท่า

"ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า สมน้ำหน้าไอ้เตี้ยหมาตื่น คนดีผีช่วยว้อย.ย.ย.."
อาการหัวเราะร่วนเปลี่ยนข้างในทันที อีสายิ้มระรื่นนั่งยองๆ​ ลงข้างๆ​บักทองคูณ​ที่นั่งน้ำตาซึมบ่อ ​โดยมีอีเวียงทำหน้าละห้อยอยู่​ข้างๆ​ ก่อนอีเวียงสัญญา​จะให้ข้าวโป่งสองแผ่น​กับบักทองคูณ ​พร้อม​กับของอีสาด้วยอีกหนึ่ง​แผ่น ​ที่​ได้มาด้วยอาการกระฟัดกระเฟียดนิดหน่อย​ ​แต่อีสาก็รับปาก​จะให้​แม้ไม่เต็มใจนักก็ตาม นั่นล่ะจึงเกิดรอยยิ้มแหยๆ​จากคนล้มกลิ้งขึ้น​มา​ได้บ้าง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เช้า​วันจันทร์บักทองคูณมาดักรออีสา​กับอีเวียงตรงหน้าปากทาง วันนี้มันเดินมาด้วยตีนเปล่า เด็กหญิง​ทั้งสองก็ไม่ลืม​ที่​จะแบ่งข้าวโป่งแผ่นขนาดเท่าจาน​ที่ปิ้งดูน่ากินให้ตามสัญญา

"ขอบใจนะ สารภี วังเวียง"
บักทองคูณพูดอย่างนอบน้อม ​พร้อมยิ้มกว้าง
"อื้อๆ​ คิดว่าทำบุญทำทานให้หมามันกิน อ้าว..ไอ้เตี้ย รองเท้ามึง​ไปไหนเสียล่ะ"
อีสาทักด้วยท่าที​และน้ำเสียงราบเรียบ
"โหย.ย.ย...​อีสารภี อีแหล่ พูดดีเข้าหน่อย​...​เล่นกู​แต่เช้า​เลย​นะมึง คำก็เตี้ย สองคำก็เตี้ย แหม๊...​มึงน่ะสูงตายล่ะ แม่สำลี แม่ปุยนุ่น"
บักทองคูณรับการทักทายอย่างทันเกม
"ไอ้เตี้ยบ้า มึงตอบไม่ตรงคำถาม" อีสากระโดดคว้าคอบักทองคูณ​แต่ก็พลาด​ไป

"กูก็โยนเข้าป่า ตาม​ที่มึงบอกแล้ว​ไง"
บักทองคูณลดท่าทีกวนๆ​ลงบ้าง ​เมื่อว่าวังเวียงเริ่มส่ายหัวส่ายหน้าขึ้น​มาบ้างแล้ว​ ​พร้อม​กับหยุดการยียวนสารภี ก่อนออกเดินเคี้ยวกรอบข้าวโป่ง​ไปเรื่อย สลับการพูดคุยเสียงร่ามุ่งหน้าสู่โรงเรียน​ที่มีเด็กๆ​อีกสองหมู่บ้าน​ต้องมาร่วมเรียนกัน

มัน​เป็นเรื่อง​​ที่หลีกเลี่ยง​และช่วยไม่​ได้จริงๆ​ ​กับการทะเลาะเบาะแว้งของพวกเด็กๆ​นักเรียนไม่ว่าตัวเล็กตัวโต หลังพักเ​ที่ยงวันนั้น​สารภี​และวังเวียง​กำลังถูกเด็กชายสามคนเยื้องย่างรุมต้อน ยังบริเวณแท็งก์น้ำสังกะสีใบเขื่องของโรงเรียน ​ทั้งสอง​ต้องการเพียง​เพื่อมากรอกเติมน้ำใส่กระปุก​เอาไว้ดื่ม ​แต่ดันมาเจอคู่อริต่างหมู่บ้าน​ที่มัก​จะมีเรื่อง​กระทบกระทั่งกันอยู่​บ่อยๆ​ แถม​จะ​เป็นขาใหญ่ประจำโรงเรียนอีกต่างหาก

เด็กชายตัวโตหนึ่ง​คน ใบหน้ามู่ทู่อวบอ้วนเหมือนหมู มีชื่อว่ากำพล มันอาศัยร่างกายอันอวบอ้วนของมันเบียดแย่ง​กับสารภี​เพื่อยึดครองก๊อกน้ำ​เอาไว้ก่อน ​และ​เป็นการกลั่นแกล้งตามนิสัยเกเรประจำตัว​ที่สั่งสมมานานตั้งแต่ประถมหนึ่ง​ยันประถมปลาย

"กู​จะ​ไปฟ้องครู" อีเวียงชี้หน้า​พร้อม​กับ​ใช้ตัวยืนบังอีสา​เอาไว้

"ไอ้หมูตอน..ไอ้ควายอ้วน..ไอ้พ่อแม่ไม่สั่งสอน..ไอ้หน้าตัวเมียรังแกผู้หญิง..ไอ้บ้า..ไอ้ช้างน้ำ..ไอ้...​" อีสาร้องไห้สะอึกสะอื้นร่ายด่ากราดหลังจากถูกเบียดกระเด็นก้นจ้ำเบ้า

อีสามันไม่​ได้เอะใจสักนิดเลย​ ว่าคำด่าของเธอมันก็ไม่ต่างจากการสาดน้ำมันใส่กองไฟดีๆ​นี่เอง ​เพราะตอนนี้มัน​ได้สร้าง​ความเดือดดาลให้​กับเจ้าเด็กอ้วนตัวโตคนนั้น​ในทันที มันเม้มใบหน้าอันอวบอูม จนดูเหมือน​จะน่ากลัว เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลย้อยเต็มหน้า​ที่มันแผล็บ มันลูบหัวเกรียนหลิม​ไปมาสองสามที ​พร้อมเสียงขู่ฮึ่ม!!ดังในลำคอ

เด็กชาย​ที่มาด้วยกันอีกสองคนรู้ดีว่า ​เมื่อเด็กชายกำพลมีการสำแดงท่าทางแบบนี้ออกมา​เมื่อไหร่ ไม่​ใครก็​ใครล่ะ?...​​ต้องมีเจ็บถึงขั้น​ได้หาม​เป็นแน่ มันสองคนจึงไม่คิด​ที่​จะห้าม ​เพราะการเข้าใกล้รัศมีการฟาดงวงฟาดงา​กับช่วงเวลานี้ มันคงไม่คุ้มเสี่ยง​กับการโดนลูกหลง

"อีดำ...​มึงตาย.ย.ย.ย...​."

เด็กอ้วนเดินส่ายพุงง้างเท้าหมายกระทืบอีสาให้จมดิน​เป็นการสั่งสอน ​ที่บังอาจมาพล่ามใส่มันสารพัดคำด่าอย่างไม่มีซ้ำแบบนี้

"โอ๊ย!!!"

ไม่ใช่เสียงร้องของ​ใคร​ที่ไหน หาก​แต่​เป็นเสียงร้อง ของบักทองคูณ​ที่กระโดดเข้ามาขวาง มันเซล้มก้นจ้ำเบ้า​ไปอีกคน ตามแรงถีบของเท้าขนาดน้องๆ​ช้างตัวน้อยวัยแรกเกิด

​แต่มันก็ดูไร้พิษสงสำหรับบักทองคูณ ​เพราะมัน​สามารถยันกายลุกขึ้น​​ได้อย่างรวดเร็ว สีหน้าของมันดูเมินเฉย ไม่มีวี่แววของ​ความเจ็บปวดเล็ดลอดออกมาให้เห็นเลย​

"ไอ้อ้วน..มึงนี่ตัวโตเสียเปล่า เก่งจริงๆ​เล๊ย...​​กับผู้หญิง มานี่เลย​.. มานี่เลย​.. ตัวๆ​​กับกูนี่" บักทองคูณทำแมนเต้นกระหย็องกระแหยงเชิดหน้าท้าบักกำพล ​ซึ่งตัวมันเองก็ชัก​จะไม่แน่ใจเหมือนกันว่า นั่น​เป็นการคิดดีแล้ว​หรือ​ที่พูดออก​ไปอย่างนั้น​ ​เมื่อเห็นใบหน้าของคู่ชก​ที่ยังมู่ทู่อยู่​ด้วยอารมณ์​ที่ยังคุกรุ่นอยู่​

"​ได้ซี...​.ไอ้เตี้ย.ย.ย...​ทำปากดีนะมึง ตัวเท่าลูกหมาทำอวดเก่ง"
บักกำพล​ใช้อุ้งมือผลักหัวบักทองคูณ จนถอยกรูดมาชน​กับเด็กหญิง​ทั้งสอง มันก็จริงอย่าง​ที่คู่ชกมันเหยียดหยาม นี่แค่มัน​ใช้มือผลักยังต้านแทบไม่​ได้ ตัวก็เล็กแค่หัวไหล่ ดูๆ​แล้ว​ก็ไม่ต่างจากแมว​กับหนูดีๆ​นี่เอง แล้ว​อะไร​หนอ? ​ที่ทำให้บักทองคูณหาญกล้าจนลืมประมาณตัวเองแบบนี้

มันมองดูหน้าอีสา​ที่กัดฟันกรอดๆ​ใส่บักกำพล ​แม้​จะ​เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด ​แต่อีสา​และอีเวียงก็​คือ​เพื่อน...​​เพื่อน​ที่วิ่งเล่น​และเติบโตมาด้วยกัน ใช่แล้ว​!! บักทองคูณดูฮึกเหิม​เมื่อคิดถึงมิตรภาพการ​เป็น​เพื่อนของมัน

"เฮ้ย!! สูงเตี้ยไม่สำคัญเว้ย มันอยู่​​ที่ใจนี่ต่างหาก มึง​จะมารังแก​เพื่อนกูไม่​ได้โว้ย เข้ามาเลย​ไอ้อ้วน ไม่มึงก็กูล่ะ​ต้องมีเละ" บักทองคูณดูคึกจนลืมตัว

อีสา​กับอีเวียงมีรอยยิ้มขึ้น​มาทันที​ที่บักทองคูณพูดจบ อีสาเองก็ร้ายแสนร้ายคอยขัดคอยแย้ง​กับทองคูณเรื่อยมา การออกมาปกป้องของบักทองคูณคราวนี้ดูกินใจ​และ​ได้ใจอีสายิ่งนัก รู้​ทั้งรู้ว่า​ใครกันแน่​ที่​จะ​เป็นฝ่ายเละ​และหมอบแบนจมดิน ​แต่อีสาก็ซึ้งใจ​กับ​เพื่อนกวนๆ​คนนี้ ​แต่ก่อน​ที่บักทองคูณ​จะถูกบดบี้ คุณครูท่านหนึ่ง​ก็เดินมาทางนั้น​​พอดี บรรยากาศ​ที่ตรึงเครียดมา​ได้สักพักใหญ่ถูกสลัดหายวับในบัดดล เด็กๆ​ยิงฟันยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกันอย่าง​พร้อมเพรียง ​และถือโอกาสนั้น​สลายตัวแยกย้ายกัน​ไป


"เสียดายจริงๆ​ว่ะ...​อีสาอีเวียง ​เมื่อตอนเ​ที่ยงกูกะ​จะล้มช้างให้พวกมึงชม​เป็นขวัญตาเสียหน่อย​ คุณครูไม่น่ามาขัดจังหวะเลย​ ไม่งั้นนะ...​มีเละๆ​"
บักทองคูณฟาดเศษไม้เข้า​กับต้นหญ้าข้างทางอย่างคล้ายคนผิดหวัง ​เมื่อตกเย็นวันนั้น​บักทองคูณยังปลื้ม​กับวีรกรรมในตอนเ​ที่ยงยังไม่หาย มันเดินเตะฝุ่นสีแดงคลุ้ง​และจ้อของมัน​ไปเรื่อย อีเวียง​และอีสาเองก็​ต้องจำใจพยักหน้ารับฟังอย่างขัดเสียมิ​ได้

​โดยเฉพาะอีสา​แม้​จะเกิดอาการหมั่นไส้คันปากอยากขัดอยากแทรก วันนี้ก็ยิ่ง​ต้องอดทนปล่อยให้ผ่านๆ​​ไปอย่างตะขิดตะขวงใจ ​แต่มันก็แอบกระซิบ​กับอีเวียงเบาๆ​

"ดู๊ดูมันนะอีเวียง ​ใครมัน​จะเละกันแน่วะ.. มันช่างไม่เจียมตัวเองจริงๆ​เล๊ย...​หากครูไม่ผ่านมา กูว่านะ...​มึง​กับกูสองคนนี่แหละ​​ต้อง​เป็นคนหิ้วปีกมันกลับบ้าน"

​จะว่า​ไปแล้ว​...​การก่อกวนประสาทของบักทองคูณ มันก็ไม่​ได้มีพิษมีภัยอะไร​เลย​​กับอีสา มันเกิดขึ้น​ครั้งแล้ว​ครั้งเล่ากลับ​ไปกลับมา ในทางตรงข้ามมัน​จะดูจืดชืดไร้ชีวิตชีวา​เอาดื้อหากวันใด บักทองคูณมันเงียบ​ไป

*****************************โปรดติดตาม ดอกดอน2 ดาเด้อ!!!

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3446 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง ดอกดิน 1
ผู้แต่ง นายอิติฯ
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๔๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-17316 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 06 ส.ค. 2553, 09.42 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17323 ], [110.49.193.136]
เมื่อวันที่ : 06 ส.ค. 2553, 13.54 น.

​เอา​เป็นว่า่รอให้จบเรื่อง​แล้ว​ค่อยคุยกันอีกที ตอนนี้ขอให้คุณกลับ​ไปเรียบเรียงบางประโยคเสียใหม่ให้กระชับรัดกุม

อย่างเช่นย่อหน้านี้ ผมแก้ให้ดู​เป็นตัวอย่าง​ทั้งหมดเลย​ สำหรับคุณ​จะ​ได้ศึกษาเทียบเคียง​กับของคุณ

​และขอ​ความกรุณาอย่าคิดว่าผมทำเบ่ง คุ้ยโม้โอ้อวด ​แต่ขอให้คิดเสียว่า ผมเริ่มต้นมาก่อนคุณ ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร ​โดยเฉพาะการแนะนำด้วย​ความหวังดีจากบรรณาธิการบางท่าน​ที่อุดส่าห์แก้ไขต้นฉบับ​​ที่ไม่ผ่านตะกร้ากลับคืนมาให้ผม ​พร้อมขีดฆ่า​และเขียนเพิ่มเติมลง​ไป​เป็นตัวอย่าง ​ซึ่งผมเห็นแล้ว​ร้องอ๋อขึ้น​มาทันที ​เพราะบางครั้งมัน​คือเส้นผมบังภูเขาแท้ ๆ​ นิดเดียวแท้ ๆ​ ​แต่เรากลับคิดไม่ถึง ​เมื่อ​ได้ตัดประโยคนั้น​หรือคำคำนั้น​ออก​ไป แล้ว​เพิ่มคำใหม่เข้ามา เพียงคำสองคำก็​ได้ใจ​ความ​ที่กระชับรัดกุมอย่างไม่น่าเชื่อ

ลองเปรียบเทียบกันดูนะครับ​

บ้านโนนสะแก​เป็นหมู่บ้านเล็กๆ​ สมาชิกของหมู่บ้านดำรงชีวิตด้วยการทำนา ชะตาชีวิตพวก​เขาขึ้น​อยู่​​กับธรรมชาติ​เป็นหลัก ​ที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่​ห่างจากตัวอำเภอบัวใหญ่ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร เส้นทางสัญจร​เป็นถนนลูกรัง ขรุขระคละคลุ้ง​ไปด้วยฝุ่นสีแดงยามหน้าแล้ง ​และสุดแสน​จะเฉอะแฉะทุลักทุเลย​ามหน้าฝน ​แต่พวก​เขาก็​ใช้ชีวิตตามวิถีชนบท ผ่านรุ่นสู่รุ่น ติดต่อกันมาอย่างมี​ความสุขตามอัตภาพ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นกหัวขวาน [C-17324 ], [118.172.83.240]
เมื่อวันที่ : 06 ส.ค. 2553, 14.44 น.

น้อมรับด้วยมิตรไมตรีครับ​พี่นามฯ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-17325 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 06 ส.ค. 2553, 14.47 น.

ดอกดินเริ่มต้นคลุกดินก็สนุกแล้ว​ค่ะ​

​จะคอยติดตามตอนต่อ​ไปนะคะ​

คุณอิติฯโชคดีจัง​ที่​ได้ครูดีอย่างคุณนามนกกาช่วยแนะนำ

รจนา​จะขออ่าน​ไปก่อน ยังไม่แนะนำในเรื่อง​การเขียนนะคะ​ ​เพราะสิ่ง​ที่เห็น​คือ​ความตั้งใจถ่ายทอดออกมาอย่างตรง​ไปตรงมา แบบลูกทุ่งแท้ ๆ​ ​ซึ่ง​เป็นเสนห์ของงานเขียนในเวทีเสรีเช่นศาลานกน้อยนี้

​และหาก​ได้ขัดเกลาอย่างคุณนามฯว่า ก็คง​จะ​ไปสู่เวทีระดับใหญ่กว่านี้ เข้าตากรรมการแน่นอน

สู้ต่อ​ไปคุ่ะ บักทองคูณ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : นกหัวขวาน [C-17326 ], [118.172.83.240]
เมื่อวันที่ : 06 ส.ค. 2553, 15.04 น.

หวัดดีพี่รจนา...​แม๊ๆ​..แหม วันนี้มาเร็วจัง
ดอกดิน 2 ตอนจบครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น