นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๕ สิงหาคม ๒๕๕๓
คำให้การนอกโรงพัก
พลอยพนม
..."...​​​​ใคร​​จะ​​ไปรู้ว่า​​เป็นพวกค้ายาบ้า" ผมให้เหตุผล​​กับคอกาแฟ​​ที่นั่งถกกันอยู่​​ พลางนึกถึงเหตุการณ์ขณะลง​​ไปช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายสองคนออกจากซากห้อง​​โดยสาร​​ที่ยุบบู้บี้ของรถกระบะคันนั้น​​...
คำให้การนอกโรงพัก
​โดย. พลอยพนม

ผมทอดย่างลงจากขั้นบันไดโรงพัก ตรง​ไป​ที่รถมอเตอร์ไซค์​ซึ่งจอดอยู่​ใต้ร่มไม้ด้านข้าง ​เพื่อ​ที่​จะเดินทางกลับบ้าน ขณะสมองครุ่นคิดถึงเรื่อง​ราว​ที่เกิดขึ้น​...​

​แม้วันนั้น​ผม​จะโชคดี ไม่โดนรถกระบะของคนร้ายพุ่งชนก่อน​ที่มัน​จะเสียหลักพลิกคว่ำ ​แต่เหตุการณ์นั้น​ก็นำ​ความยุ่งยากมาให้ผมจน​ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่​หลายวัน อย่างน้อยก้​ต้องถ่อสังขารมาให้เจ้าหน้า​ที่ตำรวจบนโรงพักทำการสอบสวนในฐานะพยานใน​ที่เกิดเหตุถึงสองครั้งสองครา

นอกนั้น​ก็​ต้องคอยตอบคำถามของผู้คนรอบข้างด้วย​ความระมัดระวัง...​

รถขนยาเสพติดของคนร้ายพลิกคว่ำลง​ไปในคู ​พร้อม​กับคนร้ายสองคน​ที่ติดอยู่​ในซากรถ​ได้รับการช่วยเหลือให้หนีรอด​ไป​ได้ ​เป็นเหตุการณ์​ที่​ได้รับการโจทก์ขานกันพอสมควรสำหรับเมืองเล็ก ๆ​ แห่งนี้ ​โดยเฉพาะคอกาแฟต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ​เพราะนับวันข่าวการลักลอบค้ายาบ้า​จะยิ่งเพิ่ม​ความถี่ขึ้น​เรื่อย ๆ​ ​และเ​ที่ยวนี้​ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น​เสียก่อน ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า ยาบ้าห้าสิบห่อ​ที่พวก​เขาทิ้งไว้ ​จะเล็ดลอดหูตาของเจ้าหน้า​ที่ตำรวจ​ไป​ได้อีกหรือไม่

"...​​ใคร​จะ​ไปรู้ว่า​เป็นพวกค้ายาบ้า" ผมให้เหตุผล​กับคอกาแฟ​ที่นั่งถกกันอยู่​ พลางนึกถึงเหตุการณ์ขณะลง​ไปช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายสองคนออกจากซากห้อง​โดยสาร​ที่ยุบบู้บี้ของรถกระบะคันนั้น​อย่างทุลักทุเล​ไป​พร้อมกันด้วย...​

"คน​ที่ไหน?" คอกาแฟร่วมโต๊ะผู้หายหน้าหายตา​ไปสามสี่วันซักถาม

"ไม่รู้! ผมไม่รู้จัก" ผมตอบ

"ผมหมายถึงสำเนียงพูดจาของ​เขา คนบ้านเรา? คนกรุงเทพฯ? หรือว่า...​คนภาคอีสาน?"

"คนบ้านเรา" ผมตอบ "น้ำเสียงกระเดียด​ไปทางนครฯ ​เมื่อวานซืนตำรวจก็ซักผมแบบนี้เหมือนกัน....​ "

"ชาย​ทั้งคู่ ?"

"อือม์ " ผมพยักหน้า ​และฉวยโอกาสฉายหนังม้วนเก่าอีกรอบ "​เป็นคนสูงอายุคนหนึ่ง​ ​กับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง​ ดูท่าทางไม่น่า...​"

"เฮ่ย! ไม่น่าไม่เน้ออะไร​กัน" เสียงสอดมาจากอีกโต๊ะ ​เป็นชายเสื้อลาย หัวล้านเหน่ง ขี้คุย ​เขาจ้องมาทางผมด้วยสายตาเยาะหยัน "คนพวกนั้น​​ส่วนมากหน้าตาดี คุณตาไม่ถึงหรอก"

"พวกมันโบกรถอะไร​หนี​ไป?" ชายผอม ๆ​ ​ที่นั่งคนละฝั่งโต๊ะ​กับผมถามต่อ ​ส่วนคนอื่น นั่งเฉย ​เพราะเช้า​วันเกิดเหตุ ผมก็​ได้กระจายข่าวนี้แบบสด ๆ​ ร้อน ๆ​ ในตอนเช้า​มืด​ไปรอบหนึ่ง​แล้ว​

"ก็​เป็นรถกระบะตอนครึ่งเหมือนกัน, สีขาว ​แต่ไม่ทันสังเกตหมายเลขทะเบียน ​เพราะตอนนั้น​ไม่คิดว่าพวก​เขา​เป็นผู้ร้าย"

"ก็แน่ละซี! ​กำลังฉุกละหุกแบบนั้น​​ใคร​จะคิด​ได้ ว่า​แต่นานไหมล่ะ-กว่ามัน​จะเรียกให้คุณลง​ไปช่วย?"

"ก็สักพักแหละ​" ผมบอก​เขา ​พร้อม​กับนึกย้อน​ไปถึงเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ตอนนั้น​อีกครั้ง...​


ตีห้าคืนนั้น​, อากาศค่อนข้างหนาว หมอกบาง ๆ​ แผ่คลุม​ไปทั่ว โคมไฟสีเหลืองบนปลายเสาไฟ ​ที่เรียงรายอยู่​บนเกาะกลางถนน​และสองข้างทางยาวไกลร่วมสี่กิโลเมตร ถูกม่านหมอกห่มคลุมแผ่รัศมีเหลืองนวล แลลดหลั่น​ไป​เป็นแถว ดุจดอกไม้ประหลาด​ที่แข่งกันชูช่อท่ามกลาง​ความมืดรอบทิศทาง

​ระหว่างบ้านผม​กับสี่แยกไฟเขียวไฟแดง​ที่ผมตื่น​ไปวิ่งออก​กำลังกาย​เป็นประจำนั้น​ ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร ​ซึ่งปกติผม​จะวิ่ง​ไป-กลับระยะนี้ทุกวัน ​ทว่าวันนั้น​ไม่รู้ผมนึกอะไร​ขึ้น​มา ถึง​ได้สับเท้าเลี้ยว​ไปทางขวา เลย​​ไปทางถนนใหญ่อีกเกือบ 2 กิโลเมตร แล้ว​ก็​ไปเจอเหตุการณ์นั้น​เข้า...​

รถยนต์คันหนึ่ง​​กำลังแล่นสวนมา แสงไฟหน้ารถส่องแน่วมา​แต่ไกลจนผม​ต้องหรี่ตา​พร้อม​กับเตือนสติตนเองให้ระมัดระวัง ​เพราะสังเกตว่ามัน​กำลังพุ่งตรงมาเร็วผิดปรกติ ​และยังไม่รู้ว่า​เป็นรถชนิดใด...​ กระทั่งเหลืออีกไม่เกิน 100 เมตร ​ที่มัน​จะพุ่งมาถึงผม​ซึ่ง​กำลังสับเท้าจ๊อกกิ้ง​ไปตามขอบถนน ผมจึงรู้ว่า ​เป็นรถกระบะตอนครึ่งสีเขียว ​พร้อม​กับ​ได้ยินเสียงล้อรถครูดถนนดังเอี๊ยด--ลากยาวจนแสบแก้วหู คล้ายเกิดจากการแตะเบรกของผู้ขับขี่อย่างกะทันหัน แสงไฟหน้ารถส่ายวูบวาบ​ไปตามจังหวะ​ที่รถเสียการทรงตัวอย่างน่าหวาดเสียว ​และสุดท้าย เหลือระยะทางอีกไม่เกินสิบเมตร​ที่มัน​จะส่ายมาถึงผม มันก็เสียหลักพลิกคว่ำลง​ไปในคูด้านขวามือของผมเสียง โครม! โครม! ...​ ติดกันสองสามครั้งแล้ว​เงียบ​ไป เครื่องยนต์ดับ ​แต่ไฟหน้ารถสองดวงยังคงฉายพุ่งออก​ไป​เป็นลำยาว เช่นเดียว​กับไฟท้ายสองดวงข้างหลัง ก็แดงช่วง ดั่งนัยน์ตาสัตว์ร้ายบาดเจ็บ ​และน่ากลัว

ผมตกตะลึงยืนตัวแข็งทื่อเหมือนเสาหลักริมถนน​ไปชั่วครู่ ​แต่​เมื่อเรียกสติกลับคืน​ได้ก็ตัดสินใจสับเท้าพุ่งปราด​ไปตรงนั้น​ทันที

ขณะนั้น​, ค่อนข้างเช้า​เกิน​ไปสำหรับผู้นิยมออก​กำลังกายรายอื่น​จะวิ่งผ่านมา ​แม้ผม​จะยืนเหลียวซ้ายแลขวารอดูท่าทีอยู่​ตรงนั้น​นานกว่าสองสามอึดใจ ก็ไร้วี่แววว่า​จะมี​ใครผ่านมา นอกจากใกล้ ๆ​ ​กับหัวยูเทอร์นทางทิศเหนือ ​ซึ่งห่างออก​ไปประมาณ 300 เมตร ท่ามกลางแสงไฟทางหลวง​ที่ส่องจ้า ผมเห็นรถกระบะตอนครึ่งสีขาวคันหนึ่ง​จอดซุ่มอยู่​ริมขอบทางด้านขวามือ...​

แล้ว​ใน​ที่สุดผมก็​ได้ยินเสียงร้องขอ​ความช่วยเหลือดังแว่วขึ้น​มาจากในคู ตรง​ที่รถกระบะตอนครึ่งคันนั้น​พลิกคว่ำลง​ไปนอนหงายท้องอยู่​

"ช่วยด้วย...​ โอ๊ย! ​ใครอยู่​แถวนี้รีบมาช่วยดึงผมออก​ไปที"

อาศัยแสงไฟทางหลวงบริเวณนั้น​​กับแสงไฟหน้ารถ​ที่ส่องสว่างดุจกลางวัน ช่วยให้ผมไต่ลง​ไปในคูลึกตรงหน้า​ได้ไม่ยาก ​แม้บางครั้ง​จะซวนเซลื่นไถล​ไปบ้าง​เมื่อฝ่าเท้าย่างเหยียบ​ไปโดนกอหญ้าชุ่มน้ำค้าง อีก​ทั้งขวดน้ำ​และเศษวัสดุบางอย่าง​ที่พวกมือบอนโยนทิ้งไว้ ​แต่ใน​ที่สุดผมก็ไต่ลง​ไป​ได้สำเร็จ

กลิ่นน้ำมันโซล่า​ที่ไหลซึมออกมาจากถังน้ำมันบี้บุบโชยคลุ้งเข้าจมูก ​เมื่อผมย่างเข้าใกล้ ​และ​เมื่อผม​ใช้สายตาสำรวจห้อง​โดยสาร​ที่ยุบลง​ไปเกือบครึ่ง ก็พบว่ากระจกสี่ด้านแตกละเอียด เศษกระจกเม็ดเล็ก ๆ​ สาดกระจาย​ไปทั่ว จนใน​ที่สุดผม​ได้ยินเสียงขยับกายของผู้​ที่ติดอยู่​ภายในซากรถดังกล่าวนั้น​ดังขึ้น​ ​พร้อม​กับเสียงครางโอย ๆ​ เล็ดลอดมาอีกครั้ง
"​เป็นยังไงบ้างครับ​?" ผมร้องถาม​เมื่อเห็นฝ่ามือข้างหนึ่ง​โบกไหว ๆ​ อยู่​ในเงามืดสลัวภายในห้อง​โดยสาร "ยื่นออกมาอีกนิดครับ​- อีกนิด - -อึ๊บ- -โอเค ครับ​...​"

เด็กหนุ่มหน้าตาดี นุ่งยีนฟอก สวมเสื้อยืดคอกลมสีดำ หน้าอกสกรีนรูปบินลาดิน ​เป็นผู้​ที่ผมช่วยดึง​เขาออกมา​ได้​เป็นคนแรก ​ส่วนอีกคน​เป็นชายสูงวัย นุ่งยีนดำ ท่อนบน​เป็นเสื้อเชิ้ตตาหมากรุกลายแดง ๆ​ ดำ ๆ​ ​ซึ่ง​ทั้งคู่รูปร่างสันทัดพอกัน

​เมื่อหลุดออกจากซากรถ​และปีนป่ายขึ้น​มาจากร่องคู มาหยุดยืนอยู่​ริมขอบถนนอย่างทุลักทุเลกัน​ได้แล้ว​ พวก​เขาก็ยืนนิ่งไม่พูดจา ​ถ้ามองผิวเผินก็คล้าย​จะยังมึนงงกันอยู่​ ​ทั้ง​ที่​ความจริง ผมคิดว่า คน​ทั้งสองน่า​จะ​ได้สติกันแล้ว​ เพียง​แต่ไม่​ต้องการสอบถามหรือพูดคุยถึงเรื่อง​ราว​ที่เกิดขึ้น​ให้​เป็น​ที่ผิดสังเกตของผมมากกว่า...​

​และอีกอย่าง พวก​เขาไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ มีเพียงแผลถลอก ​กับรอยขีดข่วน​ที่แขน​และใบหน้านิดหน่อย​เท่านั้น​

"เอ่อ- -ขอบคุณมากนะครับ​" สักสองชั่วอึดใจชายสูงวัยก็เปิดปากพูด​กับผม แล้ว​หัน​ไปทางเด็กหนุ่ม​พร้อม​กับเอ่ยชวนขึ้น​ "​ไปกันเถอะ รถมาแล้ว​"

"ทำไมพวก​เขาไม่หิ้วยาบ้าขึ้น​มาด้วย? ​เพราะ​ได้ยินว่าแพ็คอยู่​ในซองกาแฟจัมโบ้เสียเรี่ยม รับรอง--คุณ​จะไม่มีวันรู้ ​ถ้าหากพวก​เขาหิ้วมันออกมา! หรือไม่ก็เหวี่ยง​ไปไว้ห่าง ๆ​ แล้ว​ค่อยย้อนมาทีหลัง?"

"ปัดโธ่ ไม่ตายก็บุญเท่าไหร่แล้ว​" เจ้าของร้านกาแฟพูดขึ้น​ ​พร้อม​กับออก​ความเห็นแบบคาดเดาว่า "​ที่พวกมันเงียบ​ไปสองสามอึดใจก็​เพราะมันช็อก พอ​ได้สติขึ้น​มาก็คิดอะไร​ไม่ออก- - มึงว่าไหม? ไม่​ต้องอะไร​มาก ขนาดไฟรถ- -พวกมันยังเปิดทิ้งไว้ไม่เห็นหรือ ...​"

"เออ-จริงด้วย แล้ว​ตำรวจสอบถามถึงรถกระบะสีขาวคนนั้น​ไหม?"

"ถามซี" ผมตอบ พลางหยิบกาน้ำร้อนเติมน้ำร้อนลงในถ้วยกาแฟ...​ พวกคอกาแฟภายในร้านหันมามองผมตา​เป็นเดียวกัน "ท่านรองสารวัตรสอบสวนซักผมว่า จำทะเบียนรถ​ได้ไหม? ก็​จะให้ผมตอบยังไง...​ นอกจาก​จะเลี่ยง​เพื่อ​เอาตัวรอด​ไปว่า ผมไม่​ได้สังเกต ​เพราะแค่​ได้เห็นเหตุร้ายเกิดขึ้น​ต่อหน้าต่อตาอย่างนั้น​ ผมก็ตกใจจนแทบ​จะช็อกอยู่​แล้ว​...​"

​และนั่น​คือ​ส่วนหนึ่ง​ของคำให้การในยกแรก ​ที่​เขาเรียกตัวผม​ไปสอบสวนในฐานะพยาน​ที่เกิดเหตุ

ครั้นถึงคราวเรียกตัวผม​ไปสอบสวนยกสอง นายตำรวจคนเดิมก็​ได้เปิดประเด็นการสอบสวนภายหลังยกมือไหว้​และเชื้อเชิญให้ผมนั่งว่า "เราสืบรู้เจ้าของรถกระบะคันนั้น​แล้ว​ ​แต่​เขาไม่มี​ส่วนเกี่ยวข้อง ​เพราะรถของ​เขาถูกขโมย ทางโรงพัก​ที่​เขา​ไปแจ้ง​ความไว้ก็​ได้ประสานมาทางเราแล้ว​"

​และนั่นก็​คือการเปิดประเด็นการสอบสวนในยกนี้ ก่อน​จะปิดสำนวนคดี​เพื่อดำเนินการขั้นต่อ​ไป

หาก​ทั้งหมดไม่ใช่คำถาม ผมจึงนั่งฟังเฉย ​แม้ภายในใจก็​ใคร่​จะรู้อยู่​เหมือนกันว่า ทางเจ้าหน้า​ที่ตำรวจ​ได้ดำเนินการเรื่อง​นี้​ไปถึงไหน...​ โทรศัพท์มือถือ​ที่หล่นอยู่​ใน​ที่เกิดเหตุเครื่องหนึ่ง​ ตกอยู่​ในมือของไทยมุงคนไหน? ซิมของมัน​ซึ่ง​เป็นเบาะแสสำคัญ หาเจอกันหรือยัง? ​ทว่านั่น​เป็นเรื่อง​นอกประเด็นสำหรับผม ​เพราะหลังจากเกริ่นนำเรื่อง​รถยนต์ของกลางจบแล้ว​ นายตำรวจสอบสวนผู้นั้น​ก็หยิบอัลบั้มภาพถ่ายเล่มเล็ก ๆ​ สามสี่เล่มยื่นส่งให้ผม ​พร้อม​กับเอ่ยขึ้น​ว่า

"รบกวนลุงช่วยตรวจดูรูปภาพเหล่านี้สักหน่อย​ เผื่อจำเค้าหน้าของบุคคล​ทั้งสอง​ได้บ้าง...​"

น้ำเสียงของ​เขาสุภาพ ​เป็นกันเอง ช่วยให้ผมรู้สึกปลอดโปร่ง ไม่อึดอัดเหมือนวันแรก หาก​แต่พฤติกรรมของตำรวจบางนาย​ที่ผมพอ​จะรู้จัก ก็ยังเกาะกุม​ความไม่ไว้ใจของผมอยู่​ ​และผมก็​พร้อม​ที่​จะเผชิญ​กับทุกสิ่งทุกอย่าง ​ที่อาจเกิดขึ้น​จากการรู้เห็น​เป็นพยานในครั้งนี้อย่างเต็ม​ที่ ​เพราะ​จะว่า​ไปแล้ว​ เหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ในครั้งนี้ ผมไม่ต่างจากมารคอหอยของขบวนการค้ายาเสพติดพวกนั้น​...​ ​แม้ด้านหนึ่ง​ผม​จะช่วยเหลือพวก​เขาให้หนีรอด​ไป​ได้ ​แต่​ใคร​จะรู้ว่า อีกด้านหนึ่ง​ ​ถ้าหากไม่มีผมเข้า​ไปขวางลำ​โดยบังเอิญ ยาบ้าห้าสิบห่อนั้น​ก็​จะอาจถูกขนถ่าย​ไปด้วยก็​ได้

ท่ามกลาง​ความมืดมัวของขบวนการนอกกฎหมายพวกนี้ สองเท้าของผมหยั่งลงใน​ที่แจ้ง! เพียงแค่บุคคลสองคน​ที่ประสพอุบัติเหตุ​และผม​ได้ช่วยเหลือพวก​เขาเท่านั้น​ ​ที่ผมไม่รู้จัก หาก​แต่ใน​ที่ลับคืนนั้น​ ผมมั่นใจว่า ย่อม​ต้องมีบุคคล​ที่ผมรู้จักร่วมขบวนการอยู่​ด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ ​เขาจึงไม่อาจดำเนินการให้ลุล่วงต่อ​ไป​ได้ ยาบ้าจำนวนนั้น​จึงตก​เป็นของกลาง​ไปอย่างน่าเสียดายสำหรับ​เขา
ผมค่อย ๆ​ กำหนดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ​ ขณะตั้งสติสำรวจภาพถ่าย​ที่เสียบอยู่​ในซองพลาสติกบาง ๆ​ เหล่านั้น​ พลิก​ไปทีละภาพ ๆ​ ด้วย​ความตั้งใจ ​เพราะบุคคล​ที่ปรากฏอยู่​ในภาพ​แต่ละรายดูอ่อนวัย​และไร้เดียงสา สั่นคลอน​ความรู้สึกจนจิตใจของผมห่อเหี่ยวฟุ้งซ่านตลอดเวลา กระทั่งผมปิดอัลบั้มเล่มสุดท้าย ​และวางซ้อน​กับเล่มอื่น ๆ​ ​ที่เปิดดูหมดแล้ว​ ​พร้อม​กับหัน​ไปบอก​กับรองสารวัตรฯหนุ่ม ​ซึ่ง​กำลังง่วนอยู่​​กับการพิมพ์สำนวนคดีด้วยเครื่องพิมพ์ดีดโบราณเสียงดังรัวเหมือนคั่วตอกว่า

"ไม่มีครับ​"

"ไม่​ต้องรีบร้อนนะครับ​" นายตำรวจหนุ่มละมือจากแป้นพิมพ์ดีด แล้ว​หันมาจ้องผมแวบหนึ่ง​ ​ซึ่งผมก็มิ​ได้หลบตา​เขา "กาแฟสักถ้วยไหมครับ​?"

ผมส่ายหน้า

"ไม่ครับ​ - ขอบคุณ"

นายตำรวจหนุ่มเอื้อมหยิบสมุดภาพเล่มเล็ก ๆ​ ​ที่ผมวางไว้ตรงหน้ากลับ​ไปเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของ​เขาตามเดิม เสร็จแล้ว​ลุก​ไปเปิดตู้เอกสารสีเทา​ซึ่ง​เป็นตู้โลหะใบใหญ่ ตั้งติดฝาผนังหลังโต๊ะทำงานของ​เขา ​พร้อม​กับหยิบแฟ้มเอกสารสีดำแฟ้มหนึ่ง​เดินกลับมายื่นส่งให้ผมเปิดดูใหม่อีกครั้ง

"คราวนี้ลุงคงรู้จัก" ​เขาว่า

ผมรับแฟ้มนั้น​มาวางตรงหน้า

ลับ!

อักษรสีแดงขนาด 32 พ้อยต์แสตมป์ไว้บนแผ่นกระดาษสีขาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดฝ่ามือ ผนึกกาวแปะไว้กลางปก ตามด้วยเลข​ที่แฟ้ม ชื่อโรงพัก ​และหน่วยงานต้นสังกัดเรียง​ไปตามลำดับ

แน่นอน! มัน​คือแฟ้มอาชญากรรมขนานแท้ ​และผมก็ยอมรับว่าใจเต้นตึกตักขณะเปิดดูหน้าแรก
รองสารวัตรสอบสวนนั่งจิบกาแฟกลิ่นหอมกรุ่น ​และมองผมเปิดแฟ้มเล่มนั้น​ด้วย​ความสนใจ

ผมลอบชำเลือง​เขาทางหางตา !

ภายในแฟ้มกระดาษอันหนาปึกเล่มนั้น​ มีภาพถ่ายใหญ่บ้างเล็กบ้าง ผนึกกาวแปะอยู่​​กับกระดาษ A 4 ​ซึ่งมี​ทั้ง ชื่อ -- สกุล ​และ​ที่อยู่​ ​พร้อมประวัติการก่อคดีไว้ทุกหน้า บางภาพ​เป็นสำเนาบัตรประชาชน บางภาพถ่ายสำเนามาจากภาพถ่าย​ที่ถ่ายไว้ตามสถาน​ที่ต่าง ๆ​ ในขณะ​ที่บางภาพก็ชัดเจน บางภาพก็เก่าแก่ พร่ามัว ดูไม่ชัด ​แต่ก็มีอยู่​ไม่น้อย​ที่​เป็นภาพถ่ายใหม่ ๆ​ ขนาด 4 - 6 นิ้ว มองเห็นทุกสัด​ส่วนของใบหน้า​และลำตัวชัดเจนมาก

อาชญากรบางรายไม่มีภาพถ่าย​แต่มีประวัติก่อคดียาวเฟื้อย​เป็นหางว่าว ผมพลิกดูประวัติ​และรูปร่างหน้าตาของพวก​เขาในแฟ้มนั้น​ประมาณ 1ใน 4 ก็สะดุดอยู่​​ที่ภาพภาพหนึ่ง​ ​ซึ่งผนึกอยู่​ตรงกลางกระดาษ A 4 ​และจ้องอยู่​นาน...​ พยายามลำดับเหตุการณ์ ​และเรียก​ความทรงจำกลับคืน ​พร้อม​กับลอบชำเลืองรองสารวัตรฯหนุ่มคนนั้น​อีกครั้ง ก็เห็นว่า​เขา​กำลังลอบมองผมอยู่​เหมือนกัน

"เรา​ไปกันเถอะ รถมาแล้ว​!"

น้ำเสียงของชายสูงวัยพูด​กับเด็กหนุ่ม​ที่รอดตายมาด้วยกัน ดังแว่วขึ้น​ใกล้หู จากนั้น​ผมก็เห็นภาพรถกระบะตอนครึ่งสีขาว ​ซึ่งจอดอยู่​ใกล้หัวยูเทอร์น​ที่ผม​ได้กล่าวถึงแล้ว​ พุ่งปราดเข้ามาจอดให้พวก​เขาปีนขึ้น​​ไปนั่งบนกระบะหลัง แล้ว​มันก็ออกตัวพรืด​ไปอย่างรวดเร็ว ก่อน​ที่พวกไทยมุง​และรถยนต์คันอื่น ๆ​ ​จะโผล่มา...​ ฟิล์มกรองแสงสีทึมทึบของรถกระบะคันนั้น​ ปิดกั้นใบหน้าบุคคลภายในห้อง​โดยสาร​ไปจากสายตาของผม​ที่หัน​ไปมอง ขณะมันพุ่งเข้ามาจอดในตอนแรกอย่างมิดชิด

ผมพลิกแผ่นกระดาษในแฟ้มอาชญากรรมเล่มนั้น​ผ่าน​ไปอีกหน้า- -อย่างเลื่อนลอย มิ​ได้ใส่ใจ ​เพราะยังครุ่นคิดถึงรถกระบะสีขาวตอนครึ่งคันนั้น​อยู่​

​ที่สำคัญ, ภาพ​ที่ผมเพิ่งพลิกผ่าน​ไปเจอเข้า​เมื่อตะกี้ ​เป็นภาพรถกระบะตอนครึ่งสีขาวคันนั้น​นั่นเอง ผมจำ​ได้! ​และจำ​ได้พอ ๆ​ ​กับใบหน้าของสองอาชญากรค้ายาเสพติด​ที่ผมเจอแล้ว​ในแฟ้มประวัตินี้เช่นกัน ​ทว่าผมไม่​ได้ปริปากพูดอะไร​ออกมา ​เพราะผมยังจำเรื่อง​ราวของอดีตลูกจ้างของผมคนหนึ่ง​​ได้ดี...​

บัดนี้​เขา​ได้หายสาบสูญ!!!

​ซึ่งหลายคนสันนิษฐานว่า ​เป็น​เพราะ​เขารู้เรื่อง​นี้มากเกิน​ไป

ลูกจ้างของผมคนนั้น​​เป็นชายพิการ แขนข้างซ้ายตรงใต้ข้อศอกขาดด้วน​เพราะ​ความซุกซนในสมัยเด็ก ๆ​ ตอน​ที่รัฐบาล​กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์สมัยนั้น​ยังสู้รบกันอยู่​ ​เขาฝ่าฝืนเคอร์ฟิวของพวกทหารแอบหนีเ​ที่ยวกลางคืน ขากลับ ​เขาคลานลอดรั้วลวดหนามหลังบ้าน แล้ว​เผอิญโชคร้าย แขนข้างซ้ายเกิด​ไปวางลงใกล้ ๆ​ ขนดงูกะปะ จึงโดนมันฉกเข้าให้ ​ซึ่งตอนแรก​เขาเองก็ไม่คิดว่า​จะโดนงูกัด คิดเพียงว่าน่า​จะโดนหนามตำ ​แม้​จะรู้สึกเจ็บปวดขึ้น​เรื่อย ๆ​ ด้วยพิษงูกำเริบ ​แต่​เขาก็กัดฟันทน ​เพราะไม่กล้าบอกผู้ใหญ่ กระทั่งรุ่งเช้า​แขนข้างนั้น​บวมขึ้น​มาผิดสังเกต ​ความลับจึงแตก ​เขาถูกพา​ไปหาหมอทหาร หาก​แต่พิษงูกะปะ​ที่กัด​เขา​ได้แผ่กระจายจนไม่อาจรักษาด้วยวิธีอื่น​ได้ นอกจากตัดแขนทิ้งอย่างเดียว

ตั้งแต่นั้น​มา ​เขาก็​ได้ฉายา "ไอ้ด้วน"

​ทว่าไอ้ด้วนคนนี้ ไม่ธรรมดา ​เพราะนอกจาก​จะผ่านชีวิตอย่างโชกโชน มีประสบการณ์สูง ก็ยังจัด​เป็นผู้พิการ​ที่มีคุณภาพคนหนึ่ง​ ​ซึ่งคน​ที่ครบอาการสามสิบสองหลายคน​จะ​ต้องอาย ​โดยเฉพาะ​ความ​สามารถเฉพาะตัวเกี่ยวงานเหล็ก ​เขามาสมัคร​เป็นลูกจ้างผมในตำแหน่งช่างเชื่อม ทำหน้า​ที่อ๊อกเหล็กเชื่อมโครงสร้างป้ายโฆษณาขนาดต่าง ๆ​ ด้วยมือข้างเดียวอย่างช่ำชอง​และไว้ใจ​ได้...​

​แม้อายุ​จะล่วงเลย​สี่สิบ​ไปแล้ว​ ​แต่ไอ้ด้วนก็ยังไม่มีเมีย ​เพราะ​เป็นคนมือเติบ มีเท่าไหร่เลี้ยง​เพื่อนฝูงหมด หาก​แต่นั่นก็ส่งผลให้​เขากลาย​เป็นคนกว้างขวาง มีหูตารอบทิศราว​กับตาสับปะรด ​ใครทำอะไร​​ที่ไหน ​ใครมีพฤติกรรมอย่างไร ไอ้ด้วนรู้หมด

คืนหนึ่ง​ไอ้ด้วนกรึ่มเหล้ามาจากบ้าน​เพื่อน เดินโซเซ สองตีนไขว้กันเหมือนเลขแปด ผ่านด่านตรวจเฉพาะกิจของตำรวจ ​เขาโดนตรวจค้น​และถูกข่มขู่เกี่ยว​กับยาเสพติดด้วยถ้อยคำหยาบคาย

เสือด้วนเลือดขึ้น​หน้า ​เขาชี้หน้าด่าตำรวจพวกนั้น​เสียงดังลั่น

"พวกมึง​เป็นตำรวจ มีแฟ้มประวัติอาชญากรอยู่​ในมือ มี​ทั้งสายสืบ ​ทั้งเครื่องมือสื่อสารสารพัด แถมรับค่าจ้างจากภาษีประชาชน​เพื่อทำหน้า​ที่สืบหาคนร้ายทุกเดือน ​แต่จนถึงขณะนี้พวกมึงยังไม่รู้อีกหรือว่าแถวนี้มี​ใครบ้าง​ที่เล่นยา แล้ว​ก็มี​ใครบ้าง​ที่ปล่อยยา ถุย! ยัง​จะมีหน้ามาขู่กูอีก...​ เฮ้ย! กู-ไอ้เสือด้วนแขนเดียวคนนี้แหละ​เว้ย ​จะพาพวกมึง​ไปชี้หลังคาบ้านของมันให้ดู ​ไปไหมเล่า-​ไปด้วยกัน - -​ไปไหม? ฮา ฮา"

พวกตำรวจนอกรีดเจอคำท้าทายอย่างไม่กลัวตายของเสือด้วนก็ถึง​กับตะลึง ​เพราะคิดไม่ถึงว่า​เขา​จะบังอาจถึงเพียงนั้น​ ในขณะ​ที่ชาวบ้านหลายคนขับขี่ยวดยานผ่าน​ไปมา เห็นผิดสังเกต ก็ชวนกันจอดรถลงมากลุ้มรุมมองดูเหตุการณ์ จนใน​ที่สุดพวกตำรวจเห็นท่าไม่ดีก็ยอมปล่อยเหยื่อให้หลุดมือ หมดโอกาสยัดของกลาง​เพื่อทำคดีรายงานหน่วยเหนือ​ไปอย่างน่าเสียดาย

​และหลังจากนั้น​ไม่นาน เสือด้วนก็หายเข้ากลีบเมฆ ​โดย​ที่ผม​และ​ใคร ๆ​ ต่างก็ไม่รู้ว่าหาย​ไปไหน? ​จะ​เป็นตายร้ายดีอย่างไร? หรืออาจถูกเก็บ​เป็นผี ย้าย​ไป​เป็นช่างเชื่อมอยู่​ในยมโลกเสียแล้ว​ก็ไม่รู้?

"ถึงว่า" เจ้าของร้านกาแฟหัวเราะแหะ ๆ​ "อาศัยเงินเดือนหลวง ผมรับรองเดือนหนึ่ง​ ๆ​ ไม่พอค่าลิปสติกเมียมันหรอก...​ แล้ว​ตกลงเรื่อง​​ที่คุณ​กำลังเล่าอยู่​นี้ ​ความจริงมัน​เป็นยังไง?"

"อ้าว! ก็รถกระบะสีขาวคันนั้น​​ใคร ๆ​ ก็รู้ไม่ใช่หรือว่ามัน​เป็นรถของหน่วยงานไหน? กลางค่ำกลางคืน มีพวก​แต่งเครื่องแบบนั่งถือปืนอยู่​เต็มกระบะ โฉบ​ไปโฉบมาอยู่​แถบนี้​เป็นประจำ พวกคุณก็เห็น...​"

ผมตอบคำซักถามออก​ไปด้วยน้ำเสียง​ที่แผ่วเบา พลางเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง

หลายคนพอใจในคำตอบของผม จึงพยักหน้าเห็นด้วย ​แต่​ใครบางคนยังไม่สิ้นสงสัย

"​แต่ผมยังติดใจคนขับรถขนยาคันนั้น​ไม่หาย แม่-งนึกยังไงถึง​ได้เบรกเสียกระทั่งพลิกคว่ำ?"

"ปัดโธ่ -- ก็โทรศัพท์มือถือ​ที่หล่นอยู่​ใน​ที่เกิดเหตุนั่นแหละ​-- ต้นเหตุของมัน ​ถ้าไม่อย่างนั้น​​เขา​จะออกกฎหมายห้ามไว้ทำไม?" สุ้มเสียงอันแผดแหลม​เพราะเกรงคนอื่น​จะแย่งตอบของ​ใครหนึ่ง​สอดขึ้น​มาอย่างมั่นอกมั่นใจ "ในขณะขับรถ พวก​เขาก็โทรศัพท์ต่อรองกันนะสิ ​แต่เผอิญยาบ้าตั้งห้าสิบห่อ ราคาค่างวดมันค่อนข้างสูง เลย​ตั้งแง่กันเพลิน​ไปหน่อย​...​ฮา ฮา"
​เมื่อพูดจบ​เขาก็หัวเราะออกมาด้วย​ความขบขัน ทำให้พวก​ที่นั่งอ้าปากเงี่ยหูฟังด้วย​ความ​ใคร่รู้ พลอยหัวเราะ ฮา ๆ​ ​ไป​กับการเดาสุ่มของ​เขาด้วย ​เพราะเรื่อง​แบบนี้ ไม่มี​ใครล่วงรู้ตื้นลึกหนาบางของมัน​ได้ดีเท่า​กับสมาชิกในขบวนการของ​เขาหรอกครับ​...​

ตำรวจนอกรีด !

โจร !

สายสืบ! กระทั่งนักค้าฯ​และสมุนบริวาร

คนนอกถึง​จะรู้ก็จำ​ต้องปิดปากเงียบ ​เพราะเจ้าลูกตะกั่วเม็ดกลม ๆ​ ​ที่พุ่งออกจากปากกระบอกเหล็กกลวงมันไม่รู้จักเลี้ยว...​ พุ่งเข้าหน้าผาก​ใคร รับรองโป้งเดียวจอด รถมูลนิธิฯ​ได้ตาม​ไปเก็บศพแน่ ​โดยเฉพาะผม​ซึ่งนิยมตื่น​ไปวิ่งออก​กำลังกายตอนหัวรุ่งแทบทุกวัน ก็รู้จักรักตัวกลัวตาย​กับ​เขาเหมือนกัน ผมจึงไม่อยากลง​ไปนอนแอ้ง​แม้งอยู่​ในคูเหมือน​กับรถกระบะตอนครึ่งสีเขียวคันนั้น​หรอกครับ​


-จบ-

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3445 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง คำให้การนอกโรงพัก
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๕ สิงหาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๕๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-17303 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 05 ส.ค. 2553, 19.54 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-17308 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 05 ส.ค. 2553, 21.26 น.

เรื่อง​จริงหรือเปล่าคะ​

ปล่อยไว้ให้คิดอีกแล้ว​ คุณนามฯนกกานี่ช่างมี​แต่เรื่อง​คมคายชวนคิดมาเ่ล่าสู่กันฟัง

เรื่อง​จริงหรือ​แต่งก็ไม่สำคัญหรอกนะคะ​ สำคัญ​คือในชีวิตจริงของเราเรื่อง​แบบนี้มีสิทธิ​เป็นจริงเยอะมาก

เงินทอง-อำนาจไม่เข้า​ใครออก​ใคร ​ความโลภก็ไม่เข้า​ใครออก​ใครเหมือนกัน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-17315 ], [110.49.193.184]
เมื่อวันที่ : 06 ส.ค. 2553, 06.59 น.

เรื่อง​ราวทำนองนี้มักเกิดขึ้น​บ่อย เกิดขึ้น​ทั่วทุกภูมิภาค ขบวนการค้ายาเสพติด​เป็นขบวนการนอกกฏหมาย​ที่น่าหวั่นเกรง หากเจ้าหน้า​ที่บ้านเมืองยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ​ความร่วมมือของประชาชนในการ​เป็นหู​เป็นตาสอดส่องดูแล หรือแจ้งเบาะแส ตลอดจนกระทั่งการ​เป็นพยานในชั้นศาลในบางโอกาส​จะไม่อาจเกิดขึ้น​​ได้

"คำให้การนอกโรงพัก" ​ได้บอก​กับทุก ๆ​ ท่านแล้ว​

ทำไมถึง​เป็นอย่างนั้น​!?

​และอีกหลาย ๆ​ บริบท​ที่นอกเหนือ​ไปกว่านี้ ซับซ้อนยิ่งกว่านี้ก็ยังมีครับ​

ขอบคุณคุณรจนามากครับ​ ​ที่ให้​ความเห็น

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : มะขวิด [C-17710 ], [118.173.66.88]
เมื่อวันที่ : 13 ต.ค. 2553, 12.09 น.

บรรยากาศร้านกาแฟตอนเช้า​ ​ได้กลิ่นโกปี๊ เซล้อง ลอยมา​แต่ไกลเลย​เชียว

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น