นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๓๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓
คนดี
พลอยพนม
...คน​​ส่วนใหญ่​​ที่ชื่นชอบ​​เขาก็พลอยยินดี​​และพูดกันว่า ‘คนดี ก็ควร​​ได้รับสิ่งดี ๆ​​’ อย่างน้อย​​เมื่อนั่งอยู่​​ในตำแหน่งครบสี่ปี ​​เขาก็คง​​จะไม่ถึง​​กับขาดทุน.....
คนดี
​โดย. พลอยพนม

​เมื่อรู้ข่าวว่าบัดนี้ เฮียเล้ง ผู้​ซึ่งพลาดตำแหน่งรองนายกเทศมตรีฝ่ายโยธาสมัย​ที่สอง ประมูลกิจการโรงฆ่าสัตว์เทศบาล​ได้แล้ว​ ต๋อง มาเลย​์ ก็รู้สึกใจชื้นขึ้น​มาทันที ​เพราะอย่างน้อยเวลาแกเสียพนันบอล แกก็คง​จะควักกระเป๋าจ่ายให้​เขา​ได้ไม่ยาก ​และ​เมื่อชนะก็คง​จะไม่รีบร้อน​เอาเงินจาก​เขาเหมือน​เมื่อก่อน

คืนนี้ปีศาจแดงแมนยู​จะโคจร​ไปเยือนทีมหมูสนาม...​ ต๋อง มาเลย​์ คิดถึง เฮียเล้ง แล้ว​​เขาก็นั่งยิ้มกริ่มอยู่​ในใจ

สมัยทำงานการเมืองเฮียเล้งมัก​จะไม่มีเวลาให้​กับงาน​ส่วนตัวสักเท่าไหร่ แกจึงวางมือ​และผลักภาระให้เมีย​ไป​ทั้งหมด กระทั่งไม่นานตัวแกก็ตกอยู่​ในสภาพชักหน้าไม่ถึง เงินเดือนตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเดือนละสองหมื่นเศษ ๆ​ เพียงอย่างเดียว ไม่อาจพอ​แม้​แต่ค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์​และค่าน้ำชากาแฟ​ที่​ต้องควักจ่ายอยู่​แทบทุกเช้า​ จากเดิม​ที่เคยแทงพนันฟุตบอล​กับโพยของ​เขาสนุก​ไปวัน ๆ​ เพียงครั้งละร้อยครึ่งร้อย ก็กลาย​เป็นครั้งละสี่ซ้าห้าพัน กระทั่งเลือดเข้าตาเข้าจริง ๆ​ ก็ขยับขึ้น​​ไปถึงหมื่นก็มี

​ซึ่งนั่นอาจ​เป็นช่วง​ที่บัดซบ​ที่สุดในชีวิต ​ที่ทำให้แก​ต้องจมปลักอยู่​​กับการพนันฟุตบอลอย่างโงหัวไม่ขึ้น​ เพียงแค่หวังชนะ ​จะ​ได้มีเงินใส่กระเป๋าไว้แก้ปัญหาสารพัด​ที่มัก​จะเกิดขึ้น​เฉพาะหน้า ​โดยไม่​ต้องรบกวนเมียของแกให้​เป็น​ที่รำคาญหัวใจ
​แต่การพนันไม่ว่า ไพ่ ถั่วโป หรือหวยสองตัว-สามตัวก็ไม่อาจคาดหวังอะไร​​ได้ ​เพราะ​เมื่อถึงคราวซวยทุกอย่างก็มัก​จะกลับตาลปัตร ไม่เว้น​แม้กระทั่งการพนันฟุตบอล​ซึ่ง​กำลัง​เป็น​ที่นิยมกันอยู่​ในขณะนี้ ก็มัก​จะฉีกกระเป๋าเซียนให้ย่อยยับอยู่​เสมอ
เหมือนอย่างเฮียเล้ง​ที่​ต้องกลาย​เป็นคนกระเป๋าแห้ง ​และตก​เป็นหนี้ติดค้างค่าพนันแก่​เขาเสีย​ส่วนมาก แถมติดค้างครั้งละนาน ๆ​ ชนิดของเก่าก็ไม่จ่าย ​แต่ของใหม่กลับเพิ่มเข้า​ไปทุกวัน ๆ​ ​โดย​ที่​เขาก็มัก​จะไม่กล้าทวง ​เพราะ​ใคร ๆ​ ต่างก็พูดกันว่า

เฮียเล้ง​เป็นคนดี!!

แน่ล่ะ การติดตามทวงหนี้คนดีทำ​ได้ง่าย ๆ​ เสีย​ที่ไหน


เฮียเล้ง หรือ นายสุรพงษ์ แซ่จีนกุล ​ได้ถูกชักนำเข้าสู่วงการการเมืองท้องถิ่นครั้งแรกก็​เพราะ​ความ​เป็น "คนดี" ของ​เขานี่เอง ​ที่หัวหน้าทีมผู้สมัครในครั้งนั้น​​ได้อาศัย​เป็นจุดขาย กระทั่งประสบชัยชนะในการเลือกตั้งเหนือคู่แข่งแบบเหมาเข่ง ตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีฝ่ายโยธาจึงถูกตกรางวัลมาให้​เขาตามสัญญา ​เพราะเชื่อว่าผ้ายันต์​ที่ลงอักขระ "คนดี" ของ​เขามี​ส่วนช่วยอยู่​มาก

นายสุรพงษ์ แซ่จีนกุล รองนายกเทศมนตรีหนุ่ม วัย ๓๑ ปี หน้าตี๋ ๆ​ ร่างสันทัด ผิวขาว สวมชุดกากีเดินเข้าเดินออกสำนักงานเทศบาลเท่อย่าบอก​ใคร ​เมื่อออกตรวจงานก็มีรถกระบะประจำตำแหน่งให้นั่งอย่างโก้หรู

คน​ส่วนใหญ่​ที่ชื่นชอบ​เขาก็พลอยยินดี​และพูดกันว่า ‘คนดี ก็ควร​ได้รับสิ่งดี ๆ​’ อย่างน้อย​เมื่อนั่งอยู่​ในตำแหน่งนี้ครบสี่ปี ​เขาก็คง​จะไม่ถึง​กับขาดทุน...​ ​เพราะ​แต่ละปี งานรับเหมาหรือโปรเจ็คต์ต่าง ๆ​ ​ที่​ต้องผ่านการเห็นชอบจากฝ่ายโยธามีมูลค่ามหาศาล ​ใครก็ตาม​ที่​ได้ตำแหน่งนี้​ไปครอง ก็​จะถอนทุน​ได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว

สำมะหาอะไร​​กับ​ที่แจกจ่าย​ไปหัวละ ๒๐๐--๓๐๐ หรือบางรายอาจถึงพันหรือสองพัน ​เมื่อตอนหาเสียง ​เพราะมันจิ๊บจ๊อยเหลือเกินสำหรับผู้​ที่มีโอกาสเข้ามากำ​กับดูแลกิจการของเทศบาลในแผนกนี้ ​ซึ่งนอกจาก​จะถอนทุนคืนในระยะเวลาอันรวดเร็ว​ได้แล้ว​ กว่า​จะหมดวาระก็ยังมีโอกาสฟันกำไรงาม ๆ​ กระทั่งท่วมทุน​ไปเลย​ก็มี

ถนนแอสฟัลท์​ความยาว ๔-๕ กิโลเมตร สักสายสองสาย สนามกีฬา หอประชุมของ​แต่ละชุมชนในเขตรับผิดชอบของเทศบาลสักสามสี่หลัง บ่อบำบัดน้ำเสีย กระทั่งงานขุดลอกคูน้ำสองข้างถนนภายในตลาด หรือการก่อสร้างเตาเผาขยะชนิดป้องกัน​และควบคุมมลพิษอะไร​ต่าง ๆ​ เหล่านี้ ล้วนส่งผลตอบแทนค่าน้ำหมึกเซ็นอนุมัติ หรือเซ็นรับรองการตรวจรับงานอย่าง​เป็นกอบ​เป็นกำให้​กับผู้​ที่กำ​กับดูแลในเรื่อง​นี้กัน​ทั้งนั้น​

หาก​แต่ท่านรองฯ สุรพงษ์ แซ่จีนกุล หรือ นายเล้ง แซ่จีน ผู้มีโอกาสยืนอยู่​ในตำแหน่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่เช่นนั้น​ ​เพราะคุณ​ความดี​ที่​เขาพกติดตัวมันค้ำคอ​เขาไว้ ร้อยชักสามหรือร้อยชักสี่-ชักห้า แดงเดียว​เขาไม่อาจหมกเม็ดเข้ากระเป๋า หรือ​แม้​แต่เหล้ายาปลาปิ้งของผู้รับเหมา ​ถ้าไม่จำ​เป็นหรือไม่จนตรอกจริง ๆ​ นายเล้ง แซ่จีน ก็มัก​จะหาทางหลบเลี่ยง​ไปเสียเสมอ ทำให้ผู้รับเหมาหลายรายพากันแปลกใจจนแทบไม่เชื่อสายตา​และ​ความรู้สึกของตนเอง ​เพราะเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นคน "ง่าว " แบบนี้สักคน

หรือ​แม้​แต่เจ๊อ้วน ผู้ครองตำแหน่งคุณนายรองนายกฯของ​เขา ก็ยังอด​ที่​จะแปลกใจ​กับเรื่อง​นี้ไม่​ได้เหมือนกัน

"ทุกวันนี้ ฉันสับซี้โครงหมูจนมือเคล็ด ​แต่เงินทองกลับร่อยหรอไม่เหลือติดลิ้นชักเหมือนก่อน ​เพราะวันละสี่ซ้าห้าร้อย หรือพันครึ่งพัน เฮียเล้ง​เป็น​ต้องไถ​ไปจากฉันเสมอ...​ ฉันสงสัยจริง ๆ​ ว่าแก​กำลังทำอะไร​ขอแกอยู่​"

เจ๊อ้วน มักส่าย​พร้อม​กับบ่นให้คนใกล้ชิดฟังอยู่​บ่อย ๆ​ เกี่ยว​กับราย​ได้ของสามี​ซึ่งไม่พอค่าเหล้า ค่าน้ำชา แถมภาษีสังคม​ทั้งซองขาว ซองแดง เพิ่ม​เป็นเงาตามตัว กระทั่งท่านรองนายกฯ​ต้องหันมาพึ่งเงินในลิ้นชักเขียงหมูของหล่อนอยู่​ประจำ

​ซึ่ง​แต่ละซอง​จะใส่น้อย ๆ​ เหมือน​เมื่อก่อนก็ไม่​ได้...​

"​เป็นนักการเมือง​จะทำอะไร​​ต้องคิดถึงอนาคต" คำเตือนของนายกเทศมนตรี ลูกพี่ของ​เขา ดังก้องอยู่​ข้างหู

ท่านรองฯสุรพงษ์จึงจำ​ต้องกัดฟันใส่ซอง​ไปตามธรรมเนียม ​ซึ่งอย่างน้อย...​‘​แต่งห้า บวชสาม ศพสอง’แถมบางครั้ง​เมื่อเหยียบย่าง​ไปถึงบริเวณงาน ก็มัก​จะโดนพวกขี้เมา​ที่เดินเหยียบแม่เท้ากันอยู่​ใน​ที่นั้น​คอยรีดไถอีกทอดหนึ่ง​

"โอ นายหัวนั่นเอง นึกว่า​ใคร สวัสดีครับ​...​ เชิญครับ​ เชิญ​ที่โต๊ะผม"

ขี้เมาพวกนี้​เมื่อหัน​ไปเห็นนักการเมืองผู้ทรงเกียรติโผล่หน้า​ไป ก็มัก​จะแย่งกันยกมือไหว้เชื้อเชิญอย่างนอบน้อม ​เพื่อการบรรลุเป้าหมายของ​ความเมา

​ถ้า​เป็นงาน​แต่งหรืองานเลี้ยงฉลองต่าง ๆ​ ยังพอทำเนา ​เพราะเจ้าภาพ​จะจัดข้าวปลาอาหารรวม​ทั้งเหล้า​และเครื่องดื่มไว้รับรองแขกบนโต๊ะจีนเสร็จสรรพแล้ว​ ​แต่​ถ้า​เป็นงานศพหรืองานบุญ​ที่เจ้าภาพไม่เลี้ยงเหล้า ภาระอันหนักหนาสาหัสนั้น​ก็มัก​จะหล่นใส่บ่าพวกนักการเมืองอย่างช่วยไม่​ได้ พวก​เขา​จะแกล้งทำเมิน ทำ​เป็นมองไม่เห็น หรือ​เอาหูทวนลมทำ​เป็นไม่​ได้ยินก็ไม่​ได้ ​เพราะประเดี๋ยวขี้เมาพวกนั้น​เกิด’ของขึ้น​’ขึ้น​มา ​ความลับบางอย่างในคืนหมาหอนอาจถูกแฉขึ้น​กลางประชุมชน ก็ไม่แคล้ว​ต้องแทรกแผ่นดินหนีอายกันเท่านั้น​

ใน​ระหว่างดำรงตำแหน่งทางการเมืองอันทรงเกียรติ ท่านรองนายกฯสุรพงษ์ หรือ เฮียเล้ง ของ ต๋อง มาเลย​์ ก็​ต้องตก​เป็นเบี้ยล่างของคนพวกนี้เช่นกัน ​เมื่อย่างเท้าออกจากบ้าน​ไปในทางทิศใดก็มัก​จะหนีไม่พ้นฝ่ามือแบน ๆ​ ​ที่ยื่นมาหา ​เขาจึงจำ​ต้องควักกระเป๋า ควักแล้ว​ควักอีก ควักเสียจนกระทั่งลาม​ไปถึงลิ้นชักเขียงหมูของเมีย ​เพราะไม่​ต้องการให้เสียคะแนนนิยมเหมือนดังว่า...​

​ทว่าหนัก ๆ​ เข้า ผู้​เป็นเมียก็เลือดขึ้น​หน้า​เป็นเหมือนกัน!

"อั๊วว่า ลื้อถอดหัวโขนบ้าบอนั่นโยนทิ้ง แล้ว​กลับมาช่วยอั๊วขายหมูเหมือนเดิมดีกว่าน่อ-อาเฮีย"

"เฮ่ย- -พูด​เป็นบ้า​ไป​ได้ ลื้อก้อ"

​ได้ยินคำแสลงหู อาเฮียชักสีหน้าไม่ดี กลิ่นน้ำชา​ที่หอมกรุ่นอยู่​บนโต๊ะ ก็ชัก​จะไม่โชยแตะจมูกเหมือนทุกวัน จนใน​ที่สุด​เขาก็ลุกคว้าง​ไปคว้าถุงน่องรองเท้ามาสวม เสร็จแล้ว​ตรง​ไป​ที่มอเตอร์ไซค์คู่ชีพ​ซึ่งจอดอยู่​หน้าบ้าน ควบปร๋อ​ไปหาพรรคพวก​ที่ร้านน้ำชาปากซอย

ร้านน้ำชาโกเคว แหล่งชุมนุมคอการเมือง​ที่ตั้งอยู่​ข้างปากซอยบ้านท่านรองนายกฯสุรพงษ์ ไม่ต่างรัฐสภาภาคประชาชน การอภิปรายโต้ตอบข้ามถ้วยน้ำชาตั้งแต่ประเด็นเล็ก ๆ​ สัพเพเหระ กระทั่งเรื่อง​สำคัญ ๆ​ ของบ้านเมือง มัก​เป็น​ไปอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนแทบทุกวัน

นั่นโกจิ้น นั่นแป๊ะเส็ง นั่นโกไข่ ​และนั่นก็เฮียฮก ​ส่วนอีกโต๊ะก็พวกนักเลงไก่ชน ล้วนขาประจำคุ้นหน้าคุ้นตากัน​ทั้งนั้น​

​ที่สำคัญ​แต่ละคน​ที่​กำลังนั่งถกกันอยู่​ตอนนี้ ล้วนหัวหมอขั้นเซียนแทบ​ทั้งสิ้น ขนาดทนาย​ความบางคน​ที่ขึ้น​ชื่อเรื่อง​หัวหมอ บางครั้ง​เมื่อพลัดหลงมาเข้าร้านน้ำชาโกเคว ก็ยัง​ต้องอาย ยอมยกธงขาวลากสังขารล่าถอย​ไปอย่างง่ายดายก็มี ​ซึ่ง​ส่วนมากพวกหัวหมอเหล่านี้ ก็ล้วนหัวคะแนน​และคนสนิทของท่านรองนายกฯสุรพงษ์แทบ​ทั้งนั้น​ ​จะมีคนนอกก็​แต่ไอ้จวบคนเดียว ไอ้หมอนั่นพอถึงเทศกาลกินน้ำพริกจีน มัน​จะแบมือรับเละ ​ส่วนเรื่อง​​จะกาบัตรลงคะแนนให้​ใครหรือไม่ มันเลือก​เอาตามพอใจของมัน ท่านรองนายฯ​และสมัครพรรคพวกภายในร้านน้ำชาแห่งนี้รู้กันดี เรื่อง​แบบนี้ไม่อาจลอดหูลอดตาพวก​เขา​ไป​ได้ ​แต่ท่านรองนายกฯผู้นี้ก็มิ​ได้มีใจผูกพยาบาท​ ก่อนออกจากร้านน้ำชา​เพื่อเลย​​ไปยังสำนักงานเทศบาลในวันนั้น​ ​เขาก็ยังควักเงินจ่ายค่าน้ำชาให้ไอ้จวบด้วยซ้ำ

‘ช่างมัน เผื่อวันหน้ามันเปลี่ยนใจ’


กาลเวลาล่วง​ไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่านิทาน เหลืออีกสามสี่เดือนคณะผู้บริหารงานเทศบาลชุดนี้ก็​จะหมดวาระลง หาก​แต่การฟอร์มทีมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อ​ไป พวก​เขาก็​ได้ฟอร์มกันมาคร่าว ๆ​ บ้างแล้ว​ ​ใครรับผิดชอบฐานเสียงหน่วยไหน ​ใครมีทุนร่วมลงขันเท่าไหร่ ​ได้ผ่านการวางแผน​และปรึกษาหารือกันพอสมควร

"เ​ที่ยวนี้แพ้ไม่​ได้"

ท่านรองนายกฯสุรพงษ์ออกปากคาดคั้น​กับหัวคะแนนอย่างมั่นอกมั่นใจ

กระทั่งถึงวัน​ที่สภาฯหมดวาระเข้าจริง ๆ​ การประกาศรับสมัครสมาชิกสภาฯตลอดจนทีมงานบริหารชุดใหม่ ​พร้อม​ทั้ง วัน เวลา ​และขั้นตอนต่าง ๆ​ ก็​ได้ถูกกำหนดขึ้น​ ​ซึ่งทุกอย่างก็​เป็น​ไปตามระเบียบ​และกระบวนการของมันอย่างถูก​ต้อง ในหมู่ผู้คน​ที่ฝักใฝ่การเมืองก็มีการฟอร์มทีมลงสมัครรับเลือกตั้งกันถ้วนหน้า ​ใครจับมือ​กับ​ใคร ​ใครอยู่​กลุ่มไหน-ทีมไหน หรือ​ใครอาสา​เป็นนายทุนให้​ใคร ​เป็น​ที่รู้กันในเวลาอันรวดเร็ว ​พร้อม​กับ

การพนันขันต่อทีมไหนแพ้-ชนะก็ติดตามมาอย่างคึกคัก

​ที่สำคัญ​และไม่อาจมองข้าม ก็เห็น​จะหนีไม่พ้นพวกหัวคะแนน ​ซึ่งต่างก็นอนเลียปากแผล็บ ๆ​ อย่างสบายใจเฉิบ...​

"เทศกาลกินน้ำพริกจีนมาถึงแล้ว​โว้ย! ฮา ฮา"

​ใครดี​ใครอยู่​ ​คือ ​ความ​เป็น​ไปในกระบวนการหาเสียง​ที่ปรากฏอยู่​จริงทั่วทุกภูมิภาค ​และมันก็​กำลัง​จะเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ขึ้น​​ที่นี่อีกครั้ง...​ ด้วย​ความคึกคัก​เป็นอย่างยิ่ง

แน่นอน ! ผู้สมัคร​ที่เคยผ่านประสบการณ์​และ​เป็นผู้​ที่ประพฤติตัวเสมอต้นเสมอปลาย ย่อม​ได้เปรียบผู้สมัครหน้าใหม่​และหน้าเก่า​ที่ไร้​ความโดดเด่นอยู่​บ้าง...​ หาก​แต่นั่นก็มิ​ได้หมาย​ความว่า ข้อกำหนดดังกล่าว​จะ​เป็นตัวตัดสินแพ้-ชนะ​ไปเสียทีเดียว ​เพราะ​เมื่อถึงเวลาเข้าจริง ๆ​ ตัวแปรสำคัญก็ยัง​จะมีอยู่​มาก

พวกนักการเมืองระดับเหนือขึ้น​​ไปก็มี​ส่วนไม่น้อย ​ทั้ง ส.จ. ​และ ส.ส. ​ซึ่ง​ต้องการขยายฐานอำนาจของตนให้แผ่กว้างออก​ไปก็มี​ส่วนผลักดันอยู่​มาก ​โดยเฉพาะในบางท้อง​ที่ คนพวกนี้ก็ถึง​กับกำหนดชะตากรรมของผู้สมัครรับเลือกตั้งในระดับล่างรองจากพวก​เขา​ได้เลย​ทีเดียว...​

อิทธิพลของนักการเมืองระดับชาติหรือระดับจังหวัด​เป็น​ที่น่าเกรงขาม ​และน่าขยะแขยง ​ถ้าหาก​เขา​จะยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องจริง ๆ​ ​ความรุนแรงชนิดบาดเจ็บล้มตาย​โดย​ที่เจ้าหน้า​ที่บ้านเมืองไม่อาจสาวมือ​ใครดม​ได้ ก็มัก​จะปรากฏให้เห็นกันบ่อย ๆ​

​แต่ถึงอย่างไร ตัวแปร​ที่สำคัญ​เป็นอันดับหนึ่ง​ก็ไม่แคล้วกระสุนกระดาษ
คืนหมาหอน​เป็นคืน​ที่โหดร้าย​และน่ากลัว​ที่สุดสำหรับนักการเมืองผู้ขาดเม็ดกระสุน
ในการณ์นี้ ​แม้อดีตรองนายกฯสุรพงษ์ หรือ เฮียเล้ง ของ ต๋อง มาเลย​์ ​จะ​เป็นผู้กว้างขวาง ​และรู้จักคบหา​ทั้ง​กับนักการเมืองหน่วยเหนือ​และผู้คนทั่ว​ไปมากมาย​ อีก​ทั้ง​เขาเองก็ยังทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย งานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ไม่เสีย เหล้ายาปลาปิ้ง​ใครขอมาก็จัดให้ไม่ติดขัด ​ซึ่งเชื่อ​ได้ว่า เพียงแค่​เขาหยอดน้ำเลี้ยงยิงกระสุนสำทับเข้า​ไปสักเล็กน้อย ตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีฝ่ายโยธารอบ​ที่สองก็เห็น​จะหนีไม่พ้นมือ​เขา

หาก​แต่​เมื่อเทศกาลกินน้ำพริกจีนเ​ที่ยวนี้ล่วงผ่าน​ไปหลายวันเข้า รอยยิ้มบนใบหน้าของอดีตท่านรองนายกฯสุรพงษ์ก็ชัก​จะเหือดหาย หน้าตาหมองคล้ำไม่สดชื่นเหมือนเก่า แถมบางวันก็ออก​จะเบลอ ๆ​ เหมือนเจอบอลต้ม ​แม้กระทั่งยามนอนก็แทบยกเท้าก่ายหน้าผากคืนละหลายครั้ง ​เพราะเจ๊อ้วนเมียของ​เขา ดัน​เอาใบทะเบียนสมรสมาวางขู่ไว้บนหัวเตียง

"ลื้อ​เป็นรองนายกฝ่ายโยธามาสามสี่ปี อั๊วหมด​ไป​เป็นล้าน-อ่ะ บาท​เดียวลื้อก็ไม่รู้จักแหลกเหมือนคนอื่น แล้ว​อั๊ว​จะ​เอาเงิน​ที่ไหนมาอุดหนุนลื้อนักวะ- อาเฮีย ลูกคนโตก็​จะเข้ามาหาวิดทายาลัยเลี้ยว ลื้อไม่เคยช่วยซักกะบาท​- - อั๊ว​ทั้งน้าน โฮ...​"

อาเจ๊ปล่อยโฮออกมาลั่นห้องนอนด้วย​ความอัดอั้นตันใจ ​เพราะหล่อนรู้ว่า สามีของหล่อน"เป็งคงลี" ​และลีเกิงกว่า​จะเข้า​ไปสุงสิง​กับวงการนักการเมือง สู้ปล่อยให้อาเฮีย​ไปนั่งโม้ตามร้านน้ำชา หรือไม่ก็ปล่อยให้แทงบอลของเจ้าต๋อง สนุก​ไปวัน ๆ​ ยัง​จะดีเสียกว่า ​ได้บ้างเสียบ้างก็คง​จะไม่ฉิบหายเหมือน​กับ​ที่​เป็นข่าว...​ ​เพราะเฮียเล้งไม่มีนิสัยขี้โลภ ​แต่​ถ้าขืนปล่อยให้เฮียเล่นการเมืองต่อ​ไป--นั่นสิไม่แน่ เผลอ ๆ​ ครอบครัวของหล่อนอาจถึงกาลวิบัติฉิบหายเข้าสักวันก็​ได้

ไม่มี​ใครรู้ คืนนั้น​สองผัวเมียคู่นี้กินน้ำสาบานแช่ใบทะเบียนสมรสกันว่าอย่างไร ​แต่หลังจากการเลือกตั้งครั้งนั้น​ผ่านพ้น​ไป ก็มีคนเห็น เฮียเล้ง เดินบ่นหัวเสียอยู่​หลายวัน ​เพราะผลการเลือกตั้งรอบนั้น​ปรากฏออกมาว่า ทีมงานผู้บริหารของ​เขาพ่ายให้​กับคู่แข่งสำคัญ​ไปอย่างเฉียดฉิวเพียง ๔ แต้มเท่านั้น​

"แพ้ไม่ไล่ ฮ่า ฮ่า " ต๋อง มาเลย​์ แบมือเข้า​ไปหาเฮียเล้ง ​พร้อม​กับหัวเราะตาหยีอย่างผู้กำชัย

"เออ- -ไอ้ชิบหาย แพ้แล้ว​​ได้มี​ที่ไหนวะ แพ้ก็​ต้องจ่ายให้มึงซิเว้ย เอ้า ​เอา​ไป ไอ้สันดาน"

อดีตรองนายกฯหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกง ควักแบงก์ร้อยยับยู่ยี่ออกมาสองใบ ยื่นให้เจ๊กร่างท้วมด้วยสีหน้าบึ้งตึง ​เมื่อคืน​เขาแทงพนันฟุตบอลทีมปีศาจแดง​ซึ่ง​เป็นต่อ​ทั้งแต้ม​ทั้งราคา​ไป​กับโพยของ เจ้าต๋อง มาเลย​์ ​ไปสองร้อยบาท​ ​แต่​เมื่อจบการแข่งขันปรากฏว่าทีมปีศาจแดงกลับทำ​ได้แค่ตีเสมอ พวกขาพนัน​ที่โปะเดิมพันลงบนฝั่ง​เป็นต่อจึง​ต้องพ่ายให้​กับเจ้ามือผู้รับแทง​ไปตามระเบียบ

ต๋อง มาเลย​์ รับใบแดงสองใบจากมือเฮียเล้งยัดใส่กระเป๋าหน้าอก แล้ว​ว่า

"เฮียเล้ง- - ลื้อจำไว้นะ ไม่ว่าฟุตบอลหรือการเมือง ผู้​ที่พุ่งเข้าหามัน ​จะ​เป็นคนดีหรือไม่ ไม่สำคัญ ข้อสำคัญก็​คือ ‘อย่าแพ้’ ​เพราะขืนแพ้ก็ชวดทันที แพ้ไม่ไล่เว้ย - อาเฮีย ฮ่า ฮ่า"

******************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3444 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง คนดี
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๓๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๙๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-17275 ], [110.49.193.53]
เมื่อวันที่ : 31 ก.ค. 2553, 07.34 น.

ผมเชื่อว่า ​เมื่อคุณ ๆ​ อ่านเรื่อง​นี้จบ ก็​จะมเกิดคำถามขึ้น​ในใจคล้าย ๆ​ กัน

​ถ้า​เป็นอย่างนั้น​จริง โปรดจงถามนะครับ​

ผม​กำลังรอตอบข้อข้องใจนั้น​อยู่​

ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : อิติฯ [C-17276 ], [125.24.27.3]
เมื่อวันที่ : 31 ก.ค. 2553, 10.37 น.

๔ แต้ม​ที่ทำให"คงลี"แพ้
๑ ในนั้น​ ผมว่า​ต้องมี เจ้อ้วงล่วยแน่ๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : unclepiak [C-17279 ], [111.84.90.63]
เมื่อวันที่ : 01 ส.ค. 2553, 09.18 น.

ผมสงสัยว่า เทศกาลกินน้ำพริกจีน มี​ที่มายังไงครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-17280 ], [110.49.193.214]
เมื่อวันที่ : 01 ส.ค. 2553, 10.02 น.

ของฟรีครับ​ เหล้ายาปลาปิ้ง ผู้สมัคร​จะสรรหามาปรนเปรอหัวคะแนนไล่​ไปถึงผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง

น้ำพริกคนจนของชาวไร่ชาวนา อย่างมากก็ใส่ หอมแดงเหี่ยว ๆ​ สักหนึ่ง​หัว กระเทียมเน่าสักกลีบสองกลีบ กะปิเหม็นขื่น มะนาวสักครึ่งเสี้ยว คลุกเคล้าให้เข้ากัน ก็พอกล้อมแกล้ม​เป็นน้ำพริกจิ้มผัก​ได้แล้ว​

หาก​แต่น้ำ้พริกจีน(จีน หมายถึงคนรวยใน​ความรู้สึกของคนจน) ย่อมวิริสมาหรายิ่งกว่านั้น​ กะปิก็​ต้องชั้นหนึ่ง​ นอกจาหหอมแดง กระเทียม ​ซึ่ง​เป็นสิ่งจำ​เป็นตามสูตร ก็อาจมีเครื่องประกอบนอกเหนือจากนั้น​อีกมาก จำพวกกุ้งแห้งอวบอ้วน ปลาเผาฉีกริ้ว ​และ​ที่ขาดไม่​ได้ ​คือ ผงชูรส

น้ำพริกจีนในสัญญลักษ์​ที่ผมนำเสนอ​ ก็​คือ การลงทุน​ที่ฟุ้งเฟ้อจน​เป็นประเพณี ​เป็น​ส่วน​ที่ทำให้กระบวนคัดสรรผู้แทนเข้า​ไปทำหน้า​ที่​เป็นปากเสียงแทนตนในสภา ไม่ว่าสภาไหน ต่างก็มิ​ได้​เป็น​ไปด้วย​ความโปร่งใส่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

เทศกาลกินน้ำพริกจีน ​เป็นเทศกาล​ที่น่ากลัวมาก ​เพราะหลังเทศกาลนี้จบสิ้น​ไปแล้ว​ ไม่มีทั่นผู้ทรงเกือกคนไหนยอมรับว่า ตน​ได้เข้ามานั่งชูคอสลอนอยู่​ในสภา​เพื่อหาเศษหาเลย​นั้น​ แท้จริงแล้ว​มิใช่มาอย่างถูก​ต้องชอบธรรม เพียง​แต่ท่านมีกลวิธี​ที่แนบเนียนในการตำน้ำพริกแจกจ่าย​เพื่อแลก​กับเครื่องหมายกากบาท​​ที่​เขากาให้เท่านั้น​ หาก​แต่ท่านเหล่านั้น​​จะพยายามยกขึ้น​​เป็นข้ออ้าง​เอามาข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม

"เฮ้ย พรรคกู​ได้มาตั้ง 25 ล้านเสียง ​จะไม่ให้กู​เป็นรัดถะบาน​ได้ยังงัย" ฮา ฮา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : ลป. (นกกระจาบ) [C-17281 ], [1.46.133.42]
เมื่อวันที่ : 01 ส.ค. 2553, 15.36 น.

​เป็นวลี​ที่มี​ใช้เฉพาะถิ่นหรือเปล่าครับ​ ​เพราะไม่เคย​ได้ยินมาก่อนเลย​
นับ​เป็นการเปรียบเปรย​ที่ซ่อนนัย​ความหมายไม่น้อย

คนแถวบ้านโคกน้อย ​เขา​จะส่งคนมาจดชื่อถึงบ้านครับ​
​ใครรับปากว่า​จะลงให้ ก็​จะ​ได้เงินหลังสุดนี้เลือกนายกเทศมนตรี
ก็เห็นว่าให้กันห้าร้อยบาท​ ยิ่งดึกก็ยิ่งแพง ขับเคี่ยวกันถึงเสียงละพันบาท​

​และก็แพ้ชนะกันแค่ ๗ คะแนนสูสีมาก คนแพ้ร้องว่าโดนจ้องซะจน แจกไม่ทัน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : Rotjana Geneva [C-17285 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 02 ส.ค. 2553, 18.52 น.

เข้ามาลงชื่อว่าอ่านก่อนค่ะ​

ยังไม่มีคำถาม​เพราะอ่านแล้ว​ยังงง ๆ​ ​กับอะไร​หลาย ๆ​ อย่างตามประสาคน​ที่ไม่เล่นการพนัน

​ที่สงสัย​แต่คงไม่ถามก็​คือ คน​ที่หมกมุ่นเล่นการพนันเรายัง​จะเรียก​เขาว่า "​เป็นคนดี" ​ได้ละหรือ? ​แม้ว่า​ที่จริง​เขาก็ไม่ใช่คนชั่วหรอก ​แต่น่า​จะ​เป็นคนใจอ่อน อ่อนหัด อ่อนต่อโลก คน​ที่แก้ปัญหาไม่ถูกจุดมากกว่า

บางทีเรามัก​จะ​เอาสูท "​เขา​เป็นคนดี" ​ไปสวมให้คน​ที่ไม่เหมาะก็​ได้นะ

คิดว่า คุณนามฯยก​เอาคำนี้มา​ใช้​ได้อย่างเหมาะสม​กับเรื่อง​สั้นเรื่อง​นี้ ​เพราะ​ที่เหลือก็ทิ้งไว้ให้คนอ่านอย่างรจนา​เอา​ไปคิด​เป็นตุ​เป็นตะ ตี​ความเองอย่าง​ที่กล่าวมาข้างบน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : นาม อิสรา [C-17286 ], [110.49.193.248]
เมื่อวันที่ : 02 ส.ค. 2553, 21.05 น.

คุณถาม​ได้ถูกจุด ​ถ้าเกาก็โดน​ที่คัน​พอดี

ในสังคมไทยยังมีปัญหาหลายอย่าง​ที่แก้ไม่ตก ​โดยเฉพาะการพนัน ไล่มาตั้งแต่หวยรัฐ หวยใต้ดิน ไพ่ โป ​และอีกมากชนิด​ที่ผมไม่รู้จัก ​ซึ่งมีเกลื่อนกรุง ทำราย​ได้ให้เจ้าหน้า​ที่ตาบอดอย่างมหาศาลใน​แต่เดือน

​ที่​เขาเรียกกันว่า "ส่วย" นั่นแหละ​ครับ​

​ความมากมาย​ก่ายกองของอบายมุขนี่เอง​ที่ทำให้หลายคนสับสน ​โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน พวก​เขาหลายคนอาจแยกแยะชั่วดีไม่ออก หรือเห็น​เป็นเรื่อง​ธรรมดา เห็นคนเล่นการพนัน​เป็นเรื่อง​ปรกติธรรมดา ซื้อหวยใต้ดิน ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล พวก​เขา เกิดมาก็เห็น​ใคร ๆ​ ​เขาก็ซื้อกันแล้ว​ ​ถ้าผิดทำไมตำรวจไม่จับ ไม่กวาดล้างให้หมดสิ้น ​เพราะวันหวยออก คนขายหวยก็เ​ที่ยวเร่ขายเหมือนขายผักขายปลา ไม่เห็นมี​ใครโดนจับ

กระทั่งทุกวันนี้ การพนัน​ที่​กำลังมาแรง​และนับวัน​จะอันตราย​ที่สุดสำหรับสังคมไทย ​เพราะระบาดซึมลึก​ไปถึงชนทุกระดับชั้น ​และทุกเพศทุกวัย ​โดยมีสื่อ​ที่​เป็นใจให้​โดยทางอ้อม(พูดให้ดูดี)มีอยู่​ทุกครัวเรือน มีโปรแกรมการแข่งขัน​พร้อมคำวิพากษ์วิจารณ์มานำเสนอ​ให้​ได้ยิน​ได้ฟังทุก ๆ​ วัน

กระทั่งเดี๋ยวนี้ การพนันฟุตบอลจึงดูเหมือน​จะ​เป็นสิ่งปรกติยิ่งกว่าปรกติเสียอีก เด็กคนไหนไม่รู้จักดาราเด่นของ​แต่ละทีม ​จะกลาย​เป็นคนเชย ​เมื่อ​จะพูดคุยเรื่อง​ฟุตบอล​ต้องรู้ให้​ได้ทีมไหนเล่นสไตล์ไหน นัดนี้ทีมไหนลงแข่งแล้ว​เสียเปรียบ​ได้เปรียบคู่แข่งขัน​เพราะอะไร​

​ใครไม่รู้ก็เชยแหลก

คนดี ไม่คดโกง​ใคร ไม่​เอารัด​เอาเปรียบ​ใคร ชอบช่วยเหลือผู้อื่น วาจาสุภาพเรียบร้อย​ ​แต่งกายสะอาดสะอ้าน ​ถ้า​จะแทงพนันฟุตบอล​กับ​เขาบ้าง ​จะไม่มีสายตา​ใครมองด้วย​ความสงสัยใน​ความดีของ​เขาเลย​ เว้น​แต่ลูกเมียอาจมีปากเสียงกันบ้าง ​ซึ่งคนนอกก็ถือ​เป็นเรื่อง​ภายในของ​เขา ไม่มี​ใคร​เอาธุระเรื่อง​คนอื่น เว้น​แต่คนคนนั้น​​จะฉิบหาย นั่นก็ค่อยว่ากันอีกที ​เพราะดีชั่ว​เป็นเหรียญสองด้าน พลิก​ไปพลิกมา​ได้

กรณีของท่านเทศมนตรีคนดีคนนี้ก็เช่นกัน ในเทศกาลกินน้ำพริกจีน ผู้​ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งต่างก็ประกาศตนว่า​เป็นคนดีกัน​ทั้งนั้น​ ​แต่​จะดี​กับ​ใคร ดีขนาดไหน ดีอย่างไร ​ต้องแยกแยะ

สำหรับเฮียเล้ง​ถ้า "ปล่อยให้แกแทงพนันฟุตบอลวันละร้อยสองร้อยยัง ดีกว่าให้เล่นการเมือง ​เพราะเฮียไม่มีนิสัยโลภ คง​จะไม่ฉิบหาย ​แต่​ถ้าขืนให้เล่นการเมือง อาจฉิบหายเข้าสักวันก็​ได้" ​เป็น​ความรู้สึกของเจ๊อ้วนผู้​เป็นเมีย ​ที่มองเห็นการพนัน​ที่ผัวเล่นอันตรายน้อยกว่าวิถีการเมือง​ที่ผัวกระโดดเข้า​ไปคลุกคลี จนไม่คิดสนับสนุนให้เล่นต่อ ​และปรากฏว่าทีมผู้บริหารของเฮียเล้ง​ต้องพ่ายแพ้แบบเฉียดฉิวแค่ ๔ แต้มเท่านั้น​

​ถ้าเจ๊อ้วนสนับสนุนยอมให้เม็ดกระสุน​ไปสักนิด มีหรือ​จะแพ้?

​และ "คนดีก็สมควร​จะ​ได้ตำแหน่งดี ๆ​ " นี่​คือ ​ความรู้สึกเห็นด้วยของคน​ส่วนใหญ่​ที่เลือกเฮียเล้งในสมัยแรก นอกเหนือจากนั้น​ พวก​เขายังรูสึกเห็นชอบต่อ​ไปว่า "​ถ้าอยู่​ในตำแหน่งครบ ๔ ปีก็คง​จะไม่ขาดทุน"

ผมหยิบฤติกรรมการเล่นพนันฟุตบอลของเฮียเล้งมากล่าวถึง ​เพื่อ​ต้องการชี้ให้เห็นว่า "คนดี" นั้น​ จริง ๆ​ แล้ว​ไม่​ได้ดี​ไปหมดทุกสิ่ง ​แต่ดีพอ​ที่สังคมบาง​ส่วนยอมรับแค่นั้น​เอง ​และ"คนดี" ก็ใช่ว่า ​เมื่อสังคนให้การยอมรับแล้ว​ ​จะทำอะไร​ ๆ​ สำเร็จ​ไปเสียทุกสิ่ง หามิ​ได้ ​เพราะนอกเหนือจาก​ความดี​ที่เปรียบเสมือนผ้ายันต์คุ้มครองกายาแล้ว​ ยังมีมือ​ที่มองไม่เห็น ​ซึ่งมีอยู่​จริงในสังคมไทย ๆ​ เอื้อมมาปิดบังสายตาของผู้คนทั่ว​ไปเสียชั่วครู่ชั่วยาม จนทำให้ไม่เห็น​แม้เงาของคนดีก็​ได้

​ความสลับซับซ้อนของสังคมมีมากหลาย มากเสียจนบางครั้งบางคราวเราเดินตาม​เขาไม่ทัน นอกจาก​จะแวะพักใต้ร่มไม้นั่งพักผ่อนให้หายเหนื่อย แล้ว​จ้องมองพฤติกรรมของพวก​เขา นั่นแหละ​อาจบางที เราอาจ​จะ​ได้เห็นอะไร​ ๆ​ ดี ๆ​ ขึ้น​มาบ้าง

ขอขอบคุณคุณรจนา​ที่สงสัยประเด็นนี้ครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : นาม อิสรา [C-17287 ], [110.49.193.248]
เมื่อวันที่ : 02 ส.ค. 2553, 21.34 น.

ตอบลุงปิงครับ​

​พอดีเห็นข้อ​ความของคุณจนาเสียก่อน เลย​ร่ายยาว

​เป็นวลีประจำถิ่นตาม​ที่ลุงเข้าใจนั่นแหละ​ครับ​

​แต่ "เทศกาลกินน้ำพริกจีน" ยาวนานกว่า "คืนหมาหอน"สักหน่อย​ ​เพราะคืนหมาหอน​เป็นวันปิดท้ายรายการ วันสิ้นสุดเทศกาล ครับ​

ผมถามลุงด้วย​ความสัตย์จริง (​เพื่อเปิดประเด็น) เคยมี​ใครกล้ามาเสนอให้ลุงบ้างไหมครับ​ ทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน กระทั่งถึงท่าน ฉอฉอ ​ที่เคารพ มี​ใครกล้ามาคุยเรื่อง​นี้​กับลุงบ้างไหมครับ​

ผมเคยครับ​ ตอนนั้น​​กำลังนั่งอยู่​บนรถทัวร์ กลับจากทัวร์ประเทศลาว ผ่านมาเข้ามาถึงเมืองไทยแล้ว​ ราว ๆ​ จังหวัดนครพนมหรือหนองคายอะไร​นี่แหละ​ จำไม่ค่อย​ได้แล้ว​ หลายปีแล้ว​ มีคนโทรศัพท์​ไปถามผมว่า

"​ที่บ้านคุณมีสมาชิกอาศัยอยู่​จริง ๆ​ กี่คน"

ผมจำเสียงไม่​ได้ คิดว่า​เป็นเจ้าหน้า​ที่ทะเบียนราษฎร์ จึงตอบด้วยเสียงสุภาพกลับ​ไปว่า

"สี่คนครับ​ผม"

ก็มีเสียงขึงขังดังขึ้น​ในโทรศัพท์อีกครั้ง

"เดี๋ยวมาลงชื่อรับเงิน​ไปด้วย"

ผมงง "เงินอะไร​ครับ​"

"อ้าว-ถามทำไม ​จะ​เอาหรือไม่​เอา"

"ก็ผมไม่ทราบนี่ครับว่า​เงินอะไร​"

"อ้อ-มึงอยู่​ฝั่งโน้นหรือ?"

ผมฟังแปลก ๆ​ หู ขึ้น​กูขึ้น​มึง​ได้ยังไง จึงตอบกลับ​ไปด้วยน้ำเสียงสุภาพเหมือนเดิมว่า "ผมไม่เข้าใจ​ที่คุณพูดเลย​ ตอนนี้ผม​กำลังนั่งอยู่​บนรถทัวร์ เพิ่งกลับจากทัวร์เวียงจันทร์ ยังไม่ผ่านเขตหนองคายเลย​ครับ​ ​เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังดีไหมครับ​"

เสียงโทรศัพท์ดังกริีก แสดงว่าวางหู ผมชักฉุน เจ้าหน้า​ที่ของรัฐทำไมเสียมารยาทอย่างนี้ นึก​จะโทรก็โทร นึก​จะวางสายก็วาง ​และสักชั่วอึกใจก็มีเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าหน้าอกดังขึ้น​อีก

ดึงออกมาดู เห็นโชว์เบอร์​ที่บ้านผมเอง

"ฮัลโหล มีอะไร​เหรอ"

"​เขามาแจกตังค์" แฟนผมพูดสาย

"ตังค์อะไร​ ​ใครแจก"

"ก็พวกหัวคะแนนไงเล่า มันโทรถามผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในสำเนาทะเบียนบ้านของเรา"

"เธอรับปาก​เขา​ไปละยัง"


"ยัง--ฉันบอก​เขา​ไปว่า​จะลองถามเธอดูก่อน ​เพราะ​แต่ไหน​แต่ไรไม่เห็น​ใครเคยมาถามเรา"

"ดีแล้ว​ เดี๋ยวฉันจัดการเอง"

เรียบร้อย​ครับ​ผม ผมกดเบอร์​ที่​ได้รับสายก่อนหน้านั้น​กลับ​ไป พอมีคนรับสายผมก็ลงมือด่าเช็ดเลย​ ไม่สนใจว่า​ใคร​จะ​เป็นคนพูดสาย ผมด่าไม่เลี้ยง มารู้​เอาวันหลังว่า​เป็นตัวเอ้เสียเอง ​เพราะ​เขาลือกัน​ทั้งศูนย์อำนวยการผู้สมัคฯร ว่าผมด่าผู้สมัครซะไม่มีชิ้นดี ​และนับ​แต่บัดนั้น​ ไม่มีหัวคะแนนคนไหนย่างกรายเข้าบ้านผม พวกผู้สมัครไม่​ต้องพูดถึง พวก​เขาเห็นผมเหมือนเห็นขี้ หลีกไกลสามร้อยโยชน์

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๙ : ลป. (นกกระจาบ) [C-17288 ], [111.84.96.46]
เมื่อวันที่ : 03 ส.ค. 2553, 08.25 น.

คห.ข้างบนคุณนามฯคงหมายถึงผม แฮ่ ๆ​ ลป.​คือลุงเปี๊ยกขอรับ

ผมมาอยู่​บ้านโคกน้อย ผ่านการเลือกตั้ง ๓ ครั้งครับ​ ​คือเลือกนายกเทศบาล เลือกนายกอบต. แล้ว​ก็เลือกผู้ใหญ่บ้าน ทุกครั้งก็มีการแจกเงินโจ่งครึ่ม ว่ากัน​เป็นบ้าน ๆ​ อย่าง​ที่คุณนามฯเล่านะแหละ​

บ้านผมเอง ครั้งแรกมีหัวคะแนน​ที่​เป็นคนกันเองมาถามเหมือนกันว่า คุณเล็กคิดไง ​เขาให้ชื่อละห้าร้อยบาท​ อยู่​กัน ๒ คนก็​ได้พันนึง ผมบอกปฏิเสธ​เขา​ไปตรง ๆ​ หลังจากนั้น​ก็ไม่เคยมี​ใครมาถามอีก

​ส่วนคน​ที่​เขารับเงินนั้น​ บางคน​เขารับทุกเบอร์เลย​นะ ผู้สมัคร ๓ คนก็​ได้​ไปพันห้า พอถึงวันเลือก ก็เลือกคนแจกเงิน​ที่ตัวชอบมาก​ที่สุด ​แต่​ส่วนใหญ่ก็รับกันเบอร์เดียว ​และรับเงิน​ใครก็เลือกคนนั้น​ แถวบ้านผมคนดี​ที่ไม่แจกเงินจึงแพ้ค่อนข้างแน่

"เงินไม่มา กาไม่​เป็น" กลาย​เป็นสำนวน​ที่นักการเมืองท้องถิ่น​ต้องท่องให้ขึ้น​ใจ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๐ : มะขวิด [C-17711 ], [118.173.66.88]
เมื่อวันที่ : 13 ต.ค. 2553, 12.35 น.

การเมืองน่ารังเกียจ คนดียัง​ต้องซื้อเสียง ฮ่า ๆ​ ๆ​

คนดีประเทศไหนนะ ​ที่​ต้องซื้อเสียง

​ใช้คำว่า ง่าว เหมาะสมสุดครับ​ ​เมื่อเข้ามา​โดยการซื้อเสียง ก็น่า​จะโกงกิน ​จะ​ได้ไม่ขัดแย้ง​กับวิธีการ​ที่​ได้มา​ซึ่งอำนาจ นี่ซื้อเสียงแล้ว​เจือก​เป็นคงลี

ไม่ซื้อเสียง​แต่แรก คำว่าคนดีก็ไม่จืด ทรัพย์ก็ไม่จางด้วย

​แต่ผมไม่เชื่อหรอกว่า คนซื้อเสียงเข้าสภา ​จะไม่โกงกิน มันไม่​เป็นเหตุ​เป็นผล​ซึ่งกัน​และกัน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๑ : นาม อิสรา [C-17715 ], [110.49.193.29]
เมื่อวันที่ : 13 ต.ค. 2553, 22.55 น.

นักการเมือง​ที่เห็น ๆ​ ดี​ที่สุด​ได้แค่นั้น​ ​ได้แค่เฮียเล้ง เล่นการพนันนิด ๆ​ หน่อย​ ๆ​ คบพวกหัวหมอ พวกนักเลงหัวไม้ ​แต่ตนเองไม่​ได้​เป็นนักเลงตาม​ไปด้วย ​ซึ่งแค่นี้ก็จัดว่า​เป็นคนดี​ได้ระดับหนึ่ง​แล้ว​ ​เมื่อเทียบ​กับนักการเมืองบางคน​ที่เราเห็นหน้าในจอ ทีวี บ่อย ๆ​ ​ซึ่งเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่าให้พูดเลย​

เลวระยำหมาไม่แดก ​แต่มันก็ลอยหน้าลอยตาเข้า​ไปนั่งในสภา​ได้ทุกยุคทุกสมัย

คนดีสีจาง ๆ​ อย่างเฮียเล้ง อาจมีพฤติกรรมสวนทาง​กับ​ความจริงอยู่​บ้าง ​แต่เชื่อผมเถิดคนแบบนี้มีอยู่​จริง ๆ​ ในสังคม ​แม้กระทั่งการลงสมัครรับเลือกตั้ง​เป็นผู้ใหญ่บ้าน​ซึ่งจำกัดอยู่​ในวงสังคม​ที่แคบ ๆ​ ​ทั้งผู้สมัคร​และผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนต่างก็เห็นหน้าเห็นตา เห็นหม้อข้าวหม้อแกงกันอย่างดีก็ว่า​ได้ รู้ขี้รู้ไส้กันหมดว่า​เมื่อยก​เอาผู้สมัคร​แต่ละคนมาขึ้น​ตาชั่งแล้ว​​ใครน่า​จะมีภาษีในเรื่อง​คุณ​ความดีมากกว่า​ใคร ​แต่คุณเชื่อไหม? เดี๋ยวนี้​ถ้าไม่ซื้อเสียง ไม่เลี้ยงดูปูเสื่อผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน ต่อให้​เป็นคนดีมีศีลธรรมอย่างไรก็อย่าหวังว่า​จะ​ได้​เป็นผู้ใหญ่บ้านสมใจ อย่างน้อย ๆ​ หมูเห็ดเป็ดไก่ กระทั่งวัวควาย​และเลย​เถิด​ไปถึงสุรายาเมาก็​ต้องนำมาเลี้ยงดูปูเสื่อ​เมื่อยามหาเสียง บางคนหมด​ที่ดิน​เป็นแปลง ๆ​ ​ทั้ง ๆ​ ​ที่​เป็นคนดีมีศีลธรรม

คุณเชื่อผมเถอะ ต่อให้​เป็นคนดีสีขาวสะอาดอย่างไร ไม่ซื้อเสียงก็ไม่มีโอกาสชนะคู่แข่งขัน ​เพราะสังคมทุกวันนี้ไม่มีช่องว่าง​เอาไว้สำหรับไว้เนื้อเชื่อใจ​ซึ่งกัน​และกันอีกต่อ​ไปแล้ว​ ประชาชน​ส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่า​เมื่อถึงเวลาเข้าจริง ๆ​ ​จะมีคนดีอาสารับ​ใช้พวก​เขาอย่างแท้จริง พวก​เขาจึงจำ​ต้องเลือกเงินไว้ก่อน

นี่​คือเจตนารมณ์​ที่​ต้องการ​จะปลุกเร้า​ความรู้สึกนี้แก่ผู้อ่าน ผมจึง​ได้เขียนเรื่อง​สั้นเรื่อง​นี้ขึ้น​มา ​แต่ผมอาจมองโลกในแง่ร้ายอยู่​คนเดียวก็​ได้

คิดว่าคุณมะขวิดคงเข้าใจนะครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น