นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๖ กรกฏาคม ๒๕๕๓
จดหมายถึงแม่
นายอิติฯ
...กราบเท้าแม​​ที่่เคารพรัก ต่อจากคราว​​ที่แล้ว​​​​ที่ผม​​ได้บอกแม่ว่า ผมเริ่มมีคอมพิวเตอร์​​ใช้แล้ว​​นะ ​​ซึ่งมันก็มามี​​เอาตอน​​ที่ผมมีอายุ​​ได้สามส...
วัน​ที่ 27 มิถุนายน 2552

กราบเท้าแม่​ที่่เคารพรัก

ต่อจากคราว​ที่แล้ว​​ที่ผม​ได้บอกแม่ว่า ผมเริ่มมีคอมพิวเตอร์​ใช้แล้ว​นะ ​ซึ่งมันก็มามี​เอาตอน​ที่ผมมีอายุ​ได้สามสิบสาม​พอดี แม่ว่าแก่​ไปไหม? จดหมายฉบับ​นี้ผม​ต้องเขียนภาษาอังกฤษลง​ไปด้วย ​เพราะมัน​เป็นเรื่อง​​ที่เกี่ยว​กับยุคสมัยใหม่ ​ถ้าแม่อ่านไม่ออก ก็ให้หลานอ่านให้ฟังนะ ​ส่วน​ที่แม่เคยโทรมาคุยเรื่อง​เพลาๆ​เรื่อง​เหล้า ผมก็​กำลังคิดๆ​อยู่​ ผมอยาก​จะเล่าถึงโลกอินเตอร์เน็ตของผมให้แม่ฟัง ผมรู้ว่าแม่​ต้องคิดว่าผมบ้าแน่ๆ​เลย​ ​ที่​จะคุยเรื่อง​สมัยใหม่ให้ฟัง ทำไง​ได้ครับ​ผมชอบเขียน ​ซึ่งแม่เองก็รู้ว่าผมชอบเขียนไม่ชอบโทร ​เอาน่ะครับ​ ยังไงแม่ก็ทนๆ​อ่านนะ

ผมรู้จักโลกออนไลน์อย่างหลวมๆ​ ​แต่พยายามทำ​ความรู้จัก​กับมันอย่างจริงจัง ผมเล่นอินเทอร์เน็ตอย่างคน​ที่ยังใหม่ด้วย​ความไม่ค่อยรู้ ​แต่ก็ด้วย​ความ​ที่อยากรู้ของผม จึงพยายาม​ที่​จะคลิ้ก คลิ้กแล้ว​ก็คลิ้ก ​ซึ่งก็ยังหาจุดหมายของการคลิ้กเข้าเว็บต่างๆ​ยังไม่​ได้เสียด้วยซ้ำ ว่า​เพื่ออะไร​ ผมมี​ความรู้สึกเพียงแค่ว่ามัน​คืออินเทอร์เน็ต​เป็นอะไร​​ที่แปลกใหม่ดี ดีกว่านั่งขีดๆ​เขียนๆ​ บนโต๊ะทำงานให้หมด​ไปวันๆ​ ​เมื่อรู้สึกเหนื่อยหน่ายจากงาน​ที่ทำ ผมก็คลิ้ก! ว่างก็คลิ้ก! เข้าอินเตอร์เน็ต เพียงแค่ให้​ได้รู้ว่าเรา​ใช้​และเล่นมัน​เป็น เว็บโป๊ถูกแวะเวียนเข้า​ไปวันละหลายรอบ จนเจอ​แต่​ความซ้ำๆ​​แต่ก็ไม่​ได้เบื่อ ผมเวียนวนอยู่​อย่างนั้น​เรื่อยๆ​ซ้ำ​ไปซ้ำมาอยู่​​เป็นเดือน ​เพราะผมถือว่านี่​เป็นธรรมชาติของผม​และผู้ชายอีกหลายๆ​คน

จนวันหนึ่ง​ ​ความเครียด​ที่ตามหลอกหลอนผมมา​ได้สักระยะหนึ่ง​ก่อนหน้านั้น​ มัน​ได้ถาโถมถี่ยิบเข้ามาหา บัตรเครดิต​ที่ผมรวบรวมสั่งสมดั้นด้นกวาดต้อนมาครอบครอง​ได้เกือบสิบใบ เหมือนมีชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในตอนแรก​ที่พิชิตมันมา​ได้ ​แต่​ความหายนะ​กำลัง​จะบังเกิด ปลายปี 2548 ​เมื่อการเงินของผมสั่นคลอน สภาพเศรษฐกิจ​ที่ย่ำแย่ อัน​เนื่องมาจากรัฐบาลมัว​แต่ผลัดเปลี่ยนเล่นเก้าอี้ดนตรีกัน มนุษย์เงินเดือนอย่างผม ​ที่ราย​ได้​ส่วนหนึ่ง​มันขึ้น​อยู่​​กับยอดขายสินค้าใน​แต่ละเดือน ​ได้รับผลกระทบอย่างหลีกไม่​ได้ ใบทวงหนี้จากหลากหลายสำนักกฎหมาย ดาหน้าทยอยวิ่งเข้ามาหาไม่หยุดหย่อน เสียงมือถือดังสั่นไม่ว่างเว้น

เครียด.ด.ด. ครับ​ ผมเกิดอาการเครียด​ที่ค่อยๆ​สั่งสมจนหนักอึ้ง ​ความสนุกในการทำงานใน​แต่ละวันเริ่มลดน้อยถอยลง จนกลาย​เป็น​ความเบื่อหน่าย

ก่อนกลับเข้าห้องเช่าในเย็นวันนั้น​ ผมจอดรถเครื่องแวะร้านขายของชำเล็กๆ​หน้าปากซอย ​ที่มีคนเดินเข้าเดินออกมากหน้าหลายตา ​แม้ไม่เคย​ได้พูดคุยกัน ​แต่ก็ดูเหมือน​กับว่าพวกเราคุ้นเคยกัน นั่นก็​เพราะ​ได้เห็นผ่านกันทุกวัน​ที่ร้านขายของชำแห่งนี้ ขี้เมาวัยลุงเจ้าประจำ​ที่ผมจำ​ได้ดี​แต่ไม่สนิทนัก ​เพราะบ่อยครั้ง​ที่ผมเคยนั่งดวดเหล้า​และตบยุงด้วยกัน​กับแก แกยึดม้าหินอ่อนตัวกลมสีเขียวหน้าร้าน ส่งเสียงตะโกนเชิญชวนผมเหมือนทุกครั้ง ผมรับมิตรภาพของแกมาหนึ่ง​จอก ​เป็นเหล้าขาวดีกรีหนักอันร้อนผ่าว​เมื่อตกถึงท้อง ก่อนขอตัวกลับห้องเช่า​ที่อยู่​ท้ายซอย เหล้าแสงโสมหนึ่ง​แบนถูกยื่นมาแลกเปลี่ยน​กับเงินแปดสิบบาท​ของผม พออ่านถึงตรงนี้ผมเชื่อแน่เลย​ว่า แม่คง​ได้​แต่ส่ายหัว​กับพฤติกรรมของผม ผมไม่​ได้ติดเหล้านะครับ​ ​แต่ผมยังไม่​พร้อม​ที่​จะหยุดหรือเลิกตอนนี้

วันนี้ผมอยากดื่มคนเดียว อยากเมาคนเดียว ก็เหมือนหลายๆ​ครั้ง​ที่ผมเคยทำ ผมอาบน้ำชำระร่างกายอย่างลวกๆ​ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมือสองรุ่นเก่ายี่ห้อซัมซุง ​ที่ผมซื้อ​เอาไว้​เพื่อหอบ​เอา​ไปให้ลูกๆ​​ที่โคราช ถูกเปิดก่อนหน้านั้น​ ผมเปิดเหล้าแสงโสม​โดยไม่​ต้องปรุง​แต่งให้เสียเวลา ก่อนกระดกลงท้องอย่างสาใจ บลูธูทเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต​ที่ผมเดินหาซื้อมาตลาดนัดสามแยกกระทุ่มแบน ด้วยราคาหนึ่ง​ร้อยบาท​ เหล้า​ที่เปิด​เมื่อครู่เริ่มถูกเร่งกระดกไหลหลงคออย่างกระชั้น ผมกะว่าวันนี้ ​จะนั่งดื่มเหล้าเข้าอินเทอร์เน็ต

ซดเหล้า​กำลัง​จะร้อนคอ..​และไหลรื่น ทันใดนั้น​..เสียงสั่นของมือถือ​ที่วางอยู่​บนโทรทัศน์สีสิบสี่นิ้วดังครืดครืด ตอนแรกผมก็คิดว่า​เป็นแม่​ที่โทรมา​แต่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ภรรยาสุด​ที่รัก​และลูกๆ​​ที่คิดถึงก็ไม่ใช่ หาก​แต่​เป็นเสียงใสหวานของ​ใครบางคน​ที่ผมไม่รู้จัก แค่เสียงตอบรับสายผมก็รู้​ได้ทันที​ได้เลย​ว่า เสียงหวานๆ​ใสๆ​น่าฟังของเธอคนนี้ ​ต้องมา​พร้อม​กับแบกภูเขาลูกใหญ่อีกลูก​ที่หนักอึ้งมาวางทับผมอีก​เป็นแน่ ​ซึ่งลูกก่อนหน้านี้ผม​กำลัง​จะทลายด้วยน้ำสุรา ​และ​กำลัง​จะพอทุเลาเบาบางลงมานิดหนึ่ง​แล้ว​ สองนาทีผ่าน​ไปผมเจรจาอย่างพลิ้วไหว​และนิ่มนวล​ที่สุด หลายๆ​คำถามจากเธอสรุป​โดยรวมๆ​แล้ว​ ช่วง​ที่​กำลังเพลิดเพลิน​เพราะฤทธิ์สุราแบบนี้ ผมตอบ​ได้ง่ายมาก​กับทุกๆ​คำถาม นั่น​คือ "ตอนนี้ผมยังไม่มีเงินครับ​" ​จะว่า​ไปแล้ว​ผมเองก็รู้สึกอายอยู่​เหมือนกันนะแม่ ​ที่พูดออก​ไป​ได้แค่นั้น​ ​แต่มันก็...​.​ได้แค่นั้น​จริงๆ​

​เมื่อแน่ใจว่าคงไม่เสียงเข้ามารบกวนแน่แล้ว​ ผมยกเหล้ากระดกลงคอต่อ ว่า​จะไม่เครียดมันกลับไม่​เป็นอย่าง​ที่คิด​และหวังไว้ ใจหนึ่ง​ก็อยากปิดห้อง แล้ว​กลับลง​ไปนั่งร่วมวง​กับลุง​ที่หน้าปากซอย ​แต่ก็ไวกว่า​ความคิดมือถือเจ้ากรรมก็ดังขึ้น​อีก ​เป็นการโทรมาเตือนแจ้งการชำระบัตรอีกเจ้า ใบหน้า​ที่เริ่มมึนชาจากฤทธิ์สุรามากขึ้น​ ผมก็​สามารถตอบ​ได้แบบง่ายๆ​อีกตามเคย เหมือนเจ้าแรก “ครับ​ ครับ​ ผม​จะพยายาม” ก่อน​จะวางสายจากกัน​ไป ทิ้งไว้​ซึ่ง​ความเซ็งให้​กับผม ​ที่เร่งกระดกจนพร่อง​ไปครึ่งแบน

ผมเดินวน​ไปมา​ระหว่างประตูห้อง​กับโต๊ะคอมพิวเตอร์เตี้ยๆ​ สลับแหงนมองเพดาน​เป็นครั้งคราว ผมรู้สึกว่า​เรื่อง​นี้มัน​เป็นเรื่อง​ใหญ่​ที่ทำให้ผมอึดอัด ​แต่มันก็เริ่มคลายลง​เมื่อน้ำเหล้ามันวาบหายลงคอ​ไปอีกหนึ่ง​อึก ผมตัดสินใจลงนั่ง​ที่หน้าจอ พัดลมตั้งโต๊ะจ่อหน้าผมปลิวกระเซิง ผมเข้าผ่านเวบกูเกิ้ล เปิดภาพโป๊ดูอย่างเลื่อนลอยไร้อารมณ์ ไม่ถึงห้านาทีผมก็เบื่อ เสียงโทรทัศน์​ที่เปิดไว้​เป็น​เพื่อน ก็ดูน่ารำคาญ ​แต่ผมก็​ต้องเปิดมันทิ้งไว้อย่างนั้น​ ผมกลับมา​ที่กูเกิ้ลอย่างไม่รู้​จะทำอะไร​

ผมลองพิมพ์ตาม​ที่สมองมึนๆ​ผมคิดอยู่​ตอนนี้ "เบื่อการทวงหนี้" ผมพิมพ์ค้าง​ได้แค่นั้น​ ด้วย​กำลังคิดอยู่​ว่า​จะพิมพ์ต่อว่าอย่างไรดี ระบบค้นหาของกูเกิ้ลก็ฉับไวแสนรู้ ขึ้น​พรืด ด้วย​ความมึนจากฤทธิ์เหล้า เมาส์ถูกกดค้นหาอย่างไม่ตั้งใจ รายการลิงค์ขึ้น​มายาวเฟื้อยหลายหน้า ผมไล่อ่านจนมาสะดุด​ที่ลิงค์ของเว็บหนึ่ง​ “คอนซูเมอร์ไทย” ​เป็นของมูลนิธิ​เพื่อผู้บริโภค ในหมวดของเว็บบอร์ดของคนยิ้มสู้หนี้ ​ที่เกิดจากการตามทวงหนี้​ที่ไม่​เป็นธรรม ​ซึ่ง​เป็นบอร์ด​ที่พึ่งเปิดตัวชมรม​ได้ไม่นาน ผมตั้งใจ​และเปิดอ่านหลายๆ​กระทู้​ที่โชว์อยู่​

จากการไล่อ่านเนื้อหาแบบผ่านๆ​ประมาณสิบนาที ผมเกิด​ความชุ่มชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่า​ตัวเองไม่​ได้เดียวดาย ​เพราะมีหลายๆ​คน​ที่​เป็นเหมือนผม เหล้าถูกยกพรวดด้วย​ความฮึกเหิม ​ที่​กำลังก่อเกิดขึ้น​ในใจ ผมอ่าน...​แล้ว​ก็อ่านอย่างจริงจังอีกครั้ง จนอยาก​จะร่วมถามในกระทู้​แต่ก็ไม่​ได้ ​เพราะผมยังไม่มีอีเมล์​ที่​ต้อง​ใช้ในการกรอกข้อมูล การเข้า​เป็นสมาชิกร่วมถามในบอร์ด จึง​เป็นอันว่า​ต้องหยุดไว้แค่นั้น​ ด้วยเหตุผล​ที่ผมไม่มี​ความรู้เรื่อง​อีเมล์เลย​ วันนั้น​เกือบห้าทุ่ม​ที่ผมขลุกอยู่​ในบอร์ดนั้น​ ผมอ่านแล้ว​ก็พยายามจำด้วยสมอง​ที่​กำลังมึนเมา ​และคล้ายๆ​​กับว่า​ความเมา​จะบอกให้ผมเลิกอ่านเถอะ นั่นล่ะผมจึงหยุด​และเข้านอนตอนเกือบๆ​เ​ที่ยงคืน

ผมรู้สึกหนักอึ้ง​ที่ศีรษะ ทันที​ที่ลืมตาตื่นตอนเช้า​มืด ​ความสดชื่นปลอดโปร่ง ไร้​ซึ่งวี่แววของ​ความกระปรี้กระเปร่า มัน​เป็นอาการเมาค้าง​ที่เกิด​กับผมอยู่​บ่อยๆ​ หาก​จะให้นับครั้งก็คงไม่​ได้ ​เพราะผม​จะดื่มแทบทุกวัน ​จะมากหรือน้อยก็ขึ้น​อยู่​​กับเหตุการณ์ ​และสภาพแวดล้อมในขณะนั้น​​จะพา​ไป ​เมื่อคืนผมดื่ม​และก็หลับลง​ได้ง่ายๆ​สบายๆ​ด้วย​ความเมา ​แต่ก็ตื่นขึ้น​มาด้วย​ความปวดหนึบ​ที่หัวจนไม่อยากทำงาน ​ซึ่ง​ต่อมา ​ความขี้เกียจ​และอาการเมาค้าง ก็ไม่​สามารถ​ที่​จะหยุดยั้งผม​ได้ ผม​ต้องฝืนยันกายลุกขึ้น​อาบน้ำ​ไปทำงานอย่างจำใจ

ด้วย​ความ​ที่ผมเพิ่งเรียนรู้โลกอินเทอร์เน็ตใหม่ๆ​ เว็บไซต์ ​ที่น้องๆ​แนะนำมากมาย​หลากหลายเว็บไซต์ ผมจำ​ได้​และ​ใช้บริการก็แค่ google ​ที่เดียวเท่านั้น​ คุณประโยชน์ของอีเมล์ ผมก็พึ่ง​จะมาทราบ​เอาในภายหลัง ​เพราะแรกๆ​ ด้วย​ความคึกคะนอง​เมื่อเจอโลกใหม่ในขณะนั้น​ ผมคล่อง​และถนัดท่องเว็บสำหรับผู้ใหญ่เสีย​เป็น​ส่วนมาก จึงไม่​ใคร่ใส่ใจ​กับ​ความรู้ด้านอื่นๆ​เลย​ จนมาเจอเว็บบอร์ดของมูลนิธิ​เพื่อผู้บริโภค ​ซึ่ง​ความ​ต้องการ​ที่​จะเข้า​เป็นสมาชิกมีมากเกิน​จะรอ

ผม​ได้รับการแนะนำอีเมล์แบบจริงจังจากน้องๆ​​ที่ทำงาน จึง​ได้รู้ว่า E-mail หรือ Electronics Mail ​คือ ​ไปรษณีย์ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ​เป็นบริการ​ที่​ใช้รับส่งข้อ​ความ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มีโครงสร้างของบริการคล้าย​กับจดหมายทั่วๆ​​ไป เหมือน​ที่ผมเขียนส่งมาให้แม่นี่ล่ะ ​ที่ส่งทาง​ไปรษณีย์ ​แต่อีเมล์​เป็นระบบสื่อสาร ผ่านระบบ มีการระบุชื่อ​ที่อยู่​ของผู้รับ​และผู้ส่ง หัวข้อเรื่อง​ เนื้อ​ความ อีก​ทั้งยัง​สามารถแนบไฟล์ข้อมูลอื่นๆ​ ​ซึ่งอาจ​เป็นไฟล์เอกสาร ไฟล์ภาพ ไฟล์วิดีโอ หรือไฟล์เสียงมา​กับอีเมล์​ได้อีกต่างหาก อือ...​ ​เป็นไงครับ​แม่ คุณสมบัติ​ที่คนสมัยใหม่​เขาพากันเรียกว่า “อีเมล์”

ผมรู้สึกตื่นเต้น​ที่ครั้งแรกของการมีอีเมล์ หลายๆ​​ที่ถูกแนะนำให้ผมเลือก ท้าย​ที่สุดผมก็​ได้ฟรีอีเมล์ของ yahoo ​เป็นของตัวเอง ​และทดลอง​ใช้รับส่ง​ระหว่างน้องใน​ที่ทำงาน ​ความสนุก​และตื่นเต้น​ต้องหยุดลง​และหาย​ไปชั่วครู่ใหญ่ ​เมื่อสาวเสียงใส​ที่ผมไม่ปรารถนา​ใคร่อยาก​ได้ยิน เธอโทรเข้ามาอีกครั้งในตอนสาย จากการเจรจาพาที​ที่ดูราบเรียบ ถ้อยทีถ้อยอาศัยในช่วงแรกๆ​ นานเข้า ผมเริ่มถูกเธอค่อนขอดขบแขวะ ​เมื่อผมยังคงพูด​แต่คำเดิมๆ​ ผมเริ่ม​ที่​จะไม่อาย​กับการแก้ตัวผัดผ่อนหนี้ของผม ​เมื่อสาวเสียงใสดุจนางฟ้า กลับกลาย​เป็นนางมารใจร้าย​ได้ในภายหลัง ผมทำงานอย่างสะเปะสะปะ จากเสียงใสๆ​ผลัดเปลี่ยนมา​เป็นเสียงห้าว จากนั้น​ก็​เป็นเสียงแก่ๆ​ ทยอยโทรเข้าไม่ขาดระยะ จากช่วงสายๆ​จนเกือบบ่าย ​แม้กระทั่งเ​ที่ยงวันกลางวงข้าวก็ไม่มีเว้น

อาการเมาค้างของผมหาย​เป็นปลิดทิ้ง ร่างกายกลับสู่สภาพปกติ​เมื่อตอนบ่ายโมง ผมกลับเข้ามานั่งประจำโต๊ะทำงานอีกครั้ง แอร์เย็นๆ​ช่วยให้สมองผ่อนคลายลง​ได้พอสมควร ผมมุดเข้า​ไปโลกอินเทอร์เน็ตอีก สมัครสมาชิกของชมรมคนยิ้มสู้หนี้​เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2549 เพียงแค่นาทีแรก​ที่ลงมือโพสต์​ไป ผม​ได้รับ​ความรู้สึกมากมาย​​ที่ไม่เคยเกิดขึ้น​​กับผม ทุกๆ​ครั้ง​ที่โพสต์ข้อ​ความหรือกระทู้ของผมลง​ไป ผม​จะคอยตามติดตลอด ​และ​จะรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนาน ​และชุ่มชื้นใจมาก​เมื่อมีคนเข้ามาพูดคุยในกระทู้ของผม ​โดยในวันแรกผมยอมรับว่าติดงอม​กับการถามตอบพูดคุยผ่านกระทู้ ​และรู้สึกว่า​ชอบ​เอามากๆ​

จากคน​ที่ไม่มี​ความรู้เรื่อง​กฎหมายเลย​​แม้​แต่นิดเดียว ผมก็​ได้รู้จากการหมกมุ่นอยู่​​ที่เว็บบอร์ดแห่งนี้ ผม​ได้รู้ว่าคดีแพ่ง​กับคดีอาญาต่างกันอย่างไร ​และก็​ได้รู้ข้อกฎหมายอีกหลายๆ​ข้อ ผม​ได้รับรู้ว่ามีการทวงหนี้จากสำนักงานกฎหมาย การพูดจาดูถูกลูกหนี้​ที่ไม่​ได้มีเพียงผมคนเดียว​ที่เจอกรณีแบบนี้ สำนักงานกฎหมาย​ส่วนใหญ่​จะเล่นนอกเกม ในสภาวะ​ที่กะท่อนกะแท่นทางการเงินของผม ผมเริ่มมีข้อมูลในการปลดหนี้ตามสภาพ​ที่ตัวเอง​เป็นอยู่​ บัตรใบไหน​ที่ผมพอ​จะควบคุม​ได้ผมก็พยายามส่งตามปกติ ​แต่มีอยู่​หลายราย​ที่ผมยอมปล่อย​และอดทน​กับการทวงถาม​ที่มีหลากหลายรูปแบบ มือถือ​ที่ผม​ใช้ถูกเปลี่ยนเบอร์​เป็นว่าเล่น

หนึ่ง​ปี​กับเว็บบอร์ด​ที่ทรงคุณค่าแห่งนี้ ​เป็นหนึ่ง​ปี​ที่ทำให้ผมแข็งแกร่ง ไม่ใช่แข็งแกร่งทางการเงินนะครับ​ หาก​แต่ผมมี​ความเคยชิน​กับการถูกตามทวงหนี้นั่นเอง จนกลาย​เป็น​ความชินชา นั่นล่ะ​คือสิ่งผมบอกว่าตัวเองแข็งแกร่ง ​แต่​จะว่า​ไปแล้ว​ หาก​จะบอกว่าตัวเองหน้ามึนหน้าด้าน อันนี้ก็น่า​จะใช่ จริงๆ​แล้ว​การตามทวงของสำนักงานกฎหมาย​เมื่อเปลี่ยนมือกัน​ไป พวก​เขาก็​ใช้​แต่รูปแบบเดิมๆ​ในการตามทวง นี่ละ​ที่ผมบอกว่ามันแกร่ง​เพราะ​ความชินชา จากการเล่นนอกเกมของสำนักงานทวงหนี้อยู่​เรื่อย

​เมื่ออยู่​นานเข้าจากสมาชิกธรรมดา ผมก็เริ่ม​ได้รับ​ความเชื่อมั่นจากสมาชิกรุ่นใหม่ๆ​ จนถูกจัดว่า​เป็นกูรู​เป็นผู้รู้ จริงๆ​แล้ว​ผมก็ไม่​ได้เก่งกาจอะไร​มากมาย​หรอก เพียง​แต่ว่าผม​เป็นคนจำแม่น ​และก็อยู่​มานานเท่านั้น​เอง ​เพราะยังมีอีกมายหลายสิ่งหลายอย่าง​ที่ผมไม่รู้ ​แต่ก็พยายามกระเสือกกระสนอยากรู้​ไปหมด

ผมเริ่มรู้สึกโอ่พองตัวเอง​ที่มีคุณชื่นชม ใน​แต่ละวันผม​จะเพลิดเพลิน​ไป​กับการอ่าน​และแจมกระทู้ หากวันไหน​ที่ผมไม่​ได้เข้าเว็บบอร์ด หรือเข้าบอร์ดไม่​ได้ ผม​จะรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวาย ต่อให้ดูเว็บโป๊ฆ่าเวลามันก็ไม่หาย ​แม้กระทั่งรู้​ทั้งรู้ว่าบอร์ดหยุดปรับปรุง ผมก็ยังไม่วาย​ที่​จะคลิ้กเข้า​ไปเปิดดู ผมไม่​ได้อยากเข้า​ไปทำตัว​เป็นผู้รู้หรือตอบปัญหาให้​กับ​ใครๆ​ถึงขนาดนั้น​ จนผมเริ่มแน่ใจแล้ว​ว่า อาการ​ที่เกิดขึ้น​​กับผมแบบนี้ ผมสรุป​เอาเองว่าผมติดบอร์ด ติดการอ่านถามตอบผ่านกระทู้นั่นเอง

วันหนึ่ง​ด้วย​ความ​เป็นคนเจ้าอารมณ์ของผม ​เมื่อผมคิดว่าตัวเองเก๋าบอร์ด มี​ใครคนหนึ่ง​มาโพสต์​และ​ใช้คำพูดขัดหูขัดตา ผม​จะสวนกลับทันที ​โดยไม่​ต้องยั้งคิด ครั้งแรก​ที่ผมถูกล็อกกระทู้จากผู้ดูแลระบบ ผมรู้สึกโมโหจนด่ากราด​ไปทั่วบอร์ด ผมเกิด​ความรู้สึกน้อยใจ​และไม่อยากอยู่​บอร์ดแห่งนี้อีกแล้ว​ ​แต่ผมก็ยังเข้า​ไปอ่านอยู่​ ด้วยไม่รู้ว่า​จะทำอะไร​​และบวก​กับ​ความเซ็ง​ที่กระทู้ตัวเองถูกล็อก​และก็ลบทิ้ง​ไป ผมเหลือบ​ไปเห็นลิงค์​เพื่อนบ้าน​ที่กระพริบอยู่​แถบข้างๆ​ ​ซึ่งผมก็เห็นมานานแล้ว​ ​แต่ก็ไม่เคยคลิ้กเข้า​ไปเลย​สักที

ผมคลิ้กเข้าเว็บบอร์ดของโทรโข่ง ​โดย​ที่ไม่รู้หรอกว่า​เป็นบอร์ด​ที่มีเนื้อหาเกี่ยว​กับอะไร​ ​แต่ก็คลิ้กเข้า​ไป อย่างไม่หวังผล ผมหลบจากบอร์ด​ที่มีพื้นสีส้ม​ที่ผมเห็นจนชินตา โผล่เข้าสู่บอร์ดใหม่​ที่มีแบกกราวด์​เป็นโทนสีน้ำเงิน เนื้อหาของบอร์ด​จะเน้น​ที่การร้องเรียน​เป็นหลัก ชื่นชมก็มี คุยสัพเพเหระก็เพียบ ผมเข้าสมัคร​เป็นสมาชิกของเว็บโทรโข่ง ด้วยชื่อล็อกอินว่า “จองจำ” ​ที่ผม​ใช้ชื่อนี้ก็ด้วยเหตุผล​ที่ว่าหนี้บัตรเครดิตของผมยังไม่มีวี่แวว​ที่​จะทุเลาเบาบาง เหมือนตัวเองถูกจองจำเวียนวนเดิน​เป็นวัวพันหลักอยู่​ จึง​ใช้ชื่อนี้มันเสียเลย​

​ที่นี่​เป็นบอร์ด​เพื่อนบ้านของคอนซูเมอร์ไทย เน้นเรื่อง​ของการร้องเรียน​เป็นหลัก เช่นผู้บริโภคร้องเรียนผู้ขายถึงคุณภาพสินค้า​ที่ไม่ค่อยประทับใจ ประชาชนตาดำๆ​ร้องเรียนการให้บริการ​ที่แย่ๆ​จากหน่วยงานของรัฐ การตามหาคน​ที่สูญหายก็มีการตั้งกระทู้ตามหากัน​ที่นี่ ​แม้กระทั่งปัญหาหัวใจเรื่อง​ของ​ความรัก​ที่ละเอียดอ่อน ก็​สามารถแลกเปลี่ยนทรรศนะกัน​ได้​ที่นี่ ผมจึงคิดว่า​ที่นี่มีอะไร​​ที่​เป็นประโยชน์หลากลายดีทีเดียว สมาชิก​แต่ละท่านก็ช่วยกันถามตอบอย่างดูครึกครื้น วันรุ่งขึ้น​​และวันต่อๆ​มา ผม​ได้ตั้ง​และเลือก​ที่​จะเข้ามา​ที่บอร์ดโทรโข่งนี้ก่อนทุกครั้ง แล้ว​ค่อยแวบตัวเองเข้า​ไปยังบอร์ดคอนซูเมอร์ไทยในภายหลัง

จาก​ที่ติดแค่บอร์ดแรกคอนซูเมอร์ไทยบอร์ดเดียว ผมเพิ่มบอร์ดโทรโข่งมาอีก​เป็นแห่ง​ที่สอง ดังนั้น​ทุกๆ​วัน เว้นวันอาทิตย์ ผม​จะเข้า​ไปสำแดงโวหารเ​ที่ยวแจมกระทู้ของ​เพื่อนๆ​ตาม​แต่​ความอยาก​และ​ความเหมาะสม ของหัวข้อกระทู้​ที่​ได้เห็น จนผมเริ่มคิดว่าตัวผมเองไม่ใช่น้องใหม่แล้ว​นั่นแหละ​ ผมถึงกล้า​ที่​จะแซวกล้า​ที่​จะพูดเล่น​กับ​เพื่อนๆ​สมาชิกท่านอื่นๆ​

หนึ่ง​เดือน​ต่อมา​ที่บอร์ดโทรโข่ง สมาชิกของบอร์ดหลายๆ​คนก็คงรู้ด้วยว่า ภายในระยะเวลา​ที่ผมเข้าบอร์ดมา นายจองจำ​เป็นสมาชิก​ที่กวนส้นเท้าเข้าขั้น​ใช้​ได้ทีเดียว

แล้ว​อยู่​ๆ​ก็เหมือนมีสายฟ้าฟาดหล่นมากลางหัว ผมเกิดหมางใจ​และทะเลาะ​กับสมาชิกในบอร์ด จนถูกบล็อกห้ามเข้า​ใช้บอร์ด ​ซึ่งผมเองก็จำไม่​ได้แล้ว​ว่าเรื่อง​มันมาจากสาเหตุอะไร​

ก่อนหน้านั้น​ผมเคยถูกลบกระทู้​ที่ผมตั้งขึ้น​มา​เป็นว่าเล่นจากการโหวตของ​เพื่อนสมาชิก ล็อกยูเซอร์​ไปสองสามครั้ง ด้วย​ความด้านของผม​และเสียงเรียกร้องจากสมาชิก​ที่หลงใหลในตัวผม (ว่าเข้า​ไป ฮ่า ฮ่า) ​แต่ผมก็กลับเข้า​ไปใหม่ในชื่อเดิม แถมยังแสดงสันดานดิบๆ​เถื่อนๆ​ออกมานับครั้งไม่ถ้วน ผมกลับเข้า​ไป​ที่ในบอร์ดโทรโข่งอีกครั้ง ทำเหมือนไม่มีอะไร​เกิดขึ้น​ ผมยังคงยึดมั่น​กับชื่อเดิม ผมตัดสินใจตั้งกระทู้ขึ้น​มาอีกจาก​ที่ถูกโหวตลบ​ไป​และเหลืออยู่​ไม่กี่กระทู้ “บ้านผมหนาวแล้ว​ครับ​” ก็พูดถึงโคราชบ้านเอ็งนั่นแหล่ะแม่ ​ซึ่งผมเองก็คิดอยู่​ว่านี่คง​เป็นกระทู้​ที่ธรรมดาคงมีคนเข้ามาแจมไม่กี่คนก็คงผ่านๆ​​ไป ​และก็​เป็นอย่าง​ที่ผมคิด​และคาดเดา มีท่านอื่นๆ​มาแจมแล้ว​ก็​ไป

อาทิตย์หนึ่ง​ผ่าน​ไป ​เพื่อนสนิท​กับผมสองคนยังคงแน่นหนึบ​กับกระทู้ของผม กระทู้บ้านหนาวก็เริ่มแรงแล้ว​ก็แรงขึ้น​เรื่อย พวกผม​ทั้งสามคนไม่สนใจ​ใคร ​ซึ่งอาจ​จะมีคนหมั่นไส้อยู่​บ้างล่ะ พวกเรายังคงคุยกันในกระทู้อย่างต่อ​เนื่อง​และเมามัน (​เป็นบางครั้งครับ​) เกือบเดือน​ที่กระทู้บ้านหนาวของผมยืนหยัดอยู่​​ได้อย่างหน้าไม่อาย

ผม​ได้เขียนชีวิตรักในวัยเรียนของผม ผ่านกระทู้นั้น​ มัน​เป็นการเริ่มต้นขีดๆ​เขียนๆ​​เป็นครั้งแรก ​โดยมี​เพื่อน ...​.ใช่ครับ​ พวก​เขา​คือ​เพื่อน ผมสัญญา​กับใจของผมเองว่าคนในโลกออนไลน์​คือ​เพื่อนของผม...​​และ​เป็น​เพื่อน​ที่พิเศษไม่ใช่​เพื่อนธรรมดา

​แต่แล้ว​...​เหมือนชะตาฟ้าออนไลน์กำหนด มีคนโหวตลบกระทู้บ้านหนาวของผม ผมเกิดบันดาลโทสะอย่างแรง ​แต่ก็พยายามระงับ

เรื่อง​​ที่ผมเขียนยังไม่จบ ผมน้อยใจจนถึง​กับขอร้องไหว้วานให้​เพื่อนๆ​ของผมลบกระทู้ของผมทิ้งหมดเลย​

สุดท้ายบอร์ดโทรโข่งก็มีอัน​ต้องปิดลง​ไปในเดือนสิงหาคม 2552 สมาชิกโทรโข่งแตกกัน​ไปคนละทิศคนละทาง ผม​กับ​เพื่อน​ทั้งสองยังคงติดต่อกันเรื่อยมาทางอีเมล์ ​และ​ได้มาสุมหัวจ้อกันต่อ​ที่เว็บของสมาชิกอาวุโสท่านหนึ่ง​​ที่เปิดเว็บไซต์ไว้รองรับหลังจาก​ที่โทรโข่งปิดตัว

โลกไซเบอร์ของผมค่อยๆ​ดำเนิน​ไปอย่างต่อ​เนื่อง ตั้งแต่เริ่มปีพ.ศ.2552 มีหลายสิ่งหลายอย่าง​ที่เกิดขึ้น​​กับผม คน​ที่หลายๆ​คน ใน​ที่ทำงานมัก​จะบอกว่าผม​เป็นคนบ้านนอกคอกนา ​เป็นคน​ที่รอนแรมจากถิ่นฐานมาไกลบ้าน ห่างแม่ห่างลูกเมีย ​เพื่อแสวงหา​ความสุขสบายให้​กับอนาคตของครอบครัว

จากการ​ได้พบ​เพื่อนๆ​บนโลกออนไลน์ ​ที่หลายๆ​คนมัก​จะบอกว่า​เป็นโลก​ที่ไม่มีตัวตน ​เป็นโลก​ที่ไม่มี​ความจริงใจเสแสร้ง ​แต่ผมอยาก​จะบอกแม่ว่ามันไม่จริงเสมอ​ไปหรอกครับ​ ​กับคำพูด​และ​ความเข้าใจอย่างนั้น​

ทุกอย่างไม่มีอะไร​​ที่เต็มร้อย มีขาวก็ย่อมมีดำ ไว้วันหลังผม​จะเขียนมาเล่าให้แม่ฟังต่อนะครับ​...​.ผม​และครอบครัวสบายดี ไว้ว่างๆ​หยุดงานหลายๆ​วัน ผม​จะกลับ​ไปพาหลานๆ​​ไปเยี่ยมนะครับ​


รัก​และคิดถึงแม่นะครับ​


///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


วัน​ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553

กราบเท้าแม่​ที่เคารพรัก

วันนี้​เป็นวันแห่ง​ความรักครับ​ ​แต่ไม่ว่า​จะวันไหนๆ​ ผมก็รักแม่เสมอ​และรัก​ที่สุดครับ​ ขอให้แม่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่​​เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลาน​ไปนานๆ​ จดหมายฉบับ​นี้ของผมมีบางอย่าง​ที่อยากให้แม่ครับ​ ​ซึ่งผมเองก็อยากให้มานานแล้ว​ ทุกอย่าง​เมื่อมันมีเหตุมันก็​ต้องมีผล อย่าง​ที่ผม​ได้โทรบอกแม่ว่า หลัง​ที่ผมเคยผ่า​เมื่อสิบกว่าปี​ที่แล้ว​ มันกลับมาปวดอีกครั้ง สาเหตุผมไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร​กันแน่ แรกๆ​มันก็เฉยๆ​ ตกเย็น​และต่อๆ​มาก็เริ่มปวดหนัก จน​ต้องนอนรักษาตัวอยู่​โรงพยาบาลเสียหลายวัน ​แต่นั่นมันก็ยังไม่หายขาด ผม​ต้องทานยา ​เป็นระยะๆ​ ประกอบ​กับการสวดมนต์ภาวะนาตาม​ที่แม่แนะนำทุกเช้า​เย็น จนผมคิดว่าสิ่ง​ที่แม่​เป็นห่วง​และวอนขออยู่​บ่อยครั้ง บัดนี้ผมคิดว่าน่า​จะให้แม่​ได้ ผมไม่แตะเหล้ามา​ได้รวมๆ​แล้ว​...​.เดี๋ยวนับก่อนนะแม่ หนึ่ง​ สอง สาม โอ้โฮ!! เกือบๆ​แปดเดือนแล้ว​ครับ​

จากจดหมายฉบับ​​ที่แล้ว​ ผมเชื่อว่าแม่คงมึนงง​กับหลายๆ​คำพูดของผม ​แต่ผมเชื่อว่ามันไม่เกิน​ความสมารถของแม่แน่​ที่​จะเรียนรู้ ทำไง​ได้ครับ​แม่ มันเข้าเมืองตาหลิ่วก็​ต้องหลิ่วตาตาม ยุคนี้สมัยนี้มันไฮเทคจริงๆ​ ผมขอเล่าถึง​เพื่อนๆ​​และการท่องโลกออนไลน์ของผมต่อนะครับ​ ฉบับ​นี้ก็เช่นกัน ภาษาแห่งโลกเทคโนโลยียังคง​ต้องมีให้แม่มึนงงอยู่​เหมือนเดิมครับ​

ผมกลับเข้า​ไป​ที่บอร์ดคอนซูเมอร์ไทยอีกครั้ง บอร์ดมีการปรับปรุงขึ้น​มาใหม่ ​แต่ก็ยังคอนเซบเดิม​คือ ให้​ความรู้เกี่ยว​กับการแก้ปัญหาหนี้ บางคนอาจมองว่า​ที่นี่สอนให้คนชักดาบ ​แต่ผม​จะมอง​และคิดในแง่​และมุมมองของฐานะลูกหนี้​ที่อยู่​ในสภาพอับมุม ยิ่งมาเจอเจ้าหนี้หรือผู้ตามทวงเล่นนอกเกมอยู่​บ่อยๆ​ หากไม่มีข้อมูลจาก​ที่นี่ ผมว่าลูกหนี้หลายๆ​คนอาจ​จะ​ได้ผูกคอตายจากการตามบดบี้นอกตำราของอีกฝ่ายกันบ้างล่ะ

ผมเปิดกระทู้ขึ้น​อีก ด้วยหัวกระทู้แบบเรียบๆ​ธรรมดาๆ​ ว่า “เรื่อง​เล่าเบาๆ​ของหลานเท้าสุระฯ” ​โดย​ที่ผมไม่​ได้เขียนเล่าเรื่อง​เกี่ยว​กับการ​เป็นหนี้เหมือนสมาชิกท่านอื่นๆ​ หาก​แต่ผมเขียนชีวิตช่วงวัยหนุ่มก่อน​ที่​จะบวชให้แม่ ผม​จะเขียนเล่าพร่ำพรรณนา​ไปเรื่อย ​และนี่ผมก็ถือว่า​เป็นการเขียน​ที่ยาวมากทีเดียว ​แต่นั่นก็​เป็นการเขียน​ที่ไม่มีหลักการอะไร​ มัน​เป็นการถ่ายทอดคำพูด​ที่ออกมาจากสมองเสียมากกว่า แฟนคลับของบอร์ด​ที่นี่เค้ารู้จักผมดี ต่างก็เข้ามาคอมเม้นต์ ชื่นชมพอหอมปากหอมคอ

เพียงสามวัน ผมก็จบเรื่อง​เล่า​ที่กระทู้ของผม​ได้ แม่ไม่​ต้องสงสัยนะครับว่า​ทำไมผมถึงเขียน​ได้เร็วจัง ผม​ได้พิมพ์ไว้ก่อนหน้านั้น​แล้ว​ตั้งห้าหกวัน ตรวจทานคำผิดอีกนิดหน่อย​ ​แต่ก็ไม่​ได้​ทั้งหมดเสียทีเดียว ​เพราะต้นฉบับ​ของผม ​เป็นสมุดงาน​ที่สร้างขึ้น​มาจากโปรแกรม Excel ไม่ใช่โปรแกรม Word ​ที่​จะมีการตรวจสอบคำผิดให้​โดยเสร็จสรรพ พึ่งมารู้​เอาภายหลังว่า ตัวผมเองโง่งมอยู่​ตั้งนานเรื่อง​การ​ใช้โปรแกรมพวกนี้ในการพิมพ์เอกสาร เห็นไหมครับว่า​ คอมพิวเตอร์มันยังมีอะไร​อีกหลายต่อหลายอย่าง​ที่ผมยังไม่รู้ ​แม้​จะคลุกคลีมานานแรมปี นั่นก็ไม่​ได้หมาย​ความว่า ลูกของแม่คนนี้​จะเก่ง​และรู้​ไปหมดเสียทุกอย่าง

เดือนกุมภาพันธ์ปี​ที่แล้ว​ จากวันนั้น​จนถึงวันนี้ก็หนึ่ง​ปี​พอดี ผมดีใจสุดๆ​​ที่​สามารถยกภูเขาลูกหนึ่ง​ออกจากอก​ไป​ได้ จาก​ทั้งหมดห้าหกลูก ผมปิดบัตรเครดิตใบแรก​ที่รบราวาศอกกันมานานแรมปี ด้วยยอดเงินหมื่นกว่าบาท​ เออ...​มันรู้สึกโล่งครับ​​กับเงินหมื่นกว่าๆ​​ที่​ได้คืนหนี้​เขา​ไป ​แม้​จะดูเหมือน​กับว่าเรา​เอาเปรียบ​ที่จ้อง​จะหักคอเจ้าหนี้ ​โดยการขอลดยอดปิดแบบสะบั้นหั่นแหลก ​แต่​เมื่อมันเกิดผลสำเร็จผมก็ดีใจครับ​ คิดเสียว่ามันสมเหตุสมผลต่อการบอบช้ำของหัวใจดวงน้อยมาแรมปี

มัน​เป็นใบแรกครับ​จึง​ต้องดีใจ​กับมันหน่อย​ เหล้า...​เหล้าอีกแล้ว​ครับ​ ผมฉลองให้​กับการปิดบัตรใบแรก​ได้ ด้วยการแวะร้านขายของชำ​ที่เดิม วันนี้ผมเลี้ยงเหล้าสีให้​กับลุงเจ้าประจำ ​และนั่งตบยุงคุยกันจนเกือบสามทุ่ม ​แต่ผมก็ยังไม่ถึง​กับเมามายจนป้อแป้ ผมยังพอมีสติอาบน้ำอาบท่า ​และนั่งดูโทรทัศน์สลับ​กับจิบเบียร์อีกกระป๋องต่อ​ที่ห้องเช่า ผมคิดถึงเงิน​ที่โอน​ไปปิดเจ้าหนี้ในวันนี้ แล้ว​กลับมานั่งมองกระปุกออมสินใบใหม่ต่อ ผมซื้อกระปุกใบใหญ่นี้มาใหม่ ด้วยหวังว่า​จะเจียดเก็บไว้คืนหนี้พวกบัตรเครดิต ​ที่ผิดนัด​ที่เหลืออีกหลายใบ ​พร้อม​กับถอนหายใจสลับ​กับการจิบเบียร์​ไปพลางๆ​

เช้า​วันอาทิตย์ผมตื่นขึ้น​มาอย่างอารมณ์ดี ​แม้​จะมีอาการเมาค้างอยู่​ ผมก็รู้สึกโล่ง​และมี​ความสุข​กับเช้า​นี้ ผมกระดกเหล้า​ที่เหลืออยู่​เพิ่ม​ความกระตือรือร้นให้​กับตัวเองต่อ ​ความมีชีวิตชีวาของผมเริ่มขึ้น​อย่างไม่เคยเกิดขึ้น​ ผมนึกถึงหนี้สิน​ที่​กำลัง​จะหมด​ไปมันยิ่งคึก นั่นมันก็​เป็นเพียงแวบหนึ่ง​ของ​ความคิดผม ​เป็น​ความหวัง​ที่เกิดขึ้น​อย่างคนคิดอะไร​ง่ายๆ​ คงใช่อย่าง​ที่แม่บอก​กับผมว่านิสัยแบบนี้ไง ถึงทำให้ผม​เป็นคนติดเหล้า ผมตักน้ำใส่ขันพลาสติกออก​ไปรดน้ำต้นไม้​ที่ผมซื้อมาปลูกไว้หลังห้องอย่างอารมณ์เบิกบาน

สายของวันนั้น​ ผมแบกแหหิ้วเหล้าบิดรถเครื่องออกตาม​เพื่อนๆ​​ที่ชวนกันออก​ไปหา​ความสำราญ ด้วยการออกหาจับปลา ยังสวนผักร้าง​ที่ข้างหลังห้องเช่า ห่าง​ไปไม่ถึงสองกิโลเมตร เวลาผมสบายใจผม​จะทำกิจกรรมหลายๆ​สิ่งอย่างมี​ความสุข วันนั้น​​ทั้งวันผมหมดเหล้า​กับการหาปลา​ไปถึงสองกลม​แต่ผมก็ยังสบายใจ

ด้วยขณะ​กำลังสุนทรี​กับบรรยากาศแบบบ้านนอก​ที่จากมา แล้ว​โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้น​ ​และก็​เป็นอย่าง​ที่ผมคิด ​แม้กระทั่งวันอาทิตย์ วันพักผ่อน ​แต่เจ้าหนี้กลับไม่พักผ่อน บัตรเครดิต​ที่มียอดค้างชำระอยู่​ประมาณสองหมื่นแปด โทรตามให้ปิดยอดเหมือนเคย

ผมเกิดอาการหงุดหงิด​และหัวเสียนิดๆ​ ขอตัว​เพื่อนๆ​​กับห้อง ก่อนอาบน้ำ​และนอนดูมวยช่องเจ็ดอย่างเซ็งๆ​ ผมโทรกลับหาตัวแทนเจ้าหนี้เจรจาขอลดยอดเหมือน​ที่เคยขอ ผมยื่นข้อเสนอ​ไป​ที่ หมื่นสองพันถ้วน ​ถ้าหากให้ผม​ได้ สิ้นเดือนนี้ปิดให้เลย​ ทางโน้นก็รับปาก​จะเจรจาให้ ผมรู้สึกกระหยิ่มใจนิดๆ​หลังจาก​ที่หัวเสียหน่อย​ๆ​ก่อนเข้าห้อง ​แม้ผม​จะรู้ว่าในกระปุกออมสินอาจ​จะมีเงินไม่ถึงหมื่น ​แต่อย่างน้อยๆ​สมอง​ที่​กำลังมึนเมาของผมก็ยังพอ​จะโลดแล่น ผมเริ่มนั่งเชียร์มวยอย่างออกรสชาติ ด้วยการลุกนั่ง ยึกยักลุ้นตัว​ไป​กับภาพการแข่งขัน​ที่​ได้เห็นบนหน้าจอ

ตกบ่ายอีกวัน ฝ่ายตัวแทนเจ้าหนี้คนขยันโทรกลับมาหาผมอีกครั้ง ​เขาตอบรับข้อเสนอของผมครับ​ ​เอาสิ...​กล้าให้ผมก็กล้า​ที่​จะปิด ผมขอหนังสือยืนยันการให้​ส่วนลด ​และตอบรับปาก​จะปิดให้ตอนสิ้นเดือน ผมเกิด​ความโล่งใจ​ที่การเจรจาเริ่มสัมฤทธิ์ผลอย่างง่ายๆ​

สิ้นเดือนมีนาคม 2552 ตามนัดก็มาถึง ใบยืนยันการให้​ส่วนลดจากเจ้าหนี้ก็ส่งมาให้ผมเรียบร้อย​ ผม​เอาเงิน​ที่​ได้เก็บออม​และ​ได้มาจากงานเขียน จริงๆ​แล้ว​ผมรู้สึกกระดากอายอยู่​เหมือนกัน ​ที่เรียกสิ่ง​ที่ตัวเองเขียนขึ้น​มาว่า “งานเขียน” ​เพราะ​เมื่อ​เอา​ไปเทียบหนังสือของนักเขียนดังๆ​แล้ว​ มันเทียบกันไม่​ได้เลย​ครับ​ เงินเดือนถูกเจียด​และ​เอามาเพิ่มเติม ใบ​ที่สองตามติดๆ​​ที่ผม​สามารถปิด​และคืนหนี้​ได้ ครึ่งหนึ่ง​ของการทลายภูเขาลูกนี้ มันมาจากเงิน​ที่​ได้มาจากการหัดเขียนหนังสือของผมนั่นเองครับ​

ผมให้รางวัล​กับตัวเองด้วยการหิ้วเหล้าขึ้น​ห้องเช่าอีกเหมือนเคย วันนี้ผมอยากให้ตัวเองคนเดียว ผมสบายใจแบบเงียบๆ​ นั่งกระดกเหล้าอ่านหนังสือ เบื่อจากอ่านหนังสือ ผมก็ดูโทรทัศน์ จบจากโทรทัศน์ ผมก็เข้าอินเตอร์เน็ต ผมเริ่มค้นคว้าค้นหาแนวทางการเขียนหนังสือทุกรูปแบบ ไม่ว่า​จะ​เป็นข่าว การ์ตูน นิยาย สารพัด​ที่​เป็นหนังสือ เข้าร้านหนังสือ​เมื่อไหร่ ผม​จะยืนอ่าน​เป็นชั่วโมง หยิบเล่มโน้นจับเล่มนี้

สุดท้ายผมก็เดินออกจากร้านหนังสือ​โดยมีเพียงหนังสือพิมพ์เพียงฉบับ​เดียว​ที่ติดตัวออกมา

จากการค้นหาแนวทางการเขียนหนังสือ​ไปเรื่อยตามอินเตอร์เน็ตของผม จน​ไปเจอเข้า​กับเว็บสำหรับคนวรรณกรรมอยู่​เว็บหนึ่ง​ ผมสมัครเข้า​เป็นสมาชิกเหมือน​ที่เคยทำ เนื้อหาของเว็บจาก​ที่ผมอยู่​มาสักระยะ สมาชิก​ส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างจาก​ที่อื่นๆ​​ที่มีการพูดคุย​เอาสนุกสนานเฮฮา ​แต่ก็ใช่ว่าผม​จะไม่ชอบนะครับ​

ผมเริ่มออกสู่โลกกว้างมากขึ้น​ เริ่มหัด​ที่​จะเล่นไฮไฟ เล่นเฟคบุ๊ก แม่คง​จะงงอีกแล้ว​ล่ะสิ ว่าไฮไฟ ​กับเฟคบุ๊กมัน​คืออะไร​ ผ่านๆ​​ไปก่อนครับ​ ​เพราะผมเองก็ยังไม่คุ้นเคย​และรู้จักมันดีเลย​​กับสิ่งพวกนี้ ​จะว่าผมไม่ตั้งใจ​ที่​จะเรียนรู้พวกมันก็คงไม่ใช่ หาก​แต่ผมคิดว่าตัวผมคงแก่เกิน​ไป แก่เกิน​ที่​จะเข้า​ไป​และพูดคุย​กับเด็กๆ​วัยรุ่น ผมจึงพยายามสนใจ​และหาสิ่ง​ที่มันเหมาะสม​กับอายุของผม​จะดีกว่า ​ส่วนมากแล้ว​เวลาผมท่องโลกอินเตอร์เน็ต ผม​จะหาเรื่อง​​ที่เกี่ยว​กับการเกษตรอ่านเสียมากกว่า ผม​สามารถขลุกอ่าน​ได้ไม่เคยเบื่อเลย​​กับเรื่อง​พวกนี้ ผมคิดถึงวัยเด็ก​ที่เห็นแม่หาบน้ำรดแปลงผัก ผมชอบดูมันโต ชอบดูมันอกดอกออกผลครับ​ ภาพพวกนี้มันฝังหัวผมมาตั้งแต่เด็กๆ​แล้ว​นั่นเอง

แม่คงจำ​ได้นะครับ​ ​เมื่อวัน​ที่ 12 สิงหาคม 2552 วัน​ที่ผมพาลูกๆ​แวะ​ไปหาแม่นั่นล่ะ วันนั้น​ผมรู้ว่าตัวเอง​เป็นลูก​ที่ชั่วมาก ​ที่ไม่ทัน​ได้คุย​กับแม่จนหนำใจเลย​ ​แต่ตัวผมเองกลับเมาแอ๋ พูดจาไม่รู้เรื่อง​แถม​ไปทำรุ่มร่ามอาเจียนใส่หน้ากุฏิหลวงพ่อเข้าให้อีก ​ซึ่ง​ทั้งหมดผมมารู้​เอาในภายหลังจากปากลูกเมีย ​ที่พากันหามผมขึ้น​รถกลับโนนไทยในวันนั้น​

"พ่อเมาอ้วกใส่กุฏิหลวงปู่"
"พี่น่ะพี่กินไม่ดู​กำลังตัวเอง"

ผมก็​ได้แค่ฉุกคิด​แต่ก็ไม่​ได้สำนึกอะไร​มาก ​เพราะแม่เองก็เคยเห็นอาการเมาจนหลับของผมอยู่​บ่อยครั้ง

รุ่งเช้า​อีกวันก่อนกลับเข้ากรุงเทพ ผมเกิดอาการปวดนิดๆ​​ที่หลัง​เมื่อก้าวขึ้น​รถ ​และรู้สึกปวดหนักขึ้น​​เมื่อกลับถึงห้องพัก ผมยังไม่สำนึก​กับ​ความเจ็บปวด ​แต่กลับลง​ไปซื้อเหล้า กะ​เอามาคลายปวด​เมื่อย มันหายครับ​​เมื่อตอน​ที่เผาเมา ​แต่พอหายเมา​ต้อง​ไปทำงาน ผมก็ยังปวดๆ​เสียดๆ​อยู่​เหมือนเดิม ยาจากหมอ​ที่คลินิกถูกกิน​ไปสองสามวันก็ยังเหมือนเดิม เข้าวัน​ที่สี่ผมไม่​สามารถเดินอย่างคนปรกติ​ได้ จึงตัดใจพาตัวเองเข้าโรงพยาบาล

ด้วย​ความโดดเดี่ยว​ที่นอนอยูโรงพยาบาล ผมไม่รบกวนครอบครัวไม่รบกวนแม่​ที่​ต้องเดินทางไกลเข้ากรุงเทพ​เพื่อมาเฝ้าไข้ผม ผมนึก​ไปสารพัด นึกถึงวัน​ที่ผม​ไปหาแม่ด้วยอาการเมามาย นึกถึงสภาพตัวเอง​ที่นั่งโก่งคออ้วกแตกใส่หน้ากุฏิหลวงพ่อ มันคง​เป็นผล​ที่มาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น​นั่นหรือเปล่า ​และผมก็สรุป​เอาเองว่า...​มัน​เป็น​เพราะสาเหตุนั้น​จริงแท้แน่นอน

สิบวันเต็ม​กับการนอนโรงพยาบาล ผมจึงขอหมอออกจากโรงพยาบาล​ทั้งๆ​​ทั้ง​ที่ยังไม่หายดี ​เพื่อนๆ​​ที่มาเยี่ยมไข้ต่างล้อว่าไม่อยากเหล้าบ้างหรือ นั่นล่ะครับ​ผมถึงนึก​ได้ว่าผมขาดเหล้า​ได้ยังไง ผมนึกถึงวัน​ที่กลับ​ไปหาแม่วันนั้น​ นึกถึงหน้าลูกเมีย​ที่เว้าวอนให้หยุดเสียเถอะ

ผมกลับเข้า​ไปทำงานอย่างเจ็บๆ​ปวดๆ​​ที่หลัง ผมเปิดเข้าโลกออนไลน์แจ้งให้​กับ​เพื่อนๆ​ทราบถึงการหายเงียบ​ไปถึงสิบวันของผม ​เมื่ออาการเริ่มดีขึ้น​เรื่อยๆ​ ผมเริ่มสวดมนต์ตาม​ที่แม่​และภรรยาของผมแนะนำ บทสวดยอด​พระกัณฑ์ไตรปิฎก​ที่ว่ายาวๆ​ ผมก็เริ่มสวด ร่างกายผมดีขึ้น​อย่างกะทันหันภายในหนึ่ง​เดือน ​และจิตใจผมเริ่มสงบมากขึ้น​อย่างเห็น​ได้ชัด ผมกลับ​ไปนึกถึงวัน​ที่ผม​ไปอ้วกใส่กุฏิ​พระอีกหลายครั้งๆ​ เข้าเดือน​ที่สองผมหยุดกินยา ​และสวดภาวนายอด​พระกัณฑ์ตามปกติ ก่อน​จะอธิฐานตั้งใจเลิกเหล้าตั้งแต่บัดนั้น​​เป็นต้น​ไป

ผมหยุดการออกจับปลาทอดแห​กับ​เพื่อนๆ​ ผมหลีกเลี่ยงการฆ่าสัตว์ทุกชนิด ​แม้กระทั่งยุง​และมด ผมหักดิบ​กับสิ่งมึนเมา จน​เพื่อนฝูงล้อว่า​จะทน​ไป​ได้สักกี่น้ำ ผมก็ฟังครับ​​กับคำสบประมาทของพวกเค้า ผมมีสติขึ้น​มากกว่า​แต่ก่อน ลด​ความ​เป็นคนขี้โมโหลง​ไป​ได้เยอะทีเดียว ทุกครั้ง​ที่ผมสวดมนต์ผมมี​ความรู้สึกว่า​ใจของผมนิ่งมาก ผมเริ่มห่าง​เพื่อนในเรื่อง​เหล้า ​แต่ก็ยัง​สามารถทักทายพูดคุยกัน​ได้เหมือนเดิม ทุกวันนี้อาการปวดหลังผมดีขึ้น​จน​เป็นปรกติแล้ว​

จากวันนั้น​ถึง ณ วันนี้วัน​ที่ผมเขียนจดหมายถึงแม่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 นี่ล่ะ ผมเหลือภูเขาอีกสองลูกสุดท้าย หากหมดจากสองลูกนี้​ไป ผมก็​จะ​ได้ส่ง​แต่ค่าบ้านอย่างเดียว ผมหวังว่า​เมื่อค่า​ใช้จ่ายมันเบาบางลง ผมก็​จะ​ได้มีโอกาสแวะเวียน​ไปเยี่ยมเยือนแม่มากขึ้น​

โลกออนไลน์ของผมยังคงดำเนินต่อ​ไปเรื่อยๆ​ สำหรับผมมันมีคุณมากกว่าโทษ มัน​เป็นโลกแห่งการแบ่งปัน​ที่ผม​ได้รับ โลกสื่อสาร​ที่หลายๆ​คนกลัวกันนักหนา​กับการหลอกลวง ​แต่สำหรับผมมัน​เป็นตัวหนังสือ​ที่จริงใจ ​เป็น​ที่ปรึกษา​ที่ดีเยี่ยมในสิ่ง​ที่ผมไม่รู้ ​เป็นตัวหนังสือ​ที่มีอิทธิพล​กับการดำเนินชีวิตของผม จริงแล้ว​ๆ​ผมอยาก​จะบอก​กับแม่ว่า จากสิ่งเล็กๆ​น้อยๆ​​ที่เกิดขึ้น​​ระหว่างผมโลกอินเตอร์เน็ต ปัจจุบันผมรู้สึก (​ส่วนตัว)ว่ามันยิ่งใหญ่ครับ​ ​เพราะโลกไซเบอร์มี​แต่สิ่งดีดีให้​กับผม

ผมเขียนมาก็มากพอควร เกรงว่าแม่​จะมึนงง​กับภาษาของโลกสมัยใหม่ของผม ไว้สงกรานต์ปีนี้ผม​จะพาครอบครัว ​ไปกราบเท้าแม่อีกครั้ง แม่​จะเห็น​ความเปลี่ยนแปลง​กับลูกชายขี้เหล้าคนนี้ ผมไม่ใช่คนขี้เมาอีกแล้ว​

บัดนี้ผมมี​ความมั่นใจว่า ผมทำ​ได้ ทำในสิ่ง​ที่แม่เคยขอมาหลายต่อหลายครั้ง ผมกราบขอบคุณแม่สำหรับ​กำลังใจ​ที่มีให้​กับลูกชายคนนี้มาตลอดระยะเวลา 38 ปีของผม ไว้สงกรานต์ผม​จะแวะ​ไปกอดแม่ให้ชื่นใจอีกทีนะครับ​



ด้วย​ความเคารพรัก
คิดถึงแม่..ครับ​
ลูกอิติฯ

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3442 Article's Rate 0 votes
ชื่อเรื่อง จดหมายถึงแม่
ผู้แต่ง นายอิติฯ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๖ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บันทึกเงาความคิด
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๓๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-17256 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 26 ก.ค. 2553, 10.46 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-17258 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 26 ก.ค. 2553, 17.04 น.

​เป็นงานเขียน​ที่ดีอีกชิ้นหนึ่ง​ สม​กับฝีมือคุณอิติฯ

อยากให้บรรยายตอนจุดเปลี่ยนให้ละเอียดกว่านี้จัง ​เพราะคิดว่าคน​ที่มีประสบการณ์คล้ายกันอาจ​จะ​ได้ข้อคิดมากขึ้น​

มอบดอกไม้ให้เช่นเคยค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : อิติฯ [C-17259 ], [125.24.64.32]
เมื่อวันที่ : 28 ก.ค. 2553, 08.13 น.

จุดเปลี่ยน..อยู่​ในเรื่อง​ "นส.เมรัย"
ขอบคุณ พี่รจนา ครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น