นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๔ กรกฏาคม ๒๕๕๓
เบิกฟ้ามาห่มดิน
นายอิติฯ
...แก๊งๆ​​ แก๊งๆ​​ แก๊งๆ​​ ระฆังใบเล็กถูกตีดังก้องทั่วโรงเรียน เสียงจ้อกแจ้กอึกทึกของเด็กนักเรียน ตัวเล็กตัวจ้อยร้อยกว่าคน ต่างกรูลงจากอาคารไม้หลังเตี้ยทั้...
แก๊งๆ​ แก๊งๆ​ แก๊งๆ​
ระฆังใบเล็กถูกตีดังก้องทั่วโรงเรียน เสียงจ้อกแจ้กอึกทึกของเด็กนักเรียน ตัวเล็กตัวจ้อยร้อยกว่าคน ต่างกรูลงจากอาคารไม้หลังเตี้ย​ทั้งสองด้าน ​ที่ยกพื้นสูงแค่พอสุนัขลอด​ได้ วิ่งตรงดิ่งเข้าแถวตามระดับชั้น​ที่หน้าเสาธงอย่างเร่งรีบ ตีนเปล่ารองเท้าแตะปะปนกัน กระเป๋าย่ามสีมอคล้องไหล่ สักครู่เสียงเพลงชาติไทยก็ดังขึ้น​ ธงชาติค่อยๆ​ถูกชักลง จากยอดเสาเหล็กสนิมเขรอะ เด็กๆ​พากันแยกย้ายกลับบ้าน เสียงจอแจจ้อกแจ้กมีขึ้น​อีกครั้งหนึ่ง​​และค่อยๆ​ห่างออก​ไปเรื่อยๆ​จนหาย​ไปใน​ที่สุด

“วันนี้คงหลายเ​ที่ยว ​เมื่อวานหมดเกลี้ยงตุ่มเลย​”
“กูก็เหมือนกัน พ่อเปลี่ยนตุ่มใบใหม่เข้า​ไปไว้ในส้วมแทนใบเก่า​ที่มันรั่วซึม
ใบใหญ่กว่าเดิมเกือบเท่าตัวแน่ะ”
“ก็หาบมัน​ไปเรื่อยๆ​ ​ถ้ายังไม่เต็มเดี๋ยวกูช่วย ใกล้แค่นี้เอง ไม่​ต้องเร่ง”
“ฮึ้ย เกรงใจ”
“ไม่​เป็นไรหรอก วันหลังมึงก็ช่วยกูคืนซิ”
“เออ ​เอาอย่างนั้น​ก็​ได้”
เด็กหญิง“โฉมฉาย”ตัวผอมสูงหัวแดงเหมือนฝรั่ง ​ใครๆ​เลย​พากันเรียกว่า อีแหม่ม ​กับเด็กหญิง “ขจี” หรือ อีเขียว รูปร่าง เตี้ยล่ำ ตัวดำ สองเด็กน้อยคนขยัน ด้วยวัย​ที่เพิ่งอยู่​ชั้นปอ๕ แห่งโรงเรียนบ้านปรางกู่จังหวัดนครราชสีมา หลังเลิกเรียนก็ชวนกันหาบคอนคุถังสังกะสีใบเขื่อง ​ไปตักน้ำ​ที่บ่อกลางหมู่บ้านมาใส่ตุ่มไว้​ใช้ไว้อาบ สี่เท้าเปลือยเปล่าก้าวย่าง​ไปตามทางดินทราย เสียงถังเปล่าสะบัดไหวดังเอี๊ยดแอ๊ดๆ​ ตามจังหวะฝีเท้า​ที่เร่งตามกัน ผสม​กับเสียงคุยจ้อใสแจ๋ว สารพัดเรื่อง​​ที่​จะถูกนำมาว่ากล่าว​ระหว่างทาง

“​เป็นอะไร​...​อีเขียว กูเห็นเกาหัวหลายครั้งแล้ว​”
“สงสัยกู​จะมีเหาว่ะ”
“เฮ้ย!! อย่าบอกนะว่ามึงติดเหาจากอีหลอดมา”
“กูก็พยายามป้องกันแล้ว​ ทำไง​ได้ล่ะ นั่งโต๊ะคู่​กับมัน หรือมึง​จะเปลี่ยน​ที่นั่ง​กับกู”
“หวาย.ย.ย...​ไม่​เอาหรอก กูนั่ง​ที่เดิมดีอยู่​แล้ว​”
“งั้นตักน้ำเสร็จ มึง​ต้องช่วยหาเหาให้กูด้วย นะแหม่มคนสวยนะ เนี่ย...​ คันมา สองวัน แล้ว​”
“ก็​ได้ ก็​ได้ ไม่งั้นมีหวังมันกระโดดมาใส่หัวกูแน่”
“เหามันคงขึ้น​อยู่​หรอก หัวแดงๆ​อย่างมึงน่ะอีแหม่ม”
“แบร่ๆ​ ...​ อีเขียว​เป็นเหาๆ​”
ตอนขา​ไปมีเสียงเจี๊ยวจ๊าว หาบถังเปล่าวิ่งไล่หยอกล้อกันจนถึงบ่อ ​จะเงียบก็แค่ตอนขากลับ ไหล่​ทั้งสองข้างถูกสลับสับเปลี่ยน ให้รับน้ำหนักไม้คาน ​ที่​ต้องหาบน้ำกลับตามแรง ​และ​กำลัง เดินบิดเอวอ่อน​เป็นจังหวะ​เพื่อรักษาน้ำไม่ให้กระ​เพื่อมหกกระเซ็นออกนอกถัง ​ซึ่งด้วยวัยเพียงแค่นี้ ​จะให้โหมหนักตักน้ำเต็มถังคงไม่​ได้ เดินหลายเ​ที่ยวหน่อย​ ก็ไม่น่า​จะ​เป็นไร มี​เพื่อนๆ​ในวัยไล่เลี่ยกันอีกหลายคน ​ที่อาสาแบ่งเบาภาระผู้ใหญ่ ด้วยการตักน้ำใส่ตุ่มหลังเลิกเรียน ​ได้พูดคุยหยอกล้อ​ระหว่างทาง ก็พอให้เพลิด เพลินหายเหนื่อย​ได้

“จริงๆ​นะ…อีแหม่ม กูว่าสวนหลังศาลตาปู่ ​ต้องมีสิ่งลี้ลับอยู่​แน่ๆ​ วันก่อนกู​กับแม่​ไปบ้านป้า เดินผ่าน​ไปแถวนั้น​ คล้ายๆ​​กับว่ากูเห็นคนแก่ผมขาวตั้งหลายคน เดินวนเวียนอยู่​ในสวนนั่น หูก็​ได้ยิน เสียงคนคุยด้วยนะ หันซ้ายแลขวาดูทั่วแล้ว​ ก็ไม่เห็นว่า​จะมี​ใครอยู่​แถวนั้น​เลย​นอกจากกู​กับแม่ ถามแม่ว่า​ได้ยินบ้างมั้ย แกก็บอกไม่เห็น​ได้ยินเสียงอะไร​เลย​”
“จริงหรืออีเขียว...​ สวนก็ทึบ รกก็รก ​ใครมัน​จะเข้า​ไปนั่งคุยกันวะ หึ้ย.ย.ย...​ แค่เดินผ่าน ก็ขนลุกเกรียวแล้ว​”
​เมื่อตักน้ำเสร็จเรียบร้อย​ ​ทั้งสองก็หันหน้าเข้าหากัน นั่งขัดสมาธิ อยู่​บนแคร่ไม้ไผ่ตัวใหญ่ ​ที่ตั้งอยู่​ใต้ต้นเฟื่องฟ้าดอกสีแดง ​ซึ่งแผ่กิ่งก้านออก​ไปช่วยบังร่มเงา​ได้​พอดีบรรยากาศยามแดดร่มลมตกแบบนี้ ประกอบ​กับ​เป็นมุม​ที่ดูสบาย คงคลาย​เมื่อย​ได้ดีนัก
​แต่เรื่อง​​ที่​ทั้งสองคุยกัน มันกลับวิ่งสวน​กับบรรยากาศ​ที่​เป็นอยู่​ตอนนี้ ​ส่วนมือไม้ก็ใช่ว่า​จะอยู่​เฉย เสื้อนักเรียนสีขาว​ใช้ปูวางตรงหน้า หวีเสนียด ขูดครูดรอบหัวของขจี ปากก็คุยจ้อไม่​ได้หยุด เข้าทำนองปากว่ามือทำ

“ก้มๆ​หัวหน่อย​ อีเขียว ตาก็มองด้วยว่ามีเหาหล่นบ้างไหม เจอก็บี้เลย​นะอย่าปล่อย
...​...​มึงนะมึง ริอ่านเลี้ยงเหา”

บ้านของโฉมฉาย หลังไม่ใหญ่โตนัก ​เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง มีชานบ้านสำหรับทำครัว นั่งเล่นรับลม ข้างล่างมีเสาไม้ขนาดเขื่องวางทับซ้อนตีล้อม​เป็นคอกควาย ตุ่มน้ำใบเล็กใหญ่ถูกนำมาวางไว้รองน้ำฝน ตั้งเรียงรายรอบตัวบ้าน ​ซึ่งก็เหมือนบ้านเรือนแถวชนบทแถบอีสานทั่วๆ​​ไป ​แต่บ้านโฉมฉายมีตุ่มเยอะมาก ​ทั้ง​ที่​ใช้​ได้​และไม่​ได้ นับรวม​ได้เกือบยี่สิบใบ แถมยังมีลานบ้าน​ที่กว้าง มีกองฟาง​ที่ขนมาปักกองเก็บไว้ ​ใช้​เป็นเสบียงวัวควายในหน้าฝน ต้นไม้ใหญ่​และเล็กขึ้น​อยู่​รอบๆ​ เห็นมาก​ที่สุดก็​จะ​เป็นต้นมะขามเทศ ฝักสุกแตกเม็ดขาวห้อย​เป็นพวงระย้า ​และ​ที่โดดเด่นเห็นชัดก็​จะ​เป็นต้นมะขามใหญ่ สองสามต้น​ที่ขึ้น​อยู่​กลางลานบ้าน ​ที่​ได้รับการดูแลปัดกวาดเศษใบ​ที่ร่วงหล่นจากยายแดง ยายทวดของโฉมฉายอยู่​​เป็นประจำ

“​ได้ยิน...​.พวกผู้ใหญ่​เขานั่งคุยกันว่า เคยมีคนเข้า​ไปขุดเผือกขุดมันในสวนนั้น​
บางคนบอกว่า เคยเจอกระดูกคน ใหญ่มาก.ก.ก.. ​เขาบอกว่าสูงขนาด เดินลอดใต้ถุนบ้านยังไม่​ได้เลย​”
“อู้ฮู...​.อีเขียว ใต้ถุนบ้านแถวนี้ มันสูง ก็เกือบๆ​ช้างใหญ่เดินลอด​ได้เลย​นะเว้ย”
“ก็นั่นนะซี คนอะไร​มัน​จะสูงใหญ่ปานนั้น​ ​แต่พวกผู้ใหญ่​เขาบอกว่า ​เป็นกระดูกคนโบราณ วัด​ได้ตั้งแปดศอกแน่ะ”
“ฮ้า...​.แปดศอก คนหรือยักษ์วะนั่น”
“ทำ​เป็นพูด​ไปอีแหม่ม มึงเองก็ใช่ย่อย ดูซิตัวสูงยัง​กับผีเปรต”
พวกเธอคุยกันด้วยน้ำเสียง​ที่ดูตื่นเต้น ​โดยมียายแดงมานั่งสมทบ แกนุ่งโจงกระเบนเขียวทึม สวมเสื้อคอกระเช้า​สีซีด นั่งชันเข่าตำหมากป๊อกๆ​ หยิบใบพลู​เอาปูนแดงปาดๆ​ป้ายๆ​ ยัดเข้าปากแล้ว​ก็เคี้ยวหงับๆ​อยู่​ข้างๆ​ไม่ห่างนัก คงรู้เรื่อง​​ที่​ทั้งสองสาวรุ่นจิ๋วพูดคุยกันบ้างล่ะ เสียงออกดังลั่นบ้านขนาดนั้น​ ​แต่ยายแดงแกก็ไม่​ได้เอ่ยปากร่วมวงสนทนา​กับเด็ก​ทั้งสองคนเลย​ แกยังคงง่วน​กับการล้วงเข้าล้วงออก หยิบนั่นจับนี่สาละวนอยู่​​กับตะกร้าหมากของแกเหมือนไม่สนใจเด็กๆ​ ขณะเดียวกันสองเด็กน้อยก็ไม่​ได้สนใจยายแดงเท่าไหร่ ยังคงจ้อกันต่อ​ไป

“พวกผู้ใหญ่​เขาบอกว่าในสวนนั้น​น่ะ มีหินก้อนใหญ่ฝังดินอยู่​ โผล่มา​เป็นแผ่นเตี้ยๆ​พอคนนั่ง​ได้หกเจ็ดคน ข้างๆ​ก็​จะมีอีกก้อน​แต่​เป็นแท่ง ​เขาบอกว่า แท่งหินนั้น​ ดูคล้ายศาล เลย​เรียกกันว่า ศาลหิน พูดแล้ว​ก็ชักอยาก​จะเห็นจริงๆ​น้อ...​อีเขียว”
“กูเห็นแล้ว​อีแหม่ม”
“เฮ้ย!! มึง​ไปเห็นตอนไหนวะ ​ใครพามึงเข้า​ไป อย่ามาโม้เลย​”
“ไม่ใช่เห็นก้อนหิน!! กูเห็นเหานี่ต่างหาก เนี่ยดูซิสองตัว เป้งๆ​เลย​”
“อ้าว!!เหรอ...​พอแล้ว​มั๊ง ขูดตั้งนาน คงมีแค่นี้ล่ะ”
“อื้อ..พอก็พอ ​เมื่อยคอตายชัก”
ดวงตะวันสีแดงใหญ่ลอยต่ำลับทิวไม้ ลมเย็นโชยผ่าน​เป็นครั้งคราว สองเด็กหญิงช่วยกันเก็บ​และสลัดเสื้อกองวางไว้ข้างๆ​ตัว นั่งทอดหุ่ยห้อยขาคุยกันต่อ ยายแดงยังคงนั่งสีฟันเคี้ยวหมากอย่างสบายอารมณ์ สายตาก็เหลือบชำเลืองเด็กๆ​​เป็นบางครา ก่อนผละตัวลุกลงจากแคร่​ไป

“สวนนั่น พ่อแม่กู สั่งห้ามย้ำนักย้ำหนา ว่าอย่า​ได้​ไปเล่นซนแถวนั้น​
ถามยายทวดมึงดูดีไหม เผื่อแก​จะมีทีเด็ดอะไร​เล่าให้เราฟังบ้าง”
ขจีเอ่ยขึ้น​
“อย่าเลย​ คุยไม่รู้เรื่อง​หรอก หูแกไม่ค่อยดี ตั้งแต่โตมากูยังไม่เคยเห็นแก​จะพูดถึงสวนนั่นเลย​ อ้าว...​หาย​ไปไหนแล้ว​ล่ะ เหลือ​แต่ตะกร้าหมาก โน่นไง...​กวาดลานบ้านอยู่​โน่น”
โฉมฉายชี้​ไป​ที่ยายทวด
“เออ..เออ..งั้นกูกลับบ้านก่อนนะแหม่ม เดี๋ยวแม่ถามหา”
ขจีพูดพลางลุกขึ้น​
“พรุ่งนี้วันเสาร์ ​ถ้าไม่​ได้​ไปไหน ก็แวะมาเล่นด้วยกันอีกนะ”
“เออ เออ ​ไปล่ะ”
หญิงชราหยุดกวาดลานบ้านชั่วครู่ ด้วยอายุ​ที่ปาเข้า​ไปแล้ว​แปดสิบ ยายแดงนั่งยองๆ​หลังงุ้มงอ มองเด็กหญิงหัวแดงหัวดำ​ทั้งสองโบกมือล่ำลากัน แล้ว​ก็อมยิ้ม น้ำหมากถูกบ้วนลงยังกองใบมะขามแห้ง ​พร้อม​ทั้งคว้าผ้าผืนบาง​ที่พาดบ่าขึ้น​มาปาดเช็ดน้ำสีแดงขุ่นรอบๆ​ปาก แล้ว​ก็ก้ม ยองๆ​กาย กระเถิบกวาดๆ​เขี่ยๆ​ เศษใบไม้ของแกต่อ​ไป

อีกสองวัน​จะถึงวันเลี้ยงศาลตาปู่ของหมู่บ้าน หลังจากสิ้นยายเจิม​ไป​เมื่อสองเดือน​ที่แล้ว​ ปีนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่​ที่เหลืออยู่​​จะมี​ใครไหนเลย​​ที่วัยวุฒิ​จะเหมาะสมเท่ายายแดง แก​ได้รับการทาบทามจากผู้ใหญ่บ้าน เทียบเชิญของเซ่นไหว้ ​เพื่อขอให้ศาลตาปู่ช่วยดลบันดาลให้ฝนฟ้าตกมาเยอะๆ​ ชาวบ้าน​จะ​ได้ลงนากันเสียที

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ตกเย็น...​.วัวควายถูกต้อนเข้าบ้าน ตามปกติเหมือนทุกวัน รอเวลาพลิกฟื้นผืนนาอีกครั้ง ​แต่ก็ยังไร้แววฟ้าฝน ฤาว่าปีนี้น้ำท่าคง​จะแล้งเหมือนปี​ที่ผ่านมา ข้าวกล้าขาดน้ำ เก็บเกี่ยว​ได้นิดๆ​หน่อย​ๆ​

​ความมืดคืบคลานเข้ามา ไฟฟ้าเพิ่งเข้ามาถึงหมู่บ้าน​ได้ไม่กี่เดือน ​ใครพอ​จะมีเงินก็​ได้​ใช้ก่อน ​แต่ก็มีไม่กี่หลัง​ที่​ได้​ใช้ไฟฟ้า ​ส่วนใหญ่ จึง​ใช้ตะเกียงจุด​เพื่อให้​ความสว่าง
สายลมเฉื่อย พัดผ่านเข้าช่องลมห่างๆ​ตรงบันไดของชานบ้าน เสียงเกราะไม้คล้องคออีเผือก​และลูกๆ​ของมันอีกสามตัว ดังจากใต้ถุนบ้าน​เป็นระยะ สลับ​กับเสียงดิ้นขลุกขลักของปลา​ที่ถูกขังไว้ในหม้อ เปลวไฟจากตะเกียง เอนลู่​ไปมา ​โดยมีฝ่ามือยื่นมา​เป็นกระบัง​เป็นครั้งคราว แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้าในระยะประชิด เห็น​ได้ชัดว่า​เป็นใบหน้าคล้ำกร้าน​ที่เจนแดดลม เกิดกลุ่มควันกระพุ้ง​ที่มุมปาก เสียงสูบยาเส้นเข้าปอดซื้ดใหญ่ ก่อน​ที่ควัน​จะถูกพ่นออกอย่างผ่อนคลายลอยลับหาย​ไปใน​ความมืด

​ที่ชานบ้าน พื้นถูกสร้างต่ำกว่าเรือนนอนลงมาแค่คืบ สมชาย​กับแสงเดือนสองผัวเมียวัยห้าสิบต้นๆ​พูดคุยปรับทุกข์กัน เหมือนๆ​ทุกวัน​ที่ผ่านๆ​มา

“นี่ก็เข้าหน้าฝน จน​จะปลายเดือนหกอยู่​แล้ว​ ยังไร้วี่แววของฝน ไม้พ้นคงแล้งอีกตามเคย อีเผือก มันคง​จะตกลูกในเร็ววันนี้แน่ หากปีนี้แล้งอีก ข้าวคงหมดยุ้ง อาจ​ต้อง​ได้ขายลูกอีเผือกสักตัว”
“คงไม่หรอกพี่ อีกสามวันก็เลี้ยงศาลตาปู่ ฝนคง​จะมาในเร็ววัน
ฉันสังเกตเห็นแม่ ยิ้มแย้มแจ่มใสมาหลายวันแล้ว​ ท่า​จะ​เป็นฤกษ์ดี
แม่​เป็นคนเชิญของเซ่นให้ศาลตาปู่ ​เมื่อแม่ดูอารมณ์ดี อะไร​​ที่ดีดี ก็น่า​จะตามมา”
“อืม.ม...​ ข้าก็หวังให้​เป็นเช่นนั้น​ล่ะ แม่อีหลาย”

ภายในบ้าน​ที่ดูโล่ง มีเพียงตู้หลังเล็กตั้งไว้ตรงเสาต้นกลาง โฉมฉายหลานสาวของ​ทั้งคู่หลับ​ไปแล้ว​ อีกฟาก เสียงสวดมนต์ไหว้​พระก่อนนอนของยายแดงเพิ่งจบลง ไฟตะเกียงดวงเล็กของแกก็ถูกเป่าดับวูบลงด้วย แสงเดือนผละลุกขึ้น​ ​ไปกางมุ้งให้​กับแม่ของตัวเอง ​พร้อมแวะขยับชายมุ้งหลานสาวอีกนิดหน่อย​ ก่อนกลับลงมานั่งพูดคุย​กับคู่ชีวิตต่อ สายตาของสมชายทอดมอง​ไปยังหลานสาว ​เขานั่งชันเข่าท้าวแขนดูดยาเส้นควันฉุย พลางเอ่ยขึ้น​

“ตั้งแต่อีบุญหลายมันตาย ก็มี​แต่อีฉายนี่ล่ะ​เป็น​ความหวัง
พ่อทหารฝรั่งของมัน ก็เงียบหายจ้อยไม่มี​แม้ข่าว สงสัยตายในสงคราม​ไปแล้ว​
หน้าพ่อมันก็ไม่เคยเห็น แม่ก็มาตายหนีจากอีก เราสองคน​จะอยู่​ทันเลี้ยงมันโตหรือ
เปล่าก็ยังไม่รู้เลย​ ​ถ้าฝนดีปีนี้ ข้าว่า​จะลงทุนลงแรงไห้เต็ม​ที่ เผื่อว่า​จะ​ได้ต่อไฟฟ้าให้
หลาน​ได้​ใช้เหมือนบ้านหลังอื่นๆ​​เขาบ้าง”
“​เอาไง​เอากันซิ...​ตาสม ก่อนตายขอส่งหลานให้ถึงฝั่งซักคนเถอะ”

แสงไฟจากตะเกียงส่อง​ไปทั่วบ้าน ยายแดงนอนชันเข่า​และมองผ่านม่านมุ้งมายังสองผัวเมีย ​ที่ยังคงนั่งปรับทุกข์กัน​ไปเรื่อย ​แม้แสงไฟ​จะดูสลัว​แต่​ถ้าเพ่งให้ดี ​จะเห็นรอยยิ้มจากใบหน้าเหี่ยวย่นนั้น​ ก่อน​ที่แก​จะม่อยหลับ​ไป

ไฟฉายแสงจ้าถูกเปิดส่อง​ไปทั่วบริเวณใต้ถุน เสียงดังสวบๆ​ของก้านตาลกิ่งไม้แห้งถูกโยนปิดทางเข้าบ้าน บันไดถูกดึงขึ้น​มาเก็บบนเรือน ก่อน​ที่แสงไฟจากตะเกียง​จะดับลง เหลือ​แต่​ความเงียบสงัดของค่ำคืนยามราตรี

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เสียงไก่ขัน แข่ง​กับเสียงนกดุเหว่าบอกเช้า​วันใหม่ ยายแดง ลุกขึ้น​จาก​ที่นอน แกคว้าผวยผืนบางคลุมไหล่ อาศัยแสงสว่างยามรุ่งสาง ​ที่แทรกผ่านร่องกระดานขึ้น​มา เดิน​ไปยังครัว ​ที่มีแสงเดือนตื่นมาก่อนหน้านั้น​แล้ว​​เพื่อเตรียมหุงหาอาหาร แกตักน้ำมาลูบๆ​หน้าบ้วนปาก หยิบเกลือป่นก้อนหยาบ ถูฟัน​ที่เหลืออยู่​ไม่กี่ซี่ ​แต่ก็พอให้​ได้ขบเคี้ยวหมาก
สมชายทอดบันไดลง​ไปยังพื้นล่าง เสียงรองเท้าแตะดัง ตั่บตั่บตั่บ รอบตัวบ้าน ผสม​กับเสียงกระแอมหนักๆ​มีให้ยินสองสามครั้ง ก่อน​ที่เสียงโยนใบตาล​จะดังตามมา

ฟ้าแจ้งพอเห็นลายมือ ยายแดงค่อยหันหลังหย่อนขาลงบันไดอย่างเคยชิน ปากก็อมหมากแก้มย้อย ​โดยมีแสงเดือนถือตะกร้าหมาก ตามลงมาส่ง​ที่แคร่ ก่อนผละตัวขึ้น​บ้าน​ไปตามเดิม กองไฟลุกโชนอยู่​ชั่วครู่​ที่ข้างๆ​ต้นมะขาม ​และหรี่ลง​เป็นเ​ถ้าถ่าน ยายแดงเดินมือไพล่หลัง​ที่งุ้มงอ กลับมา​ที่แคร่ตำหมากเคี้ยวตามเดิม
“แหม่มเอ๊ย ตื่นใส่บาตร​ได้แล้ว​”
“จ้า”
เด็กหญิงเร่งล้างหน้าแปรงฟัน วิ่งขึ้น​วิ่งลง เสื้อผ้าก็ชุดเดิม​แต่​เมื่อวาน ผมเผ้าถูกสางด้วยมืออย่างลวกๆ​ ข้าวสวยอุ่นๆ​ สองชามสังกะสี ถูกถือลงบันไดอย่างช่ำชอง ด้วยสองมือของโฉมฉาย ยายแดงเดินหลังงุ้ม ล่วงหน้า​ไปก่อนสองสามช่วงตัว ​โดยมีโฉมฉายถือชามข้าวตามมาติดๆ​
“อายุ วัณโน สุขัง พลัง” เสียง​พระให้พรดัง​ไปถึงโค้งบ้านของขจี
“ยายทวด.ด.ด. นั่งยิ้มอะไร​ ​พระ​ไปตั้งไกลแล้ว​”
“ข้ามี​ความสุขจริงๆ​ นังแหม่ม”
“​ได้ใส่บาตรนี่นะยาย”
“อื้อออ”

ดวงอาทิตย์เริ่มโผล่ สมชายกลับมา​พร้อม​เพื่อนบ้านอีกสองคน เสียงทักทายถามไถ่ยายแดงจบลงสักพัก ก็เกิดเสียงขลุกขลักพรืดพราด​ที่บริเวณคอกควาย วันนี้เจ้าทุยตัวเล็กสุด ถึงเวลา​ต้องถูกสนตะพายแล้ว​ เชือกขาวนิ่มเส้นใหญ่ผูกยึดคอ​และลำตัวเข้า​กับเสาบ้าน ​พร้อมขันชะเนาะยึด​กับเสา​ที่วางทับ​เป็นคอก อีเผือก​และลูกตัวโตอีกสองตัว ถอยตัวเองออกห่างมาอยู่​อีกมุมของคอก อาจ​เป็น​เพราะว่าเหตุแบบนี้มันรู้รสชาติมาแล้ว​ ยายทวด​กับหลาน​ที่นั่งอยู่​บนแคร่ตัวเก่ง หันมอง​เป็นครั้งคราวด้วย​ความเคยชิน ไม้ไผ่ขนาดเท่านิ้วมือถูกเหลาปลายแหลม เชือกไนล่อนสอดติด​กับรูไม้ไผ่ เจ้าทุยตัวเล็กดิ้นสะดุ้งสุดแรง ​แต่ก็ไร้ผล ปลายแหลมของไม้ไผ่ทิ่มพรวดผ่านเยื่อจมูก ​ต่อมาเจ้าทุยตัวน้อยก็​ได้เชือกไนล่อนสีแดง​เป็นตะพาย แถมกระดิ่งเสียงใสให้อีกหนึ่ง​อัน สมชายตบ​และลูบหลังมันเบาๆ​
"​จะ​ได้หายดื้อซะทีนะเอ็ง"

​เมื่อตะวันยอแสงโผล่พ้นทิวไม้ สมชายมัดพกห่อข้าวติดย่าม ปล่อยอีเผือก​และลูกๆ​ของมัน ออกเลี้ยงตามทุ่งนาของตัวเอง สองสามวันแล้ว​ ​ที่ไม่​ได้พาพวกมันออกหาแทะเล็มหญ้าไกลๆ​ ​เพราะ อีเผือกท้องใหญ่ดูอุ้ยอ้าย มันกรำแดดกรำฝนมาหลายปี ดีว่าลูกตัวแรกเริ่ม​เป็นไถบ้างแล้ว​ พอแบ่งเบาผลัดเปลี่ยนกัน​ได้ ​เมื่ออีเผือกมัน​กำลัง​จะตกลูก จึง​ต้องอยู่​ใกล้ๆ​บ้าน ​ไปไหนไกลคงไม่สะดวก​กายอีเผือกแน่ เกิดมันออกลูกกลางนา มีหวัง​ได้นอนกลางทุ่ง เฝ้าเจ้าตัวน้อย​ทั้งคืน ชายวัยใกล้เฒ่าไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า วันนี้ไม่สานแหเหมือนทุกวัน ​แต่หาไม้ไผ่​และไม้อื่นๆ​มาเหลาทำมีดทำดาบไม้ปืนไม้ ​เพื่อพรุ่งนี้​จะ​ได้นำ​ไปไว้​ที่ศาลตาปู่ แหงนหน้าหยีตามองฟ้าโล่ง ก้มลงเหลาไม้ด้วยใจหวัง

“แม่ รถตุ๊กๆ​เจ๊กปาน​จะเข้าอำเภอ แม่​จะ​เอาอะไร​ไหม”
“ไม่​ต้องซื้ออีหยังมาดอก อีเดือน”
“แม่ไม่​เอาชุดใหม่ใส่ไหว้ตาปู่บ้างหรือ”
“โอ๊ย บ่​เอา บ่​เอา มันเปลือง”
“ไม่​เอารองเท้าใหม่หรือยายทวด”
“กูใส่คู่นี้ ดีแล้ว​อีฉาย ยังใส่​ได้อยู่​”
​ที่แคร่ใต้ต้นเฟื่องฟ้า โฉมฉายก้มหยิบรองเท้าแตะตราดาวเทียมของยายทวดขึ้น​มาดู ปลายส้น​ทั้งสองข้างบางเว้าแหว่ง จากการตรากตรำย่ำเหยียบของผู้ใส่ หูรองเท้าก็คนละสี อีกข้างหูเดี่ยว​ที่​เป็น​ส่วนหัวสำหรับหนีบ ถูกร้อยด้วยเศษผ้า​โดยมีไม้ไผ่ผูกขวางยึดไว้ใต้พื้น เธอจำ​ได้ว่ารองเท้าแตะคู่นี้ เคยเห็นยายทวดใส่ครั้งแรกก็ตอนอยู่​ชั้นป.๓ แสงเดือนบอกหลานสาวอยู่​เฝ้าบ้าน​เป็น​เพื่อนยายทวด ก่อนเข้าอำเภอ​กับ​เพื่อนบ้านคนอื่น ​โดยมีรถอีแต๋นของเจ๊กปาน เจ๊กคนเดียวของหมู่บ้าน สำหรับเด็กๆ​ไม่มี​ใครรู้หรอกว่า คนเชื้อจีน​จะหลงมาอยู่​ดินแดนแห้งแล้งกันดารอย่างบ้านปรางกู่นี้​ได้ยังไง รู้​แต่ว่าในหมู่บ้านนี้ บ้านเจ๊กปานมีร้านค้าขายของ มีไฟฟ้า​ใช้ก่อน​ใคร มีเครื่องสีข้าว มีโทรทัศน์ขาวดำก็​เป็นเครื่องแรกของหมู่บ้าน มีใต้ถุนบ้าน​เป็นอิฐฉาบปูน เจ๊กปานจึงมีอัน​จะกินกว่า​ใคร

“ยายทวด พรุ่งนี้ยายทวด​จะ​เป็นคนคุย​กับตาปู่ ยายทวดไม่กลัวหรือ”
“กลัวอีหยัง บ่เห็นมีหยังน่ากลัวเลย​”
“ก็ผี​ที่สวนหลังศาลนั่นไง”
“บ่มีผีบ่มีสางดอก อีฉาย มี​แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คอยคุ้มครองชาวบ้านให้อยู่​สบาย”
“ยายทวดรู้​ได้ยังไง”
โฉมฉาย​กำลัง​จะถามต่อ เสียงขจีก็ดังขึ้น​
“อีแหม่มโว้ย.ย.ย...​.”
ก่อน​ที่ยายแดง​จะถูกโฉมฉายซักจนอับมุม เสียงขจีก็เจื้อยแจ้วแว่วเสียงมา ก่อน​จะโผล่ตัว ​และเดินเลี้ยวเข้าบ้านมา ​ซึ่งวันนี้ไม่​ได้มาคนเดียว พาน้องชาย​ที่เรียนชั้นป.๒ มาด้วย ชื่อว่าไอ้ดำ ตัวดำสมชื่อ พี่ก็ชื่อเขียว ดีกว่าไอ้ดำหน่อย​​เพราะดำน้อยกว่า โฉมฉายมักล้อเล่น​กับสองพี่น้องเรื่อง​ชื่อ​และผิวสีอยู่​เสมอ
“ไอ้ดำ ​เมื่อวานมึง​ไปเ​ที่ยวเล่น​ที่ไหน ไม่มาบ้านกู พวกกูมีเรื่อง​ตื่นเต้น​จะเล่าให้ฟัง มึงอยากฟังไหม”

ด้วยมัวเพลิน​กับการทัก​เพื่อน หันมาก็ไม่เจอยายแดงแล้ว​ เห็นอีกทีก็​กำลังนั่งกวาดๆ​เขี่ยๆ​อยู่​ไต้ต้นมะขามโน่น ​จะตาม​ไปรบกวนก็กระไรอยู่​ ด้วยว่าพรุ่งนี้ยายทวด​จะ​เป็นคน​ที่สำคัญ​ที่สุดของหมู่บ้าน สามคนมองตากันเปลี่ยนแผน หันมาชวนกันเล่นซ่อนหาเหมือน​ที่เคยๆ​เล่นกัน ​ที่บ้านโฉมฉายเวลาเล่นซ่อนหา​จะสนุกกว่า​ที่บ้านของขจี​เป็นไหนๆ​ ​เพราะ​ที่บ้านของขจีมี​ที่ซ่อนตัวน้อย ​จะแอบ​จะหลบตรงไหนก็ไม่ถนัดไม่มั่นใจ ​ส่วนบ้านของโฉมฉาย เล่น​ได้เต็ม​ที่ ​เพราะมีลานบ้าน​ที่กว้าง ​ที่หลบ​ที่ซ่อนก็มีเยอะแยะแอบซ่อน​ได้สบาย

“ว้า กูก่อนทุกที”
ไม้สั้นไม้ยาวถูกจับ ไอ้ดำจับ​ได้สั้น​ที่สุดจึง​ต้อง​เป็นคนหา โฉมฉาย​กับขจีเดินเลาะ​ไปทางตุ่มหลังบ้าน ​ซึ่งการแอบซ่อนในตุ่มเคยทำกันบ่อยแล้ว​ คนหาเองก็เดา​ได้ออกเช่นกัน​เพราะเล่นกันประจำ เสียงนับเนิบๆ​ของไอ้ดำดังแว่วอยู่​​ที่แคร่
“อีแหม่ม อย่าบอกนะว่ามึง​จะแอบในตุ่มเหมือนเคย ไอ้ดำมันก็รู้อยู่​ดี”
“หึ้ย ​แต่ใบนี้ยังไม่เคยมี​ใครแอบ มึงเชื่อกูสิ รับรองไอ้ดำมันไม่รู้แน่ๆ​ นี่เลย​ ใบนี้เลย​อีเขียว ไม่มีน้ำ ก้นมันรั่ว”
โฉมฉายพูดพลางทำท่า​จะปีนโอ่ง
“เฮ้ย ล่อโอ่งใหญ่เลย​เหรอ”
ขจีเอ่ยขึ้น​​และทำตาโต
“ปีนเลย​ เราลง​ไปซ่อนด้วยกัน ปล่อยให้ไอ้ดำมันเดินหาไห้เข็ด”
โฉมฉายยิ้มกริ่ม

ไอ้ดำนับครบสิบ ฉวยหยิบ​ได้เศษไม้ก็เดิน​ไปทั่วบ้าน ปากก็ส่งเสียงล้อเรียน​ทั้งสองคนไม่ขาดระยะ จนมาถึงหลังบ้าน ​ที่มีตุ่มตั้งเรียงรายนับสิบลูก มันฉีกยิ้ม​ที่มุมปากแล้ว​ก็เงียบเสียงลง เสียงหายใจฟืดฟาดดังก้องในโอ่งใบใหญ่ ​ที่ปิดด้วยฝาผุกร่อนรูโหว่ ไอ้ดำเดินผ่านเลย​โอ่งใบใหญ่​ทั้งสี่ใบ​ไป มันเอียงตัวห่างๆ​ตุ่ม​ใช้ไม้ลากครูดขูด​ไปตามตุ่มใบเล็กดัง แกรก แกรก ​ไปจนสุดท้ายบ้าน​ที่มีตุ่มตั้งเรียงอยู่​ แล้ว​ก็มีเสียงลากไม้ย้อนกลับมา ก่อน​ที่​จะมาเงียบลงตรงโอ่งน้ำใบใหญ่​ที่​ทั้งสองแอบอยู่​
“มันปีนไม่​ได้หรอก ตัวสั้นยัง​กับลูกหมา”
เสียงกระซิบอย่างแผ่ว​ที่เบาสุดของขจี หัวใจของ​ทั้งสองแข่งกันเต้นตุบตับ นั่งยองๆ​อยู่​ในโอ่ง สักพักก็มีเสียงเคาะไม้​กับโอ่งใบใหญ่ดังขึ้น​อีกครั้ง แปะๆ​ แปะๆ​ แปะๆ​ แป๊งๆ​
“ไอ้ห่าดำ มัน​จะเคาะหา​พระแสงอีหยังวะ”
ขจีกัดฟันกระซิบบ่นเสียงเบา
“นั่นสิ แสบแก้วหูฉิบหาย ไอ้ดำเตี้ย”
โฉมฉาย เสริมเข้า​ไป​กับขจี ​โดยมีสายตาค้อนเขม็งกลับมา

เสียงเงียบ​ไปแล้ว​ หาย​ไปสักครู่ใหญ่ๆ​ ​ทั้งสองโผล่แง้มฝาโอ่งดู เห็นไอ้ดำเดินหลังไวๆ​อยู่​หน้าบ้าน ก่อน​จะวกกลับหันหน้าเดินมือไพล่หลังกลับมาทางเดิม ​ทั้งสองผลุบหายลงทันที
“ไอ้ดำนี่ มันโคตรเซ่อจริงๆ​น้อ อีเขียว น้อง​ใครวะ”
“อือออ...​. มึงเงียบไว้อีแหม่ม เงียบไว้..เงียบไว้ มัน​กำลังมาทางนี้”
ไอ้ดำมาหยุดยืน​ที่โอ่งใหญ่​ทั้งสี่ใบอีกครั้ง ฉีกยิ้มกว้างจนเกือบหัวเราะ ​แต่มันก็​เอามือปิดปากไว้ทัน ในมือ...​จาก​ที่เคยถือเศษไม้ คราวนี้เปลี่ยน​เป็นชามสังกะสีเก่าๆ​หยิบติดมือมาหนึ่ง​อัน เสียงชามเคาะ​กับโอ่งใบใหญ่ตั้งแต่ใบแรกจนถึงใบ​ที่สี่ ป๊อกๆ​ ป๊อกๆ​ ป๊อกๆ​ เป๊งๆ​ มันเคาะค่อยๆ​แล้ว​ก็เลย​​ไปเคาะใบเล็กๆ​จนครบทุกใบ
“มัน​จะเคาะหาพ่อมันรึไง”
“ตัวเตี้ยยัง​กับลูกหมา มันคงปีนไม่​ได้ สมน้ำหน้ามัน”
ขจีสบถขึ้น​อย่างแผ่วเบา ​โดยมีโฉมฉายเสริมท้ายเหมือนเดิม ก่อน​ที่เสียงเร่งฝีเท้า​จะดังย้อนกลับมาหยุดอยู่​​ที่โอ่งใหญ่ใบ​ที่สี่อีกครั้ง ​ทั้งสองเงียบกริบ มือถูกยกขึ้น​มาปิดปากแทบกลั้นหายใจ มองหน้ากันเด๋อด๋า คาดเดาไม่ถูกว่าไอ้ดำมัน​จะทำอะไร​

เป๊ง! เป๊ง! เป๊ง! เป๊ง! เป๊ง! เป๊ง!ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ ไอ้ดำเคาะเน้นๆ​รัวถี่ยิบ​ที่โอ่งใบเป้าหมาย โฉมฉาย​และขจี​เอามือปิดหู​ทั้งสองข้าง โผล่พรวด ฝาโอ่งถูกดันกระเด็น ​พร้อมเสียงหวีดร้องของ​ทั้งสอง ตามมาด้วยเสียงด่า​ที่มอบให้​กับไอ้ดำอีกหลายชุด เกมแรกจบลง​โดยไม่มีการต่อ ด้วยอาการงอนของ​ทั้งสองสาวน้อย​ที่หูอื้อยังไม่หาย อีกอย่างแสงเดือนก็กลับมาจากอำเภอ​พอดี หากเล่นอึกทึกครึกโครมแบบ​เมื่อสักครู่อีก คง​ได้ถูกเอ็ด ไอ้ดำนั่งยิ้มฟันเหลือง​ที่มุมแคร่อย่างสมใจ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ตกบ่ายสมชาย ต้อนอีเผือก​และลูกๆ​ มาผูกมัดไว้ใกล้ๆ​บ้าน เจ้าตัวเล็ก​ที่สนตะพายมา​เมื่อเช้า​ ดูท่าทียังดื้อดึงอยู่​​กับการถูกผูกเชือก ​แต่ก็ขืนขัดไม่​ได้​เมื่อถูกคว้าตะพายเข้า สมชายมอง​ไปยังศาลตาปู่ ​ที่แลเห็นลิบๆ​ตรงเนินสวนป่าทางเข้าหมู่บ้าน เห็นมีคนหลายคนเริ่ม​ไป​ที่นั่นบ้างแล้ว​ ​เมื่อมั่นใจว่าผูกควาย​ได้มั่นคงไมหลุด​ไปไหนแน่ ​เขาก็หอบ​เอาดาบ หอก ​และก็ปืนไม้ ​ที่ทำ​ได้เกือบสิบอันขึ้น​บ่าแบกกลับเข้าบ้าน ​เพื่อ​จะ​ได้​ไปร่วมกัน​กับชาวบ้าน ทำ​ความสะอาดศาลก่อนทำพิธีวันพรุ่งนี้

ไอ้ดำวิ่งโร่เข้าหาลุงสมชาย ทันที​ที่เห็นแกวางของบนบ่าลง มันหยิบฉวยไม้ดาบขึ้น​มา ทำท่า​จะกวัดแกว่ง ​แต่ก็ถูกสมชายเขกโป๊กเข้า​ที่หัว​ไปหนึ่ง​ที โฉมฉาย​กับขจีก็เข้ามาสมทบให้อีกคนละที
“ลุง​จะ​เอา​ไปไหน ไม่​ได้ทำมาให้เล่นหรือ”
“อุบ๊ะ ไอ้ดำ มึงนี่คิด​แต่​จะเล่น กู​จะ​เอา​ไปไว้​ที่ศาลตาปู่ มึงหัดรู้เรื่อง​​กับเค้าบ้างว่าพรุ่งนี้เค้า​จะทำอะไร​...​.. แม่อีหลาย เดี๋ยว​จะ​ไปช่วย​ที่ศาลสักหน่อย​ ฝากออก​ไปมองๆ​ดูอีเผือกด้วยเด้อ”
สมชายเอ็ดดำเสร็จก็ตะโกนสั่งเมียรัก
“ตา​ไปด้วย”
เสียงโฉมฉายตะโกนบอก

“เอ้า ​ไปก็ตามมา”

สมชายเดินนำหน้าหลานสาว โฉมฉาย​กับขจี​และไอ้ดำสวมรองเท้าแตะเดินตาม ​เพื่อ​ไปทำ​ความสะอาดถากถางพื้น​ที่เตรียมเซ่นไหว้ศาลตาปู่พรุ่งนี้ ผู้ใหญ่​และชาวบ้านอีกหลายคน ช่วยกันจัดเตรียมสถาน​ที่อย่างแข็งขัน ศาลตาปู่บ้านปรางกู่ ตั้งอยู่​บนเนินดินสูง มีต้นมะขาม​และไม้น้อยใหญ่อื่นๆ​ขึ้น​เต็มเนิน โฉมฉาย ขจี​และเด็กๆ​อีกหลายคน​ที่ตามพ่อแม่มา​ที่ศาล ​ต้องยืนเงยหน้ามองอยู่​ข้างล่างเนิน ​เพราะข้างบนพวกผู้ใหญ่​กำลังง่วนอยู่​ ขึ้น​​ไปคงเกะกะ

ภายใต้ร่มเงาครึ้มของต้นมะขามใหญ่บนเนินดินสูง ​เมื่อมองขึ้น​​ไป ​จะเห็นบ้านไม้ขนาดเล็ก เสาขนาดเขื่องสี่ต้น หลังคาจั่วมุงสังกะสี กว้างประมาณสองเมตร ยาวลึกเข้า​ไปเกือบๆ​สามเมตร ฝาไม้ถูกปิด​พร้อมหน้าต่างบานจิ๋ว​ทั้งสามด้าน ​ส่วนหน้าศาล​จะเปิดโล่ง พื้นถูกยกสูงประมาณยอดอกของผู้ใหญ่ตัวโตๆ​ ภายในศาลมีรูปปั้น ช้าง ม้า ​และอาวุธต่างๆ​ทำด้วยไม้ เช่น มีด ดาบ หอก ปืน ตั้งพิงไว้อยู่​ข้างฝา พวงมาลัยแห้งห้อยระยาง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หลังจากเซ่นไหว้​เมื่อปี​ที่แล้ว​ ​ที่นี่ก็​จะถูกปล่อยให้รก ​ส่วนชาวบ้านก็ลงไร่ลงนา ปล่อยให้ศาลอยู่​อย่างสงบ ​เพราะชาวบ้านเชื่อว่า ตาปู่​เป็นผู้ปัดเป่าอันตรายทุกๆ​ด้านให้แก่ชาวบ้าน หากผู้ใดลบหลู่หรือทำการใดๆ​อันแสดงถึงการไม่เชื่อถือ ก็​จะมีอัน​เป็น​ไป ผู้คน​ที่นี่ จึงเคารพตาปู่อย่างจริงใจ เด็กๆ​ก็​จะไม่มี​ใครมาวิ่งเล่นใกล้ๆ​ศาลตาปู่ ด้วยเกรงว่าตาปู่​จะรำคาญ หรืออาจ​จะเจ็บไข้​เอา​ได้​โดยไม่มีสาเหตุ ดังนั้น​ศาลปู่ตาจึงถือ​เป็น สถาน​ที่ศักดิ์สิทธิ์ ​ที่คนในหมู่บ้านให้​ความเคารพ ศรัทธา ​และ​เป็น​ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
แดดร่มลมตก ดวงตะวันคล้อยต่ำ สมชายเดินลัดทุ่งเลย​​ไปต้อนอีเผือกกลับเข้าบ้าน ​โดยมีหลานๆ​วิ่งหยอกล้อกัน ตามหลังมาอยู่​ห่างๆ​ เหยียบย่ำตอฟางช่วงกลางเดือนพฤษภาคม​ที่หมดสภาพ ล้มกอกลาย​เป็นเศษฝอยเกลื่อนท้องนา ไอ้ดำดู​จะห่ามกว่า​ใคร หกคะ​เมนตีลังคาข้ามคันนาเล็กใหญ่อย่างสนุกทีเดียว

ตกเย็นสมชายจับไก่​ที่เลี้ยงไว้ ​เพื่อ​จะ​เอา​ไปสมทบ​เป็นของไหว้วันพรุ่งนี้ แสงเดือนจัดเตรียมหมากพลู ชาวบ้านต่างเดินแวะเวียนถามไถ่กัน ถึงงาน​ที่​กำลัง​จะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ยายแดงอาบน้ำขึ้น​เรือน​แต่หัววัน โฉมฉายออกตักน้ำใส่ตุ่มเหมือนเดิม

อาหารมื้อค่ำผ่าน​ไปแล้ว​ ​ความก็มืดคืบคลานเข้ามา วันนี้อากาศอบอ้าวกว่าทุกวัน ไม่มีลมแผ่วเหมือนเช่นเคย เสียงวิทยุทรานซิสเตอร์ดังแว่วจากข้างบ้าน ยายแดงสวดมนต์พึมพำอยู่​ชั่วครู่แล้ว​ก็จบลง แกยังไม่นอน ตะเกียงดวงน้อยส่องแสง พอให้เห็นว่าหมากคำใหม่ ​กำลัง​จะถูกหยิบเข้าปากอีกครั้ง

สมชาย​กับแสงเดือนนั่งมองอยู่​ห่างๆ​ คาดเดาว่าแกคงตื่นตัวสำหรับงานวันพรุ่งนี้ ไม่มีเสียงดิ้นของปลาให้​ได้ยิน ยาเส้นมวนแรก​กำลัง​จะถูกจุด ​แต่ก็​ต้องหยุดลง ​เมื่อเสียงดังของเกราะไม้ของอีเผือกมันดังถี่ ​และรุกเร้าผิดปกติ สมชายยันตัวลุกขึ้น​คว้าไฟฉาย ปรี่ลงบันได​ไปทันที ​เป็นดั่ง​ที่สมชายคิด...​ อีเผือกเดินวนดูกระสับกระส่ายภายในคอก แสงไฟสาดส่อง​ที่บั้นท้ายอีเผือก มีน้ำเหนียวลื่นเฉอะแฉะ

“อีเผือก​จะตกลูก”

แสงเดือนถือตะเกียงลงมาช่วยขนเศษฟาง มารองทั่วบริเวณมุมคอกควาย​ที่อีเผือกเดินวนอยู่​ โฉมฉาย​ที่เคลิ้มหลับ​ไปแล้ว​ ตื่นพลิกตัวลุกขึ้น​ ​แม้​จะเคยเห็นอีเผือกออกลูกมาแล้ว​ถึงสามครั้ง ​แต่นั่นมันก็ต่างวาระ​และเวลา ล่าสุดก็​เมื่อสองปี​ที่แล้ว​ เธอลง​ไปยืนพิงบันได มองดูตา​และยาย​ที่นั่งยองๆ​อยู่​ข้างนอก พักใหญ่ๆ​อีเผือกก็ยังเดินสาละวนอยู่​ โฉมฉายทนง่วงไม่ไหวจึงขึ้น​เรือน​ไปก่อน ​แต่ก็มิวาย​ที่​จะนอนคว่ำ ปิดเสื่อมองลอดตามร่องกระดานอยู่​บ่อยครั้ง ก่อน​จะผล็อยหลับ​ไป

แสงเดือนปล่อยให้สามีนั่งเฝ้าต่อ อากาศ​ที่ร้อนอบอ้าวทำให้ยาเส้นถูกพ่นถี่ยิบ เสียงเกราะอีเผือกหยุดเงียบ​ไปชั่วขณะ เสียงหล่นดังปุ!! แสงไฟฉายถูกส่องนิ่ง รอยยิ้มของสมชายแย้มมา​ทั้ง​ที่ปากยังคาบยาเส้นอยู่​

ชีวิตใหม่เกิดแล้ว​ เจ้าทุยเพศผู้ตัวจ้อยยันกายยืน ขลุกขลัก ล้มแผละอยู่​หลายครา ก่อน​จะยืนตัวตรงขาสั่น เขยกก้าวโย้เย้เข้าหาเต้านมของอีเผือก ยาเส้นถูกบ้วนทิ้งจากปาก บุ้งกี๋ไม้ถือกระชับไว้ในมือ อีเผือกเริ่มตื่นตัวอีกครั้ง รกควายไหลพรวดออกมา​เป็นสาย หล่นเผละลงบุ้งกี๋ อีเผือกหันขวับ ​แต่ก็ช้ากว่าสมชาย​ที่​ได้ตระเตรียม​และจัดการเก็บรก​ไปอย่างช่ำชอง คืน​ที่ร้อนอบอ้าวผ่อนคลายลงด้วยการอาบน้ำอีกรอบ ชีวิตใหม่เริ่มทรงตัว​ได้มั่นขึ้น​

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

รุ่งเช้า​วันใหม่ วันของการไหว้ศาลตาปู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน เขียงของ​แต่ละบ้านถูกรัวสับดัง​แต่เช้า​มืด รกควายถูกล้างอย่างสะอาด ต้มปนตระไคร้ส่งกลิ่นหอมฉุย สมชาย​และแสงเดือนช่วยกันทำของเซ่น​โดยมีโฉมฉายวิ่งขึ้น​วิ่งลง​เป็นลูกมือ​เพื่อนำอาหาร​ไปร่วมในพิธี ยายแดงสวมเสื้อแขนยาวสีขาวลายลูกไม้ โจงกระเบนสีเลือดนก ลงมานั่งตำหมากเคี้ยวอยู่​​ที่แคร่

งานไหว้ศาลปีนี้ กระทำเหมือนทุกๆ​ปี ไม่มีอะไร​มาชี้วัดหรอกว่า​เป็นงานใหญ่ ชาวบ้าน​ที่นี่รู้​แต่ว่า งานวันนี้สำคัญ​ที่​ต้องมารวมตัว​ที่ศาลตาปู่ ปีนี้เลือกวันอาทิตย์ ก็​เพื่อครู​และนักเรียน​จะ​ได้ไม่​ต้องหยุดเรียน ​ซึ่งตามปกติแล้ว​ ​จะเลือกเซ่นไหว้วันพุธ ​เพราะคนเฒ่าคนแก่ ​จะถือว่าวันพุธ​เป็นวันเลี้ยงผี​โดยตรง

พื้น​ที่รอบๆ​ศาลถูกทำ​ความสะอาดตั้งแต่​เมื่อวาน ใบมะพร้าวถูกตัดมาปูวาง บนลานขนาดเล็ก​ที่อยู่​บนเนินศาลตาปู่ ​โดยมีเสื่อปูทับอีกที ดาบไม้ปืนไม้ ตุ๊กตาช้างม้า จัดวางบนศาลอย่าง​เป็นระเบียบ เสื้อผ้าของตาปู่พับพาดไว้แลดูน่าเกรงขาม แคร่ไม้สี่ตัววางเรียงต่อกัน สำหรับวางของเซ่นไหว้ เหล้าขาว ไก่ต้ม หัวหมู หมากพลู บุหรี่ ทาสีทาสา ​และบายศรีปากชามจัดเตรียมไว้​พร้อม เสียงกลองโทนดังไม่ขาดระยะจากการร้องรำทำเพลงก่อนพิธี​จะเริ่ม

​เมื่อทุกคนมา​พร้อมกัน ชาวบ้านชายหญิงคนเฒ่าคนแก่นั่งห้อมล้อม ยายแดง ​ซึ่ง​เป็นผู้​ที่​ได้รับการยอมรับให้​เป็นผู้นำ ​เป็นสื่อกลาง​เพื่อติดต่อ​กับผีตาปู่ บอกให้คุ้มครองลูกหลาน​และชาวบ้านอยู่​เย็น​เป็นสุข ช่วยบันดาลให้ฝนตก ให้ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ อากาศเริ่มอบอ้าว​ทั้ง​ที่ยังไม่ถึงเวลาเพลเลย​ แหงนมองฟ้าตะวันฉายแสงโล่งไร้เมฆบดบัง โฉมฉาย ขจี ไอ้ดำ ​พร้อม​กับชาวบ้านคนอื่นๆ​ ปูเสื่อนั่งดูพิธี​ที่ทุ่งนาด้านล่าง​ที่พอมีร่มเงาของเนินศาล ​และต้นไม้ใหญ่​ที่ขึ้น​อยู่​รายรอบ

เสียงกลองดังรัวถี่ด้วยจังหวะเร่งเร้า ก่อน​จะเงียบลง มีเพียงเสียงพึมพำงึมงำ ดังลงมาให้​ได้ยิน บรรดาเด็กๆ​​แม้​จะนั่งเงียบ​แต่ก็ดูหยุกหยิก พิธีการดำเนิน​ไปจนเลย​เพล พิธีก็เสร็จ ข้าวปลาอาหารเครื่องเซ่นก็ถูกนำมาร่วมแบ่งปันกินกัน มีชาวบ้านบาง​ส่วน หลายสิบคนอาสาเข้า​ไปในสวนหลังศาลตาปู่ เด็กๆ​วิ่งตามกัน​เป็นพรวน รวม​ทั้งกลุ่มของโฉมฉายก็เช่นกัน ​โดยมีตาสมชาย​ที่ถูกหลานสาวดึงแขนให้ตาม​ไปด้วย ​จะเหลือนั่งกินข้าวปลา​ที่ศาลตาปู่ก็มี​แต่พวกผู้ใหญ่​และเด็กตัวเล็กๆ​เท่านั้น​

“ตา ในนั้น​เค้าว่ามีผีจริงไหม” โฉมฉายถามขึ้น​
“นั่นสิลุง เห็นพูดกันอยู่​​ได้ หลอกเด็กหรือเปล่า” ขจีสมทบตาม
“​ต้องดูเอง คิดเองนะ ตามเค้า​ไป ไม่​ต้องถาม”

หลายสิบปีแล้ว​ ​ที่สวนนั่นไม่มีการเข้า​ไปลุกล้ำรบกวน ​แต่ปีนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ลง​ความเห็นว่า ตั้งแต่ปีนี้​เป็นต้น​ไป ​ต้องมีการเซ่นไหว้ลานหินในสวน ควบคู่​กับการไหว้ศาลตาปู่ทุกๆ​ปี เด็กๆ​กว่าห้าสิบคนเดินเกาะกลุ่มตามพวกผู้ใหญ่ ผ่านต้นไม้ใหญ่หลายร้อยต้นสลับ​กับพุ่มไม้เตี้ย ​แม้​จะไม่มีฝนตกมาเลย​มองรอบด้านก็ยัง​เป็นสวนป่า​ที่ดูรก​เอาการ อากาศร้อนอบอ้าว ใบไม้นิ่งไม่ไหวติงไร้วี่แววสายลมพัดผ่าน ทำให้เหงื่อไหลกันทุกคน เสียงกลองโทนจังหวะสนุกดังแว่วมาจากด้านนอก

ลึกเข้า​ไปในสวนประมาณสามร้อยเมตร ทุกคนมาหยุด​ที่ลานโล่งกลางสวน บดบังด้วยร่มเงาของไม้ใหญ่ล้อมรอบ ​เป็นอย่าง​ที่พวกผู้ใหญ่เล่าลือกัน มีแท่งหิน​กับลานหินกลางสวนนี่จริงๆ​ โฉมฉาย ขจี ​และไอ้ดำยืนเกาะแขนผู้​เป็นตา ​แม้​จะ​เป็นเวลาใกล้เ​ที่ยง ​ความเงียบ ณ กลางสวนตอนนี้มันทำให้ดูวังเวงอยู่​เหมือนกัน ใบไม้แห้งถูกผ้าขาวม้าปัดๆ​จนเปิดให้เห็นแผ่นหิน ​ที่ค่อนข้าง​จะกลมเหมือนใบบัว เส้นผ่าศูนย์กลางสักเมตรกว่าๆ​เห็น​จะ​ได้ อาหาร เป็ดไก่ เหล้าขาว หมากพลู ถูกนำวางบนแท่นหิน​โดยลุงผู้เฒ่าวัยไล่เลี่ย​กับสมชาย เสียงพึมพำดังออกมาจากปากของผู้เฒ่า

​เมื่อสิ้นเสียง ก็มีลมพัดวูบมาทางด้านหลังกลุ่มชาวบ้าน มันดึงใบไม้หมุนลอยขึ้น​​เป็นก้อนเท่ากำมือแล้ว​ก็ปลิวหล่นร่วง​ไป ​แต่คงไม่มี​ใครเห็น​เพราะต่างก็หัน​ไปมองทางพิธี​ที่ลานหินกันหมด ธูปหมดดอก ผู้เฒ่าก็ลาเครื่องเซ่น​เพื่อนำกลับมาร่วมแบ่งกันกิน​ที่ศาลตาปู่

กลุ่ม​ที่เข้า​ไปเซ่นไหว้​ที่ลานหินกลับออกมาจากสวน ก็​ต้องแปลกใจ จาก​ที่ฟ้าเปรี้ยงตอนขาเข้า ​แต่ขาออกตอนนี้ ท้องฟ้าเริ่มมีเมฆลอยมาบดบังดวงอาทิตย์​เป็นกลุ่มก้อน เสียงตะโพนดังไม่ขาดระยะ บนเนินศาลตาปู่ไม่มี​ใครอยู่​บนนั้น​ ยายแดง​กับแสงเดือนลูกสาวเข้าบ้านแล้ว​

มีเสียงพูดคุยของชาวบ้าน บอกว่า ยายแดงเสี่ยงทายคางไก่​ที่ไหว้ตาปู่ แกบอกว่าเรียวดี ถือว่าดีมากๆ​ ปีนี้ไม่มีแล้งแน่นอน ยายแดงพูด​และยิ้มแย้มตลอด​ที่เดินลงมาจากศาลตาปู่ ​แม้​จะ​เป็นแค่คำทำนาย สมชายโอบหลานสาวยิ้มอย่างสุขใจ​กับคำทำนายนี้ ยิ่งแหงนมองฟ้า​ที่เริ่มมืดส่อเค้าของฝนชัดๆ​ ​เขายิ่งมั่นใจว่าคำทำนายของแม่ยายตัวเอง​ต้อง​เป็นจริงแน่นอน

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

วันนี้ดู​เป็นวัน​ที่มีรอยยิ้มกว้างของชาวบ้านทุกคน ​จะบ่ายแก่หรือกี่โมงยามก็ไม่อาจคาดเดา​ได้ ​เพราะนาฬิกาชีวิต​ได้ถูกก้อนเมฆหนาปิดมิด​ไปแล้ว​ ทุกคนทยอยกลับเข้าบ้านด้วยรอยยิ้มแห่ง​ความหวัง

อีเผือก​และลูกๆ​ของมันถูกมัดให้กินฟาง​ที่ไต้ต้นมะขามกลางลานบ้าน เจ้าตัวจ้อย​ที่เกิด​เมื่อคืน ดูแข็งแรงกระโดด หย็องแหยง ลมฝนเริ่มโชยมาปะทะผิวหน้า ไอฝนเริ่มสัมผัส​ได้แรงขึ้น​จากประสบการณ์ชาวนาเต็มขั้นอย่างสมชาย ช่างน่าอัศจรรย์​ที่ฝน​จะตกวันนี้ วันไหว้ศาลตาปู่ ไหว้ลานหินอันลึกลับ วันนี้ล่ะวันเบิกฟ้าของจริง

สมชายนำควายเข้าคอกอย่างไม่รอช้า ​เมื่อเสียงฟ้าคำรามมาครืนใหญ่ ​และก็ตามมาอีกหลายครืน สายฟ้าแลบแปลบ ​เป็นเสียง​และภาพ​ที่น่าตกใจ​แต่ก็น่าสนใจ เด็กหญิงโฉมฉายลูกครึ่งจีไอ นั่งเหม่อตรงชานบ้าน​เมื่อเห็นฟ้ามืดมาคราใด หัวใจของเธอ​ที่กำพร้า​ที่ขาด​ทั้งพ่อ​และแม่ ดูห่อเล็กลงทุกที แสงเดือน​เมื่อเห็นหลานสาวก็คงเข้าใจดี ก็​ได้​แต่เข้ามาปลอบลูบหัว​และเย้าแหย่ให้รื่นเริง

สายฝนเทลงมา​แต่หัวค่ำ สี่ชีวิตนอนฟังเสียงชีวิต​ที่หล่นลงมากระทบหลังคา มันช่างไพเราะเพลิดเพลินเสียจริง เสียงยายแดงสวดมนต์คู่กัน​กับเสียงสายฝนปน​กับเสียงไอสองสามครั้ง จนเห็นแม่เอนกายนอน แสงเดือนจึงเดิน​ไปกางมุ้งให้เหมือนเคย เธอยิ้ม​เมื่อเห็นแม่นอนยิ้ม​โดยไม่เปลี่ยนเสื้อขาวลายลูกไม้​ที่ใส่มาตั้งแต่เช้า​

ฝนยังคงตกกระหน่ำมาอย่างต่อ​เนื่อง ชาวบ้านโคกน้อยคงสุขสมหวังหลับฝันดีในค่ำคืนนี้ พรุ่งนี้ชีวิตกลางผืนนาอีกหลายร้อยชีวิต​กำลัง​จะ​ได้เริ่มต้นวันใหม่อย่างคึกคักอีกครั้ง

หลังแสงไฟตะเกียงดวงใหญ่ดับลง ก่อนเคลิบเคลิ้มจวนเจียน​จะหลับ ภาพเงาจางๆ​สีขาวนวลของยายแดง ​ที่อาบอิ่ม​ไปด้วยรอยยิ้ม ลอยมาหยุด​ที่หลังมุ้งของแสงเดือน เธอ​ได้ยินเสียงแม่พูดดังแว่วแข่งมา​กับสายฝน

“กูเบิกฟ้าให้แล้ว​ กู​ไปละ มีสุขกันทุกทุกคน เด้อ”

​และภาพนั้น​ก็ค่อยๆ​เลือนหาย​ไป ​พร้อม​กับการม่อยหลับของเธอ

********************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3441 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง เบิกฟ้ามาห่มดิน
ผู้แต่ง นายอิติฯ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๔ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๒๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-17241 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 24 ก.ค. 2553, 08.52 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-17245 ], [124.121.53.108]
เมื่อวันที่ : 24 ก.ค. 2553, 10.31 น.

มาแวะอ่านค่ะ​คุณอิติฯ

บรรยายด้เห็นภสพดีมากๆ​ เลย​ค่ะ​ นักเขียนนกน้อย บรรยายกันเก่งๆ​ แบบมีสไตล์กันทุกคน

​ถ้าปรับให้มี จุดเร้าใจของเรื่อง​ ​ที่นำผู้อ่านให้เกิด​ความรู้สึกชวนติดตาม มาสู่ตอนจบ​ได้ ​จะดีขึ้น​อีกมากเลย​ค่ะ​

รออ่านเรื่อง​ต่อ​ไปค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-17248 ], [110.49.193.248]
เมื่อวันที่ : 24 ก.ค. 2553, 23.30 น.

ตอนแรกผมก็เข้ามาร่วมแสดง​ความคิดเห็นให้คุณแล้ว​นะ - -คุณอิติ

แถมเขียนซะยาวยืด ​แต่คง​เป็น​เพราะผม​ต้องการขัดเกลา​เพื่อให้อ่านเข้าใจง่ายมากเกิน​ไป

คลิกกลับ​ไปกลับมาหลาย ๆ​ รอบ มันเลย​หายจ้อย คลิกย้อนกลับกี่ครั้ง ๆ​ ก็ไม่เห็น​แม้​แต่เงา ครั้น​จะเขียนใหม่ก็หมดชิลลิ่ง​ไปทันที (ฮา ฮา - -หมดชิลลิ่ง)

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น