นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ไม่มีวันนั้นอีกแล้ว
พลอยพนม
...ฉันเกิด​​และโตไม่ทันยุคสะพายกระดานชนวน​​ไปโรงเรียน ​​แต่ทัน​​ได้พกเหรียญสลึง​​และเหรียญบาท​​ ดำปิ๊ดปี๋ ใส่กระเป๋ากางเกงนักเรียน​​ไปซื้อขนมกิน เวลาเดินรีบ ๆ​​ มัน​​จะกระทบกันดังกรุ๋กริ๋ง ๆ​​ อยู่​​ในก้นกระเป๋า...
ฉันเกิด​และโตไม่ทันยุคสะพายกระดานชนวน​ไปโรงเรียน ​แต่ทัน​ได้พกเหรียญสลึง​และเหรียญบาท​ ดำปิ๊ดปี๋ ใส่กระเป๋ากางเกงนักเรียน​ไปซื้อขนมกิน เวลาเดินรีบ ๆ​ มัน​จะกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋ง ๆ​ อยู่​ในก้นกระเป๋า ทำให้อุ่นใจ บางคน​เอาสายยางรัดไว้ กันมันร่วง อด​ได้กินขนม

สมัยนั้น​เส้นหมี่ผัดซอสมะเขือเทศสีแดงแจ๊ด โรยหน้าด้วยไข่เจียวหั่น​เป็นเส้นยาว ๆ​ ​และถั่วงอก ห่อ​กับใบตองห่ามแดดสีเหลืองเข้ม ห่อละ ๑ สลึง สมุดปกอ่อน ๒๐ หน้ากระดาษ ราคา ๑ สลึง ยางลบ​ที่ส่งกลิ่นหอมน่ากินเหมือนกลิ่นลูกกวาด ก็แท่งละ ๑ สลึงเหมือนกัน

โรงเรียนของฉันมีรูปทรงคล้ายศาลาวัดหลังเก่า ๆ​ สังกะสีบนหลังคาโดนสนิมกัดกร่อน​เป็นสีน้ำตาลเข้ม แลเห็นเด่นชัด​ไป​แต่ไกล ฝาสี่ด้านกั้นด้วยซี่ไม้ไผ่สานลายลูกแก้ว ปกป้องนักเรียนไม่ให้โดน แดด ลม ฝน กล้ำกรายมา​ต้องหลายรุ่นแล้ว​ มีคุณครูผู้ชายหน้าตาดุ ๆ​ สอนอยู่​คนเดียวตั้งแต่ชั้น ป.๑ ยัน ป.๔ บ้านของคุณครูอยู่​ห่างจากโรงเรียนราว ๆ​ ๑ กม. ​และ​ส่วนมากคุณครู​จะมาถึงโรงเรียนหลังเด็กนักเรียนแทบทุกวัน พอมาถึงก็คว้ากระดิ่งทองเหลืองบนโต๊ะของท่านสั่นรัว เสียง กริ้ง ๆ​ ๆ​ บาดลึกเข้าลูกหู พวกเด็กนักเรียน​ที่วิ่งเล่นกันอยู่​ตาม​ที่ต่าง ๆ​ ก็​จะกรูกันมาเข้าแถว​ที่หน้าเสาธง

กระดิ่งแรก​เป็นการเตรียมตัว ​ใคร​ที่วิ่งเล่นมาเหนื่อย ๆ​ ก็มีสิทธิ์​ที่​จะวิ่ง​ไปล้างหน้าล้างตาชำระเหงื่อไคลให้สะอาดสดชื่น​ได้​ที่ท่าน้ำหลังโรงเรียน ​แต่พอกระดิ่งสองก็​ต้องมาเข้าแถว​และจัดแถวให้​เป็นระเบียบเรียบร้อย​...​ ​เป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง​ ชาย-หญิง ตามลำดับชั้นเรียน

ตอนนั้น​ฉัน​กำลังเรียนอยู่​ชั้น ป.๓ ในแถวของฉันมีเด็กผู้ชายอยู่​​ทั้งหมด ๖ คน ฉันตัวเล็กกว่า​เพื่อน จึง​ได้รับเกียรติให้ยืนหัวแถว ถัดจากฉัน​ไปทางซ้ายมือ ​เป็นแถวนักเรียนหญิงชั้น ป.๓ เหมือนกัน มีอยู่​​ทั้งหมด ๓ คน เด็กหญิงรัชนี ผอมขี้มูกโป่ง ตัวเล็กกว่าฉัน ​ได้รับเกียรติให้ยืนหัวแถวเท่าเทียม​กับฉัน พอถึงเวรนักเรียนชั้น ป.๓ ทำกิจกรรมหน้าเสาธง ฉัน​กับรัชนี​จะ​เป็นผู้ออก​ไปเชิญธงไตรรงค์ขึ้น​สู่ยอดเสา เด็กชายประพัฒน์ ​ซึ่ง​เป็นหัวหน้าชั้น ​จะขึ้น​เพลงชาติ​และนำบทสวดมนต์ไหว้​พระ


​และในขณะนั้น​ ​จะ​เป็น​เพราะฉัน​เป็นคนผอม​และตัวเล็กหรือย่างไรก็ไม่รู้ ​ที่ทำให้ฉัน​เป็นคนขี้หนาวอย่างแปลกประหลาด ​โดยเฉพาะยามเช้า​​ที่น้ำค้างจับชุ่มอยู่​บนยอดหญ้าขาวโพลน มันช่างหนาวเหน็บ​และเหน็บหนาวเข้ากระดูกดำ จนบางครั้งฉันถึง​กับคางสั่น กราม​ทั้งสองข้างบดกระทบกันดังกราว ๆ​ ตลอดเวลา ​แม้​แต่​จะอายน้ำ​ไปโรงเรียน ฉันก็แทบ​จะยอมโดนเฆี่ยนแทนการอาบน้ำอยู่​ทุกวี่วัน

เช้า​วันนั้น​ไม่รู้ประพัฒน์​ซึ่ง​เป็นหัวหน้าชั้นเรียนของฉันนึกบ้าอะไร​ขึ้น​มา พอมาถึงโรงเรียน​เขาก็ชวนฉัน​ไปเล่นน้ำคลอง​ที่ท่าน้ำหลังโรงเรียนทันที

เล่นน้ำคลอง!!!

เช้า​ ๆ​ อย่างนี้นะหรือ? บ้า​ไป​ได้ ก็ฉันเพิ่งเกือบ​จะ​ได้ลิ้มรสไม้เรียวของย่ามาหยก ๆ​ ฐานงอแงไม่ยอมอาบน้ำก่อนมาโรงเรียน...​

"ไม่​เอาโว้ย หนาว​จะตาย"

ฉันรู้สึกขนพอง

"กู​จะให้มึงขี่แพ" ประพัฒน์คะยั้นคะยอ​เป็นคำรบสอง

แพ!!

ฉันนึกวาดภาพของมันอยู่​ในใจ ​ถ้า​เป็นแพของพ่อ​ที่กลางป่าดงดิบโน้นละก้อ มันน่า​จะลง​ไปถ่อเล่นจังเลย​ ​แต่พ่อบอกว่า แค่ไม้ค้ำถ่อฉันก็ยกไม่ไหว ​ต้องรอให้โตอีกหน่อย​ถึง​จะถ่อแพของพ่อ​ได้...​

"แล้ว​​เมื่อถึงตอนนั้น​พ่อก็​จะรับผมมาอยู่​ด้วยกัน​ที่บ้านไร่แห่งนี้ใช่ไหมครับ​"

ฉันแอบถามพ่ออยู่​ในใจ ขณะรู้สึกขอบตา​ทั้งสองข้าง​กำลังร้อนผะผ่าว ​เมื่อรู้ตัวว่าถึงเวลา​ที่พ่อ​จะ​ต้องพาฉันกลับจากบ้านไร่​ไปส่ง​ที่บ้านย่า ​เพื่อให้อยู่​เรียนหนังสือ​ที่นั่นอีกแล้ว​


"คุณครูตีตายเลย​"

ฉันพูด​กับประพัฒน์ ​ซึ่งตอนนั้น​มันหา​เพื่อนเล่นน้ำคลอง​ได้แล้ว​ ๒ คน มี มนัส ​กับ สุชน นักเรียนชั้น ป.๓ ด้วยกัน

"ว่า​แต่มึงอย่า​ไปฟ้องคุณครูก็แล้ว​กัน"

ว่าแล้ว​พวกมันก็ปร๋อ​ไป​ที่ท่าน้ำ แก้ผ้าชุดนักเรียนกองไว้บนตลิ่ง แล้ว​พากันกระโดดตูม ๆ​ ลง​ไปในคลอง

ฉันอยากเห็นแพ​ที่ประพัฒน์บอก จึงวิ่งตาม​ไปใน​ที่สุด


วันนั้น​​เป็นวันข้างแรมต้น ๆ​ น้ำทะเลหนุนขึ้น​มาในลำคลองตั้งแต่ตอนหัวรุ่ง ดันน้ำจืด​ที่ไหลเรื่อยเฉื่อยมาจากป่าดงดิบให้ย้อนกลับขึ้น​​ไปทางเหนือ ทำให้น้ำในคลองหลังโรงเรียนในขณะนั้น​เอ่อท้นขึ้น​มาจนเกือบปริ่มขอบตลิ่ง เจ้าสามคนนั้น​ชวนกันเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ​และพยายาม​ที่​จะพิชิตแพไม้ไผ่​ที่ผูกยึดอยู่​​กับโคนต้นไม้ริมคลองแห่งนั้น​เสียให้​ได้ ด้วยการพยายาม​จะป่ายปีนขึ้น​​ไปอยู่​บนแพ ​แต่​ทว่า, ​แม้พวกมัน​จะพยายามสักเท่าไหร ๆ​ ก็ไม่สำเร็จสักที ​เพราะแพลำนั้น​​เป็นแพเก่า ตะไคร่น้ำจับเขียวพืด​ไปหมด ไม่รู้​ใคร​เอามาผูกไว้ตั้งแต่​เมื่อไหร่ ฉันไม่​ได้ย่างกรายมา​ที่ท่าน้ำแห่งนี้หลายวันแล้ว​ จึงไม่​ได้เห็นมันมาก่อน

ฉันยืนมอง​ไปจากขอบตลิ่งริมคลอง ก็เห็นว่า เหลือ​กำลัง​ที่พวกมันสามคน​จะพิชิตแพนั้น​​ได้ ​เพราะตะไคร่น้ำ​ที่จับเขียว​เป็นพืด ​เมื่อเปียกน้ำมันก็ลื่นจนจับไม่อยู่​...​ ​และทันใดนั้น​เอง ประพัฒน์-​ซึ่งทำท่าว่า​จะ​เป็นผู้พิชิต​ได้สำเร็จ​เป็นคนแรก ก็เกิดหมดแรง​เอาดื้อ ๆ​ สองมือ​ที่​กำลังไขว่คว้าลำแพ ลื่นไถลหายหลังร่วงตูมลงน้ำ จมมิด​ไปใต้ท้องคลอง เจ้า​เพื่อนสองคน​ที่เล่นน้ำอยู่​ด้วยกันใกล้ ๆ​ ก็ไม่เฉลียวใจว่าประพัฒน์​จะตกน้ำ

ตอนแรกฉันก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไร​ขึ้น​ ​แต่ครั้นเห็นประพัฒน์จมหาย​ไปนานผิดสังเกต ก็ชักใจเสีย...​ พอเห็นมันโผล่ขึ้น​มาแวบ ๆ​ ครั้งแรก ห่างจากแพลำนั้น​​ไปตามกระแสน้ำ​ที่ไหลย้อน​ไปทางเหนือราว ๆ​ สามวา ก่อน​ที่มัน​จะจมมิดลง​ไปอีก ก็รู้สึกตกใจ ​และกลัว...​ ยิ่งเห็นมันพยายามชูแขนขึ้น​มากวักมือขอ​ความช่วยเหลือ ใบหน้า​ที่โผล่พ้นน้ำขึ้น​นิด ๆ​ แสดงอาการตื่นตระหนกอย่างเห็น​ได้ชัด นัยน์ตาสองข้างเถลือกถลนเหมือนคน​กำลัง​จะขาดใจตาย ฉันจึงไม่รีรอ ​และรีบตัดสินใจทันที

ด้วย​ความลืมตัว ​เพราะมัว​แต่คิด​ที่​จะช่วยชีวิต​เพื่อนให้รอดตาย ฉันจึงตัดสินใจกระโดดตูมลง​ไปในคลอง​ทั้ง ๆ​ ​ที่สวมชุดนักเรียนอยู่​ ​พร้อมตะโกนบอก​เพื่อนอีกสองคนนั้น​ว่า

"เฮ้ย ไอ้พัฒน์จมน้ำ ช่วยกันเร็ว"

วันนั้น​ นอกจากฉัน​และ​เพื่อน ๆ​ ​จะโดนคุณครูหวดก้นเสียคนละครึ่งโหล ฐานฝ่าฝืนกฎระเบียบ แอบ​ไปเล่นน้ำคลอง​โดยไม่​ได้รับอนุญาต ฉันก็ยัง​ต้องทนหน้าด้านนั่งแก้ผ้าเรียนหนังสืออีกครึ่งวัน กว่าชุดนักเรียน​ที่​เอา​ไปผึ่งแดด​จะแห้ง ไม่กล้ากลับ​ไปเปลี่ยนชุดใหม่​ที่บ้าน ​เพราะ​ถ้าขืนกลับ​ไปก็มีหวัง​ได้เจอไม้เรียวรอบสองแน่

ก็เพิ่ง​จะโดนไม้หวายเส้นเท่านิ้วก้อยของคุณครูมาหยก ๆ​ ​จะให้​ไปโดนเรียวมะขามของย่าเข้าอีก...​ ไม่​เอาโว้ย-ทนหน้าด้าน​เอาดีกว่า

บัดนี้วันเวลาแห่งวัยเยาว์​ได้ล่วงเลย​มาเกือบ ๕๐ ปีแล้ว​ ฉัน​กับ​เพื่อน ๆ​ ก็​กำลัง​จะย่างเข้าสู่วัยแก่เฒ่าด้วยกันทั่วทุกคน คุณครูท่านอายุยืน เพิ่ง​จะเสียชีวิต​ไป​เมื่อปีกลาย...​ สิริอายุ​ได้ ๙๒ ปี พวกฉัน​และลูกศิษย์รุ่นอื่น ๆ​ ​ทั้งใกล้​และไกล ​ซึ่งบางคน​ไปทำงานมีครอบครัวอยู่​ต่างจังหวัด ​เมื่อรู้ข่าวก็มาร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพของท่านกันทั่วหน้า

​และภายในงาน ถึง​แม้​จะโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ในการจาก​ไปของครูบาอาจารย์ ผู้​ซึ่ง​เป็น​ที่เคารพบูชาของพวกเรา ​จะมีการสำรวมสงบกายวาจาอย่างสงบเสงี่ยม หาก​แต่​เมื่อนาน ๆ​ ​จะ​ได้เจอหน้าค่าตาพูดคุย​และสอบถามทุกข์สุขกันสักครั้ง ก็อดไม่​ได้​ที่​จะถือโอกาสสุมหัวกันเท้า​ความหลัง...​ ​โดยเฉพาะเรื่อง​​ที่ฉัน​ต้องทนหน้าด้านนั่งแก้ผ้าเรียนหนังสือในวันนั้น​ ​เมื่อเอ่ยถึงมันทีไร ก็มัก​จะชวนให้แตกแขนงลุกลาม​ไปสู่เรื่อง​อื่น ๆ​ ​ที่มันเปิ่น ๆ​ ขำ ๆ​ ให้​ได้หัวเราะกันงอหงาย​ไปเสียทุกคราว

"ไม่มีวันนั้น​อีกแล้ว​นะ- -ไข่นุ้ย"

"อือ...​"

ฉันพยักหน้าแล้ว​รีบก้มมองพื้น

ไม่ใช่อะไร​หรอก น้ำตามัน​จะไหล--อาย​เพื่อน

******************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3437 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง ไม่มีวันนั้นอีกแล้ว
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๖๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-17209 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 12 ก.ค. 2553, 20.08 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น