นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๕ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ความตายของจิตรกร
ลุงเปี๊ยก
...มัน​​จะ​​ต้อง​​เป็นดวงตา​​ที่พบ​​ความจริงแบบฉับพลัน
อาจ​​เป็นแสงแห่ง​​ความจริง​​ที่สาดเข้าในคูหาแห่ง​​ความลวง
​​เป็นเกลียวเชือกการรับรู้​​ที่กว้านดึงผู้คนขึ้น​​จาก​​ความหลงผิดเบื้องล่าง
หรือกระทั่งการเผชิญหน้า​​กับ​​ความจริงของโลกหลัง​​ความตาย...
ตุ้มนาฬิกาบนผนังห้องแกว่ง​ไปทางซ้ายแล้ว​โยก​ไปทางขวา มัน​เป็นนาฬิกากลไกในกล่องไม้ขัดมันสีดำแบบโบราณ มีรูปสลักม้ายกขาข้างหนึ่ง​อยู่​ด้านบน เสียงลานคลายตัวเบาๆ​ ใน​ความเงียบ บนหน้าปัดสีโลหะมันวาวมีเข็มชี้​ไปยังเลขโรมันสองเข็ม ​เป็นเข็ม​ซึ่งเดินวนรอบแกน​โดยไม่เห็นว่ามันเดิน ตอนนี้หน้าปัดบอกให้รู้ว่า​เป็นเวลา ๒๒.๐๔ น.

ชาวโลก​ที่รับรู้เวลาจากนาฬิกาคุณปู่เรือนนี้มีเพียง-​เขา-คนเดียว

ท้องฟ้าภายนอกสว่างเรืองด้วยแสงไฟเมืองกรุง ลมเย็นจากแม่น้ำเจ้า​พระยาพัดโชยมา ​ถ้าสังเกต​จะเห็นกลีบดอกชวนชมบนกระถางสั่นพลิ้ว บนระเบียงแคบของห้องเช่าชั้น​ที่ ๒๑ เรา​จะเห็นจิตรกรหนุ่ม​กำลังกดโทรศัพท์หาหญิงคนรัก "หมายเลข​ที่ท่านเรียก ไม่​สามารถติดต่อ​ได้ในขณะนี้.." นี่​เป็นครั้ง​ที่สามแล้ว​ ​เขาเกลียดเสียงนี้

มัน​เป็นคอนโดฯเก่า สี​ที่​ใช้ทาระเบียงภายนอกซีด​และร่อน ​แม้​จะตั้งอยู่​ท้ายซอย​และห่างแม่น้ำ ​แต่​ความสูงของอาคารช่วยให้มองเห็นแม่น้ำ​ได้ หากมองบนลำน้ำขณะนี้​จะเห็นริ้วคลื่นเล็ก ๆ​ สะท้อนแสงจันทร์ระยิบระยับ เรือบรรทุกทรายผูกติดกัน​เป็นขบวนเหมือนดุ้นไส้กรอก มีเรือยนต์ลำเล็ก​กำลังลากจูงไส้กรอกยักษ์ลอดสะพาน​ไปช้า ๆ​ บนสะพานดวงไฟสีแดงวิ่งไล่กัน​เป็นแถวข้ามฟาก​ไป สวน​กับดวงไฟสีขาวทยอยวิ่งกลับมา มองเลย​สะพาน​ไป​จะเห็นสายน้ำโค้งลับ​ไป​กับเงาทึมของหลังคาบ้านสลับ​กับแท่งตึกสูงทาบขอบฟ้าเรืองสีน้ำเงิน

สี่ทุ่มแล้ว​ ผู้คนจำนวนมากยังกลับไม่ถึงบ้าน

pic_no_3436_1_20600.jpg ชายหนุ่มผละจากระเบียงกลับเข้าห้อง แสงไฟบนเพดานสะท้อนผนังสีขาวให้​ความสว่างทั่วทุกมุมห้อง ภาพ-หน้ากาก- ​ที่วาดค้างไว้สงบนิ่งอยู่​บนขาตั้ง บนผนังด้านขวาแขวนภาพในชุดเดียวกัน​ที่วาดเสร็จแล้ว​ -แรงโน้มถ่วง- ​เป็นภาพเชือกขึงตึงบนลำคอมนุษย์​ที่เลือก​จะยุติวันเวลาของตัวเอง จิตรกร​กำลังสร้างภาพเขียนชุดเผชิญ​ความตาย แสดงเรื่อง​ราว​ที่ทุกคนไม่อยากเผชิญ​แต่หนีไม่พ้น

เสียง-ติ๊กต่อก-ดังท่ามกลาง​ความเงียบ ติ๊ก.. ต่อก.. ติ๊ก.. ต่อก..
ชายหนุ่มอยากรู้ว่าสาวิตรี​กำลังทำอะไร​อยู่​..

รีสอร์ต​ที่เพชรบูรณ์​กับ​เพื่อนอาจารย์กลุ่มใหญ่แย่งตัวคนรัก​เขา​ไปสามวัน เธอ​จะกลับวันนี้​และ​จะมาหา​เขาก่อนเข้าบ้าน ทำไมป่านนี้ยังมาไม่ถึง ทำไม​ต้องปิดโทรศัพท์ด้วย หรือว่า​จะเกิดอุบัติเหตุ

​ความคิดเรื่อง​อุบัติเหตุทำให้กระวนกระวายใจ ​เขากดโทรศัพท์อีกครั้ง "หมายเลข​ที่ท่านเรียก ไม่​สามารถติดต่อ​ได้ในขณะนี้.." กดเบอร์ทิ้ง Sawitree บนจอหาย​ไป 22:37 สว่างเรืองขึ้น​แทน​ที่

การถูกทิ้งให้วนเวียน​กับ​ความไม่รู้​เป็น​ความทุกข์ชนิดหนึ่ง​ ชายหนุ่มวิตก​ไปสารพัดคาดเดาสิ่ง​ที่อาจ​เป็น​ไปวน​ไปวนมา เธอหลบหน้าหรือเปล่า หรือว่า​กำลังอยู่​​กับผู้ชายอื่น..

หลอดฟลูออเรสเซนต์วงกลมบนเพดานเปลือยแสงสีขาวสว่างโร่ โคมแก้วสีขุ่น​ที่เคยห่อหุ้มกระจายแสงถูก​เขาถอดวางซุกอยู่​บนขดเชือกมุมห้อง จิตรกรเดินกลับมาคิดเรื่อง​งาน ภาพ -หน้ากาก- บนขาตั้งถูกทิ้งค้างมาแล้ว​หลายวัน มันใกล้เสร็จแล้ว​เหลือเพียงดวงตาใต้ช่องเจาะของหน้ากาก​ที่เว้นว่าง​เอาไว้ ​เขายังคิดไม่ออกว่า​จะวาดมันยังไง ยิ่งสภาวะชวนกลุ้มอย่างนี้ ​เขายิ่งคิดไม่ออก

ทุกสิ่งในห้องหยุดนิ่ง​และเงียบ ​เขา​ได้ยินเสียงติ๊กต่อกถนัดหูขึ้น​เรื่อย ๆ​ ห้องนี้เงียบเกิน​ไป

ก้าวเดิน​ไปโต๊ะคอมพิวเตอร์ลากเมาส์สะกิดโปรแกรมเพลงขึ้น​มาทำลาย​ความเงียบ จิตรกรเลือกเพลย์ลิสต์​ที่ชื่อ Beethoven sonatas เสียงเปียโนดังขึ้น​กลบเสียงนาฬิกา ท่วงทำนองเนิบช้าของมูนไลท์โซนาต้าท่อนแรกล่องลอยในทุกอณูของอากาศ ภาพบนจอเปลี่ยน​เป็นการเคลื่อนของเส้นสีวูบไหวตามจังหวะดนตรี ​เขาเดิน​ไปปิดสวิทช์ไฟ

​เขายืนอยู่​กลางห้อง​ที่โอบล้อมด้วย​ความมืด​และเสียงดนตรี มีแสงจันทร์ส่องผ่านระเบียงทาบพื้นห้อง บทเพลงอันเกิดจาก​ความรู้สึกของดุริยกวี​ที่มีต่อคนรัก​เมื่อสองร้อยปีก่อน ถ่ายทอดออกมา​เป็นท่วงทำนองของ​ความคิดถึงอย่างอ้างว้างกลางแสงจันทร์ คืนนี้​ความรู้สึกนั้น​ยังสำแดงตนอยู่​ในงานดนตรีของ​เขา

มีเสียงหวูดเรือดังแทรกมาให้​ได้ยิน จิตรกรหวนคิดถึงเมรุเผาศพ​เมื่อตอนบ่าย ​ความตายของ-กล้า-ทำให้ทุกคนหดหู่ใจ กล้าอายุยังน้อยถูกกระสุนปืนเข้ากระโหลกศีรษะ พวกนั้น​ไม่ควรยิง​เขา ​เขาออก​ไปชุมนุมกลางถนนเหมือนคนอื่น เหมือน​ไปร่วมงานมหกรรม ไม่​ได้คิดอะไร​ซับซ้อน กล้าไม่​ได้คิด​จะฆ่า​ใคร ​เขาจึงไม่กลัวว่า​จะมี​ใครคิดฆ่า​เขา

หลังจากวางดอกไม้จันทน์กันแล้ว​ เจ้าหน้า​ที่วัดกดออดไฟฟ้าเสียงดังก้อง​ไปทั่วบริเวณ มันทำทุกคนใจหายวูบ น้ำตา​ที่เอ่อคลอหน่วยร่วงพรู เสียงออดสัญญานดังยาวเกินอึดใจเหมือน​กับหวูดเรือ​ที่​เขา​ได้ยินตอนนี้ ย้ำเตือนให้รู้ว่าถึงเวลา​ที่ร่างของกล้า​จะถูกไฟเผา มนุษย์​ที่จับ​ต้อง​ได้​กำลัง​จะกลาย​เป็นควันสีเทาลอยขึ้น​บนท้องฟ้า ​เพื่อนรักคนหนึ่ง​หาย​ไปจากโลก กลาย​เป็นรูปถ่ายใส่กรอบแขวนบนผนัง


ท่วงทำนองเนิบช้าจากแกรนด์เปียโน ยังคงไต่บันใดเสียงขึ้น​ลงใน​ความเงียบ สาวิตรี.. เธอมัวทำอะไร​อยู่​?

มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น​บนจอคอมพิวเตอร์ จุดสีเหลืองจางเล็กๆ​ กลางจอเปลี่ยนรูปร่างกลาย​เป็น​ใครคนหนึ่ง​ก้าวเดินตรงออกมา ภาพเลือนรางอ้อนแอ้นค่อยชัดขึ้น​ มองเห็น​เป็นหญิงสาวในชุดนอนบางเบาสีเหลืองนวลมีใบหน้าสวมหน้ากากสีขาวเหมือนปูนปลาสเตอร์

ดนตรีเปลี่ยนท่วงทำนองกระชั้นขึ้น​ จังหวะเดินของหญิงนิรนามก้าวตามทำนอง ​และ​ที่สุดเธอก็ก้าวออกมาจากกรอบจอ ชายหนุ่มปิดเปลือกตารำคาญใจตัวเอง ภาพมายาแบบนี้เกิดขึ้น​อีกแล้ว​ ​เขาผละจากหน้าคอมพิวเตอร์​ไปเปิดตู้เย็น ตั้งใจ​จะคว้าขวดเหล้าในช่องฟรีซขึ้น​ดื่ม ​เพื่อให้ดีกรี​ความแรงของสุรากระตุ้นจิตใจให้ตื่นจาก​ความคิดฝัน ​แต่​เขาก็ชะงักมือไว้​เมื่อคิดถึงว่าหากมีกลิ่นเหล้า สาวิตรี​จะไม่ยอมให้เข้าใกล้ ​เขาเอื้อมหยิบขวดน้ำมาดื่มอัก ๆ​ แทน

ปิดตู้เย็นหันกลับมา ภาพหญิงนิรนามยังไม่หาย​ไปไหน ยังคงเยื้องกายร่ายรำทอดเงากลางแสงจันทร์ บทเพลงเปียโนรุกไล่เร็วขึ้น​ ชายหนุ่มเดินเข้าหา มายาภาพเบี่ยงกายหลบ​ไปด้านหลัง ​เขาหันกลับมา นางภูตยิ้มยั่วถอย​ไปมุมห้อง ​เขาตัดสินใจโถมตัวเข้าคว้าร่าง​ที่มองเห็นตรงหน้า นางภูตินิรนามเบียงตัวหนี​ไปด้านหลังอีก จิตรกรซวนเซเสียหลัก นางภูตยกมือผลัก​เขาล้มลง แขนฟาดโดนโคมแก้วสีขุ่นแตกบาดมือเลือดหยดบนกองเชือก

​เขาพยุงตัวขึ้น​นั่ง​กับพื้น ข่มใจคิดทบทวนการกระทำของตนแล้ว​​ต้องหัวเราะ​กับตัวเอง แผลแก้วบาด​ที่ฝ่ามือไม่ลึกนัก ​เขากดแผลห้ามเลือดจนหยุดแล้ว​หาปลาสเตอร์มาปิด

ยังไม่ทัน​ที่​เขา​จะคิดทำอะไร​ เสียงกุกกักตรงประตูก็ดังขึ้น​

ชายหนุมร้องออกมาด้วย​ความปิติ "สาวิตรี" ประตูห้องเปิดออกกว้างแสงสว่างจากทางเดินภายนอกสาดเข้ามาในห้อง

"ทำอะไร​มืดๆ​ คะ​" สาวิตรีส่งยิ้มทักทาย​พร้อม​กับก้าวเข้ามา ขณะหมุนตัวถอดรองเท้า​พร้อม​กับปิดประตู ​เขาเดินข้ามห้องตรงเข้า​ไปกอดเอวจากด้านหลังสูดดมเส้นผม ใน​ที่สุดเธอก็มาถึงเสียที ​ความทรมานจากการรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว​

หญิงสาวปล่อยให้​เขากอดจนพอใจ

"รอนานไหมคะ​" สาวิตรีแหงนหน้าช้อนสายตามอง​เขา ​โดยไม่พูดอะไร​​เขาพลิกร่างเธอหันมา ก้มลงจูบปาก​และรัดวงแขนกระชับขึ้น​ หน้าอกนุ่มแนบร่าง​เขา ริมฝีปากชื้นสนองตอบ​ความคิดถึงแก่​เขาอย่างเต็มใจ ​ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวปลาสนาการ​ไปสิ้น

"คิดถึงละซี้" หญิงคนงามผละออกส่งเสียงเย้า ​เมื่อเธอเห็นแอ่งน้ำใสเอ่อรอบดวงตา ก็รู้ว่าทำให้​เขาทรมานใจ สาวิตรีรู้สึกผิดจึงอธิบายเหตุผลต่างๆ​ให้ฟัง ไม่มีสิ่งใดซับซ้อนโทรศัพท์มือถือแบตเตอรีหมด มีการโอ้เอ้นอกรายการ​ที่ร้านสเต๊ค​ระหว่างทาง

"หิวมั้ย..น้องสาซื้อมาฝากพี่ด้วยนะ" เธอประคองกล่องโฟม​ที่ถือมาส่งให้

​เขารับกล่องโฟม​ไปเก็บในตู้เย็น "ขอบใจมาก คืนนี้ไม่หิวแล้ว​" หันมาสบตาหญิงอัน​เป็น​ที่รัก ดึงเข้ามากอดแล้ว​ก้มลงพูดใกล้หู "พี่หิว​แต่ตัวน้องสา กินเท่าไรก็ไม่เคยอิ่มเลย​"

หญิงสาววาบหวิว​เมื่อ​ได้ฟัง ภูมิใจ​ที่ตนมีอิทธิพลเหนือชายคนรัก จงใจกอดชายหนุ่มเบียดร่างแนบชิดขณะเอ่ยคำปฏิเสธ "คืนนี้ไม่ทันแล้ว​ น้องตั้งใจแวะ​เอาสเต๊คมาให้แล้ว​​จะกลับเลย​ ห้าทุ่มกว่าแล้ว​ น้องสา​ต้องกลับบ้าน"

​เขารู้กฏเกณท์เวลาดี อดเ​คืองไม่​ได้​ที่หญิงสาวมาช้า ช้าจนแทบไม่เหลือเวลาให้​เขาเลย​

สาวิตรีอยู่​​ได้ไม่นานก็รีบผละกลับ​ไป ​ทั้งเธอ​และ​เขาต่างรู้ว่าหากอ้อยอิ่ง​จะกลาย​เป็นเติมไฟให้กันจน​ต้องอยู่​เกินเวลาแน่ จิตรกรตาม​ไปส่ง​ที่ลานจอดรถ ยืนมองไฟท้ายสีแดงเคลื่อนห่างออก​ไป

ขึ้น​ลิฟท์กลับมาพบ​กับ​ความอ้างว้างในห้อง เบโธเฟนโซนาต้าเล่นมาถึงท่อนแรกของงานเปียโนหมายเลข ๘ "Pathetique" บทเพลงเปลี่ยนลีลา​ความคิดถึง​เป็นถ้อยวลีแห่งการปลอบประโลม การ​ได้พบหน้าคนรักเพียงไม่กี่นาทีสั่นคลอน​ความมั่นใจ ช่วงเวลาแห่งการรอคอยหลายชั่วโมงของผู้​เป็นทาส แลก​ได้เพียงห้านาทีของผู้​เป็นนาย ช่าง​เป็นทาส​ที่ไร้​ความสำคัญนัก

ชีวิตยัง​ต้องดำเนินต่อ​ไป ชายหนุ่มเปิดตู้เย็นหยิบเหล้าขึ้น​ดื่มตรงขวด ฤทธิ์​ความแรงของสุรากำซาบลง​เป็นทาง กระตุ้นหัวใจสูบฉีดเลือด​ไปทั่ว ​ความซึมเซาจางหาย​ไป

ภาพสาวิตรีบิดร่างเปลือยเปล่าผุดขึ้น​ในห้วงคิด ส่งเสียงร้องครวญสั่นเครือ ในสายตาของจิตรกรนี่​คือ​ความงดงามของอริยาบทเร่าร้อนบริสุทธิ์ ช่วงขณะ​ที่โลก​ทั้งใบของสาวิตรี​กำลังทะยานขึ้น​สู่จุดสูงสุด เธอ​จะร้องครางน้ำเสียงสั่นออกมา​โดยมิอาจควบคุม ​เขาหลงรักเสียงจากริมฝีปากเผยอใต้ดวงตา​เป็นประกายเยิ้มในกรอบวงหน้างาม ทุกฉากตอนแจ่มชัดในห้วงคิด เธอ​จะอ้อยอิ่งส่งเสียงครางฮืออยู่​อย่างนั้น​ ร่างเปลือยห่อตัวคุดคู้​และผล็อยหลับ​ไปต่อหน้า ​เขาลุกขึ้น​มองภาพนั้น​จนจำ​ได้ติดตา นาฏกรรม​ความสุขของหญิงคนรักเกิดขึ้น​ซ้ำแล้ว​ซ้ำเล่าในห้องเช่าแห่งนี้

นี่แหละ​​คือภาพ​ความสุขของจิตรกรหนุ่ม ควรรู้ว่านาฏกรรมแห่งรักนี้ จุดหมายปลายทางเกือบทุกครั้ง ​คือการปรุงรักให้ฝ่ายหญิงสุขสมเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น​

อาจารย์สาวกึ่งกลัวกึ่งกล้า​กับ​ความสัมพันธ์มาตลอด เธอมิใช่คนเหลวไหล​และไม่อยาก​จะ​ได้ชื่อว่า​เป็นคนเหลวไหล ธรรมชาติของหญิงชายใกล้กันย่อมทำให้คน​ทั้งคู่เกี่ยวพันเกินเลย​ ​เขารักเธอ ​และไม่อยากเห็นคนรักรู้สึกผิดต่อแม่ ต่อ​พระเจ้าของเธอ

การเห็นหญิงอัน​เป็น​ที่รักผล็อยหลับอย่าง​เป็นสุขตรงหน้า ​คือ​ความสุขตามอัตภาพของ​เขา

​เขา​ได้ยินเสียงหวูดเรือดังขึ้น​อีก ลากยาวเหมือนเดิม​แต่ใกล้กว่าเก่า ​ความเศร้ายังอบอวลอยู่​ในทุกอณูของอากาศ ป่านนี้-กล้า-คง​ได้รู้ในสิ่ง​ที่คน​ทั้งโลกยังไม่รู้ แสงเรืองจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ดึงดูดสายตา​เขาให้หันมอง เงาร่างนิรนามเยื้องกายออกมายั่วเย้า​เขาอีกแล้ว​

จิตรกรเดินลากขา​ไปนั่งพิงกำแพงห้อง ปักหลักมองมายาภาพตรงหน้า นึกฉงนว่าทำไมหล่อน​ต้องสวมใต้หน้ากาก ​และมาเต้นยั่วยวน​เขาทำไมกัน นางภูตนิรนามเยื้องกรายร่ายรำราว​กับเพลินอยู่​​แต่ลำพังผู้เดียว เงาร่างนวลเนียนอยู่​ใต้อาภรณ์โปร่งบาง ​แม้​จะปิดบังบางสิ่งจากสายตา​ไป​ได้ ​แต่ปิดกั้นจินตนาการไม่​ได้เลย​ ลีลาการเคลื่อนไหวกระตุ้น​ความอยากเห็นมากขึ้น​อีก

แสงจากระเบียงส่องทะลุเนื้อผ้า​ต้องนวลเนื้อ ​แม้​จะเพียงบาง​ส่วน ​แต่จิตรกรผู้ปักหลักนั่งมองย่อมเห็นปรากฏการณ์เคลื่อนไหวของแสง​และเงา ​เขาย่อมเห็น​ความสั่นไหวเคลื่อนคล้อยของสิ่งนวลเนียนมีน้ำหนัก ตลอดจนแนวโค้ง​และเว้าของภูมิประเทศ เห็นบริเวณ​ที่เข้าลักษณะพื้นราบ​และปริมณฑลของ​ความงามทางอุดมคติ สายตาจิตรกรเห็นสิ่งน่าพิศวง​ทั้งหมดอันธรรมชาติ​ได้สร้างขึ้น​แล้ว​บนเรือนร่างของอิสตรี

​จะขัดตาก็ตรงหน้ากากขาวซีดไร้ชีวิตใบนั้น​

ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลง ​จะมีประโยชน์อะไร​​กับการปล่อยให้ใจรัญจวน​กับแสงเงาในอณูของอากาศ โซนาต้าหมายเลข ๘ ดำเนินมาถึงท่อนอดาจิโอ ท่วงทำนองดนตรีเปลี่ยน​เป็นเนิบช้าโศกเศร้ายอมจำนน ดุริยกวีกลั่น​ความสิ้นหวังในใจตน​เป็นโน้ตดนตรี

แสงจันทร์นวลส่อง​ต้องโคมแตก​และขดเชือกมุมห้อง จิตรกรหนุ่มนั่งหงายหน้าหลับตาพิงผนังห้อง สูงขึ้น​​ไปเหนือศีรษะ​คือภาพเขียน-แรงโน้มถ่วง- ต่ำลงมาบนพื้น​จะเห็น​เขานั่งชันเข่ามีเงาทาบ​ไปตาม​ความยาวของห้อง แสงเรืองบนจอคอมพิวเตอร์ยังคงเคลื่อนไหววูบวาบตามทำนองดนตรี

"​จะมัวนั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่​ทำไมคะ​" เสียงใสคุ้นหูดังแว่วตามด้วยเสียงหัวเราะคิก

"อย่ามายุ่ง​ได้ไหม.." ​เขาลืมตา นางหน้าขาว​ที่มองเห็นนั้น​ดูอย่างไรก็​เป็นสาวิตรี ​เขาจดจำรูปร่างเธอ​ได้ทุกสัด​ส่วน ​ความนวลเนียนของผิวกาย ช่วงขาเรียวยาว เอวคอดบาง เหมือน​แม้กระทั่งหลุมสะดือ ​จะต่าง​ไปก็เพียงสีผิว​ที่ขาวผุดผาด ​และบางใสเหมือนว่าสายลม​จะพัดผ่านร่างเธอ​ไป​ได้

​เขาลุกขึ้น​เดินเฉียดภาพมายา​ไปเปิดตู้เย็น เสียงเพลงดำเนินต่อ​เนื่องมาจนถึงงานไวโอลินโซนาต้าเบอร์เก้า ขณะคว้าขวดเหล้าในช่องฟรีซขึ้น​ดื่มอึกใหญ่ ​เขานึกฉงน-นางมารร้ายทำไมพูด​ได้ด้วย- ดีกรี​ความแรงของสุราแล่นพร่านในช่องปาก ท่วงทำนองจากการเสียดสีของไวโอลินดังกระชั้นรุกไล่​ไปมา กลิ่นเหล้าหอมฟุ้งขึ้น​นาสิกทำให้ตาสว่าง หันขวับกลับ​ไปมอง นางภูตนิรนามยังอยู่​ ลองเอื้อมมือจับแขน​เขายิ่งประหลาดใจทีสัมผัส​กับตัวตนแห่งมายาภาพ​ได้ แถมยัง​ได้ยินเธอหัวเราะเสียงดังกว่าเดิมใส่​เขาอีก

"น้องชอบกลิ่นหอมของเหล้าค่ะ​" หล่อนทำเสียงยั่วเย้า "เวลาจูบปากกัน​จะหวานลิ้น..น้ำลายก็พลอย​จะหอม​ไปด้วย.. น้องชอบจริงๆ​ นะคะ​" ไม่เพียงพูดมายาภาพยังเดินเข้ามาใกล้จนแทบ​จะชิด

"เธอ​เป็น​ใครกันแน่"

"สาวิตรี​ที่ตามใจ​ได้ทุกอย่างไงคะ​"

"​ถ้างั้น..ถอดหน้ากากออก​ได้ไหม"

แทนคำตอบนางภูตถอยร่าง​ไปยืนกลางห้อง ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง มายาภาพไขว้มือผ่านใบหน้าวูบเดียว หน้ากากสีขาวก็หายวับ​ไป ​แม้อาภรณ์โปร่งบางก็ไหลลื่นหล่นลงพื้น​ไปด้วย

ภาพ​ที่เห็น​คือเรือนร่างผู้หญิงยืนเปลือยกายอาบแสงจันทร์ ชายหนุ่มตะลึงมองใบหน้าหญิงอัน​เป็นสุด​ที่รัก เรือนผมหยักศก​และลำคอตั้งตรง หัวไหล่งามกลมกลืน​กับช่วงแขนเรียว เอวคอดเว้ารับ​กับลาดสะโพกผาย จิตรกรไล่สายตาชื่นชมผลงานประติมากรรมจำแลง แสงจันทร์ส่อง​ต้องยอดทรวงอกอวบอิ่ม เห็นกลุ่มไหมหยิกหยอยใต้ลอนท้อง ​และนิ้วเท้าจิกบนพื้นห้อง

ชายหนุ่มเข้า​ไปตระกองกอดร่างคนรักในจินตนาการตน น้ำตาเอ่อท้นด้วย​ความรัก จิตรกรสูดดมเรือนผมหอมกรุ่น​ที่ซบนิ่งอยู่​​กับอก ลูบไล้ท้ายทอย​และแผ่นหลังด้วย​ความหลงไหล ​ความปรีดาสลาย​ความหนักอึ้งของโลก​ทั้งใบให้เบาหวิว ​เขารู้สึกเหมือนล่องลอยพ้นจาก​ความยุ่งเหยิง​ทั้งปวง

​แต่​ความสุขไม่​ได้อยู่​​กับ​เขานาน พักเดียวร่างในวงแขนก็อ่อนยวบไร้มวลลงทีละน้อย สาวิตรี​กำลังสลายร่างกลาย​เป็นไออากาศ จู่ๆ​ก็หายวับ​ไป​กับวงแขน ชายหนุ่มตกใจร้องออกมา "ไหนว่า​จะตามใจ​ได้ทุกอย่าง ทำไม​เป็นอย่างนี้"

"อย่ามัว​แต่ถาม.. คิดเองซะบ้าง" เสียงพูดสุดท้ายลอยมาให้​ได้ยิน

วินาทีนั้น​..ภาพดวงตาในรูปวาดหน้ากากก็ปรากฏขึ้น​ในห้องสมอง ​เขามองเห็นข้อสรุปแล้ว​ นี่​เป็นเรื่อง​ของ -มายาภาพ- ภาพวาดนี้​จะ​ต้องแสดงดวงตา​ที่เพิ่งประจักษ์​กับ​ความจริง ​เป็น​ความจริง​ที่เผยให้เห็น​ความลวง​โดยฉับพลัน


จิตรกรกระตือรือร้น​กับงานในทันที ​เขาเดิน​ไปเปิดสวิทช์ไฟให้แสงสว่างส่องทั่ว​ทั้งห้อง ปิดเสียงเพลงไวโอลิน​ที่รุกเร้าทำลายสมาธิ ​ทั้งห้องสว่างโร่​และเงียบสนิท จิตรกรหนุ่มหยิบพู่กันขึ้น​ผสมสีด้วย​ความปิติ

​เขาเขียนภาพร่างดวงตาหลายแบบ ทดลองผสมสีด้วยวิธีใหม่ ๆ​ จิตใจง่วนอยู่​​กับการคัดเลือกวิธีป้ายสี​เพื่อให้สิ่ง​ที่​เขามองเห็นใน​ความคิดเผยตัวออกมาบนผืนผ้าใบ มัน​จะ​ต้อง​เป็นดวงตา​ที่เพิ่งค้นพบ​ความจริงแบบฉับพลัน อาจ​จะ​เป็นแสงแห่ง​ความจริง​ที่สาดเข้าในคูหาแห่ง​ความลวง อาจ​เป็นเกลียวเชือกการรับรู้​ที่กว้านดึงผู้คนขึ้น​จาก​ความหลงผิดเบื้องล่าง หรือกระทั่งการเผชิญหน้า​กับ​ความจริงของโลกหลัง​ความตาย

​ถ้า​เขาวาด​ได้ดีพอ ผู้​ที่เห็นภาพนี้​จะถูกกระตุ้นให้ระลึกถึงประสบการณ์เชิงประจักษ์​ที่ลืมเลือน​ไปแล้ว​ หรือไม่เคยรู้มาก่อน ​เขาหวังว่าภาพ​จะทำหน้า​ที่ย้ำเตือนให้ระลึกถึงสิ่งอัน​เป็นอมตะจากการ​ได้เห็นดวงตานี้

ด้วยจิตใจ​ที่​เป็นสมาธิ​และ​ความถี่ถ้วนแบบนายช่างผู้​เป็นนายเหนือมือตน ใน​ที่สุด -หน้ากาก- ผลงานชิ้นสุดท้ายในภาพชุดเผชิญ​ความตายก็แล้ว​เสร็จ ​เขาป้ายพู่กันเก็บรายละเอียดรอบสุดท้าย แล้ว​ถอยออกมองภาพเสร็จสมบูรณ์นั้น​

จิตรกรหนุ่มผงะ​กับสิ่ง​ที่​เขาวาดเอง​กับมือ

ดวงตาใต้ช่องเรียว​ทั้งสองบนหน้ากากขาวซีด​ที่​กำลังมองสวนมายัง​เขานั้น​ ​คือดวงน้ำกลมใสบริสุทธิ์ใต้เงามืด--มองเห็นประกายม่านตา​กำลังเบิกกว้างอย่างตระหนก--ใต้เปลือกตาบางใส​ที่พยายามหรี่ลงเขม้นมองอย่างขัดแย้ง

เสร็จสมบูรณ์แล้ว​ ภาพชุด​ที่​เขาหมกมุ่นมาตลอดสองเดือนสำเร็จลงแล้ว​ในคืนนี้ จิตรกรถอนหายใจโล่งอก แปลกใจตัวเอง​ที่ไม่รู้สึกดีใจ ​เขารู้สึกว่า​งเปล่าในจิตใจ ไม่มีอะไร​หลงเหลือให้ทำอีกแล้ว​ ไม่มี​ความสนใจใดๆ​ เหลืออีก ไม่มีอะไร​เลย​

พินิจดูภาพด้วยการปล่อยใจ​ไป​กับสิ่ง​ที่เห็นอีกครั้ง ภาพดวงน้ำใสแจ๋วเบิกกว้างรบกวนจิตใจ​เขา แง่มุม​ความจริง​ที่​ได้รับจากนางภูตกลับมายังห้วงคิด การตระหนักว่าสาวิตรี​เป็นเพียงมายาภาพ​ที่​จะ​ต้องจาก​ไปทำให้​เขาใจหาย นี่​คือข้อเท็จจริงหรือการคาดการณ์​ไปเอง อะไร​​คือ​ความจริงกันแน่ ​เขาไม่รู้เลย​ ​แต่สิ่ง​ที่เกิดขึ้น​แล้ว​​คือ​ความไม่แน่นอน ​ซึ่งสั่นคลอนตัวตน​เขาอยู่​ขณะนี้

ยิ่งเพ่งมองดวงตาใต้หน้ากากจิตใจยิ่งหวั่นไหว ชายหนุ่มละสายตาจากภาพเดิน​ไปปิดสวิทช์ไฟ ​ความมืดเข้าปกคลุมห้องเหลือเพียงแสงจันทร์ส่องสว่างเข้ามาเหมือนเดิม ​แม้​จะมองไม่เห็นภาพแล้ว​ ​แต่ดวงตาเบิกกว้าง​ที่มองมานั้น​ยังติดตา​เขาอยู่​ ​ความมืด​และเงียบสงัดทำให้หู​เขา​ได้ยินเสียงนาฬิกาโบราณส่งเสียงติ๊กต่อกมาให้​ได้ยิน

​เขาคลิกเมาส์เปิดเพลงกลบเสียงนาฬิกา -Kreutzer- ไวโอลินโซนาต้าเบอร์เก้าในบันใดเสียงเอเมเจอร์เริ่มต้นบรรเลงกล่อมห้องอีกครั้ง เสียงไวโอลินอีดออดราว​กำลังครุ่นคำนึงแล้ว​เปลี่ยน​เป็นกระชั้นรุกไล่เสียงเปียโน ทุกวลีกรีดย้ำ​เป็นคำถามแล้ว​กระชากเสียงตอบตนเองด้วยเสียงเร่งเร้าสั้นๆ​ สลับ​กับการดีดสายกระตุก​เป็นช่วง วนเวียน​และคลี่คลายออก​ไปหลายลีลาจนอ่อนล้าเฉื่อยเนือย สักพักก็กลับมาตั้งคำถามซ้ำๆ​ อีก

-ชีวิตก็มีแค่นี้เอง บ่มเพาะ​ความปรารถนาขึ้น​มา ​และมีชีวิต​เพื่อสนอง​ความปรารถนานั้น​ แล้ว​ยังไงอีก..- ชายหนุ่มซึมซับ​ความไร้แก่นสารท่ามกลางเสียงดนตรีอลวน คิดถึงนางภูต​ถ้าโผล่มาคุยกันอีกหน่อย​ก็​จะช่วยคลายเหงา​ได้ ​เขามองแสงเรืองวูบวาบบนผนังตามจังหวะดนตรี​ที่สะท้อนออกจากจอคอมพิวเตอร์ นอกจากเงาตะคุ่มของขาตั้งรูปวาดบนพื้นแล้ว​ ​ทั้งห้องว่างเปล่า -หรือว่าเกิดมา​เพื่อ​ที่​จะตาย​ไป..ก็เท่านั้น​-

pic_no_3436_2_64370.jpg ​ความตาย​คือ​ความสิ้นสุดเด็ดขาดจริงหรือ? โลก​ทั้งใบ​จะหายวับ​ไปหรือว่ายังมีโลกหลัง​ความตายรอเราอยู่​.. ทำไมคนเราจึงมีลางสังหรณ์บอกเหตุ.. แล้ว​โลกใน​ความฝัน​เป็นเพียง​ความคิด​ที่ล่องลอย​ไปใน​ความหลับไหลจริงหรือ? ทำไมเรื่อง​ราวในฝันบางครั้งจริงจัง​และมีรายละเอียดเหมือน​กับ​ได้เกิดขึ้น​จริง.. โลกในฝัน​เป็นสถาน​ที่เดียว​กับชีวิตหลัง​ความตายหรือเปล่า?

​ระหว่างครุ่นคิดระเรื่อย​ไปนั้น​ สายตา​เขาหยุดอยู่​​กับกองเชือกมุมห้อง กวาดสายตา​ไปยังรูป-แรงโน้มถ่วง- แล้ว​สลับกลับมายังกองเชือกอีกครั้ง ​เขาเกิดอยากรู้ว่าคนใกล้ตายรู้สึกอย่างไร อยากทดลองเข้าใกล้สภาวะนั้น​ด้วยตัวเอง ทันที​ที่คิด..จิตรกรเกิด​ความตื่นเต้นจนขนลุก​ไปหมด เดิน​ไปคว้าเชือก​ทั้งขดออกจากเศษโคมแตก แหงนมองตะขอเหล็ก​ที่เคย​เป็น​ที่แขวนพัดลมเพดานแบบเก่ากลางห้อง ทุกอย่างดู​จะ​พร้อม​ไปหมด ​เขาลากเก้าอี้พับมากางออก จัดการให้เชือกคล้อง​กับตะขอทิ้งปลายห้อยลงมา มันแข็งแรงดี

ชายหนุ่มตื่นเต้น​กับ​ความคิดนี้ อะนาดรีลีนหลั่งท่วมร่าง​เขา แค่ยืนคล้องคอไว้ในบ่วง แล้ว​งอเข่าปล่อยให้แรงโน้มถ่วงดึงลำคอไว้​กับเชือก ​เขาก็​ได้​ไปเยือนประตูแห่ง​ความตายแล้ว​ ​เอาแค่พอรู้หรือจับ​ความรู้สึกใกล้ตาย​ได้ก็หยุด เหยียดขายืนขึ้น​หรือเอื้อมมือยุดเชือกด้านบนไว้ก็​จะพาตัวเองออกมาจากอันตราย​ได้ ไม่น่ายาก

สิ่ง​ที่​ต้องทำก็เพียงกะ​ความยาวของเชือกให้ดี ​เขาไม่นึกกลัวเลย​รู้สึกตื่นเต้น​และสนุกจนแทบ​จะผิวปากออกมา พอผูกบ่วง​เป็นวงกลม​ได้แล้ว​​เขาพบว่าเชือกสั้น​ไป ​เขา​ต้องยืนบนเก้าอี้พับจึง​จะย่อเข่า​ได้ ​เขาปีนขึ้น​บนเก้าอี้พับขยับปมบ่วงใหม่ให้​ได้ระยะ​ความยาวเหมาะสมการแขวนคอบนเก้าอี้ ​เขาวัดระยะ​ความสูงอย่างรอบคอบ ไม่นานทุกอย่างก็​พร้อมสำหรับ​ความพิเรนทร์นี้

จิตรกรนึกถึงภาพตัวเองห้อยต่อง​แต่งอยู่​กลางห้อง ​เขาควร​จะเปลือยกายด้วยสิภาพ​ที่เห็นจึง​จะเร้าใจสมบูรณ์แบบ จิตรกรหัวเราะ​กับ​ความคิดพิลึกของตน ​เอาไว้​จะฆ่าตัวตายจริง ๆ​ ค่อยแก้ผ้าละกัน วันนี้แค่ทดลอง​จะแก้​ไปทำไม ​เขาเปิดตู้เย็นหยิบขวดเหล้ามากรอกจำนวนสุดท้ายในขวดลงคอ ครึ้มอกครึ้มใจมาก สมองปลอดโปร่งสบายใจอย่าง​ที่สุด ประสบการณ์คืนนี้อาจสร้างแรงบันดาลใจใหม่เอี่ยม ​เขาอาจ​จะเขียนภาพ​ความตายอีกแบบ​ที่ยังไม่เคยมี​ใครเขียนมาก่อนก็​ได้

จิตรกรขยับเก้าอี้พับให้​ได้ตำแหน่งใต้เส้นเชือก ก้าวขึ้น​ยืน​และจัดการให้ลำคอตัวเองแขวน​กับเชือกทันที ​ความสากของเชือกควั่นแบบนี้ระคายผิวเล็กน้อย เอื้อมสองมือยึดเส้นเชือกเหนือศีรษะไว้ก่อน​เพื่อ​ความปลอดภัย ​เขาสูดลมหายใจเข้าลึก​และยาว ตั้งสติเตรียมรับรู้สรรพสิ่งรอบตัว ​เมื่อ​พร้อมแล้ว​ก็ย่อเข่าปล่อยน้ำหนักตัวถ่วงลำคอทันที

​ความรู้สึกแรก​คือเชือกบาดคอจนเจ็บ เผลอปล่อยมือลงยุดเชือก​ที่ลำคอ ทำให้น้ำหนักตัว​ทั้งหมดดึงเชือกตึงเขม็ง ​ความเจ็บรอบลำคอไม่มี​ความหมาย​เมื่อลมหายใจขาดหาย​ไป ลิ้นถูกดันออกมาจุกปาก ​เขาตกใจยื่นมือไขว่คว้าอากาศ ​และแปลกใจว่าทำไม​เขายื่นมือขึ้น​เหนือศีรษะไม่​ได้ ร่างกาย​เขาดิ้นสะบัดหนีตายตามสัญชาตญาน ​และแทน​ที่​จะเหยียดขา ชายหนุ่มกลับดีดขาพยุงตัวเหมือนคน​กำลังจมน้ำ หลังเท้าข้างหนึ่ง​เตะพนักเก้าอี้ล้มพับลง​กับพื้น

​เขาหน้ามืด​เพราะขาดอ๊อกซิเจน อยาก​จะร้องก็ร้องไม่​ได้ เพียงไม่นานสติสัมปชัญญะก็ตกวูบลงสู่​ความเงียบ ​เขาแปลกใจ​ที่พบว่าขณะใกล้ตายประสาทสัมผัสละเอียดมาก ชายหนุ่ม​ได้ยินเสียงตัวเองหายใจฝืดดังชัด​แต่ไม่มีอากาศเข้ามาในช่องอก สายตาเบิกโพลงมองเห็น​แต่แสงสีขาว ​เขารู้สึกถึงสายลมพัดกรูเข้ามาสัมผัสผิวกาย ​ได้ยินเสียงนาฬิกาดังติ๊กต่อกท่ามกลางเสียงไวโอลินกระชั้นเร่งเร้า ทุกเสียงแจ่มชัดอยู่​ในหัว ​และก่อน​ที่​เขา​จะสิ้นสติ​ไปนั้น​ เสียงหวูดเรือก็ดังขึ้น​จากแม่น้ำ ​เป็นเสียงดังยาว​และชัดราว​กับเรือมาลอยลำอยู่​ในห้อง จิตรกรสะบัดตัวเตะขา​ไปมา​เป็นครั้งสุดท้าย สองมือคว้า​ความว่างเปล่าอีกครั้งก่อน​จะตกลงข้างกาย

จิตรกรหนุ่มขาดใจตาย​ไปอย่างง่ายดาย ชีวิตช่างเปราะบางยิ่งนัก บัดนี้ไวโอลินโซนาต้าดำเนินมาถึงท่อนฟินาเล่แล้ว​.. เรื่อง​ราวควร​จะจบลงเพียงนี้ เว้น​แต่ว่าเรา​จะตามดู​ความ​เป็น​ไปในห้องนี้อย่างมีจินตนาการอีกสักหน่อย​ เรา​จะเห็นนางภูตคนงามสวมหน้ากากขาวซืดเยื้องกายออกมายืนข้างเท้า​ที่แขวนต่อง​แต่งไร้ชีวิตของ​เขา ชั่วขณะนั้น​ผนังห้อง​ทั้งสี่ด้าน​จะล้มครืน​โดยไร้เสียง พื้น​และเพดานรวม​ทั้งเชือกก็​จะเลือนหาย​ไป เหลือไว้เพียงสองร่างลอยอยู่​กลางมหานครยามค่ำคืน

เรา​จะเห็นนางภูตจำแลงไขว้มือถอดหน้ากากขาวเหมือนปูนปลาสเตอร์ออก ​และนำมาสวมบนใบหน้าของจิตรกร ร่าง​เขา​จะกลับมาเคลื่อนไหว​ได้อีกครั้ง

เรา​จะเห็นดวงจันทร์ลอยดวงอยู่​หลังก้อนเมฆ เหนือประกายวิบวับของสายน้ำเจ้า​พระยาอันคุ้นเคย ​และ​จะเห็นว่านางภูตนิรนาม​ที่ยิ้มพรายเคียงข้าง​เขานั้น​ ช่างงดงามน่าหลงไหลไม่ต่าง​กับสาวิตรีหญิงอัน​เป็นสุด​ที่รักของ​เขาเลย​.

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3436 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง ความตายของจิตรกร
ผู้แต่ง ลุงเปี๊ยก
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๕ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๒๖๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงปิง [C-17171 ], [58.10.234.123]
เมื่อวันที่ : 06 ก.ค. 2553, 00.11 น.

กลับมาทันเปิดอ่าน "​ความตายของจิตรกร" รวดเดียวจนจบ ​พร้อม​กับอารมณ์​ที่คล้อยตามตัวละคร​ไปด้วยทุกบรรทัด

โอ้โห..ลุงเปี๊ยกครับ​..บรรยาย​ได้เนียนมาก ​โดยเฉพาะบทไคลแม็กซ์ตอนเชือกรัดคอ ​ได้อารมณ์สมจริง เหมือน​กับ​จะพลอยขาดอากาศหายใจตาม​ไปด้วย เยี่ยมมากครับ​ ​เป็นเรื่อง​สั้น​ที่สมบูรณ์ จนไม่​สามารถอธิบายถึง​ความรู้สึก​ที่อิน​กับเนื้อเรื่อง​​ได้​ทั้งหมด

ขอมอบดอกไม้ให้ด้วย​ความยินดี ​และดีใจด้วยครับ​ สำหรับ​ความพยายามจน​เป็นผลสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุงเปี๊ยก [C-17176 ], [115.67.139.21]
เมื่อวันที่ : 06 ก.ค. 2553, 03.09 น.

ขอบคุณมธุรสวาจาของลุงปิงมากครับ​

​ถ้าชอบฉากตาย อยากขอแนะนำให้คลิกดูคลิปบัลเลต์เรื่อง​ Le Jeune Homme et La Mor (The Young Man And Death) ในยูทูป ผม​ได้แรงบันดาลใจการ​แต่งเรื่อง​จากบทบรรยายบัลเลต์เรื่อง​นี้ในหนังสือบรรเลงรมย์ ๒ ​โดยจิ๋ว บางซื่อครับ​

http://www.youtube.com/watch?v=9GnS2_ECbGM

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : pilgrim [C-17177 ], [202.29.89.1]
เมื่อวันที่ : 06 ก.ค. 2553, 09.59 น.

มาเมนต์สั้นๆ​ ก่อนละกันนะคะ​

บทบรรยาย - บรรยาย​ได้ดีค่ะ​ มีรายละเอียดชัดเจน ทำให้มองเห็นภาพ ​และแฝง​ความรู้สึกซ่อนไว้แบบไม่มิดชิด ​เพราะอยากให้เปิดเผยในบางแง่มุม​ที่​ต้องการถ่ายทอด

​จะว่า​ไป องค์ประกอบของเรื่อง​​กับการบรรยายก็คล้องจองกัน​ได้อย่างเหมาะเจาะ

​ส่วนเรื่อง​บทบรรยายโป๊นั้น​ ก็คง​เป็นธรรมดาของนักเขียนชาย​ที่ไม่​ได้เขียนวรรณกรรมเยาวชน​เพื่อเด็ก ก็คงอยากสอดแทรกจินตนาการใน​ส่วนนี้ไว้บ้าง พิลกริมเห็นนักเขียนชายแทบทุกคน ก็มัก​จะชอบเขียนถึงสรีระผู้หญิงกันแทบ​ทั้งนั้น​ ​ถ้า​จะถาม​ความเห็นในบทบรรยายสรีระ ก็เปรียบเสมือนนิยายอีโรติกทั่วๆ​ ​ไป ​ที่สร้างสีสัน​และจินตนาการให้​กับผู้อ่าน ยังไม่ถึงขนาดยั่วยุทางกามารมณ์ให้​เป็นภัยสังคมค่ะ​

​ส่วน theme เรื่อง​นั้น​ ​ถ้าถาม​ความเห็น​ส่วนตัว พิลกริมว่า มันยังไม่ค่อยชัดเจนนะคะ​ว่า​ต้องการ​จะสื่ออะไร​ ​แต่นี่ก็​เป็นสไตล์การเขียนเรื่อง​สั้นบางสไตล์ ​ที่นักเขียนเรื่อง​สั้นหยิบมา​ใช้ ​เพื่อให้คนอ่านขบคิดว่าเรื่อง​นี้ ​ต้องการสื่อแสดงถึง​ความรู้สึกอะไร​ ต่างคนอ่านก็อาจต่างมุมมอง ก็​เป็นเสน่ห์แบบหนึ่ง​ของการเขียนค่ะ​ ทราบว่า ลุงเปี๊ยก​ได้แรงบันดาลใจมาจากฉากบัลเลต์ด้วย พิลกริมไม่เคยดูเรื่อง​นี้ ​แต่เรื่อง​ของแรงบันดาลใจก็นับว่าดีค่ะ​ ​เพราะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ขึ้น​​ได้ใน​ที่สุด

​ถ้า​จะถามว่าชอบอะไร​มาก​ที่สุดในเรื่อง​นี้ ขอตอบว่า บทบรรยาย​และภาษาอันละเมียดละไม แลดูลุ่มลึก​และ​ได้อารมณ์ค่ะ​ นับว่าลุงเปี๊ยกมีอารมณ์ของศิลปินระคน​กับกวีมากๆ​ เลย​ค่ะ​

สู้ๆ​ ต่อ​ไปนะคะ​ ลองเขียนเรื่อง​หลายๆ​ แนว ​และหาแรงบันดาลใจ​ที่แปลกเปลี่ยน​ไป ​จะคอยติดตามค่ะ​

​ถ้าวิพากษ์แล้ว​ไม่ถูกใจตอนใด ก็อย่าพลอยโกรธกันเสียก่อนนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ป้าบ๊วย / กณิศ เที่ยงธรรม [C-17182 ], [119.42.79.22]
เมื่อวันที่ : 06 ก.ค. 2553, 15.05 น.

บรรยายภาพ​และ​ความรูสึกของการตาย​ได้ดีจังเลย​ค่ะ​...​ดีจนอยากลองตายดูมั่ง
คราวหน้าเขียนให้ดูน่ากลัวหน่อย​ ​จะ​ได้ไม่อยากตาย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : อิติฯ [C-17183 ], [125.24.95.121]
เมื่อวันที่ : 06 ก.ค. 2553, 16.32 น.

ผมชอบรูปแบบการ​ใช้ภาษาของผู้เขียนครับ​
​เอาดอกไม้​ไปเลย​ครับ​ 4 ดอก
​และผมก็อยากเขียนแบบสวยๆ​ให้​ได้สักเรื่อง​
​แต่มันก็คงอีกไกล
จึงขอดูดวิชาจาก ท่านๆ​มือโปร​ไปก่อน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : นาม อิสรา [C-17189 ], [110.49.205.148]
เมื่อวันที่ : 07 ก.ค. 2553, 17.54 น.

ก่อนอื่นก็​ต้องขอออกตัวว่า ผมมิใช่นักเขียนมืออาชีพ​แต่ประการใด ​ความคิดเห็นของผมอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น​ก็​ได้ จึงขอให้ลุงอ่านอย่างวิเคราะห์วิจัย​และเข้าใจในเจตนาของผมนะครับ​

ผมเองนั้น​​ได้ค่ากาแฟมา​กับการส่งเรื่อง​​ไปสำนักพิมพ์ ​โดยผ่านการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจาก​เพื่อนสมาชิกในเว็บบอร์ดบางแห่งมาก่อนอย่างน้อยก็สองสามเรื่อง​ อย่างเช่น "มายลูกศิษ์" ​ที่ตีพิมพ์ในสกุลไทยรายสัปดาห์ ฉบับ​ 2891 นั่นก็เรื่อง​หนึ่ง​ ​และอีกเรื่อง​​ที่​กำลัง​จะตีพิมพ์ใน "เดอะเนชั่น" ประมาณกลางเดือนสิงหาคม (​ได้รับการโทรแจ้ง ​และขอเลขบัญชีธนาคารจากฝ่ายการเงิน) ก็​เป็นอีกเรื่อง​​ที่​ได้ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างหนัก เสร็จแล้ว​ผมก็นำคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น​มาวิเคราะห์ ​และจัดการแก้ไขเสียใหม่ ใน​ส่วน​ที่ผมเห็นด้วย ​แต่ใน​ส่วน​ที่ผมไม่เห็นด้วย ผมก็ยังคงไว้ดังเดิม เสร็จแล้ว​จึงพับใส่ซองส่งสำนักพิมพ์ แล้ว​ปรากฏว่า ผ่านการพิจารณาครับ​

---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​

​ความคิดเห็นของผมต่อเรื่อง​นี้ของลุง มีประมาณนี้ครับ​;




มีเข็มชี้​ไปยังเลขโรมันสองเข็ม ​เป็นเข็ม​ซึ่งเดินวนรอบแกน​โดยไม่เห็นว่ามันเดิน

(อันนี้สับสนครับ​ ​ต้องแก้ใหม่ ​เพราะดูเหมือนข้อ​ความในประโยคมัน​จะขัดแย้งกันเอง ​เมื่อสื่อออกมาแล้ว​ทำให้เข้าใจยาก...​ ​คือผู้อ่าน​เขา​จะคิดว่า เอ๊ะมันยังไง? เดินวนรอบแกน​โดยไม่เห็นว่ามันเดิน ​ถ้าเข็มไม่เดิน ก็แสดงว่านาฬิกาตายซิครับ​ ​เพราะ​ถ้าหากนาฬิกาไม่ตาย ก็​จะ​ต้องเห็น ยืนจ้องให้ดีก็​จะเห็นครับ​ ​โดยเฉพาะเข็มยาว ​จะเห็น​ได้ทุกครั้ง​ที่ลูกตุ้มแกว่งโยกซ้าย-ขวา หรือว่า เกี่ยว​กับข้อ​ความประโยคนี้ของลุง ผมแปล​ความหมายแบบเซ่อซ่า​ไปเองก็ไม่รู้)
---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​-

ทุกสิ่งในภายห้องหยุดนิ่ง ​และเงียบ ​เขา​ได้ยินเสียงแกว่ง​ไปมาของลูกตุ้มนาฬิกาถนัดหูขึ้น​เรื่อย ๆ​

ห้องนี้เงียบเกิน​ไป...​ จิตกรตัดสินใจก้าวเดิน​ไป​ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ ลากเมาส์สะกิดโปรแกรมเพลงขึ้น​มาทำลาย​ความเงียบ ​เขาเลือกเพลย์ลิสต์​ที่ชื่อ Beethoven sonatas

เสียงเปียโนดังขึ้น​กลบเสียงนาฬิกา ท่วงทำนองเนิบช้าของมูนไลท์โซนาต้าท่อนแรกล่องลอยในทุกอณูของอากาศ ภาพบนจอเปลี่ยน​เป็นการเคลื่อนของเส้นสีวูบไหวตามจังหวะดนตรี จิตกรเดิน​ไปปิดสวิทช์ไฟ​และยืนอยู่​กลางห้อง​ที่โอบล้อมด้วย​ความมืด​และเสียงดนตรี มีแสงจันทร์ส่องผ่านระเบียงทาบพื้นห้อง บทเพลงอันเกิดจาก​ความรู้สึกของดุริยกวี​ที่มีต่อคนรัก​เมื่อสองร้อยปีก่อน ถ่ายทอดออกมา​เป็นท่วงทำนองของ​ความคิดถึงอย่างอ้างว้างกลางแสงจันทร์ คืนนี้​ความรู้สึกนั้น​ยังสำแดงตนอยู่​ในงานดนตรีของ​เขา

(ผม​ได้ถือโอกาสทดลองแก้ไข​ทั้งประโยค วรรคตอน ​และการขึ้น​บรรทัดใหม่ มาให้ลุง​ได้เปรียบเทียบกันดูนะครับ​ ​ซึ่งของผมก็อาจ​จะไม่ดีเลิศสักเท่าไหร่ ​แต่อยากให้ลุง​ได้วิเคราะห์ว่าทำไมถึง​ต้องเขียนอย่างนั้น​ หรือ​ต้องจัดรูปแบบเสียใหม่อย่างนั้น​ ​ถ้าไม่เหมาะสมประการใดก็​ต้องขออภัยนะครับ​)​
---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​
มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น​บนจอคอมพิวเตอร์ จุดสีเหลืองจางเล็กๆ​ กลางจอเปลี่ยนรูปร่างกลาย​เป็น​ใครคนหนึ่ง​ก้าวเดินตรงออกมา ภาพเลือนรางอ้อนแอ้นค่อยชัดขึ้น​ มองเห็น​เป็นหญิงสาวในชุดนอนบางเบาสีเหลืองนวลมีใบหน้าสวมหน้ากากสีขาวเหมือนปูนปลาสเตอร์...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.

(ตั้งแต่ท่อนนี้​ไปจนจบ ผู้เขียนเขียน​ได้อย่างถึงแก่นของจินตนาการ เพียงทบทวนตัดคำขาดคำเกินอีกเล็กน้อยก็​จะลงตัวอย่างสมบูรณ์ ​ซึ่งผมอ่านเพลินจนจบ​ไป​โดยไม่รู้ตัวเลย​ครับ​)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : ลุงเปี๊ยก [C-17194 ], [111.84.185.59]
เมื่อวันที่ : 08 ก.ค. 2553, 07.34 น.

@คุณนามฯ ขอบคุณมากครับ​ คุณชี้ให้ผมเห็นพลังของวรรคตอน​และการขึ้น​บรรทัดใหม่ เพียงแค่เพิ่ม​ความใส่ใจ​และถี่ถ้วนขึ้น​ก็​สามารถทำให้ภาพกระจ่างขึ้น​​ได้อีกมาก ​เป็นตัวอย่าง​ที่​เป็นประโยชน์จริง ๆ​ แต๊งกิ้วเวรี่บิ๊กเลย​ครับ​

ประเด็นเข็มนาฬิกา"เดินวนรอบแกน​โดยไม่เห็นว่ามันเดิน" ผมขอดีเฟนด์หน่อย​ แง่ม ๆ​ มัน​เป็นประโยคพาราด็อก​ที่ตั้งใจครับ​ เกิดจาก​ความจริง​ที่ว่าเรามองนาฬิกาทีไร ก็​จะเห็นเข็มมันหยุดนิ่ง

จนเราข้องใจ ​ต้องถึง​กับ​ไปยืนจ้องมันจนเห็นว่ามันเดินคาตาจึงหายข้องใจ ​ความข้องใจนี้เคยเกิดขึ้น​​กับผม ​และคิดว่าคนอื่นก็คงเคยจ้องมันเหมือนกัน ประโยค "เดินวน​โดยไม่เห็นว่าเดิน" จึงเขียนขึ้น​​เพื่อให้ผู้อ่านระลึกถึงประสบการณ์จ้องเข็มนาฬิกาของตัวเอง(​ถ้าเคย)

​แต่ก็ยอมรับครับว่า​ อาจ​แต่งประโยคไม่ดีพอ จึงทำให้เกิดข้อถกเถียงในใจผู้อ่าน​ได้ง่าย ​ซึ่ง​ถ้าเกิดข้อถกเถึยงในใจแล้ว​ ย่อมไม่​เป็นผลดีต่อ​ความเชื่อถือ​ที่ประทับในใจคนอ่าน ​และผม​จะละเลย​ตรงนี้ไม่​ได้เลย​

ผม​จะนำ​ไปคิดต่อครับ​ ว่า​จะจัดการ​กับ​ความขัดแย้งอย่างจงใจนี้อย่างไรดี

@พิลกรม ทำ​เอาผมเขิน ค่า​ที่​เป็นผู้ชายผู้เผลอบรรยายสรีระสตรีซะเยอะแยะ
ว่า​ไปแล้ว​ผู้หญิง​คืองดงามน่าประทับใจจริง ๆ​ นี่นา -- ผมเรย.. เก็บอาการไม่อยู่​ แง่ม ๆ​

ยอมรับว่า "ใส่" เยอะเกินจำ​เป็น​ไปหน่อย​ (​แม้​จะหั่นทิ้ง​ไปบ้างแล้ว​ แฮ่ๆ​)​

​จะบอกว่า ผมน่ะอยากอ่านบทบรรยายสรีระผู้ชาย​โดยนักเขียนหญิงเหมือนกันนะ มี​ใคร​จะช่วยสงเคราะห์ให้มั่งเนี่ย

@อิติฯ ผมตามอ่านผลงานคุณอิติอยู่​นะครับ​ คุณมีแนวทางเขียน​ที่มีเสน่ห์อยู่​แล้ว​ ​โดยเฉพาะ​ความสด ไลฟ์ลี่มาก อ่านแล้ว​สบายใจ ผมไม่เคยเขียน​ได้อย่าง​ที่คุณเขียนเลย​ ศักยภาพของคุณน่ะโปรอยู่​แล้ว​ ขอบอก

@ป้าบ๊วย กณิศ เ​ที่ยงธรรม ขอบคุณ​ที่แวะมาเยือนครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : กัลปจันทรา [C-17197 ], [74.46.210.229]
เมื่อวันที่ : 09 ก.ค. 2553, 03.54 น.

​เป็นเรื่อง​สั้นเรื่อง​แรก​ที่บรรยายร่างกายของหญิงสาวราว​กับเรื่อง​ยาว สำนวนดีนะคะ​ ​แต่การ​ที่บรรยายยาว​และทำให้เห็นภาพหลายอย่างทำให้โฟคัสออกนอกเรื่อง​ ​เป็น​ความเห็นของพี่นะคะ​

ด้วย​ความปรารถนาดี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๙ : ลุงเปี๊ยก [C-17198 ], [111.84.161.44]
เมื่อวันที่ : 09 ก.ค. 2553, 05.54 น.

คอมเม้นต์พี่กัลป์ฯทำให้ผม​ต้องคิดซ้ำสองหน ​เพราะคุณสรองเคยติงมาหนนึงแล้ว​ว่า ผมเขียนเรื่อง​สั้นเหมือนนิยาย ยังไงก็​ต้องรับฟัง​และปรับปรุง ยอมรับว่าทำให้โฟกัสของเรื่อง​พร่าเลือน​ไปจริงๆ​ ​และน่า​จะ​เป็นเหตุผล​ที่ทำให้เรื่อง​ตอนต้น "อืดอาด" ตาม​ที่คุณนามฯ ​ได้กรุณาบอกไว้ตั้งแต่แรกด้วย

ขอบ​พระคุณมากครับ​ ผม​จะ​ต้อง​เอาหัวโขกกำแพงสักสามโป้ก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๐ : Rotjana Geneva [C-17199 ], [81.62.171.74]
เมื่อวันที่ : 09 ก.ค. 2553, 13.50 น.

สวัสดีค่ะ​ ลุงเปี๊ยก

เข้ามาอ่านสองสามเ​ที่ยวแล้ว​ ​แต่ยังสรุป​ความเห็นของตัวเองไม่​ได้

​ต้องออกตัวก่อนว่า ปกติรจนาไม่ชอบอ่านงานเขียนแนวนี้เท่าไรค่ะ​ ​เพราะรู้สึกกลัว​ที่​จะรู้จัก​ความรู้สึกในใจของมนุษย์ ​โดยเฉพาะ​ความรู้สึก​ที่จบลงด้วยการทำลายชีวิตของตัวเองอย่างโง่เขลาสิ้นดี

​แต่​ที่พูดนี้ไม่​ได้หมาย​ความว่า รจนา​จะมองข้าม​ความประนีตในการลำดับเรื่อง​​และการเรียบเรียง​ความคิดของผู้เขียนนะคะ​

​และรจนาตระหนักดีว่า มีมนุษย์จำนวนหนึ่ง​​ที่จบชีวิตของตัวเองลง​โดยไม่มีเหตุผลอะไร​เลย​ จิตรกรอาจ​เป็นมนุษย์แบบหนึ่ง​​ที่มี​ความอ่อนไหว​เป็นพิเศษ ​แต่คนอาชีพอื่นก็ถึงจุด​ที่หลุดโลก​ได้เหมือนกัน ไม่ยกเว้น

ดังนั้น​งานเขียนของลุงฯจึงถือว่า ช่วยให้มองเห็นจุดเปลี่ยนในใจคนให้ข้ามเส้น​ระหว่าง​ความรักในคุณค่าของชีวิต​ไปสู่​ความหลอกลวง​และเพ้อฝัน

​เอา​เป็นว่า ​เอาจุดเด่นก่อนแล้ว​กัน

แรกสุด มองเห็น​ได้ชัดเลย​ว่าผู้เขียนมี​ความพยายามขัดเกลาการ​ใช้ภาษาให้ไพเราะ​และแตกต่าง มีการ​ใช้สำนวน​ที่ไม่คุ้นเคย​เพื่อตรึง​ความสนใจของผู้อ่าน เช่นเรื่อง​นาฬิกา​ที่คุณนามฯท้วงมา ​แต่สำหรับรจนาเห็นด้วย​กับลุงฯว่า เวลาเรามองนาฬิกา​แต่ละครั้ง (หากไม่มีเข็มวินาที) ​จะรู้สึกไม่เห็น​ความเคลื่อนไหวเลย​ รู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง ​แม้ว่า​ที่จริงเราก็รู้ว่าเวลาเดิน​ไปข้างหน้าตลอด ​และไม่ย้อนกลับ

​ความกล้า​ที่​จะ​ใช้วลี​ที่ไม่คุ้นเคย​เป็นเสน่ห์อย่างยิ่ง ลุงเปี๊ยกทำสิ่งนี้​ได้ดีมาตลอด สังเกตจากงานเขียนอื่น ๆ​ ด้วย

อย่าง​ที่สอง เห็นว่าผู้เขียนทำงานอย่างหนักจริง ๆ​ มี​ความตั้งใจสูง​ที่​จะถ่ายทอดอารมณ์​ความรู้สึกของตัวละคร ​ซึ่งอ่าน​ไปแล้ว​เหมือน​กับ​จะรับรู้ "การดิ้นรน" ของผู้เขียน​ที่​จะบอกเล่าเรื่อง​ราวในใจของตัวละครผ่านตัวอักษร​ไป​พร้อมกัน (​คือ คน​ที่ดิ้นรนมีจิตรกรหนึ่ง​คน ​และผู้เขียนหนึ่ง​คน) มองเห็น​ความ​เป็นอันหนึ่ง​อันเดียวกันค่ะ​

อย่าง​ที่สาม การเขียนเรื่อง​​ที่ละเมียด ละเอียดต่ออารมณ์ ​โดยเฉพาะ​ความหวั่นไหวของจิตรกร​ที่อยู่​ในโลกมายา จนจบด้วยการปลิดชีวิตของตนเอง​เป็นเรื่อง​​ที่น่า​จะเขียน​ได้ยาก​ที่สุด ​ต้องขอแสดง​ความยินดี​ที่ลุงเขียน​ได้จนจบ ​ความรู้สึกของคนใกล้ตาย​เพราะเชือกรัดคอ หายใจไม่ออกนั้น​ เข้าใจว่าลุงคงไม่เคยมีประสบการณ์ตรง ​แต่ลุงอาจ​จะศึกษามาบ้างว่าน่า​จะมีอาการ​เป็นอย่างไร อันนี้ขอชมค่ะ​ สัมผัส​ได้ว่าพยายามเขียนออกมาให้เข้าใจง่าย ๆ​ ​ที่สุด เช่น ลิ้นจุกปาก ยกมือไม่ขึ้น​ ฯลฯ รจอ่านแล้ว​ไม่รู้สึกสยดสยอง

คราวนี้มา​ส่วนวิจารณ์​เพื่อสร้างสรรค์ค่ะ​

รจคิดว่าหาก​ได้อ่านเรื่อง​ราว​ทั้งหมด​โดยไม่ตัดทอนให้สั้นลง อาจ​จะเห็นลำดับ​ความคิด​ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านี้ ​และ​ได้อรรถรสของภาษาอย่างเต็ม​ที่

​แม้ว่าลุง​จะบรรยายบางเรื่อง​อย่างละเอียด ​แต่ลำดับเรื่อง​มันดูห้วน ๆ​ ​ไปนิดนึง เช่นตอนจบชีวิตของจิตรกรน่า​จะมีอะไร​​ที่อ้อยอิ่งกว่านี้ ​เพราะ​ความตาย​เป็นเรื่อง​ยิ่งใหญ่ (ในสายตาของ​เขา) นี่อาจ​จะ​เป็นผลจากการพยายามหั่นให้สั้นลง ​โดย​ต้องทิ้งจุดเชื่อมต่อ​ไป อย่างน่าเสียดาย

รจเห็นด้วย​กับพี่กัลป์ว่าลักษณะการบรรยายทละเอียดมาก จนดูเหมือนไม่ใช่การบรรยายแบบเรื่อง​สั้น ตอนเริ่มอาจย่อหน้าแรก ๆ​ ก็รู้สึกเช่นนี้ ​แต่รจก็เข้าใจว่า​เป็นการบรรยาย​ที่เหมาะ​กับเรื่อง​​ที่​ต้องการเล่า ​เพราะ​เป็นการเพาะบ่ม​ไปถึงจุดว่าทำไมจิตรกรจึงฆ่าตัวตายใน​ที่สุด

รจคิดว่าตอนใกล้จบ​ที่ลุงบรรยายว่า "จิตรกรหนุ่มขาดใจตาย​​ไปอย่างง่ายดาย ชีวิตช่างเปราะบางยิ่งนัก บัดนี้ไวโอลินโซนาต้าดำเนินมาถึงท่อนฟินาเล่แล้ว​​.. เรื่อง​​ราวควร​​จะจบลงเพียงนี้ เว้น​​แต่ว่าเรา​​จะตามดู​​ความ​​เป็น​​ไปในห้องนี้อย่างมีจินตนาการอีกสักหน่อย​​"

​ที่จริงอาจ​จะไม่​ต้องเล่าอย่างนั้น​ ​แต่เล่า​ไปเลย​ว่า "นางภูตคนงามสวมหน้ากากขาวซืดเยื้องกายออกมายืนข้างเท้า​​ที่แขวนต่อง​​แต่งไร้ ชีวิตของ​​เขา ชั่วขณะนั้น​​ผนังห้อง​​ทั้งสี่ด้าน​​จะล้มครืน​​โดยไร้เสียง พื้น​​และเพดานรวม​​ทั้งเชือกก็​​จะเลือนหาย​​ไป เหลือไว้เพียงสองร่างลอยอยู่​​กลางมหานครยามค่ำคืน เรา​​จะเห็นนางภูตจำแลงไขว้มือถอดหน้ากากขาวเหมือนปูนปลาสเตอร์ออก ​​และนำมาสวมบนใบหน้าของจิตรกร ร่าง​​เขา​​จะกลับมาเคลื่อนไหว​​ได้อีกครั้ง"

​เพราะรจคิดว่า​จะ​ได้อารมณ์สมบูรณ์กว่าการถอยออกมาเล่าเรื่อง​แบบบุคคล​ที่สาม ​ที่ว่า "เว้น​​แต่ว่าเรา​​จะตามดู​​ความ​​เป็น​​ไปในห้องนี้อย่างมีจินตนาการอีกสักหน่อย​​"

รจเพียงคิดว่า การแนะนำคำว่า "เรา" มาในตอนจบทำให้อารมณ์สะเทือนจาก​ความตายเลือนหาย​ไปทันที ​และทำให้การจบของเรื่อง​โรแมนติคน้อยลง (หากนั่น​เป็น​ความประสงค์ของลุงฯ​ที่​จะเห็นจบแบบนั้น​นะคะ​) ​และ รจเห็นว่า ผู้เขียนไม่​ได้เปิดเรื่อง​แบบมี "เรา" ​เป็นผู้สังเกตการณ์มาตั้งแต่ต้น

สุดท้าย​คือลักษณะการเล่าเรื่อง​ค่ะ​ ​คือผู้เขียนเหมือน​จะเล่าเรื่อง​ผ่านสายตาของจิตรกร​เป็น​ส่วนใหญ่ สลับ​ไป​ที่สายตาบุคคล​ที่สาม (คนอ่าน) รจคิดว่าหากรักษาไว้มุมมองเดียวจนถึงจุด​ที่จิตรกรขาดใจน่าใจดีกว่า หรือเล่า​ไปในสายตาของจิตรต่อหลัง​ความตายก็​ได้หาก​ต้องการ

ตัวอย่าง ประโยค​ที่ว่า "หญิงสาววาบหวิว​​เมื่อ​​ได้ฟัง ภูมิใจ​​ที่ตนมีอิทธิพลเหนือชายคนรัก จงใจกอดชายหนุ่มเบียดร่างแนบชิดขณะเอ่ยคำปฏิเสธ" อาจทำให้สั้นลง​โดยเล่าว่า "สาวิตรีมอง​เขาด้วยสายตาวาบหวิว เธอกอดชายหนุ่มเบียดร่างแนบชิดขณะเอ่ยคำปฏิเสธ" ​ทั้งนี้​เพื่อรักษามุมเล่าเรื่อง​ให้มองจากสายตาจิตรกรตลอดเวลา

สรุป​คือ ​เป็นงานเขียนชั้นดีค่ะ​ คำแนะนำเหล่านี้ก็​เพื่อช่วยกันอภิปรายให้กว้างขวาง ​และแสดงมุมมองของนัก(อยาก)เขียนคนอื่น ๆ​ ฉันท์มิตรนะคะ​ อย่า​ได้กังวลหรือเครียด​กับการ​ต้องนำ​ไปปรับเสีย​ทั้งหมด

เหมือน​ใครปรุงอาหารอะไร​ บางคนชอบรสเผ็ด บางคนชอบรสเปรี้ยว บางคนชอบรสหวาน เราไม่ว่ากัน สำคัญว่าแกงอร่อยไหม

แกงถ้วยนี้ของลุงเปี๊ยกมีไก่ มีผัก มีเครื่องแกง รสอร่อยแล้ว​ค่ะ​ คนชิมอาจ​จะคิดว่าเค็มน้อย​ไป เผ็ดน้อย​ไป หวานน้อย​ไป มันน้อย​ไป หรือน่า​จะเติมอะไร​ ​เป็นเรื่อง​ของรสนิยมแท้ ๆ​ เลย​ค่ะ​

ขอให้มี​ความสุข​กับการเขียนต่อ​ไปนะคะ​ รจก็​จะ​ได้มี​ความสนุก​กับการอ่านเหมือนกัน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๑ : unclepiak [C-17200 ], [111.84.128.3]
เมื่อวันที่ : 10 ก.ค. 2553, 08.39 น.

ชอบใจคุณรจฯจริงๆ​ ​ที่มองเห็นสภาพการดิ้นรนของคนเขียน มัน​เป็นเช่นนั้น​ครับ​ ​ความท้าทายอย่างมากในการนำพาอารมณ์ตัวละคร​ไปถึงจุด​ที่​จะฆ่าตัวตายนั้น​ ยากเกินมือใหม่​จะทำ​ได้ ลงท้ายก็​ต้อง​ใช้วิธีอยากรู้อยากเห็นของจิตรกร ​ที่ก่อให้เกิด​ความผิดพลาดถึงตายแทน

ผมยังไม่เคยลองแขวนคอตายด้วยตัวเองสักที ​แต่สภาพขาดอากาศหายใจนั้น​ ผมจำมาจากการแก้ปัญหา "สะอึก" ครับ​ ผม​จะนำถุงก็อปแก็บมาปิดปากปิดจมูกให้สนิท ​และหายใจในถุงนั้น​จนอ๊อกซิเจนหมด สภาพตอนนั้น​​จะหายใจไม่ออก​และอาจขาดใจตาย​ได้เหมือนกัน พอตาเหลือก​เพราะเกิดขาดอากาศขึ้น​มา เราก็ลืมสะอึก​ได้​เป็นปลิดทิ้งทุกที

ตอนเขียนบรรยายตอนท้าย ผมก็ทำแบบนี้อีก​และจำ​ความรู้สึกจากประสบการณ์ตรงมา​ใช้ครับ​ ไม่แน่ใจว่า​จะถูก​ต้อง​กับการแขวนคอตายจริง ๆ​ หรือเปล่า คน​ที่รู้ก็มาบอกเราไม่​ได้แล้ว​ซะด้วย แง่ม ๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๒ : add [C-17249 ], [222.123.114.126]
เมื่อวันที่ : 25 ก.ค. 2553, 06.22 น.

เฮ่อ ...​ ​ต้องขอบอกว่า "ทำไมจิตรกรคิดอะไร​โง่ๆ​อย่างนี้นะ" เรื่อง​นี้ห้ามเด็กอายุไม่ถึง 18 ปีอ่าน

เรื่อง​ราวรายละเอียด การบรรยายของลุงเปี๊ยกก็งดงามดี (​แต่น่า​จะมีภาพบรรยากาศ กลิ่นอายของคนเขียนภาพแทรกอยู่​ เช่น มีภาพเก่าๆ​วางอยู่​ มีแผ่นเฟรม สี ​และหยากไหย่ ​คือมี​ความสกปรก เกะกะ เลอะเทอะ เปื้อนสี ฯลฯ) ​แต่​เมื่ออ่านจบแล้ว​ เหตุผล​ทั้งหมดไม่น่า​จะรองรับ​ความตายของจิตรกรคนนี้​ได้

​ถ้า​เขาอยากวาดรูปเกี่ยว​กับ​ความตาย ​เขาน่า​จะฆ่าคนอื่นให้ตาย ​จะ​ได้ัสังเกตพฤติกรรมมาวาด นี่​จะ​ได้ชื่อว่า​เป็นจิตรกรโรคจิต

​จะว่า​เขากินเหล้า​เมื่อเมาแล้ว​ทำซ้ำ​คือชอบทดลองตาย อันนี้ก็ไม่มีเขียนถึง

เรื่อง​หญิงคนรักก็ไม่​ได้มีปัญหามาก ​คือมีบ้าง มี​แต่ภาพหลอน ภาพมายา ​ซึ่งไม่​ได้ให้น้ำหนักให้เกิดการฆ่าตัวตาย

​ความจริง ภาพนาฬิกาเก่า ภาพมายา อะไร​ๆ​เกิด​เป็นเรื่อง​ซ้ำๆ​​ต้องส่งผลต่อจุดไตลแม็กซ์ในตอนจบ ​(แบบหนังเรื่อง​ Groundhog day)​ ซ้ำๆ​ๆ​หลายครั้งในทางเดียวกันแล้ว​จึงตัดสินใจสุดท้าย

สรุปตาม​ความเห็นตัวเอง คิดว่า บรรยายดี ​แต่เรื่อง​ตอนจบ มันน่า​จะใช่เลย​ ​แต่มันไม่ไช่เลย​


ขอทักท้วงคำผิด พริ้ว ​เป็นพลิ้ว
ทะยอย ​เป็น ทยอย

ขอคารวะใน​ความขยันหมั่นเพียรค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๓ : ลุงเปี๊ยก [C-17251 ], [111.84.57.94]
เมื่อวันที่ : 25 ก.ค. 2553, 06.52 น.

แฮ่ ๆ​ ขอ​เอาหัวโขกกำแพงอีกสามโป้ก
เรื่อง​นี้ ผมนึกว่าคุณแอ๊ด​จะชอบ หลงคิดว่าเจ๋งแล้ว​เชียว

ป้าดดด.. ผิดอีกแล้ว​
ทยอย ทยอย ทยอย ทยอย
พลิ้ว พลิ้ว พลิ้ว พลิ้ว ผมควรโดนเขกเข่าด้วย ​เพราะผิดซ้ำซาก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๔ : แก้มแหม่ม [C-17297 ], [202.90.6.36]
เมื่อวันที่ : 05 ส.ค. 2553, 15.00 น.

ขออภัยค่ะ​ เข้ามาแอบอ่านงานในเวปนี้มาหลายครั้งแล้ว​ (ตั้งแต่ค้นพบ)
เพิ่งมีงานเขียนชี้นนี้แหละ​ค่ะ​​ที่อยากเข้ามาเม้นท์ด้วย
​เพราะมันดู​เป็นงานเขียนระดับขาย​ได้เงิน แบบ​ที่เห็นอยู่​ทั่ว​ไป
​แต่​ที่เห็นอยู่​ทั่ว​ไป ​ที่ทำขายกัน บางครั้งก็ไม่​ได้​ความ (​คือไม่ชอบ...​​ความเห็นเฉพาะตัว)
อ่านแล้ว​รู้สึกว่า​คุณมีฝึมือมากค่ะ​
ชอบค่ะ​ ​แต่ก็ชอบแบบงานอื่นๆ​ ของคุณด้วยนะคะ​
อย่าเขียนสไตร์ (เขียนถูกเปล่าเนี่ย) นี้​ไปเรื่อย ๆ​ นะคะ​ เปลี่ยน​ไปเปลี่ยนมาดีกว่า
แฟน ๆ​ (อย่างดิฉัน) ไม่ชอบ นาน ๆ​ อ่านทีก็ดีค่ะ​ ไม่อยากเครียดเกิน​ไปค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๕ : ลุงเปี๊ยก [C-17314 ], [1.46.102.37]
เมื่อวันที่ : 06 ส.ค. 2553, 06.39 น.

@แก้มแหม่ม ขอบคุณ​ที่แวะมาอ่านครับ​
​เป็นเกียรติมาก​ที่ช่วยคอมเม้นต์ให้ คนเขียน​ได้​กำลังใจกลับมาทันที
แวะมาอีกบ่อย ๆ​ นะครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น