นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓
พระจันทร์ครึ่งเสี้ยว
นายอิติฯ
...ม้านั่งหินอ่อนสภาพกลางเก่ากลางใหม่​​ที่วางตั้งใต้ต้นไม้ ถูกปัดลูบด้วยมือเปล่าๆ​​อย่างช้าๆ​​ แทบทุกวันฉัน​​จะปลีกตัว ​​เพื่อเข้ามานั่งสัมผัส​​ความเงียบสงบรับลมโชยเ...
ม้านั่งหินอ่อนสภาพกลางเก่ากลางใหม่​ที่วางตั้งใต้ต้นไม้ ถูกปัดลูบด้วยมือเปล่าๆ​อย่างช้าๆ​ แทบทุกวันฉัน​จะปลีกตัว ​เพื่อเข้ามานั่งสัมผัส​ความเงียบสงบรับลมโชยเบาๆ​ของสวนแห่งนี้ หลังจากหย่อนก้นลงนั่งสักครู่ ร่มเงาไม้​และลมเย็นเอื่อยๆ​ทำให้ฉันค่อยผ่อนคลายลง เสียงอื้ออึงจากถนนใหญ่แว่วดังมา​เป็นระยะ มัน​เป็น​ที่​ที่แออัดคละคลุ้ง​ไปด้วยฝุ่นควันจากท่อไอเสีย ​ที่หลายๆ​คนอยากหลีกเลี่ยง

ฉันเริ่มปล่อย​ความคิด​และมองภาพรอบๆ​กาย ต้นไม้น้อยใหญ่ถูกปลูกเว้นห่างจัดวางด้วยม้านั่งเกือบ​จะทุกต้น เวิ้งหญ้าสีเขียวซีด​ที่เพิ่งผ่านการตัดมาไม่กี่ชั่วโมงชวนให้สบายตา ฉันพยายามหามุมสงบในเมืองใหญ่ มามอบให้ตัวเองทุกครั้ง​ที่มีโอกาส การ​ได้เห็นคนวิ่ง ​ได้เห็นคนเดิน เห็นคนนั่งคุยกัน​เป็นกลุ่ม​เป็นคู่ ทำให้ฉันมี​ความสุข ​และเพลิดเพลิน​กับการปล่อย​ความคิดให้​เป็นอิสระ​กับภาพเหล่านั้น​

"ใช่สินะ..​เป็นคู่ เหตุใดล่ะ...​ฉันจึง​ต้องมานั่งโดดเดี่ยว"
ฉันก็แค่ลองถามใจตัว​ไปเช่นนั้น​เอง ฉันเคยมีคนรัก​ที่ชอบพอกันสมัยเรียน กระทั่งมาอยู่​กินด้วยกัน ​แต่ชีวิตคู่ของฉันก็​ไปไม่รอดถึงฝั่งฝัน ​จะด้วยนิสัยการรักชนิดปักอกของฉันหรือเปล่า ​ที่ทำให้​ความรักครั้งนั้น​มันจบลง​และผ่าน​ไป หรือ​ความไม่​เอาไหนของคนรัก ฉันเองก็ชัก​จะไม่แน่ใจ ​แต่ฉันก็ไม่​ได้เรียกร้องโหยหา​กับเรื่อง​นี้มากนัก

ฉันอายุ ๓๐ ปีแล้ว​​แต่หากไม่บอก​ใครว่าฉันอายุเท่าไหร่ ก็คง​จะคาดเดา​ได้ยากยิ่ง รูปร่าง​ที่เล็กเพรียว​แต่ดูสม​ส่วน ผิวพรรณยังเปล่งปลั่ง อีก​ทั้งผมดำสีขลับ ดัด​เป็นลอน บุคลิกดูปราดเปรียวของฉัน ​ถ้าไม่​เป็นการเข้าข้างตัวเอง ​ใครๆ​ก็​ต้องบอกว่าฉันสาวกว่าอายุจริงเลย​ทีเดียว

ฉันนั่งมองผู้คนรอบๆ​ข้างจนพอใจ จนมาสะดุด​กับคนหนุ่มสาว​ที่มา​เป็นคู่อีกครั้ง ​และครอบครัวพ่อแม่​และลูกน้อย​ที่เดินเตาะแตะ เสียงรองเท้าดังปี๊ดๆ​ตามก้าวย่าง แลดูพวก​เขาช่างน่ามี​ความสุขเสียจริง

ภาพเหล่านั้น​มันทำให้ฉันอด​ที่​จะคิดถึงชีวิตวัยหนุ่มสาว​ที่ดูไร้ค่า อีก​ทั้งชีวิตคู่​ที่ล้มเหลวของฉันขึ้น​มาอีกครั้ง ​ซึ่งบางครั้ง...​.ฉันเองก็เข้าใจ ​และคล้ายเหมือนว่า​จะลืมมัน​ไป​ได้แล้ว​เสียด้วยซ้ำ ฉันกระพริบตาหลับสูดลมหายใจเข้าปอด ชั่วครู่นั้น​รายละเอียดย่อยยิบก็พรั่งพรูเข้ามาสู่ห้วงสำนึกของฉัน กระพุ้งแก้มเกร็ง​เมื่อฟันกรามของฉันถูกขบกัดแน่นจนรู้สึกว่า​มันชัก​จะเริ่มเจ็บ ฉันคิด​แต่เพียงว่า แฟนฉันมัน​เป็นคนไม่​เอาไหน คิดๆ​แล้ว​มันยังเจ็บใจอยู่​ไม่หาย

ฉันจำใจ​ต้องลุกขึ้น​ยืนถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่​สองสามครา ​เมื่อเรื่อง​ราวในวันเก่าๆ​มันผุดขึ้น​มาอย่างต่อ​เนื่อง ​ซึ่งมันไม่​สามารถทำให้ฉัน​ต้องทนนั่งอยู่​ต่อ​ไป​ได้อย่างสบายใจ ฉันออกเดินทอดน่อง​ไปช้าๆ​​เพื่อหวังผ่อนคลายเรื่อง​​ที่เวียนวนอยู่​ในหัวขณะนี้

เสียงคนทักทายกันอย่างสนุกสนาน​และเริ่มดูอึกทึกขึ้น​เรื่อยๆ​ ​เมื่อผู้คนในสวนเริ่มมากขึ้น​ ฉันเดินมาหยุดกลางลานหญ้า ก่อนหันหลังกลับ​ไปยัง​ที่นั่งเดิม ​โดยบัดนี้มัน​ได้ถูกจับจอง​ไปเสียแล้ว​ ครั้น​จะเดินย้อนกลับ​ไปทวงถาม​ที่นั่งคืน นั่นคง​เป็นการกระทำ​ที่ไม่เข้าท่า​และน่าละอายพอดู ภายหลังจาก​ที่ฉันสอดส่ายตาชะเง้อหน้าหันมองหา​ที่นั่งใหม่อยู่​เพียงชั่วครู่เดียว พลันสายตาก็พบ​กับเป้าหมาย​ที่​เป็นม้าหินอ่อนตัวใหญ่อยู่​ห่างตรงหน้าสักประมาณ ๕๐ เมตรเห็น​จะ​ได้ ฉันก้าวย่างอย่างเนิบๆ​ตรง​ไปยัง​ที่หมายทันที

ผู้คนเริ่มทยอยเข้าสวนมาอย่างไม่ขาดระยะ มากหน้าหลายตาหลากหลายรูปพรรณ บางคนบางกลุ่มก็มีการส่งเสียงดังกรี๊ดกร๊าดดังมาให้​ได้ยิน​เป็นครั้งคราว บางคนก็วิ่งวน​ไปมาดูเริงร่า บางคนก็เดินผ่านหน้าของฉัน​ไปด้วยใบหน้าเมินเฉยเย็นชา บางกลุ่มก็จับกลุ่มสุมหัวคุยกันด้วยท่าทีเคร่งเครียด

​ความรู้สึกผ่อนคลายเริ่มกลับมาบ้างแล้ว​ ​แต่ฉันรู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย​ ​เมื่อพบว่า​ที่นั่ง​ที่​ได้หมายตาไว้ มันไม่​ได้ว่างอย่าง​ที่เห็น มีผู้จับจอง​เป็นผู้หญิง ​แต่เธอไม่​ได้นั่งบนม้าหินอ่อน หาก​แต่เธอลง​ไปนั่งบนพื้นหญ้า เธอ​ใช้มือซ้ายเท้าคาง หันข้างเข้าหาม้านั่ง

ด้วย​ความ​ที่ขี้เกียจเดินแล้ว​ แทน​ที่ฉัน​จะเลือกเดินหลบเลี่ยง​ไป​เพื่อ​ไปหา​ที่นั่งใหม่
ฉันตัดสินใจ​ที่​จะเดินเข้า​ไปหาเธอ หวังหา​เพื่อนคุยสักหน่อย​ก็คงดี ​ซึ่งฉัน​ต้องเดินอ้อม​ไปข้างหน้าอีกที ​และ​ได้พบว่าเธอมีท่าทางเศร้าสร้อย ใบหน้าบอกอาการคล้าย​กำลังเหม่อลอย ​และเหมือนเธอ​จะไม่รับรู้เสียด้วยซ้ำว่ามีฉัน​กำลังก้มตัวจ้องมองเธออยู่​

เธอดูมีอายุมากกว่าฉันอย่างแน่นอน ผมเผ้าของเธอถูกมัดรวบไว้อย่างเรียบร้อย​ เธอ​เป็นคนผิวขาว มีแววว่า​เป็นคนใจดีมีเมตตามากทีเดียว
"หวัดดีค่ะ​...​ป้า ทำไมไม่นั่งข้างบนล่ะคะ​"
"หวัดดีหนู ​เอามันอย่างนี้ล่ะ สบายดี" ฉันรู้สึกชุ่มชื่นใจ​กับการทักทายของป้าเสียจริง มันนาน...​​และก็นานมากแล้ว​​ที่ไม่​ได้ยิน​ใครมา​ใช้สรรพนามเรียกฉันแบบนี้
"ขอโทษนะคะ​ป้า...​.หนูขอนั่งด้วยคนนะ" ฉัน​ใช้สรรพนาม​ที่แกมอบให้อย่างไม่เคอะเขิน
"เชิญเลย​จ้าหนู ดีๆ​ ป้า​จะ​ได้มี​เพื่อนคุย"

เวลาป้ายิ้ม ใบหน้าของแกดูดีเข้าทีมาก ​แต่​เมื่อเห็นว่าแกไม่ยอมลุกขึ้น​มานั่งข้างบน ฉันก็​ต้องค่อยๆ​หย่อนก้นลงนั่งบนพื้นหญ้านุ่มห่างจากม้านั่งเพียงแค่ศอกเห็น​จะ​ได้ ​ความเย็นจากพื้นดินถูกถ่ายเทสู่ร่างกายของฉันอย่างรู้สึก​ได้​โดยทันที นี่ก็คง​เป็นอีกสาเหตุ​ที่ป้าไม่ยอมลุกขึ้น​​ไปบนม้าหินอ่อนตัวนี้
"หนูมาจากไหนล่ะ ไม่คุ้นหน้าเลย​ ​ส่วนป้ามา​ที่นี่ทุกวัน"
ฉันบอกแก​ไปว่ามา​ที่สวนแทบ​จะทุกวันเหมือนกัน ​ซึ่ง​จะว่า​ไปแล้ว​ฉันไม่เคยคิด​ที่​จะจำว่ามา​ที่สวนนี่กี่ครั้งกี่หน ฉันรู้​แต่ว่าอยากมา...​ฉันก็​จะแวะมา ​และบอกเพียงสั้นๆ​ว่าพื้นเพ​เป็นคนต่างจังหวัด

"แล้ว​ป้าล่ะคะ​ อ๋อ...​.​ต้อง​เป็นคนแถวนี้แน่เลย​ถึงมา​ที่นี่​ได้ทุกวัน ใช่ไหมคะ​"
อย่างถือวิสาสะ...​ฉันหวังสร้าง​ความ​เป็นมิตรให้เกิดขึ้น​​โดยฉับพลัน ฉันตั้งคำถามเอง​และก็คาดเดาคำตอบเองอีกเหมือนกัน ด้วยน้ำเสียง​ที่ดู​เป็นกันเอง​โดยไม่คิดเกรงอกเกรงป้าแกเลย​ คง​เป็น​เพราะสรรพนาม​ที่แกมอบให้ฉันนั่นเอง ​เพราะฉันรู้สึกเช่นนั้น​จริงๆ​
"เปล่าดอกหนู ป้าไม่ใช่คนแถวนี้ บ้านป้าอยู่​อยุธยาโน่น ป้ามาอยู่​​กับลูกสาว​ที่มาทำงาน​ที่เมืองหลวง ป้าก็อยากกลับบ้านเหมือนกัน ​แต่ลูกสาวป้าก็ขอร้องให้อยู่​ต่อ บอกอยากทดแทนบุญคุณเลี้ยงดูแม่บ้าง นี่ก็มาอยู่​​กับเค้า...​ก็นานมากแล้ว​"

คำตอบของป้าท่านนี้ทำให้ฉันรู้สึกสะกิดใจตัวเองนิดๆ​ ​ที่ไม่มีโอกาส​ได้ตอบแทนบุญคุณบุพการีอย่างลูกสาวของแกบ้าง หนำซ้ำยัง​ต้องมาพบ​กับชีวิตคู่​ที่ล้มเหลวเข้า​ไปอีก ​แม้ช่วงนี้​จะอยู่​อย่างสันโดษก็ตามเถอะ ฉันก็ยังไม่มีโอกาสแบบนั้น​อยู่​ดี ​เพราะพ่อแม่ของฉันมีลูกเยอะ คงเลือกยากหากลูกๆ​คนใดคนหนึ่ง​​ต้องการให้​ไปอยู่​ใน​ความดูแล บ้านเกิดเมืองนอนของพวกท่านน่า​จะ​เป็นทางเลือก​ที่ดี​และเหมาะสม​ที่สุด

เหมือนอย่างป้า​ที่นั่งอยู่​ตรงหน้าฉัน ณ ตอนนี้ ตัวเอง​แม้​จะ​ได้มาอยู่​ใกล้ๆ​ลูก ​แต่แกก็ยังไม่วาย​ที่​จะคิดถึงบ้านเกิดอยู่​ดี ฉันสังเกตเห็นแววตาของป้า​ที่เริ่มดูมีประกายในช่วงแรก​กับการกล่าวถึงตอน​ได้มาอยู่​​กับลูกสาวใหม่ๆ​ ​แต่ก็กลับดูเซื่องซึมลงในทันที ​เมื่อบอกอยากกลับบ้าน​ที่อยุธยา ก่อน​ที่แก​จะยันกายลุกขึ้น​กระเถิบกายนั่งบนม้าหินอ่อนอย่างช้าๆ​ ​พร้อม​กับก้มหน้านิ่งสลับขึ้น​ลง

แก​เป็นหญิงสูงอายุร่างออก​จะท้วม หน้าตาดู​เป็นมิตรอยู่​ตลอดเวลา ​แต่ก็คล้าย​กับว่า​จะแฝง​ไปด้วย​ความเศร้า​ที่มัก​จะแสดงออกทางแววตาอย่างสังเกต​ได้​โดยง่าย บางครั้งแกก็ออก​จะมีสีหน้า​ที่ดูเลื่อนลอยราบเรียบ จนดูเมินเฉยไม่สนใจ​ใคร

ฉันยังคงนั่ง​ที่พื้นหญ้าตามเดิม แหงนหน้ามองแก...​​โดยไม่ละสายตา ป้าแกดูน่าสงสารเวลาแกทำหน้าเศร้า ​แต่เวลาแกฉายยิ้ม​และสนทนา น้ำเสียงของแกดูอบอุ่น​และจริงใจดี ด้วยยังไม่รู้​จะพูดอะไร​ต่อ ฉันเขยิบกายเปลี่ยนท่านั่งให้เข้า​ที่เข้าทางอีกครั้ง เงยหน้ามองป้าแกอีกที ก็พบว่าใบหน้าของแกมีน้ำตาไหลย้อยระแก้มเห็น​เป็นทาง​ทั้งสองข้าง

"ป้า​จะเล่าอะไร​ให้ฟัง หนูคงไม่รำคาญป้านะ"
น้ำเสียงของแกยังดูราบเรียบ ฉันคงปฏิเสธไม่​ได้​ที่​จะ​ต้องนั่งฟัง ​แม้​จะมี​ความคิดอีกนิดหน่อย​อยู่​ว่า ป้าแก​จะมาเล่าหรือพูดถึงเรื่อง​​ส่วนตัวให้​กับฉันฟังทำไม? ​และฉัน​ต้องมานั่งฟัง​และทำ​ความเข้าอกเข้าใจป้าแก​ไปทำไม? การเข้าใจ​และรับฟังคนแปลกหน้า ​ซึ่งปรกติแล้ว​คน​ส่วนใหญ่มัก​จะหลีกเลี่ยง​และเดินหลีกห่าง​ไป ​แต่สำหรับฉัน...​มันคง​เป็นสิ่ง​ที่คุ้นเคย​และเต็มใจรับมันอยู่​เสมอ
"ป้ามีลูกสาวเพียงคนเดียว ​และป้าก็รัก​เขามาก"
"ขอโทษนะคะ​ป้า แล้ว​ลุงล่ะ ป้าไม่คิดถึงลุงบ้างหรือ ทำไมไม่พาลุงมาด้วยล่ะ"
ฉันถามป้าแกอย่างเกรงๆ​ ​พร้อมการนั่งจ้องหน้าแกต่อ​ไป ในใจก็นึกถึงการควรไม่ควรของคำถามอยู่​เหมือนกัน

​โดยฉับพลันทันที​ที่คำถามของฉันจบลง สายตากร้าวของป้าหันมาจ้องเขม็ง​ที่ฉันในทันที ไม่น่าเชื่อว่าป้าแก​จะมีสายตา​ที่ดูน่ากลัวถึงเพียงนี้ แววตานั้น​ทำให้ฉัน​ต้องรีบหลบก้มหน้านิ่งอยู่​ชั่วครู่ ​และฉัน​กำลัง​จะตัดสินใจอย่างไรดี ​ระหว่างการเอ่ยปากขอโทษ​และขอตัว ​กับการลุกขึ้น​แล้ว​เดินจาก​ไปเฉยๆ​
​แต่ก่อน​ที่ฉัน​จะชันเข่าลุกขึ้น​ เสียงราบราบของป้าแกก็ดังขึ้น​ หลังจาก​ที่เงียบหาย​ไปนานชั่วครู่ใหญ่ๆ​
"คิดถึงสิหนู ทำไมป้า​จะไม่คิดถึงลุงเค้าล่ะ" ฉันฝืนตัวเองค่อยๆ​เอียงคอแหงนมองหน้าป้าอีกหน ด้วยเกรงว่า​จะปะทะ​กับสายตากร้าว​ที่ฉัน​ได้เห็น​เมื่อก่อนหน้านั้น​ ​และฉันก็​ได้พบว่า...​.บัดนี้ใบหน้าแกกลับมาอ่อนโยน​และดู​เป็นป้าใจดีอีกครั้งน่าประหลาดใจ

"ป้า​กับลุง เราสองคนรักกันมาก อยู่​กินกันมา​โดยไม่​ได้​แต่งงาน​แต่งการหรอก ​เพราะลุง​เขาจน ​แต่​เขาก็​เป็นคนดีนะ ขยันขันแข็งทำการทำงานไม่เคยเลือก อีก​ทั้ง​เป็นคนใจเย็น​และใจดี เราสองคน​ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ​และค่อยๆ​สร้างครอบครัวเรื่อยๆ​มา ​โดยไม่​ได้เร่งรีบอะไร​ ​เขา​เป็นคน​ที่รัก​และทุ่มเท​กับครอบครัวมาก เลย​ล่ะหนูเอ๋ย ​ซึ่งก็​เป็นเวลาร่วมๆ​แปดปี​ที่เราสร้างครอบครัวร่วมกันมา พอเข้าปี​ที่เก้า...​เหตุการณ์เลวร้ายก็เกิดขึ้น​​กับครอบครัวของป้า ลุง​เขาถูกสามล้อเครื่องชนเสียชีวิต ตอนนั้น​อายุของลุง...​เพิ่ง​จะย่างยี่สิบเก้าเท่านั้น​เอง ลุง​เขาจากป้า​ไปตั้งแต่ลูกสาวป้า​กำลังเข้าชั้นประถมหนึ่ง​ ป้าเสียใจมาก กินไม่​ได้นอนไม่หลับอยู่​​เป็นเดือนๆ​ มันหมด​กำลังใจ​และท้อแท้ต่อชีวิต จนป้ารู้สึกว่า​โลกใบนี้มันดูดำมืดมิด​ไปหมด ​แต่พอมองหน้าลูกสาวทีไร นั่นล่ะ..ป้าถึงมีแรงฮึดขึ้น​มาอีกครั้ง"
น้ำตา​ที่ไหลออกมา​เป็นหยาดหยด​เมื่อครู่ คราวนี้มัน​ได้พรั่งพรูจนอาบแก้ม น้ำเสียงการบอกเล่า​แม้​จะ​เป็น​ไปอย่างราบเรียบ ​แต่มันก็ดูแหบพร่า แสดงออกถึงอารมณ์อันรันทดแสนเสียใจของป้าแก​ได้​เป็นอย่างดี ฉันรู้สึกว่า​คำถาม​ที่​ได้ถาม​ไป​เมื่อสักครู่ มันช่างดูเลวร้าย​และหนักหนาสำหรับคู่เจรจา​ที่นั่งร้องไห้น้ำตาอาบแก้มอยู่​ตรงหน้านี้

มาถึงตอนนี้เรื่อง​​ที่ฉันกลัว...​.​กับสายตาอันดุดันแข็งแรงดั่งคนร้ายกาจของป้าแก​เมื่อก่อนหน้านั้น​ มัน​ได้หาย​เป็นปลิดทิ้งในทันที ​แต่​จะอย่างไรก็ตาม ฉัน​ต้องนั่งฟัง​และเจรจาพูดคุย​กับป้าคนนี้ต่อ ด้วยว่ามันทำให้ฉันมี​เพื่อนคุย ​และอย่างน้อยๆ​ป้าแกก็มีฉัน​เป็นผู้รับฟัง จากการ​ได้ระบายของแก ฉันเองก็​ได้รู้ว่าป้าแกมีครอบครัว มี​ความหวังในอนาคต​กับครอบครัวของแกอย่างไร

เหมือน​กับฉันเอง​ที่ครั้งหนึ่ง​มันก็เคยมี ​ซึ่ง​ความจริงก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่หรอกนะ ​กับ​ความคาดหวัง​กับอนาคต​ที่ดีๆ​ ​เพราะมนุษย์เราทุกๆ​คน ​ใครๆ​ก็วาดหวังเช่นนั้น​ ​แต่​จะทำอย่างใด​ได้ล่ะ ​เมื่ออนาคตมัน​คือ​ความไม่แน่นอน แล้ว​ยิ่งใน​ความไม่แน่นอนนั้น​มันก็ยากนัก​ที่​จะคาดเดา บางวันก็ตื่นมาพบ​กับ​ความสุข บางวันก็ตื่นมาพบ​กับ​ความขมขื่นทรมานเจียนตาย ฉันอยาก​จะบอกป้าแกว่า การจัดสรร​และกำหนดภาระชีวิตมันไม่สมหวังหรือบรรลุผลประสบผลสำเร็จกันทุกคนหรอก อย่างน้อยๆ​ป้าก็มีฉันคนหนึ่ง​ล่ะ ​ที่ผ่าน​ความทุกข์ระทมมาเหมือนกัน

ฉันอยากบอก​กับป้าแกว่า...​อย่า​ไปจมอยู่​​กับอดีตเลย​ ​เอาเวลาของชีวิต​ที่เหลืออยู่​ ตักตวงไขว่คว้าหา​ความสุขใส่ตัว​จะดีกว่า ​แต่​ที่กล่าวมา​ทั้งหมดนั่น...​ฉันก็ยังไม่กล้าบอกหรือแสดงวิสัยทัศน์ออก​ไป​ได้ ในสภาวะ​ที่ใบหน้าของแกเต็ม​ไปด้วยน้ำตา
"ไม่​เป็นไรนะป้านะ ลุงท่าน​ไปสบายแล้ว​ ก็เหลือ​แต่พวกเรานี่แหละ​​ต้องอยู่​​ใช้กรรมต่อ​ไป" ฉันปลอบใจด้วยประโยค​ที่คิดว่าน่า​จะฟังดูดี​ที่สุด แกหันมามองอย่างอ่อนโยนเหมือนเคย ​แม้​จะมีขมวดคิ้วแถมมาด้วยก็ตาม ​เมื่อเห็นว่าคำปลอบของฉันมันคง​ได้ผล ฉันถามต่ออย่างระมัดระวัง
"เอ่อ...​แล้ว​บ้านลูกสาวป้าอยู่​แถวไหนล่ะจ๊ะ​ ไกลจากสวนนี่ไหม" ฉันเปลี่ยนคำถาม​ที่คิดว่าน่า​จะดูเบาๆ​ง่ายๆ​​และผ่อนคลายสำหรับผู้ตอบ ​โดยฉันหวัง​จะเห็นรอยยิ้มนั้น​กลับมาอีกที ​แต่ก็หา​เป็นเช่นนั้น​ไม่ ป้าแกกลับ​ไปทำซึมเศร้า ดูแย่กว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

"ลูกสาวป้ายังไม่มีบ้านหรอก เช่าห้อง​เขาอยู่​ ​ทั้งทำงาน​ทั้งเรียนหนังสือ ป้าเห็นแล้ว​ก็อดสงสารลูกไม่​ได้ นึกน้อยเนื้อต่ำใจตัวเอง​ที่เกิดมาจน ​แต่​เขาก็ไม่เคยบ่นเลย​นะ ​เขารักป้ามาก บอกให้ป้าอดทนอีกสักหน่อย​ ​เมื่อเวลา​เขาเรียนจบ อะไร​ๆ​มันก็คง​จะดีขึ้น​ จริงๆ​ป้าก็ไม่อยากมาหรอก อยากอยู่​กระต๊อบ​ที่อยุธยามากกว่า ​ทั้งสบาย​และโล่ง ไม่เหมือนห้องเช่า มันแคบ​และดูอึดอัด ​แต่ก็​เพื่อลูก"
​กับคำถามสั้นๆ​​ที่ดูง่ายๆ​ มันมา​พร้อม​กับคำตอบ​ที่ดูซาบซึ้ง ​และการร่ายยาวจนถึงแก่น ฉันตั้งใจ​และเจตนา​ที่​จะปักหลักแลกเปลี่ยนมุมมองของชีวิต​กับแกต่อ ​เพราะป้าคนนี้อาจ​จะอยากแชร์ประสบการณ์ชีวิต​กับฉันก็อาจ​เป็น​ได้
"แล้ว​ ญาติของป้าล่ะ"
ฉันปุจฉาต่อ​โดยมิให้ขาดตอน ​พร้อม​กับสังเกตเห็นว่า เริ่มมีรอยยิ้มปนมา​กับใบหน้าเศร้าๆ​ของป้าแกบ้างแล้ว​ ​เมื่อมีการ​ได้พูดกล่าวถึงลูกสาว แกมองหน้าฉันนิดหนึ่ง​แล้ว​ก็ถอนหายใจยาว

"ก็มีนะ ญาติพี่น้องน่ะ ​แต่ก็​ได้แยกย้ายกัน​ไปหมดแล้ว​ ​และก็ไม่เคย​ได้ติดต่อกันเลย​ ป้ามีพี่น้องอยู่​สามคน เกิดการแย่งสมบัติของพ่อแม่ ป้ารู้สึกเอือมระอาจึงขอแค่​ที่ปลูกบ้านสองสามงาน ​ส่วนพี่น้องอีกสองคน ก็​ได้​ที่นาคนละหลายไร่ สุดท้ายก็พากันขาย แล้ว​ย้าย​ไปอยู่​​ที่อื่นกันหมด ก็เหลือ​แต่ป้าคนเดียว​ที่ยังปักหลักปักฐาน​ที่แผ่นดินเกิด"
สีหน้าของป้าเริ่มคืนสภาพราบเรียบ ​และดูจริงจัง​ที่​จะเล่าชีวิตในวันเก่าๆ​ของแกอย่างตั้งใจ ทำให้ฉัน​ต้องอ้าปากค้าง​กับคำถามใหม่​ที่​กำลัง​จะปล่อยออก​ไป ไหนๆ​แล้ว​ ก็กะ​จะถามให้ทะลุปรุโปร่ง​ไปเลย​ถึงพ่อแม่ของป้า ​แต่คิดๆ​ดูอีกที ฉันว่าปล่อยเลย​ผ่าน​ไปน่า​จะเข้าทีกว่า
"แล้ว​ป้าก็เข้าบางกอก มาหาทำงานอยู่​แถวๆ​ท่า​พระ จนมาพบ​กับลุง ​และอยู่​กินกัน นานๆ​​จะกลับ​ไปอยุธยาสักที ตอน​ที่ลุงเสีย​ไป ป้าเครียดถึงขนาด​ต้องเข้าโรงพยาบาล หลายๆ​คนเกรงว่าป้าคงหมด​กำลังใจ กลัวป้าฆ่าตัวตาย ​เพราะมัว​เอา​แต่ร้องห่มร้องไห้ ป้าจึงกินยาคลายเครียดอยู่​​เป็น ระยะๆ​ ก็คนมันเสียใจนี่หว่า มันก็ย่อมมีสะเทือนใจกันบ้างสิ ช่างไม่เข้าใจกัน​เอาเสียเลย​ หนูว่าจริงมั๊ย"
ป้าเริ่มสีหน้าดีขึ้น​ตามลำดับ ​และมีกระเซ้าฉันมาบ้าง

"ขณะ​ที่ลูกสาวป้า ​กำลังเรียนใกล้​จะจบอยู่​แล้ว​ อันนี้ป้าเห็นเค้าพูดแบบนั้น​ ป้าไม่รู้หรอกว่าทำงาน​ไปด้วย เรียน​ไปด้วย กี่ปีกี่เดือนมัน​จะจบ ​แต่แล้ว​เรื่อง​ไม่ดีก็เกิดขึ้น​​กับลูกสาวของป้าจน​ได้ ​เขาเกิดท้องขึ้น​มา หน้าตาไอ้หนุ่มคนนั้น​ป้าก็ไม่เคยเห็น ป้าเองก็ไม่​ได้โทษลูกสาวป้าหรอก ​เพราะป้าก็เลี้ยงดู​เขา​ได้แค่นี้จริงๆ​ ​จะดุ​จะด่า​ไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร​ สู้หันมาให้​กำลังใจกันมันน่า​จะดีเสียกว่า หนูว่าจริงมั้ย" ฉัน​ได้​แต่พยักหน้าอือๆ​ คล้อยตามป้าแก​ไป ​เพราะมันคงไม่มีอะไร​​จะดี​ไปกว่าการทำตัว​เป็นผู้รับฟัง​ที่ดี ​แม้ฉันอยากแย้งอยากเสริมก็คงไม่เหมาะด้วยประการ​ทั้งปวง
"อู๊ย.ย.ย...​ไม่​เอาๆ​ มัว​แต่ฟังเรื่อง​ของป้า แล้ว​หนูล่ะ มาจากไหน ​ไปไงมาไงถึง​ได้เข้ามาเดินเล่น​ที่สวนนี่" ​กำลังจ้องหน้าตั้งใจฟังคุณป้าอย่างเพลิดเพลิน ฉัน​ต้องมาเจอคำถามย้อนกลับ​เอาตอนกลางคัน
"เอ่อ..​ถ้าหนูจำไม่ผิด หนูว่าป้าถามหนู​ไปแล้ว​ครั้งหนึ่ง​นะคะ​" ฉันเอียงคอตอบป้าเชิงถามกลับ
"เหรอ...​โทษทีนะหนู คนแก่ก็อย่างนี้แหละ​ หลงๆ​ลืม" แกยิ้มแหยโบกมือขอโทษ​เป็นพัลวัน
"ไม่​เป็นไรค่ะ​ป้า ​แต่​จะว่า​ไปแล้ว​ ชีวิตของหนูเองก็มีเรื่อง​​ที่เศร้าๆ​คล้ายๆ​​กับป้าอยู่​เหมือนกัน ​จะว่า​ไปแล้ว​ชีวิตคนเรามันก็แปลกดี ชะตาชีวิตมักเล่นตลกอยู่​เสมอ จนบางครั้งมันก็ดูโหดร้าย คนเราสุขก็สุขไม่​พอดี ทุกข์ก็ทุกข์เกินบรรยาย ป้าว่าจริงมั้ย"

ฉันเห็นป้าพยักหน้าอือๆ​ เหมือนฉัน​เมื่อสักครู่นี้เลย​ ตอนนี้ใบหน้าแกมีรอยยิ้มมาหลายครา ​และฉันเอง...​ก็ยิ้ม หาก​แต่ยิ้ม​กับสิ่ง​ที่ฉันพูดออก​ไป ​เพราะ​แม้​แต่คนพูดเองก็ยังไม่เข้าใจ ​แต่ป้าแก กลับทำเหมือนคนเข้าใจ​ได้อย่างง่ายๆ​

"งั้น...​.หนูขอเล่านิดหนึ่ง​ก็แล้ว​กันนะคะ​ ครอบครัวของหนู พ่อแม่มีลูกตั้งหกคน ย้ำนะคะ​ป้าว่าหกคน...​.จริงๆ​ ด้วย​ความซุกซนเหมือนลิงค่างของพวกเรา แม่มัก​จะบ่นอยู่​บ่อยๆ​ ​ซึ่งมันเหมือนการจับปูใส่กระด้ง ​แต่ลึกๆ​แล้ว​ พวกหนูก็รู้ว่าแม่รักลูกๆ​กันทุกคน ​ส่วนบ้าน​ที่อยู่​อาศัยของพวกเราก็ไม่​ได้ใหญ่โตอะไร​นัก ออก​จะเล็กเสียด้วยซ้ำ ​แต่พวกเราก็อยู่​​และเติบโตกันมา​ได้อย่างไม่อึดอัด การเลี้ยงดูลูกๆ​จำนวนถึงหกคนไม่ใช่เรื่อง​ง่ายๆ​เลย​ ดูพ่อ​กับแม่ออก​จะเหนื่อยหนักมากทีเดียว ท่าน​ทั้งสอง​ต้องทำงานมากขึ้น​ ​เพื่อหาเงินมาให้พอเพียงต่อหกชีวิต​ได้มีกิน ขอย้ำอีกครั้งนะป้า...​.ว่าแค่พอมีกิน​ไปวันๆ​ การ​ที่​จะเลี้ยงให้​เป็นคนดีมีคุณภาพนั้น​​เอาไว้ว่ากันทีหลังโน่นเลย​ ​และการเล่าเรียนสูงๆ​ก็​ต้องดิ้นรนขวนขวายกัน​เอาเอง บางทีหนูก็นึกตำหนิพ่อ​กับแม่อยู่​เหมือนกัน ว่าทำไม...​มีลูกกันเยอะจัง"

"อย่า​ไปว่าพ่อ​กับแม่​เขาเลย​หนู เออ...​​แต่มันก็เยอะจริงๆ​ตั้งหกคน ขนาดป้าแค่คนเดียวยังแทบหัวหกก้นขวิดกว่า​จะโตมา​เป็นสาว สุดท้ายดันมาพลาดท่าท้องไม่มีพ่อให้ช้ำใจอีกจน​ได้ เอ้า...​ต่อๆ​ๆ​เลย​หนู โทษทีขัดจังหวะ แบบว่า.. ป้า​ได้ฟังแล้ว​มันเข้าถึงน่ะ"

ฉันสังเกตดูป้าชัก​จะเริ่มหายเศร้าขึ้น​มามากโข ​เมื่อแก​เป็นฝ่ายนั่งฟังเรื่อง​ราวของฉันบ้าง ​และคอยจดจ้อง​เพื่อจังหวะสอดแทรกอย่างเห็น​ได้ชัด

"ชีวิตอึกทึกอันอื้ออึงภายในบ้านค่อยๆ​จางหาย​ไป พอพวกหนูโตขึ้น​ ต่างคนต่างก็แยกย้ายแตกกระจาย​ไปสร้างครอบครัวของตัวเอง ชีวิตของหนู​จะดีกว่าพี่น้องคนอื่นๆ​หน่อย​ก็ตรง​ที่ ​เป็นลูกคนสุดท้อง มีโอกาส​ได้เรียนจนจบปริญญาตรี ​ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ​ ก็​ไปไขว่คว้าเสาะแสวงหากัน​เอาเอง แบบนี้ป้าคิดว่าหนู​เอาเปรียบพวกพี่หรือเปล่า"

ฉันหยุดถามขอ​ความเห็นป้าพอ​เป็นพิธี ​เมื่อสังเกตเห็นว่าแกจดจ้องอย่าง​เอาจริง​เอาจัง​กับการเสวนาของฉัน

"ไม่หรอกมั้ง ลูกคนสุดท้องก็มัก​จะ​ได้สิทธิพิเศษอย่างนี้แหละ​ เอ...​ป้าก็คนสุดท้องไม่เห็น​ได้ดีอะไร​​กับ​เขาเลย​ แถม​ที่ทางก็​ได้น้อยกว่าเค้าอีก ไม่​เป็นไรอย่าคิดมากนังหนู.. อย่าคิดมาก.. เล่าต่อเลย​ ​กำลังถึงๆ​" ดูป้าแก​จะสนุก​กับเรื่อง​ราวของฉันจนออกนอกหน้า เริ่ม​ที่​จะเรียกฉันว่า "นังหนู" นั่นก็แสดงว่าแกให้​ความสนิท​กับฉันจนเริ่ม​เป็นกันเอง ฉันมี​ความรู้สึกดีอยู่​ลึกๆ​​ที่​สามารถคลายทุกข์ให้​กับป้าแก​ได้ ​และฉันก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก ​กับการ​ได้ถ่ายทอดชีวิตตัวเองออกมา ให้​กับ​ใครก็ไม่รู้​ที่​กำลังนั่งฟังอยู่​ตรงหน้า

แสงแดดอุ่นของบ่ายแก่ๆ​ค่อยผลุบหาย​ไปหลังซอกตึกสูง ​ที่ตั้งตระหง่านอยู่​กลางเมืองใหญ่ ​แต่มุมเล็กๆ​อีกมุมใต้ร่มไม้​ที่มีลมพัดเอื่อยมา​เป็นครั้งคราวยังคงดำเนินต่ออย่างออกรสชาติ ​ความคุ้นเคยของฉัน​กับป้าค่อยๆ​เปิดกว้างขึ้น​ตามลำดับ ​เมื่อชายตาดูแวบหนึ่ง​ ฉันมองเห็น​และแน่ใจ​ได้ว่า มีสายตาประมาณ ๔-๕ คู่ ​กำลังจับตาจ้องมองมาทางฉัน​กับป้าอยู่​​เป็นระยะ ​แต่ฉันก็ไม่​ได้ใส่ใจ ยังคงตั้งหน้าตั้งตาคุยจ้อกันต่อ​ไป

"ป้าว่าจริงมั้ย ​ที่มีคำกล่าวว่า​ความรักมักทำให้คนตาบอด"
"มันคงไม่ถึงขนาดนั้น​หรอกมั้งนังหนู แล้ว​อะไร​ทำให้หนูคิดอย่างนั้น​ล่ะ นี่แสดงว่าเคยผิดหวังเรื่อง​​ความรักล่ะสิ"
"มันยิ่งกว่าผิดหวังเสียอีกป้า หนู​ต้องกลาย​เป็นคนอกตัญญูก็​เพราะ​ความรักนี่ล่ะ"
"ว่า​ไปเลย​หนู เล่าให้หมดไส้หมดพุง​ไปเลย​ ดีใจจริงๆ​​ที่​ได้เจอหนูในวันนี้"

ดูๆ​แล้ว​ ป้าแกก็ออก​จะมีอารมณ์ขันพอตัว แกมี​ได้ทุกอิริยาบถจริงๆ​ เห็นท่าทางของป้าแล้ว​พลอยทำให้ฉันเริ่มคึกคัก​และสนุก​ไป​กับแกด้วย

"​เพราะ​เป็นลูกคนเล็ก หนูถูกตามใจ จนออก​จะเสียนิสัย อยาก​ได้อะไร​ก็​ได้ ​ถ้า​ต้องการอะไร​...​น้อยครั้งนัก​ที่หนู​จะไม่สมหวัง จนเรียนจบ แฟน​ที่หนูรัก​และหลง​เขามาก​ที่สุด ​ที่คบกันตอนเรียนหนังสือ ก็​ได้มาอยู่​กินกันฉันผัวเมีย ​โดยไม่​ได้ตบ​แต่ง อยาก​ได้อะไร​ หนูก็ประเคนให้หมด ​ทั้งตัว​และหัวใจ แล้ว​ป้าว่า...​​ใครล่ะ​จะหนักใจ พ่อแม่หนูท่าน​ทั้งห้าม​ทั้งปราม ว่าไอ้ผู้ชายคนนี้มันปอกลอก ทำไง​ได้ล่ะป้า...​ก็คนมันรัก​ไปแล้ว​น่ะ ​ต่อมาพักหลังๆ​หนู เริ่มมีปากเสียง​กับพ่อแม่บ่อยครั้ง จนมาวันนึงแฟนหนูมันเกิดอยาก​ได้รถยนต์ หนูก็ขอพ่อแม่อีกตามเคย รู้​ทั้งรู้ว่า พวกท่านไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร​ ออก​จะมีหนี้สินมากมาย​อีกต่างหาก ​แต่หนูก็ดื้อรั้น​ที่​จะ​เอาให้​ได้ ​เพราะ​ถ้าไม่เอย่างนั้น​แฟนหนูมันคงทิ้งหนู ​ถ้า​เป็นแบบนั้น​จริงๆ​ หนูคงตายแน่เลย​"
"โอ ...​ป้าว่ามันเลวนะเนี่ย แฟนหนูคนนี่น่ะ รักกันยังไงไม่ยอม​แต่งงาน แถมยัง​เอา​แต่ไถ" ​กำลังลื่นไหลป้าแกก็แทรกขึ้น​มาอีก
"อะแฮ่ม!!" ฉันกระแอมเตือน​ความจำป้า
"เออๆ​ ป้าก็ไม่​ได้​แต่ง โทษทีหนู โทษที มันลืมๆ​" แกยกมือเกาหัวสองสามทีพอแก้เขิน
"ค่ะ​ป้า...​มันเลว เลวจริงๆ​ ต่อนะคะ​" ฉันค่อนขอดป้าด้วยหางตา​และน้ำเสียงหนักๆ​ ​เป็นการเย้าแหย่แก​ไปในตัว
"สามีหนู..​เขายื่นข้อ​แม้เด็ดขาด หากไม่​ได้รถ ​เขาก็​จะกลับ​ไปอยู่​​กับพ่อ​ที่ภาคใต้ แล้ว​เราก็ขาดกัน ดูซิป้า...​ดูข้อเสนอของมัน หนูก็กลับ​ไปปรึกษาทางบ้าน จริงแล้ว​ไม่น่า​จะเรียกว่าการปรึกษา ​เพราะเจตนาของหนู​คือเงินมากกว่า พ่อ​กับแม่หนูก็บอกเลิก​กับมัน​ไปเหอะ ผู้ชาย​ที่ดีๆ​กว่าไอ้หมอนี่มีเยอะแยะ อยู่​กัน​ไปก็ไม่มีทางเจริญหรอก พวกพี่ๆ​ก็เห็นคล้อยตามด้วย ​แต่ป้ารู้มั้ย...​หนูบอก​กับพวก​เขา​ไปว่ายังไง"

"เล่า​ไปเลย​อีนังหนู ไม่​ต้องถามหรอก" ป้าเพิ่มสรรพนามคำนำหน้าให้ฉันอีกหนึ่ง​คำ
"ไม่​ต้องแทรกก็​ได้ป้า หนูก็พูดถาม​ไปอย่างนั้น​แหละ​ ​ที่นี้นะ...​เสียงแว้ดๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ดังลั่นบ้าน เสียงของหนูคนเดียวล้วนๆ​ หนูพูดใส่พ่อแม่​และพี่ๆ​ บอกว่าโตแล้ว​.ไม่​ต้องมาสั่งมาสอน ​เมื่อไม่ช่วยก็อย่ามาพูดให้มาก​ความ หาเองก็​ได้จำไว้เลย​พวกคนใจดำ หนูตัดพ้อต่อว่าพ่อแม่สารพัด​ที่​จะนึก​ได้ งั้นขอเงินแสนนึง แล้ว​​จะไม่กลับมายุ่มย่าม ​และ​จะไม่มาให้เห็นหน้าอีกเลย​ ป้ารู้มั้ย...​การแสดงออกแบบนั้น​ของหนูมันส่งผลยังไง"
"ไม่รู้เว้ย เล่า​ไปเลย​ซิวะอีนังหนู"
แกตอบแทรกขึ้น​มาอีกด้วยใบหน้าแย้มแฉ่ง อีก​ทั้งเริ่ม​ที่​จะมีเว้ยมีวะแล้ว​สิคุณป้าของฉัน

"หนู​ได้เงินแสนในวัน​ต่อมา ​พร้อม​กับใบหน้าอันซีดเซียวของแม่ ​แต่หนูก็ไม่​ได้ถามไถ่อะไร​ พอหนู​ได้เงินมาก็​เอา​ไปดาวน์รถมาให้แฟน วันหนึ่ง​พี่น้องของหนูแวะมาหา แจ้งข่าวว่าแม่ป่วยนอนอยู่​โรงพยาบาล ​และข่าวการมีผู้หญิงใหม่ของแฟนหนู หนูบอกป้าตรงๆ​เลย​ว่า...​.หนูสนใจข่าว​ที่สองมากกว่าอย่างแรก หนูด่ากราดพี่ๆ​อีกครั้ง​และไล่พวก​เขากลับ​ไป แล้ว​หนูก็มานั่งกลัดกลุ้มเรื่อง​แฟนมากกว่าเรื่อง​ของแม่เหมือนเคย หนูพยายามจับผิด​และคอยตามแฟนทุกฝีก้าว สุดท้ายแฟนหนูมันนอกใจ​ไปมีผู้หญิงใหม่จริงๆ​ วันนั้น​เกิดการทะเลาะกันครั้งใหญ่ครั้งเดียวในชีวิตคู่ของหนู ​เพราะตลอดเวลาหนู​จะตามใจ​เขาตลอด จึงไม่มีเรื่อง​ระหองระแหงต่อกัน ​แต่ครั้งนี้มันเหลืออดทนจริงๆ​นะป้า หนูตาม​ไปจนเจอว่ามันพากันเข้าโรงแรม ไม่มีสติให้ยั้งคิดอีกแล้ว​ในช่วงเวลานั้น​ ฤทธิ์​ความหึงหวงมันบังตา หนูกลับออก​ไปซื้อน้ำมัน​และมีดปอกผลไม้ แล้ว​ก็ย้อนกลับมา​ที่โรงแรมนั่น ​ความโมโหมันเดือดปุดๆ​อย่างไม่มีท่าทีว่า​จะทุเลาลงเลย​"

"กะเสียบให้มิดด้ามเลย​ว่างั้นเถอะ"
ฉันหยุดพูดชั่วครู่​เมื่อถูกขัดคอประกอบ​กับรู้สึกว่า​คอแห้ง ​และ​เป็นจังหวะเดียวกัน​ที่คู่เจรจาของฉัน​ได้ถดกายลงมานั่ง​ที่พื้นหญ้าเติมเดิม ​พร้อม​กับส่งสายตารบเร้าให้ฉันเล่าต่อ
"ก็ประมาณนั้น​แหละ​ป้า มัน​ต้องตายกัน​ไปข้าง ​เอาไว้ไม่​ได้..ไอ้พวกงูพิษ" ฉันทำเสียงดุ​เป็นครั้งแรก
"อ้าว...​แล้ว​น้ำมันล่ะ หนู​เอามาทำไม อย่าบอกนะว่า​จะ​เอามาเผาโรงแรมฌาปนกิจสองคนนั่น"
"เปล่าหรอกป้า ด้วย​ความโมโหสุดขีดเหมือนคนบ้า​ที่คลุ้มคลั่ง หนูราดน้ำมันเผารถตัวเอง ก่อน​จะวิ่งขึ้น​​ไปบนห้อง หวังเสียบให้ตาย​ทั้งคู่ เสียงตะโกนโหวกเหวกอยู่​ด้านล่างทำให้​ทั้งโรงแรมแตกตื่น หนูกำมีดกระชับแน่น พอเห็นแฟนแสนชั่ว​กับผู้หญิงแสนเลวโผล่ออกห้องมา แล้ว​ก็เกิดการยื้อยุดชุลมุนเลือดสาดกระเซ็นแดงฉาน หนูถูกผลักกระเด็นหล่นบันไดจากชั้นสองลงมา แล้ว​ก็สลบ​ไป"
"เลือด​ใครวะนังหนู" ป้าแกถามอย่างตื่นเต้น
"​จะของ​ใครล่ะ ก็นี่ไงผลงาน บนหัวนี่ก็รอยผ่า" ฉันถลกเสื้อขึ้น​ให้ป้าดูแผล​เป็น ​ที่ชายโครงด้านซ้าย
"อื้อหือ แล้ว​รอดมา​ได้ยังไงล่ะหนู"
"ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้​แต่ว่าแม่ตาย​ไปแล้ว​ ​พร้อมๆ​​กับหนู​ที่​ต้องนอนฟักฟื้น​ที่โรงพยาบาลอยู่​หลายเดือน พี่น้องหลายๆ​คนเค้าก็บอกว่าแม่ตาย​เพราะหนู กว่า​จะสำนึก​ได้มันก็สาย​ไปเสียแล้ว​ พ่อ​ต้องมาคอยนั่งเฝ้าดูอาการของหนูข้างๆ​เตียงอย่างเศร้าสร้อย ​แต่ใบหน้าท่านไม่เคยมีท่าทีเอือมระอาลูกสาวคนนี้เลย​ หนูเห็นน้ำตาของพ่อไหล​เป็นทาง พอพูดถึงแม่ทีไรทุกคนดูสีหน้าสลดทุกที พอหายดี หนูก็เลย​ตัดสินใจกลับตัวไม่​เป็นคนอกตัญญู หนู​จะพยายามเก็บเงิน​ใช้หนี้ให้ทางบ้าน ไม่ขอยุ่งเกี่ยว​กับแฟน​ที่เลวๆ​คนนั้น​อีก ​แต่หนูว่าหนูหนีมาไกลแล้ว​นะป้า ​แต่หนูมี​ความรู้สึกคล้ายๆ​ว่า ไอ้แฟนหนูคนนี้มันยังคอยตามหนูอยู่​ทุกฝีก้าว"
ฉันสังเกตเห็นป้าทำหน้าเศร้า ​เอามือลูบหน้า​ไปมา ก่อนเอ่ยเสียงสั่นเครือขึ้น​มา
"ก็อย่างนี้แหละ​หนูเอ๊ย...​. พ่อแม่ญาติพี่น้องก็​ต้องมีสายสัมพันธ์ของครอบครัวกันทุกคนนั่นล่ะ ​ส่วนแฟนเลวๆ​แบบนั้น​ตัดหางมันปล่อยวัด​ไปเถอะ อย่า​ไปอาลัยอาวรณ์มันเลย​ ​เอา​แต่เกาะผู้หญิงท่าเดียว เลวจริงๆ​ หนูน่า​จะ​เอาปืนส่องมันให้รู้แล้ว​รู้รอด​ไปเลย​" แกเปลี่ยนหน้าเศร้า​เป็นถมึงทึงทันที​ที่จบประโยค
"ช่างมันเถอะเนาะป้า...​เรื่อง​มันผ่านๆ​มาแล้ว​ อย่า​ไปจริงจัง​กับอดีตมันเลย​ ให้มัน​เป็นครูสอนเรา ​เพื่อ​ที่​จะเดินในทาง​ที่ถูก​ที่ใช่​จะดีกว่า เรื่อง​ของหนูก็มีคร่าวๆ​เท่านี้ล่ะ"

การสนทนาของฉัน​กับป้ายังคงดำเนินต่อ​ไป จากคนแปลกหน้า บัดนี้ดูเหมือนว่า​จะเริ่มคุ้นหน้า การ​ที่ฉัน​ได้มาพบ​กับป้าครั้งนี้ ​เป็นเรื่อง​​ที่ฉันไม่​ได้คาดคิดมาก่อนว่า​จะ​ต้องมานั่งพูดคุย​กับแกอย่างเปิดอกแบบนี้ ​เพราะปกติแล้ว​ ฉันชอบ​ที่​จะ​เป็นฝ่ายฟังมากกว่า

ตอนนี้ฉัน​กับป้า กลาย​เป็นคน​ที่เข้าอกเข้าใจกัน​ไปแล้ว​ ​เพราะต่างฝ่ายต่างก็​พร้อม​ที่​จะยอมรับฟัง​และแลกเปลี่ยน​ซึ่งกัน​และกัน เข้าทำนอง​ที่ว่า "คุณอยากเล่าอยากระบายอะไร​ ก็เชิญเล่า เชิญระบายออกมา​ได้เลย​ หากการ​ได้พูดออกมาแล้ว​มันทำให้คุณสบายใจก็พูดมาเถอะ"

ชีวิตในอดีต​ที่ล้มเหลวของฉัน มันทำให้ฉัน​ต้องเข็ดหลาบ ​เพราะการลุ่มหลง​และทุ่มเทให้​กับ​ความรักมากจนเกิน​ไป แล้ว​สุดท้าย​ความรักของฉัน ​ที่เดินผิดทางมาตลอดก็มาเจอทางตัน​และสิ้นสุดลง รักร้างของฉันมันไม่​ได้ช่วยให้ฉันรู้จักโลกมากขึ้น​สักเท่าไหร่หรอก หาก​แต่มันทำให้ฉันรู้ว่า คนเรามัก​จะเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งยวด​เมื่อ​ต้องการ​ความรักมาไว้ในครอบครอง
"แล้ว​เรื่อง​ของป้าล่ะ ​ไปยังไงต่อจ๊ะ​"
"เอ้อ...​ป้าเล่าถึงไหนแล้ว​ล่ะ มันชักหลงๆ​ลืม อ๋อ...​นึกออกแล้ว​ เดี๋ยวนะแป๊ปนึง"
ป้าแกลุกขึ้น​​ไปนั่งบนม้านั่งอีกครั้ง ด้วย​ความ​เมื่อย​ที่นั่งอยู่​​กับพื้นหญ้ามานาน ฉันเองก็​ต้องขอขึ้น​​ไปนั่งอยู่​ข้างๆ​แกอีกคน ​เพราะมันรู้สึกว่า​เริ่ม​เมื่อยขบ​ไป​ทั้งตัว

"ลูกสาวป้า​ต้องทิ้งงานทิ้งการเรียน ออกมาช่วยป้าขายขนมเล็กๆ​น้อยๆ​ ​แต่ก็ไม่เต็ม​ที่นัก ป้าเองก็เริ่มเครียดขึ้น​มาอีก ​กับเงิน​ที่ไม่พอ​ใช้ จนกระทั่ง​เขาคลอดลูก แค่เดือนกว่าๆ​ ลูกสาวของป้าก็​ต้องออกหางานทำ ​ต้องเร่งหาเงินมาจุนเจือชีวิตน้อยๆ​​ที่ลืมตามาโลกอีกหนึ่ง​ชีวิต ป้า​ต้อง​ใช้นมกระป๋องเลี้ยงหลานสาวตั้งแต่นั้น​มา ​และเลิกขายขนม ​ใช้เวลา​ทั้งวันดูแลหลานอย่างเดียว หนูรู้หรือเปล่า...​.​แม้เรา​จะจนไม่มีเงินร่ำรวยอะไร​ ​แต่​เมื่อเห็นหลานตัวน้อย ​ทั้งป้า​กับลูกสาวก็มี​ความสุขมากทีเดียว"
ป้าแกเหมือนสั่งน้ำตา​ได้ ​เพราะตอนนี้มัน​ได้ไหลย้อยอาบแก้มของแกอีกครั้ง ฉันไม่คิดขัดจังหวะหรือขัดคอ ​แม้แก​จะหยุดพูด​เป็นช่วงๆ​ก็ตาม หาก​จะแทรกพูดให้ตลก​เพื่อลดบรรยากาศเศร้าๆ​​ที่​กำลังดำเนินอยู่​ตอนนี้ ก็คงไม่เหมาะ​เป็นอย่างยิ่ง

"จนหลานสาวของป้าเริ่มคลาน​ได้ วันนึงป้าเกิดอาการหนักอึ้ง​ที่หัว หูอื้อตาพร่ามัว จึงเผลอหลับ​ไป ป้างัวเงียตื่นมาอีกที ก็​ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายลั่นห้องเช่า ​แต่ป้าก็ลุกขึ้น​มาดูไม่ไหว ​ได้ยินก็​แต่เสียงอื้ออึงอลหม่านอยู่​ข้างล่าง ว่าหลานของป้าคลานตกน้ำเสียชีวิต​ไปแล้ว​ มันดังแว่วขึ้น​มาให้ป้า​ได้ยิน จับใจ​ความไม่​ได้มากนัก พยายามเงี่ยหูฟังเสียง​ที่อยาก​ได้ยิน​เป็น​ที่สุด ​แต่ป้าก็ไม่​ได้ยินเสียงของหลานสาวอีกเลย​"
ถึง​แม้ว่าป้าแก​จะหยุด ​และเงียบนิ่งอยู่​แค่นั้น​ ​โดยไม่​ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ฉันก็พอคาดเดา​ได้ว่า​ความรู้สึกของแก​จะรวดร้าวมากเพียงใด​กับการซ่อน​ความทุกข์อันเจ็บปวด ฉันนึกเห็นภาพเด็กหญิงตัวน้อยๆ​วัยไร้เดียงสา ค่อยๆ​คลาน​ไปเรื่อยๆ​ ​ซึ่งฉันก็ยังคิดไม่ออกว่าหนูน้อยคลาน​ไปตกน้ำ​ได้อย่างไร ​แต่​ถ้า​เป็นฉัน...​หากมีหลาน​และเกิดเหตุการณ์แบบป้า ฉันก็คงให้อภัยตัวเองไม่​ได้เช่นกัน ไหน​จะหัวอกของผู้​เป็นแม่อีกล่ะ ฉัน​ได้​แต่นั่งกุมมือป้าแก​และบีบเบาๆ​ ​แต่ก็ดูเหมือนว่าสิ่ง​ที่ฉันทำ มันไม่​ได้ช่วยอะไร​ให้ดีขึ้น​มาเลย​ ​เพราะป้าแกกลับปล่อยโฮออกมาเต็ม​ที่

ฉันไม่รู้​จะทำอย่างไรดี ​เมื่อเห็นป้าแกร้องไห้ดังลั่น ทันใดนั้น​ก็มีเสียงกริ่งดังขึ้น​อย่างถี่กระชั้นดูเร่งเร้า มัน​เป็นเสียง​ที่เกิดขึ้น​แค่อึดใจ ​แต่ก็แฝง​ไปด้วยอำนาจ แล้ว​จู่ๆ​ป้าแกก็หยุดร้องอย่างง่ายๆ​​และหัวเราะคิกคักขึ้น​มาเฉยๆ​ แกเอนศีรษะพิงพนักม้าหินอ่อนตัวยาว จนเกือบ​จะซบลงบนท่อนแขนของฉัน

หลายๆ​ชีวิตภายในสวนเริ่มจ้อกแจ้ก ออก​จะโกลาหลเสียด้วยซ้ำ ชายหญิงในชุดสีขาว​และหลากหลายสีลุกขึ้น​ขยับกาย เดินสวนกัน​ไปมา ฉันเห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย เธอเดินมา​กับเด็กผู้หญิงตัวน้อยหน้าตาน่ารักน่าชัง ยิ้มแย้มตรงดิ่งมา​ที่ป้า ก่อน​ที่เธอ​จะประคองป้าลุกขึ้น​แล้ว​พากันเดินลับหายเข้าตึก​ไป
​พร้อมกันนั้น​...​ก็มีคนอีกสามสี่คน​ที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาฉัน​เป็นอย่างดี พวก​เขาสาวเท้าก้าวตรงมาหาฉันเช่นกัน

เย็นนั้น​...​ก่อนเดินเข้าตึก ฉันหันหลัง​กับมองเข้า​ไปในสวนอีกครั้ง มันดูอ้างว้างเงียบเหงาในเวลาใกล้พลบค่ำ อีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ มันคงมีเพียงแสงไฟของเมืองใหญ่​เป็น​เพื่อนสาดส่อง​ไปตลอด​ทั้งคืน

​แต่ในวันพรุ่งนี้ตอนบ่ายแก่ๆ​มัน​จะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

*******************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3432 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง พระจันทร์ครึ่งเสี้ยว
ผู้แต่ง นายอิติฯ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๓๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-17144 ], [118.173.95.73]
เมื่อวันที่ : 29 มิ.ย. 2553, 09.07 น.

ผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยด้วยนะครับ​

​เป็นเรื่อง​สั้น ​ที่ออก​จะยาว​ไปนิด ​เพราะตาม​ความถนัดแล้ว​ผมมักฟุ้งเฟ้อ​ไปเรื่อย
​แต่ก็พยายามตัดทอน คงเหลือไว้ตาม​ที่ผมชอบ 555

ฝืนทนอ่านกันอีกครั้งนะครับ​
​และช่วยปั้นดินก้อนนี้ที

ขอบคุณครับ​
นายอิติฯ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : unclepiak [C-17145 ], [111.84.32.5]
เมื่อวันที่ : 30 มิ.ย. 2553, 08.31 น.

ตกลงว่า​เป็นสนามหญ้าในบริเวณโรงพยาบาลเหรอครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17157 ], [81.62.71.245]
เมื่อวันที่ : 03 ก.ค. 2553, 02.52 น.

เริ่มต้น - ลงท้ายดีเยี่ยมค่ะ​

ทีแรกเดาว่าคนใดคนหนึ่ง​​จะ​เป็นผีหรือเปล่า

แหม มาจบ​ที่โรงพยาบาลรักษาผู้ป่วยโรคจิต (เดา​เอาค่ะ​)

ทีแรกอ่านสะดุด​กับวิธีการพูดคุยของคนสองคน ​แต่พอถึงตอนจบเลย​เข้าใจว่าทำไม​แต่ละคนจึงมีอาการเช่นนั้น​ ​และพูดเช่นนั้น​

มอบ ให้อีกตามเคย

​จะรอคอยผลงานตอนต่อ​ไปนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น