นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๓
หัวใจกระดาษ
นายอิติฯ
..."เงินเดือนออกแล้ว​​ โว้ว.ว.ว.ว...​​ " "เฮ้ย!!! ไอ้แว่น ...​​ร้านไหนดีวะ" "ไว้ก่อนๆ​​...​​.เดี๋ยวขอเคลียร์​​พระเจ้าก่อน" "โอ้โฮ...​​.มึงยกให้​​เป็น​​พระเจ้าเลย​​หรือวะ"...
"เงินเดือนออกแล้ว​ โว้ว.ว.ว.ว...​ "
"เฮ้ย!!! ไอ้แว่น ...​ร้านไหนดีวะ"
"ไว้ก่อนๆ​...​.เดี๋ยวขอเคลียร์​พระเจ้าก่อน"
"โอ้โฮ...​.มึงยกให้​เป็น​พระเจ้าเลย​หรือวะ"
"หึ้ย.ย.ย...​กูก็พูดประชด​ไปงั้นแหละ​"

ทุกๆ​วัน​ที่ 30,31 มัน​เป็นวันแห่ง​ความสุขของมนุษย์เงินเดือนอย่างผม ​เพราะวันนี้ ​จะ​เป็นการต่อลมหายใจของอีกหลายๆ​ชีวิตในครอบครัว ให้​ได้ยืดอกสูดอากาศเข้าปอด​ได้อย่างเต็มอิ่ม​ไปอีกหนึ่ง​เดือน มี​ความสุขครับ​​กับวันนี้...​​แต่ก็​จะมีทุกข์นิดหน่อย​​ที่ปนมา​กับ​ความสุขอย่างหลีกเสียมิ​ได้ ​กับการจัดสรรการ​ใช้จ่ายให้พอดิบ​พอดี ​เพื่อเงิน​ที่​ได้มานั้น​อยู่​ครบวาระเดือนชนเดือน ​เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเงินในอนาคตมา​ใช้ จาก​ที่มีทุกข์แค่เบาะๆ​ อาจกลายมา​เป็นทุกข์แบบหนักๆ​​ได้ในภายหลัง หากไม่มีการวางแผนการ​ใช้เงินให้ดีๆ​

"เงิน" เข้ามามีบทบาท​ในชีวิตของผม​และครอบครัวมากเหลือเกิน มากซะจน​จะทำ​เป็นแกล้งเมิน ไม่ใส่ใจ​กับมันคงไม่​ได้ เคยนั่งถามตัวเองอยู่​บ่อยครั้งเหมือนกันว่า เรามีชีวิตอยู่​..​และอยู่​..แล้ว​ก็อยู่​..มาจนทุกวันนี้​เพื่ออะไร​กันแน่? ​เพื่อตัวเราเอง ​เพื่อพ่อแม่ ​เพื่อลูกเมีย นั่นน่ะสิ...​จริงๆ​แล้ว​เราอยู่​​และทำ​เพื่อ​ใครกัน หือ.. หรือ​เพื่อเงินวะ? ใช่แล้ว​!!! นี่ล่ะตัวชี้​เป็นชี้ตายของผม​และอีกค่อนโลก

แรกเริ่ม "เงิน" ถูกกำหนดขึ้น​มา​โดยสังคมก็​คือพวกเราหัวดำหัวแดงหัวเหลืองนี่ล่ะ ​แต่ท้าย​ที่สุดสิ่ง​ที่เรากำหนดติ๊งต่างสมมุติมันขึ้น​มา กลับกลายมา​เป็นเจ้านายยืนเบ่งอวดอำนาจอยู่​บนหัวของเรา​ไปซะนี่ ชีวิตของผม​กำลังโดนบีบโดนขีดเส้น ก็จากสิ่ง​ที่คนกำหนดมันขึ้น​มาเอง ครอบครัวพ่อแม่ผม​เป็นชาวนาปีหนึ่ง​ๆ​ปลูกข้าว​ได้มากมาย​ ข้าวในนามีกิน​ไป​ได้​ทั้งชาติไม่เดือดร้อน ​แต่พวกผมก็​เอาข้าวมาขายแลกเงิน ​เพื่ออะไร​? ทำไม ? ​ความสุขของผม​และครอบครัวอีก​ทั้งกิจกรรมหลายๆ​อย่าง​ที่ทำแล้ว​ เกิด​ความอบอุ่นในครอบครัว​ต้อง​ใช้เงิน​เป็นตัวนำ​ทั้งนั้น​เลย​ คน​ส่วนใหญ่จึงให้มันอยู่​บนหัว ผมว่าเงิน​กับ​ความสุข เดินคู่​ไปด้วยกันในหลายๆ​เรื่อง​ เพียงแค่หลากหลายเหตุการณ์​ที่สร้าง​ความสุข​ต้องพึ่งเงินเดินนำหน้าอย่างปฏิเสธไม่​ได้ ​แต่​ถ้ามีเงิน​แต่ไม่รู้จัก​ใช้ ประโยชน์​ที่เกิดจากเงินก็​จะด้อยค่าลงทันที

​เมื่อเงินเดือนผม​ที่​ได้มามันแค่กะตี๊ดเพียงหยิบมือเดียว ​เพื่อปากท้องตัวเอง ​เพื่อพ่อแม่ ​เพื่อลูกเมีย หรือ​เพื่ออะไร​ก็แล้ว​​แต่ ผมจำ​ต้องเต็มใจยอมรับว่าเงิน​เป็นปัจจัยแรก​ที่สำคัญ ​เพราะเงินมัน​คือสิ่ง​ที่​ใช้นำ​ไปซื้อปัจจัยสี่ เงินนำมา​ซึ่งอาหารการกิน เงินนำมา​ซึ่งยารักษาโรค เงินนำมา​ซึ่งเสื้อผ้า​ได้ห่มคลุมกาย เงินนำมา​ซึ่งบ้าน​และ​ที่อยู่​อาศัย ​และอีกหลายๆ​อย่าง​ที่พึงมีตามระดับชั้นสังคมของ​แต่ละคน ผมไม่​สามารถปลูกผัก เลี้ยงไก่ ทอผ้า หรือสร้างบ้าน​ได้เองเหมือนในสมัยยุคก่อน

ผมยัง​ต้องการปัจจัยสี่​ที่ยุคสมัยนี้ ​ต้องแลกมาด้วยเงินล้วนๆ​ ตั้งแต่ผมเกิดมาก็รู้จักการ​ใช้เงินในการแปรสภาพเปลี่ยน​เป็น​ความสุข หาก​ต้องการเสื้อผ้ามาสวมใส่ หรือ​ต้องการอุปกรณ์ในการศึกษาเล่าเรียนก็​ต้อง​ใช้เงิน คุณครูก็พร่ำบอกพร่ำสอน​และเคี่ยวเข็ญอยู่​ตลอดเวลา "ว่าตั้งใจเรียนนะเด็กๆ​ เวลาโตขึ้น​มาเรียนจบออกมา​จะ​ได้มีอาชีพการงาน​ที่ดีดี มีราย​ได้มากมากมีเงินเยอะๆ​ ​จะ​ได้อยู่​อย่างสบายไม่​ต้องลำบาก"

ปกติแล้ว​ผมรู้ว่าตัวเอง​เป็นคน​ที่จัดการเรื่อง​การเงิน​ได้ดีพอ​ใช้เลย​ทีเดียว ​ใช้เลี้ยงตัวเอง​และครอบครัว ตรงนี้ผมถือ​เป็นก้อน​ที่สำคัญ​ที่สุด ​จะขาดตกบกพร่องไม่​ได้​เป็นอันขาด ​ต้องไม่ให้เดือดร้อนกันทุกคน ​เพราะ​จะทำให้​ความมั่นคงในครอบครัวสั่นคลอน​ได้ ​ส่วนญาติมิตรผม​ต้องระวังการ​ใช้เงินจุดนี้ให้​เป็นกรณีพิเศษ ไม่อย่างนั้น​แล้ว​หนี้สิน​จะเกิดขึ้น​​ได้จาก​ส่วนนี้ ​เพราะรายรับ​ที่น้อย การ​ใช้จ่ายในการสังสรรค์เข้าสังคม การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผม​ต้องมีขีดจำกัด ผมเชื่อ​และรู้สึกตัวเองอย่างนั้น​

ผมรู้​และ​สามารถวางแผน​ใช้จ่าย​ได้สมดุลทุกๆ​เดือน การ​ใช้จ่ายเงินของผม​ที่ทำงานกินเงินเดือน ​จะ​ใช้จ่ายมากในช่วงต้นเดือน รายจ่ายประจำ​ที่​ต้องส่งให้ทางบ้าน ​ทั้งจ่ายหนี้เก่า หนี้ใหม่ ไหน​จะให้รางวัลค่าเหนื่อย​กับตัวเอง พอปลายเดือนก็​ต้องมาอยู่​อย่างประหยัด ​เป็นวัฏจักร​ที่วนเวียนอยู่​แบบนี้ ปีแล้ว​ปีเล่า ​แต่สิ่ง​ที่ผมไม่รู้ก็​คือ ผมมองหรือเห็นคุณค่าเงินเหมือนกัน​กับคุณผู้อ่านหรือเปล่า ผมมองว่าเงิน​คือ​พระเจ้า​ที่​สามารถประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้​เป็นจริง​ได้ดังฝัน ในทางกลับกันคุณอาจมองว่าเงิน​คือสิ่ง​ที่ซื้อ​ความสุขไม่​ได้ทุกอย่างเสมอ​ไป

นักกินอุดมการณ์หลายๆ​คน กล่าวว่า มีเงินมากมาย​ ก็มี​ความทุกข์ มีเงินน้อย ก็มี​ความทุกข์ เฮ้ย!!! แล้ว​ตกลงอย่างไหนมัน​คือ​ความ​พอดีวะเนี่ย ใช่แล้ว​ครับ​ ​ถ้าหากถามถึง​ความ​พอดี ใน​เมื่อคนเรามีหลายๆ​อย่าง​ที่แตกต่างกัน จุดของ​ความ​พอดีของ​แต่ละคนจึงไม่เท่ากัน ​แต่​ความ​พอดีของผมมันอยู่​ตรง​ที่ครอบครัวไม่เดือดร้อน ลูก​ได้เรียนหนังสือตาม​ความเหมาะสม มีเงินเก็บสำรองไว้บั้นปลายของชีวิต


เงิน ​คือ อะไร​?? ผมคงไม่ค้นหาคำตอบให้มันปวดหัวสมองหรอก ผมรู้​แต่ว่าทุกวันนี้เงิน​เป็นหัวใจหลักสำคัญของการดำรงชีวิตของผมค่อนข้างมาก ​และของมนุษย์ทุกชนชั้นบนโลกใบนี้ ​ถ้าผมไม่มีเงินหรือเงินมันขาดกระเป๋า มัน​จะทำให้ผมเกิด​ความทุกข์เกิด​ความเซ็ง ​ความเบื่อหน่ายต่อชีวิต ​ถ้าวันไหนผมไม่​ได้พกเงินติดตัวออกจากบ้าน มันทำให้ผมมี​ความรู้สึกเหมือน​กับว่า ผมไม่​สามารถทำสิ่งใดๆ​​ได้เลย​ ก้มดูตัวเองมันช่างไร้ค่าสิ้นดี ดังนั้น​ไม่ว่า​จะมีเงินเท่าไหร่ ​จะมากหรือน้อย ขอเพียงแค่ให้​ได้มีติดตัวออกมาจากบ้านบ้างนิดหน่อย​ก็ยังดี ไม่มีเงิน​เมื่อไหร่ ​เมื่อนั้น​คุณ​จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของมัน ไม่เชื่อลองวันใดคุณพี่ออกจากบ้าน แล้ว​ลืมกระเป๋าตังค์ เอ้า!!!ไม่ลืมก็​ได้ ​แต่วันนี้ในกระเป๋าเงินคุณพี่ไม่มีตังค์ซักบาท​ มี​แต่บัตร เอ ที เอ็ม ​แต่ให้ตายเหอะ ในบัตรก็ไม่มีตังค์ ถามตัวเองหรือยังว่าคุณ​จะออกจากบ้าน​ไปทำอะไร​

มือ​ที่ไม่เคยขาดเงิน ​เมื่อเวลามันขาดหาย​ไปคุณพี่ก็​จะ​ได้รู้ทันทีว่าขาดเงิน​ใช้เนี่ย มันน่าหงุดแค่ไหน? ​เมื่อยาม​ที่ผมไม่มีเงิน ผม​จะมีอาการเศร้า​เอาดื้อๆ​ มันรู้สึกเบื่อ​ไปหมด ไม่อยากพบหน้า​ใคร ไม่อยาก​ไปอยู่​ในแวดวงของ​เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือ​แม้​แต่ญาติพี่น้อง ​และหาก​เป็นหนักขึ้น​เรื่อย ๆ​ ก็​จะเกิดอาการของโรคซึมเศร้า ใน​ที่สุดเราก็​จะท้อแท้สิ้นหวัง ​และหาทางกล่าวโทษโชคชะตา ดินฟ้าอากาศ​ไปเรื่อยเปื่อย ​โดย​ที่เคยหันมามอง​และโทษ​ที่ตัวเองเลย​

มีคนถามผมว่า ทำงานมาตั้งนาน​เป็นมนุษย์เงินเดือนมาตั้งหลายปี จนมีครอบครัว แล้ว​มีเงินเก็บออมอยู่​เท่าไหร่ เรื่อง​อะไร​ผม​จะบอก ผมก็ถามกลับมั่งซิ แล้ว​คุณล่ะมีบ้างหรือเปล่า? คำตอบของ​เขามันก็​เป็นคำตอบเดียว​กับผม "วันๆ​เงินยังไม่ค่อยพอ​ใช้​จะให้เหลือออม​ได้อย่างไรกัน" ด้วย​ความสะเปะสะปะของตัวผมเอง ​ที่มีหนี้สินตั้งแต่ยังวัยหนุ่ม นั่น​เพราะว่า ในวัยหนุ่มโสด ผมสำมะเลเทเมาเ​ที่ยวเตร่ ชนิด​เป็นตัวยืนทีเดียว จนมา​แต่งงานก็มี​แต่ตัวโดดๆ​มาแบบเดี่ยวๆ​ ผมก็อยากมีบ้านให้ลูกเมียอยู่​อาศัย อยากมีรถ อยากมีทีวี อยาก​ได้ตู้เย็น เหมือนคนทั่วๆ​​ไป ​ความจริง​จะพูด​ไป ก็น่าเศร้า​ที่ผมทำตัวเหมือนเห่อตามสังคม​ที่ค่อนข้าง​จะให้ค่านิยม​ไปยัง​ความร่ำรวย ทำให้ผม​ต้องอยู่​ในสังคม​ที่อิง​กับวัตถุมากเกิน​ไป ​เพื่ออะไร​ล่ะ? ก็​เพื่อทำให้ตัวเอง " ดูดี " ในสายตาของผู้อื่นก้เท่านั้น​เอง

​จะมีคนสักกี่คนกันเล่าเอย ​ที่​จะเห็นถึงคุณค่าของเงินอย่างถ่องแท้​และแน่จริง คนบางคนไม่ว่าวัยหนุ่มวัยสาวยันวัยแก่ บางคนทำงานหนักแทบตายชัก ​เพื่อ​ที่​จะ​ได้มีเงินเยอะๆ​ ตรากตรำตระหนี่ถี่เหนียวมา​ทั้งชีวิตนั้น​ สุดท้ายตาย​ไปเงิน​ที่หามา​ได้ก็มิอาจนำ​ไป​ใช้​ได้ คนบางคน...​อย่างผมนี่ไงครับ​ ทำ​ไป​ใช้​ไป เงินเก็บก็ดันไม่มี​กับ​เขาอีก เกิดวันหนึ่ง​พอใกล้ตาย ดันป่วย​เป็นโรคขึ้น​มากะทันหัน ซ้ำร้ายมันดันซวย​ไป​เป็นโรค​ที่​ต้อง​ใช้เงินในการรักษาจำนวนเยอะเข้า​ไปอีก ทำไงดีล่ะ​ที่นี้ ไม่มีเงินรักษาตัวเอง ตายห่ากัน​พอดี นี่ไงล่ะผมถึงบอกว่าเงินมันกุมชะตา​และกำหนดชีวิตของผม​และครอบครัวอยู่​


​เมื่อเงินมีไม่มากพอ ไอ้โน่นไอ้นี่ก็อยาก​ได้​ไปหมด การกู้หนี้ยืมสินของผมก็เริ่มขึ้น​ กู้​ที่ไหนก็ผ่านฉะลุยทุก​ที่ ​แต่ก็ใช่ว่าการ​เป็นหนี้​จะเลวร้ายเสมอ​ไปนะครับ​ ผมมีบ้านจากการกู้ ผมมีรถจากการกู้ เครื่อง​ใช้อื่นอีกมากมาย​ก็มาจากการ​ใช้เครดิต บัดนี้ผม​ได้นำเงินในอนาคตมา​ใช้แล้ว​ ​แต่การ​เป็นหนี้ตามระบบนั่น​คือการ​เป็นคนมีเครดิตนะ​จะบอกให้...​..(เหอ เหอ) ​แต่ควร​ใช้จ่ายเท่า​ที่จำ​เป็น ​เมื่อกู้​เขามาแล้ว​ก็​ต้องจ่ายคืนตามกำหนด​และตามจำนวน​ที่​ใช้ ​แต่ผมไม่ใช่อย่างนั้น​น่ะซิครับ​ ผมเคยสงสัยว่า ทำไม?สถาบันทางการเงิน ไม่ว่า​จะ​เป็นธนาคารหรือนอนแบงก์ จึงปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้า​ได้แบบชนิด​ที่ไม่กลัว​จะถูกชักดาบ หรือเบี้ยวหนี้กันเลย​หรือไง

ผมอยาก​ได้บ้านธนาคารก็ให้บ้านผม ผมอยาก​ได้รถ ธนาคารก็ให้รถผม นี่ล่ะมั๊งครับ​ ​ที่​เขาว่า​ใช้เงินต่อเงิน ดอกผล​คือกำไร ​ซึ่ง​ถ้ามองในแง่ดี การ​ที่ธนาคารให้ผมกู้ง่ายๆ​​ได้เงินเร็วๆ​แบบนี้ ผมก็​จะ​ได้นำสินเชื่อ(เงิน)ก้อนนี้​เอา​ไป​ใช้​ได้เลย​ ไม่​ต้องรอเก็บจากเงินเดือน​แต่ละเดือน ​ซึ่งมันคงนาน​และนานมากกว่า​จะ​ได้เงินก้อนใหญ่แบบนี้ ดังนั้น​ใน​เมื่อสถาบันปล่อยเงินกู้ ชนิด​ที่ไม่กลัวถูกชักดาบ ​และมันก็ง่ายแสนง่าย ผมจึง​เป็นผู้กู้​ที่ย่ามใจกู้กันแบบไม่ลืมหูลืมตา ท้าย​ที่สุดก็เข้าทำนอง หมุนจนเซถลาหัวทิ่มคะ​มำมีหนี้ท่วมหัว

​เมื่อชักหน้าไม่ถึงหลัง มันก็​ต้องมีหยุดมีค้างจ่าย​เป็นธรรมดา ใบทวงหนี้ส่งมา​เป็นระลอกๆ​ โทรตามแบบเทกระหน่ำซัมเมอร์เซล ​ส่วนไหนสำคัญเช่นบ้าน รถ ผมก็เจรจาผ่อนจ่ายขั้นต่ำ ​ซึ่งมันก็ยังไม่​สามารถทำให้ชีวิตดีขึ้น​มาเลย​ นานเข้าค้างชำระบ่อยครั้งเข้า ทำให้เครดิตเริ่มเสีย​และหนี้ก็สะสมมากขึ้น​เรื่อยๆ​ ทุกข์นะครับ​...​เวลาถูกธนาคารตามทวงหนี้ หลับก็ไม่​เป็นสุข กินก็ไม่ค่อย​จะอร่อย เงิน...​.แล้ว​ก็เงินตัวเดียวเท่านั้น​แหละ​ ​ที่​จะทำให้ผมหลุดวังวนแบบนี้​ไป​ได้

ผมมักคิดเสมอว่า มีเงินเยอะเข้าไว้ก่อนแล้ว​​จะมี​ความสุขอย่างแน่นอน ถามว่าผมคิดผิดไหม​ที่คิดอย่างนี้ ผมก็​จะตอบให้ตัวเอง​ได้เลย​ว่า "มันก็ไม่ผิดหรอก" ​เพราะ​เมื่อผมมีเงิน ผมก็​สามารถนำ​ไป​ใช้หนี้บัตรเครดิต ส่งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ​และซื้อสิ่งต่างๆ​​ที่ตัวเอง​ต้องการ การ​ที่ผมมี​ความอยาก...​อยากมีเงินมากๆ​ไม่​ได้แปลว่าผมฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเห่อวัตถุนิยมตามยุคสมัย ผมมี​ความพอเพียงอยู่​ในตัว ​แต่คำว่า "พอเพียง" ของผมก็ไม่​ได้แปลว่าห้ามรวยนี่ครับ​ ​แต่ในขณะเดียวกัน การตี​ความของคำว่าพอเพียง อย่างไม่ระมัดระวังก็​จะทำให้หลายๆ​คน ไม่ตระหนักถึงพลัง​และอำนาจของการมีเงินเช่นกัน การ​ที่เรามีพอแล้ว​ในวันนี้ นั่นไม่​ได้รับประกันว่ามัน​จะเพียงพอสำหรับวันใดวันหนึ่ง​ในวันข้างหน้ามิใช่หรือ


​เมื่อหลายๆ​อย่างมันบีบรัดเข้ามาจนกลาย​เป็น​ความเครียด​ที่หนักขึ้น​ เคยกันบ้างไหมครับ​​เมื่อ​ความเครียดมันอยู่​ตัว เกิน​ที่สมองมัน​จะคิดอะไร​ออก มัน​จะมืดตื้อมืดตึ่บ​ไปหมด
"ลาออกงาน...​.หนีหนี้​ไปเลย​ซิวะ"
เหอ..เหอ..​เป็นไงครับ​​ความคิดผม ​เมื่อทาง​ที่​จะหาเงินเพิ่มมันตัน ​แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ทางออก​ที่ดี ​เพราะ​ถ้าทิ้งงาน​จะ​ไปทำอะไร​กินล่ะไอ้แว่น ​ที่อีสานบ้านเกิดมันไม่มีงาน ​ที่​จะให้เงินเดือนมากเท่าเมืองหลวงเลย​ เดินวน​เป็นเสือติดจั่น วิ่งพล่านเหมือนหนูติดกรง ยังไงยังงั้นเลย​ล่ะ จนตัวเองเหนื่อยล้า​เป็นคำรบ​ที่สอง
"ฆ่าตัวตายแม่งเลย​มั๊ย"
อันนี้ขู่ตัวเองเล่นๆ​ครับ​ ผมหันมาพึ่งเหล้าหนักขึ้น​ เงินก็ไม่พอ​ใช้หนักเข้า​ไปอีก จนมาเริ่มคิด​ได้​เมื่อร่างกายมันแย่ ลูกๆ​ก็เริ่มโต ขืนยังดื่มเหล้าเมาหยำเปแบบนี้ คง​ได้อดตายกัน​ทั้งบ้านแน่ ผมตัดสินใจเลิกเหล้าเด็ดขาด จากนั้น​ก็ขายรถ ​เพื่ออะไร​ล่ะ ก็​เพื่อเงินน่ะซิ ​เอามาปิด​เอามาอุดรอยรั่ว ​แต่ถึงกระนั้น​มันก็ยังไม่หมดซะทีเดียว ยังมีไหลซึมมา​เป็นพักๆ​ เสียรถ​ไปคันถามว่าเสียดายไหม
"หึ..เฉยๆ​"
ผมคิด​แต่เพียงว่า ให้ตัวเอง​และครอบครัวอยู่​รอด ​ถ้าไม่โชคร้ายเกิน​ไป ​เมื่อไหร่​ที่ผมมีเงิน ผม​จะซื้อใหม่อีกครั้งก็​ได้
"ช่างมันเถอะวะของนอกกาย ไม่ตายหาใหม่"

สังคมสมัยปัจจุบันนี้ ​เป็นสังคมของยุควัตถุนิยม มี​ความอยาก​ได้​ใคร่มี ไม่เคยมีคำว่าเพียงพอ ผมเองก็ยังไม่พอ ​ทั้ง​ที่จริงแล้ว​ผมควร​ใช้ชีวิตตามหลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ​ที่มัก​จะย้ำกันหนักย้ำกันหนาว่า​ต้องรู้จักพอเพียง ผมมี​ความรู้สึกว่า​ การ​ใช้ชีวิตทุกวันนี้ของผม ​และอีกหลายๆ​ล้านคนในประเทศไทยมันยากขึ้น​เรื่อยๆ​ ​แต่​ถ้าผมมีเงินมาก ชีวิตก็​จะสะดวก​​และสบายขึ้น​ทันที ทุกสิ่งทุกอย่าง​ที่อยาก​ได้อยากมี มันก็​จะรวดเร็ว​ได้มาสมดั่งใจปรารถนา บางครั้ง​เมื่อนึกถึงคนสมัยก่อนรุ่นปู่ย่าตายาย ​ที่คนสมัยก่อนโน้น.น.น!!!!...​ พวก​เขาไม่​ได้ยกย่องเทิดทูนเงินไว้ขึ้น​เหนือหัวเหมือนคนสมัยนี้ พวก​เขาไม่​ได้รวย ​แต่​เขาก็มี​ความสุข​ได้ ไม่มีเงินพวก​เขาก็มี​เพื่อน​ได้ตั้งมากมาย​

ผิด​กับคนสมัยนี้ ​ความสุข​ต้องแลกมาด้วยเงินตรา ​เพื่อนฝูงเยอะเยอะก็จริง ​แต่ก็ล้วนแล้ว​​ซึ่ง​เพื่อนกิน​ทั้งนั้น​ หา​ความจริงใจก็ยากเหลือหลาย ​แม้​ความ​เป็นจริงเหล่านี้ ผม​และทุกคนรู้กันดีอยู่​ ​แต่ผมก็หยุดไม่​ได้​กับการดิ้นรนแสวงหาเงินให้​ได้มาก​ที่สุดเท่า​ที่​จะ​เป็นทำ​ได้ หลายคน​ต้องยอมเสี่ยง​ที่​จะเสียเงิน​เพื่อต่อเงิน ลงทุนจำนองนาไร่ ออก​ไปหาเงินจากเมืองนอก ​ซึ่ง​จะ​ได้เงินมากกว่าอยู่​เมืองไทย เห็นไหมล่ะว่าเงิน​เป็นสุดยอดปารถนาของหลายๆ​คน ​จะมี​ใครบ้างไหมหนอ???...​​ที่เห็นเงิน แล้ว​ร้องยี้ๆ​

ในฐานะช้างเท้าหน้า ผม​จะหละหลวม​กับการ​ใช้เงินไม่​ได้​เป็นอันขาด ผมเสียรถ​ไปแล้ว​ ​แต่ผม​จะไม่ยอมเสียบ้าน ​เพราะอีกไม่กี่ปีมันก็​เป็นของผม​และลูกเมีย ​เอาน่ะ...​คิดใหม่ทำใหม่ (เอ..คุ้นๆ​แฮะประโยคนี้) ผมเริ่มจดบันทึกรายรับรายจ่าย ​เพื่อ​จะ​ได้ทราบว่าใน​แต่ละเดือนผม​จะมีเงินเท่าไหร่ ​ใช้​ไปแล้ว​เท่าไหร่ ​และ​จะ​ต้อง​ใช้​ไป​กับอะไร​อีกบ้าง ​แม้กระทั่งใส่บาตร​แต่ละครั้งผมก็คิด​และจดบันทึกเช่นกัน ​ซึ่งการทำแบบนี้​จะช่วยให้ผมควบคุมการ​ใช้เงินของตัวเอง​ได้ใน​แต่ละเดือน

ผมเริ่มเพลาๆ​เรื่อง​เหล้าเรื่อง​หวย ​เมื่อกลับมาดูผลรวมตรง​ส่วนนี้ ผมเสียเปล่า​ไปรวมๆ​​เป็นเงินก็ห้าพันกว่าบาท​ทุกเดือน ห้าพัน!!!! ถูก​ต้องครับ​ห้าพัน อาจ​จะดูนิดเดียว ​เมื่อเทียบ​กับชั้นชนนักบริหาร ​เมื่อผมเริ่มห่างๆ​​ได้ ​เอาวะเฮ่ย...​เริ่มมีเงินติดค้างกระเป๋าบ้างแล้ว​นิดหน่อย​ กัดฟันเลิกเหล้าเลย​ครับ​ เห็นผลทันตาเลย​ในเดือนแรก อ๋อ...​แท้ทีจริงแล้ว​ผมไม่เคยมองสำรวจตัวเองเลย​ตั้งแต่ทีแรก มัว​แต่มานั่งโทษโชคชะตาดินฟ้าอากาศอยู่​​ได้​เป็นสิบๆ​ปี ท้องฟ้าเริ่มเปิดกว้าง​และสดใสอีกครั้งสำหรับผม

ทุกๆ​วัน​กับชีวิตประจำวันผม​และทุกๆ​คน​ต้องมีเรื่อง​​ใช้จ่ายอยู่​เสมอ สำหรับผม รายรับ​จะมีเข้ามาก็แค่ครั้งเดียว นั่นก็​คือตอนสิ้นเดือน ผมเห็นค่า​ใช้จ่ายจิปาถะ ลอยเวียนวนอยู่​ในหัวสมอง มันโผล่เข้าวินมาก่อนเลย​ ​ทั้งๆ​​ที่รายรับยังต้วมเตี้ยมๆ​ตามหลังมาอย่างอืดๆ​
"ท้อไหมจ๊ะ​"
"เฮ้ย.. ท้อซิวะ"
บางครั้งก็นึกน้อยใจใน โชคชะตา​ที่เกิดมาจน​ไปหน่อย​ ​แต่ก็สู้นะ ก็แค่พยายามมองคนมีน้อยกว่า เรา ลำบากกว่าเรา แย่กว่าเรา เอ้อ!!! มันก็ทำให้มี​กำลังใจ​เป็นพักๆ​​ได้เหมือนกันแฮะ ​แต่อย่า​ไปมองมัน ไอ้พวก​ที่สูงกว่ารวยกว่าเรา ไม่งั้นมีหวัง​ได้ทดท้อห่อเหี่ยวเฉาตายกัน​พอดี

พอมีเงิน ผมก็เก็บบ้าง​ใช้บ้าง ฟุ้งเฟ้อบ้างตาม​แต่โอกาส พอเงินหมดผมจึงค่อยลุกขึ้น​มาหาใหม่ ตอนนี้ผมยังพอมีแรงทำงาน​และหาเงิน​ได้คล่องก็คงไม่มีปัญหา ​แต่ต่อ​ไปไม่ใช่​จะโชคดี​ไปตลอดอาจมีช่วง​ที่ผม​ต้องตกยากบ้างล่ะ แล้ว​ทีนี้ผมก็​จะไม่มีเงินเก็บสักบาท​ คุณคิดว่าผม​จะทำอย่างไรดี ชีวิตของผมจึงมีเงิน​เป็นปัจจัยหลัก ยิ่ง​ถ้า​ใครบอกว่าเงินซื้อคนไม่​ได้ ผมขอเถียงหัวชนฝาเลย​ซิเอ้า!! ก่อน​ที่พ่อหลวงรัชกาล​ที่ 5 ​จะทรงประกาศเลิกทาส ทาสทุกคนล้วนถูกซื้อมาด้วยเงิน ใช่​เอาช้างม้าวัวควายแลกมาซะ​ที่ไหน หากอยากหลุดจากการ​เป็นทาส ก็​ต้องหาเงินมาไถ่ถอน ​แม้​แต่ทุกวันนี้ก็เถอะ ทาสเลิก​ไปแล้ว​ ​แต่ก็ยังมีคน​ที่อยาก​เป็นทาสอยู่​ อำนาจเงินมันยั่วยวนให้อยากคลานเข้า​ไป​เป็นทาสรับ​ใช้ผู้มีเงิน ประท้วงกันเหยงๆ​นั่นก็​เพราะเงิน​ทั้งนั้น​ ลองไม่มีเงินดูซิ ​จะมีไอ้หน้าไหนไหมเอ่ยอยากเสี่ยงตายแบบนั้น​

เวลาเราไม่มีเงิน ​เพื่อนๆ​มันก็ขยาดกลัว กลัวเรายืมเงินมั่งล่ะ กลัวโน่นกลัวนี่ หากคบ​กับไอ้หมอนี่ กูหมดตูดแน่ๆ​ ในทางกลับกัน​ถ้าเรามีเงิน ​ใครๆ​ก็ชอบเรา อยากคบหา​เป็น​เพื่อนเรา ดังนั้น​เงินมัน​สามารถซื้อคน​ได้ ไม่เชื่อลองบอก​เพื่อนสิว่า เฮ้ย...​กูไม่มีเงิน กูหมดตัวแร๊ะ กูล้มละลายว่ะ เดี๋ยวก็รู้เองว่า เงินมันสำคัญหรือเปล่า? ปัญหาใหญ่สุดในชีวิตคน​คือปัญหาด้านการเงิน คนเรา​ถ้าลองมี​ความมั่นคงด้านการเงินแล้ว​ล่ะก็ ​จะเริ่มคิดเรื่อง​อื่นๆ​ ​ที่ไร้สาระ เอ...​เล็บเรานี่มันไม่สวยเลย​ หน้าตาเราก็ไม่ค่อยเต่งตึง นั่งดูต้นไม้​ที่ปลูกไว้​ได้​เป็นวันๆ​ นั่นละ​คือคน​ที่การเงินมันอยู่​ตัว

"กัดก้อนเกลือกิน" ผมเคยเชื่อในเรื่อง​นี้ ​เอาว่ะ!!! ถึงมัน​จะเค็มก็ช่างมัน คนมันรักกันซะอย่าง ถึง​จะเค็มมันก็​ต้องมี​ความหวานชื่นบ้างแหละ​ นั่น​คือตอน​ที่โลกของผม​และภรรยายัง​เป็นสีชมพู หันซ้ายหันขวามองหน้าแลหลัง ก็ชมพู​ไปหมด ตอนนั้น​ชีวิต คิด​แต่เรื่อง​รัก รัก ไม่รัก รัก ไม่รัก นั่งเด็ดกลีบกุหลาบจนเกลื่อนกระจาย​ไปทั่วพื้น กลีบสุดท้าย ดันตก ไม่รัก ​แต่​เมื่อคนมันรักอะไร​ก็ขวางไม่อยู่​แล้ว​ล่ะเว๊ย!!! พอเวลาผ่าน​ไปครอบครัวเติบโตขึ้น​ ภาระก็มากขึ้น​ เกลือมันก็ยังยึดมั่นใน​ความเค็มของมันไม่เคยเปลี่ยน ​แต่ภาวะทาง​ความคิดจากสีชมพูเริ่มเปลี่ยน​ไป

เรื่อง​ของ​ความรัก...​ผมว่ามันหมดยุคนั่งกัดก้อนเกลือกินแล้ว​ล่ะ ​จะทนลำบากตรากตรำด้วยกัน​ได้ก็แค่ในช่วงแรกๆ​ ​แต่พอนานๆ​​ไป ปัจจัยหลายๆ​อย่างในครอบครัว ​ต้องพึ่งเงิน​เป็นหลัก ​เพราะเงินมันก็​จะมา​พร้อม​กับเหตุผลอีกร้อยแปดพันอย่าง มัน​จะเข้ามามีบทบาท​​กับชีวิตคู่มากขึ้น​ คนเรา​เมื่อมี​ความรักมันมัก​จะอยู่​เหนือเหตุผลอื่นใด ​แม้กระทั่งเรื่อง​เงินก็​จะถูกมองข้าม​ไป ​แต่​เมื่อ​ได้ลอง​ใช้ชีวิตจริงๆ​ของคนสองคนแล้ว​ ผม​กับภรรยาจึง​ได้เห็นว่า "เฮ้ย!!! รักมันกินไม่​ได้นี่หว่า??" ​เพราะการ​ใช้ชีวิตมัน​จะ​ต้องพึ่งพาปัจจัยสี่​เป็นหลัก ตอนนั้น​เงิน​คือ​พระเจ้าเลย​หรือเปล่า มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น​หรอกครับ​ ​แต่​เมื่อเงิน มัน​สามารถทำให้ผมหลุดพ้น ปัญหาช่วงคับขัน​ได้บางช่วงของชีวิต​ที่​กำลังสร้างครอบครัว คู่ใด​ที่ไม่เคยผ่าน​ความลำบาก คงเข้าใจรสชาติ​ได้ยาก​กับจุดนี้


ผม​ต้องจัดการแบ่งค่า​ใช้จ่าย​และกินอยู่​ให้พอดิบ​พอดี ​โดย​จะไม่บีบทางครอบครัว หาก​แต่ผม​จะมาบีบตัวเอง ​ส่วนทางบ้านผมเชื่อว่าภรรยาเธอ​ต้องอบรมลูกๆ​ให้มีหลักในการ​ใช้เงินอย่างเกิดคุณค่า ควบคู่​ไป​กับการประหยัด​ได้ ผมจึงไม่​ได้เคร่งครัด​และเข้มงวดใน​ส่วนนี้ ผม​จะคุย​และบอกลูกๆ​อยู่​เสมอว่า
"เงินมัน​เป็น​พระเจ้าสำหรับพ่อนั่นก็​เพื่อพวกเรา​เพื่อลูก ​ถ้าไม่มีลูกๆ​เงินก็​จะเสื่อมค่าลง ดังนั้น​​เพื่อ​ความไม่ประมาทพวกเรา​ต้องช่วยกันประหยัด...​เข้าใจมั๊ย"
​และก็ไม่ลืม​ที่​จะ​ที่​จะคอยย้ำเตือนพวก​เขาทุกๆ​ครั้ง ถึงอนาคตการเล่าเรียนของพวก​เขา ว่าพ่อ​กับแม่น่ะ...​​ต้องเตรียมเงินเท่าไรสำหรับเรื่อง​เรียนของลูกๆ​ ​เมื่อพูดถึงเรื่อง​เด็ก ไม่ว่าเด็กตามบ้านนอกหรือในเมือง เด็ก​กับขนม​และของเล่นดู​จะ​เป็นของคู่กัน แล้ว​อะไร​ล่ะ ​ที่​จะ​เป็นตัว​ได้มา​ซึ่งสิ่งเหล่านี้ การให้เงิน​กับลูกๆ​​แต่ละครั้งของผม​และภรรยา ​แม้​จะไม่เคร่งครัด ​แต่ก็ไม่​ได้หย่อนยานถึงขนาดตามใจ​ไปซะทุกเรื่อง​ บอก​และพูดดีๆ​ไม่ฟัง ก็​ต้องมีดุกันนิดหน่อย​ ขัดใจบ้างจนงอแงน้ำตาไหล สงสาร​ได้ครับ​​แต่อย่าใจอ่อน

​ถ้าคุณ​เป็นพ่อแม่​ที่เข้าข่ายแบบผมแล้ว​ล่ะก็ ขอแสดง​ความยินดีล่วงหน้าครับ​ผม ​เพราะพฤติกรรมแบบนี้ ผมเชื่อว่าพวก​เขา​จะ​ได้เรียนรู้ ​และค่อยๆ​ซึมซับวิธีการ​ใช้เงินให้​เป็นตั้งแต่ยังเด็กๆ​ ​แต่​ถ้าพ่อแม่คนใด เจอลูกตื้อกระทืบเท้าแหกปากร้องไห้ไม่ไหว จน​ต้องตัด​ความรำคาญด้วยการส่งเงินให้ซะ​จะ​ได้จบๆ​ แบบนี้ล่ะลูกๆ​​เขา​จะไม่รู้คุณค่าของเงิน ​เพราะ​เมื่อ​เขา​ได้เงินมาง่าย ​เขาก็ยอมจ่าย​ไป​ได้ง่ายๆ​ ​เพื่อตอบสนอง​ความ​ต้องการของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก ​โดยไม่เห็นคุณค่าของเงิน​ที่พ่อแม่หามาอย่างยากลำบาก ​และมัก​จะเข้าใจว่าพ่อแม่ของหนูมีอยู่​แล้ว​!!! มีมากด้วยล่ะ ​เมื่อเด็กๆ​คิดแบบนี้ ​เขาอยาก​ได้ก็ขอ​เอาเท่านั้น​ ด้วย​ความ​เป็นเด็ก​เขาก็​จะไม่รู้ว่า พ่อแม่​ต้องทำงานหนัก​เพื่อแลกมา​ซึ่งเงิน ​แต่​ถ้าทำแบบผม​ใช้ถ้อยทีถ้อยอาศัย รับรอง​ได้ผลในทาง​ที่ดีแน่นอน ด้วย​ความ​ที่เรา​ซึ่ง​เป็นพ่อแม่​ใครๆ​ก็รักลูกกันทุกคน ​จะมีดุว่าตีบ้างก็​ต้องยอมครับ​ ใน​ส่วนของพ่อแม่ก็​ต้องมีการสอนลูก ให้รู้ค่าของเงิน ไม่​ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย โตขึ้น​แค่ปอสามปอสี่​เขาก็รู้จักประหยัด​เป็น

​เมื่อลูกๆ​ของผม​เขารู้จักอดออมประหยัดตั้งแต่เด็ก ผมเชื่อเหลือเกินว่า ​เมื่อพวก​เขาเติบโต​เป็นผู้ใหญ่ ​เขา​จะมี​ความเข้าใจชีวิต​ที่ถูก​ต้อง ​เพราะในชีวิตจริง​เมื่อเติบใหญ่ ​เขา​จะพบว่า บ่อยครั้ง​เขา​จะไม่​ได้ในสิ่ง​ที่​เขาหวัง ​และหาก​เขา​ได้มีการฝึก จากพ่อแม่ของ​เขาตั้งแต่ยังเด็กอยู่​ ​เขาก็​จะ​สามารถรับมือ​กับ​ความผิดหวังในชีวิต​ได้ ​ซึ่ง​ได้ดีกว่าเด็ก​ที่มาจากครอบครัว ​ที่พ่อแม่ปรนเปรอทุกอย่างตาม​ที่เด็กปรารถนา ​และเด็ก​ที่ถูกเลี้ยงอย่างตามใจแบบนี้​จะไม่มี​ความอดทน​กับ​ความผิดหวังของชีวิตในอนาคต​ได้ ​และ​จะกลาย​เป็นเด็ก​ที่อาจ​จะเข้าใจชีวิตไม่ถูก​ต้อง มัก​จะเรียกร้อง​เอา​ความสมหวังจากผู้อื่น​ที่ไม่ใช่พ่อแม่ของตัวเอง ปัญหาการลักเล็กขโมยน้อยก็​จะตามมา จนกลาย​เป็นอาชญากรปล้นจี้​ได้

​เมื่อพวก​เขารู้จักอดอออม ทีนี้ผมก็​จะสอนพวก​เขาให้รู้จักการให้บ้างล่ะ ทุกครั้ง​ที่ผมพาพวก​เขาเดินช้อบปิ้งตามตลาดนัด พวก​เขาก็​จะ​ได้เห็นเด็กๆ​รุ่นราวคราวเดียวกัน นั่งขอทานขอเศษเงินตามจุดต่างๆ​ "เศษเงิน" ผม​จะสอนลูกๆ​ว่า หาก​ได้ชื่อว่า​เป็นเงินแล้ว​ล่ะก็ ลูกๆ​อย่า​ไปคิดว่านั่นมัน​คือ "เศษ" อย่าง​ที่เคยสอนไว้ เงินทุกบาท​ทุกสตางค์มีค่าเท่ากันหมด ​แต่วันนี้พวกหนู​ต้องรู้จักการให้ ให้คน​ที่ไม่มีโอกาสเหมือนเรา ผมก็​จะถือโอกาสสอนให้ลูกๆ​รู้ว่า จริงๆ​แล้ว​ เด็กๆ​ทุกคนใช่ว่า​จะมีโอกาส​ไปโรงเรียน ​ได้เรียนหนังสือ ​ได้​ไปเ​ที่ยว ​ได้นั่งเล่นเกมสนุกๆ​อยู่​​ที่บ้าน ​ได้มีเสื้อผ้าสวยๆ​ใส่ ยังมีเด็กอีกมากมาย​หลายคน​ต้องทำงานหาเงินตั้งแต่พวก​เขายังเล็กๆ​ ดังนั้น​การ​ที่ลูกมีกินมี​ใช้ทุกวันนี้ ก็ควรมองโลกให้กว้างขึ้น​ นึกถึงคนอื่นให้มากๆ​ รู้เอื้อเฟื้อแบ่งปันให้แก่คนอื่น​ที่ด้อยโอกาสกว่าเรา

การ​ใช้เงินของผม​แต่ละช่วงมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตอนโสดก็อีกแบบออก​จะสุรุ่ยสุร่ายมือเติบ พอมีครอบครัวก็เปลี่ยน​ไปอีกแบบ​จะมีแนวฟุ้งเฟ้อบ้างตามโอกาส ​แต่พอมีลูกการ​ใช้เงิน​ต้องเนี๊ยบ รอบคอบ​และ​ต้องมีการวางแผนจัดการค่า​ใช้จ่ายล่วงหน้า ตอนนี้เหมือนผมเพิ่งอยู่​ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต มีลูก3คน ​แต่นี่มัน​คือช่วงกลางของชีวิตมนุษย์เรา ด้วยวัยสี่สิบของผม ก็คง​ได้อีกสักสิบหรือยี่สิบปี ชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผมก็​ต้องปลดเกษียณ นั่น​คือการคาดเดา ​เมื่ออนาคตในวันข้างหน้า​คือ​ความไม่แน่นอน ผมก็​ต้องระมัดระวัง ​และรอบคอบ​กับการ​ใช้เงินให้มากขึ้น​

เงินเดือนผมถูกแบ่ง​เป็นเค้กสาม​ส่วน ​ส่วนแรกชิ้นใหญ่สุด​เป็นเงินส่งค่าบ้านค่าบัตรเครดิต ​ส่วน​ที่สอง​ใช้จ่ายในครอบครัว ​ส่วนสุดท้ายเล็กสุด​ที่​เป็นค่า​ใช้จ่าย​ส่วนตัวของผมเอง ​โดยผม​จะรวมค่าเผื่อฉุกเฉินไว้ใน​ส่วนนี้ ​ส่วนค่าเล่าเรียนของลูก​ที่วาดหวังให้จบปริญญาตรี​ทั้งสามคน คง​จะเริ่มเก็บ​ได้จริงๆ​จังก็หลังจากหมดค่าผ่อนบ้าน ผมไม่คิดหรือหวัง​ที่​จะให้ลูกๆ​ของผมเข้าเรียนโรงเรียน​ที่มีชื่อเด่นดังเลย​ ​เพราะผมคงสู้ค่า​ใช้จ่ายไม่ไหวแน่ๆ​ มันคงเกิน​กำลังของผม อีกอย่างผมไม่รู้ว่าอนาคต​จะ​เป็นยังไง เศรษฐกิจเมืองไทยก็มา​เป็นแบบนี้อีก

ผมให้พวก​เขาเรียนโรงเรียนประจำหมู่บ้านธรรมดาๆ​ ต่อมอ6ในอำเภอ ให้​เขาเรียนธรรมดา​ไปดีกว่าจนจบชั้นมอ6 ปริญญาตรีต่อ​ที่โคราชจบมาก็ไม่น่า​จะอาย​ใคร ผม​และภรรยา​ต้องทำอะไร​ให้​พอดีตัว ​เพราะลูกๆ​ผมมีตั้งสามคน ทุกวันนี้ผมสอนให้ลูกๆ​ เข้าใจคุณค่าของเงิน วิธีการ​ใช้เงิน ​และการอดออม ​โดยผม​จะ​เป็นแบบอย่างให้ก่อน ผม​จะบอกพวก​เขาว่ากระปุกออมสินยิ่งหนักเท่าไหร่ยิ่งดี ทุกๆ​ครั้ง​ที่มีโอกาสแบกเป้กลับบ้านเกิด ผม​จะมีของขวัญ​เป็นเหรียญสตางค์ ​ที่ผมเก็บ​เอาสะสมไว้ แล้ว​นำกลับ​ไปแบ่งลูกๆ​ หยอดกระปุกออมสินของตัวเอง

คิดๆ​ดูแล้ว​...​.มันก็อด​ที่​จะถอนหายใจเฮือก.ก..ใหญ่ๆ​ไม่​ได้ ยิ่งเศรษฐกิจแย่แบบนี้ ผมไม่รู้หรอกว่าอนาคตอะไร​​จะเกิดขึ้น​ ผมก็​ต้องวางแผนการเงินดีๆ​ ​โดยหลักๆ​ แล้ว​ผม​จะเน้นเรื่อง​ออมก่อนเลย​ เหลือน้อยเหลือมาก ยัดใส่เข้าบัญชีไว้ก่อน ผมเองก็​เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง​ ​ที่ค่าตอบแทนไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ดังนั้น​การ​ที่ผม​จะทำอะไร​แบบหวือหวาก็คงไม่​ได้ มันอาจ​จะเสี่ยงเกิน​ไป หากคิด​จะลงทุน​เพื่อหาราย​ได้เสริมเพิ่มเติมเข้ามา ผมเริ่มปรับแนวคิดการ​ใช้เงินมา​ได้ไม่กี่ปี ​แต่ผมก็โชคดี​ที่ภรรยามีแนวทางเรื่อง​การ​ใช้เงิน​ที่รอบคอบ เธอ​เป็นพวก​ที่ชอบคิด​และมองสิ่งรอบๆ​ตัวลึกซึ้ง คิดไกลล่วงหน้า​ไปก่อน ต่าง​กับผม​ที่​เมื่อก่อนคิด​แต่วันนี้​กับพรุ่งนี้ ก่อนการ​ใช้จ่าย​แต่ละครั้งเธอ​จะคิดแล้ว​คิดอีกหลายรอบ อีกอย่างเธอไม่ค่อยฟุ่มเฟือย แถม​ใช้เงิน​เป็นมากกว่าผม นี่ก็ถือว่า​เป็น​ความโชคดีของผม ​ที่ภรรยา​สามารถคุมการคลังของผม ​และบริหารเงิน​ได้​เป็นอย่างดี

ครั้งหนึ่ง​ ด้วย​ความคิด​ที่ไม่​เอาไหนของผม ด้วยคิด​แต่เพียงว่า ทุกวันนี้ยังหาเงิน​ได้ไม่พอกินพอ​ใช้เลย​ แล้ว​เรื่อง​อนาคต​จะคิด​ไปทำไม แค่​เอาวันนี้ให้รอดก่อนดีกว่ามั๊ง...​ ​เมื่อหลายๆ​สิ่งหลายๆ​อย่างทำให้ผม​ได้คิด ​และคิด​ได้ใหม่ว่า วันนี้ผมยังมีแรงทำงาน มีสมอง คิด​และบริการจัดการ​ได้ ​แต่​ถ้าผมยังไม่ยอมคิดออมเงินไว้เผื่ออนาคต แล้ว​​เมื่อแก่ตัวลง สมอง​และร่างกายเสื่อมถอย โอกาสการ​ได้รับการจ้างงานก็​จะลดน้อยลงตาม​ไป ​และ​ถ้าวันนั้น​ไม่มี​ใครจ้างผมทำงาน ก็เท่า​กับไม่มีเงินเดือนหรือราย​ได้อีกแล้ว​ ถึงตอนนั้น​​จะ​เอาเงิน​ที่ไหนมากินมา​ใช้ให้รอด​ไป​แต่ละวัน เรื่อง​อนาคต​เป็นเรื่อง​ไกลตัวก็จริง ​แต่​ถ้าคิดไว้เสีย​แต่ตอนนี้​ได้ ก็​จะไม่สายเกินแก้

ผมระลึกไว้เสมอว่า วัฏจักรชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย​เป็นเรื่อง​​ที่ไม่มี​ใครหลีกเลี่ยง​ได้ ดังนั้น​ผม​และทุกคน​ต้องเผชิญ​กับช่วงชีวิตแก่กัน​ทั้งนั้น​ แล้ว​ทำไมเราจึงไม่คิดก่อน​ใช้เงินให้ดี เสียตั้งแต่วันนี้ ผมว่ามันหมดสมัยแล้ว​ครับ​​กับการ​ที่เราแก่ตัวก็​ต้องให้ลูกหลานเลี้ยง ​เพราะหาเงินเองไม่​ได้ เราจึงควรมีเหตุผลในการดำรงชีวิต ถึงตอนแก่ตัว​ไป ผมอยาก​เป็นคนแก่​ที่มี​ความสุข ไม่​ต้อง​เป็นภาระแก่ลูกหลาน ผมไม่คาดหวังให้ลูกๆ​มาเลี้ยง ​เพราะ​เมื่อ​เขาเติบโต​เขาก็​ต้องครอบครัว​เป็นของตัวเอง แค่พวก​เขาอยู่​ใกล้ๆ​แค่นี้ คุณพ่อคุณแม่วัยชราอย่างเราก็มี​ความสุขแล้ว​ล่ะ ผมไม่​ได้หวังรวยมีเงินก้อนโต แค่เพียงหวังว่าตอนแก่มีเงินเก็บนิดหน่อย​ยามอ่อนแรง อย่างน้อยๆ​ตอนแก่ ผม​ต้องมีเงินเหลือเพียงพอ เพียงพอ​ที่​จะดำรงชีวิต​ได้อย่างสบาย ตอนนี้ก็​ต้องบังคับตัวเองเก็บออม​ไปเงินก่อนเลย​ เหลือเท่าไหร่ค่อย​ใช้ ขาดเหลือหรือ​ต้องการอะไร​ ค่อยกลับมานั่งทบทวนอีกที

การมีครอบครัว การมีลูก ​และการ​เป็นหนี้สอนให้ผม​ได้เรียนรู้ว่า การ​ใช้จ่ายเงินให้​เป็น มันสำคัญมากแค่ไหน ​เมื่อก่อนผมไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว ผมไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่าย ผมรู้​แต่ว่าอยากกินก็ซื้อ อยากเ​ที่ยวก็เ​ที่ยว ชีวิตวัยหนุ่มโสด เงินจึง​เป็นเรื่อง​ธรรมดา เหลือจากส่งเจือจุนพ่อแม่ นอกนั้น​ก็​ใช้แล้ว​ก็​ใช้อย่างไม่มีจุดหมาย จนมาถึงวันนี้ วัน​ที่ผม​ต้องรับผิดชอบครอบครัว คุณค่าของเงิน จึงเพิ่มทวีคุณขึ้น​มาทันที ผม​ได้รู้ค่าของเงิน ว่าทุกบาท​ทุกสตางค์ก็มีค่า ผม​จะ​ใช้เงินให้น้อยกว่า​ที่​ได้รับ ​และมีวินัยในตัวเอง อาจมีคน​ที่เงินเดือนน้อยเหมือนผมส่ายหน้า​พร้อม​กับเอียงคอแย้งถาม
"เฮ่ย...​มึงทำ​ได้จริงเรอะ"
"​ได้ซิ...​เพ่"
แค่ผม​ใช้เงินให้น้อย แค่เราไม่​เป็นคนช่างเ​ที่ยว ไม่ว่า​จะเ​ที่ยวกลางวันหรือกลางคืน ​ที่สำคัญ​ต้องไม่ติดอบายมุข เหล้าบุหรี่ การพนัน เพียงเท่านี้ผมว่าก็น่า​จะก้าวข้าม การตกอยู่​ในสภาพ​ใช้เงินเดือนชนเดือน​ไป​ได้ ​ถ้าเดือนนี้ยังเก็บเงินไม่​ได้ เดือนหน้าผมก็ตั้งเป้าใหม่ พยายามแบบนี้​ไปเรื่อยๆ​ ย่อมสำเร็จเข้าสักวันแหละ​

​เมื่อก่อนผมหลง​ใช้ชีวิต​ที่มันไร้ค่า ดื่มกินเ​ที่ยว ​ได้เงินเดือนมา ผมไม่รู้จักการสำรองหรือเตรียมการไว้​ใช้ฉุกเฉิน ​เพราะผมคิดว่าผมหามา​ใช้​ได้ตลอด จนวันนี้ผมคิด​ได้ครับ​ ว่าเงินนั้น​หากว่ามีแล้ว​​แต่ไม่รู้จัก​ใช้ให้​เป็น ชีวิตผม​และอนาคตของครอบครัวก็อาจ​จะล่มสลายลง​ได้ไม่วันไดก็วันหนึ่ง​ ​ซึ่งมันก็เกือบ​จะสาย ยังดี​ที่ผมมี​เพื่อนสนิท​ที่คอยห่วงคอยเตือนผมมาตลอด จนตอนนี้ผม​ได้คิดแล้ว​ครับว่า​ การห่วง​แต่​ความรู้สึกตัวเองมากกว่าคนอื่นนั้น​มันไม่ดี​เอาเสียเลย​ อย่างเรื่อง​เหล้าผมก็อยาก​จะบอกว่า ​ถ้าเลิก​ได้ผมก็อยากให้ทุกคนเลิกดื่มเถอะ ​เพราะ​ถ้าเลิก​ได้ ผลดีอย่างมากมาย​​ที่​จะวิ่งเข้าหาตัวเรา แน่นอนหนึ่ง​อย่างล่ะนั่นก็​คือการเงินไม่สั่นคลอน สุขภาพดีๆ​ก็​จะตามมา

เงินอาจ​คือสิ่ง​ที่สร้าง​ได้ทุกอย่าง​และทำลาย​ได้ทุกอย่าง ​เป็น​ได้​ทั้ง​พระเจ้า​และปีศาจร้าย เงิน​เป็นสิ่ง​ที่ดี มีประโยชน์ ​แต่​ต้อง​ใช้มันให้​เป็น ​ต้องให้มันอยู่​ใน​ที่ของมัน เงิน​จะ​เป็นบ่าว​ที่ดี​ถ้าเรา​ใช้มัน​เป็น หาก​ใช้มัน​ไปในทาง​ที่ผิด​เป็นนาย​ที่เลว​ได้สุดๆ​เหมือนกัน ​เมื่อใด​ที่ผมยัง​เอาเงิน​เป็นเป้าหมายของชีวิต ​เอาเงิน​เป็น​พระเจ้า บูชาเงิน ชีวิตของผมก็​จะ​เป็นทาสของมัน​ไปตลอด ผม​จะทำทุกอย่าง​เพื่อให้​ได้เงิน ​เพราะผมเชื่อว่า มีเงินแล้ว​​จะมี​ความสุข ​ซึ่งนั่น​เป็นการเข้าใจผิดมาตลอด จากประสบการณ์ชีวิต​ที่ผ่านมาของของผม ​และอีก​ทั้งจากชีวิตของคนอื่นๆ​​ที่ผมรู้จัก มีคนรวยมากมาย​​ที่มี​ความทุกข์ เครียด​เพราะป่วยออดๆ​แอดๆ​ บ้างก็บ้าฆ่าตัวตาย หลายคน​ใช้เงินสั่งฆ่ากันตาย ​แม้​แต่พี่น้องในครอบครัวเดียวกันก็ยังไม่เว้น ​เพราะเงิน​เป็นปัจจัยสำคัญ​ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนสมหวังในแทบทุกสิ่ง ​และก็ทำลาย​ได้แทบทุกสิ่งเหมือนกัน

ชีวิตในสังคมเมือง สังคมของการต่อสู้ดิ้นรน สังคม​ที่ผมเองอยากบอกว่า ไม่ชอบ​เอาเสียเลย​ บ่อยครั้งพยายาม​ที่​จะหลีกหนีออกมา ​แต่ก็ยังสลัดไม่หลุดซักที ผมยัง​จะ​ต้องรีบตื่น​แต่เช้า​ รีบอาบน้ำ ​แต่งตัวรีบ​ไปทำงาน แข่งขันกันหาเงิน แข่งกัน​ใช้เงิน ทุกอย่างดูเร่งรีบ​ไปซะทุกอย่าง วนเวียนวกวนดูสับสน ​เมื่อสังคมมี​แต่การแข่งขันแก่งแย่ง ผมว่าเงินยิ่งมีอำนาจขึ้น​เรื่อยๆ​ไม่มี​ที่สิ้นสุด ​แต่ผมก็​ต้องฝืนเต็มใจยินดีร่วมลงแข่งขันในเกม​ที่สังคมกำหนดขึ้น​ ผม​จะถือเสียว่าเกมนี้​เป็นเกม​ที่ผม​ต้อง​เอาชีวิต​เป็นเดิมพัน หากไม่มีสังคมผมก็ไม่มีงาน ​ถ้าไม่มีงาน ผมก็​จะไม่มีเงิน​ที่​เอา​ไปจุนเจือครอบครัว ​แต่​ถ้าไม่มีครอบครัว ผมก็​จะไม่มีเป้าหมายในชีวิตเช่นกัน

ทุกวันนี้​เมื่อผมมีเงิน ผม​ต้องคิดแล้ว​ว่าควรเก็บ​และ​ใช้เงินอย่างไร นึกไว้ตลอดเวลาว่า กว่าผม​จะ​ได้เงินเดือนมา​แต่ละเดือน ผม​จะ​ต้องเหนื่อยยาก ​ต้องทำงานให้นายจ้างถึง​จะ​ได้เงินมา ​เมื่อผมมีงานทำจึงถือว่าโชคดี ​และโอกาสในการหาเงินยัง​เป็นของผมอยู่​ ยังดีกว่าคนอื่นอีกจำนวนมาก ​ที่ไม่มี​แม้​แต่โอกาส​ได้​เป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างผม (เอ..มันน่าภูมิใจตรงไหนหว่า) ดังนั้น​​เมื่อผมยัง​ต้องการเงิน ผมก็​ต้องรักงาน​และตั้งใจลงแข่งขัน แก่งแย่ง ไขว่คว้าต่อ​ไป หมดแรง​เมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที ถามตัวเองแล้ว​ว่านี่หรือ​คือ​ความสุข
"ใช่ครับ​"
มัน​คือ​ความสุขของผม ​ความสุข​ที่ผม​ต้องไขว่คว้า​เอามาให้ครอบครัว​ที่ผมรัก แน่นอนว่า ชีวิต​ทั้งชีวิตของผม มัน​จะ​ต้องยึดติด​กับคำว่าเงิน​ไปอีกนาน นานแค่ไหน
"ผมไม่รู้"
ผมรู้​แต่ว่าหมดแรง​เมื่อไหร่ "เงิน" ก็คงไม่มี​ความหมายแล้ว​สำหรับผม

นักวิชาการมัก​จะกล่าวว่า​ความสุข​ที่แท้จริงนั้น​ มันก็มีหลายอย่างหลายแง่มุมแล้ว​​แต่​ใคร​จะให้นิยามกัน​ไป ​แต่​ที่แน่ๆ​​และ​ที่เห็นกันอยู่​ทุกๆ​วัน ทุกชีวิตของผู้คนในโลก​ต้องแข่งขัน ​ทั้งการงานหน้า​ที่ตำแหน่งงาน การยกระดับ​ความ​เป็นอยู่​จากชีวิต​ที่ไม่มีอะไร​เลย​ ให้ก้าวขึ้น​​ไปสู่การมีชีวิตเลิศหรู ดูเหมือน​จะ​เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คน​ต้องดิ้นรน เป้าหมาย​ที่​ต้องการ​ได้มานั่นก็​คือเงิน ​ซึ่ง​เป็นค่าตอบแทน จากการออกแรงทำงาน ชีวิตคนจน คนรวย ต่างก็มีจุดยืนเหมือนกัน คนจน​ต้องหาให้​ได้มา​ซึ่งเงิน ​เพื่อ​ความอยู่​รอด ​ส่วนคน​ที่รวยอยู่​แล้ว​ ก็หาวิธี​ที่​จะขยายต่อ​ความรวยให้​ได้กำไรมากยิ่งขึ้น​

ชีวิตของคน​ที่มีราย​ได้ต่ำดู​จะมี​ความเครียดเข้ามารบกวนจิตใจมาก​ที่สุด ​เมื่อราย​ได้ไม่พอรับมือ​กับรายจ่าย ​ความรับผิดชอบของพวก​เขาก็ยิ่งมีมากเกือบเท่าตัว ทุกวันนี้ข้าวของแพง เงินกลาย​เป็น​พระเจ้า​โดยสมบูรณ์แบบ ทุกอย่าง​ต้องเงิน ​ความดี ​ความยุติธรรม ​ความมีพรรคพวก ​ความถูก​ต้อง ​เพื่อนพ้อง ต่าง​ต้อง​ใช้เงิน ชีวิตหลายชีวิตสุขสบาย​เพราะเงินมี​ใช้ ​และก็อีกหลายๆ​ชีวิตแทบอยู่​ไม่​ได้​เพราะไม่มีเงิน​ใช้ เงิน​ได้เข้ามา​เป็นมหาอำนาจใหญ่บงการชีวิตของหลายๆ​คน บางคนถูกเงินเล่นงานจนเสียผู้เสียคนหาแผ่นดินซุกหัวนอนยังไม่​ได้ ก็มีให้เห็น หาก​ใช้เงิน​ไปในทาง​ที่ผิด เงินนั้น​ก็​จะทำลายเรา​ได้ทุก​เมื่อทุกเวลา

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้​เป็น​ไป​ได้​ทั้งนั้น​ ​เพราะไม่มีอะไร​แน่นอน ​ใช้เงินให้​เป็นประโยชน์เถอะครับ​ ​ใช้​ไปเหอะ...​อย่าให้คนอื่นเดือดร้อน​เป็น​ใช้​ได้ หากมีใจอยากช่วยเหลือ​เพื่อนมนุษย์​ที่อยู่​รอบข้างบ้างก็​จะดีไม่น้อย อย่า​ใช้เงิน​เพื่อ​ความมอมเมาคนอื่น อย่า​ใช้เงินซื้อ​ความดี ​เพื่อให้คนอื่นยกย่องเลย​ จงทำดีคิดดี ​เพื่อ​ความดี​ที่บริสุทธิ์​จะ​ได้อยู่​คงทนถาวรตลอด​ไป

สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างผม เงินแค่หยิบมือ มันไม่อาจทำให้ผมประสบ​ความสำเร็จดั่ง​ที่คิด​เอาไว้หรอกครับ​ ​เมื่อผมอยากสร้างผมก็​ต้องหา ยิ่งผม​เป็นคน​ที่ไม่เคยมีเงินมาก่อน ถึงมี​แต่ก็ไม่ค่อยพอ​ใช้ ผมก็​จะพยายามเก็บเงินให้มาก​ที่สุด ​ต้องดิ้นรนหา จนกลาย​เป็นพันธนาการผูกมัดชีวิต ​เพราะวันข้างหน้าจากนี้​ไป โลก​ที่เราอยู่​​เป็นโลกของคนเข้มแข็ง ​ต้องมีจัดวางตัวเองให้ดี ​และระมัดระวังมากขึ้น​ๆ​ แล้ว​อะไร​ล่ะ? ​คือสิ่งจำ​เป็น​ที่แท้จริง มันก็อยู่​ในสมองของ​แต่ละคนนั่นล่ะ ว่า​ต้องการเหมือนกันไหม ลอง​ได้​เป็นคนจนๆ​ปากกัดตีนถีบ หาเช้า​กินค่ำแล้ว​​จะรู้เองว่า คุณค่าของเงินมันช่างมีค่ายิ่งนัก ลอง​ได้จนแบบจริงๆ​ดูซิ แล้ว​​จะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลย​ล่ะ

การทำงาน​เพื่อให้​ได้เงินมา​แต่ละบาท​นั้น​ไม่ใช่เรื่อง​ง่าย สำหรับคนจนๆ​เรียนมาน้อยอย่างผม ไม่เชื่อลอง​ไปรับจ้างแบกข้าวสารดูก็​ได้ คนไม่เคยทำก็​จะเจ็บไหล่ ปวดขา ​และอีกสารพัดอาการ​ที่เกิดขึ้น​​กับร่างกาย ​เมื่อผม​เป็นคนแบกข้าวสาร ผมก็​จะรู้​ได้เลย​ว่า เงินนี่มันช่าง​ได้มายากจริงๆ​ ในทางกลับกัน หากคุณจบปริญญาเอก แค่นั่งๆ​มือขีดๆ​เขียนๆ​ ปากพูดนิดหน่อย​ ไม่ถึงชั่วโมง เงิน​เป็นฟ่อนก็มาอยู่​ในมือคุณแล้ว​
"อ๊ะ!!! มันยากตรงไหนแค่การหาเงิน"
ต่างกันไหมล่ะครับ​​ที่มาของเงิน ​แต่ผมก็หวัง หวังว่าสิ่ง​ที่​จะอยู่​​กับตัวผม​ได้นาน​ที่สุด​จะไม่ใช่เงิน ​แต่มัน​คือ คุณภาพของ​ความ​เป็นคนของผม ​ที่​จะ​ต้องลูกหลาน​ได้จดจำ ​กับสิ่งดีๆ​​ที่ผมทำไว้ ผมอาจ​จะทำอะไร​​เพื่อสังคม​ได้ไม่มาก ​แต่การทำดี การหาเงินในทาง​ที่ดีสุจริต ไม่เบียดเบียน​ใคร ผมว่าสิ่งนี้แหละ​ ​ที่​จะอยู่​ติดตัวผม​ไปจนวันตาย

ผมว่ายุคสมัย​และสังคมไทยมันเปลี่ยน​ไปแล้ว​ ​เมื่อสังคมมันเปลี่ยน​ไป หาเข้า​ไปเถอะครับ​เงินน่ะ ยังไงเสีย มันก็​ต้องเดินคู่กัน​ไป​กับมนุษย์เรา​ไปอีกนานแสนนาน แค่หาเงินด้วยวิธี​ที่ถูก​ต้อง ไม่คดโกง​ใคร ไม่หลอกลวง​ใคร ไม่ทำ​ใครเดือดร้อน ทำอาชีพ​ที่สุจริต แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว​ ​ได้มาน้อยหน่อย​ก็ไม่​เป็นไร ประหยัด​ใช้ตามอัตภาพ ขอแค่ให้สังคมไทยเราเลิกเห็นแก่ตัว แล้ว​หันมาใส่ใจแบ่งปัน​ซึ่งกัน​และกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน​และกัน เลิกทำตัว​เป็นกบเลือกนาย เลิกทะเลาะกันซะเถิด

คิดดี ทำดี รู้จักพอ ​คือ สิ่ง​ที่ผมอยาก​จะทำ เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต ​แต่​ถ้าขาดมัน​ไป ชีวิตมันก็เหมือนขาดอะไร​หลายๆ​อย่าง ถึงผม​จะยกย่องอานุภาพของเงิน ผมเคยสำคัญเองว่าเงิน ซื้อ​ความ​เป็นคน​ไปจากผม​ได้ ​แต่ตอนนี้รู้สึกว่า​ผมชักไม่แน่ใจตัวเอง ว่าผมตกอยู่​​ได้อำนาจของมัน​ได้ขนาดนั้น​เลย​หรือ ผมมี​ความรู้สึกว่า​เงินนี่มันมีอำนาจจริงๆ​ ก็ต่อ​เมื่อเรา​ใช้มัน​ได้​เป็น ​ใช้ในทาง​ที่ถูก ​และรู้จัก​ใช้มัน

ใน​ความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจของผม มีอยู่​สิ่งหนึ่ง​​ที่เหนือ​และเจ๋งกว่าเงิน นั่น​คือ​ความรู้ครับ​ ทรัพย์สินเงินทองอันยิ่งใหญ่ ​ใช้แล้ว​มีวันหมด​ไป ​แต่​ความรู้มัน​จะอยู่​คู่เรา​ไปจนตาย ​ส่วนเงินมัน​จะ​เป็น​พระเจ้าสำหรับคุณหรือไม่นั้น​ ใจ​ใครใจมันครับ​

********************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3431 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง หัวใจกระดาษ
ผู้แต่ง นายอิติฯ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ สัพเพเหระ
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๒๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-17140 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 28 มิ.ย. 2553, 13.58 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : อิติฯ [C-17141 ], [125.24.27.105]
เมื่อวันที่ : 28 มิ.ย. 2553, 14.09 น.

แฮ่กๆ​ๆ​ กว่า​จะ​ได้งานเขี่ยมา 3 ชิ้น หงุดหงิด​กับตัวเอง ​ที่หาบทสรุป​ได้ยากนักหนา
อ่านแล้ว​อ่านอีก จนลายตา..​ต้องลุกเดินหนี​ไปบ่อยครั้ง ​แต่ก็​ต้องกลับมาฟัด​กับมันอีก ​ทั้งดอง​ทั้งหมัก​ทั้งบีบ​ทั้งคั้น มันก็​ได้ผลออกมาตามใจตัวเอง​ได้เพียงแค่นี้

ซาบซึ้งท่าน พลอยพนม คุณรจนา ดาวเคียงเดือน ​และทุกๆ​ท่าน​ที่มีไมตรีจิต...​ทนอ่านจนจบ
น้อมรับคำติชมด้วยใจคารวะ

ขอบคุณครับ​
นายอิติฯ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17142 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 28 มิ.ย. 2553, 19.05 น.

ตอนนี้ยาว อ่านจุใจเลย​

ยังอ่านไม่จบค่ะ​ ​ต้อง​ไปทำงานก่อน

เดี๋ยว​จะเข้ามาอ่านต่อนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น