นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๓
ลูกตาลหล่นใต้โคน
พลอยพนม
...​​ระหว่างทางเจ้าพริ้งพูด​​กับอาของไข่นุ้ยว่า "​​เมื่อคืนพวกผมออกส่องจิ้งหรีด เจอตาหนวง​​กับตาพบ ...​​แล้ว​​ก็ตาเหล็กด้วย ยังนึกสงสัยอยู่​​เหมือนกัน-มืดค่ำ-พวกแก​​ไปทำอะไร​​แถวนั้น​​?"...
ตรงตลิ่งเหนือคุ้งน้ำริมนาตาวาด มีตาลตะโนดสูงชะลูดคู่หนึ่ง​ยืนต้นเบียดติดกัน เรียกกันว่า 'คุ้งตาลคู่' ครั้นเลย​เลี้ยวเคี้ยวคด​ไปตามสายน้ำ จวบจวนถึงปากคลองอัน​จะบ่ายหน้าออกสู่ทะเล ก็มีตาลคู่ในลักษณะเดียวกันนี้อีกคู่หนึ่ง​ ​ซึ่งคอน้ำขาวรู้จักมักคุ้นในรสชาติของมัน​เป็นอย่างดี ชะรอย​เมื่อยามน้ำขึ้น​หรือน้ำทะเลหนุน​เนื่องขึ้น​มาเต็มฝั่ง มัน​จะสูบน้ำเค็มเข้า​ไปในลำต้นหรืออย่างไรก็สุด​ที่​จะเดา ​เพราะตาลคู่นั้น​ให้รสชาติน้ำหวานค่อนข้างแปลกกว่าตาลคู่แรกมากทีเดียว

หวานก็ไม่หวาน เค็มก็ไม่เค็ม !

"มันแปร่งเหมือนน้ำเยี่ยว" ตาหนวงวิจารณ์

"​แต่ฉันว่ารสชาติ คล้ายน้ำหวานจาก" ตาเหล็กออก​ความเห็น ​เพราะ​เมื่อเลย​ปากคลอง​ที่แยก​ไปทางขวามือ ก่อน​จะออก​ไปสู่ทะเล ก็​จะมีกอจากใบเรียวแหลมขึ้น​อยู่​เต็มสองฝั่ง ถึงเวลา​ที่กอจากเหล่านั้น​​จะออกดอกออกลูก มันก็ทอดงวงอ่อนยื่นออกมาก่อนเหมือนงวงตาล เจ้าของสวนจากบางเจ้าก็ปาดปลายงวงของมันด้วยมีดปาดตาล ​เพื่อรองรับน้ำหวานไว้เคี่ยวน้ำตาลขายเหมือนตาลตะโนดเช่นกัน ​แต่ใน​ส่วน​ที่กันไว้ทำน้ำขาวหรือน้ำกะแช่นั้น​ รสชาติน้ำหวานจาก​จะสู้น้ำหวานตาลไม่​ได้

"ไม่รู้ล่ะ!" ตาภพว่า "พรุ่งนี้เรา​ไปปล้นนาตาเขียวไร ฉันรับรองน้ำขาวเพียบ"

"เออว่ะ" ตาหนวงพยักหน้าเห็นด้วย "รายนั้น​น้ำหวานชกเพียบแปล้​ที่เดียวแหละ​"

ชก​เป็นพืชตระกูลปาล์ม มองไกล ๆ​ คล้ายต้นมะพร้าว ชอบขึ้น​อยู่​ตามเชิง​เขาในป่าลึก ​โดยเฉพาะป่าดงดิบด้านทิศตะวันออกของบ้านชายทุ่ง มีอยู่​ชุกชุม

กรรมวิธีการทำน้ำตาลชก น้ำตาลตะโนด หรือน้ำตาลจาก ​ใช้วิธีเดียวกัน รวม​ทั้งกรรมวิธีหมักน้ำขาวหรือกะแช่ให้ดื่มเข้า​ไปแล้ว​เมาจนลิ้นไก่หดสั้นนั้น​ด้วย ​ใช้​ส่วนผสมสูตรเดียวกัน ​และ​เมื่อหมักจน​ได้​ที่แล้ว​ รสชาติของมันก็ฝาดขื่นราว​กับเบียร์ พวกลูก ๆ​ ของตาเขียวไร​ที่ขึ้น​​ไปหักร้างถางพงทำไร่ทำสวนกันอยู่​​ที่ป่าแห่งนั้น​ มี​ความชำนิชำนาญในการทำน้ำกะแช่ถ้วนทั่วกันทุกคน

เพลานั้น​ชายวัยห้าสิบล่วง​ทั้งสาม ​กำลังนั่งเหลาหวายสานสาแหรกเตรียม​ใช้งานในวันพรุ่งกันอยู่​​ที่ใต้เนินไทร ริมคลองบางหลู ​ที่ตรงนั้น​​เป็นโคกสูง เตียนโล่ง กิ่งไทรแผ่ขยายบดบังแสงแดดร่มรื่นเย็นสบาย พวก​เขาสุมไฟกองเล็ก ๆ​ สำหรับไล่ริ้นยุงไว้กองหนึ่ง​ กลิ่นหัวมันสำปะหลัง​ที่โยนเข้า​ไปหมกไว้ในกองไฟโชยกรุ่นขึ้น​มาหอมฉุย

"อยู่​บนดินเหมือนกัน หัดปลูกกินเองเสียบ้าง...​"

เสียงตำหนิติเตียนของนายยกโฮ่-จีนบ้าบ๋าวัยเดียว​กับชาย​ทั้งสาม ล่องลอยมาในอากาศ ตาหนวงยักคิ้วเพริบ ๆ​ ขณะบิหัวมันร้อน ๆ​ ​และเป่าลมใส่พรู ๆ​ ก่อน​จะส่งเข้าปากเคี้ยวกลืน

"ระวังปากพอง" ตาภพพูดหยอกตาหนวง

"ฉันกลัวติดคอมากกว่า หิ หิ " ตาหนวงพูดพลางหัวเราะลอดซี่ฟันหลอออกมาเสียงแหลม มวนยาใบจากสอดไส้กัญชา​ที่ทัดไว้​กับใบหูข้างขวาทำท่า​จะร่วงหล่น...​ "ไม่ว่า​จะหยิบสมบัติชิ้นไหนของหลวงยกโฮ่ใส่ปาก มันให้เหนียวหนืดติดคอ​ไปเสียทุกคำ"

"หัวมันหมก​ที่​กำลังเคี้ยว...​ หรือว่าไก่รุ่นตัวนั้น​?" ตาเหล็กแหย่​เพื่อนคู่หู

ตาหนวงมอง​เพื่อนตาขุ่น ​พร้อม​กับด่าให้ว่า

"กินแล้ว​คาย ระวังติดคุกหัวโต!"


***********************************************************

ปี​ที่แล้ว​ฝนเริ่มตกตั้งแต่ปลายเมษา กระทั่งล่วงเข้าตุลา พฤศจิกา ก็ยังลงเม็ดไม่สร่าง เลย​กลาย​เป็นปี "ฝนยาว หนาวสั้น" อีกปีหนึ่ง​ ​แต่กระนั้น​-​เมื่อสิ้นฝน-ต้นหนาว ในยามพลบค่ำก็ยังพอมีจิ้งหรีดกรีดปีกส่งเสียงแหลม ท้าทายพวกเด็ก ๆ​ ให้จุดตะเกียงแก๊สออก​ไปส่องหากันอย่างสนุกสนานหลงเหลืออยู่​บ้าง

แสงไฟตะเกียงแก๊สของเด็กชาย ๓ คน ไข่นุ้ย เจ้าพริ้ง เจ้าชน สาดส่อง​ไปตามพื้นหญ้าชุ่มน้ำค้างชายทุ่ง กอข้าวทอดรวงอร่ามอยู่​กลางผืนนาแล​เป็นทิวราง ๆ​ ภายใต้แสงดาวกระพริบพรายอยู่​บนฟ้ายามพลบค่ำ ลมหนาวโชยแผ่วมาทางทิศเหนือ โยกส่ายไผ่หนามริมนา เบียดเสียดกัน ส่งเสียงออดแอดสั่นพลิ้วราวเสียงดนตรี
​ทว่าสายลมนั้น​ก็มิอาจสร้าง​ความเหน็บหนาวให้​กับพวกเด็ก ๆ​ ​ทั้งสามคน​ได้เลย​

กระบอกทองเหลืองบรรจุถ่านแก๊ส​ซึ่งเหน็บไว้​กับเข็มขัดลูกเสือ​ที่สะเอวของไข่นุ้ยร้อนฉ่าราว​กับหินรมไฟ เด็กชายถือแฉงตะเกียง​ที่ต่อท่อยางขนาดนิ้วก้อยมาจากกระบอกอันนั้น​ จับนิ่งตรงตัวจิ้งหรีด​ที่​กำลังหมอบซุ่มอยู่​ตรงปากรูของมัน ​พร้อม​กับค่อย ๆ​ ย่อเข่านั่งยอง ๆ​ ลงช้า ๆ​ พอ​ได้จังหวะมืออีกข้างก็ตะปบลง​ไปตรงตัวมัน

เด็กชายรู้สึกปวดจี๊ด​ที่ปลายนิ้วมือ ​เพราะโดนเงี่ยงแหลมคมราวมีดโกนตรงขายาว ๆ​ ของมันตำเข้าแผลหนึ่ง​

"พวกสูทำอะไร​กัน มืดค่ำแล้ว​ยังไม่กลับบ้าน!?"

"โหละจิ้งหรีด- -ไม่เห็นหรือ!! พวกตานั่นแหละ​​ไปไหนกันมา มืดค่ำแล้ว​ยังไม่นอน ฮา ฮา"

"อ้อ! ไอ้ไข่นุ้ย--นึกว่า​ใคร...​" ตาพบ​และสหาย​ทั้งสองเดินขาไขว้​เป็นเลขแปดเข้าใกล้พวกเด็ก ๆ​ "​ได้มากไหม ให้กู​ไปคั่วเกลือแกล้มเหล้าขาวสักกำมือ"

เจ้าพริ้งชูขวดขาว​พร้อม​กับ​เอาแฉงไฟแก๊สส่องให้ดู จิ้งหรีดตัว​เป็น ๆ​ ครึ่งขวดตะเกียดตะกายดิ้นขลุกขลักอยู่​ข้างใน

"​ทั้งหมดนี้ --สามบาท​"

ตาเหล็กหัวเราะ แหะ ๆ​ ก่อนหัน​ไปทางตาพบ

"พรุ่งนี้ค่อยจ่าย-ใช่ไหมหลวงพบ?"

"เรามีตางค์" ตาพบว่า

ท่ามกลาง​ความมืดขมุกขมัวใต้แสงดาว ตาพบเปิดกล่องยาสูบควานหาเงินเหรียญ​ที่ซุกอยู่​ใต้เส้นใยใบยา​ได้เหรียญสลึงดำปี๋มาสี่เหรียญ

เด็กพริ้งส่องไฟดู ร้องเว้ย "บาท​เดียว-ไม่ขายหรอก"

"ลูกไอ้​พร้อม...​ มึงอย่าใจดำ​กับคนแก่" ตาพบคร่ำครวญเสียงเศร้า ๆ​ แล้ว​ทำท่า​จะชวนพรรคพวกเดินจาก​ไป

ทุ่งนายามนั้น​เงียบวังเวง มี​แต่เสียงจิ้งหรีดกรีดปีกร้องดังอยู่​ไกล ๆ​ สลับ​กับเสียงลำไม้ไผ่เบียดสีพลิ้วแผ่ว​เป็นครั้งคราว

ไข่นุ้ยเปิดปากหาวหวอด

"ให้​ไปเถอะ!" ​เขาบอก​เพื่อน

"แล้ว​เราแบ่งกันคนเท่าไหร่" เจ้าพริ้งถาม

"พวกมึงสองคนแบ่งกันคนละห้าสิบตังค์—ไม่​ต้องเผื่อกู"

********************************************************

"คุณครูครับ​—ผมมาขออนุญาตพาเด็กชายไข่นุ้ยกลับบ้าน"

"อ้าว-มีอะไร​หรือนายณรงค์" คุณครูขมวดคิ้ว เบิกตามองอดีตลูกศิษย์เหนือกรอบแว่นด้วย​ความสงสัย ​เพราะนายณรงค์ ก็​คืออาของเด็กชายไข่นุ้ยนั่นเอง

"โจรปล้นนาครับ​ ​จะมาพาไข่นุ้ย​ไปช่วยขนของมาทำอาหารเลี้ยงพวก​เขาครับ​"

"คุณครูครับ​ ผมขออนุญาต​ไปช่วยนายไข่นุ้ยด้วยคนครับ​" เด็กชายพริ้ง ชูพุ่ม ลุกขึ้น​ยืนตรง​พร้อมชูมือเสนอตัว

"ผมด้วยครับ​"

"ผมด้วยครับ​"

"...​"

เสียงขออนุญาตเสนอตัวดั่งลั่นทั่วชั้น ป. ๔ คุณครูมองลอดแว่นไล่​ไปทีละคน...​.

"นายพริ้ง นายสุชน นายวสันต์" คุณครูเอ่ยชื่อเด็กชายร่างกำยำทีละคนอย่างแช่มช้า "ครูอนุญาตให้​ไปช่วยนายไข่นุ้ย​ได้ ​แต่​ต้องกลับมาถึงโรงเรียนก่อนโรงเรียนเลิก ห้าม​ไปขึ้น​ต้นไม้ ห้ามเล่นน้ำคลอง...​ จำไว้นะ ​ใครฝ่าฝืน​และครูสืบรู้ทีหลัง...​"

"สิบทีครับ​" เสียงแหลม ๆ​ เสียงหนึ่ง​สอดขึ้น​จากชั้นเรียน

คุณครูยิ้มละมัยอยู่​ในใบหน้า​และหัน​ไปทางอดีตลูกศิษย์​ซึ่งยืนรอหลานอยู่​​ที่หน้าประตูห้องเรียน "ดูแลหลานให้ดี ๆ​"

"ครับ​-คุณครู"

​ระหว่างทางเจ้าพริ้งพูด​กับอาของไข่นุ้ยว่า "​เมื่อคืนพวกผมออกส่องจิ้งหรีด เจอตาหนวง​กับตาพบ ...​แล้ว​ก็ตาเหล็กด้วย ยังนึกสงสัยอยู่​เหมือนกัน-มืดค่ำ-พวกแก​ไปทำอะไร​แถวนั้น​?"

"เออ-ก็พวกขี้เมาสองสามคนนั่นแหละ​​เป็นหัวโจก"

อาของไข่นุ้ยพูด​กับพวกเด็ก ๆ​ แล้ว​ชวนกันเร่งเดิน

********************************************************************


มุมหนึ่ง​ของท้องนาทุ่งบางหลูเวลานั้น​ ​ถ้าหาก​ใครสักคนบิน​ได้ ​และบินขึ้น​​ไปมองลงมาจากมุมสูง ก็​จะเห็นผืนนาของตาเขียวไรทอดราบอยู่​ในวงล้อมของป่าละเมาะต่ำเตี้ยสองด้าน ​คือด้านทิศตะวันออก​และทิศเหนือ ​ส่วนทิศตะวันตก​เป็นลำคลอง ​และทิศใต้​เป็นสวนผลไม้โบราณร่มรื่น ล้อมรอบอาณาบริเวณบ้านเรือนไม้หลังใหญ่ ​ซึ่งภายในบริเวณบ้านหลังดังกล่าว บัดนี้เกิดสรรพเสียงเจี๊ยวจ๊าวจอแจดังลั่น​ไปหมด

นายยกโฮ่หาบสาแหรกใส่ข้าวของพะรุงพะรังเดินผ่านรั้วบ้านเข้ามา ​พร้อม​กับพวกเด็ก ๆ​ ​และอาของ​เขา​ที่มาจากโรงเรียนก็เดิน​ไปถึง​พร้อมกัน​พอดี

"พวกเอ็ง​เอาของพวกนี้ ขึ้น​​ไปบนเรือน" นายยกโฮ่พูดขึ้น​ หลังจากวางหาบ​และกวักมือเรียกพวกเด็ก ๆ​ เข้า​ไปหา "ตา​จะเลย​​ไปในนา เผื่อมีอะไร​ขาดเหลือ​จะ​ได้ช่วยกัน...​"

ไข่นุ้ย​และ​เพื่อน​ทั้งสามยกมือไหว้ชายชรา ​พร้อม​กับช่วยกันหยิบฉวยพืชผักสำหรับต้มแกง กระทั่งกล้วยน้ำว้าสุกเหลือง ​และท่อนหยวกกล้วย​ที่ปอกเปลือกขาวนวลน่ากินจากในสาแหรกคู่นั้น​หอบหิ้วขึ้น​​ไปบนเรือน

ตาเขียวไรปู่ของไข่นุ้ยนอนไอขลุก ๆ​ อยู่​บนเสื่อ ​เมื่อเห็นพวกเด็ก ๆ​ หอบข้าวของเดินผ่าน แกก็ค่อย ๆ​ ยันกายลุกขึ้น​นั่ง ชายชราโดนโรคถุงลมโป่งพองเล่นงาน หายใจเหนื่อยหอบจนตัวโยน

"ไข่นุ้ย-เดี๋ยวกลับมาหาปู่หน่อย​นะ"

เด็กชาย​ได้ยินปู่ร้องสั่ง ก็รีบหิ้วข้าวของ​ไปส่งให้พวกแม่ครัวแล้ว​ถลันกลับมา​ที่ปู่ของ​เขา​โดยเร็ว

"มีอะไร​หรือปู่"

"เอ็ง​ไป​เอาเสื้อยืดเก่า ๆ​ ของปู่แบ่งให้​เพื่อนผลัดเปลี่ยนกันเสียก่อน ประเดี๋ยวเสื้อนักเรียนสกปรก"

"ไม่​ต้องหรอกครับ​" เด็กชายวสันต์พูด​กับปู่ไข่นุ้ย "พวกผมถอดเสื้อแขวนไว้​ที่นี่ครับ​"

" เรอะ! ฮา ฮา" ชายชราวัยเจ็ดสิบกว่า ๆ​ กระเถิบนั่งพิงฝา สายตาจ้องมองพวกเด็ก ๆ​ ด้วย​ความเอ็นดูรัก​ใคร่

"ประเดี๋ยวเสร็จงานแล้ว​กลับมาหาปู่อีกนะ"

"ครับ​ปู่"

ว่าแล้ว​พวก​เขา​ทั้งสี่ก็จัดแจงถอดเสื้อนักเรียน​ไปแขวนไว้​ที่​เขากวาง ​ซึ่งตอกยึดอยู่​​กับฝาเรือนอีกด้านหนึ่ง​ แล้ว​ก็ชวนกันมุ่งลง​ไปนา

​ระหว่างทางพวก​เขาสงสัยว่า​ใคร​คือหัวหน้าโจร

"น่า​จะ​เป็นตาวาด" ไข่นุ้ยพูด​กับ​เพื่อน ๆ​

"แสดงว่า ตาพบ ตาหนวง ตาเหล็ก ​ที่พวกเราเจอแก​เมื่อคืน คงเ​ที่ยวเดินนัดแนะ​ใครต่อ​ใครให้มาปล้นนาในวันนี้แน่เลย​" พริ้งพูด "​เพราะสามคนนั้น​มัก​ไปซ่องสุมกินน้ำหวานเมา​ที่บ้านตาวาดอยู่​ประจำ ตาวาดจึงขอแรงพวกแก"

​ซึ่ง​ทั้งหมด​ทั้งสิ้นนั้น​ ​เป็นกิจกรรมรื่นเริง​ส่วนหนึ่ง​ของชาวนาชาวไร่ในท้องถิ่นชนบท ​ที่พวกเด็ก ๆ​ เรียนรู้​และซึมซับ​ได้ดี การอุกนาหรือการปล้นนา หมายถึงการนัดแนะระดมกัน​ไปเก็บเกี่ยวรวงข้าว​ที่สุกเหลืองอยู่​ในไร่นาของเจ้าหนึ่ง​เจ้าใด ​โดยมิ​ได้แจ้งให้เจ้าตัว​ได้รู้เสียก่อน ​ทั้งนี้ก็​เพื่อหวัง​เอา​ความอีหลุกขลุกขลัก​และ​ความชุลมุนวุ่นวายของ​ที่ผู้ถูกปล้น ​ซึ่ง​ต้องวิ่งวุ่น ​กับการจัดหาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงรับรอง ​เป็นสิ่งบันเทิงใจ​และสนุกสนาน​ไปตามเรื่อง​ตามราว กระทั่งเผลอ ๆ​ บางคราว-หัวหน้าโจรเสียอีก​ที่​ต้องตก​เป็นฝ่ายว้าวุ่นให้​เป็น​ที่ตลกขบขัน ​เมื่อถึงคราวซวย​ไปปล้นโดนเจ้าของไร่นา​ที่​กำลังตกอับเข้า​โดยบังเอิญ...​

ในกรณีพวกโจรปล้นนาของตาเขียวไรในวันนี้ ก็สืบ​เนื่องมาจากบรรดาลูก ๆ​ ของแก​ทั้ง ๗-๘ คน ​เป็นผู้ขยันทำกิน ​และ​เป็น​ที่รัก​ใคร่ของ​เพื่อนบ้าน ​เพราะพวก​เขานอกจาก​จะขยันการงาน​โดย​ส่วนตัวแล้ว​ งาน​ส่วนรวมก็ไม่เคยละเว้น พวก​เขา​จะคอยช่วยเหลือผู้อื่นมิ​ได้ขาด ​ทั้งงานไร่-งานนา หรือมงคลต่าง ๆ​ กระทั่งงานปลูกสร้างบ้านเรือน ก็ช่วยเหลือกันจนเสร็จเข้าอยู่​อาศัย​ได้จึง​จะเลิกรา ครั้นถึงคราว​ที่ผู้อื่น​จะหาโอกาสทดแทนคุณกลับคืนบ้าง ภายในผืนนาแห่งนั้น​จึงเต็ม​ไปด้วยผู้คน​ซึ่งสมมติตัวกันว่า "โจร" มายืนเก็บเกี่ยวรวงข้าวกันเนืองแน่น​ไปหมด

"ร้อยสิบคน​พอดี" พวกเด็ก ๆ​ นำข่าวมาแจ้งแก่แม่ครัว ​ซึ่ง​กำลังชุลมุนวุ่นวายกันอยู่​​กับเรื่อง​ข้าวปลาอาหารเลี้ยงแขก

"หา! ตั้งร้อยสิบเชียวรึ โอย-กู​จะ​เป็นลม" สาวจาง-สาวแรกรุ่นวัยสิบเจ็ดสิบแปด ​ซึ่ง​เป็น​เพื่อนสนิท​กับอาสาวของไข่นุ้ย​เอามือตบหน้าผากตัวเอง ยืนตาลอย "ไอ้ไข่นุ้ย เอ็งพา​เพื่อน​ไปหามกระทะใบบัว​ที่บ้านตาสุดมา​ที่นี่เร็ว ๆ​ อา​จะรีบหุงข้าว"

"ไอ้พริ้ง" อาสาวของไข่นุ้ยกวักมือรั้งเจ้าพริ้ง​เอาไว้ "เอ็งรีบ​ไปบอกตายกโฮ่​ที่ในนาว่าให้แกกลับ​ไป​เอากล้วยน้ำว้ามาเพิ่มอีก อา​จะรีบทำกล้วยบวชชี...​ บอกแกว่า ​ที่แก​เอามาให้​เมื่อเช้า​ไม่พอ"

พวกเด็ก ๆ​ ​ที่​ได้รับคำสั่งต่างก็แยกย้ายกันออก​ไป

บ้านตาเขียวไรยามนั้น​มี​แต่เสียงอึกทึกครึกโครม บ้างก็ปอกมะพร้าว บ้างก็ตำเครื่องแกง หมูถูกเชือดส่งเสียงหวีดร้องมาจากใต้ร่มกระท้อนใหญ่ ​ซึ่ง​เป็นสถาน​ที่ชำแหละ​เนื้อ เสียงร้องของมันดังขึ้น​ชั่วอึดใจแล้ว​เงียบ​ไป พวกหนุ่ม ๆ​ สองสามคน​ที่​กำลังช่วยงานกันอยู่​ตรงนั้น​พูดคุยหยอกล้อดังโขมงโฉงเฉง

​และใกล้ ๆ​ กันนั้น​--ตรงโคนขนุน​ซึ่งแผ่กิ่งก้านทอดเงาร่มรื่น มีไหปากจีบสูงแค่เข่า ​ซึ่ง​เป็นไห​ที่พวกกุลีเหมืองแร่ในอดีตเคย​ใช้ดองถั่วเค็มตั้งเรียงกันอยู่​สิบกว่าใบ ​ทั้งหมดถูกปิดฝา​และคลุมทับด้วยผ้าด้ายดิบสีขาวอย่างดี ​แต่มิวายสิ่งบรรจุอยู่​ข้างในก็โชยกลิ่นออกมาหอมฉุยชวนให้อยากลิ้มลอง...​

แน่ล่ะ ...​ มัน​คือน้ำกระแช่​ที่หมักด้วยน้ำหวานชกจากในป่า ​ซึ่งพ่อของไข่นุ้ย​และสมัครพรรคพวก ช่วยกันขนมาเตรียมไว้ตั้งแต่พอรู้ข่าว​เมื่อตอนเช้า​

"มึงออกมาอยู่​ห่าง ๆ​ ไหน้ำขาวสักนิดไม่​ได้หรือไร" เด็กหนุ่มมือชำแหละ​หมู พูดหยอกล้อ​เพื่อนของ​เขา

"ว่า​แต่คนอื่น" คน​ที่ถูก​เพื่อนล้อรีบย้อนใส่ "มึงคนเดียวล่อ​ไปเกือบสองขันแล้ว​นะ"

​ซึ่ง​ที่จริง "ขัน" ​ที่ว่า ก็มิใช่ขันตักน้ำ หาก​แต่​เป็นกะลามะพร้าวผ่าซีกขนาดเขื่อง ถูกนำมาขัดถูรอยสากด้วยใบข่อยจนลื่นวับจับเงา นิยม​ใช้รินน้ำกระแช่กินกัน ​เพราะมันเหมาะเจาะไม่มีสิ่งใดเทียบเท่า ​และวันนั้น​กว่าทุกอย่าง​จะเข้ารูปเข้ารอยก็กินเวลาเลย​เ​ที่ยง เสียงไชโยโห่ร้องของพวกโจร​ที่เคลื่อนขบวนมาจากในนา​เพื่อหยุดพักกินข้าวมื้อเ​ที่ยงดังลั่นหัวกระไดบ้านตาเขียวไร

ตาหนวง ตาพบ ​และตาหวาด-หัวหน้าโจร รำป้ออยู่​ข้าง ๆ​ ตีนกระได

พวกเด็ก ๆ​ ยืนมองอยู่​บนเรือน พากันหัวเราะกันคิกคัก ​ที่เห็นพวกผู้ใหญ่​เขาสนุกสนานกัน

"ไอ้เสือ-ปล้น" ตาวาดผู้​เป็นหัวโจกในงานนี้ ส่งเสียงขึ้น​ก่อน​ใคร

ตาหนวง​เอามือป้องปาก " โห่ โห้ โห่ โห้ โห่ ...​...​หิ้ว ๆ​ "

ตาพบรำป้อ-นัยน์ตาสองข้างปิดปรือเหมือน​จะหลับ ​เพราะแกล่อน้ำขาวท่ามกลางแสงแดด​ที่ร้อนระอุเข้า​ไปมากแล้ว​...​ หาก​แต่แกก็ยังด้นเพลงปล้นนา​ได้อย่างแคล่วคล่อง

พวก​ที่มาด้วยกันปรบมือโห่กันเกรียว...​

"เฮละโล สาระพา วันนี้อุกนา-บ้านตาเขียวไร" ตาพบขึ้น​เพลง

"สาระพา--สาระพา—สาระพา" ลูกคู่รับ

"วันนี้อุกนา --กินหมาไหร

​ถ้าแกงพุงปลา --กูไม่กิน

เหม็นไครขี้มิ้น --กินไม่ลง"

"สาระพา - - สาระพา - -สาระพา"

"ไหนเล่า-เจ้าภาพ-ออกมานี้" ตาวาด-หัวหน้าโจรร้องต่อ ​พร้อมปรบมือ​เป็นจังหวะ

" ขาดหอมดีปลี--หรือขาดไหร

​ถ้าสูไม่แกงหมู -กู​จะเผาเรือน

นาไร่ก็เหมือน-กู​จะเผาเกลี้ยง"

ตาเหล็กรำเฉี่ยวเข้าใกล้ตายกโฮ่ ​และร้องสร้อยท่อนสุดท้าย

"มาแล้ว​เหวย มาแล้ว​วา พวกเราโจรา​จะมา-เผาเรือน"

" โห่ โห้ โห่ โห้ โห่ เห้ววววว"

ในขณะ​ที่พวกโจร​กำลังปรบมือโห่ร้อง ​และเต้นรำยักย้ายส่ายตะโพกกันอยู่​ตรงลานบ้านอย่างสนุกสนาน พวกแม่ครัว​ที่แอบซุ่มอยู่​บนเรือนก็กรูมา​ที่นอกชาน แล้ว​รุมกันสาดน้ำลง​ไป

"แกงหมูโว้ย" สาวจางว่า ​พร้อมสาดน้ำลง​ไปอีก พวกโจรแตกกระเจิง​ไปคนละทิศคนละทาง

"เล่นผี ๆ​" ตาเหล็ก​เอามือลูบหน้าผาก​ที่เปรอะน้ำ

ตาเขียวไรนั่งฟังอยู่​บนเรือนหัวเราะหึ ๆ​ เรียกหลานชาย​ซึ่งยืนมองพวกผู้ใหญ่​เขาเล่นสนุกกันอยู่​​ที่ประตูให้เข้า​ไปหา "ไข่นุ้ยเอ็งชวน​เพื่อ​เอาเสื่อสาด​ไปปู​ที่ใต้ถุนเลย​ลูก ใต้โคนมะม่วง​กับโคนกระท้อนริมยุ้งข้าวบ้างก็​ได้ บนเรือนคงนั่งกันไม่พอ ร้อนด้วย สู้ข้างล่างไม่​ได้ลมพัดเย็นสบาย"

ไข่นุ้ยรับคำแล้ว​ชวน​เพื่อนวิ่งกรูลง​ไปข้างล่าง

มิช้ามินานเสื่อสาด​และถ้วยจาน​ที่​ไปขอยืมมาจากหลวงพ่อ​ที่วัด ก็ถูกลำเลียงมาปู​และแจกจ่าย​ไปถ้วนทั่ว พวกแม่ครัว​ที่ทำหน้า​ที่ยกสำรับ​กับข้าว ก็นำน้ำกระแช่ใส่หม้ออลูมิเนียมยกมาเสิร์ฟเรียกน้ำย่อยกันพอประมาณ...​ รอไว้เสร็จงานตอนเย็นค่อยว่ากันอีกที

"พวกเอ็ง​ไปกินข้าวกินปลากันให้เสร็จ แล้ว​ก็กลับ​ไปโรงเรียน​ได้เลย​" อารงค์พูด​กับไข่นุ้ย​และ​เพื่อน "​เอากล้วยบวชชีในปิ่นโต​ไปฝากคุณครูด้วย-อย่าลืม"

"ครับ​" พวกเด็ก ๆ​ รับปาก

ไข่นุ้ยชวน​เพื่อ​ไปกินข้าวในครัว ​ซึ่งแม่​และพี่น้อง​เพื่อนบ้าน​กำลังช่วยกันคดข้าวตักแกงเลี้ยงแขกอยู่​พัลวัน หลังจากนั้น​เด็กชาย​ทั้งสี่ก็ชวนกันกลับโรงเรียน

ในตอนแรกเด็กชายไข่นุ้ย​เป็นคนหิ้วปิ่นโตกล้วยบวชชี​ไปฝากคุณครู ​ทว่า​เมื่อเดินมา​ได้ครึ่งทาง​เขากลับรู้สึกว่า​ปิ่นโตเถานั้น​มันช่างหนักจนหิ้วแทบไม่ไหว กระทั่งใน​ที่สุด​เขาก็ยื่นให้เจ้าพริ้ง...​

"กูคลื่นไส้ ว่ะ" ไข่นุ้ยบอก​เพื่อน แล้ว​โก่งคอตั้งท่า​จะอาเจียน

​เพื่อนสามคนหัวร่อคิก ๆ​ ​พร้อม​กับ​ใครคนหนึ่ง​พูดว่า

"ไอ้เปรต กูห้ามแล้ว​ไม่ฟัง แดกเข้า​ไปเกือบหมดขัน มันก็เมานะซีโว้ย ฮา ฮา"


-จบ-

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3422 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง ลูกตาลหล่นใต้โคน
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๒๔๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-17091 ], [110.49.205.131]
เมื่อวันที่ : 17 มิ.ย. 2553, 08.54 น.

กลับมาสู่บรรยากาศท้องทุ่งนากันอีกครั้ง ด้วยสำนวนสวนเสเฮฮาของ 'พลอยพนม' มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องพอ​จะแนะนำ​เพื่อการปรับปรุงแก้ไข ก็​ใคร่ขอเชิญ(เหมือนเดิม)นะครับ​

ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุงปิง [C-17092 ], [58.10.234.144]
เมื่อวันที่ : 17 มิ.ย. 2553, 14.09 น.

​ได้บรรยากาศ ‘โจรปล้นนา’ เสียจริงเจียว ไข่นุ้ยเอ๊ย...​
เฮ้อ...​ลุงชักเปรี้ยวปากบ้าง..ซะแล้ว​ซี!

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17093 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 17 มิ.ย. 2553, 17.26 น.

ขำลุงปิง​จะ​ไปปล้นนา​กับ​เขา​เพราะเปรี้ยวปาก สงสัยเดี๋ยวลุงเปี๊ยก​จะมาแจมด้วยกระมัง

เพิ่งเคย​ได้ยินคำว่า "ปล้นนา" ​เป็นครั้งแรกค่ะ​ ดีใจ​ที่​ได้รู้จักธรรมเนียมนี้

​และดีใจ​ที่คุณนามฯยังไม่ทิ้งงานเขียนเรื่อง​ชีวิตชาวบ้าน

ขอติงเรื่อง​ชื่อเรื่อง​ว่าไม่ค่อยเข้า​กับเนื้อหาค่ะ​ น่า​จะ​เป็นชื่อ​ที่เกี่ยว​กับการปล้นนามากกว่า

รจนาคิดว่า ชื่อเรื่อง​น่า​จะสอดคล้อง​กับคำร้องว่า "วันนี้อุกนา-บ้านตาเขียวไร" หรืออะไร​​ที่มีคำว่า "ปล้นนา-อุกนา"

เรียนมา​เพื่อพิจารณาค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-17094 ], [110.49.205.132]
เมื่อวันที่ : 17 มิ.ย. 2553, 20.39 น.

ดีใจมากครับ​

อย่างน้อยลุงเปี๊ยก ลุงปิง ​และคุณรจนาก็ยังคอยติดตาม​และให้​กำลังใจอยู่​เสมอ ทำให้ผม​ต้องระมัดระวังในการเขียนให้รอบคอบยิ่งขึ้น​ ​แต่บางครั้งก็ยังมีผิดพลาดหลงเหลืออยู่​ ​ซึ่ง​จะหาเวลาทบทวนแก้ไขต่อ​ไปครับ​

ขอบคุณมากนะครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น