นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓
เศษเสี้ยววิถีป่า (เรื่องเล่าจากราวไพร)
พลอยพนม
...ช่วงหนึ่ง​​ขบวนของเราหยุดชะงัก​​เมื่อน้าพุดสีหันมาส่งสัญญาณว่า มีอะไร​​บางอย่างปรากฏอยู่​​ข้างหน้า!!!...
เศษเสี้ยววิถีป่า(เรื่อง​เล่าจากพงไพร)


ก่อนถึงวันนัดหมาย​จะเข้าป่า​ไปหาปลาติดค้างในบึง พ่อ​ได้สั่ง​ความ​ไปบอกย่า​ที่หมู่บ้านกลางทุ่งให้มาช่วยเฝ้าบ้าน​และอยู่​ดูแลน้องสาวตัวเล็ก ๆ​ ของฉันสองคน ​และ​เมื่อวันนั้น​มาถึงย่าก็สาวเท้ามา​ที่บ้านของเราตั้งแต่เช้า​ ​พร้อม​กับไม้เรียวอันหนึ่ง​

"หนทางมันไกล เอ็งเดิน​ไป​กับพวก​เขาไม่ไหวหรอก"

ย่า​เอาไม้เรียวอันนั้น​ชี้หน้าน้องสาวของฉัน​พร้อม​กับทำตาดุ ​ซึ่งฉันเคยมาเสียจนชิน​กับท่าที​ที่ดุร้ายแบบนั้น​ของย่า ฉันจึงหัน​ไปยิ้ม​กับพวกเธอก่อน​จะออกเดินทาง​ไป​กับ​เขา ​พร้อม​กับแบกมัดกระสอบ​ที่จักสาน​กับใบเตยสำหรับใส่ปลาขึ้น​​ไปไว้บนบ่า ​ซึ่ง​เป็นภาระของฉัน

ยามเช้า​อากาศเย็นสบาย ดวงอาทิตย์สาดแสงทะลุแนวไม้ลงมา​เป็นลำยาว ขบวนหาปลาของพวกฉัน​ทั้งเด็ก​และผู้ใหญ่จำนวนสิบกว่าคนเดินลอด​และฝ่าลำแสงนั้น​ตามหลังกัน​ไป​เป็นแถว...​ มุ่งหน้าสู่ทางด่านเก่าแก่ในป่าใหญ่

น้าพุดสี พ่อ น้าเบ้า ถือมีดพร้าคนละด้าม ​พร้อม​กับหนีบกระสอบใบเตยใบเล็ก ๆ​ สำหรับใส่ย่านสะบ้า​ซึ่ง​จะ​ไปเสาะหากันข้างหน้าไว้ใต้รักแร้คนละใบ เดินอยู่​หัวขบวน ตามด้วย แม่ น้าละม้าย ​และ ตารุ่ม ​ซึ่ง​เป็นหน่วยเสบียงมื้อกลางวัน...​ ถัดมาก็​เป็นฉัน​กับพวกเด็ก ๆ​ ​ทั้งลูก​และหลานของน้าพุดสีวัยไล่เลี่ย​กับฉันอีก 3 คน ถัดจากนั้น​ก็น้าหวัง ​ซึ่งแบกปืนลูกซองยาวเดินรั้งขบวน

​ระหว่างทางพวกเราเดินคุยกันเสียงดัง สลับ​กับเสียงจามของตารุ่ม หลังจากแกเป่ายานัตถุ์กลิ่นขื่น ๆ​ จากกล้องนัตถุ์ยา​ที่โค้งงอเข้า​ไปในรูจมูกของแกแทบทุกครั้ง จนฉันอดสงสัยไม่​ได้ว่า แกฝืนนัตถุ์ผงยาสีน้ำตาลขวดนั้น​เข้า​ไปทำไม?

ช่วงนั้น​​เป็นปลายฤดูแล้ง ฝนแล้งติดต่อกันยาวนานตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมจนถึงกลางเดือนเมษายนก็ยังไม่ตกลงมาเลย​ น้ำในลำห้วยในป่าใหญ่แห้งขอดกลาย​เป็นบึงเล็กบึงน้อย​ไปจนทั่ว ​และภายในบึงเหล่านั้น​ก็มีฝูงปลานานาชนิดติดขังอยู่​มากมาย​ ต่อ​เมื่อบึงน้ำเหล่านั้น​แห้งงวดลง​ไปอีก พวกปลาต่าง ๆ​ ​ที่ติดขังอยู่​ในนั้น​ก็​จะกลาย​เป็นเหยื่อของพวกนาค เสือปลา อีเห็น ตะกวด หรือ​แม้กระทั่งงู ​และ​ถ้าหากฝนยังไม่ตกลงมาอีกสักอาทิตย์สองอาทิตย์ พวกมันก็​จะ​ต้องตาย​เพราะขาดน้ำ กลาย​เป็นซากเน่าเหม็นหนอนยั้วเยี้ย เหลือ​แต่พวกมดแดง มดคัน เรียงแถวเข้า​ไปกลุ้มรุมกัน​เป็นฝูง

มัน​คือวัฎจักร​และ​ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าในอดีต​ที่ฉันยังจดจำไม่ลืม!

กว่าสองชั่วโมง​ที่เราทอดย่างเดินตามกัน​เป็นขบวนมุ่งสู่ป่าดงลึก ​แม้​จะล่วงเข้าสู่ยามสาย แดดส่องแสงจัดจ้า หาก​แต่พุ่มพฤกษ์ไพรใบดกหนาตลอดสองข้างทาง ก็แผ่คลุมให้ร่มเงา​ไปตลอด ช่วยให้เราเดินกัน​ไปอย่างสบาย ไม่ร้อน พวกฉันสามคน​ที่​เป็นเด็กผู้ชายพกหนังสติ๊กกันมาทุกคน เจอสัตว์อะไร​​ที่พอ​จะ​เป็นเป้าประลอง​ความแม่นยำ เราก็ไม่รีรอ ​แต่​ส่วนมากมัก​จะพลาด ​เพราะแย่งกันประลองอย่างรีบเร่งจนทำให้เสียสมาธิ ​แต่มันก็​เป็น​ความสุข​ที่ยาก​จะพบเจอ...​ ​และทำให้การเดินทาง​ที่ค่อนข้างไกล กลาย​เป็น​ความเพลิดเพลินไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย หรือเกิด​ความเบื่อหน่ายขึ้น​มาเลย​

ช่วงหนึ่ง​ขบวนของเรา​ต้องหยุดชะงัก ​เมื่อน้าพุดสีหันมาส่งสัญญาณว่ามีอะไร​บางอย่างปรากฏอยู่​ข้างหน้า!!!

ทุกคนปิดปากเงียบ ฉันเองก็พลอยเงียบกระทั่ง​ได้ยินเสียงลมหายใจของตนเองก้องอยู่​ในหู น้าหวังถูกกวักมือให้เร่งเดินขึ้น​​ไปข้างหน้าคู่​กับน้าพุดสี ​ความเงียบทำให้ฉัน​ได้สัมผัส​กับบรรยากาศกลางป่าลึกอย่างแนบแน่น...​ จมูกเริ่ม​ได้กลิ่นมูลช้างลอยมาจากป่าข้างทางหรือตรงไหนสักแห่งในระยะใกล้ ๆ​ ในขณะ​ที่หูสองข้างก็เริ่ม​ได้ยินเสียงโขลงช้างร้อง แปร๋น! แปร้น! ดังแว่วมา

แสดงว่าพวกมันก็เพิ่ง​จะเคลื่อนขบวนผ่านทางด่านตรงนี้​ไปไม่นาน!

เด็กชายหญิงสามคน​ที่เดินตามหลังฉันมาติด ๆ​ มีท่าทางตื่นตระหนก

"อ้ายย่านซ่างบ่" บุญส่ง ลูกชายของน้าพุดสีเร่มาถามฉันใกล้ ๆ​

"ไม่กลัว"

ฉันกระซิบตอบบุญส่ง แล้ว​เหลือบมองบัวลา ก่อน​จะยิ้มให้เธออย่างเขินอาย ​เพราะจริง ๆ​ แล้ว​ฉันก็กลัวเหมือน


ท่ามกลางเสียงไม้ไล่ในป่าหักโผงผาง​เพราะขบวนยาตราของพวกโขลงช้างเคลื่อนผ่าน พวกเด็ก ๆ​ ก็เดินตามผู้ใหญ่​ไปเงียบ ๆ​ ไม่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเหมือน​แต่แรก กระทั่งลุถึงทุ่งหญ้าแผ่กว้าง​ซึ่งปรากฏร่องรอยเพิ่งโดนไฟป่าไหม้ลาม หลงเหลือกองขี้เ​ถ้ากระดำกระด่างแลเห็น​เป็นเนินสูง ๆ​ ต่ำ ๆ​ แผ่ออก​ไปไกลลิบ เสียงโขลงช้าง​ที่ชวนให้หวาดเสียวอยู่​​เมื่อครู่ก็ค่อย ๆ​ หาย​ไป

บริเวณทุ่งหญ้าดังกล่าว ตรงไหน​เป็นบึงหรือหนองน้ำเล็ก ๆ​ ก็​จะมีกอเตย​และต้นกกห้อมล้อมอยู่​รายรอบ หาก​แต่ใบของมันเหี่ยวเฉาหักพับ​เป็นสีน้ำตาลปนดำมองเห็น​ไป​แต่ไกล

น้าหวัง​กับน้าเบ้าแยกออกจากแถวเดิน​ไปสำรวจ สักพักก็กลับมา​พร้อม​กับเต่ายางสีมอ ๆ​ ขนาดจานข้าวคนละตัว

"ตายแล้ว​บ่" น้าพุดสีถามพวก​เขา

"บ่ตาย" น้าหวังตอบ

เต่ายาง​เป็นสัตว์ป่า​ที่พบ​ได้​โดยง่าย เนื้อของมันแกงคั่วหรือผัดเผ็ดเครื่องแกงรสชาติอร่อยน่ากิน ​ที่บ้านของฉัน, บางครั้ง​เมื่อขัดสน​กับข้าว พ่อก็​จะตรง​ไป​ที่ใต้ถุน ปล่อยหมาไอ้เบี้ยวออกจากโซ่แล้ว​ชวนกันเข้า​ไปในป่าใกล้ ๆ​ สักพัก, ชั่วหม้อข้าวเดือดก็​จะกลับออกมา​พร้อม​กับเต่ายาง​ที่คอนไว้บนบ่าของพ่อไม่ต่ำกว่าสองตัวทุกครั้ง​ไป ​ทว่านาน ๆ​ สักครั้ง​ที่พ่อ​จะออก​ไปหาเต่ายางมาแกง ​เพราะกรรมวิธีเผาเต่าผ่า​เอาเนื้อออกจากกระดองค่อนข้างทารุณจนพ่อมัก​จะเปรยว่า สงสารจนไม่อยาก​จะออก​ไปเสาะหามากินอีก...​

วันนั้น​ ​เมื่อขบวนหาปลาของพวกฉันผ่านทุ่งหญ้า​ที่ถูกไฟคลอก​ไป​ได้สักพัก ก็​ได้บรรลุถึง​ที่หมาย ​คือบริเวณลำคลองกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง​ ตลิ่งสองด้านสูงชัน มองลง​ไปในคลองเห็นน้ำแห้งขอดกลาย​เป็นบึงเล็กบึงน้อยสลับกันอยู่​หลายสิบบึง เหนือตลิ่งสองด้านมีต้นไม้โตใหญ่แผ่กิ่งก้านร่มครึ้ม บางแห่งมีกอไผ่ลำโต ๆ​ เท่าปลีน่องขึ้น​อยู่​หนาแน่น ฝูงไก่ป่า​ที่คุ้ยเขี่ยหากินอยู่​แถวนั้น​บินพรู ​เมื่อเห็นพวกเราล่วงล้ำเข้า​ไปใกล้ ๆ​

พ่อบอกให้น้าพุดสีปลดสัมภาระ​และก่อไฟเตรียมหลามข้าวมื้อเ​ที่ยง แล้ว​พ่อก็เดินถือมีดพร้า​ไปเลือกตัดไม้ไผ่ลำโต ๆ​ บนตลิ่งมาทำหม้อข้าวหม้อแกงสามสี่ปล้อง

น้าพุดสีเลือก​เอาหาดทรายริมตลิ่งใต้โคนไม้ใหญ่​เป็นทำเลหยุดพัก ​และก่อไฟขึ้น​สองกอง เผื่อไว้สำหรับเผาเต่า​ที่น้าหวัง​กับน้าเบ้า​ไป​ได้มาจากทุ่งหญ้า​ที่ผ่าน​เมื่อครู่กองหนึ่ง​ด้วย

​ระหว่างรอให้ข้าวปลาอาหาร​ที่พวกใหญ่ผู้​เขา​กำลังจัดการกันอยู่​​จะสุก​พร้อม ฉันก็ชวนพวกเด็ก ๆ​ ลูกหลานของน้าพุดศรีออกสำรวจแอ่งน้ำ​ที่มีปลาติดขังอยู่​ตามแถวนั้น​เสียพักหนึ่ง​...​ ฉันเดินนำหน้าพวก​เขาท่อง​ไปตามลำคลอง เลาะเลียบชายหาดริมตลิ่งมุ่ง​ไปทางทิศตะวันออก บางแห่งมีขอนไม้โต ๆ​ ล้มขวาง พวกเราก็ชวนกันปีนป่ายข้าม​ไป เจอแอ่งไหนมีฝูงปลาติดขังอยู่​มาก ๆ​ ก็ชวนกันหากิ่งไม้หรือท่อนไม้ตามแถวนั้น​​เอามาปักทำเครื่องหมาย กระทั่ง​ได้ยินเสียงกู่เรียกให้กลับ​ไปกินข้าว พวกเราจึงชวนกันหันหลังวิ่งกรูกลับมา

กลิ่นหอม ๆ​ ของข้าวหลามในกระบอกไม้ไผ่โชยมาเข้าจมูกยั่วน้ำลาย​ไป​แต่ไกล ทำให้ฉันรู้สึกหิว ผิด​กับตอนแรก​ที่เพิ่งมาถึง ​เพราะเพลิดเพลิน​กับธรรมชาติรอบด้านเสียจนลืม

แม่​กับน้าละม้ายตัดใบเร็ดใบกลม ๆ​ ขนาดจานข้าว​ที่ขึ้น​อยู่​ตามริมคลองมาทำจานข้าว ​และตักข้าวแจกจ่ายให้​กับทุกคน การท่องป่าไม่มีการหอบ​เอาถ้วยจานมาให้​เป็นภาระ นอกจากช้อนเขียวสำหรับตักข้าว​และตักน้ำแกงราดข้าวแค่หางสองหางเท่านั้น​

แกงคั่วเต่าโชยกลิ่นหอมอยู่​ในกระดอง พวก​เขา​เอาเนื้อเต่าคลุกเคล้าพริกแกง​ที่ตำมาจากบ้านแล้ว​หลามด้วยกระบอกไม้ไผ่ พอมันสุกก็เทกลับลงใส่ในกระดองเต่า​ที่หงายแผ่ขึ้น​แทนถ้วยจานอีกที พวกเด็ก ๆ​ ​ได้กินตับเต่า​ที่สุกหอม ​ซึ่งถือ​เป็น​ส่วน​ที่อร่อย​ที่สุดสำหรับแกงเต่า...​ แม่​เป็นคนตัก​และแบ่งให้พวกเราเท่า ๆ​ กัน ฉันรู้สึกเผ็ดปลายลิ้น จึงบอกให้แม่ตักน้ำแกงเลียงผักหวานป่า​ที่โชยควันกรุ่นอยู่​ในกระบอกไม่ไผ่ผ่าซีกกลางวงสำรับอีกแกงหนึ่ง​, ราดใส่จานใบเร็ดให้ฉัน, ​จะ​ได้ล้างรสเผ็ด ​และแม่ก็จัดการให้ จากนั้น​ฉันก็ลงมือเปิบข้าวต่อ​ไปอย่างเอร็ดอร่อย

​เมื่อฉันหัน​ไปมองพวกเด็ก ๆ​ ลูกหลานน้าพุดสี ​ซึ่ง​เป็นลูกข้าวเหนียวมาจากภาคอีสาน ฉันก็เห็นพวก​เขาสูดปากกันซี๊ดซ๊าด ​และทำหน้าเหยเกชวนให้ขำ ​เพราะลิ้นของพวก​เขาไม่คุ้น​กับแกงคั่วเต่ารสเผ็ดจัดเหมือนฉัน เด็กหญิงบัวลาถึง​กับน้ำตาเล็ดจนฉันอด​ที่​จะหัน​ไปยิ้มให้เธออย่างขัน ๆ​ ไม่​ได้

"เอ็งเดิน​ไปทางโน้นเห็นย่านสะบ้าบ้างไหม?" ตารุ่มถามฉัน

"เยอะแยะ" ฉันว่า "บางย่านย้อยลงมาในคลองด้วยซ้ำ"

"ดีแล้ว​ ไม่​ต้องบุกป่าให้เหนื่อย" ตารุ่มพูด

ย่านสะบ้า​เป็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง​ ลักษณะบิดเบี้ยวคดงอ ชอบขึ้น​อยู่​ตามป่าใหญ่ ​และชอบ​ที่​จะเลื้อยพัน​ไปตามกิ่งก้านไม้สูงห้อยย้อยระโยงระยาง พวกนักเลงหาปลาตามแอ่งน้ำในหน้าแล้งมัก​จะนำมา​ใช้​เป็นสารเบื่อปลา ด้วยการตัดหรือสับ​เป็นท่อนสั้น ๆ​ ประมาณคืบ แล้ว​ทุบด้วยท่อนไม้หรือก้อนหินโต ๆ​ ให้แหลก​เป็นฝอย ​ซึ่ง​จะมียางเมือก ๆ​ สีขาวเหมือนน้ำนมไหลเยิ้มออกมาจับชุ่มอยู่​ตามใยฝอยของมัน จากนั้น​ก็นำ​ไปโปรยลงในแอ่งน้ำ​ที่มีฝูงปลายว่ายวนอยู่​ สักพักพวกปลาก็​จะเมาน้ำยางย่านสะบ้า แล้ว​พากันชูหัวขึ้น​เหนือผิวน้ำอ้าปากพะงาบ ๆ​ ​ใช้สวิง​ไปตักใส่กระสอบ หรือไม่ก็​เอากิ่งไม้อันเล็ก ๆ​ ขนาดหัวแม่มือฟาดลง​ไปจนมันพลิกหายท้องจมน้ำ แล้ว​​เอามือช้อนขึ้น​มาใส่กระสอบก็​ได้เหมือนกัน พวกเด็ก ๆ​ มักชอบจับปลาด้วยวิธีนี้กันมาก ​เพราะรู้สึกว่า​มันสนุกดี

​เมื่อ​ได้ปลามาแล้ว​...​ พวกผู้ชายก็​จะนำ​ไปใส่กระสอบ​และยกใส่สาแหรกหาบกลับบ้าน พวกผู้หญิงก็​จะเทินไว้เหนือศีรษะ ​ส่วนพวกเด็ก ๆ​ อย่างฉัน ​จะร้อยใส่พวงเชือกหวายแล้ว​คอนไว้บนบ่า

บางครั้ง​ถ้าจับปลา​ได้มาก ๆ​ ​และมีเวลาพอ พวกเราก็​จะขอดเกล็ด​และผ่าท้องรมควันทำปลาแห้งเสียก่อน ​ซึ่งมัน​จะช่วยให้น้ำหนักเบาลง แบกขนกลับบ้านไม่หนัก หาก​แต่ก่อน​ที่​จะรมควันก็​จะ​ต้องนำ​ไปแช่น้ำชะล้างขจัดน้ำเมือกย่านสะบ้าออกให้หมดเสียก่อน มิฉะนั้น​เนื้อปลา​ที่รมควันแห้ง​จะกลาย​เป็นสีดำไม่น่ากิน ​และอันตรายด้วย...​

วันนั้น​ขบวนหาปลาของเรา​ได้ปลากลับบ้านกันพอสมควร ​และตอนขากลับ, ​เมื่อชักขบวนย้อนมาถึงทุ่งหญ้า​ที่โดนไฟลวก ก็เกิดเหตุการณ์​ที่ทำให้ฉัน​ต้องจดจำติดหูติดตาอย่างไม่มีวันลืม...​

ตอนขา​ไปพวกฉันส่งเสียงพูดคุยดังลั่นเกือบตลอดทาง หาก​แต่ขากลับสัมภาระ​ที่หนักอึ้งอยู่​บนบ่าทำให้​ต้องเดินกันมาอย่างเงียบ ๆ​ ในขณะ​ที่หูสองข้างคอยสดับสำเนียงนกกา​และหรีดหริ่งสองข้างทางขับกล่อม​เป็น​เพื่อน กระทั่งจวน​จะเลย​แนวป่าทะลุออกชายทุ่งไฟลวก​ที่เจอเต่า​เมื่อตอนขา​ไป ก็มีกระแสลมเย็นพัดโชย​พร้อม​กับกลิ่นสาปสัตว์ลอยมาแตะปลายจมูก

คน​ที่เดินอยู่​ข้างหน้าส่งสัญญาณมายังคนข้างหลัง บอกให้หยุด

น้าหวัง​ซึ่ง​กำลังหาบกระสอบปลาเดินรั้งท้าย รีบวางหาบลง​กับพื้น ปลดปืนลูกซองยาว​ที่สะพายอยู่​​กับบ่าข้างขวามาถือไว้ในท่าเตรียม​พร้อม แล้ว​กึ่งวิ่งกึ่งเดินแซงหน้าพวกเราพุ่ง​ไป​ที่หัวขบวนอย่างรวดเร็ว

กระทั่งชั่วอึดใจฉันก็​ได้ยินเสียงปืน...​

ตูม !

ปืนลูกซองกระบอกนั้น​ส่งเสียงคำรามก้องแนวไพร ​พร้อม​กับเสียงเอะอะฟังไม่​ได้สรรพของพวกผู้ใหญ่​ที่หยุดพักอยู่​ข้างหน้าสามสี่คนดังขึ้น​

"ซ้ำเร็ว ซ้ำ ซ้ำ !!! เร็ว เร็ว...​!"

ฉันรีบปลดพวงปลาออกจากบ่าแขวนไว้​กับกิ่งไม้ข้างทาง แล้ว​วิ่งปราด​ไป​ที่นั่นทันที ​พร้อม ๆ​ ​กับเสียงปืนนัด​ที่สองปะทุขึ้น​มา

ตูม !

ตามติดด้วยเสียงเอะอะของพ่อฉัน​ที่แผดลั่นกว่า​ใคร ...​

"ตายแล้ว​- - ตายแล้ว​ !! หมอบแล้ว​ หมอบแล้ว​...​ พอ.. พอ ไม่​ต้องซ้ำแล้ว​- - เปลืองลูกปืน"

ฉันใจเต้นตึก ๆ​ ​เมื่อวิ่ง​ไปถึงตรงนั้น​ ​เพราะทัน​ได้เห็นเหตุการณ์ช่วงสุดท้าย​พอดี...​

บัวลาวิ่งกวดหลังฉัน​ไปติด ๆ​

"หยัง? หยัง...​ อีหยังละอ้าย?" เธอหอบฮัก ๆ​

"งัว!...​"

ฉันชี้​ไป​ที่ซากวัวแดง​ซึ่งนอนเค้เก้อยู่​​ที่ชายป่าริมทุ่งห่างออก​ไปราว ๆ​ 20 วา ​แต่​ทว่าสีมอ ๆ​ ของมันก็กลมกลืน​กับใบไม้กิ่งไม้​ที่โดนไฟลวกจนเหี่ยวเฉากลาย​เป็นสีน้ำตาลไหม้ ทำให้มองเห็นยากสักหน่อย​

​แต่ใน​ที่สุดเด็กหญิงบัวลาก็เห็นมัน...​

"โห งั่วโต๋ใหญ่" บัวลาทำตาโต เธอมีท่าทางตื่นเต้น ​และยิ้มปากกว้างจนเห็นซี่ฟันหลอ

บักบุญส่ง​กับบักสิด ผู้มีศักดิ์​เป็นพี่ชายของเธอสองคนนั้น​ขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้าวิ่งมาดู

พ่อของฉันเดิน​ไปตัดกิ่งไม้สองสามกิ่ง​เอา​ไปสุมไว้บนซากวัว...​ ​พร้อม​กับพูดขึ้น​ว่า

"เรา​ต้องรีบ​เอาปลา​ไปไว้​ที่บ้านเสียก่อน แล้ว​จึงค่อยย้อนกลับมาแล่เนื้อวัว...​"

"กูว่าช่วยกันหาฟืนเตรียมไว้ก่อนดีกว่า...​ เผื่อกลับมาถึงมืดค่ำ​จะไม่ลำบาก" ตารุ่มพูด

"ฉันก็ว่าอย่างนั้น​เหมือนกัน" น้าพุดสีเห็นด้วย ทุกคนจึงช่วยกันเดินหากิ่งไม้แห้งบริเวณนั้น​มากองสุมไว้ข้าง ๆ​ ซากวัว​ได้กองหนึ่ง​ แล้ว​ก็ชวนกันเร่งฝีเท้านำกระสอบปลา​ที่​ไปเสาะหา​ได้มาก่อนมุ่งกลับบ้านอย่างเร็วจี๋


หลังจากนั้น​อีกหนึ่ง​อาทิตย์โรงเรียนของฉันก็เปิดเทอม

ฉัน,​ซึ่งเดี๋ยวนี้​เป็นนักเรียนชั้นประถมปี​ที่ 5 ​ที่โรงเรียนประจำอำเภอ ​และมี​เพื่อนใหม่​ที่​เป็นลูกหลานของคนมีฐานะอยู่​หลายคน ​ทว่าแทบทุกคนก็ไม่เคยเข้าป่าเข้าดง​กับ​เขาเลย​ บางคน​แม้​แต่ธงเบ็ดหาปลาตามทุ่งนาเหมือนอย่างฉันสมัยอาศัยอยู่​​กับย่า​เพื่อเรียนหนังสือในชั้นประถมต้นก็ไม่เคย หรือ​แม้​แต่หนังสติ๊ก พวก​เขาบางคนก็แทบ​จะไม่เคยจับ ​เพราะฉะนั้น​​เมื่อฉันเล่าเรื่อง​ราวต่าง ๆ​ ​ที่เกิดขึ้น​ในป่าดงให้พวก​เขาฟัง ทุกคนก็​จะนั่งปากหวอ ฟังฉันเล่าอย่างตั้งใจ


- จบ -

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3409 Article's Rate 10 votes
ชื่อเรื่อง เศษเสี้ยววิถีป่า (เรื่องเล่าจากราวไพร)
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๓๔๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-16991 ], [112.142.48.12]
เมื่อวันที่ : 30 พ.ค. 2553, 10.41 น.

วันนี้วันอาทิตย์ ค่อนข้าง​จะมีเวลา พลอยพนมขอนำเรื่อง​ราวเก่า ๆ​ ในอดีตมาเล่าสู่กัน​เพื่อ​ความเพลิดเพลินอีกเรื่อง​นะครับ​

เรื่อง​นี้เคยเผยแพร่ในเว็บบอร์ดบางแห่งมาแล้ว​ครั้งหนึ่ง​ หากครั้งนั้น​​เป็นการเผยแพร่แบบดิบ ๆ​ ปราศจากการขัดเกลา​ที่ดีพอ ​ส่วน​ที่นำมาเผยแพร่ในครั้งนี้ ก็​ได้ผ่านการตรวจทานมาพอสมควรแล้ว​ หากมิตรสหาย​ที่รักยิ่งท่านหนึ่ง​ท่านใด​ได้ผ่านสายตา แล้ว​พบเจอสิ่งขาดตกบกพร่องพอ​ที่​จะทักท้วงกัน​ได้ ก็ขอ​ได้โปรดอย่าเกรงใจ

พลอยพนม​แม้​จะมีคิ้วเค้อ​ที่ย้อยต่ำหน่อย​ ๆ​ (ฮา ฮา)​ ​แต่ก็ใจกว้างยิ่งแม่น้ำ ยินดีรับฟังข้อชี้แนะจากมิตรสหายทุกท่าน​เพื่อนำ​ไปปรับปรุงแก้ไขด้วยจิตคารวะยิ่งเสมอครับ​

ขอขอบ​พระคุณล่วงหน้านะครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : unclepiak [C-16994 ], [111.84.153.177]
เมื่อวันที่ : 30 พ.ค. 2553, 17.34 น.

หูย.. ​ได้​ไปเ​ที่ยวป่ายิงงัวมาด้วย เจ๋งมากเลย​ครับ​
ผมน่ะเคยบุกเข้าป่า​ไปดูต้นตะเคียนยักษ์ ไม่มีสัตว์ใหญ่ให้เห็นยังสนุก ​และเหนื่อยลิ้นห้อย อ่านเรื่อง​นี้แล้ว​เกิดริษยามากเรย ฮา ๆ​

ชอบมากเลย​ครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลุงปิง [C-16995 ], [58.10.216.18]
เมื่อวันที่ : 31 พ.ค. 2553, 00.09 น.

สนุกครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : คนจุน [C-18760 ], [183.88.64.249]
เมื่อวันที่ : 13 พ.ค. 2555, 21.03 น.

อ่านแล้ว​เพลินมาก นึกถึงชีวิตตอนเด็กเลย​ ยาย​กับน้า​และพี่ชายก็เคยพาไำป

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : นาม อิสรา [C-18771 ], [118.173.190.166]
เมื่อวันที่ : 29 พ.ค. 2555, 20.02 น.

ขอบคุณ คนจุนมากนะครับ​​ที่กรุณาคอมเมนท์​เป็น​กำลังใจ
ผม​เป็นลูกป่า​โดยกำเหนิดครับ​ ชีวิตคลุกคลี​กับป่ามา​แต่เด็ก พบเห็นอะไร​มามากมาย​ ​ทว่าติด​ที่การถ่ายทอดยังไม่ดีพอ อีกอย่างงานเขียนแนวโหยหาอดีตเวลานี้ไม่ค่อย​เป็น​ที่นิยม จึงทำให้​ต้องรามือ​ไปเสียชั่วคราว ​แต่คิดว่าเสร็จจากงานเขียนนวนิยายเรื่อง​ใหม่จบลง ผม​จะกลับมาเริ่มงานโหยหาอดีตอีกสักครั้ง ​เพื่อ​จะบันทึกไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลัง​ได้รับรู้
รู้จักโขลงช้าง เสือ หมี จระเข้ นกหนูอะไร​ต่าง ๆ​ เท่า​ที่ผมเคยสัมผัสมา แล้ว​นำมาเล่าให้​เขาฟัง เผื่อ​เขา​จะ​ได้มีจิตสำนึกรัก​และหวงแหนทรัพยากรณ์ธรรมชาติใน้านเรา ไม่ว่าสัตว์ป่า ผืนป่า หรือทรัยพากรณ์ในท้องทะเล​ที่มีเหลืออยู่​น้อยนิดนี้ให้รอดพ้นจากนายทุนต่างชาติ​ที่พยายามเข้ามากว้านซื้อจากคนไทยไร้ชาติ​กับ​เขาบ้าง

ขอบคุณอีกครั้งครับ​ผม

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น