นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓
เด็กชายชาวนา
พลอยพนม
...ขณะนั้น​​ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆสีเทา แลดูมืดครึ้มคล้าย​​กับฝน​​กำลัง​​จะเทลงมาอีก ลมเย็นพัดเฉื่อย จนฉันรู้สึกหนาว...
เด็กชายชาวนา
​โดย พลอยพนม


ใน​ที่สุดคืนนั้น​ฝนก็เทตูมลงมาเหมือนฟ้ารั่ว ไม่มีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง มี​แต่ฝนล้วน ๆ​ ตก​ทั้งคืน ฉันนอนคลุมโปงจนรุ่งเช้า​

อาหลวง​กับอาเณร​ที่เพิ่งสึกจาก​พระมา​เมื่อสองสามวันก่อน ตื่น​ไปปล่อยควายออกจากคอก​และลงทุ่ง​ไปกันนานแล้ว​

"ไข่นุ้ย ตื่น​ไปจับลูกไก่ใส่รังเร็ว ๆ​ น้ำ​กำลังมา...​" ย่าร้องปลุกฉันมาจากในครัว ขณะแก​กำลังหุงข้าวทำ​กับข้าวอยู่​​กับอาสาว

ปู่นอนสูบยาใบชุมเห็ดไอขลุก ๆ​ อยู่​บน​ที่นอนของแก

เสียงปลุกของย่าทำให้ฉัน​ต้องสลัดผ้าห่มลุกขึ้น​จาก​ที่นอนทันที

หลังจากพับผ้าห่มวางซ้อนไว้บนหมอนเสร็จแล้ว​ก็เร่งกระโจนลงกระไดตรง​ไป​ที่ใต้ถุน ขณะนั้น​น้ำสีขุ่น ๆ​ อย่างสีน้ำมะพร้าวไหลเอ่อขึ้น​มาจากคลองท่วม​ไปหมด​ทั้งทุ่ง เว้นเฉพาะเนินสูง ๆ​ ​และจอมปลวก​เป็นแห่งๆ​

ทุก ๆ​ ปี​เมื่อฝนตกหนักระดับน้ำใต้ถุนบ้านย่า​และบริเวณใกล้เคียง​จะท่วมสูงจนเลย​เข่าของฉัน ​แต่ขณะนี้เพียงแค่เริ่มต้น น้ำเพิ่ง​จะไหลท่วมแค่หลังเท้าของฉันเท่านั้น​ พวกไก่ตัวโต ๆ​ บินขึ้น​​ไปอยู่​บนคอนในเล้าหมดแล้ว​ รอน้ำแห้งจึง​จะบินกลับลงมาคุ้ยเขี่ยหากินกันใหม่ ข้างล่างเหลือเฉพาะเจ้าตัวเล็กตัวน้อย​ที่แม่ของมันไม่มีมือโอบอุ้มบินหนีน้ำขึ้น​​ไปอยู่​ด้วย พากันแหกปากส่งเสียงร้องดังขรม บางตัวก็ลอย​ไป​กับกระแสน้ำ​ไปติดอยู่​บนจอมปลวกข้างบ้าน บางตัวก็ลอย​ไปติดอยู่​ตามกอข่า กอตะไคร้ใบดกหนา​ที่ริมรั้ว ฉันตาม​ไปเก็บ​เอามาใส่รัง​ที่ใต้ถุนจนหมดทุกตัว

"ย่า ผมออก​ไปทุ่งนะครับ​"

"สักประเดี๋ยว​จะ​ต้องกลับมากินข้าว อย่าเถลไถล​ไปไหนอีก" ย่าร้องสั่งลงมาจากบนเรือนด้วยสุ้มเสียง​ที่เฉียบขาด

"ครับ​" ฉันรับคำแล้ว​วิ่งปร๋อ​ไปในทุ่งนา หน้าตาก็ยังไม่ทัน​ได้ล้าง หัวใจดวงน้อยของฉันโบยบิน​ไป​ที่นั่นก่อนแล้ว​ ด้วยคิดว่าบัดนี้ทั่ว​ทั้งทุ่งคงเต็ม​ไปด้วยผู้คน​ที่มารอจับปลา หาก​แต่วิ่ง​ไป​ได้ครึ่งทางก็นึกขึ้น​​ได้ว่าลืม 'ของสำคัญ' จึงวิ่งกลับมาบ้านอีกครั้ง

"ปู่ มีดดาบของผมอยู่​ไหน" ฉันร้องถามปู่​ไปจากข้างล่าง

ปู่ไอขลุก ๆ​ เสียก่อนตามธรรมเนียม​และบอกว่า "ปู่เหน็บไว้​ที่หลังคาโรงเหล็กนั่นแน่ะ"

ปู่ของฉัน​เป็นช่างตีเหล็กประจำหมู่บ้าน​ที่มากประสบการณ์​และฝีมือ ​แต่ใน​ระหว่างนั้น​โรคถุงลมโป่งพอง​กำลังเล่นงานทำให้อ่อนเพลีย ไม่ค่อย​จะมีเรี่ยวแรงยกค้อนตีทั่ง ​ถ้าไม่เกรงใจกันจริง ๆ​ ปู่ก็​จะไม่รับทำให้​ใคร

มีดดาบของฉัน ปู่ตีให้​เมื่อปี​ที่แล้ว​ ตอนฉันอยู่​ ป.3 เวลาออก​ไปธงเบ็ดริมหนองน้ำในทุ่งนา​กับ​เพื่อน ๆ​ ในยามค่ำคืน ฉันก็มัก​จะถือติดมือ​ไปด้วยเสมอ คล้าย​กับมัน​จะ​เป็นของคู่กายอีกสิ่งหนึ่ง​ก็​ได้

มัน​เป็นมีดดาบเล่มเล็ก ๆ​ เหมาะ​กับตัวฉัน​ซึ่ง​เป็นคนผอม-ตัวเล็ก หาก​แต่มันก็แสน​จะคมจนแทบ​จะโกนหนวดแทนใบมีดโกน​ได้เลย​


"เฮ้ย รอด้วยโว้ย"

เสียงเรียกโหวกเหวกดังมาจากริมรั้วด้านตะวันตก ก่อน​ที่ฉัน​จะพุ่งฝีเท้าลงทุ่ง​เป็นคำรบสอง ฉันหัน​ไปมอง​พร้อม ๆ​ ​กับเสียงปู่ร้องสั่งลงมาจากบนเรือนว่า "ถือของมีคมระวัง!ลื่นล้มเหวี่ยง​ไปถูกผู้อื่น"

ฉันหยุดฟังคำเตือนของปู่​โดยไม่ปริปากว่ากระไร หากสายตาก็จับจ้อง​ไป​ที่พรรคพวกสามสี่คน​ที่​กำลังตรงแน่วมาทางฉัน ​ซึ่งตอนนั้น​ระดับน้ำทั่วบริเวณไหลท่วมขึ้น​มาเกือบถึงกลางแข้งแล้ว​ ​และมันก็ตั้งท่าว่า​จะลดลง...​

"​ไปโคกวัดร้างกันดีกว่า" ​ใครคนหนึ่ง​เอ่ยขึ้น​

"เช้า​มืดอย่างนี้กลัวผีว่ะ!"
"...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​."

"กูว่า พวกเราน่า​จะตามอาหลวง​กับอาเณร​ไป​ที่โคกตาหนอนดีกว่า" ฉันออก​ความเห็น...​ พวกเราสี่ห้าคนจึงตรงแน่ว​ไป​ที่โคกตาหนอน

ตรงนั้น​​เป็นโคกสูงน้ำท่วมไม่ถึง พวกคนเลี้ยงควาย​จะต้อนฝูงควาย​ไปกินหญ้า​ที่นั่น...​ ตรงตีนโคกมีลำห้วยเล็ก ๆ​ ไหลคดเคี้ยวคั่นอยู่​​กับทุ่งหญ้า​และผืนนาอันกว้างลิบ
​และก็บริเวณทุ่งหญ้า​กับบิ้งนานั่นเอง​ที่​เป็น​ที่วางไข่ของฝูงปลา​เมื่อฤดูน้ำหลากล่วงมาถึง ​โดยเฉพาะน้ำหลากช่วงแรก ๆ​ อย่างนี้ฝูงปลานานาพันธ์​จะยกพวกขึ้น​มาวางไข่กันอย่างชุกชุม

วันนั้น​​เมื่อพวกเรา​ไปถึงโคกตาหนอน ก็ปรากฏว่ายังไม่มี​ใครมารอจับปลาวางไข่กันสักกี่คน ฉันยืนนับคร่าว ๆ​ ​ไปจากริมทุ่งฝั่งนี้​ได้เจ็ดแปดคน รวม​ทั้งอาหลวง​และอาเณรของฉันด้วย บางคนมีแห บางคนมีสุ่ม บางคนมีฉมวก

อาหลวง​กับอาเณรมีแหลนกันคนละด้าม พอเห็นพวกเราเดินเรียงหน้าเข้า​ไป พวก​เขาสองคนก็ร้องกันท่าขึ้น​มาทันที

"เฮ้ย! พวกสู อย่ามาจุ้นจ้านแถวนี้ ​ไปให้ไกล ๆ​ เลย​​ไป"

"ว้า!"

สมพรร้องออกมาอย่างขัดใจ ​แต่ฉันหัน​ไปขยิบตา ​และพูดขึ้น​เบา ๆ​ ว่า "เราอยู่​ห่าง ๆ​ อย่าเข้า​ไปใกล้ ไม่มี​ใครทำอะไร​เรา​ได้หรอก"

ว่าแล้ว​พวกเราก็ชวนกันวิ่ง​ไปรอตามร่องอู่เล็ก ๆ​ ​ที่คาดว่าฝูงปลาน่า​จะแหวกว่ายขึ้น​มาจากลำห้วย เข้ามาวางไข่ในทุ่ง​และในบิ้งนา​ที่ระดับน้ำท่วมแค่พ้นตาตุ่ม ​ซึ่ง​เป็นระดับน้ำ​ที่ ปลาตาแดง ปลาโสด ​และปลาแก้มช้ำ ตัวเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ชอบขึ้น​มาก่อหวอดวางไข่กันดีนัก ​และ​ถ้าพวกมันยกฝูงกันขึ้น​มา ก็​จะเห็นครีบหลังของมันโผล่พ้นน้ำแหวกพุ่ง​เป็นเกลียวคลื่นมองเห็น​ไป​แต่ไกล


ขณะนั้น​ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆสีเทา แลดูมืดครึ้มคล้าย​กับฝน​กำลัง​จะเทลงมาอีก ลมเย็นพัดเฉื่อย จนฉันรู้สึกหนาว ​แต่ก็จ้องมอง​ที่อู่น้ำของตัวเองด้วยใจจดจ่อ สลับ​กับหัน​ไปมอง​เพื่อน ๆ​ ​ที่จับจองอู่น้ำกัน​ได้หมดทุกคนแล้ว​ด้วย​ความตื้นเต้น​และท้าทาย.. .

รอ​แต่ฝูงปลาแหวกว่ายขึ้น​มาเท่านั้น​...​ ​เป็น​ได้สนุกกันล่ะ !

ฉันยืนกุมมีดดาบ ทอดสายตาจ้องมองสายน้ำ​ที่ไหลปรี่ขึ้น​มาจากร่องห้วยด้วย​ความคาดหวัง​และรอคอย

วันนี้วันเสาร์ ยังเหลือพรุ่งนี้วันอาทิตย์อีกวัน​ที่เรา​จะ​ได้สนุก​กับการจับปลาอยู่​ในทุ่งนา ​เมื่อถึงตอนโรงเรียนเปิดในวันจันทร์ ก็คง​จะ​ได้นำเรื่อง​ราวอันน่าสนุกตื่นเต้น​ที่​กำลัง​จะเกิดขึ้น​​ไปโม้​ที่โรงเรียนให้สนุกปากกัน​ไปเลย​

​แต่เอ! ทำไมรอนานจัง

ปลาไม่ยอมขึ้น​มาทางลำห้วยนี้เลย​ ​เมื่อหัน​ไปมองทางพวกผู้ใหญ่ก็ไม่เห็น​ใคร​ได้เหวี่ยงแหหรือสับสุ่มกันเลย​สักคน บางคนก็บ่ายหน้ากลับบ้านด้วย​ความผิดหวัง


"ซวยพวกเอ็งทีเดียว" อาเณรกล่าวโทษพวกเราขึ้น​ในวงสำรับมื้อเช้า​วันนั้น​ "ปลาชุกชุมอยู่​ดี ๆ​ ไม่น่าเลย​"

"ห้วยไหน" ปู่ถามอาเณร

"ห้วยโคกตาหนอน" อาเณรตอบ

"อ๋อ!" ปู่ร้องออกมา​พร้อม​กับหัวเราะหึ ๆ​ ตามด้วยไอขลุก ๆ​ อีกสองสามครั้ง "ปลา​ที่ไหนมัน​จะมีเล่า ก็เณรชมมันทำปามขวางไว้​ที่ปากห้วยนั่นเสียแล้ว​นี่"

ปาม!

ฉันนึกขึ้น​มา​ได้ทันที มัน​เป็นยอขนาดยักษ์ เวลายก​ต้อง​ใช้คนกว้านรอกสองหรือสามคนจึง​จะยกขึ้น​ไหว

มิน่า ปลาถึงไม่อาจเล็ดลอด​ไปตามลำห้วยนั้น​​ได้เลย​

​เมื่อตอนลุงชม​กำลังปักไม้หลักสร้างเสาปาม ฉันก็เคยแวะเวียน​ไปดู ​แต่​เมื่อเช้า​ด้วย​ความรีบร้อนจึงทำให้ลืมเสียสนิท


"ย่า"

"หือ?"

"ประเดี๋ยวผม​ไปลงทุ่งอีกนะ"

"เออ อย่าลืมแวะ​ไปดูฝูงควายเสียก่อน กว่าอาหลวง​กับอาเณร​จะกลับ​ไปถึง เอ็งอย่าเพิ่งไพล่​ไปไหนเสียอีกล่ะ" ย่ากำชับ

"อย่าช้า นะอาหลวง" ฉันหัน​ไปทางอาหลวง​ที่​กำลังนั่งลอกใบจากยาสูบเสียงแกรก ๆ​ อยู่​ข้าง​ที่นอนปู่ ​พร้อม​กับเหลือบมอง​ไป​ที่อาเณร​ซึ่ง​กำลังนอนคว่ำเขียนจดหมายให้ผู้หญิงอยู่​บนเสื่อปูนอนของแก

"อาเณรก็อย่าชักช้านะ" ฉันว่า

ครั้นสั่ง​ความ​กับอา​ทั้งสองเสร็จ ฉันก็คว้าดาบ​และขดหวายสำหรับร้อยพวงปลาคาดสะเอว แล้ว​ก็ปร๋อออกนอกทุ่งอีกรอบ

หากคราวนี้ฉันบินเดี่ยว

น้ำในทุ่งเริ่มลดระดับลง ท้องฟ้ายังอึมครึม เมฆสีเทาแผ่ปกคลุม​ไปทั่ว ลมเย็นพัดวู ๆ​ ไม่ขาดระยะ ทำ​เอาเด็กผอมแห้ง​แต่ไม่ยอมสวมเสื้ออย่างฉันหนาวสะท้านขึ้น​มาอีกครั้ง ​ทว่าไม่นานมันก็หาย ​เพราะฉันไม่​ได้เดินเหิน​ไปเหมือนคนธรรมดา หาก​แต่วิ่ง​ไปบ้าง กระโดดโลดเต้น​ไปบ้าง ตาม​แต่ใจ​ที่คึกคะนอง ​และมันก็หอบแฮก ๆ​ จนเกือบ​จะจุกกระเพาะ​เพราะเพิ่งกินข้าวอิ่มแปล้มาใหม่ ๆ​

พอ​ไปถึง​ที่หมาย,ฉันก็จ้อง​ไป​ที่ฝูงควายของย่า​ซึ่ง​กำลังทอดย่าง​และเล็มยอดหญ้าบนเนินตาหนอนตามปกติ นกกระยางสีขาวมีมากหลาย ​ทั้งยางเกราะ ยางโทน เกาะอยู่​บนหลังควายนับสิบตัว บางตัวยืนเกาะหลังควายนิ่งเฉย ขนสีขาวนวลของมันตัด​กับสีดำปืนของควายมองเด่นชัด​ไป​แต่ไกล

จริง ๆ​ แล้ว​ขณะนั้น​ฉันไม่มีอารมณ์พิสมัยทุ่งนาห้วยตาหนอนแห่งนี้สักเท่าไหร่ ​เพราะน้ำในทุ่ง​ได้ไหลย้อนกลับลงสู่ลำห้วยจน​จะเกือบแห้ง​ไปหมดแล้ว​ คงเหลือ​ที่ขังอยู่​​เป็นแอ่ง ๆ​ ตามปลักควาย ​และบึงเล็ก ๆ​ สามสี่แอ่งเท่านั้น​ หาก​แต่คำสั่งของย่า​ที่ไม่ยอมให้ฉันเถลไถล​ไปไหนย่อมสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนืออื่นใด

แหม—กูนี่สะเพร่าจริง!

ฉันนึกตำหนิตนเองอยู่​ในใจ ​เมื่อหวนนึก​ไปถึงหนังสติ๊กคู่กาย​ซึ่ง​เป็นของเล่น​ที่โปรดปรานอีกชิ้นหนึ่ง​ ​ถ้าคว้ามาด้วยก็เรี่ยมเลย​ อ้ายนกกระยาง​ที่เกาะอยู่​บนหลังควายพวกนั้น​น่า​จะเสร็จฉันสักตัวสองตัว ​แม้​เขา​จะวางกฎเกณฑ์ห้ามยิงนก​ที่เกาะบนหลังควาย​เพราะเกรง​จะพลาด​ไปโดนลูกตาของควายเข้าก็เถอะ คนอย่างฉันมือไม่ตกถึงขั้นนั้น​หรอกน่า

​ซึ่งฉันก็คิด​ไปเรื่อยเปื่อย ​ทั้ง​ที่จริง ๆ​ แล้ว​ฉันไม่เคยยิงนกยาง​กับนกเอี้ยงเลย​สักครั้งในชีวิต

​เมื่อไม่มีอะไร​ให้ซุกซน​ได้มากกว่านี้ฉันก็ถือมีดดาบเดินสำรวจ​ไปตามปากอู่ร่องน้ำริมห้วย ​ที่น้ำในทุ่ง​กำลังไหลย้อนกลับลง​ไป​เป็นสายเล็ก ๆ​ เสียงดังซ่า ๆ​ ​ไปจนทั่ว ปลาซิว ปลาหัวตะกั่ว ​และปลาเข็มตัวเล็ก ๆ​ ในลำห้วยแตกฝูงกระโดดพล่าน​เมื่อฉันเดินเฉี่ยวเข้า​ไปใกล้

เอ๊ะ ! อะไร​หว่า ?

ฉันชะเง้อมอง​ไป​ที่ปากอู่แคบ ๆ​ ข้างหน้า​เมื่อ​ได้ยินเสียงแปลก ๆ​ ดังขึ้น​

อ๊อด อ๊อด อ๊อด ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ ซ่า ซ่า !

เฮ้ย ! ปลาดุก...​ ฟลุ๊คละกู!

ในขณะเดียวกัน สัญชาตญาณรักสนุก​และอยากมี​เพื่อน ทำให้ฉันอด​ที่​จะคิดถึง​เพื่อน ๆ​ ​ที่มาด้วยกัน​เมื่อตอนเช้า​เสียไม่​ได้ ​แต่ครั้นเหลียวซ้ายแลขวา​ไป​โดยรอบก็ไร้วี่แววว่า​จะมี​ใครมาร่วมตะลุยฝูงปลาดุกฝูงนี้ด้วยสักคน ...​

ในขณะ​ที่ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา​เป็นเม็ดห่าง ๆ​ อีกแล้ว​ ลมทุ่งยังโชยมา​เป็นระยะ ๆ​ ​ทว่าคราวนี้,ฉันกลับรู้สึกตื่นเต้นกระทั่งจิตใจสั่นรัวเกินกว่า​ที่​จะหนาว

พวงหวายร้อยปลา​ที่เหน็บไว้​ที่สะเอวนี้มัน​จะร้อย​ได้หมดละหรือ...​? ก็ฝูงปลามันตั้งมากมาย​ก่ายกองออกอย่างนั้น​...​ ฉันคิด,ขณะเพ่งมอง​ไป​ที่ฝูงปลาดุกฝูงนั้น​ด้วย​ความลิงโลดใจ

​จะกลับ​ไป​เอากระสอบ​ที่บ้านก็กลัวกลับมาไม่ทัน อ้ายฝูงปลาดุกนับร้อยนับพันพวกนี้มัน​จะชวนกันแห่ลง​ไปอยู่​ในหนองน้ำหมดเสียก่อน ฉันจึงตรงเข้า​ใช้มีดดาบสับ สับ สับ ลง​ไปในฝูงปลา​ที่​กำลังยื้อแย่งว่ายทวนกระแสน้ำขึ้น​มาจากลำห้วย ​เพื่อ​จะ​ไปวางไข่ในทุ่งนาอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ตัวแล้ว​ตัวเล่าจน​เมื่อยแขน

คมดาบของฉันโดนพวกมันเข้าตรงไหนตรงนั้น​ก็ขาดเลือดไหลแดง โดนหัวหัวก็ขาด โดนพุงพุงขาด ไข่สีเหลืองอมส้มทะลักออกมาเกลื่อนกลาดส่งกลิ่นคาวคลุ้ง

ฉันสับคมดาบฉับ ฉับ ฉับ ลง​ไปจนเหนื่อยหอบ ​ทว่าฝูงปลาดุกเหล่านั้น​ยังไม่ยอมหันแหทิศทางกลับลงลำห้วย ​เพราะธรรมชาติบังคับให้มันขึ้น​มาวางไข่ใน​ที่ตื้น

ปลาดุกตัวเติบ ๆ​ เท่าแขนฉันนับ​เป็นร้อย ๆ​ ​ที่ฉันสับขาดสองท่อนเกลื่อนกลาด​ไปหมด

‘ไอ้พวกงี่เง่าพวกนั้น​​ไปมุดหัวกันเสีย​ที่ไหน ​จะ​ได้เลือก​เอาตัวงาม ๆ​ ​ไปก่อไฟย่างกินกัน​ที่บนโคก’

ฉันคิดถึง​เพื่อน ๆ​

อาหลวง​กับอาเณรก็ช้าจัง ไม่อย่างนั้น​ก็​จะ​ได้ช่วยกันจัดการ​กับปลาดุกฝูงนี้ แล้ว​ขน​ไปให้ย่า​กับอาสาวผ่าท้องหมักเกลือ ​เอา​ไปฝากพ่อ​กับแม่​และน้องสาว​ที่บ้านไร่...​

"โอ้ย"

ในขณะ​ที่ฉัน​กำลังคิดถึงคนโน้นคนนี้อยู่​เพลิน ๆ​ ฉันรู้สึกเสียวแปลบ​ที่อุ้งเท้าข้างขวา, พอยกขึ้น​มาดู,อ้ายหัวปลาดุก​ที่โดนคมดาบของฉันสับขาดนั่นเอง ห้อยตุ้งติ้งอยู่​​ที่ใต้ฝ่าเท้าข้างนั้น​

ซวยละซีกู...​!

ฉับกัดฟันจนกราม​ทั้งสองข้างบดเข้าหากันแทบพัง ขณะกลั้นใจดึงหัวปลาดุก​ที่เงี่ยงอันแหลมคมของมันเสียบเข้า​ไปในฝ่าเท้าสีซีด ๆ​ ของฉันออกมา ​พร้อม​กับเลือดสีแดงไหลปรี่ เช่นเดียว​กับเลือดประหลาดุก​ที่ฉันสับมันขาด​เป็นท่อน ๆ​ อยู่​ในขณะนั้น​

ฉันหวี่ยงหัวปลาดุกหัวนั้น​ลง​ไปในลำห้วย ​พร้อม​กับหย่อนก้นนั่งลงบนพื้นหญ้าใกล้​กับมีดดาบ​ที่โยนทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้น​ก็ลงมือรีดเลือดออกจากปากแผล...​ ​และพยายาม​จะยกฝ่าเท้าข้างนั้น​ขึ้น​มา​เพื่อ​ที่​จะก้มลง​ไปดูดน้ำเมือก​ที่เกิดจากเงี่ยงปลาดุกบ้วนทิ้ง ​ทว่าบาดแผลไม่​ได้อยู่​ในระนาบ​ที่​จะทำอย่างนั้น​​ได้

พิษจากน้ำเมือก​ที่ติดอยู่​ในแผลลึกทำให้รู้สึกปวดจี๊ดๆ​ ​ซึ่งปวดลึกลง​ไปในบาดแผล แล้ว​ก็ระบมขึ้น​​ไปถึงไข่ดัน...​ กระทั่งน้ำตาของฉันก็ทำท่า​จะไหลออกมา

​แต่​ทว่าหลังจากนั้น​ไม่ถึงอึดใจฉันก็นึกถึงยาแก้พิษปลาดุกขึ้น​มา​ได้!!!

เด็กบ้านนอกคอกนาอย่างฉันย่อม​จะรู้วิธีแก้พิษเบื้องต้นเหล่านี้อยู่​บ้าง ตาม​ที่​ได้ยิน​ได้ฟังพวกผู้ใหญ่​เขาคุยกัน
​ถ้าโดนผึ้งต่อย ​เขาก็ให้​ใช้ยางมะละกอชโลมลง​ไป​ที่แผลเหล็กใน

มีดบาดก็ให้​ใช้น้ำผึ้งชุบผ้าให้ชุ่มแล้ว​พันแผลไว้

​และ​ถ้าโดนเงี่ยงปลาแทงเข้าอย่างนี้ ​เขาก็ให้​เอาน้ำเยี่ยวรดลง​ไป...​ ​ซึ่งก็แปลก, ​เพราะพอฉันนึกถึงเยี่ยว อ้ายน้ำเยี่ยวเจ้ากรรมมันก็ตั้งท่า​จะพุ่งปรี๊ดออกมาทันที

ภายหลังพยายามสะกด​ความเจ็บปวดไว้​ได้บ้างแล้ว​ ฉันก็ลุกขึ้น​ยืน​และย่อเข่าลงจนเกือบ​จะ​เป็นมุมฉาก ยกเท้าขวาขึ้น​ ​เอาปลายเท้าพาดเข่าซ้าย​ที่ตั้งรับอยู่​ ​และจับฝ่าเท้าพลิกหายขึ้น​ ​พร้อม​กับ​เอาอุ้งมือซ้ายป้อง​เป็นทำนบตรงปากแผล ก่อน​จะ​ใช้มือขวาประคองกระบอกเยี่ยว​ส่วนตัวให้ค่อย ๆ​ ประจงปล่อยน้ำเยี่ยวสีขุ่น ๆ​ ให้ไหลปรี่ลง​ไปบริเวณนั้น​อย่างแผ่วเบา

​ซึ่งตอนแรกก็ชักปอดอยู่​เหมือนกัน ​เพราะนึกหวั่น ๆ​ ว่าคง​จะแสบน่าดู ​แต่พอ​เอาเข้าจริง ๆ​ ​ที่ไหน​ได้ ​เมื่อน้ำสีขุ่น ๆ​ ไหลผ่าน​ไปตรงบริเวณปากแผล​ที่เย็นซีด ก็กลับรู้สึกอบอุ่นฝ่าเท้าขึ้น​มาทันที พิษเจ็บปวดจากเงี่ยงปลาดุกตำก็ค่อย ๆ​ ทุเลา ๆ​ กระทั่งหาย​ไปใน​ที่สุด

​ความหลังครั้งนั้น​ทำให้ฉันอดสงสัยไม่​ได้ว่า อะไร​หนอ​ที่ทำให้ฉันฉุกคิดถึงยาวิเศษขนานนี้ขึ้น​มา​ได้ ​เพราะ​ถ้าไม่อย่างนั้น​ฉันก็คงแหกปากร้องลั่น​ไป​ทั้งทุ่งแน่นอน


-จบ-

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3407 Article's Rate 8 votes
ชื่อเรื่อง เด็กชายชาวนา
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๖๒๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-16980 ], [112.142.48.232]
เมื่อวันที่ : 26 พ.ค. 2553, 12.59 น.

เมฆตั้งเค้า ฝนตก ลมโชยพัด ต้นไม้ไกวกิ่งก้านลู่ลม ผมคิดถึง​ความหลัง...​

ขอฝาก "เด็กชายชาวนา" ​เพื่อการติชมด้วยนะครับ​

ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุงปิง [C-16981 ], [58.10.216.61]
เมื่อวันที่ : 26 พ.ค. 2553, 13.21 น.

อ่านแล้ว​ชอบมากครับ​ ​ได้บรรยากาศท้องนาในฤดูน้ำหลาก ทำให้หวนคิดถึง​เมื่อตอน​เป็นเด็ก ออกทุ่งหาปลาหน้าน้ำกันอย่างสนุกสนาน

เรื่อง​ถูกเงี่ยงปลาดุกก็เหมือนกัน เจ็บหยอกเสีย​เมื่อไหร่ ​แต่ไม่เคยรู้ว่าเยี่ยวรักษา​ความปวดจากเงี่ยงปลาดุก​ได้ เคย​ใช้​แต่เหล้าขาว​กับว่านมหากาฬ หรือปูนแดง​กับใบเสือหมอบ

นับว่า​เป็นเรื่อง​ราวของเด็กท้องนา​โดยแท้...​

สนุกอย่าง​ได้อรรถรส

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลุงเปี๊ยก [C-16982 ], [115.67.44.10]
เมื่อวันที่ : 26 พ.ค. 2553, 15.12 น.

อ่านสนุกมากเลย​
สนุกเหมือน​ได้ออก​ไปเ​ที่ยวเล่น​กับผู้เขียนด้วย
​เพราะมีรายละเอียด​และสิ่งละอันพันละน้อยแซมอยู่​มากมาย​

เรื่อง​ราวหยั่งงี้ หากไม่มีประสบการณ์ตรง เชื่อว่าไม่น่า​จะเขียน​ได้
​เป็นชีวิตเด็ก​ที่น่าอิจฉาจริง ๆ​ ผมเคยก็แค่เหลาไม้ทำปืนลูกตะขบ ไล่ยิงจิ้งจกเท่านั้น​

มาเขียนอีกนะครับ​ ​จะขอ​เป็นแฟนคลับ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-16985 ], [112.142.48.114]
เมื่อวันที่ : 27 พ.ค. 2553, 06.08 น.

ก่อนอื่นก็​ต้องขอบคุณในมิตรไมตรี​และ​กำลังใจของลุง​ทั้งสอง​เป็นอย่างมาก

ปกติผม​เป็นคนชอบอ่านหนังสือครับ​ อ่านมากเข้า ๆ​ ก็นึกอยาก​จะเขียน​กับ​เขาบ้าง

​แต่นั่นแหละ​! งานเขียนนี้ไม่ง่ายเลย​

พูดแบบนักเลงก็ว่า "ไม่หมูเลย​" ​ต้องดิ้นรนอยู่​เพียงลำพัง เงียบเหงา หาคนเข้าใจยาก ​เมื่อ​ได้​กำลังใจก็รู้สึก​เป็นสุข สุข​ที่ว่า​ความพยายามของเราไม่สูญเปล่า

ขอขอบคุณลุง​ทั้งสองอีกครั้งนะครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : Rotjana Geneva [C-16986 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 27 พ.ค. 2553, 23.27 น.

โชคดีจริง​ที่ศาลานกน้อยมีนักเขียนระดับต่วยตูนมาร่วมด้วย

รจนา​เป็นแฟนพันธุ์แท้ของต่วยตูนคนหนึ่ง​ ​แต่ไม่​ได้อ่านนานมากแล้ว​นับจากย้ายมาอยู่​สวิตฯ

เข้าใจ​ความรู้สึกดิ้นรนอยู่​ตามลำพังจริง ๆ​ ค่ะ​ ​ความยากลำบากของนัก(อยาก​จะ)เขียนอย่างรจนาก็​คือ มี​ความคิด​ที่อย่างถ่ายทอด ​แต่ถ่ายทอดไม่ออก หาคำมาบรรยายไม่​ได้

งานเขียนชิ้นนี้ดีมากค่ะ​ ขึ้น​ต้น-ลงท้ายต่อ​เนื่อง อยู่​ในประเด็น ภาพ​ที่เด็กน้อยฟันปลาดุกอย่างไม่ยั้งมือ​และเมามัน ฟังแล้ว​​เป็นภาพ​ที่น่ากลัว(สำหรับคนใจอ่อนอย่างรจนา) ​แต่ขณะเดียวกันก็รับ​ได้ว่า​เป็นชีวิตพื้นบ้าน ​เป็นการทำมาหากิน ​และวัยเด็กในชนบท​โดยแท้จริง

รจนาชอบทานปลาดุกผัดเผ็ดค่ะ​ ​แต่ไม่ชอบไข่ปลาดุก

ขอ​เป็น​กำลังใจให้งานเขียนชิ้นต่อ ๆ​ ​ไปไหลมาอย่างราบรื่นนะคะ​ งานชิ้นนี้น่า​จะ​ได้ลงต่วยตูน (เอ๊ะ หรือลง​ไปแล้ว​)

ด้วยมิตรไมตรีค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : นาม อิสรา [C-16987 ], [112.142.48.103]
เมื่อวันที่ : 28 พ.ค. 2553, 08.57 น.

ขอบคุณมากครับ​ คุณรจนา

คุณมาอยู่​เสียไกลถึงสวิตเซอร์แลนด์ ​เมื่อ​ได้อ่านเรื่อง​ราวจากเมืองไทยก็ย่อม​จะรู้สึกพอใจ​เป็นธรรมดา ​โดยเฉพาะเรื่อง​ราวของเมืองไทยแห่ง​ความหลัง หรือเมือไทยในอดีต ​ซึ่งมี​แต่​ความสุขเย็น สดชื่น ​ทั้งบรรยากาศ​และน้ำใจผู้คน ยิ่ง​เป็นผู้คนชนบทห่างไกลก็ยิ่ง​จะมีน้ำจิตน้ำใจให้กันอย่างล้นเหลือ ไม่ว่าญาติพี่น้องมิตรสหายหรือ​แม้กระทั่ง​เพื่อนบ้าน

เฉพาะอย่างยิ่ง​กับพวกเด็ก ๆ​ พวก​เขา​จะรักลูกคนอื่นเหมือนลูกตัว มีเมตตาอารีคอยห่วงใยเสมอกัน

ผมในสมัยเด็ก ๆ​ ​จะขึ้น​กินลงกิน​ได้ทุกบ้าน ผลหมากรากไม้บ้านไหนรสชาติอร่อย บ้านไหนรสเปรี้ยว-ขม ผมรู้ซึ้งหมดทุกต้น เช่นเดียว​กับพวก​เพื่อน ๆ​ ​ที่วิ่งไล่ควายด้วยกันอยู่​ในทุ่งนาวันโรงเรียนปิด เสาร์-อาทิตย์ หรือปิดเทอม พวกเรา​จะยกขบวนกัน​ไปปีนป่ายหาผลไม้บ้านโน้นบ้านนี้กินกันอย่างสนุก ไม่มี​ใครหวง

หรือ​แม้กระทั่งชวนกันเหลวไหลเกเร ก็​จะ​ได้ชิมรสไม้เรียวเท่า ๆ​ กันอย่างไม่ลำเอียง ​ซึ่งผมคิดว่า เกี่ยว​กับชีวิตท้องไร่ท้องนานี้ ผมตั้งใจ​จะเขียนบันทึกให้มาก​ที่สุดเท่า​ที่​จะรำลึกขึ้น​มา​ได้ ​ทั้งนี้ก็มิ​ได้มีจุดประสงค์​จะคุยโม้โอ้อวด หรือ​ต้องการยกหางตนเอง​แต่ประการใด

​เพราะสิ่งเดียว​ที่ผมปรารถนา ก็​คือ อยากให้ลูกหลานไทยในอนาคต​ได้รู้จักกำพืดตนเอง ​และพึงสำเหนียกว่าสมัยก่อน "เมืองไทยเรานี้ แสนดีหนักหนา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว"...​ ผู้คนมีน้ำจิตน้ำใจ รัก​ใคร่กลมเกลียว อริราชศัตรูยกทัพมารุกราน ​แม้สองมือมีเพียง มีด ขวาน กระบอง หอก แหลน หลาว เครื่องมือยังชีพธรรมดา ๆ​ ก็คว้า​เอา​ไปร่วมกันต่อสู้อย่างอาจหาญ สำแดงให้เห็นถึงพลังรักสามัคคี​ที่มีต่อกัน​ซึ่งค่อนข้างหา​ได้ยากในสมัยนี้ แล้ว​​จะ​ได้สำนึก ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายยกพวกตีกันเองเหมือนเดี๋ยวนี้

ขอขอบคุณคุณรจนา​ที่ติดตามอ่าน​เพื่อ​เป็น​กำลังใจอีกครั้ง,ครับ​ผม

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น