นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ก่อนแสงอรุณฉาย
พลอยพนม
......​​เธอ​​กำลังก้าว​​ไปบนเส้นทาง​​ที่สวยงามในยามรุ่งอรุณ ​​ส่วนเรายังคงดั้นด้นอยู่​​กลางป่าทึบ ​​ซึ่งมืดมิดราว​​กับพลัดหลงเข้า​​ไปในถ้ำ คงไม่มีวัน​​ได้ยลแสงอรุณฉายเหมือนเธอ ​​เพราะภายในป่าแห่งนั้น​​​​เมื่อพลัดหลงเข้า​​ไปแล้ว​​ ก็ยาก​​ที่​​จะเสาะหาทางออก​​ได้...​​...
เรื่อง​สั้น
ชื่อ ก่อนแสงอรุณฉาย
​โดย พลอยพนม





​แม้​จะมีบ้านพัก​ที่แสนสะดวก​สบายอยู่​ใน​ที่ทำงานอยู่​แล้ว​หลังหนึ่ง​ก็ตาม หาก​แต่คืนไหนไม่ติดเวรตรวจไข้บนตึกผู้ป่วย แพทย์หญิงสิริมาก็มัก​จะกลับมานอนพักค้างคืน​กับแม่​และน้องสาวของหล่อน​ที่บ้านหลังนี้เสมอ

บ้าน​ซึ่ง​เป็นตึกสองชั้นหลังเก่า ๆ​ อยู่​ติดชายคาตลาดสด ​และอบอวล​ไปด้วยกลิ่นไอของตลาด กระทั่งเสียงอึกทึกครึกโครม ​ซึ่ง​เป็นบรรยากาศ​ที่หล่อนเคยสัมผัสมา​แต่ไหน​แต่ไร จนแทบ​จะกล่าว​ได้ว่า ชีวิตเลือดเนื้อของหล่อน​ส่วนหนึ่ง​ถูกหล่อหลอมให้เข้มแข็งขึ้น​มา​ได้ ก็​เพราะ​ได้ซึมซับวิถีผู้คน​ไปจาก​ที่นี่นั่นเอง

คืนนี้ไม่ติดเวร หล่อนจึงกลับมานอนค้างคืน​ที่บ้านหลังนี้​กับแม่​และน้องสาวของหล่อนอีกครั้ง ในขณะ​ที่น้องชายอายุไล่เลี่ย​กับหล่อนอีกคน ​ซึ่ง​กำลังศึกษาวิชากฎหมายระดับปริญญาตรีอยู่​​ที่มหาวิทยาลัยของรัฐ​ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง​ในกรุงเทพฯ ​ต้องรอถึงตอนปิดภาคเรียน จึง​จะ​ได้กลับมาอยู่​​พร้อมหน้ากันสี่คนแม่ลูก​ที่บ้านหลังนี้สักครั้ง

เสียงตะโกนหยอกล้อด้วยถ้อยคำหยาบโลน อัน​เป็นสิ่งปรกติ​ระหว่างพ่อค้า​แม้ค้าในตลาด ​ที่​กำลังจัดร้าน-จัดแผงของตน ​และบ้างก็​กำลังขนของลงจากกระบะรถบรรทุก ​ทั้งรถผัก รถปลา ตลอดจนรถส่งเนื้อชำแหละ​จากโรงฆ่าสัตว์ ดังเจี๊ยวจ๊าว เล็ดลอดเข้ามาในห้องนอนของหล่อนตั้งแต่หลังเ​ที่ยงคืน ปลุกให้หล่อนรู้สึก​และสัมผัส​กับมันตลอด กระทั่งตีสี่เลย​ ๆ​ หล่อนก็ลืมตาตื่นชนิด​ที่ไม่อาจฝืนหลับต่อ​ไป​ได้ ป่านนี้แม่​และน้องสาวของหล่อน ​ซึ่งนอนกันคนละห้อง คง​จะออก​ไปขายผักอยู่​ในตลาดกันแล้ว​

แพทย์หญิงสิริมาลุกจากเตียงนอนด้วย​ความกระฉับกระเฉง ติดนิสัยมาตั้งแต่สมัยโน้น หล่อนเปิดประตูห้องนอน ก้าวลงบันไดตรงมาชั้นล่าง ​จะ​ไปเข้าห้องน้ำ...​ หาก​แต่​ความรู้สึกเสมือนว่าตนยัง​เป็นเด็กแล่นปราดลงสู่ฝ่าเท้า ทำให้อด​ที่​จะเดิน​ไปชะเง้อมองบรรยากาศอันอึกทึกครึกโครมภายในตลาดสด​ที่หล่อนคุ้นเคยตรงช่องประตูเหล็กหน้าบ้านเสียก่อนมิ​ได้

​แต่ก่อนบ้านหลังนี้​เป็นร้านก๋วยเตี๋ยว​และข้าวต้มโจ๊กของเตี่ย หัวรุ่งตีสี่ตีห้าหล่อน​จะลุกขึ้น​มาช่วยติดไฟเตาถ่านต้มข้าวต้ม ​และต้มน้ำซุป-น้ำร้อนสำหรับลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวให้เตี่ย ​พร้อม​ทั้งจัดโต๊ะ เก้าอี้ ​และวางพวงพริกน้ำส้ม​ไปตามโต๊ะต่าง ๆ​ ภายในร้านให้เข้า​ที่เข้าทาง ​เพราะลูกค้าของเตี่ย​ส่วนใหญ่​เป็นพวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ​ที่มัก​จะมาสั่งโจ๊กหรือไม่ก็ก๋วยเตี๋ยวรองท้องกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ​ส่วนน้องชาย​และน้องสาวของหล่อน ​จะออก​ไปช่วยตัดแต่งผักจัดวางไว้บนแผงให้แม่ ​ที่แผงขายผักในตลาด

แม่​ซึ่ง​เป็น ‘ลูกคนไทย’ ไม่ถนัด​กับงานขายอาหารเหมือนเตี่ย ‘หุ่นไม่ให้’ แม่พูดแล้ว​หัวเราะ เตี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก ​แต่ไม่ว่าอะไร​ นอกจากยื่นใบแดง ๆ​ สามสี่ใบให้แม่ เตี่ยบอกว่า แม่​เป็นคนรู้คิด ​แม้ไม่รู้ว่าการหมุนเงิน​คืออะไร​ ​แต่แม่ก็รู้ว่า ​จะ​ต้อง​ใช้จ่ายอย่างไรจึง​จะไม่เดือดร้อนภายหลัง ผิด​กับ​เพื่อนแม่ค้าของแม่ในตลาดหลายราย ​ที่ไม่คิด​จะเรียนรู้วิธี​ใช้-จ่าย พวก​เขารู้​แต่หมุนเงิน​และผันเงินกันท่าเดียว จึงในไม่ช้าก็​ต้องตก​เป็นหนี้พวกนายทุนเงินกู้ร้อยละยี่ร้อยละสิบกันให้วุ่น​ไปหมด

สิมารู้สึกใจหาย​เมื่อคิดถึง​เพื่อนนักเรียนลูกแม่ค้าในตลาดด้วยกัน ​ซึ่งครอบครัวของพวก​เขา​ต้องประสบปัญหาทางด้านการเงิน บวก​กับพวก​เขา​ที่มักทำตัวเหลวไหล​เป็นทุนเดินอยู่​แล้ว​ ​เมื่อการเงินทางบ้านฝืดเ​คือง ส่งให้ไม่พอ​ใช้ ก็มัก​จะหัน​ไปหาทางออกกันอย่างผิด ๆ​ ​โดยเฉพาะ​เพื่อนผู้หญิงบางคน​ที่ชอบเ​ที่ยวเตร่​และคบผู้ชายไม่ซ้ำหน้า บางคนชอบดื่มเหล้าเมายา ตามผับตามบาร์​และสถานบันเทิงต่าง ๆ​ ​เป็นว่าเล่น ครั้นถึงคราวตกอับ​และขัดสนเข้าจริง ๆ​ ก็มัก​จะลงเอยด้วยการขายบริการทางเพศ ทำให้หล่อนรู้สึกหดหู่ ​และอด​ที่​จะนึกเสียดายอนาคตของพวก​เขาเสียมิ​ได้ ​แต่ไม่รู้​จะช่วยเหลือ​ได้อย่างไร ใน​เมื่อพวก​เขาเลือกทางเดินของ​เขาเอง

​เมื่อหันกลับมามองชีวิตตน ​ซึ่งโชคดี​ที่เกิด​เป็นลูกของแม่ผู้ไม่ยอมก้มหน้าให้​กับ​ความเหนื่อยยาก ! ​แต่​ทว่าบ้างครั้งก็อด​ที่​จะผวา​กับเหตุการณ์​ที่ผ่านพ้น​ไปแล้ว​ไม่​ได้ ​เพราะชีวิตในรั้วการศึกษาของหล่อนในระยะหลัง ๆ​ ก็ใช่ว่า​จะราบรื่นนัก หลังจาก​โดยสารประจำทางคันนั้น​พลิกคว่ำลง​ไปในคูลึกริมทาง ​เป็นเหตุผู้​โดยสารเสียชีวิตหมด​ทั้งคัน รวม​ทั้งเตี่ยของหล่อนก็​ต้องพลอยจบชีวิตทิ้งครอบครัว​และลูกเมีย​ไป​กับ​เขาด้วย หล่อนจึงเหลือ​แต่แม่คอย​เป็น​ที่พึ่ง​แต่เพียงผู้เดียว...​

แม่​ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูก ๆ​ ​ซึ่งอยู่​ในวัย​กำลังกิน​กำลังเรียน​ไปตามลำพัง ยอดเงิน​ที่​ได้มาจากการเสียชีวิตของเตี่ย ก็ใช่ว่า​จะมากมาย​อะไร​นัก ​ถ้าหาก​จะนำมาเปรียบ​กับราย​ได้​ที่เตี่ยหา​ได้ใน​แต่ละวัน สมัย​ที่เตี่ยยังมีชีวิตอยู่​ อีก​ทั้งไม่นับ​ความอบอุ่นในครอบครัว​ซึ่งหาค่าไม่​ได้ ก็​ต้องสูญสลาย​ไป​ส่วนหนึ่ง​...​ หล่อนสงสารแม่จนอยาก​จะออกจากโรงเรียนมาช่วยแม่ทำงานเก็บเงินส่งเสียให้น้อง ๆ​ ​ได้เล่าเรียนแทนหล่อน ​แต่แม่ไม่ยอม

"เอ็งก้าวย่าง​ไปกว่าครึ่งทางแล้ว​ ​ถ้าเลิกล้มเสียกลางคันก็เสียดายแย่ เชื่อแม่เถอะ- ลูกของแม่สามคน แม่​จะ​ต้องหาทางส่งเสียให้เล่าเรียนจนสำเร็จให้จง​ได้ เอ็งไม่​ต้อง​เป็นห่วง ขอให้พวกเอ็งตั้งใจเรียนก็แล้ว​กัน"

นั่น​คือถ้อยคำ​ที่แม่คอยย้ำ​เพื่อ​เป็น​กำลังใจให้​กับหล่อนแลพวกน้อง ๆ​ อยู่​เสมอ จนทำให้หล่อนมี​ความมุ่งมั่น ​และตั้งใจเล่าเรียน​โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใด ๆ​


๒.

"สิริมา งานวิจัยชุดนี้ของพวกเธอยังบกพร่องอยู่​นะ"

ท่านอาจารย์แพทย์หญิงประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ยื่นแฟ้มงานวิจัย​ที่หล่อน​และ​เพื่อนนักเรียนแพทย์ในกลุ่มจัดทำ​และส่งให้ท่านตรวจสอบกลับมาให้หล่อน ​เพื่อนำกลับ​ไปแก้ไขในบาง​ส่วน

​และนั่น​คือกระบวนการแก้ไขครั้งสุดท้ายสำหรับงานวิจัยภาควิชา​ที่หล่อนเลือกเรียนชุดนั้น​ หลังจากนั้น​ก็เร่งทำวิทยานิพนธ์...​ ​ซึ่งใน​ที่สุดภาคการศึกษาสุดท้ายก็สิ้นสุดลง หล่อนผ่านการศึกษาค้นคว้า​และผ่านเกณฑ์ทดสอบวัดผล/ประเมินผล หมดสิ้นทุกกระบวนวิชา จนกระทั่งจบหลักสูตรการศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ สาขากุมารเวช ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง​ตาม​ความมุ่งหวัง




๓.

"ตื่นมาทำไม !?"

นางทำเสียงดุ ​เมื่อหัน​ไปเห็นบุตรสาวคนโตในชุดกางกางขาสั้นสีขาว เสื้อยืดคอปกสีฟ้า มีตรากระทรวงสาธารณสุขติดอยู่​บนหน้าอกด้านซ้าย เดินอ้อมแผงขายผักของนางมาหยุดยืนอยู่​ใกล้ ๆ​ ​กับบุตรสาวคนเล็ก ในขณะ​ที่มือข้างหนึ่ง​​กำลังรวบต้นผักยกใส่ตาชั่ง​เพื่อคิดเงินให้ลูกค้า ปากของนางก็บ่นพึมพำ "ประเดี๋ยวกลับ​ไปทำงานก็ง่วงแย่"

"​จะตีห้าแล้ว​นะแม่!"

สิมาสบตา​กับน้องสาวแล้ว​หัน​ไปพูด​กับมารดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ลูกค้าขาประจำ​ที่หล่อนคุ้นหน้าคุ้นตายืนรอรับถุงผักจากแม่ หันมามองหล่อนด้วยสายตาชื่นชม

ถึง​แม้​จะไม่​ได้ออกมาช่วยแม่จัด​แต่งผัก​ที่แผงนี้เสียนาน ​แต่หล่อนก็ยังจดจำใบหน้าของผู้มี​พระคุณเหล่านี้​ได้ดี บางคน​เป็นแม่ค้าขายอาหารตามสั่ง บางคนขายของชำอยู่​ในหมู่บ้าน พวก​เขามาซื้อผักจากแม่ของหล่อนในราคาขายส่งแล้ว​นำ​ไปวางขายบนแผง​ที่บ้านของ​เขาอีกทอดหนึ่ง​ แพทย์หญิงสิริมาสนิทสนม​และคุ้นเคย​กับพวก​เขาแทบทุกคน หล่อนจึงหัน​ไปยิ้ม​และทักทายอย่างคนกันเอง

"ขายดีไหมจ๊ะ​-น้า?"

"ก็พออยู่​​ได้ค่ะ​-หมอ" น้ำเสียง​ที่ตอบออกมา ฟังดูประหม่าจนสิมานึกขันอยู่​ในใจ เดี๋ยวนี้หลาย ๆ​ คนมัก​จะพูด​กับหล่อนอย่างไม่ค่อยเต็มเสียง ​แม้​แต่พวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ​ที่มัก​ใช้คำพูดจาแบบถึงลูกถึงคนก็เช่นกัน ไม่มี​ใครเรียกหล่อนว่า "อีมา" หรือ "อีสิมา" เหมือนก่อนกันสักคน ​ถ้าไม่เรียก "หมอ" ก็​จะเรียก "สิมา" เฉย ๆ​ อี ไอ้ ​ที่​ใช้เรียกกันจนติดปากเหมือน​เมื่อก่อนหาย​ไปหมด

​แม้​ส่วนหนึ่ง​หล่อน​จะภูมิใจ​กับสิ่งนี้ ​แต่ในอีก​ส่วนหนึ่ง​แพทย์หญิงสิริมาลูกสาวแม่ค้าขายผัก ก็อด​ที่​จะรู้สึกว้าเหว่เสียมิ​ได้

สมัยก่อน...​หัวรุ่งตีสี่ตีห้า ก่อนแสงอรุณ​จะฉายฉาบท้องฟ้าเบื้องทิศตะวันออก พวกเด็ก ๆ​ ลูกแม่ค้าในตลาดอย่างหล่อน ​ทั้งเด็กผู้หญิงผู้ชายวัยเดียวกัน ​ซึ่งมีอยู่​นับสิบคน ​จะ​ต้องลุกขึ้น​มาช่วยงานพ่อแม่ด้วยกัน​ทั้งนั้น​ พ่อแม่ขายผักลูก ๆ​ ก็​ต้องช่วยตัดแต่งต้นผักตั้งเรียงไว้บนแผงให้สวยงาม​เป็นระเบียบน่าเลือกซื้อ เด็กคนไหนพ่อแม่ขายของชำ ก็​ต้องช่วยหยิบจับ​และจัดใส่ภาชนะยกขึ้น​ตาชั่ง จากนั้น​ก็ช่วยกันขน​ไปใส่รถให้ลูกค้า​ซึ่งจอดอยู่​​ที่ลานจอดรถ พวก​ที่พ่อแม่ขายน้ำกะทิก็​ต้องช่วยปอกมะพร้าว ​พร้อม​กับขนเปลือกขนกะลาใส่เข่ง​ไปทิ้ง...​ ทุกคน​ต้องทำงานกันอย่างรีบเร่งก่อนแสงเงินแสงทอง​จะฉาบฉายท้องฟ้าเบื้องทิศตะวันออก ​เพราะลูกค้า​ส่วนใหญ่​ที่มาซื้อของในตอนหัวรุ่งนั้น​ พวก​เขา​จะนำ​ไปขายต่อ​ที่บ้านหรือ​ที่ร้านค้าของ​เขาตอนเช้า​มืด พวกเด็ก ๆ​ จึง​ต้องทำงานกันตัว​เป็นเกลียวไม่ต่างจากพวกผู้ใหญ่​แต่อย่างใด

เด็กบางคนอดทน​และขยันขันแข็ง ​แม้เหน็ดเหนื่อยก็ไม่ปริปากบ่น ​เพราะสำนึกในหน้า​ที่​ที่​จะ​ต้องช่วยพ่อแม่ตาม​ที่​ได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากครูบาอาจารย์​ที่โรงเรียน รวม​ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง​ที่​ต้องการฝึกฝนให้ลูกของตัวรู้จักทำกิน อนาคตโตขึ้น​​จะ​ได้​เอาตัวรอด ไม่​ต้อง​เป็นภาระสังคม หาก​แต่เด็กบางคนก็เกียจคร้านจนผู้ใหญ่​ต้องเคี่ยวเข็ญ​และบังคับเฆี่ยนตีอยู่​ตลอดเวลา

​ซึ่งในจำนวนนั้น​ ก็มีเด็กชายหน้าตี๋อยู่​คนหนึ่ง​​ที่แพทย์หญิงสิริมายังคงจดจำไม่ลืม




๔.

"มา"

สิมาสะดุ้ง​และหัน​ไปตามเสียงเรียก!
บานกระจกประตูรถเก๋งสีแดงเพลิงซีกฝั่งคนขับ ​ซึ่งปุ่มปิด-เปิดอัตโนมัติ​ได้กว้านกระจกลดลงกว่าครึ่ง เผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายของชายหนุ่มผู้​ที่เรียกชื่อหล่อน​ซึ่งนั่งอยู่​ในรถยนต์คันนั้น​​ได้เต็มตา

​ใครกันนะ!?

หญิงสาวในชุดนักเรียนแพทย์งุนงง

เหนือหางคิ้วอันดกดำข้างซ้ายของชายหนุ่มผู้นั้น​ มีรอยแผล​เป็นลากยาวขึ้น​​ไปเกือบนิ้ว! ​และ​เมื่อ​เขาเปิดปากยิ้ม​เพราะคิดว่าหล่อนคงจำ​เขาไม่​ได้...​ภาพ​ความหลังสมัยวัยเยาว์ก็ฉายวาบเข้าสู่​ความทรงจำของหญิงสาวทันที...​

"ปล่อยเราเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นเรา​จะตะโกนเรียกอาป๊าให้มาจัดการ​กับนาย"

เด็กหญิงร่างบอบบาง​แต่​ทว่าเต็ม​ไปด้วยพละ​กำลัง ส่งเสียงขู่ ​พร้อม​ทั้ง​ใช้สองมือยันหน้าอกฝ่ายตรงข้าม​ที่​เป็นเด็กชายหน้าตี๋วัยเดียวกันให้ถอยห่าง

"จ้างให้ !"

เด็กชายผู้นั้น​ยังฝืนกอดรัด ​พร้อม​กับแสยะยิ้มจนเห็นปลายเขี้ยวแหลมเก๋ด้านบนสองข้างโผล่แย้มออกมาอย่างน่ากลัว

เด็กหญิงใจสั่นระทึก​เมื่อเห็น​เขาจ้องตาเธอ​พร้อม​กับโน้มใบหน้าก้มต่ำลงมา...​ ทำให้เธอ​ต้องหลับตาลงด้วย​ความตกใจกลัว เรี่ยวแรงหดหายจนมิอาจดิ้นรนขัดขืนต่อ​ไป​ได้

​แต่​ทว่าก่อน​ที่เด็กชายคนนั้น​​จะยื่นปลายจมูกอันโด่งงอนของ​เขาเฉียดกรายลงบนผิวแก้มอันแดงเรื่อด้วย​ความโกรธ​และอับอายของเธอนั้น​ ​เขาก็​ต้องสะดุ้ง​และร้องโอ้ยออกมาจนสุดเสียง ​พร้อม​กับปล่อยเธอให้​เป็นอิสระ ก่อน​ที่​จะกระโจนหนีห่างออก​ไปจาก​ที่นั่นอย่างรวดเร็ว ​เพราะด้ามไม้กวาดกวาดพื้นขนาดน้อง ๆ​ ท่อนแขน ด้ามเดียวกัน​กับ​ที่ฟาดกระหน่ำลงบนน่องของ​เขา​โดยไม่ทันรู้ตัว​เมื่อหนแรก ​กำลังถูกเงื้อง่าขึ้น​จนสุดแขนของอาป๊าของ​เขาอีกครั้ง ​พร้อม​กับสายตาอันดุร้ายของแกก็จ้องมอง​เขาราว​กับ​จะกินเลือดกินเนื้อในขณะเดียวกัน

​เมื่อเตลิดออกมาไกลแล้ว​ ​เขาก็นั่งสูดปากร้องไห้ด้วย​ความเจ็บปวด ​แต่ถึงอย่างไรก็​ต้องขอบใจตนเอง​ที่อุตส่าห์กระโจนหนีออกมาเสียทัน ​ถ้าไม่อย่างนั้น​ ป่านนี้ก็คง​ต้องคลานสี่ขาอีกครั้ง ​เพราะอาป๊าของ​เขา​ใคร ๆ​ ก็รู้ฤทธิ์กันดี...​ บทลงโทษลูก ๆ​ ของแกโหดเหี้ยมไม่มี​ใครเกิน

"นายหายหน้า​ไปอยู่​​ที่ไหน​เป็นสิบ ๆ​ ปี ปิดภาคเรียนเรากลับบ้านก็ไม่เคยเจอ​กับนายเลย​สักครั้ง?"

"ก้อตะลอน ๆ​ ​ไปทั่วแหละ​"

"รวยแล้ว​นี่ -- เดี๋ยวนี้...​ ขับรถเก๋งราคา​เป็นล้าน?"

"ก้องั้น - แล้ว​เธอล่ะ ​ได้ข่าวว่าจบเทอมนี้ไม่ใช่หรือ?"

หญิงสาวพยักหน้า

"​ถ้าไม่แอ็คซิเดนท์เสียก่อน ...​"

"เธอโชคดี...​" ชายหนุ่มพูดเสียงเครืออยู่​ในลำคอ ในขณะ​ที่สองมือจับพวงมาลัยรถ ทอดสายตามอง​ไปข้างหน้า บนถนน​ที่รถราค่อนข้างบางตา สองข้างทางเต็ม​ไปด้วยต้นไม่ร่มรื่น บางแห่ง​เป็นทุ่งโล่งมองออก​ไปสุดลูกหูลูกตา ​เขาพาหล่อนนั่งรถชมวิว​ไปช้า ๆ​ ​และใน​ที่สุดชายหนุ่มก็ชะลอ​ความเร็ว กระทั่งรถเก๋งสีแดงเพลิงคันนั้น​แทบ​จะหยุดอยู่​​กับ​ที่

"สิมา เดี๋ยวนี้เธอไม่กลัวเราเหมือนก่อนแล้ว​หรือ?"

"ทำไมเรา​จะ​ต้องกลัวนาย?" หญิงสาวย้อนถาม

"จริงซินะ" ​เขาหัวเราะ "ก็รอยแผล​เป็น​ที่หางคิ้วข้างซ้ายของเรานี่ไง เรายังจำไม่ลืม"

"นั่น​เป็น​เพราะนายหาเรื่อง​เอง" สิมาอายหน้าแดง​เมื่อนึกถึงตอนนั้น​ ตอน​ที่เด็กชายโซ้ยตี๋แอบย่องมากอดหล่อนข้างหลัง ขณะหล่อน​กำลังยืนล้างจานอยู่​หลังบ้าน ด้วย​ความตกใจกลัวหล่อนจึงกระทุ้งข้อศอกข้างหนึ่ง​เข้า​ที่สีข้างของ​เขา แล้ว​หัน​ไปหวดซ้ำด้วยชามก๋วยเตี๋ยว​ที่ถืออยู่​ในมือ โดนเข้า​ที่หางคิ้วข้างซ้ายของ​เขาเต็มแรง...​ กระทั่งฝากรอยแผล​เป็นมาจนบัดนี้

"นายมาทำอะไร​​ที่นี่?" สิมาถาม

"มาหาเธอ" ชายหนุ่มตอบ "รู้ไหม กว่า​จะสืบรู้​และ​ได้พบเธอวันนี้ เรา​ได้แวะเวียนมาเฝ้ารออยู่​ตั้งหลายวัน"

"แสดงว่านายไม่รู้เบอร์โทร.มือถือของเรา?"

"ทำไม​จะไม่รู้...​" ชายหนุ่มว่า "​แต่เราเกรงเธอ​จะไม่ยอมออกมาพบนะซี ​ถ้าเราโทร.เข้า​ไป"

แล้ว​ชายหนุ่มก็เล่าให้ฟังว่า ​เขา​ได้พบ​กับน้องชายของหล่อน​ที่หน้ามหาวิทยาลัยแห่งนั้น​​โดยบังเอิญ ​พร้อมกันนั้น​​เขาก็​ได้ชี้แจงให้น้องชายของหล่อนรับรู้ถึงจุดประสงค์ของ​เขาจนเข้าใจ ​เขาจึง​ได้​ที่อยู่​​และเบอร์โทรศัพท์ของหล่อนมา

"นาย​จะคิดอย่างไร ​ถ้าชวนเราขึ้น​รถแล้ว​ถูกเราปฏิเสธ?" หญิงสาวนักเรียนแพทย์ถาม​เพื่อนชาย

"เราทำใจไว้แล้ว​" ​เขาตอบ "​เพราะเราตั้งใจ​จะมาขอขมา ​ที่เคยล่วงเกิน​และกระทำสิ่ง​ที่ไม่ดี​เอาไว้​กับเธอ​เมื่อครั้งกระโน้นหลายสิ่งหลายอย่าง"

"เราลืมมัน​ไปหมดแล้ว​"

"​แต่เราไม่ลืม" ชายหนุ่มพูดเสียงเศร้า ก่อนหักพวงมาลัยนำเก๋งสปอรต์สวยหรูจอดชิดขอบทางด้านซ้ายมือ "ทุก ๆ​สิ่งสำหรับ​ความเหลวไหลของเรา รวม​ทั้งการถูกตอบโต้จากเธอในสมัยเด็ก ๆ​ ยังตราตรึงอยู่​ในใจของเราเสมอ ​แต่เราโชคร้าย​ที่ผ่านเบ้าหลอมมาผิด​กับเธอ ตั้งแต่เราจำ​ความ​ได้ อาป๊า​กับเราไม่เคยพูดจากันด้วยเหตุผลเลย​สักครั้ง ​แม้กระทั่ง​กับอาแน อาป๊าก็ไม่เคยพูดดีด้วย มี​แต่กระโชกโฮกฮาก​เอา​แต่ใจตนเอง จนบางครั้งเราถึง​กับแอบ​ไปนั่งร้องไห้คนเดียว​เพราะสงสารอาแน"

"​แต่อาป๊าของนายก็​เป็นคนดีนะ"

"ก็​เพราะเราเพิ่งสำนึกนะซี...​! เราจึงเสียใจ​กับการกระทำของตนเองมาตลอด การ​ที่เราเพียรพยายามมารอพบเธอ ก็​เพื่อไถ่โทษ เผื่อวันหน้า เกิดเรา​เป็นอะไร​​ไปเธอ​จะ​ได้อโหสิกรรมให้เราอย่างเต็มใจ"

​แม้ถ้อยคำของชายหนุ่ม​ที่พูดออกมานั้น​ ​จะ​เป็นเสมือนลางบอกเหตุ หาก​แต่หญิงสาวก็มิ​ได้เฉลียวใจ จนกระทั่งเวลาผ่าน​ไปหนึ่ง​อาทิตย์ หล่อนก็​ต้องตกตะลึง หัวใจหล่นวูบ...​ แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง ต่อข่าว​ที่ปรากฏในจอทีวี​ที่โรงอาหาร ​ซึ่งหล่อน​กำลังนั่งทาน​ไป​พร้อม ๆ​ ​กับชมรายการต่าง ๆ​ ​ไปด้วย

หญิงสาวนักเรียนแพทย์รวบช้อน ​และเพ่งมองภาพคนร้าย​ที่นอนจมกองเลือดอยู่​ในจอสี่เหลี่ยมอย่างผู้​ที่หัวใจแหลกสลาย ​แม้ภาพนั้น​​จะถูกพรางด้วยเทคนิคการนำเสนอ​​เพื่อไม่ให้อุจจาดสายตา หาก​แต่คำบรรยายของผู้ประกาศข่าว ก็บอกชัดถ้อยชัดคำว่าคนร้าย
​เป็น​ใคร หล่อนส่ายหน้าปฏิเสธ​และปลอบย้ำตนเองว่า ไม่ใช่...​

ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ขณะล่อซื้อ คนร้าย​ใช้อาวุธต่อสู้ จึงถูกเจ้าหน้า​ที่ตอบโต้จนเสียชีวิตดังกล่าว

‘โอ...​ ไม่...​ ไม่ใช่​เขาหรอก!’

หยาดน้ำตาของหญิงสาวเอ่อท้นขอบตา ​เมื่อนึกถึงคำพูด​ที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างสร้อยเศร้า...​ในวันนั้น​

"...​เธอ​กำลังก้าว​ไปบนเส้นทาง​ที่สวยงามในยามรุ่งอรุณ ​ส่วนเรายังคงดั้นด้นอยู่​กลางป่าทึบ ​ซึ่งมืดมิดราว​กับพลัดหลงเข้า​ไปในถ้ำ หรือพลัดตกหุบเหว​ที่ลึกแสนลึก ชาตินี้คงไม่มีวัน​ได้ยลแสงอรุณฉายเหมือนเธอ ​เพราะภายในป่าแห่งนั้น​​เมื่อพลัดหลงเข้า​ไปแล้ว​ ก็ยาก​ที่​จะเสาะหาทางออก​ได้...​ ​แต่ไม่ว่าอะไร​​จะเกิดขึ้น​ เราก็ขอให้เธอรับรู้ว่า ​ทั้งอดีต​และปัจจุบันเราไม่เคยลืมเธอเลย​ --สิมา"

๕.

เช้า​วันนี้ ​ถ้าหากมี​ใครสังเกตก็​จะเห็นว่า ก่อนก้าวออกจากห้องพักแพทย์เวรบนตึกอำนวยการ ​เพื่อ​ไปตรวจรักษาผู้ป่วยวัยอ่อนตามหน้า​ที่แพทย์เวรประจำวันของหล่อน แพทย์หญิงสิริมา ​ได้ยืนหันหน้า​ไปทางโต๊ะหมู่บูชา​ที่มี​พระพุทธรูปปางขัดสมาธิเหลืองอร่ามวางชิดผนังด้านขวามือ ​พร้อม​กับประนมมือขึ้น​จรดหน้าผาก​ที่โน้มต่ำลงมา ​และน้อมจิตอธิษฐานรำลึก...​ เนิ่นนานกว่าทุก ๆ​ วัน

‘...​ไม่ว่าอะไร​​จะเกิดขึ้น​ ก็ขอให้รู้ว่า ตลอดเวลา​ที่ผ่านมาเราไม่เคยลืมเธอเลย​นะ- -สิมา’

‘ เราก็คิดถึงนายตลอดเวลาเช่นกัน ‘



****จบ***

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3404 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง ก่อนแสงอรุณฉาย
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๕๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-16950 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 09 พ.ค. 2553, 05.49 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-16951 ], [85.2.175.219]
เมื่อวันที่ : 09 พ.ค. 2553, 17.11 น.

เข้ามาให้​กำลังใจค่ะ​

​เป็นงานเขียน​ที่ดี เรียบเรียงสละสลวย ​ใช้ภาษา​ได้ดีค่ะ​ ดำเนินเรื่อง​​ได้นุ่มนวล ตรึง​ความสนใจ​ได้ดี

มีคำแนะนำเรื่อง​การ​ใช้ภาษานิดนึงนะคะ​ สำหรับวลี "เสียง​ที่เล็ดลอดผ่านกระจกหน้าต่าง" รจนาเข้าใจว่า คำว่า "เล็ดลอด" น่า​จะไม่ถูก​ต้องนักในกรณีนี้ ​เพราะเล็ดลอดนั้น​​เป็นอาการแอบซ่อน ในขณะ​ที่เรารู้ว่า ผู้พูดเปิดกระจกรถ​เพื่อ "ตั้งใจ" พูด​กับตัวเอกของเรื่อง​ อาจ​จะ​ต้องบอกว่า "เสียง​ที่ลอด (หรือ​ได้ยิน) ผ่านกระจกหน้าต่าง" มากกว่าหรือเปล่าคะ​?

ในแง่ของการผูกเรื่อง​ อาจ​จะยังจับต้นชนปลายไม่กระชับนิดนึง ​คือเปิดเรื่อง​ด้วยเย็นวันทำงานของแพทย์หญิง ตามด้วยชีวิตในบ้าน การตื่นนอน ภาพตลาดเช้า​ สถานะของ "อีมา" ​ที่เปลี่ยน​เป็น "หมอ" ​แต่มาจบตรงรำพึง​ความหลังถึง​เพื่อนเก่า แบบโรแมนติคหน่อย​ ๆ​ รจนาคิดว่าเนื้อเรื่อง​​ทั้งหมดดีค่ะ​ ​แต่การเฟสผ่านมาถึง​เพื่อนเก่าดูเหมือน​จะทำให้จบห้วน ๆ​ ​ไปนิดนึง ​และทำให้คนอ่านสะดุดนิดนึงว่า ผู้เขียน​จะทำเสนออะไร​ ​เพราะคนอ่านอย่างรจนายังค้างคาใจว่า การเปลี่ยนแปลงชีวิตของอีมามา​เป็นแพทย์สาวนั้น​มีจุดเด่นอยู่​ตรงไหนนะคะ​ หรือการระลึกถึง​เพื่อนเก่ามีอะไร​เชื่อมโยง​กับชีวิตปัจจุบันบ้าง

​และไม่แน่ใจว่าเรื่อง​นี้จบในตอนแล้ว​หรือเปล่า เข้าใจว่าคงจบสมบูรณ์ในตัวแล้ว​

กล่าว​โดยสรุป ขอปรบมือให้งานเขียนชิ้นนี้ค่ะ​ ​เป็นงานเขียน​ที่ดีมากชิ้นหนึ่ง​ ​และผู้เขียน​ใช้ภาษา​ได้ดี บรรยายภาพชีวิต​ได้กระชับ​และเข้าใจง่าย มีแววนักเขียน​ที่​จะ "ดัง" ​ได้ คำแนะนำให้กล่าวข้างบนนี้ไม่​ได้หมาย​ความว่าเรื่อง​นี้เขียนไม่ดีนะคะ​ ​แต่​เป็น​เพราะเชื่อในฝีมือผู้เขียนว่า ​จะเข้าใจประเด็น​และนำ​ไปขัดเกลาในผลงานชิ้นต่อ​ไป​ได้

ขอมอบ ให้ด้วยค่ะ​

หวังว่า​จะมีผลงานนำมาลงต่อ​ไปนะคะ​ "เขียนต่อ​ไป อย่า​ได้ท้อ" ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-16952 ], [112.142.30.249]
เมื่อวันที่ : 09 พ.ค. 2553, 22.28 น.

ก่อนอื่นก็​ต้องขอขอบคุณในไมตรีจิตของคุณรจนา​ที่​ได้ติชมงานเขียนชิ้นนี้ของผม

​ซึ่งผม​จะ​ได้นำ​ไป​เป็นข้อคิด สำหรับแก้ไขปรับปรุงผลงานชิ้นต่อ ๆ​ ​ไป

โปรดอย่าลืมติดตาม​และ​เป็น​กำลังให้อีกนะครับ​

ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น