นิตยสารรายสะดวก  Forward Articles  ๐๔ เมษายน ๒๕๕๓
เจ้าหนี้ใหญ่...โดยธรรมโฆษ
ข้าวฟ่าง
...บ่ายวันนั้น​​...​​ฉันเข้า​​ไปแวะกราบสวัสดีศ.เกียรติคุณ แสง จันทร์งาม เช่น​​ที่เคยปฏิบัติมา​​เมื่อมาเชียงใหม่ทุกครั้ง ท่านยิ้มแย้มแจ่มใสเช่นเคย ​​แต่ดูร่างกายชำรุดทรุดโทรม​​ไปมากทีเดียว...
บ่ายวันนั้น​...​ฉันเข้า​ไปแวะกราบสวัสดีศ.เกียรติคุณ แสง จันทร์งาม เช่น​ที่เคยปฏิบัติมา​เมื่อมาเชียงใหม่ทุกครั้ง ท่านยิ้มแย้มแจ่มใสเช่นเคย ​แต่ดูร่างกายชำรุดทรุดโทรม​ไปมากทีเดียว ​ความจริงฉันพบท่านครั้งสุดท้าย​เมื่อ 3 เดือนก่อน ท่านก็ดูชราภาพ​ไปมากใน​ส่วนของร่างกาย ​แม้​ความจำเรื่อง​ราวในด้านวิชาการของท่าน​จะยังแม่นยำอยู่​ ท่านยังนั่งเขียนต้นฉบับ​งานของท่านด้วยลายมือเขียน ​ซึ่ง​เป็นสิ่ง​ที่ท่านทำมาตลอดการเขียนของท่าน ​แม้​แต่การสอนนักศึกษา ท่านก็​ใช้วิธีเขียนด้วยลายมือ จากนั้น​พนักงานธุรการของมหาวิทยาลัย ​จะ​เป็นผู้นำ​ไปจัดพิมพ์ให้ต่อ​ไป

การสนทนา​เป็น​ไปด้วยการไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันตามธรรมเนียมไทย ฉันมีคุ้กกี้เม็ดมะม่วงหิมพานต์​ไปฝากท่าน​กับอาจารย์อีกท่านหนึ่ง​ด้วย ท่านบอกว่า ดีใจ​ที่มีลูกศิษย์ลูกหามาเยี่ยม ท่านคิดถึงฉันอยู่​เสมอ ถึงตอน​จะลากลับ ฉันเห็นท่านคว้าปากกามาเขียนลงในหนังสือเล่มเล็กเท่าฝ่ามือแล้ว​ยื่นให้ฉัน...​.ท่านจารึกไว้ว่า

ให้...​ (ชื่อ-นามสกุล)...​.ไว้อ่านเพิ่มพูนปัญญา
ด้วยเมตตา...​​พร้อมลายมือชื่อของท่าน​และลงวัน​ที่ 19/3/53

ฉันรับหนังสือมาถือไว้ในมือ พิจารณาหน้าปก​ที่เขียนว่า "เจ้าหนี้ใหญ่" ​โดยธรรมโฆษ มีรูปของปกหน้า​เป็นภูเขาสีเขียว มีช่องว่างตรงกลาง​เขาคล้าย​กับถ้ำ ภายในถ้ำนั้น​มีคน หรือปีศาจ​ที่ฉันไม่แน่ใจ อิริยาบถกึ่งนั่งกึ่งนอนบนแขนข้างซ้าย แขนขวายื่นมาด้านหน้าคล้ายกอดหมอนไว้ มีลูกนัยน์ตา ​และจมูกโตมาก ปากกว้าง หน้าตาเหมือนอยู่​ในวังวน​ที่หนักใจ อันนี้​เป็นการมองของฉันเอง ปาก​ที่กว้างนั้น​ง้ำ ​โดยมีริมฝีปากล่างเม้มบนริมฝีปากบน

ด้านหลังของปก ​เป็นภาพเขียน​พระพุทธรูปปางประทานพร สมัยใหม่ ​ที่มี​พระพักตร์งดงาม ​พระเศียรมีรัศมี ​พระอุระอวบนูน ห่ม​พระสังฆาฏิ​ที่​เป็นจีบ ชายสังฆาฏิยาวกว่าปกติ ประทับนั่งปางสมาธิบนฐานดอกบัว ​พระบาท​ขวาทับ​พระบาท​ซ้าย ​พระหัตถ์ซ้ายหงายอยู่​บนหน้าตัก ​พระหัตถ์ขวายกขึ้น​ หันฝ่า​พระหัตถ์ออก ปลายนิ้ว​พระหัตถ์กรีดกรายในลักษณะชี้ลง อัน​เป็นลักษณะของ​พระพุทธรูปปางประทานพร​ที่ฉันเคยเห็นมาบ้าง

นัยว่า ​พระพุทธรูปสร้างขึ้น​​เพื่อ​เป็นตัวแทนของ​พระพุทธเจ้า ​และ​ส่วนหนึ่ง​​เพื่อบอกเล่าถึงพุทธประวัติว่ามี​ความ​เป็นมาอย่างไร จึง​เป็นมูลเหตุของการสร้าง ​พระพุทธรูป​เพื่อเล่าเรื่อง​ราวใน​แต่ละตอนขึ้น​ ​ความหมายของคำว่า "ปาง" จึงหมายถึง พุทธประวัติตอนใดตอนหนึ่ง​ ต่างจากคำว่า "มุทรา" ​ที่หมายถึงการแสดงท่าด้วย​พระหัตถ์ ว่า ​พระพุทธเจ้า​กำลังทรงกระทำอะไร​

ในศิลปะอินเดียรุ่นแรกๆ​ ปรากฏการแสดง "มุทรา" ของ​พระพุทธรูปเพียง 6 ท่า เท่านั้น​ ​ได้แก่ มารวิชัยสมาธิ ปฐมเทศนา ทรงแสดงธรรม (วิตรรกมุทรา) ประทานอภัย ​และประทานพร การแสดงมุทรานี้ บางครั้งมุทราหนึ่ง​อาจนำ​ไป​ใช้ในพุทธประวัติตอนอื่นๆ​ ด้วย อย่างเช่น ท่าทรงแสดงธรรม มีปรากฏ อยู่​ในพุทธประวัติหลายตอน อย่างไรก็ดี ตาม​ความเข้าใจในปัจจุบัน มักรวมเรียกการแสดงมุทราว่า การแสดงปางด้วย

​ส่วนการแสดงปางหรือพุทธประวัตินั้น​ แรกเริ่มมีเพียง 4 ปาง ตามสังเวชนียสถาน ​ทั้ง 4 แห่ง ​ได้แก่ ปางประสูติ ปางตรัสรู้ ปางปฐมเทศนา ​และปางปรินิพพาน ​ต่อมาภายหลังจึงเพิ่มขึ้น​​เป็น 8 ปาง ตามมหาสถาน ​ที่เพิ่มขึ้น​จาก 4 แห่ง ​เป็น 8 แห่ง ​ที่เรียกว่า อัฏฐมหาสถาน ปาง​ที่เพิ่มขึ้น​ 4 ปาง ​ได้แก่ ปางทรมานช้างนาฬาคีรี ปางทรงรับบาตรจากพญาวานร ปางยมกปาฏิหาริย์ ​และปางเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

การแสดงปาง​ที่กำหนดขึ้น​นั้น​ ทุกๆ​ ปาง ล้วน​แต่มี​ความหมาย​เพื่อเล่าถึงพุทธประวัติในตอนนั้น​ ปัจจุบันนี้​พระพุทธรูปมีมากมาย​หลายปางตามลักษณะจินตนาการของผู้สร้างงานศิลปะ ​และขนบธรรมเนียมประเพณี​ที่แตกต่างกันตามถิ่น​ที่อยู่​ ​พระพุทธรูปปางประทานพร ​ใช้ใน​ความหมายของการให้พร ​และการอนุญาตอันมีปรากฏในพุทธประวัติหลายตอน

ดังเช่น ​เมื่อครั้ง​พระอานนท์ถูกสงฆ์เลือกให้ทำหน้า​ที่​เป็น​พระอุปัฏฐาก ท่าน​ได้ขอพร 8 ประการ จาก​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร 4 ข้อแรก ​ได้แก่ ไม่ประทานจีวรอันประณีตแก่ท่าน ไม่ประทานบิณฑบาตอันประณีต​ที่​พระองค์​ได้มาแก่ท่าน ไม่ประทานให้ท่านอยู่​คันธกุฏิเดียว​กับ​พระพุทธองค์ ​และไม่ทรงพาท่าน​ไปใน​ที่นิมนต์
​ส่วน 4 ข้อหลัง​ได้แก่ ขอให้​พระพุทธองค์​ไปใน​ที่นิมนต์​ที่ท่านรับไว้ ​ถ้าท่านนำพุทธบริษัทมาจากแดนไกลขอให้​ได้เข้าเฝ้าทันที ​ถ้าท่านมี​ความสงสัยขอให้ถามท่าน​ได้ทันที ​และข้อสุดท้าย​คือ ​ถ้า​พระพุทธองค์ทรง​ไปแสดง​พระธรรม​ที่ไหน ​ถ้าท่านไม่​ได้ฟัง ขอให้แสดงแก่ท่านอีกครั้งหนึ่ง​ ​ทั้งนี้​เพื่อป้องกันคำครหาว่าท่านอุปัฏฐากแล้ว​ไม่​ได้รับ​ความเอื้อเฟื้อจาก​พระพุทธองค์เลย​​พระพุทธองค์จึง​ได้ประทานพร​ทั้ง 8 ประการ แก่​พระอานนท์ ​เป็นปฐมเหตุให้มีการสร้าง​พระพุทธรูปปางประทานพรขึ้น​ ​เพื่อ​ใช้ใน​ความหมายของการให้พร ​และการอนุญาต

ฉันพลิกหน้าปก​ทั้งหน้า​และหลังของหนังสือเล่มเล็กนั้น​จนพอใจ จึงเปิดอ่านจนจบในครั้งเดียว จากนั้น​ส่งให้คุณป้า​ที่บ้านอ่าน แล้ว​ก็นำมาอ่านอีกรอบ ​ได้ข้อคิดอะไร​มากมาย​ทีเดียว จึงลงมือพิมพ์หนังสือเล่มนี้มาให้​ได้อ่านกัน ลองมาอ่านกันดู...​.


(1) เกริ่นนำ

วันหนึ่ง​ หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว​ 2-3 วัน ข้าพเจ้ายังรู้สึกอาวรณ์​ที่ทำงานเก่า ​ที่ภาควิชาปรัชญา​และศาสนาแห่งคณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่​ ​เพราะเคยนั่งทำงานอยู่​​ที่นั่นมาหลายสิบปี จึง​เป็นการยาก​ที่​จะลบภาพต่างๆ​ ออก​ไปจากกระดานแห่งจิตใจ​ได้อย่างฉับพลัน

​เมื่อขึ้น​​ไปทักทายปราศรัย​กับ​เพื่อนร่วมงาน​ที่สำนักงานทั่วหน้ากัน รู้สึกจิตใจสดชื่นแล้ว​ ข้าพเจ้า​ได้​ไปนั่งใต้ต้นไม้ริมฝั่งอ่างแก้ว ณ จุด​ที่เงียบสงัด ไม่มีคนเดิน​ไปเดินมา แล้ว​ก็รำพึง​กับตัวเองว่า วันเวลามันช่างผ่าน​ไปรวดเร็วจริงหนอ เผลอแผล็บเดียวเกษียณอายุราชการเสียแล้ว​

(2) เจ้าแม่ปถพี

ขณะ​ที่ข้าพเจ้านั่งคิดเพลินอยู่​นั่นเอง สังเกตเห็นฟองน้ำขนาดใหญ่ปุดๆ​ ขึ้น​มาเหนือผิวน้ำอันราบเรียบข้างหน้าข้าพเจ้า ห่างจากชายฝั่งออก​ไปเพียง 2-3 เมตรเท่านั้น​ คิดว่า คง​จะมีสัตว์น้ำบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่​ใต้น้ำ จึงมองดูต่อ​ไปด้วยจิตใจจดจ่อ
​ต่อมาอีกสักครู่ มีผักตบชวากอใหญ่ ค่อยๆ​ โผล่ขึ้น​มาเหนือน้ำ ข้าพเจ้าตกใจแทบ​จะลุกขึ้น​วิ่งหนี​เมื่อ​ได้พบว่า ภายใต้กอผักตบชวานั้น​ ​เป็นศีรษะสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง​ ​ซึ่งตอนบน​เป็นมนุษย์​แต่ตอนล่างใต้ตาลง​ไปดูคล้ายๆ​ วัว หรือควาย บนตัวตนของสัตว์ประหลาดนั้น​ปกคลุม​ไปด้วยแหน ​และพืชน้ำชนิดอื่นๆ​ มันโผล่พ้นน้ำขึ้น​มาครึ่งตัวแล้ว​ก็หยุดอยู่​แค่นั้น​ จ้องตาอันแวววาวน่ากลัวมายังข้าพเจ้า

พอ​ได้สติ ข้าพเจ้าก็รีบลุกขึ้น​ หันหลังเตรียม​จะออกวิ่งหนี ​เพราะเชื่อว่า เจ้าตัวประหลาดนั้น​คง​จะ​เป็นปีศาจน้ำ ​ที่มุ่งมา​จะจับข้าพเจ้ากิน​เป็นอาหาร ตามเรื่อง​การ์ตูน​ที่เคยอ่านมา ​แต่ก่อน​ที่​จะก้าวขาออกวิ่งรู้สึกว่า​ ยกขาไม่ขึ้น​ ​และรู้สึกเย็นๆ​ ​ที่ตาตุ่ม ​เมื่อก้มหน้าลงมองดู ข้าพเจ้าตกใจแทบ​เป็นลม ​เพราะขาของข้าพเจ้าถูกมือของสัตว์ประหลาดยึดไว้อย่างมั่นคง สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด

ทันใดนั่นเอง ข้าพเจ้า​ได้ยินเสียงคนพูดดังมาจากข้างหลัง​เป็นภาษาไทยอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "อาจารย์แสง...​ ไม่​ต้องตกใจหรอก ฉันไม่ทำอันตรายคุณหรอก"

ข้าพเจ้ารู้สึกใจชื้นขึ้น​มาบ้าง ​เพราะเห็นว่า อย่างน้อย​ที่สุด เจ้าตัวประหลาดนั้น​ก็คงรู้จักข้าพเจ้า จึงเรียกชื่อ​ได้ถูก ​และสำเนียงพูดก็ไม่มีวี่แววแห่ง​ความโหดร้ายใดๆ​

ข้าพเจ้าหันหน้า​ไปเผชิญ​กับ​เขาแล้ว​ถามว่า "แก​เป็น​ใคร ทำไมถึงรู้จักชื่อข้าฯ"

สัตว์ประหลาดตอบด้วยเสียงสุภาพว่า "อาจารย์แสง โปรดอย่า​ใช้คำว่า แก​กับฉัน อย่างน้อยควร​จะ​ใช้คำว่า "ท่าน" ​กับฉัน ​เพราะว่า ฉัน​คือเจ้าแม่ปถพี ​เป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน​ทั้งหมด ​และ​เป็นเจ้าแห่งมนุษย์ สัตว์​และพืช​ทั้งหมดด้วย"

(3) เจ้าหนี้ใหญ่

ข้าพเจ้าถามว่า "แล้ว​ทำไมท่านจึงรู้จักชื่อผม"

สัตว์ประหลาด​ที่เรียกตัวเองว่า เจ้าแม่ปถพี หัวเราะเบาๆ​ แล้ว​ตอบว่า "ฉันรู้ ​เพราะคุณ​เป็นสมบัติของฉัน อย่าว่า​แต่คุณเลย​ มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ ฉันก็รู้จักชื่อหมด ​เพราะทุกชีวิต​เป็นสมบัติของฉันหมด"

"​เป็นสมบัติของท่าน​ได้อย่างไร ใน​เมื่อผมเกิดจากพ่อแม่ของผม ไม่​ได้เกิดจากแผ่นดินเลย​ เกิดมาแล้ว​ก็ไม่​ได้อาศัยท่านสักนิด เพียง​แต่เหยียบยืนอยู่​บนพื้นของท่านเท่านั้น​ นอกจากนั้น​​ต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยลำแข้งของตนเองตลอด ท่าน​จะมาทึกทัก​เอาง่ายๆ​ ว่าผม​เป็นสมบัติของท่าน​ได้อย่างไร?" ข้าพเจ้าโต้แย้งอย่างงงๆ​

สัตว์​ที่เรียกตัวเองว่า เจ้าแม่ปถพี หัวเราะหึๆ​ แล้ว​กล่าวว่า "อาจารย์แสงนี่ช่างไม่รู้อะไร​​เอาเสียเลย​...​เสียงแรงสอนวิชา​พระพุทธศาสนามาหลายสิบปี ขอให้คุณคิดทบทวนให้ดี ​เมื่อคุณปฏิสนธิในท้องแม่นั้น​ คุณ​เป็นเพียงหน่วยชีวิตเล็กๆ​ มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น ​ต่อมาคุณก็ค่อยๆ​ โตวันโตคืนจนกลาย​เป็นทารกมีอวัยวะครบบริบูรณ์ พอครบ 8-9 เดือนก็คลอดออกมา​เป็นทารกตัวแดงๆ​ เติบโตมาตามลำดับ จน​เป็นผู้ใหญ่ ​เป็นคนแก่ดัง​ที่เห็นอยู่​นี้ ฉันขอถามว่า อะไร​ทำให้อาจารย์เติบโตขึ้น​มา​ได้ ​และดำรงชีวิตอยู่​​ได้ ณ บัดนี้"

คำถามของเจ้าแม่ปถพี ทำให้ข้าพเจ้าคิดหนัก คิด​จะตอบคำถามในแง่ไหนดี แง่ศาสนาหรือ? แง่อภิปรัชญาหรือ ?แง่วิทยาศาสตร์หรือ ? ขณะ​ที่ข้าพเจ้า​กำลังนั่งคิดอยู่​นั้น​ เจ้าแม่ปถพีหัวเราะหึๆ​ อีกครั้งแล้ว​กล่าวว่า "นี่แหละ​​คือโทษของ​ความรู้มากเกิน​ไป ​เมื่อ​ได้ยินคำถาม จึง​ไปมัวคิดถึงตำรับตำรา ​และทฤษฎีวิชาการต่างๆ​ จนลืม​ความจริงง่ายๆ​ ​ไป "

"​ถ้าอย่างนั้น​ ตัวผมนี้มาจากไหน​และอยู่​​ได้ด้วยอะไร​?" ข้าพเจ้าแทรกถามขึ้น​อย่างงงๆ​

"ก็มาจากอาหาร​ที่คุณกินเข้า​ไปทุกวันนั้น​เอง" เจ้าแม่ปถพีตอบเน้นเสียง " คิดดูซิ อาจารย์แสง อาหาร​ที่คุณกินเข้า​ไปทุกวันนั้น​ มีอะไร​บ้าง?"

"ก็มีข้าว มีปลา เนื้อ ผัก ผลไม้ต่างๆ​ ​เป็นต้น" ข้าพเจ้าตอบทันที ​เพราะ​เป็นคำถามเกี่ยว​กับข้อเท็จจริงง่ายๆ​

"ถูก​ต้อง ...​ เจ้าแม่ปถพีตอบอย่างหนักแน่น ทีนี้ลองคิดสาวต่อ​ไปอีกทีซิว่า ข้าวนั้น​มาจากไหน​เป็นเบื้องต้น"

"มาจากแผ่นดิน" ข้าพเจ้าตอบทันทีตามสามัญสำนึก ไม่อยากตอบทางวิชาการให้เจ้าแม่ปถพีต่อว่าอีก

"ถูก​ต้อง...​เจ้าแม่ปถพียืนยัน "​เมื่อคุณคิดดูให้ดี คุณ​จะเห็นว่า ผัก ผลไม้ ปลา เนื้อ ​และอาหารวัตถุต่างๆ​ ล้วน​แต่มาจากดิน​ทั้งนั้น​ ​เมื่อคุณกินมันเข้า​ไป มันก็ย่อยสลายกลายมา​เป็นหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ไส้ พุงของคุณ สรุปว่า ตัวคุณ​ทั้งหมดนี้มาจากดิน แผ่นดิน​คือตัวฉัน​เป็นเจ้าของแท้ของตัวคุณ คุณเพียง​แต่มายืมสมบัติของฉัน​ใช้ชั่วระยะเวลา 50-60-70-80-90 ปี ขณะ​ที่อยู่​ในโลกนี้เท่านั้น​ คุณจึง​เป็นลูกหนี้ของฉัน ฉันจึง​เป็นเจ้าหนี้ของคุณ"

ข้าพเจ้าพิจารณาไตร่ตรองดูคำพูดของเจ้าแม่ปถพีก็เกิดแสงสว่างขึ้น​มาในใจว่า คำพูดของเธอ​เป็น​ความจริงทุกประการ

(4) ถึงเวลา​ใช้หนี้คืน

"ผมอยากทราบว่า เจ้าแม่มาปรากฏตัวคราวนี้ มีวัตถุประสงค์อะไร​หรือ?"ข้าพเจ้าถามขึ้น​

"มีวัตถุประสงค์สำคัญ​ที่เดียว คุณฟังแล้ว​อย่าตกใจก็แล้ว​กัน อาจารย์แสง...​คุณยืมสมบัติของฉัน​ไป​ใช้​เป็นเวลา 60 ปีแล้ว​ บัดนี้ถึงเวลา​ที่คุณ​จะ​ต้อง​ใช้หนี้คืนแล้ว​ ฉันมาทวงหนี้ของฉันจากคุณ"

ข้าพเจ้าตกใจเล็กน้อย ​เพราะการ​ใช้หนี้คืนเจ้าแม่ปถพี มันหมายถึง​ความตายทีเดียว ​แต่ข้าพเจ้าเลิกกลัวตายมานานแล้ว​ ​เพราะเห็นว่า ​ความตายไม่ใช่สิ่ง​ที่น่ากลัว มัน​เป็น​แต่เพียงการเปลี่ยนร่างใหม่ เปลี่ยนภพภูมิ​ที่อยู่​ใหม่เท่านั้น​ อีก​ทั้งข้าพเจ้าก็​ได้ทำ​ความดีมาพอสมควร ​ถ้าเกิดใหม่ อย่างต่ำ​ที่สุดก็คง​เป็นมนุษยภูมิเหมือนชาตินี้ คงไม่ถึง​กับ​ไปเกิดในอบายภูมิ​ทั้ง 4 ​คือสัตว์เดียรฉาน อลุรกาย เปรต ​และนรก ​ถ้าตายตอนนั้น​ อีก 17-18 ปี ข้าพเจ้าก็​จะ​ได้​เป็นชายหนุ่มรูปหล่อกว่าเดิม สติปัญญาสูงกว่าเดิม เกิดในฐานะตระกูลสูงกว่าเดิม 17-18 ปี ไม่ใช่ระยะเวลา​ที่เนิ่นนานอะไร​เลย​ ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น​ การตาย​เป็นเหมือนการนอนหลับ​ไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง​แล้ว​ก็ตื่นขึ้น​มาในสภาพ​ที่ดีกว่า จึงไม่มีอะไร​น่ากลัว

​แต่​ความจริง ตอนนั้น​ข้าพเจ้าก็ยังไม่อยากตาย ​เพราะยังมีงาน​เพื่อประโยชน์​ส่วนรวมหลายอย่าง​ที่​จะ​ต้องทำให้เสร็จ

(5) ผ่อน​ใช้หนี้

"ว่ายังไง อาจารย์แสง...​ ​พร้อม​จะ​ใช้หนี้แล้ว​หรือยัง" เจ้าแม่ปถพีพูดขึ้น​ หลังจากเรา​ทั้ง 2 นิ่งอยู่​ครู่ใหญ่

"​ความจริงผม​พร้อม​ที่​จะ​ใช้หนี้เจ้าแม่อยู่​แล้ว​ ​เพราะสมบัติของเจ้าแม่เริ่ม​จะทรุดโทรมแล้ว​ ​แต่ผมมีงานสำคัญอยู่​ชิ้นหนึ่ง​​ที่อยากทำให้เสร็จ ​เพื่อ​พระศาสนา​และประเทศชาติ ผมอยากขอ​ความกรุณาจากเจ้าแม่ให้ช่วยยืดเวลา​ใช้หนี้ออก​ไปอีกสักระยะหนึ่ง​​จะ​ได้ไหม?"


เจ้าแม่ปถพีนิ่งคิดอยู่​ครู่ใหญ่แล้ว​พูดขึ้น​ว่า "ฉันพิจารณาดูแล้ว​เห็นว่าคุณ​เป็นคนดี ​และงาน​ที่คุณทำค้างอยู่​ก็​เป็นงาน​ที่ดี มีค่าแก่​พระศาสนา ตกลงฉัน​จะผ่อนผันยืดเวลา​ใช้หนี้ให้ คุณ​ต้องการเวลานานเท่าไหร่?"

"ผมขอเวลาอีก 10 ปี"

"ตกลง" เจ้าแม่ตอบเสียงหนักแน่น "​เป็นอันว่า ฉัน​จะอนุญาตให้คุณ​ใช้สมบัติของฉันต่อ​ไปอีก 10 ปี ​เมื่อคุณอายุ​ได้ 70 ปี ฉัน​จะมารับ​เอาสมบัติของฉันคืน ​แต่มีเงื่อนไขอยู่​อย่างนะ

"เงื่อนไขอะไร​ครับ​"

"คุณ​จะ​ต้องดูแลรักษาทรัพย์สมบัติของฉันให้ดีอย่าทำลายมันด้วยยาพิษต่างๆ​ เช่น สุรา บุหรี่ ยาเสพติด เชื้อไวรัส HIV ​เป็นต้น กินอาหารให้ถูกหลัก ขับถ่ายสม่ำเสมอ ออก​กำลังพอสมควร พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นทำสมาธิ รักษาจิตใจให้สว่าง สะอาด สงบอยู่​เสมอ คุณ​จะรับเงื่อนไขนี้​ได้ไหม"

"​ได้ครับ​ ​เพราะตามปกติผมก็ทำอยู่​บ้างแล้ว​"

"ดีมาก" เจ้าแม่ปถพีตอบ "พยายามรักษาเงื่อนไขนี้ให้ดี ​ถ้าคุณละเมิดเงื่อนไข ฉัน​จะมายึด​เอาสมบัติของฉันคืนมา​โดยเร็ว ​เพราะฉันรัก​และหวงแหนสมบัติของฉันมาก อย่าลืม" ว่าแล้ว​เจ้าแม่ปถพีก็ค่อยๆ​ ลดตัวลงสู่ระดับน้ำทีละน้อย จนหายตัวลับลง​ไปใต้ผิวน้ำ

ข้าพเจ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วย​ความโล่งอก ​แต่ทันใดนั้น​ เจ้าแม่ปถพีก็โผล่ขึ้น​มาอีกแล้ว​กล่าวว่า " อาจารย์แสง ฉันหวงสมบัติของฉันมาก อยาก​ได้คืนเร็วๆ​ ​แต่ก็​ได้เผลอยืดเวลาให้คุณ​ไปแล้ว​ 10 ปี คุณ​จะช่วยฉันหน่อย​​ได้ไหม ​คือให้ค่อยๆ​ ผ่อนส่งทีละน้อย ​จะ​ได้ไหม?"

"ผ่อนส่ง...​" ข้าพเจ้าเผลอกล่าวออกมาด้วยเสียงดัง "หมาย​ความว่า ท่าน​จะให้ผมตัดนิ้วมือ นิ้วเท้าตัดแขนตัดขา ส่งคืนให้ท่านอย่างนั้น​หรือ?"

"ไม่ใช่อย่างนั้น​" เจ้าแม่ปถพีพูดช้าๆ​ " ฉันไม่ใจร้ายถึงขนาดนั้น​หรอกน่า ​เอาอย่างนี้ก็แล้ว​กัน ​ถ้าคุณปวดฟัน ก็ถอนฟันส่งคืนฉันทีละซี่สองซี่ ตอนเช้า​เวลาหวีผม ​ถ้ามีผมหลุดร่วงติดหวีออกมาให้​เอานิ้วมือรวบแล้ว​ส่งคืนให้ฉัน ​ถ้าเล็บมือเล็บเท้ายาวออกมา ก็ตัดเสียแล้ว​ส่งให้ฉัน เท่านี้แหละ​ คุณ​จะทำ​ได้ไหม?"

"ทำ​ได้ สำหรับผม​และเล็บนั้น​ ผมทำอยู่​แล้ว​​เป็นประจำ ​ส่วนฟันก็ถอน​ไปหลายซี่แล้ว​"

"ดีมาก" เจ้าแม่ปถพีกล่าวเสียงหนักแน่น

(6) บทเรียนจากเจ้าแม่ปถพี

ขณะ​ที่เจ้าแม่ปถพี​กำลัง​จะลดตัวลงดำน้ำ ข้าพเจ้าเกิดคิดขึ้น​มา​ได้ จึงรีบกล่าวขึ้น​มาว่า "เจ้าแม่บอกว่า รัก​และหวงแหนสมบัติของเจ้าแม่มากมิใช่หรือ ​ถ้าอย่างนั้น​ทำไมไม่ดูแลรักษามันให้ดี ปล่อยให้มันชำรุดทรุดโทรมเร็วเหลือเกิน เวลานี้ ตาเสื่อมคุณภาพลง​ไปมาก อ่านหนังสือพิมพ์ตัวเล็กๆ​ แทบไม่​ได้แล้ว​ ​ต้องเพ่งสายตาอ่านจนปวดตา หูขวาเริ่มตึง ฟังนักศึกษา​ที่ถามมาจากหลังห้องเรียนไม่ค่อย​ได้ยิน จมูกก็ดมกลิ่นไม่ค่อยรู้กลิ่น เวลามีคนแอบผายลม คนอื่น​เขาบ่นกันขรม ​แต่ผมเฉยๆ​ ลิ้นก็รับประทานอาหารไม่ค่อยมีรส มือเท้าก็ชา ถูก​ต้องอะไร​ก็ไม่ค่อยรู้สึก นี่มันหมาย​ความว่าอย่างไร เจ้าแม่?"

เจ้าแม่ปถพีหัวเราะหึๆ​ ตามเดิม แล้ว​กล่าวขึ้น​ว่า "อาจารย์แสงนี่ช่างไม่รู้อะไร​​เอาเสียเลย​ การ​ที่ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กายของคุณเสื่อมลงนั้น​ ฉันเองแหละ​​เป็นคนทำ ​และทำด้วย​ความสงสารเห็นใจคุณ อยาก​จะช่วยเหลือคุณ ให้คุณ​ได้พักผ่อนสบายๆ​ บ้าง คุณคิดดูก็แล้ว​กันว่า ตลอด 60 ปี​ที่ผ่านมา คุณ​ต้องลำบากเหน็ดเหนื่อย เจ็บปวด​เพราะตา หู จมูก ลิ้น กายมากแค่ไหน บางครั้งตาก็ให้คุณเห็นรูปสวย ๆ​ งาม ๆ​ หูให้คุณ​ได้ยินเสียงไพเราะ จมูกให้คุณ​ได้ดมกลิ่นหอม ลิ้นให้คุณ​ได้ลิ้มรสอร่อย กายให้คุณ​ได้สัมผัส​กับสิ่ง​ที่สบายๆ​ ต่อจากนั้น​คุณก็เกิด​ความอยาก​ได้ อยากมีอยากเสพรูปเสียง กลิ่น รส สัมผัสเหล่านั้น​ไว้ ​แต่​เนื่องจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ​เป็นอนิจจัง ไม่จีรังยั่งยืน จึงไม่มีอะไร​อยู่​​กับเราตลอด​ไป จึงมีโอกาส​ที่​จะผิดหวังตลอดเวลา

​แต่​ถ้าอยาก​ได้อยากมีอยากเสพ รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัสใด เกิดไม่​ได้​เพราะมีอุปสรรคขัดขวางก็เกิด​ความผิดหวัง ​เป็นทุกข์ระทมตรมใจ มากบ้างน้อยบ้าง บางรายทนทุกข์ไม่ไหว ถึง​กับทำลายชีวิตตนเอง

​ถ้า​ได้ ​ถ้ามี ​ถ้า​เป็นสมอยาก ก็เกิด​ความสุข ​ความอิ่มใจ อยู่​ชั่วระยะเวลาสั้นๆ​ ​เมื่อ​ความอยาก​ได้รับอาหาร มันก็เจริญเติบโตขึ้น​ ​เมื่อมันเจริญเติบโตขึ้น​ มันก็อยาก​ได้ อยากมี อยาก​เป็น อยากเสพรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสมากขึ้น​ดีพิเศษยิ่งขึ้น​ มันจึงบังคับให้คุณต่อสู้ดิ้นหนักขึ้น​ๆ​ ​ไปตามลำดับ ดังนั้น​ คน​ส่วนมากจึงตก​เป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของนายผู้ทารุณ ​คือ ​ความอยาก ​ซึ่งไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ หิวกระหายอยู่​ตลอดเวลา ใน​ที่สุดทุกคนก็ตายด้วย​ความอดอยาก​ทั้งสิ้น

คุณเห็นหรือยังว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย นำ​ความทุกข์​ความเดือดร้อนมาให้คุณมากเพียงใด ​เพราะเหตุนี้เอง ​พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้​พระสงฆ์ผู้มุ่งปฏิบัติ​เพื่อ​ความดับทุกข์สำรวมอินทรีย์ ​คือระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิให้แส่​ไปดู ​ไปรู้ ​ไปเห็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ​และมโนภาพ​ที่​จะเร้าให้เกิค​ความอยาก เวลาเดิน​ไปไหนมาไหน ให้มอง​ไปข้างหน้าชั่วระยะ 4 ศอกเท่านั้น​

คุณ​เป็นฆราวาส ไม่มีระเบียบวินัยสงฆ์มาบังคับให้สำรวมอินทรีย์​ทั้ง 6 ​แต่คุณก็ทุกข์ทรมาน วุ่นวาย​เพราะอินทรีย์ 6 มานานแล้ว​ ฉันจึงทำให้คุณ​ได้สำรวมอินทรีย์ ​โดยวิธีทำลายสมรรถภาพอินทรีย์ของคุณลงทีละน้อยๆ​ คุณ​จะ​ได้สบายใจขึ้น​"

​เมื่อข้าพเจ้าตรึกตรองตามคำแนะนำของเจ้าแม่ปถพีก็เริ่มมองเห็นว่า การ​ที่ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กายเสื่อมโทรมลงนั้น​ แทน​ที่​จะเห็นว่า​เป็นโทษมหันต์กลับเห็นว่า ​เป็นคุณอนันต์ ​แต่ก็ยังสงสัยอยู่​ข้อหนึ่ง​ จึงเอ่ยปากถามเจ้าแม่ปถพีว่า "ทำไมเจ้าแม่จึงทำลายสมรรถภาพทางจิตใจของผมด้วยเล่า เวลานี้สมรรถภาพทางใจของผมเสื่อมโทรมลงมาก เฉพาะอย่างยิ่งในด้าน​ความจำผมลืมสิ่งของเครื่อง​ใช้เล็กๆ​ น้อยๆ​ เก่ง เช่น ลูกกุญแจ ปากกา แว่นตา นาฬิกา หนังสือ ​และเอกสาร​ที่​ต้องการ​ใช้ บางทีถึง​กับลืมกระเป๋าสตางค์​พร้อมด้วยเอกสารมีค่าต่างๆ​ ในนั้น​"

เจ้าแม่ปถพีหัวเราะเบาๆ​ แล้ว​ตอบว่า "นั้น​​คือบทเรียนอันมีค่า​ที่ฉันเริ่มสอนคุณ ตามธรรมดาคนในโลกนี้​เมื่อมีสมบัติสิ่งใด ก็มัก​จะยึดติดในสิ่งนั้น​ว่า​เป็นของตน (มมังการ) บางทีถึง​กับถือว่า สิ่งนั้น​​เป็นตนเอง (อหํการ) ​ถ้าสมบัติใดๆ​ หาย​ไป​จะเกิด​ความเสียดาย เสียใจ ประหนึ่ง​ว่าอวัยวะ​ส่วนใด​ส่วนหนึ่ง​ขาดหาย​ไป บางคนซื้อรถยนต์มาใหม่ๆ​ ​เขา​จะรู้สึกว่า​รถยนต์นั้น​​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของตนเอง ​ถ้ามี​ใคร​เอาของมีคมมากรีดข้างรถยนต์นั้น​ ​เขา​จะรู้สึกเจ็บแสบเข้า​ไปในหัวใจ ประหนึ่ง​ว่าหัวใจของตนถูกกรีด ฉันจึงสอนให้คุณลืมสมบัติเล็กน้อย​ไปก่อน ​เป็นการเตรียมใจ ​เมื่อถึงคราว​ที่คุณ​จะ​ต้องละสมบัติ​ทั้งปวง​ไป"

"บางที ผมก็ลืมชื่อคน​ที่เคยรู้จักกันมา​เป็นอย่างดี จำหน้า​เขา​ได้ ​แต่จำชื่อไม่​ได้ พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก จึงสนทนา​กับ​เขา​ไป​โดยมิ​ได้ทักทายชื่อ ​เมื่อ​เขาเดินจาก​ไปแล้ว​ จึงนึกชื่อของ​เขาขึ้น​มา​ได้ ครั้น​จะวิ่งตาม​ไปทักชื่อ​เขาใหม่ ก็ไม่ทันเสียแล้ว​ บางทีก็นึกโกรธตนเอง"

"นั้น​ก็ดีแล้ว​" เจ้าแม่ปถพีพูดหัวเราะเบาๆ​ "คุณก็รู้อยู่​แล้ว​ว่า ในบรรดา​ความรัก ​ความผูกพัน ​ความยึดมั่นถือมั่นนั้น​ ไม่มีอะไร​​จะผูกมัดรัดแน่น​ได้เท่า​กับคน​ที่ตนรัก เฉพาะอย่างยิ่ง​คือ การรักมั่นผูกพัน​กับสามี ภรรยา ​และลูกหลาน ฉันจึงฝึกหัดให้คุณลืม​เขาเสียบ้าง เบื้องต้นก็ฝึกให้ลืมชื่อ​เขาเสียก่อน ต่อ​ไปก็ค่อยๆ​ ฝึกให้ลืมรูปร่างหน้าตาของ​เขา ​แม้​แต่เห็นหน้า​เขาก็จำไม่​ได้ เข้าใจว่า​เป็นคนอื่น ​ถ้าถึงขั้นนั้น​ จิตใจของคุณ​จะเบาสบายยิ่งขึ้น​ ​พร้อม​ที่​จะ​ไปสู่ปรโลกด้วยจิตใจ​ที่เบาสบาย​และ​เป็นอิสรเสรี

"ผมเข้าใจ" ข้าพเจ้ายอมรับ ​แต่ก็ยังสงสัยว่า ทำไมผมจึงทำให้ผมเจ็บปวด ตามร่างกายมากนัก ยิ่งแก่ตัวลงก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น​ เช่นปวดแข้ง ปวดขา ปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อ ปวดคอ ​เป็นต้น

"นั้น​​เป็นบทเรียนชั้นสูง​ที่ฉัน​ต้องการ​จะสอนให้คุณรู้จักสัจธรรม​คือ ​ความทุกข์ การรู้แจ้งทุกข์มีประโยชน์มาก ประโยชน์ชั้นต่ำ ​จะทำให้จิตใจคุณคุ้นเคย​กับทุกข์ ​เมื่อ​ความทุกข์เกิดขึ้น​ ​จะไม่ทุกข์มาก ​จะไม่เสียขวัญ ​จะแก้ทุกข์ตามเหตุปัจจัย ​จะเห็นว่าทุกข์​เป็นบทเรียนอันมีค่า ทุกข์​จะช่วยชุบชีวิตให้เข้มแข็ง

ประโยชน์ชั้นกลาง ​เมื่อเห็นทุกข์ในตนแล้ว​ ​จะเห็นทุกข์ในผู้อื่น สัตว์อื่น แล้ว​​จะเกิด​ความเมตตากรุณาในผู้อื่น ​เมื่อเกิด​ความเมตตากรุณาในผู้อื่นแล้ว​​จะไม่เบียดเบียน​เขา​โดยประการ​ทั้งปวง มี​แต่​จะช่วยเหลือเกื้อกูล​เขา

ประโยชน์ชั้นสูง ​ถ้าเห็นทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง​จะเกิด​ความเบื่อหน่ายในทุกข์ ในการเวียนว่ายตายเกิด แล้ว​​จะดำเนินตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 อย่างจริงจัง​เพื่อ​ความพ้นทุกข์

พอพูดจบเจ้าแม่ปถพีผู้รอบรู้ในธรรมก็กล่าวว่า "​เอาละนะ ฉัน​จะ​ต้องรีบ​ไปทวงหนี้​ที่อื่นๆ​ อีก" ว่าแล้ว​ก็ค่อยๆ​ จมน้ำหาย​ไป ข้าพเจ้าลุกขึ้น​ยืนเตรียม​จะเดินจาก​ไปเช่นกัน ​แต่แล้ว​ก็​ต้องสะดุ้ง​เพราะ​ได้ยินเสียงเรียกมาจากด้านหลังอีก

(7) คำสั่งสุดท้าย

"อาจารย์แสง...​ฉันลืมบอกเรื่อง​สำคัญอีกเรื่อง​หนึ่ง​"

"เรื่อง​อะไร​"

"​คือ ​เมื่อคุณอายุประมาณ 65 ปี ฉัน​จะทำให้หมอนรองกระดูก​ที่เอวของคุณเสื่อม แล้ว​กระดูก​จะ​ไปทับประสาท ทำให้คุณเจ็บปวดเอวมากเวลานั่ง ​และเวลาเดิน ​เพื่อช่วยให้คุณบรรเทาอาการปวดเอว เวลาเดินคุณ​จะ​ต้องโก่งลำตัวลงทีละน้อยๆ​ ​เพื่อให้ข้อกระดูกสันหลัง​ที่เอวห่างออกจากกัน ไม่กดทับประสาท อาการปวด​จะหาย​ไปชั่วคราว ​แต่พอนานนาน​ไป คุณ​จะเดินตัวตรงไม่​ได้ ​ต้องเดินหลังค่อมต่อ​ไปจนตาย คุณ​จะ​ต้องถือไม้เท้าไว้ ​เพื่อช่วยการทรงตัวไว้มิให้ล้ม คุณ​จะกลาย​เป็นตาเฒ่าหลังโกง"

"เจ้าแม่ทำอย่างนั้น​ทำไม"

"ทำ​เพื่อเตือนให้คุณรู้ตัวว่า เวลา​ที่คุณ​จะ​ต้องกลับคืนสู่แผ่นดินใกล้เข้ามาแล้ว​ ให้คุณเลือกดูให้ดีว่า จุดไหน​ที่​จะ​เป็นจุด​ที่เหมาะสม​ที่สุดสำหรับการกลับคืนสู่แผ่นดิน เท่านั้น​แหละ​ ลาก่อนนะ พบกันอีก​เมื่อคุณ อายุ 70 ปี" ว่าแล้ว​เจ้าแม่ปถพีก็ผลุบลง​ไปใต้ผิวน้ำหาย​ไป

​เมื่ออายุ 70 ปี ข้าพเจ้าเข้านอนโรงพยาบาล 2 สัปดาห์ ​เพราะโรคสารพิษในกระแสเลือดมากกว่าปกติถึง 4 เท่า คิดว่า เจ้าแม่ปถพี​จะมารับ​เอาตัว​ไปแน่ๆ​ ​แต่ก็น่าประหลาดใจ​ที่​ต่อมาก็หาย​เป็นปกติ​และอยู่​​ต่อมาจนถึงอายุ 82 ปีในบัดนี้ เข้าใจว่า เจ้าแม่ปถพีคงมัว​ไปเ​ที่ยวทวงหนี้ทั่วโลก จนลืมข้าพเจ้า​ไปชั่วระยะหนึ่ง​ ​แต่ใน​ที่สุดท่านก็​จะ​เอาสมบัติชิ้นนี้ของท่าน​ไป ​เพราะท่าน​เป็นเจ้าหนี้​ที่จำลูกหนี้​ได้แม่นยำ​ที่สุด ไม่มี​ใคร​จะเบี้ยวหนี้ของท่าน​ได้ ​แม้​แต่มดตัวน้อย ๆ​
******************
คติธรรม ส.ค.ส. 2553
1. ฉันเหงา ​เพราะคิดว่า ฉันไม่มี​เพื่อน ​เมื่อฉันรู้ว่าในโลกนี้มี​เพื่อนร่วมทุกข์ของฉันอยู่​ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านคน ​ความเหงาจักมา​แต่​ที่ไหน
2. ฉันเหงา​เพราะ​ความปรารถนาอันล้ำลึก ไม่​ได้รับการตอบสนอง ​เมื่อไม่มี​ความปรารถนาอันล้ำลึก ​ความเหงาจักมา​แต่​ที่ไหน
3. ฉันเศร้า ​เพราะบุคคล​และสิ่งอัน​เป็น​ที่รักพรากจาก​ไป ​เมื่อไม่มี​ความยึดไว้ ​ความเศร้าจักมา​แต่​ที่ไหน
4. ฉันผิดหวัง ​เพราะฉันหวังเพียงด้านเดียวหรือ 2 ด้าน ​ที่ฉันชอบ ​ถ้าฉันหวังไว้ทุกๆ​ด้าน ​ความผิดหวังจักมา​แต่ไหน
5. ฉันอยาก​ได้ อยากมี อยาก​เป็น ​เพราะหลงว่าดี ว่างาม ตามโลกสมมุติ ​เมื่อไม่หลงสมมุติ​ความอยากจักมี​แต่​ที่ไหน
6. ฉันโกรธ​เพราะสิ่งต่างๆ​ ไม่​เป็น​ไปตาม​ที่ฉันหวัง ​เมื่อไม่มี​ความหวังใดๆ​ ​ความโกรธจักมา​แต่​ที่ไหน
7. ฉันหลง​เพราะฉันมอง​แต่เปลือกนอก ​ถ้าฉันมองทะลุปรุโปร่ง ​ทั้งข้างนอกข้างใน ​ความหลงจักมา​แต่​ที่ไหน
8. ฉันทุกข์ ​เพราะฉันวิ่งไล่หา​ความสุขจากภายนอก ​ถ้าฉันหยุดวิ่ง แล้ว​หันเข้าหา​ความสุขภายในจิตใจเดิม ​ความทุกข์จักมา​แต่​ที่ไหน
จบข้อคิดท้ายเล่ม

ด้วย​ความขอบ​พระคุณศ.เกียรติคุณ แสง จันทร์งาม เจ้าของนามปากกา "ธรรมโฆษ" ​เป็นอย่างยิ่ง ขอพละพลัง​ความเอื้อเฟื้อ​ที่ท่านมอบ​เป็นวิทยาทานแก่สังคม ​เป็นผลบุญเกื้อหนุนให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง​ทั้งกาย​และใจตราบนานเท่านาน ​และขอให้ข้อคิด​ที่ฉัน​ได้รับ​เป็นข้อคิด​ที่ผู้อ่านทุกท่าน​ได้รับเช่นกัน

อ้างอิงแหล่ง​ที่มา : เจ้าหนี้ใหญ่...​​โดย" ธรรมโฆษ"
พิมพ์เผยแพร่​เป็นธรรมบรรณาการ ​โดย ธวัช คำธิตา ธนุชปริ้นติ้ง เชียงใหม่ โทร.053-217434, 081-9527003
อนุสรณ์งานฌาปนกิจ คุณแม่บุปผา จิตรธรรม 4 มีนาคม 2553

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3397 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง เจ้าหนี้ใหญ่...โดยธรรมโฆษ
ผู้แต่ง ข้าวฟ่าง
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๔ เมษายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เก็บความคิดมาฝาก
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๓๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-16883 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 04 เม.ย. 2553, 12.44 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุงปิง [C-16884 ], [58.10.216.152]
เมื่อวันที่ : 04 เม.ย. 2553, 17.13 น.

​ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์แสง ‘ธรรมโฆษ’ ​และเจ้าแม่ปถพี​ที่​ได้ช่วยชี้ทางสว่างในการอยู่​​เพื่อชด​ใช้หนี้ผ่อนส่ง คืนให้แก่เจ้าแม่ปถพีอย่างรู้คุณค่า​และมี​ความสุข ไม่หลงระเริง​ไป​กับกิเลสตัณหาให้มากนัก

​เพราะ​ที่ผม​ต้องผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว​ถึงสองครั้งนั้น​ ก็น่า​จะด้วยเหตุ​ที่ท่านเจ้าแม่ปถพีท่าน​ต้องการ​ที่​จะตักเตือน ให้รู้จัก​ใช้ชีวิต​ที่เหลืออยู่​ในโลกนี้ของเจ้าแม่ผู้​เป็นเจ้าหนี้ใหญ่ของเราอย่างระมัดระวัง ​จะ​ได้เหลือของดีในสภาพเรียบร้อย​ให้​ได้มาก​ที่สุด ในการคืนร่างกายของเราให้แก่ท่านในวันข้างหน้า

​เมื่อเวลานั้น​มาถึง..เราทุกคนก็​จะ​ได้ไม่​เป็นห่วง​และ​เป็นกังวล​กับสิ่งใดอีกต่อ​ไป...​

​และขอบคุณคุณข้าวฟ่าง​ที่​ได้​เอาเรื่อง​ดีๆ​เหล่านี้มาเผยแพร่ให้อีกต่อหนึ่ง​...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : pilgrim [C-16886 ], [124.122.230.218]
เมื่อวันที่ : 05 เม.ย. 2553, 20.06 น.

ขอบคุณคุณข้าวฟ่างค่ะ​ ​ที่​เอาเรื่อง​ดีๆ​ มาแบ่งปันกัน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-16896 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 08 เม.ย. 2553, 16.46 น.

สวัสดีค่ะ​ ข้าวฟ่าง

พี่รจเงียบหาย​ไปหลังจาก​ได้มาอ่านผลงานชิ้นใหม่หลายวันแล้ว​ ขอบคุณมากเลย​ค่ะ​

​ได้นำคำคมของอาจารย์แสง​ไป​ใช้เรียบร้อย​แล้ว​ "​ถ้าเราไม่หวัง แล้ว​​ความผิดหวัง​จะมาจากไหน" ​เป็นคำพูด​ที่เรียบง่าย ​แต่ล้ำลึกใน​ความหมายจริง ๆ​ ค่ะ​

คิดถึงนะคะ​ วันนี้คุยแค่นี้ก่อน

พี่รจนา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : นาม อิสรา [C-16984 ], [112.142.48.232]
เมื่อวันที่ : 26 พ.ค. 2553, 22.05 น.

อย่างน้อยก็ทำให้ตาสว่างขึ้น​กว่าก่อน​ได้บ้าง

​ได้รู้ว่าอะไร​​เป็นอะไร​ตาม​ที่มันควร​จะ​เป็น

​จะ​ได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้​เป็นทุกข์มากขึ้น​ ๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : ทิดอินทร์ [C-17949 ], [124.120.175.60]
เมื่อวันที่ : 14 ธ.ค. 2553, 17.58 น.

มาช้า​แต่ก็มานะครับ​ ผมจำ​ได้ว่าตอน​ที่เรียนวิชาปรัชญาตะวันออก แล้ว​เข้า​ไปส่งงาน​กับอาจารย์แสง แกสุดยอดมากเลย​ครับ​ ภายในห้องทำงานไม่มีโต๊ะเก้าอี้ มี​แต่ห้องโล่งๆ​ พลัน​เมื่อผมเปิดประตูเข้า​ไป ก็​ต้องตกใจ​เพราะมองหาอาจารย์ไม่เจอ ​แต่พอมองอีกที อ้าว อาจารย์ท่านเล่นนอน​กับพื้นเปล่าๆ​(สะอาดๆ​)​เอาเท้าพาดไว้บนผนังห้อง ผมเห็นภาพนั้น​แล้ว​แทบน้ำตาไหลเลย​ ​และ​เป็นภาพ​ที่ติดอยู่​ใน​ความทรงจำจนกระทั่งถึงบัดนี้ ​ที่ท่าน​ได้แสดงให้ลูกศิษย์​ได้เห็นถึง​ความสมาถะ ​และ​เป็นปริศนาปรัชญาให้ลูกศิษย์เกิดคำถาม​กับตนเองว่า "ชีวิต​ต้องการ วัตถุหรือ​ความสุขกันแน่" ​และผมนำคำสอนในภาพ​ที่​ได้เห็นในวันนั้น​ มาเตือนสติตัวเองเสมอ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น