นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ กันยายน ๒๕๕๒
ลมหายใจสุดท้ายของ"พริกหวาน"
ข้าวฟ่าง
...สัญญาณสุดท้ายแห่งสติสัมปชัญญะ​​และโสตปราสาท ​​ได้ยินเสียงสะอื้นของคน...​​.​​ความรู้สึกเหน็บหนาวจับหัวใจจนกระดิกตัวไม่​​ได้ รู้สึกมีน้ำอุ่นๆ​​หยดอยู่​​บนแก้มของตัวเอง มีคนอยู่​​ใกล้ๆ​​มากมาย​​ มีดอกมะลิส่งกลิ่นหอมใกล้ๆ​​จมูก เห็นแม่,พี่พริกยักษ์ พี่พริกหยวก ​​และน้องพริกสวนอีกครั...
* เสียงมีดจักตอกแหวกอากาศ​ไปด้วย​ความเร็ว...​ ​และปักฉึกเข้า​ที่ขาข้างซ้ายของพริกหวาน​ที่กลาย​เป็นเป้านิ่งแทนต้นมะพร้าวอย่างแม่นยำ

เท่านั้น​เอง พริกหวานก็ส่งเสียงร้องไห้จ้า...​. " โฮโฮโฮ...​ แม่ช่วยด้วย มีดแทงขา ตายแล้ว​​ต้องตายแน่เลย​ ไส้ไหลแล้ว​ โฮๆ​ๆ​ๆ​ " น้ำตา​ที่ไหลพรากๆ​​เพราะ​ความตกใจกลัว ทำให้หน้าตานั้น​ดูมอมแมมยิ่งนัก

พี่ชายรีบดึงมีดออก เห็นเลือดไหลมันจุกแล้ว​หน้าซีด ปากสั่น " ผมไม่​ได้แกล้ง ผมไม่​ได้แกล้ง.."

แม่​กับพ่อ แล้ว​ก็พี่น้องทุกคนวิ่งมากันหมดบ้าน พี่ชายหน้าตาซีดเผือด แม่ตีพี่ชายไม่นับ
" นี่นี่...​ทำไมไม่ดูให้ดีก่อน​จะขว้างมีดออก​ไป" จากนั้น​ก็อุ้มพริกหวานเข้าบ้านมาทำแผล

สวนมะพร้าวแห่งนี้​เป็นสนามฝึก​ความแม่นยำของเหล่าเด็กผู้ชาย​ทั้งหลาย ทุกวัน​จะมีกลุ่มเด็กๆ​​ที่พยายามมาประลองยุทธกัน ด้วยกันพุ่งมีดจักตอกอันคมกริบ​ไปปักติดต้นมะพร้าว แค่นั้น​ก็ถือว่า ​เป็นกีฬา​ที่​ได้แสดงฝีมือสำหรับพวก​เขาแล้ว​ พี่พริกยักษ์ ​เป็นพี่ชายคนโต​และ​เป็นลูกรักของแม่ใน​ความคิดของพริกหวาน หรือว่าพริกหวานคิด​ไปเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

เคยมีอยู่​ปีหนึ่ง​​ที่พี่ชายคนโต​ได้ขึ้น​เทศนาธรรม ทุกคน​ที่บ้านชื่นใจ​ที่ฟังพี่ชายเทศน์​เพราะว่าพี่ชายเพิ่งบวชไม่นาน ​แต่หลวงพ่อให้ขึ้น​เทศน์แล้ว​ แม่ยิ้มแป้นหน้าบานตลอดเวลา​ที่ฟังเทศน์

พริกหวานคิดว่า แม่คงรักพี่ชายคนนี้​ที่สุด ไม่รู้​จะรักมากกว่าทุกคนหรือเปล่า? ​แต่ไม่เคยเห็นแม่ด่าว่าพี่ชายสักครั้งเลย​ แล้ว​พี่ชายก็ดุมาก ๆ​ ด้วย ไม่มีน้องคนไหนกล้าเถียงสักคน ​เพราะ​ถ้าพี่โมโห​เมื่อไหร่​จะ​ต้องโดนไม้เรียว​ไปตาม ๆ​ กัน มีครั้งเดียว​ที่แม่ตีพี่ชาย เหตุเกิด​เพราะ​ความผิดของพริกหวานเอง

วันนั้น​พี่ชาย​กำลังขว้างมีดจักตอกของยายอยู่​ในสวนมะพร้าว ​เป็นการฝึก​ความแม่นยำ พี่​จะขว้างปักต้นมะพร้าว​ได้ทุกครั้ง พริกหวาน​ไปแอบดูอยู่​ แล้ว​คิดว่า ตัวเอง​จะวิ่ง​ได้เร็วกว่ามีด จึงวิ่งตัดหน้ามีดอย่างตั้งใจ​เพื่อพิสูจน์​ความเร็ว แถมยังแอบคิดในใจว่า...​ฉัน​ต้องวิ่ง​ได้เร็วกว่าเจ้ามีดเล่มกระจ้อยร่อยนั่น

พริกหวานไม่​ได้โกรธพี่ชายเลย​ ​เพราะรู้ว่า​เป็น​ความผิดของตัวเอง ​แต่แอบดีใจ​ที่ขาเจ็บ​เพราะว่า แม่​จะมีของดี ๆ​ พิเศษกว่าคนอื่นให้คนไม่สบาย เดินไม่​ได้ "คราวนี้แหละ​.. ของชอบ​จะมีให้กินทุกวัน" พริกหวานพูด​กับตัวเอง ​และแอบยิ้มให้ตัวเอง​ที่ช่างกล้าหาญเสียจริงๆ​เลย​เรา

​และ​เป็นอย่างนั้น​จริง ๆ​ พริกหวาน​ได้กินอาหารพิเศษจนขาหาย​เป็นปกติ ​และเหล่านี้​จะ​เป็นเหตุผล​ที่พริกหวานถูกอกถูกใจ ​และเต็มใจ​ที่​จะป่วยทุกครั้งทีเดียว ​แต่ไม่ว่า​จะ​เป็นอย่างไร พ่อ​กับแม่ก็ไม่อยากเห็นลูกคนไหนป่วยอยู่​ดี ​แม้พริกหวาน​จะขี้โรค​แต่ไม่เคย​ที่​จะงอแงเวลากินยาเลย​สักครั้ง ​ความขี้โรค​ที่​ได้มาทำให้พริกหวานเข้มแข็ง​และอดทนมากขึ้น​ ​และไม่เคยรู้สึกกลัว​ความเจ็บไข้​ได้ป่วย​ที่เกิดขึ้น​สักครั้ง


** วันนี้​เป็นวัน​ที่พริกหวาน​ได้ขึ้น​เครื่องบินวันแรก ​เพื่อ​ไปตามหาพี่ชาย​ที่​ไปทำงานต่างประเทศตั้ง ๘ ปีแล้ว​ ​เพราะพี่ไม่ยอมส่งข่าวมา​ที่บ้าน...​ แม่ยังคงรอคอยลูกรักของแม่ทุกวัน ​ไปใส่บาตร-ทำบุญ ​ไปหาหมอดู จนถึงวันสุดท้าย​ที่แม่จาก​ไป แม่ก็ไม่​ได้เจอลูกชาย​ที่แม่รักมากอีกเลย​

พี่เรียนจบปวส. ก็​ไปหากู้ยืมเงินคนอื่น​เพื่อ​ไปทำงาน​ใช้แรงงาน​จะ​ได้มีเงินมาให้แม่ พี่บอกอย่างนั้น​ แล้ว​ตอน​ที่พี่​ไปต่างประเทศ พริกหวานก็ตัวเล็กนิดเดียวอยู่​เลย​ จำ​ได้​แต่หน้าดุๆ​ของพี่ชายนั่นแหละ​

พริกหวานตื่นเต้นจนแทบระงับ​เอาไว้ไม่อยู่​ ประเทศนี้ก็ไม่เคยมา ​ใครก็ไม่รู้จัก เงินก็มีติดตัวไม่มาก ภาษาอังกฤษก็ไม่​ได้เก่งมาก พูด​ได้น้อย ฟังก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง ​แต่ด้วย​ความ​ที่อยากให้พ่อ​และพี่น้องมี​ความสุข พริกหวานตัดสินใจขึ้น​เครื่องบิน ตามคน​ที่ทำงาน​และครอบครัว​ที่​เขา​ไปทำธุระ อย่างน้อยในเครื่องบินก็มีคนรู้จักนะ ถึง​จะนั่งห่างกัน ​แต่มองเห็นกันอยู่​...​.

เครื่องบินตกหลุมอากาศหลายครั้ง พริกหวานเห็นคนในเครื่องบินอธิษฐานถึง​พระเจ้าของ​เขากันหมด เลย​นั่งลงอธิษฐานตาม​เขาบ้าง เกือบ​จะเปลี่ยน​ไปนับถือ​พระเจ้าบนเครื่องบินซะแล้ว​ การอยู่​บนเครื่องบินวันแรกไม่นำ​ความรื่นรมย์มาให้เลย​ มี​แต่​ความกลัวมากๆ​เท่านั้น​เอง ​และ​เป็นการเดินทาง​ที่ยาวนาน​ที่สุดบนอากาศสำหรับพริกหวาน

​ที่สนามบิน...​.พริกหวานเกือบออกจากด่าน​ที่​เขาตรวจไม่​ได้ ​เพราะไม่มีเงินในประเทศ​เขาเลย​ แถมพริกหวานก็​เป็นเด็กสาว​ที่​เขาคิดว่า ​จะมาทำอาชีพไม่ดีในบ้านเมืองของ​เขาอีก ดี​ที่มีตั๋วกลับเรียบร้อย​แล้ว​ ไม่อย่างนั้น​คงไม่​ได้​ไปหาพี่ชายแน่ พริกหวานนั่งแท็กซี่​ไปตาม​ที่อยู่​​ที่พี่ชายเคยให้ไว้ ลองโทรหาแล้ว​ พี่บอกว่า ​จะมารับ

...​.แล้ว​พี่ก็มาจริงๆ​ มา​กับพี่สะใภ้ด้วย พริกหวานกลัวพี่ชาย​จะจำพริกหวานไม่​ได้ด้วยซ้ำ แล้ว​ก็ไม่รู้ว่า พริกหวานเอง​จะจำพี่ชาย​ได้ไหม? พี่พา​ไปบ้าน​ที่เหมือนไม่ใช่บ้าน ​เพราะมัน​เป็นตึกสูงๆ​ มี​เป็นสิบๆ​ชั้น ห้องนั้น​ห้องเดียว มีคนอยู่​ ๗ ชีวิต เรียงรายตั้งแต่เปิดประตูห้องเข้า​ไป จนถึงหน้าห้องครัวเลย​

ทำไมพี่ดูลำบากกว่าเราหละ...​เมืองนอก​เป็นอย่างนี้หรือ?

บ้านเรามีสวนให้วิ่งตั้งกว้าง ​แต่นี่​ที่นั่งคุยยังไม่มี ​ต้อง​ไปยืนคุยกันนอกระเบียง ห้องน้ำเล็กมาก ​ที่กดชักโครกอยู่​เหนือหัว​เพื่อประหยัดน้ำ อันนี้พี่​เป็นคนบอกพริกหวาน

เสื้อผ้าตากระโยงระยางขึ้น​​ไปเหนือหัว ไม่ว่าชิ้นเล็กชิ้นน้อย ​จะเสื้อหรือกางเกง ​ทั้งหมด​แม้​แต่ถุงเท้าก็นอนมองอยู่​เหนือหัวเรา ยังไม่นับชุดชั้นในนั่นอีกด้วย ​ที่เมืองไทยบ้านนอกของเรา เสื้อผ้าผู้หญิงไม่มีสิทธิตากสูงกว่าผู้ชาย ​เขายกให้ผู้ชาย​เป็นคนพิเศษอยู่​เสมอ ห้ามปนกันด้วย...​.

จากนั้น​จึงทราบเหตุผลว่า พี่ทำไมถึงกลับบ้านไม่​ได้ พี่มาทำงานนาน มา​แต่งงาน​กับพี่สะใภ้ โชคดี​ที่พี่ไม่มีลูก ​และสิ่งสำคัญ​คือพี่ป่วยมา​เป็นปีแล้ว​ พี่​เป็นมะเร็งปอด พี่บอกว่า อยาก​จะรักษา​ที่นี่ ​เพราะหมอ​เขาดี ทุกวันนี้พี่ก็รักษาอยู่​

ร่างกายผ่ายผอมของพี่​ที่เห็น​กับผลค้างเคียงของการรักษาด้วยเคมีบำบัด ทำให้พี่ผมร่วง ตัวเหลือง กินอาหารไม่​ได้ พี่อยากกลับเมืองไทย คิดถึงทุกคนมาก ​แต่กลับไม่​ได้ ​เพราะพี่​ใช้สวัสดิการการรักษา​ที่นี่ พี่ร้องไห้หลายครั้ง ตลอด ๑๒ วัน​ที่พริกหวานอยู่​บ้านพี่พริกยักษ์ ​ได้ดูแลทำอาหารไทย​ที่พี่ชอบให้พี่กิน​เป็นครั้งแรกในชีวิต พี่ขอให้ช่วยดูยาดีๆ​​ที่​จะรักษาพี่​ที่เมืองไทย...​..แล้ว​พี่​จะกลับมา

พริกหวานกลับมา​ได้เดือนกว่าๆ​ ​ได้บอกทางบ้านว่าพี่ป่วย ​ได้ติดต่อพี่อยู่​บ้าง หลังจากนั้น​พริกหวานก็ตัดสินใจ​ที่​จะ​ไปนุ่งขาว-ห่มขาว ถือศีล​ที่วัด ​เพื่อ​เอาบุญให้พี่พริกยักษ์​ที่รัก พอคิด​ได้ก็ทิ้งภาระหน้า​ที่​ไปเลย​ ​ไปอยู่​วัด ๓ เดือน พี่พริกยักษ์ก็จาก​ไปอย่างสงบ​ที่รพ.ในต่างประเทศนั่นเอง

พี่สะใภ้ส่งข่าวมาบอก...​​และนำกระดูกของพี่พริกยักษ์มาส่งให้พริกหวาน​ที่ต่างจังหวัด แล้ว​ก็บินกลับ​โดยไม่ขอเจอญาติพี่น้องหรือพ่อ

วันนั้น​...​พริกหวาน​ไปรับกระดูกพี่พริกยักษ์​ที่บรรจุกล่องไม้สี่เหลี่ยม แล้ว​​เอา​ไปฝาก​ที่วัดก่อน​จะ​เอาขึ้น​รถทัวร์กลับ​ไป​ที่บ้านเกิด สัมผัสแรก...​ของพริกหวานรับรู้​ได้ว่า พี่พริกยักษ์กลับมาเมืองไทยแล้ว​ ​เขาส่งสัญญาณบอกให้รู้

พริกหวานคิดว่า...​พี่คงคิดถึงทุกคนมากเหมือนกัน ​แต่​เมื่อสังขารมันทรมาน พริกหวานก็อยากให้พี่ละสังขารนี้​ไป ​และดีใจ​ที่พี่ไม่ทรมานอีก ​แม้​จะเสียใจมาก ​แต่มัน​เป็น​ความเสียใจ​ที่รู้สึกดี ​เพราะพี่พริกยักษ์ พ้นทุกข์เสียที ​เพราะตลอดเวลา​ที่เห็นพี่พริกยักษ์ ๑๒ วันพี่​เขาทรมานมาก กินไม่​ได้-นอนไม่หลับ

​แต่พี่ก็​ต้องทนอยู่​ ​ไปโรงพยาบาลตั้งหลายรอบในรอบ ๑๒ วัน​แต่พี่ไม่เคยบ่นว่า ไม่อยากอยู่​ แค่เครียดเวลาเจ็บปวดมากๆ​ ไม่เคยเห็นพี่ยิ้มตลอดเวลา​ที่อยู่​​ที่นั่น พี่พยายามพา​ไปดูนั่นนี่ ​ทั้ง​ที่เดินไม่ค่อยไหว ยังจำแววตาสุดท้าย​ที่พี่มาส่ง​ที่สนามบิน​ได้ดี ​ทั้ง​ที่พี่เอง​เป็นคนป่วย

ถึงวันนี้พริกหวานคิดว่าพี่คง​ได้​ไปอยู่​ในภพภูมิ​ที่ดีแล้ว​ ​และมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ไม่เจ็บป่วยทุกข์ทรมานเหมือนชาตินี้ ภพใดชาติใด​ที่บุญสัมพันธ์ของเราถึงกัน เราคง​ได้เกิด​เป็นพี่น้องกันอีก

...​การเกิด แก่ เจ็บ​และตายของคนเรา​เป็นเรื่อง​ธรรมดา พี่พริกยักษ์ ​ได้​ใช้ชีวิต​ที่​ได้เกิดมากอย่างสมบูรณ์แล้ว​ พริกหวานคิดว่า พริกหวานต่างหาก​ที่ยังพร่องอยู่​ ​เพราะยังไม่​ได้ตาย ​แต่เกิดมา มีอายุเพิ่มขึ้น​ทุกวัน ​และป่วยไข้ตามสังขารร่างกาย

จนถึงวันนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว​ พี่พริกยักษ์ยังคงมีชื่ออยู่​ในทะเบียนบ้านของเรา ​เพราะไม่มีใบมรณะบัตรมาแจ้ง​เขา พริกหวานไม่รู้หรอกว่า...​​จะทำอะไร​​กับตรงนี้​ได้บ้าง



pic_no_3287_1_20386.jpg *** พริกหวาน​ได้ยินเสียงกระซิบอยู่​ข้างๆ​หู​เป็นระยะๆ​ ตื่นเถอะนะคนดี...​หลับนานแล้ว​ ตื่นเถอะนะคนดี เจ็บปวดตรงไหน...​ตื่นมาคุยกันบ้างซิ ใน​ความครึ่งหลับครึ่งตื่นนั้น​...​พริกหวานเห็นหน้าพี่น้องลอย​ไป ลอยมา เห็นแม่มายิ้มทักทาย เห็นพี่พริกยักษ์ พี่พริกหยวก ​และน้องพริกสวน ​ที่เสีย​ไปหลายปีมารายล้อมรอบตัว ในใจยังคิดว่า แม่​และพี่น้องมารอรับเรากระมัง

แว้บหนึ่ง​...​สายตาเหลือบมองเห็นผู้ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง​นั่งอยู่​ข้างๆ​เตียง จับมือพริกหวาน​เอาไว้ มืออีกข้างก็ลูบไล้เส้นผม ​ได้ยินเสียงเบามาก...​​ที่พร่ำเรียก "พริกหวานคนดี พริกหวานคนดีๆ​ๆ​ๆ​...​.."

สัมผัส​ได้ว่ามีน้ำอุ่นๆ​หยดลงบนท่อนแขน ร่างกายขยับเขยื้อนไม่​ได้ เหมือนถูกตรึง​เอาไว้ด้วยอะไร​หนักๆ​ ในปากก็เหมือนมีท่ออะไร​ค้างอยู่​ ลืมตาขึ้น​มาก็เห็นสายระโยงระยาง เสียงตื๊ดๆ​ของเครื่องมือสารพัด...​นั่น​เป็นวินาทีแรก​ที่ลืมตา ​และระลึก​ได้ว่า ตอนนี้ตัวเองนอนอยู่​​ที่รพ. ​แต่จำไม่​ได้ว่านานแค่ไหน จากนั้น​ก็หลับ​ไป

ลืมตามาอีกครั้งผู้ชายคนนี้ยังอยู่​ ยังคงจับมือ​เอาไว้ ก้มลง​ใช้ริมฝีปากจรดลง​ที่หน้าผากเบาๆ​ราว​กับปุยนุ่น ​เอานิ้วมือแตะ​ที่ริมฝีปากบางของพริกหยวก ยิ้มให้แล้ว​ส่งเสียงเรียก...​

"พริกหวานคนดี เจ็บตรงไหนบ้าง? หิวไหม อยากกินอะไร​?"

"ดีใจ​ที่สุดเลย​​ที่พริกหวานฟื้นซะที หลับ​ไปหลายวันแล้ว​นะรู้ไหม???"

​และอีกหลายคำถาม​ที่พรั่งพรูจากแววตาปิติอิ่มใจคู่นั้น​

พริกหวานเริ่มลำดับเหตุการณ์​ได้ว่า ​เมื่อก่อน​ที่​จะมานอนตรงนี้ พริกหวานก็นั่งทำงานอยู่​ในห้อง จากนั้น​ผู้ชายคนนี้ คน​ที่ดี​ที่สุด เดินเข้ามาบอกว่า ดึกแล้ว​ ...​.​ไปนอนเถอะนะนางฟ้า​ที่รัก พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อก็​ได้...​​เขาตรงเข้ามาช้อนร่างผอมบางของพริกหวานแล้ว​รวบไว้ในวงแขน พา​ไปวางลงบนเตียงนุ่มๆ​ ห่มผ้าให้ แล้ว​เดินกลับ​ไปปิดไฟ ปิดประตู-หน้าต่าง ​และกลับมานอนกอดพริกหวานไว้ในอ้อมแขน​ทั้งคืน

รู้สึกเหมือน​จะ​ได้ยิน​เขาเรียกครั้งสุดท้าย...​"พริกหวานตื่นๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​...​"

​ได้ยินเสียงรถพยาบาล ​ได้ยินเสียงคนเดินเร็วๆ​ หรือวิ่งก็ไม่รู้ เหมือนถูกยก​ไปไว้ในเตียงแคบๆ​ อาจ​จะ​เป็นในรถ มี "​เขาคนนี้" กุมมือไว้ตลอดเวลา แล้ว​ส่งเสียงเรียกคนดี คนดี คนดี...​จนไม่​ได้ยิน​และมองไม่เห็นอะไร​อีกเลย​

...​พริกหวานคิด...​นี่เราคงป่วยอีกแล้ว​...​.ถึงมาอยู่​รพ...​

"พี่กล้า" คนพิเศษ​ที่ดูแลพริกหวานมา ๗ ปี คอยอุ้มเข้าออกโรงพยาบาลนับครั้งไม่ถ้วน ​เพราะพริกหวานป่วยด้วยโรคทางกายมาหลายปี ป่วยมาเรื่อยๆ​จนชิน ​เพราะทุกๆ​วัน พริกหวาน​จะตื่นขึ้น​มา​เพื่อส่งรอยยิ้มให้คนรอบข้างเสมอ ​ทั้ง​ที่ทุกวัน​ที่ตื่นขึ้น​มา พริกหวานไม่เคยรู้สึกว่า​ ตัวเองสบายกายเลย​สักนิด ​แต่พริกหวานไม่เคยทุกข์ ไม่เคยแบก​ความเจ็บป่วยทางกายไว้ ยังคง​ใช้ชีวิตปกติในทุกๆ​วัน

​ความจริงหมอบอกพริกหวานว่า โรค​ที่พริกหวาน​เป็นนั้น​​เขา​เป็นกันมาตั้งแต่เกิดแล้ว​ คน​ที่​เป็นโรคนี้​เขาเสียชีวิตกันในวัยเด็ก หรือไม่ก็เติบโตมา​เป็นเด็ก​ที่มีสติปัญญาบกพร่อง จนถึงปัญญาอ่อน​ไปเลย​ ​แต่พริกหวาน...​​เป็นคน​ที่คง​ได้รับการยกเว้นจากสวรรค์กระมัง พริกหวานถึงอยู่​มา​ได้ถึงขนาดนี้

พริกหวานเรียนจบปริญญาในระดับคะแนนสูงสุด ​และ​เป็นปริญญา​ที่มีดีกรีสูงสุดอีกด้วย หมอขอให้พริกหวานผ่าตัด​เมื่อ ๒ ปีก่อน​แต่พริกหวานให้เหตุผลว่า ยังไม่​พร้อม ​และคิดว่า ดูแลตัวเอง​ได้ดีในระดับหนึ่ง​...​จึงบ่ายเบี่ยงมาตลอด พริกหวานทำงาน​และเรียน​ไปด้วย ช่วยเหลือผู้คนรอบข้างเท่า​ที่​สามารถทำ​ได้ นอนเ​ที่ยงคืนตื่นตีห้าในทุกวัน ยกเว้นวัน​ที่ป่วยไข้ไม่สบาย

พี่กล้ามีโอกาส​ได้เข้ามาดูแลพริกหวานเต็มตัว ​เมื่อตอน​ที่​ได้รับปริญญาใบ​ที่สองในชีวิตของพริกหวาน​กับพี่กล้า...​.พี่กล้ายอมรับทุกสภาพของพริกหวาน ​เขาทำหน้า​ที่​เป็น​ทั้งคนรัก ​ทั้ง​เพื่อน ​ทั้งพี่ ​ทั้งพ่อ ​เป็นคนดูแลใส่ใจมาตลอดในทุกๆ​วัน ​ทั้ง​ที่พี่กล้าเองก็มีงานหนัก ​แต่พี่กล้าไม่เคยบ่น ไม่เคยแสดง​ความรำคาญ

เคย​แต่บอกว่า ...​น้อยใจ​ที่พริกหวาน​เป็นคนดีเกิน​ไป ทำอะไร​ให้คนอื่นมากมาย​จนตัวเองป่วยขนาดนี้

พริกหวานภูมิใจ​ที่​ได้​ใช้​ความรู้​ความ​สามารถช่วยเหลือคนอื่น ช่วยสอน ช่วยจัดการปัญหา บางครั้งอดหลับอดนอนติดกัน ๓ วัน ๓ คืนก็ยังมี พี่กล้าคนนี้นี่แหละ​​ที่นั่งเฝ้าคอยอยู่​​เป็น​เพื่อน เสริฟอาหารบำรุงร่างกาย ร้องเพลงให้ฟัง คอย​เอาเสื้อแขนยาวมาใส่ให้เวลาอากาศเย็น คอยเปิดพัดลม-เปิดแอร์เวลาร้อน

คอยบอกว่า...​พักนิดนะ...​มาทานอาหารก่อน ทุกๆ​เวลานับตั้งแต่พี่กล้าเข้ามาในชีวิต พริกหวานก็ไม่เคย​ต้องอยู่​คนเดียว...​.วันไหนพริกหวานกินอะไร​ไม่​ได้ ก็ชวนคุยเรื่อยๆ​แล้ว​ก็ป้อน จนพริกหวานกลาย​เป็นเด็ก​ไปเลย​

...​.สักพักพริกหวานเห็นคุณหมอ ​และพยาบาลเข้ามา คุณหมอทักทายด้วยรอยยิ้ม บอกว่า...​แข็งแรงเร็วๆ​นะครับ​ อยู่​​กับหมอแล้ว​ อีกไม่กี่วันก็กลับบ้าน​ได้แล้ว​...​..พริกหวานพยายามยกมือ​เพื่อ​จะไหว้ขอบคุณคุณหมอ ​แต่ยกไม่ขึ้น​สักนิด คุณหมอยิ้มให้อีกครั้ง บอกว่า พักผ่อนมากๆ​นะครับ​ หมอ​ไปหละ...​.

จากนั้น​หมอก็เดินจาก​ไป​พร้อม​กับ มี​เพื่อนรุ่นพี่เข้ามาเยี่ยม...​พริกหวาน​ได้​แต่ยิ้ม ​เพราะคำพูด​ที่เปล่งออก​ไปกลับไม่มีเสียงดั่ง​ที่ใจอยาก​จะพูด ​และรอยยิ้มนั้น​ก็คง​เป็นรอยยิ้ม​ที่แห้งแล้ง...​.จนกระทั่งพี่​ที่มาเยี่ยมกลับ​ไป

​ได้ยินพี่กล้า บอกพยาบาลว่า...​"ขอแขวนป้ายห้ามเยี่ยมให้ด้วยครับ​"

ญาติแท้ๆ​ไม่มี​ใครมาเยี่ยม​เพราะอยู่​ห่างไกลกันมาก ​เขามีภาระของครอบครัว​เขา อีก​ทั้ง​ต้องดูแลพ่อ​ที่ป่วยมาหลายสิบปีแล้ว​ด้วย พริกหวานขอร้องพี่กล้าทุกครั้งว่า ไม่​ต้องบอก​ใครว่า พริกหวานป่วยมาก ไม่อยากให้ทุกคน​เป็นห่วง

แล้ว​พริกหวานก็ไม่ท้อ​ที่​จะอยู่​ ​เพื่อทำ​ความดีในทุกๆ​วัน พริกหวานบอกพี่กล้าของเธอทุกครั้งว่า...​เธอดีใจ​ที่รู้ว่า ตัวเองป่วยมาก มัน​เป็นแรงใจ​ที่ทำให้เธอ​ได้​ใช้ชีวิตทุกนาที​ที่เหลืออยู่​อย่างมีคุณภาพ ไม่ทำสิ่งไม่ดี ​เพราะรู้ตัวว่า คงอยู่​ดูโลก​ได้ไม่นานจนแก่เฒ่า...​พี่กล้าบอกว่า คนดีๆ​อย่างพริกหวาน​จะอยู่​​กับพี่กล้า​ไปอีกนานแสนนานนะ


พริกหวาน​เป็น​ที่รักของทุกคนในครอบครัว​และคนรอบข้าง ไม่มี​ใครรู้ว่า พริกหวานป่วยขนาดไหน แค่รู้ว่ามีโรคประจำตัว​และไม่แข็งแรง

พี่กล้าคน​ที่กุมหัวใจของเธอไว้ ยังคงดูแลเธอสม่ำเสมอนับ​แต่วันแรก​ที่เจอกันในชั้นเรียน ​โดยช่วยถือกระเป๋า​และหอบหนังสือให้ตอนเดิน​ไปเรียน​ที่ชั้น ๔ ในขณะ​ที่ไม่เคยมี​ใครทำ...​พริกหวานประทับใจผู้ชายคนนี้นับ​แต่วันนั้น​...​.


จน​ได้มาอยู่​ร่วมกันจริงๆ​ พี่กล้ายังคง​เป็นพี่กล้าคนเดิม​ที่ดูแล ห่วงใย ใส่ใจอยู่​เสมอ ​เพราะพริกหวานไม่เคยนอนอยู่​นิ่งๆ​ พริกหวานอดทน​กับ​ความเจ็บป่วยทางกายเสมอมา ​ใช้ชีวิตเหมือนตัวเองไม่ใช่คนป่วย ใส่ใจผู้คนรอบข้าง​และคอยช่วยเหลือคน​ที่ช่วย​ได้ มีสัมมาคารวะ ​แม้​แต่ภารโรง​ที่มหาวิทยาลัยยังยกมือไหว้ทุกครั้ง​ที่เจอ พริกหวานให้เหตุผลว่า...​คิดถึงพ่อ ​ถ้า​เขา​เป็นพ่อของเรามาอยู่​ตรงนี้ ​ที่เราไหว้นั้น​เราไหว้​ความอาวุโส ​และ​ความ​เป็นผู้ใหญ่​ที่เด็กอย่างเราสมควรเคารพ ​เป็นเช่นนี้มาสม่ำเสมอ

จน​เมื่อร่างกายไม่ไหวจริงๆ​อย่างนี้นั่นแหละ​ ถึง​จะยอมให้พี่กล้าหอบมาโรงพยาบาล

พี่กล้าบอกว่า...​"ออกโรงพยาบาลคราวนี้ ไม่ให้ทำงานแล้ว​นะนางฟ้า​ที่รักของพี่ ขอร้องเหอะ ​ถ้ารัก​เขา​และอยากอยู่​​กับ​เขานานๆ​"

พริกหวานยิ้มรับ ตอบ​ไปในใจว่า "พริกหวานรัก​และอยากอยู่​​กับพี่กล้าให้นาน​ที่สุดเหมือนกัน เธอขอบคุณ​ที่​เขาดูแลเธอมาตลอดระยะเวลา​ที่รู้จักกัน ไม่ว่าเธอ​จะอยู่​ตรงไหนเธอ​จะรัก​เขาตลอด​ไป"

พี่กล้าร้องเพลง​เพราะอะไร​ของพี่ป้าง​ที่​เป็นเพลงโปรดให้เธอฟัง..

" เธอเคยถาม​กับฉัน ​ที่ฉันรักเธอ ว่าอยาก​จะรู้รัก​เพราะอะไร​
กลับ​ไปคิด​ไปค้น ​ใคร่ครวญมากมาย​ ไม่เจอ...​คำตอบ
​ที่ผ่านมานั้น​ไม่คิดอยากรู้​ที่มา ​และไม่เคยหาเหตุผลใดๆ​
แค่ตัวฉันเพียงรู้ ว่า​เป็นสุขใจ​เมื่ออยู่​เคียงกัน

อาจ​จะฟังแล้ว​ไร้เหตุผล ว่าสิ่ง​ที่ทำให้คนรักกัน
หรือ​เป็นเพียงรอยยิ้ม รอยนั้น​​เมื่อวันแรกเจอ
หาก​จะหาเหตุผลสักคำ ว่าสิ่ง​ที่ทำให้ฉันรักเธอ
นั่น​เป็น​เพราะตัวฉันมาเจอ เจอสิ่งดีงาม

อาจ​จะฟังแล้ว​ไร้เหตุผล ว่าสิ่ง​ที่ทำให้คนรักกัน
หรือ​เป็นเพียงรอยยิ้ม รอยนั้น​​เมื่อวันแรกเจอ
หาก​จะหาเหตุผลสักคำ ว่าสิ่ง​ที่ทำให้ฉันรักเธอ
นั่น​เป็น​เพราะตัวฉันมาเจอ เจอสิ่งดีงาม

ตั้งแต่วันฉันพบเธอ ก็เจอ​แต่สิ่งดีงาม
ตั้งแต่วันฉันพบเธอ ​ได้เจอ​แต่สิ่งดีงาม"

...​จากนั้น​พริกหวานก็หลับ​ไปอีกครั้ง​ที่ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ ภาพสุดท้าย​ที่เห็น​คือพี่กล้ากอด​เอาไว้แน่น ​เอาแก้มมาแนบไว้สลับกัน​ไปมา ​ได้ยินเสียงพูด...​"หลับให้สบายนะคนดี หลับให้สบายนะคนดี"

สัญญาณสุดท้ายแห่งสติสัมปชัญญะ​และโสตปราสาท ​ได้ยินเสียงสะอื้นของคน...​.​ความรู้สึกเหน็บหนาวจับหัวใจจนกระดิกตัวไม่​ได้ รู้สึกมีน้ำอุ่นๆ​หยดอยู่​บนแก้มของตัวเอง มีคนอยู่​ใกล้ๆ​มากมาย​ มีดอกมะลิส่งกลิ่นหอมใกล้ๆ​จมูก เห็นแม่,พี่พริกยักษ์ พี่พริกหยวก ​และน้องพริกสวนอีกครั้ง ทุกคนยิ้มแย้ม กวักมือเรียก...​..

พริกหวานเดินตามแม่​และทุกคน​ไปใน​ที่​ที่ไม่เคย​ไป...​ก่อนหันกลับมามอง​ที่เตียง เห็นร่างตัวเองนอนอยู่​นิ่งๆ​บนเตียง พี่กล้ายังคงกอด​และมีน้ำตาให้เห็น...​.

พี่กล้าร้องไห้ทำไมกันนะ เราก็หลับอยู่​ตรงนี้

เห็นพี่น้องหลายคนซับน้ำตา เห็น​ใครอีกหลายคน เห็นดอกมะลิพวงนั้น​อยู่​ในมือ เห็นตัวเองนอนสงบนิ่งใบหน้าเหมือนคนหลับ

เห็นคุณหมอคนเดิม​กำลังเขียนอะไร​ลงในกระดาษ เห็นพี่กล้าน้ำตาไหลรินอย่างต่อ​เนื่อง เห็นพี่น้องหลายคนกอดกันร้องไห้...​.

​และเห็นว่าตอนนี้ไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ใดอยู่​ให้เห็นอีก พริกหวาน​เป็นอิสระจากพันธนาการเหล่านั้น​ ไม่มีท่อในปาก ไม่มีเครื่องมือใดๆ​ส่งเสียงรบกวน...​.

ภาพเหล่านั้น​จางลงจนใน​ที่สุดพริกหวานมองเห็นเพียงหมอกควันขาวๆ​...​​และรู้สึกเหมือนตัวเองล่องลอย เบาสบาย...​...​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3287 Article's Rate 10 votes
ชื่อเรื่อง ลมหายใจสุดท้ายของ"พริกหวาน"
ผู้แต่ง ข้าวฟ่าง
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๒
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๐๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๗ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ข้าวฟ่าง [C-16249 ], [83.76.169.227]
เมื่อวันที่ : 12 ก.ย. 2552, 01.27 น.

​ความจริงตั้งใจ​จะลงใน..คอลัมน์เรื่อง​สั้นคะ​...​แล้ว​กดมาไง​เป็นคอลัมน์เรื่อง​แปล​ไป​ได้ก็ไม่ทราบคะ​ ​กำลังรอคำตอบจากคุณลุงเปี๊ยกอยู่​ แก้ไขไม่​เป็น...​คุณลุงเปี๊ยกช่วยย้าย​ที่ให้หน่อย​นะคะ​ ขอบคุณล่วงหน้ามากๆ​คะ​ หรือว่า​ต้องทำไงเอ่ย?

ขอโทษจริงๆ​เลย​คะ​...​.ด้วย​ความอะไร​ก็ไม่ทราบเหมือนกัน เลย​​เป็นอย่างนี้​ไป​ได้

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุงเปี๊ยก [C-16250 ], [115.67.125.84]
เมื่อวันที่ : 12 ก.ย. 2552, 06.50 น.

เรื่อง​นี้อ่านแล้ว​ขนลุก
มีรายละเอียดมาก ​เป็นตัว​เป็นตนมาก
จนถึง​กับขนลุก ​เพราะ​ถ้ามันจริงเหมือนอย่าง​ที่อ่านแล้ว​เหมือนจริง
เรื่อง​นี้ก็ถูกเขียนมาจากอีกฟากหนึ่ง​ ฟาก​ที่ไม่เคยมี​ใครกลับมาเล่าให้ฟัง

เหมือนเผชิญ​กับผู้มาจากฟากโน้น..

---​-
ย้าย​เป็นหมวดเรื่อง​สั้นแล้ว​นะครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : add [C-16251 ], [117.47.193.94]
เมื่อวันที่ : 12 ก.ย. 2552, 07.36 น.

เยี่ยมเลย​ค่ะ​ คุณข้าวฟ่าง เขียน​ได้ดีค่ะ​ อารมณ์ของเรื่อง​​ที่จริงใจ​และไร้เดียงสา อ่านแล้ว​น้ำตาซึมเลย​ล่ะคะ​

คุณข้าวฟ่าง​ใช้ภาษา​ได้ดี วรรคตอนสวยงาม อ่านสบาย มีอยู่​คำเดียว​ที่คิดว่า​ต้องแก้ ​คือ

แว๊บหนึ่ง​...​ ตัว ว.แหวน ​จะ​ใช้ไม้ตรีไม่​ได้ค่ะ​ ​เป็นอักษรต่ำ ​ใช้​ได้แค่่ไม้โท ก็​เป็นเสียงตรีแล้ว​ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ดาวเคียงเดือน [C-16252 ], [115.67.110.31]
เมื่อวันที่ : 12 ก.ย. 2552, 09.49 น.

เข้ามาบอกว่า..อ่านแล้ว​น้ำตาไหลค่ะ​..

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : ข้าวฟ่าง [C-16253 ], [83.76.169.227]
เมื่อวันที่ : 12 ก.ย. 2552, 15.35 น.

ขอบคุณนะคะ​...​คุณลุงเปี๊ยก​ที่ช่วยย้ายคอลัมน์ให้ ​และภูมิใจ​ที่ทำให้ผู้อ่านอย่างคุณลุงเปี๊ยกขนลุก​ได้...​เรื่อง​นี้มี​ส่วน​ที่​เป็นจริงอยู่​มากคะ​

ขอบคุณคุณAdd มากๆ​เลย​คะ​ สำหรับ​ความชื่นชม ​จะเข้า​ไปแก้ไขคำผิดคะ​ ​และอยาก​จะบอกว่า...​นี่​เป็นเรื่อง​สั้นในชีวิตเรื่อง​แรก​ที่เขียนให้คนอื่นอ่านคะ​

ขอบคุณคุณดาวเคียงเดือน​ที่เข้า​ไปอ่าน​และบอกว่ารู้สึกเช่นไร ข้าวฟ่างเองอ่านแล้ว​ยัง...​อืมมมมม...​น้ำตาซึม​ไปเหมือนกัน ​แต่​เป็นการเขียนจาก​ความรู้สึกของพริกหวานคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : Iron-jr [C-16261 ], [202.28.109.30]
เมื่อวันที่ : 13 ก.ย. 2552, 14.29 น.

อ่านแล้ว​นะคนดี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : Rotjana Geneva [C-16279 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : 16 ก.ย. 2552, 23.48 น.

เข้ามาติดตามผลงานของข้าวฟ่างค่ะ​ พักนี้พี่รจยุ่งพอควร ไม่มีเวลา​ได้เขียนจดหมายตอบเลย​ สบายดีนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น