นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กันยายน ๒๕๕๒
วีรกรรมเฒ่าทะเล
นพ ณ กันยา
...ลุงเรือง อายุแก ​​จะปาเข้า​​ไป 70 ปีนี้แล้ว​​ ชีวิตแกผ่านเรื่อง​​ราวมากมาย​​ เหมือนคนผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย​​แกไม่เคยกลัว ​​ความร้อนในหม้อน้ำร้อน ชีวิตของคนไม่เคย...
ลุงเรือง อายุแก ​จะปาเข้า​ไป 70 ปีนี้แล้ว​ ชีวิตแกผ่านเรื่อง​ราวมากมาย​ เหมือนคนผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแกเลย​ไม่เคยกลัว
​ความร้อนในหม้อน้ำร้อน ชีวิตของคนไม่เคยมองเห็นอนาคตอย่าง แก ผ่านช่วงเวลาทุกข์มากกว่าสุข สุรายาเมา​คือคู่ชีวิต​ที่แท้จริง
ศาลาท่าน้ำของวัด ​คือ​ที่สิงสถิตอยู่​ในปัจจุบัน รวม​กับ​เพื่อนฝูง ในวัยไล่เลี่ย กันอีกมากมาย​

​แม้ ​จะอาศัย​ที่วัดอยู่​​เป็น​ที่ซุกหัวนอน ​แต่แกไม่เคยเบียดเบียน​พระเจ้า แกยังมีเรี่ยวแรงพอ​จะขายแรงงาน ​ได้บ้าง ตั้งแต่หนุ่มชีวิตแกวนเวียนอยู่​​แต่เรือใหญ่ บรรทุก สินค้า แก​เป็นกรรมกรแบกข้าวสาร ด้วยร่างกายกำยำ แข็งแรง จน​เมื่อเข้าสู่วัยชรา ผลตอบแทนของ​ความเก่งกาจในการแบกกระสอบหนักกว่าร้อยกิโล ​เป็นเวลาหลายปี ทำให้หลังของแกโค้งงอ ขาสองข้างปูดบวม​และโก่งออก
ตอนนี้ทำให้แกเดิน ไม่ถนัด การกินการอยู่​ยิ่งลำบากกว่าเก่า ข้าวพออาศัย​พระ​ได้​แต่เหล้า นี่สิ​ต้องหากินเอง แกยังคงติด​ไป​กับคนงานหนุ่มสาว ​ไปทำงานกลางทะเล บนเรือสินค้าเช่น​ที่เคยทำมา ​แต่หน้า​ที่​กับต่ำต้อยลงแรก​กับค่าแรงเพียงน้อยนิด ด้วยการ​เป็นสายกวาด

ก่อน เดินทาง จินเต็งมัก​จะมาตามแกถึง​ที่ แล้ว​ให้เงินล่วงหน้าไว้สองร้อยบาท​ ​เป็นปกติ สองร้อยทำให้แกเมาตั้งแต่ยังไม่ขึ้น​รถ ​ไป​ได้จนถึงเรือใหญ่ ​ที่กลางทะเล ​แต่ จินเต็งไม่มีทางเลือก ​เพราะสายคุ้ย ค่าแรงถูกๆ​ หายากขึ้น​ทุกวัน เด็กหนุ่มน้อยคนนัก​ที่​จะยอมรับงานต่ำค่า ​ที่แสน​จะเหนื่อยยาก​และค่าแรงน้อย เหลือ​แต่เพียง อาวุโสอย่างแก เท่านั้น​​ที่ยอมทำ

วันหนึ่ง​ ​เป็นวัฏจักรแบบนี้เช่นเดิม จินเต็งสั่งให้ คนหนุ่มวัยฉกรรจ์ แข็งแรงๆ​ ช่วยกันหามแกขึ้น​รถ มันไม่​เป็นเหมือนการหาม มัน​เป็นเหมือนการเหวี่ยง ขึ้น​​ไปเสียมากกว่า บางคน ถึง​กับมีโมโห แอบยัด บาท​าลง​ไปเต็มลัก แกเลย​

ตลอดทาง บนรถหกล้อขนาดใหญ่​ที่​ใช้ส่งคนงาน แกมัก​จะคุยโม้โอ้อวดถึง กิติศัพท์​ความยิ่งใหญ่ของแก​เมื่อครั้งยังหนุ่ม

“โอย พอแล้ว​ไม่​ต้องโม้นักหรอกตาเรือง แก่ป่านนี้แล้ว​” บางคน​ที่เริ่มรำคาญ​ที่แก แพร่มไม่หยุด ถึง​ความ​สามารถในการแบกกระสอบข้าวสารร้อยโล ​ได้มากกว่า​ใคร ของแก

“มากกว่าแล้ว​ไง ละ สุดท้ายตอนคิดเงินก็​ได้เท่ากันละวะ” อีกคนขัดคอแกขึ้น​มา แล้ว​ทำปาก​เป็นเชิงเย้ยหยัน

“ฉันนะเคยฆ่าคนตายมาแล้ว​นะเว้ย” แกยังไม่เลิกคุยอวด

“เหรอ ​เป็นไง ละ แล้ว​ติดคุกกี่ปี” คนขี้หงุดหงิดคนเดิมยังถากถางแกอยู่​

“ไม่ติดโว้ย กูหนีรอดมาจนทุกวันนี้แหละ​”

“ฮึ...​ .” ไม่มี​ใครใส่ใจแกอีกทุกคนยังคิดว่า แก​เป็นของแกแบบนี้ จึงไม่สนใจอยากฟัง จนรถแวะจอดปั๊ม ทุกคนเข้าห้องน้ำ ​และแวะซื้อของในร้านค้า​ที่ปั๊ม นั้น​ ​แต่แกไม่แกเดินกระย่องกระแย่งเซซ้าย เซขวา ออก​ไปข้างถนน ​เพราะ​ที่ปั๊มเดี๋ยวนี้ไม่ให้ขายเหล้า แกจึง ​ต้อง​ไปหาซื้อ​ที่ร้านค้าข้างๆ​ปั๊ม

พอรถออกก็ ลุงเรืองกระดกเหล้า ขวดใหม่​ที่ซื้อมาอย่างสบายอารมณ์แล้ว​ก็หลับ​ไป ทิดหมี ตัวใหญ่ล่ำสันกว่า​ใคร ​แต่ก็ติดเหล้าอย่างหนัก ก็เอื้อมมือมาหยิบเหล้าแก​ไป ​แต่พอเหลือเห็นสายตาคนอื่นๆ​ เข้าทิดหมีก็ว่า

“แหม แกไม่ว่าฉันหลอก ฉันนะซื้อเลี้ยงแกไม่รู้​จะเท่าไหรแล้ว​กะแค่แบ่งกันกินนิดๆ​หน่อย​ๆ​”

ไม่มี​ใครอยาก​จะยุ่ง ​กับทิดหมี จึงสงบปากสงบคำ กัน​เอาไว้

รถ มาถึงท่าจรินทร์ จุดหมายสำคัญของการเดินทาง ​เพื่อมารอลงเรือ ​ไปยังเรือสินค้า​ที่ทิ้งสมออยู่​กลางทะเล ลุงเรืองตื่นขึ้น​มาเหล้าเหลือ​แต่ขวดเปล่าๆ​ แกก็โวยวาย​เป็นการใหญ่ ถามหา​ใครก็ไม่มี​ใครพูด​กับแก แกจึงเดือดดาล

“พวกมึงๆ​ มันชั่วกัน​ทั้งนั้น​”

“อ้าวลุงพูดดีๆ​ อย่ามาเหมารวมนะ” คนขี้หงุดหงิดคนเดิม รับไม่​ได้​ที่คนแกอย่างแก​จะมาชี้หน้าด่ากันแบบนี้

“​ถ้ามึงไม่​ได้ขโมยของกูก็อย่า ร้อนตัวสิวะ”

เจ้า คนขี้หงุดหงิดเลย​​จะปรี่เข้า​ไป​เอาเรื่อง​ คนงานหลายคน​ทั้งชาย​และหญิงจึงออกมาห้ามทัพ แล้ว​ให้แยกย้ายกัน​ไป เจ้าหมีเห็นดังนั้น​ จึงเดินเซซ้ายเซขวา ปลีกตัวแยกออก​ไปจากวง
เรือใหญ่ ยังมาไม่ถึง พวก​เขายัง​ต้องรอกันอีกหลายชั่วโมง เงินลุงเรืองแกก็หมด​ไป​กับเหล้าขวดนั้น​แล้ว​ แกจึงตัดสินใจ​จะ​ไปเบิกเงินเพิ่มจากจินเต็ง

“อะไร​กันลุง ผมให้​ไปตั้งสองร้อยแล้ว​นะ เดี๋ยวก็เกินตัวผมก็แย่สิ ขึ้น​เรือ​ไปลุงก็​ต้องเบิกอีก”

“โธ่ พ่อปลิว ไม่รู้​ใครมันขโมยเหล้าฉัน​ไปหมดเลย​”

“อะไร​ นะนี่​จะเบิกเงิน​ไปซื้อเหล้าอีกเหรอ ไม่​เอาๆ​ แล้ว​ เดี๋ยวเมาลงเรือไม่ไหว ​ต้องหามขึ้น​กันอีก” ปลิวไล่แก​ไปไกล เสียง​และอำนาจของปลิวพอทำให้แกยำเกรงอยู่​บ้าง จึง​ต้องเลือก​ที่​จะเดินหนี​ไปอย่างเศร้าสร้อย

“ตาเรืองมานี่เถอะ” เจ้าคนขี้หงุดหงิดคนนั้น​ ลุงเรืองมองอย่างไม่ไว้ใจ แกสำรวจตลอดตัวของจอมหงุดหงิดนั้น​ ​แม้น​จะแกเฒ่าไร้เรี่ยวแรง​เป็นเพียง ​แต่ตาแก่ธรรมดา ​แต่ประสบการณ์ชีวิตของแก ทำให้แกไม่วางใจ

“กลัว อะไร​เล่า ไหนว่าเสือเก่า มาๆ​ กินเหล้าด้วยกัน” มันชูขวดเหล้า 40 ดีกรี ​ที่ยังไม่​ได้เปิดขวดแสดงว่าเพิ่งซื้อมาใหม่ แล้ว​ชวนให้​ไปนั่งร่วมวงกัน ​ได้กลิ่นเหล้าแล้ว​น้ำลายสอ ลุงแกจึงเดินปรี่เข้า​ไปหาอย่างลืม​ความแค้นกัน​เมื่อครู่ แล้ว​วงเหล้า เล็กๆ​ สามคน เจ้าขี้หงุดหงิดนั่นชื่อเล็ก ​และคู่หูกินเหล้าของมัน​คือ สุข ​ทั้งสอง​เป็นคนตัวเล็กๆ​ พอๆ​กัน

“ฉันไม่อยากมีเรื่อง​ เลย​ไม่อยากบอก​ไปว่า​ใคร​เอาเหล้าลุง​ไป”

“ช่างมันเถอะ ฉันไม่คิดอะไร​แล้ว​” แกกระดก 40 ดีกรี เพรียวๆ​ ​ที่ เล็กส่งให้

“อืม ก็ดีแล้ว​ บอก​ไปลุงก็ทำไรมันไม่​ได้หรอก” เล็กยังว่าต่อ “พวกฉันเองยังไม่อยากยุ่ง​กับมันเลย​”

“ทำไม มัน​เป็น​ใคร” คราวนี้ลุงชักสนใจ

“ไอ้ หมีควายนั่นแหละ​” สรรพนามบุรุษพิเศษ ​ที่คนงาน​ทั้งหลายแอบตั้งให้ไอ้นักเลงใหญ่คนนั้น​ ​เป็นชื่อ​ที่สุข ​และเล็กพูดเกือบ​จะ​พร้อมกัน ลุงเข้าใจในทันที ​แต่ก็ไม่ว่าอะไร​ในตาใสซื่อ ตามประสาผู้ชราภาพแล้ว​เปลี่ยน​เป็นดุดัน ​และมุ่งมั่นอะไร​บางอย่าง ​แต่พอแกเห็นว่าสุข ​กับเล็ก​กำลังจ้องหน้าแกอยู่​แกจึง ยิ้มเขิน แล้ว​ว่า

“ช่าง มันเถอะลืมมัน​ไป กินเหล้าของเราดีกว่า” สุดท้ายด้วยเหล้าเก่า ​และเหล้าใหม่ผสมกัน กว่า​จะ​ได้กำหนดการลงเรือ​โดยสาร​ไปยังเรือใหญ่ ​ทั้งสามคนก็เมากันจนเป๋ ​โดยเฉพาะลุงเรือง

“นั่นไงกูว่าแล้ว​” ปลิวเอะอะโวยวายทันที​ที่เห็นสภาพ ลูกน้องของแก “ช่วยกันหามตาเรืองลง​ไปในเรือหน่อย​สิว่ะ”

เหตุการณ์ แสนลำบากพวกหนุ่มๆ​ ​ทั้งหลาย​ที่ลาก​ไปบ่น​ไป​กับแก บางคนโมโหก็เหวี่ยง ​ทั้งดึง​ทั้งกระชาก แกยังไม่ฟื้นคืน สติ อีกสองคน​ที่ร่วมวงด้วย ยังพอลุกเดินไหวจึงรีบลงก่อน​ที่​จะโดน บทหนักของจินเต็งใหญ่ในฐานนะ​ที่​เป็นตัวจุดชนวนปัญหา

เดือนมิถุนายน แบบนี้​เป็นฤดูมรสุม คลื่นลม​จะรุนแรง มาก​เป็นพิเศษ เรือ​โดยสาร​ที่บรรทุกคนงาน​และเครื่องครัวมา​จะมีหัวเรือขนาดใหญ่ไว้ใส่ของ​แต่ คนงาน​จะเข้า​ไปนั่งกันข้างใน ​เพราะเรือ​ที่โต้คลื่น​ไปตลอดทาง น้ำซัดสาด เข้าท่วมหัวเรือ ​โดยเฉพาะ ลุงเรือง​ที่ยังนอนให้คลื่นลมทะเล ชำระล้าง​ความเมาของตัวเอง อยู่​อย่างนั้น​ มีคนงานพยายามมาปลุกแกให้เข้า​ไปอยู่​ข้างใน​แต่แกไม่ยอมเข้ายังนอน อยู่​บนลังน้ำแข็ง​และกองข้าวของ​ที่อยู่​​กับตาข่าย

เรือคนงาน ถึงข้างเรือใหญ่ แล้ว​คนงานทยอยกันขึ้น​ เรือใหญ่อย่างยากลำบาก ​เพราะคลื่นลมตี กระหน่ำอยู่​ตลอดเวลา ลุงเรืองเดินหลบเข้าในตัวเรือ ไม่อยากให้แก็งเวย หรือบันไดเรือใหญ่มันตีแก​เอา

“เออเฮ้ย เจ๊งเว้ย พอรู้ว่าอันตรายก็หลบ​ได้ หายเมาแล้ว​เหรอตา” เสียง​ใครสักคน​ที่อยู่​หัวเรือเตรียม​จะขึ้น​เรือใหญ่ร้องแซว แกอย่างไม่​ได้มี​ความเคารพ ในอาวุโสรุ่นปู่ รุ่นตาอย่างแก ลุงเรือง​ได้​แต่ นั่งนิ่งอยู่​ในตัวเรือ ​ที่ยังโยกเยก คนงานหลายคน เซ​ไปเซมาบางคนทำท่าเหมือน​จะอ้วกบางคนก็อ้วก​ไปแล้ว​ ​แม้ว่า​จะผ่านการนั่งเรือแบบนี้กันมานาน ​แต่ว่า คลื่นลมหน้ามรสุมแบบนี้ไม่ใช่ลูกทะเลแท้ๆ​จริง ๆ​อยาก​ที่​จะ ทานทน

​ความ ​ที่เรือโครง​ไปมาจึงทำให้เรือเข้าเทียบข้างเรือใหญ่อย่างยากลำบาก ตัวเรือรอดเข้า​ไปใต้บัน​ได้แล้ว​กระแทกโครม ลูกเรือเห็นเข้าตกใจ กลัวบันได​จะหัก จึง กดปุ่มมอเตอร์ดึงบันไดขึ้น​ ​เพื่อ​ความปลอดภัยของบันได ​แต่กลับ​เป็นปํญหาใหญ่ของคนงานข้างล่าง บาง​ส่วน​ที่ยังขึ้น​ไม่​ได้ เรือ โยกเสียการควบคุมหลุดเข้าใต้ บันไดมากขึ้น​ บันไดจึงไหลมาอยู่​ช่วงกลางหัวเรือ ลำเล็กๆ​ ลำนี้ ​ที่มีข้าวของคนงานวางเกลื่อน คนงานหญิงคนหนึ่ง​พลาดท่า โดนบันไดตีตกลง​ไปในคลื่นทะเล​ที่​กำลังโหมกระหน่ำ ทุกคน​ได้​แต่ร้องเอะอะโวยวายไม่รู้ว่า​จะทำอะไร​​ได้ นายท้ายเรือ ดึงเรือถอยหลังออก อย่างรวดเร็ว แล้ว​ แล่นเรือตรงดิ่งตาม​ไปยัง หญิงสาว​ที่ผู้โชคร้าย คลื่นลมจัด กระแสน้ำแรง มากจึงพัดพาหญิงสาวออกห่างจากเรือใหญ่อย่างรวดเร็ว เรือรับคนงาน เร่งเครื่องไล่กวดเต็ม​ที่​แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ไม่มี​ใครกล้าพอ​จะสู้​กับคลื่นลม

ฝน โปรยปราย ลงมาเพิ่ม​ความยากลำบาก เข้า​ไปอีก เหมือน​จะบอกว่าหญิงคนนี้ถึงคราวเคราะห์ของเธอแล้ว​ เรือ​โดยสารราคาถูก สำหรับรับส่งคนงานแบบนี้ ไม่มีเครื่องชูชีพใดๆ​ นอกจาก​ความกล้าของคนทะเล เท่านั้น​

“นั่นเมียไอ้หมีนี่หว่า” ​ใครคนหนึ่ง​ตะโกนบอก ​เพราะ​ที่แรกยังสับสนว่า​ใคร​เป็นคน​ที่ตกลง​ไป ลุงเรืองออกมายืนตระหง่านตั้งแต่​เมื่อไรไม่มี​ใครรู้

“เฮ้ยลุงอย่าออกมาเกะกะ” ไอ้เด็กหนุ่มนั่นยังไม่วายหันมาโวยวายใส่ อย่างฉุนเฉียว เล็กจอมหงุดหงิด ก็ออกมายืน ร่วมวงด้วย

“นี่ ลุง ออก​ไปเกะกะ​เขาทำไม เมาก็เข้ามานี่” แกหัน​ไปมองเล็ก แล้ว​สแยะยิ้มน้อยๆ​ อย่างไม่แยแส หัน​ไปคว้า​เอาเชือกม้วนยาว​ที่ผูก​กับหลัก หัวเรือ แกมอง​ความมั่นคง​และแน่นหนาของเชือกจากนั้น​ หัน​ไปตะโกนบอกให้ นายท้ายเรือ เร่งเครื่องเข้าใกล้ ผู้โชคร้าย ในขณะ​ที่หนุ่มๆ​ หลายคนจดๆ​จ้องๆ​ รวม​ทั้งไอ้หมี ​ที่อยู่​บนหลังคาเรือนั่นด้วย เรือเร่งจนเข้าใกล้ ไม่วาย​ต้องโต้คลื่นลูกใหญ่ทำให้หลายคนเซ จนล้ม​ไปตามๆ​กัน ​แต่ลุงเรืองไม่ ​เป็นเช่นนั้น​ ยังยืนตระหง่าน ​เอาเชือกผูกเอว แกมอง​ไป​ที่หลักอีกครั้ง​เพื่อวัดระยะเชือก แล้ว​ไม่มี​ใครคาดคิด แกกระโจน พรวดลง​ไปสู่ วารีอันเชี่ยวกราก คลื่น ลูกใหญ่​กำลังโหมกระหน่ำ หลายคน อ่านใจแกออกบอกให้คนขับเบาเครื่องลงประคองเรืออย่างให้ห่างเกิน​ไปแกคว้าตัว หญิงสาว เมียเจ้าหมี​ได้จากทางด้านหลัง อย่างผู้ชำนาญการช่วยชีวิต คนตกน้ำ ทุกคนบนเรือระดมกันลากเชือก ดึง​ทั้งสองคนขึ้น​​ไป

เรือ ยังพาคนงาน เข้าเทียบข้างเรือใหญ่คราวนี้ไม่​ได้ขึ้น​บันไดเรือกันแล้ว​ คนงาน​ที่ขึ้น​​ไป​ได้ก่อนขับเครน หย่อนสลิงลงมา เบสยกเครื่องครัว ​พร้อมคนงาน​ที่เหลือขึ้น​​ไป คนตกน้ำถูกนำส่งกลับเข้าฝั่ง ​เพื่อ​ไปหาหมอ

...​...​.

สอง คืนผ่านพวก​เขายังอยู่​บนเรือใหญ่ งานยังไม่เสร็จสิ้นดี ตอนนี้ลุงเรืองไม่เมาแล้ว​ ​เพราะไม่มีเหล้ากิน เรือแม่ค้า ไม่กล้าออกจากฝั่งคลื่นลมจัดมาก​แต่การทำงานยังทำต่อ​ไป​ได้ ปลิวจินเต็งใหญ่ จัดการแบ่งงานตามหน้า​ที่สายคุ้ยสำหรับเก็บกวาดในเรือโป๊ะ ถูกแบ่งออก​เป็นสองสาย ลุงเรืองถูกแบ่งอยู่​สายกลุ่มผู้เฒ่าชราด้วยกัน สามคน อีกสาย มีเด็กหนุ่มยังไม่เบญจเพส คนหนึ่ง​ กลับชายหญิงสามีภรรยา วัยสี่สิบต้นๆ​ ​เมื่อเครนขนถ่ายสินค้าจากในเรือโป๊ะขึ้น​เรือใหญ่แล้ว​พวก​เขา​ต้อง​ไปเก็บกวาด ท้องเรือโป๊ะร่วม​กับรถแท็กเตอร์ ทีมแรก​เป็นทีมคนหนุ่มแข็งขัน ค่าแรงของการเก็บกวาด​เป็นแบบเหมา พวกคนหนุ่มจึงขยันขันแข็งทำงานว่องไวกว่า จึง​ได้เปรียบ​ได้​ไปหลายโป๊ะกว่า​แต่สายแกสายผู้เฒ่าผู้ยาก​ได้ค่าแรงแค่พอแรก เหล้า​ได้ ก็พอแล้ว​

คืน​ที่สองของการทำงาน มีโป๊ะ​ต้องเก็บกวาด​พร้อมกันถึงสี่โป๊ะ​ทั้งสองทีมลงงานไล่เลี่ยกัน ​ถ้าสายคนหนุ่มทำไวก็ขึ้น​มาเก็บอีกสองโป๊ะ​ที่เหลือ​ส่วนสายผู้เฒ่าคง​ได้โป๊ะ เดียว ​แต่ไม่​เป็นเช่นนั้น​ค่ำคืนนั้น​ คลื่นลมจัด คลื่นลมแรงอย่างหนัก โป๊ะโยกโอนเอน จนอยู่​กันไม่ไหว โป๊ะ​ที่ยังไม่​ได้ทำงานก็เรียกเรือมารับเข้าฝั่ง​เพราะอยู่​ข้างเรือใหญ่ไม่ไหว แล้ว​อาจ​จะกระแทกกันจนแตก ​และล่ม​ได้ ​แต่โป๊ะ​ที่ใกล้เสร็จก็อยากให้เสร็จๆ​​ไป​เพื่อ​จะ​ได้เข้า​ไปแล้ว​ไม่​ต้องออกมาอีก สายคนหนุ่มสู้ไม่ไหว อ้วกแตกกันคาโป๊ะ จึงขอขึ้น​กลางคัน สายผู้เฒ่าทะเล ไม่สะทกสะท้านต่อคลื่นลม เหล่านี้พวก​เขา ​และเก็บกวาดโป๊ะ​ที่เหลือกินอย่างสบายอารมณ์ จึง​เป็น​ที่ภูมิใจของจินเต็งใหญ่

“เห็น ไหมกูบอกพวกมึงแล้ว​ อย่าดูถูก สายผู้เฒ่าของกู นี่แหละ​เว้ย อย่าดูถูกเฒ่าทะเล” ปลิว เอ่ยคุย​กับคนงานอย่างภาคภูมิใจ ​ถ้าวันนี้ สายผู้เฒ่าไม่ลง​ไปทำงานให้งาน​ต้องล่าช้าออก​ไปอีก มากแล้ว​บริษัทก็คงเล่นงาน​เขาแน่ๆ​

...​...​...​...​..

งานเสร็จ แล้ว​รถส่งถึงบ้าน​ที่ย่านสมุทรปราการ วันรุ่งขึ้น​ปลิว คิดเงิน ค่าแรงให้ทุกคนทันที ลุงเรืองเหลือเงิน พันกว่าบาท​นับว่า​เป็นค่าแรงมาก​ที่สุดแล้ว​ในหลายปีมานี้​ที่แกทำงาน​ได้มาใน​แต่ ละเ​ที่ยว ​เพื่อนฝูงร่วมศาลาวัดด้วยกัน จึง​ได้เครื่องดื่ม สำหรับ​ความสุข กันอย่างเต็มคราบ ทิดหมี เดินเข้ามาขอร่วมแจม​กับแก แกเชิญให้กินอย่างยินดี ทิดหมีขอบคุณลุงเรือง​ที่ช่วยเหลือเมียของ​เขา ​แต่ลุงเรืองเห็นว่า​เป็นเรื่อง​เล็กน้อยอย่า​ไปใส่ใจ

แล้ว​ทุกคนก็ดื่ม กินกันจนดึกดื่น 40 ดีกรีสี่ขวด​เป็นเงินไม่มากนักลุงเรืองยังเหลือเงินอีกมากแกแบ่งของแก​เอาไว้ ​ได้กินอีกหลายวัน หมีเริ่มเมา ทุกคนเริ่มเมา

“ลุงนี่เสือกไม่เข้าเรื่อง​นะ” ​ความเมาของทิดหมีเริ่มขึ้น​

“อะไร​ของมึงวะ”

“กูรำคาญมัน​จะแย่ อยากให้มันตายๆ​​ไปซะ ไอ้เรืองมึงก็ดัน​ไปช่วยมันไว้อีก”

“อ้าว เฮ้ยไอ้หมีมึงพูดก็ไม่ถูก ตาเรืองอุตส่าห์ช่วยชีวิตเมียมึงไว้เชียวนะ” ​ใครคนหนึ่ง​​ที่แก่ชรา จนไม่​สามารถ​ไปทำงาน​ได้แล้ว​ ​และ​ได้ร่วมกินน้ำพักน้ำแรงของลุงเรือง อยู่​ด้วย ต่อว่าทิดหมีผู้มีร่างกายกำยำใหญ่โต ในวัย แค่สี่สิบต้น ๆ​ ​เป็นนักเลงหัวไม้มานานด้วย​ความ​ที่ร่างกายใหญ่โต จึง​เป็น​ทั้ง​ที่เกรงขาม ​และรังเกียจ ของผู้คนในชุมชนอยู่​มาก

“มึง​จะเสือกอะไร​ด้วยไอ้แก่ กูคุย ​กับไอ้เรือง” ทิดหมีเริ่มเมาหนักขึ้น​ หลายคนเห็นท่าไม่ดี เรืองเองก็เมาหนัก แล้ว​จึงตัด​ความรำคาญเดินหนีออก​ไป ​แต่​เขา​จะ​เอาเหล้า​ที่เหลืออยู่​ครึ่งขวดของ​เขา​ไปด้วย

“เฮ้ย ​จะ​ไปไหนก็​ไป ​แต่เหล้าห้าม​เอา​ไปนะโว้ย” ลุงเรืองไม่รู้​จะทำอะไร​​ได้ก็เลย​​ต้องยอมให้​ทั้งๆ​​ที่เสียดายอย่างมาก​แต่แกคิด ว่าเงินในกระเป๋าแกยังมีอีกเยอะ​และทิดหมีก็ดูขึงขัง​เอาจริงเสียเหลือเกิน แกจึง​ได้ ตัดใจ

เสียงไก่ขัน ​พระภิกษุสงฆ์ เริ่มออกบิณฑบาต ทิดหมียังนอนเกลือกกลิ้งอยู่​ตรงนั้น​ ลุงเรืองตื่นขึ้น​มา ​พร้อม​กับ​ความกระหายอยากเติมดีกรี เสีย​แต่เช้า​นี้ คลำๆ​ดูรอบตัว ไม่เห็นมีเหล้าอยู่​มอง​ไป​ที่ทิดหมีเหล้าก็หมดเกลี้ยงแล้ว​ คลำกระเป๋าเงินว่า​จะ​เอาเงิน​ไปหาซื้อขวดใหม่มา ​ใช้ล้างหน้าเสียหน่อย​

“เฮ้ยเงินกูหาย​ไปไหนหมดวะ” แกโวยวายขึ้น​มาทันที ผู้เฒ่าผู้นอนเคียงข้าง​กับแกมาตลอด ผงกหัวขึ้น​มา

“กู ว่าแล้ว​ ​เมื่อคืนเห็นไอ้หมีมันมาคลำๆ​ ตัวมึงอยู่​แล้ว​หายออก​ไปสักพัก ก็ถือขวดเหล้ามาอีกขวด” คนพูดผงกหัวขึ้น​มาพูดแล้ว​ล้มตัวลงนอนต่อ แก​ได้ฟังดังนั้น​แล้ว​จึงว่า​เป็น​ใคร​ไปไม่​ได้ ​ต้อง​เป็นไอ้หมี ไอ้คนเนรคุณนี่แน่ๆ​เลย​ เดินปรี่ๆ​ เข้า​ไปถึงตัว​ใช้เท้าสะกิด ๆ​ ไอ้หมีลุกขึ้น​นั่ง​แต่ยังสะลึมสะลืออยู่​ “อะไร​ของแกอีกตาเรือง อยากมีเรื่อง​หรือไงวะ” มันยังนั่งกึ่งหลับกึ่งนั่งโงนเงน​ไปมา ลุงเรืองก้าว​ไปคว้าไม้ หน้าสาม จากข้างศาลาขึ้น​มา​ได้ เดินอ้อม​ไปข้างหลัง แกหวดแบบสุดแรง​ที่แกมี ไม่กี่​ที่ร่างของไอ้หมีก็ชัก กระตุกอยู่​ตรงนั้น​

แก ​เอาไม้​ไปโยนทิ้งน้ำแล้ว​ล้มตัวลงนอน เหมือนเดิม สายมากแล้ว​นั่นแหละ​ ตำรวจถึงมา มาตรวจร่างกาย ของคนตาย แกยังคงนอนอยู่​แกล้งทำ​เป็นเมานอนหลับไม่รู้เรื่อง​อยู่​ไม่ห่าง ​ใครบางคนบอกตำรวจว่า​เป็นฝีมือแก​ที่ทำ

“เฮ้ยอย่ามาบ้า แก่​จะตายใกล้เข้าโลงอยู่​แล้ว​ เดิน​จะเดินไหวหรือเปล่านั่น” ตำรวจไม่เชื่อว่าลุงเรือง​เป็นคนทำ ​และไม่​ได้ตามสืบอะไร​มากมาย​ ไอ้หมีตายแบบศพไร้ญาติ เมียมันก็ไม่ยอม​ไปรับศพ ลุงเรืองเดินทาง​ไปทำงานอีกครั้ง แล้ว​ไม่กลับมาอีกเลย​ แกไม่​ได้ตาย​แต่แค่หาวัดอยู่​ใหม่แถว ศรีราชา เท่านั้น​เอง ​และยังทำงานเรือเหมือนเดิม วันหนึ่ง​มีคน​ได้ยินแกว่า “เจ็บใจ​ที่ตีผิดคน” ​เพราะแกรู้ทีหลังว่าทิดหมีไม่​ได้​เป็นคน​เอา​ไป ...​...​...​...​.

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3280 Article's Rate 0 votes
ชื่อเรื่อง วีรกรรมเฒ่าทะเล
ผู้แต่ง นพ ณ กันยา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กันยายน ๒๕๕๒
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๖๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : เดียว ยูนิคฯ [C-16267 ], [58.137.113.50]
เมื่อวันที่ : 14 ก.ย. 2552, 17.09 น.

อ่านสนุกมากเลย​ครับ​พี่เอ อาจมีคำผิดอยู่​บ้าง ​แต่รู้สึกอิน ​กับเนื้อเรื่อง​​และเห็นภาพของตัวละครชัดเจนครับ​ ​ได้รู้ภาษา ​ที่​ใช้บนเรือ ​จะคอยติดตามงานเขียนของพี่เอครับ​ สู้ๆ​ ครับ​ ​เป็น​กำลังใจให้ครับ​ผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุงเปี๊ยก [C-16347 ], [115.67.34.43]
เมื่อวันที่ : 02 ต.ค. 2552, 10.33 น.

ตามอ่านถึงวันนี้ ผมคิดว่าผู้เขียนมีฝีมือ ​แต่ละเรื่อง​​ที่นำมาเล่า​เป็นเรื่อง​น่าสนใจ​ทั้งสิ้น น่าเสียดาย​ที่ไม่สนใจ​จะเขียนอย่างจริงจัง อ่านดูรู้ว่าเขียนแบบลวก ๆ​ ไม่ยอมตรวจทาน ​แต่เรื่อง​ก็ยังคงสนุกอยู่​ดี ​ถ้าตั้งใจปรุงจริง ๆ​ น่า​จะสร้างผลงานชั้นเลิศ​ได้

งานทุกอย่าง​ต้องทำด้วย​ความรัก​และเคารพในงานนะครับ​ ​แม้​จะ​เป็นเพียงงานอดิเรก ไม่สร้างราย​ได้อะไร​ก็ตาม ผู้​ที่บังเอิญผ่านมาอ่าน​จะ​ได้อ่านด้วยหัวใจ​ที่เคารพผู้เขียน​ได้

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Thongmarine [C-16348 ], [115.67.0.150]
เมื่อวันที่ : 02 ต.ค. 2552, 12.03 น.

ขอบคุณ ลุงเปี๊ยก ครับ​ ​ที่ให้คำแนะนำ ​และผม​จะพยายามปรับปรุงมันให้ดีขึ้น​ครับ​

​จะใส่ใจให้มากขึ้น​กว่านี้ ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น