นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๒
ครั้งสุดท้ายที่ออกไป – Hpw he left the Hotel
กัลปจันทรา
...ครั้งสุดท้าย​​ที่ออก​​ไป -- ผู้แปล "กัลปจันทรา" จากเรื่อง​​ How He left the Hotel- ของ Louisa Baldwin ผมเคยทำงาน​​เป็นพนักงานในลิฟต์ขึ้น​​ลงในโฮเต็ลใหญ่แห่...
ครั้งสุดท้าย​ที่ออก​ไป -- ผู้แปล "กัลปจันทรา"
จากเรื่อง​ How He left the Hotel- ของ Louisa Baldwin


ผมเคยทำงาน​เป็นพนักงานในลิฟต์ขึ้น​ลงในโฮเต็ลใหญ่แห่งหนึ่ง​​ที่ชื่อว่า "เอ็มไพร์ โฮเต็ล" ...​ครับ​ ใช่แล้ว​ ตึกใหญ่​ที่เห็นอยู่​มุมถนน...​​เป็นตึกสร้างด้วยอิฐสีขาว​และแดง ​เป็นริ้วๆ​ราว​กับหมูเค็มเบคอนนั่นแหละ​ครับ​ ​เป็นโรงแรม​ที่มีคนมาพัก​เป็นหลายๆ​เดือนเหมือนอพารต์เมนต์ ตอนนั้น​ผมเพิ่งออกจากการ​เป็นทหารเกณฑ์​ไปหลังจากทำงานด้วยดี​ได้ยศตอนออกทหารมาหลายขีด ​ที่​ได้งานนี้ก็​เพราะอย่างนี้ครับ​ โรงแรมหรือโฮเต็ลแห่งนี้ เจ้าของ​และผู้บริหารเคย​เป็นนายทหารมาก่อน มีเงินมากมาย​ไม่รู้​จะทำอะไร​เลย​สร้างโรงแรมขึ้น​ ผู้พันเก่าของผม​เป็นชาย​ที่อุปนิสียดี​ถ้าไม่มี​ใครกวนอารมณ์ ​และท่านก็เหมือนนายทหารคนอื่น​ที่​ต้องมีอะไร​ทำ ดังนั้น​จึง​เป็นผู้บริหารคนหนึ่ง​ในโรงแรมแห่งนี้ ​เมื่อผมเข้า​ไปของานทำ ท่านก็ว่า "เจ้าโมลเอ๊ย จังหวะดีจริงๆ​ว่ะ ​ไป​เป็นพนักงานลิฟต์ของโรงแรมใหญ่ของเราก็แล้ว​กัน ฉันเพิ่งให้คนเก่าออก ตอนนี้แก​ไปทำหน้า​ที่นั้น​​ได้เลย​"

ผมชอบงาน​และเงินเดือนก็น่าพอใจ อยู่​ทำงานนั้น​​เป็นเวลาปีหนึ่ง​ ​และก็คงทำงานจนถึงวันนี้​ถ้าไม่มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น​เสียก่อน ...​​แต่​จะไม่เล่าแบบโยกโย้นะครับ​ ลิฟต์ในโรงแรมนี้​เป็นชนิด​ใช้เครื่องไฮดรอลิค วิ่งขึ้น​ลงเรียบราบดี​เป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่อย่างกรงขังนกแก้ว​ที่ขึ้น​ลงปรูดปราด เขย่าสะเทือนจนหัวสั่นหัวคลอนนะครับ​ อย่างนั้น​ผมก็คงไม่กล้าเสี่ยงเหมือนกัน ​ที่จริงลิฟต์นี้ไม่​ต้อง​ใช้ผู้ชายตัวใหญ่​เป็นพนักงานก็คง​ได้ ให้เด็กทำก็พอแล้ว​ ​เพราะว่า​เป็นลิฟต์​ที่มีคุณภาพเยี่ยม ปลอดภัยราว​กับอยู่​บนพื้นดินไม่มีผิด ​และภายในก็ไม่​ได้ปิดป้ายโฆษณาเต็ม​ไปหมดอย่างลิฟต์​ที่อื่นๆ​ ​แต่เราติดกระจก​ไปรอบๆ​​เพื่อให้หญิง​ทั้งหลาย​ที่​แต่งตัว​พร้อมสำหรับยามค่ำคืน ​ได้มีโอกาสจัดผม ทำสีหน้าให้ดี ใน​ระหว่าง​ที่ผมพาพวก​เขาลง​ไปข้างล่าง ​ไป​ที่ห้องโถง ในห้องโถงนี้ มีหมอนกำมะหยี่สีแดงก่ำวางไว้บนก้าวอี้ยาว หมอนรองนั่งเหล่านี้​เป็นชนิด​ที่อ่อนนุ่มให้ผู้คน​ได้นั่งพัก เหล่าแขกของโรงแรมแค่หย่อนก้นลง​ที่หมอนเหล่านี้ ก็​จะรู้สึกเสมือนนั่งบนก้อนเมฆ​ที่ล่องลอยนุ่มนวลราวนก​ที่บินในอากาศ

ผู้มาเยือนหรือผู้อยู่​อาศัยในโรงแรมแห่งนี้​ใช้ลิฟต์ทุกคนตาม​ความจำ​เป็น​เพื่อ​จะขึ้น​ลง บางคน​เป็นชาวฝรั่งเศส ​และเรียกลิฟต์ว่า "แอสซองเซอร์" ​และเราก็เข้าใจตามภาษานั้น​ ​แต่ชาวอเมริกันนี่สิครับ​...​พูดภาษาอังกฤษ​และรู้วิธี​จะพูด​เป็นภาษาอังกฤษจริงๆ​​ถ้า​ต้องการ ​แต่พวก​เขานะครับ​​ต้องหาคำ​ที่ต่าง​ไปให้​ได้ ​ต้องให้ไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมือง​เขา ​และดันเรียกลิฟต์ว่า "เอเลเวเตอร์" ให้แปลกจากชาวอังกฤษอย่างนั้น​แหละ​ ผมไม่เข้าใจพวกนี้นัก...​

​ระหว่างเ​ที่ยงวันถึงเ​ที่ยงคืน ​เป็นกะงานของผม ​ซึ่ง​เป็นเวลา​ที่ผู้คน​ที่​ไปดูการแสดงหรือภาพยนตร์หรือรับประทานอาหารค่ำ​จะกลับเข้ามา ​และ​ถ้ามาเกินเ​ที่ยงคืนก็​ต้องเดินขึ้น​บันได​ไปเอง​เพราะลิฟต์หยุดตอนเ​ที่ยงคืน ตอนเช้า​ชายพนักงานช่วยยกกระเป๋าทำหน้า​ที่ในลิฟต์จนถึงเวลา​ที่ผมเข้ามาทำงาน ​แต่ก่อนเ​ที่ยงนั้น​ไม่ค่อยมีเหตุการณ์อะไร​หรอกครับ​ โน่นละครับ​ จนกว่า​จะถึงสักบ่ายสองโมงถึง​จะคึกคักขึ้น​ ตอนนั้น​​จะงานยุ่งจริงๆ​ คนขึ้น​ คนลงอยู่​ตลอดเวลา ​ได้ยินเสียงระฆัง​ที่ดัง​แต่ละชั้นดังก้องเรียกลิฟต์อยู่​ตลอดเวลาราว​กับโรงแรม​กำลังถูกไฟไหม้เลย​ละ กว่า​จะเงียบลงหน่อย​ก็​เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำเริ่ม ตอนนั้น​ผมพอ​จะ​ได้นั่งพักในลิฟต์​และอ่านหนังสือพิมพ์บ้าง ​แต่ห้ามสูบบุหรี่นะครับ​ สูบบุหรี่ในลิฟต์ไม่​ได้​ทั้งนั้น​แหละ​ครับ​...​ไม่ว่า​ใคร ดังนั้น​ผม​ต้องขอร้องสุภาพบุรุษ​ทั้งหลายไม่ให้สูบด้วย ตามปกตินั้น​นะครับ​ สุภาพบุรุษชาวอังกฤษนั้น​​เขาทราบกันดีไม่​ต้องบอกกันอยู่​แล้ว​ ไม่เหมือนชาวต่างชาติ​ซึ่งทำราว​กับบุหรี่ซิการ์นั้น​ติดกาวอยู่​​ที่ปากเลย​เชียว

ผมจำหน้า​แต่ละคน​ได้​เป็นอย่างดี​เพราะชอบสังเกต​และมีนิสัย​ที่จดจำหน้าคน​ได้ดี ​และแขกเหล่านี้แทบ​จะไม่จำ​เป็น​ต้องบอกว่า​จะ​ไปชั้นไหนในครั้ง​ที่สองเลย​ ผมรู้จักแขกเหล่านี้​และรู้ว่า​เขา​ต้องการ​ไปชั้นไหนดีเท่าๆ​​กับเจ้าตัวรู้เลย​นะครับ​

ตอนเดือนพฤศจิกายนนั้น​ ผู้พัน​ที่ชื่อว่า "เคอลินัล แซกบี" ย้ายเข้ามาอาศัยในโรงแรมของเรา ผมจำ​เขา​ได้แม่นยำ ​เพราะกิริยามารยาทนั้น​แสดงให้เห็นว่าเคย​เป็นนายทหารมาก่อน ​เขามีรูปร่างสูงผอม อายุราวๆ​ ห้าสิบปีกว่าๆ​ จมูกงุ้ม ​และดวงตาฉลาดเฉลียว มีหนวดสีเทา ​และเดินด้วยกิริยาแข็งทื่อ​เพราะมีแผลเก่า​ที่เข่าจากกระสุนปืน ​แต่​ที่สังเกต​ได้ง่าย​ที่สุด​คือ รอยแผล​เป็น​ที่ถูกดาบปาดกลางหน้าของ​เขา ​เมื่อเห็นครั้งแรก ตอน​เขาออกจากลิฟต์​ที่ชั้นสี่ ผมคิด​กับตัวเองว่า นายทหาร​แต่ละคนช่างต่างกันนัด ผู้พันแซกบีทำให้ผมนึกถึงเสาโทรเลข​เพราะสูง​และผอม ​แต่ผู้พันของผมนั้น​ทำให้นึกถึงถังบาร์เรลใส่ของเหลวเดิน​ได้ในเครื่องแบบ ​แต่ต่างก็​เป็นนายทหาร​ที่กล้าหาญ ​และ​เป็นสุภาพบุรุษ ผู้พันแซกบีมีห้องพักอยู่​​ที่เลข​ที่ 210 ​เป็นห้องตรงข้าม​กับประตูกระจก​ที่​จะเปิด​ไปทาง​ที่เข้าลิฟต์​ได้ ​และทุกครั้ง​ที่ลิฟต์เลื่อนถึงชั้นสี่ ผม​จะเห็นห้องเลข​ที่ 210 ตรงหน้าทุกครั้ง​ไป ผู้พันเคย​ใช้ลิฟต์ขาขึ้น​แทบทุกวัน ​แต่ไม่​ได้ลงมาทางลิฟต์นะครับ​จนกระทั่งวันหนึ่ง​...​ ผม​กำลัง​จะเล่าถึงตรงนั้น​แล้ว​นะครับ​ บางครั้ง​เมื่อไม่มี​ใครอยู่​ในลิฟต์ผู้พันก็พูดคุย​กับผมบ้าง ​แต่​จะว่าผมสะดวก​ใจในการสนทนา​กับผู้พันไม่​ได้นะครับ​ ​เพราะ​เขามีท่าทางหยิ่งไม่ค่อยอยากสนทนา​กับชาวบ้านนัก มีลักษณะราว​กับว่ามีโลก​ส่วนตัวตลอดเวลา ​และไม่เคยเลย​​ที่​จะนั่งในลิฟต์ไม่ว่าลิฟต์​จะว่างหรือไม่ ​เขายืนแข็งตรงแน่วตลอดเวลาตรงกลางใต้ดวงไฟ​ที่ส่งแสง​ต้องใบหน้าซีดมีรอยแผล​เป็นของ​เขา

วันหนึ่ง​ในเดือนกุมภาพันธ์ ผมไม่​ได้พาผู้พันขึ้น​​ไปชั้น​ที่สี่ ตามปกติผู้พันขึ้น​ลิฟต์​เป็นเวลาเดียวกันสม่ำเสมอทำให้ผมนึกแปลกใจว่าทำไมไม่เห็นผู้พัน​ใช้ลิฟต์เลย​ ​และก็ปลอบใจตัวเองว่าคงไม่อยู่​...​ออก​ไปนอกเมือง​และก็ไม่ติดใจ​ที่​จะถาม​ใคร ​เมื่อลิฟต์หยุด​ที่ชั้น​ที่สี่ ผมก็มองเห็นห้อง 210 อย่างทุกครั้ง​และเห็นว่าประตูห้อง​ที่ตามปกติผู้พัน​จะเปิดแง้มไว้นั้น​ ปิดสนิท ทำให้ผม​ต้องทำไต่ถามให้แน่ใจว่าผู้พันออก​ไปนอกเมือง ​แต่ใน​ที่สุดตอนปลายสัปดาห์ หญิงทำ​ความสะอาดห้องก็บอกว่าผู้พันแซกบีป่วยหนัก อ๋อ...​เข้าใจแล้ว​ว่าทำไมไม่​ใช้ลิฟต์ ผมบอกตัวเอง

คืนนั้น​​เป็นคืนวันอังคาร ​และ​เป็นค่ำคืน​ที่งานของผมยุ่งมากๆ​ มี​แต่คน​ต้อง​ใช้ลิฟต์อยู่​ตลอดเวลา ​และ​เมื่อแว่วนาฬิกาเริ่มตีบอกเวลาเ​ที่ยงคืน ผม​กำลังเตรียม​พร้อม​ที่​จะปิดไฟ​และใส่กุญแจลิฟต์ให้เรียบร้อย​ ​และ​จะ​ไปฝากกุญแจไว้ให้นายคน​ที่​ต้องทำงานตอนเช้า​ ​ที่สำนักงานอย่างตามปกติ ​แต่ผม​ได้ยินเสียงกดกริ่งเรียกลิฟต์ดังก้อง ​และ​เมื่อผมดู​ที่แผงก็เห็นว่า มีคนกดกริ่งเรียกลิฟต์จากชั้น​ที่สี่ นาฬิกาตีครั้ง​ที่สิบสอง​เมื่อผมเข้า​ไปในลิฟต์ ​ระหว่าง​ที่ผ่านขึ้น​​ไป​ที่ชั้น​ที่สอง​และชั้น​ที่สาม ผมถามตัวเองว่า "​ใครนะ​ต้องการลิฟต์ดึกดื่นอย่างนี้?" ​และคิดว่าคง​เป็นแขก​ที่ไม่​ได้อยู่​​ที่นี้เลย​ไม่รู้กฎของการ​ใช้ลิฟต์ ​แต่​เมื่อผมถึงชั้น​ที่สี่ เห็นผู้พันแซกบีอยู่​ในชุดเสื้อนอกโค้ตเครื่องแบบนายทหาร เห็น​ได้ว่าทางทางด้านหลังของ​เขาประตูห้องของ​เขายังปิดสนิท​และตอนนั้น​เอง​ที่ผมจำ​ได้ว่า หญิงทำ​ความสะอาดบอกว่า ผู้พันป่วยมาก​ต้องนอนตลอดเวลา ​และตอนนั้น​สีหน้าของผู้พันก็ซีดอย่างคนป่วยหนัก ​แต่​เขาสวมหมวก แล้ว​ชาย​ที่ป่วยหนัก ไม่​ได้ออก​ไปไหนตั้งสิบวัน​จะออก​ไปท่ามกลาง​ความหนาวเย็นของหน้าหนาวอย่างนี้ทำไม? ​เขาทำราว​กับมองไม่เห็นผม ​แต่​เมื่อผม​พร้อม​จะเลื่อนลิฟต์​เขา​ไปยืนอยุ่กลางห้องลิฟต์อย่างเคย ใต้แสงไฟ ​แต่มีหมวกบังทำให้มองไม่เห็นดวงตา ​แต่แสงไฟก็ส่องให้เห็นริมฝีปาก​ที่ซีดจัด ​แต่รอยแผล​เป็นบนใบหน้านั้น​ยิ่งซีดกว่า

"ดีใจ​ที่ท่านค่อยยังชั่วครับ​" ผมเอ่ยขึ้น​ ​แต่​เขาไม่ตอบอะไร​เลย​ ​และผมก็ไม่สบายใจนักจนไม่อยากมอง​เขาอีกครั้ง ผู้พันยืนแข็งทื่อราว​กับรูปปั้น รูปปั้น​ที่สวมเสื้อนอกเครื่องแบบนายทหาร ​และผมก็โล่งใจมาก​เมื่อพา​เขามาถึงชั้นล่าง เสียที รีบเปิดประตูลิฟต์ออก​และ​เขาก็ก้าวผ่านผมออก​ไปตรง​ไป​ที่ประตูหน้า ขณะ​ที่ผมยกมือตะเบะให้

"ท่านผู้พัน​จะออก​ไปข้างนอก" ผมหัน​ไปบอกพนักงานช่วยขนกระเป๋าคนหนึ่ง​ชื่อ "โจ" ​ที่ยืนจ้องมาทางผม ​และ​เขาก็เปิดประตูหน้าให้ผู้พัน แซกบี ออก​ไปสู่ถนน​ที่เต็ม​ไปด้วยหิมะ
"แหม...​แปลกจริง" พนักงานคนนั้น​กล่าวขึ้น​
"แปลกจริงน่ะแหละ​" ผมตอบ "ฉันไม่ชอบท่าทางของผู้พันเลย​ ไม่ใช่ท่าทางคนปกตินะ ​เขาป่วย​ต้องนอนอยู่​ตั้งนานแล้ว​นะ ดูสิออก​ไปคืน​ที่อากาศแย่อย่างนี้ทำไมก็ไม่รู้"
"​แต่ก็สวมเสื้อโค้ตหนานี่นะ คงอุ่นพอละ คงไม่​ได้​ไปงานเต้นรำหรูหราดอกนะ เลย​สวมเสื้อโค้ตหนาหุ้มเสื้อผ้าไว้" พนักงานคนนั้น​พูดต่อ หัวเราะนิดๆ​ด้วยท่าทางประหม่าไม่สบายใจ เรา​ทั้งสองรู้สึกประหลาดลึกๆ​​แต่ไม่อยากบอกเล่าแก่กัน ขณะ​ที่เราพูดกันนั้น​ เสียงเรียกลิฟต์ดังขึ้น​ก้องใน​ความเงียบ
"เฮ้ย...​ไม่น่า​จะมีคน​ต้อง​ใช้ลิฟต์แล้ว​นะ" ผมพูดขึ้น​ ปิดไฟลิฟต์​เมื่อนายโจเปิดประตูให้สุภาพบุรุษสองคน​ที่ผมบอก​ได้ว่า​เป็นแพทย์ คนหนึ่ง​ผอมสูง ​และอีกคนหนึ่ง​เตี้ยท้วม ​ทั้งสองก้าวมาทางลิฟต์

"ขอประทานโทษครับ​ มีกฎไม่ให้​ใช้ลิฟต์หลังเ​ที่ยงคืนครับ​"
"เหลวไหลน่ะ" สุภาพบุรุษคนเตี้ยกล่าว "เพิ่ง​จะผ่านเ​ที่ยงคืนมาไม่กี่นาที ​และนี่ก็เรื่อง​นี้สำคัญ เกี่ยว​กับ​ความ​เป็น​ความตายนะ พาเรา​ไปชั้น​ที่สี่เดี๋ยวนี้เลย​" ​และ​ทั้งสองก็ก้าวเข้ามาในลิฟต์ ผมก็เลย​​ต้องพาขึ้น​​ไป​และหยุด​ที่ชั้น​ที่สี่ ​เมื่อเปิดประตูลิฟต์ให้ ​เขา​ทั้งสองรีบร้อนเดิน​ไป​ที่ห้องเบอร์ 210 ทันที ​ที่หน้าห้องมีนางพยาบาลคอยอยู่​แล้ว​ ​และนายแพทย์คนเตี้ยถามว่า "อาการคงไม่​ได้เปลี่ยน​เป็นเลวลงนะ?"
​และผม​ได้ยินเธอตอบว่า "คนไข้เพิ่งเสียชีวิต​ไป​เมื่อห้านาทีนี่เองค่ะ​ คุณหมอ"
ผมอดพูดไม่​ได้​ทั้งๆ​​ที่ไม่ใช่หน้า​ที่ของผม "คงมีอะไร​​ที่เข้าใจผิดสักอย่างแล้ว​ครับ​ ผมเพิ่งส่งผู้พันลง​ไปข้างล่าง​เมื่อกี้นี้เอง ตอนนาฬิกาตีครั้ง​ที่สิบสอง ​เขาเดินออก​ไปข้างนอก"

นายแพทย์หันมามองผม ตอบเสียงแข็งว่า "คงไม่ใช่แน่ คง​เป็นคนอื่น​ที่นายคิดว่า​เป็นผู้พันแน่นอน"
"ขออภัยเถิดครับ​ สุภาพบุรุษ​ทั้งสอง คน​ที่ผมเพิ่งพาลง​ไป​เป็นผู้พันแซกบีแน่ครับ​ ​และนายโจพนักงานขนกระเป๋าข้างล่างก็เปิดประตูให้​เขาออก​ไปข้างนอกด้วย เรา​ทั้งสองรู้จักท่านผู้พันดีครับ​ ​เขา​แต่งเครื่อง​แต่งกายสำหรับตอนค่ำ ทับด้วยเสื้อคลุมทหารด้วย"
"งั้นเข้ามาดูเองก็แล้ว​กันค่ะ​" นางพยาบาลบอกผม

ผมเดินตามนายแพทย์สองคนเข้า​ไปในห้องเลข​ที่ 210 บนเตียงมีผู้พันนอนอยู่​ หน้าตาเหมือน​ที่ผมเห็น​เมื่อครู่ในลิฟต์ ​แต่ ​พระเจ้าช่วย...​​เขา​กำลังนอนตายอยู่​บนเตียง มีเสื้อคลุมทหารคลุม​เขาอยู่​​เพื่อป้องกัน​ความหนาว ​แต่​เขา​จะไม่รู้สึกอุ่นหรือหนาวอีกต่อ​ไปแล้ว​ คืนนั้น​ผมนอนไม่หลับ​ทั้งคืน ผมนั่งอยู่​​กับนายโจ คาดว่าผู้พันแซกบี​จะกลับมากดกริ่งเรียกให้เปิดประตู​เมื่อไหร่ก็​ได้ หลังจากวันนั้น​ ​เมื่อมีเสียงกริ่งเรียก ผม​จะมีเหงื่อไหลย้อยออกมาทีเดียว​และตัวสั่น ทุกครั้ง​จะ​เป็นอย่างนั้น​ ราว​กับเกิดขึ้น​ครั้งแรกไม่มีผิด ผม​และโจบอกผู้บริหารของเรา ​และถูกตำหนิว่าเรา​ทั้งสองฝัน​ไปเอง "พวกนายอย่า​ไปบอก​ใครล่ะ ​ถ้าบอกละ...​ตึกนี้ว่างภายในอาทิตย์เดียวแน่"

คืน​ต่อมาเราแอบ​เอาโรงศพขึ้น​​ไป ผม​กับผู้จัดการตึก​และสัปเหร่อแอบ​เอาใส่ลิฟต์ขึ้น​​ไปชั้น​ที่สี่ โรงศพวางขวางลิฟต์ เต็ม​ความยาวของลิฟต์เลย​ไม่เหลือพื้น​ที่สักนิ้วเดียว พวก​เขายกโรงศพ​ไป​ที่ห้อง 210 ​และผมก็รอพวก​เขาอยู่​ในลิฟต์ ตอนนั้น​​ความรู้สึกแปลกประหลาดเข้าสิงผมอย่างรวดเร็ว ​และประตูห้อง 210 ก็เปิดอย่างช้าๆ​ ชายสี่คนประคองรองศพออกมาตามทางเดิน ​เอามาวางหน้าลิฟต์ด้วย​เอาด้านปลายเท้าศพชี้มาตรงหน้าลิฟต์ ​และผู้จัดการหันมามอง​เป็นทำนองให้ผมช่วย
"โอ๊ย...​ผมทำไม่​ได้ครับ​" ผมตะกุกตะ​กับบอกผู้จัดการ "ผม​เอาผู้พันลง​ไปอีกไม่​ได้แล้ว​ ผม​เอา​เขาลง​ไป​เมื่อเ​ที่ยงคืนก่อนนี้แล้ว​ พอแล้ว​ละครับ​"
"ช่วยผลักโรงศพเข้าลิฟต์หน่อย​" ผู้จัดการผมไม่ฟังผมเลย​ สั่งเสียงเฉียบขาด ​และคนอื่นก็ผลักโรงศพเข้ามาในลิฟต์จน​ได้ ผู้จัดการ​เป็นคนเข้ามาในลิฟต์​เป็นคนสุดท้าย​และ​เขาปิดประตูลิฟต์สั่งว่า "โมล นายคง​จะทำงานในหน้า​ที่นี้​เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว​นะ ท่าทางนายบอก"

​และนั่น​เป็นครั้งสุดท้าย​ที่ผม​จะทำงาน​ที่โรงแรม "เอ็มไพร์ โฮเต็ล" ไม่มีทาง​ที่ผม​จะทำต่อ​ที่นั่นหลังจากเรื่อง​อย่างนั้น​เกิดขึ้น​ ถึง​เขา​จะขึ้น​เงินเดือนให้​เป็นสองเท่าก็ไม่ทำครับ​ นายโจ พนักงานขนกระเป๋ากะกลางคืน​กับผมออกจากงาน​พร้อมๆ​กัน.

จบ

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3138 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง ครั้งสุดท้ายที่ออกไป – Hpw he left the Hotel
ผู้แต่ง กัลปจันทรา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๒
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องแปล
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๕๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-15579 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 23 มี.ค. 2552, 19.04 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-15614 ], [193.134.192.254]
เมื่อวันที่ : 27 มี.ค. 2552, 17.33 น.

ขอบคุณค่ะ​ พี่กัลป์ฯ ​ได้อ่านเรื่อง​สั้นดี ๆ​ อีกแล้ว​ สงสารพนักงานลิฟต์จัง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : add [C-15908 ], [117.47.195.1]
เมื่อวันที่ : 08 ก.ค. 2552, 20.21 น.

สวัสดีค่ะ​พี่กัลป์

ผีฝรั่งก็สยองดีนะคะ​

Hpw he left the Hotel หมายถึง How ใช่ไหมคะ​?

แล้ว​ก็คำว่า โรงศพ ​ต้องเขียนว่า โลงศพ ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : PhilipUseri [C-19379 ], [46.161.9.40]
เมื่อวันที่ : 12 เม.ย. 2560, 03.05 น.

http://stemmeries.xyz <a href="http://stemmeries.xyz">norsk kasino</a> http://stemmeries.xyz - norsk kasino

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : Guestjuits [C-19404 ], [46.161.9.63]
เมื่อวันที่ : 21 ธ.ค. 2560, 21.49 น.

guest test post
<a href=" http://kioppoerk.com/ ">bbcode</a>
<a href="http://kioppoerk.com/">html</a>
http://kioppoerk.com/ simple

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น