นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑
พาแม่กลับบ้านนะลูก
สร้อยดอกหมาก
...ยายคงคิดถึงเถียงนากลางทุ่งกว้าง​​ที่มีลมโชยเฉื่อยฉิว มีเสียงกบเสียงอึ่งระงมร้องยามค่ำคืน​​ที่ฝนพรำ คิดถึงกอไผ่​​ที่เสียดส่ายไหวโอนตามแรงลม...
ตรงหน้าตึกร้างหัวมุมถนน ยายคนนั้น​ยังคงนั่งอยู่​​ที่เดิม

ยายในชุดผ้านุ่งไหมเก่า ๆ​ สีน้ำตาลอมเขียว​กับเสื้อคอกลมแขนสั้นสีขาวมอ ๆ​ ผมสีเงินแซมสีเทาสั้นเกือบติดหนังหัว ​และดอกเข็มสีแดงดอกจิ๋วในรู​ที่ติ่งหู​ทั้งสองข้าง ทำให้เดา​ได้ไม่ยากว่ายายมาจากไหน ข้าง ๆ​ ตัวยาย​คือตะกร้าไม้ไผ่สานใบเล็ก ๆ​ มีผ้าสีแดงคล้ำโผล่ให้เห็นพอมองออกว่า​เป็นผ้าเช็ดน้ำหมาก

เฉลาเห็นภาพนี้จนเจนตาชินใจ ราว​กับมัน​คือสิ่งเดียว​กับทุกอย่าง​ที่นั่น สี่แยก​ที่รถติด​เป็นแพ​ทั้งเช้า​สายบ่ายค่ำ ตึกร้างไร้ผู้คน ​และยาย​ที่สอดส่ายสายตาตามผู้คน​และรถรา​ที่ขวักไขว่

ยายไม่ใช่ขอทาน​ที่มานั่งรอเศษเงินจากผู้ใจบุญ ​ที่ ๆ​ ยายนั่งแทบ​จะไม่มีคนเดินผ่านเสียด้วยซ้ำ

...​...​.

"เฉลา นี่น้าหลวงนะ ฉลวยหาไม่แล้ว​"
นั่น​คือเสียงดังมาจากโทรศัพท์มือถือถูก ๆ​ ​ที่เธอซื้อมาให้ตัวเอง​และพี่สาว​เมื่อรับเงินเดือนเดือนแรก

"หา...​น้าหลวงเฉิมว่ายังไงนะ"
เอ๊ะ ฝันหรือว่าตื่นอยู่​หรือนี่ เธอยกมือขึ้น​ลูบหน้าขับไล่​ความง่วงงุน พยายามรวบรวมสติให้อยู่​​กับปัจจุบัน

"พี่ฉลวยของเอ็งตายเสียแล้ว​ลูก ​เมื่อกี้นี่เอง"
เสียงของน้าชายต่ำพร่า ย้ำว่าเธอไม่​ได้ฝัน ​แต่ทำไมล่ะ ทำไมพี่สาวคนเดียวของเธอถึงตาย ก็พี่​เขายังสาว ยังแข็งแรง

"งูกัดลูกเอ๋ย พา​ไปหาหมอไม่ทัน ดำหมด​ทั้งตัวเลย​"
เสียงน้าชายบอกต่อ​ไปเหมือนรู้ว่าเธอ​จะถาม

"พรุ่งนี้มาเลย​นะลูก พี่ฉ่ำให้สวดสามวันแล้ว​เผา"
น้ายังคงพร่ำสั่งนู่นนี่​ที่เธอ​ต้องทำ แม่ว่าอย่างนั้น​หรือ อ้อ...​

"หนูขอพูด​กับแม่หน่อย​นะน้าหลวง"
เธอรวบรวมสติขึ้น​มา​ได้​เมื่อน้าชายเอ่ยถึงแม่ แม่​จะ​เป็นอย่างไรบ้าง​​เมื่อพี่ฉลวยมาจาก​ไปกะทันหันอย่างนี้

"โหล ๆ​" เสียงแม่ดังมาตามสาย "เหลาหรือลูก หลวยไม่มีแล้ว​ลูกเอ๋ย"
เสียงนั้น​สงบราบเรียบเหมือนพูดเรื่อง​ปกติธรรมดา​ที่เกิดขึ้น​ทุกวัน เฉลาฟังแล้ว​ใจชื้น แม่​เป็นอย่างนี้เอง ไม่มีอะไร​​ที่แม่หวาดหวั่น รวม​ทั้ง​ความตายของลูกในไส้ด้วยหรือ

"ทำไมล่ะแม่ ทำไมพี่​เขาถึงตาย​ได้ล่ะ"
เฉลาไม่​ได้เข้มแข็งอย่างแม่ ตั้งแต่เล็กจนโตเธอถูกเลี้ยงมาอย่างตัวเล็กของบ้าน ​เป็นลูกคนเล็กของแม่ ​เป็นน้องสาวคนเล็กของพี่ คำยืนยันของแม่ทำให้เธอกลัวจนตัวสั่น มือ​ที่ถือโทรศัพท์เย็นชื้นด้วยเหงื่อ น้ำตาทะลักทะลายออกมาเหมือนทำนบพัง

"​เขา​ไปรายเบ็ด​เมื่อหัวค่ำ แล้ว​ไม่กลับมาสักที แม่ก็เลย​ออก​ไปตาม พบนอนอยู่​บนคันนาไม่หายใจแล้ว​"
ฤดูฝนน้ำเจิ่งนองทั่วท้องทุ่ง พี่ฉลวยคงออก​ไปธงเบ็ดหาปลาเหมือน​กับ​ที่เคยทำมาชั่วตาปี

"แม่​จะอุ้มกลับมาก็อุ้มไม่ไหว จึง​ไปตามเณรเฉิมมาช่วย เพิ่งหามมาถึงเรือนเดี๋ยวนี้เอง ให้พวกนี้​เขาช่วยกันหาไม้กระดานมาทำโลงอยู่​ หนูมาพรุ่งนี้ก็​ได้นะ ลางานอะไร​เสียให้เรียบร้อย​ แม่ไม่​เอาไว้นานหรอก สวดสามคืนก็พอ หนู​จะ​ได้รีบกลับมาทำงาน ไม่​ต้องลาหลายวัน เท่านี้ก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่​ต้อง​ไปเตรียมผ้าอาบน้ำให้พี่​เขา"

แม่วางสาย​ไปแล้ว​ ​แต่เฉลายังใจสั่นริก ๆ​ ทำอะไร​ไม่ถูก พี่สาวคนเดียวของน้องตายเสียแล้ว​อย่างนั้น​หรือ

...​...​..

"​ไปเถอะ ไม่​ต้องห่วง พี่ยังอยู่​​ทั้งคน"
นั่น​คือคำมั่นสัญญาของพี่ ​เมื่อวัน​ที่เธอ​ได้บรรจุ​เป็นครูในกรุงเทพฯ ​ซึ่งนับ​เป็นเรื่อง​​ที่หาไม่​ได้เลย​ในหมู่บ้านของเธอ

​ที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรก​ที่เฉลา​ไปกรุงเทพ ​เมื่อเธอเรียนจบมัธยมหกจากโรงเรียนประจำอำเภอ คะแนนของเฉลา​สามารถเข้าสถาบันราชภัฏ​ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง​ของประเทศในกรุงเทพ​ได้ เธอเกือบ​จะ​ต้องสละสิทธิ์​เพราะไม่​สามารถ​ไปเรียน​ได้ พี่ฉลวยคนนี้เอง​ที่ใจใหญ่คิด​จะจำนอง​ที่นา​เอาเงินมาส่งเสียเธอ ดี​ที่อาจารย์ใหญ่สาวโสดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ให้ยืมค่าหน่วยกิต ​และค่าหอพักจนกว่าเธอ​จะเรียนจบ มีเพียงค่ากิน ​และค่า​ใช้จ่าย​ส่วนตัวเพียงเล็กน้อย​ที่​ต้องออกเอง ​แต่ก็​คือราย​ได้เกือบ​ทั้งหมดจากการทำงานหนักของแม่​และพี่สาวคนเดียว

เฉลาเรียนจบภายในเวลาเพียงสามปีครึ่งด้วย​ความสำนึกใน​ความยากลำบากของทุก ๆ​ คน เธอไม่ลงชื่อเข้าพิธีรับปริญญา ​เพราะนั่นเท่า​กับหยาดเหงื่ออีกมากมาย​ของแม่​และพี่ เธอ​ไปขอรับปริญญาจากฝ่ายธุรการของสถาบันฯ นำมันมาวางลงบนฝ่ามืออันหยาบกร้านของ​ทั้งสอง​ที่บ้าน แม่อมยิ้ม ​แต่พี่ฉลวยฉีกยิ้มเสียจนแก้มดำ ๆ​ บานแฉ่ง ​ความภูมิอกภูมิใจ​ที่พี่ฉลวยแสดงออกนั้น​ลึกล้ำฉ่ำเย็นอยู่​ในใจเฉลาอย่างแนบแน่น

เงินเดือนข้าราชการครูปริญญาตรี​เมื่อ​ต้องอยู่​ในกรุงเทพนับว่ากระเบียดกระเสียรอย่างมาก เฉลาวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ รายการค่า​ใช้จ่ายของเธอมีไม่มากอย่าง ค่าหอพักถูก ๆ​ ย่านชานเมือง ค่ารถเมล์ต่อเดียวถึง​ที่ทำงาน ค่าข้าวเช้า​ไม่มี ​ซึ่งเธอก็ทำมาแล้ว​ตั้งแต่ยัง​เป็นนักศึกษา ค่าข้าวเ​ที่ยงไม่​ต้อง​เพราะทางโรงเรียนเลี้ยง ค่ามื้อเย็นเท่านั้น​​ที่เธอตั้งงบไว้สำหรับแกง​และข้าวอย่างละถุงหิ้วมากิน​ที่ห้อง บางครั้งก็เปลี่ยน​เป็นกล้วยน้ำว้า​ที่ซื้อมา​เป็นหวี ปลิดกินวันละสองลูกแทนข้าว

ค่า​ใช้จ่าย​ส่วนใหญ่ของเธอ​คือเงิน​ที่​จะ​ใช้คืนอาจารย์ใหญ่ ​และส่งให้แม่​กับพี่ ​ที่เหลือจึงเก็บไว้สำหรับตัวเองเพียงเล็กน้อย ไม่มากกว่า​ที่เคย​ใช้​เมื่อ​เป็นนักศึกษา ด้วยหวังว่าแม่​และพี่​จะ​ได้สบายขึ้น​บ้าง ทดแทนสิ่ง​ที่​ทั้งสองทำให้​กับเธอตลอดมา

"โอ๊ย พี่ไม่​เอาตังค์ของหนู พี่​กับแม่อยู่​บ้านไม่อดหร็อก ข้าวเราก็มีกิน ปูปลาก็หา​ได้ถม​ไป เคยเกลือก็นิด ๆ​ หน่อย​ ๆ​ หาปลา​ไปขาย​เอาตังค์มาซื้อก็เกินพอ"
พี่บอกอย่างนั้น​ น้ำเสียงเชื่อมั่นในสิ่ง​ที่ตัวเองพูดอย่างแน่นหนัก

"หนูนั่นแหละ​​เอาไว้​ใช้เอง ซึ้อเสื้อผ้าใส่มั่งสิ พี่เห็นเดี๋ยวนี้​เขาใส่เสื้อยืดกางเกงขายาวกันสวย ๆ​ ของหนูไม่เห็นมี"
ดวงตาสุกใสบนใบหน้าอวบกลมนั้น​ฉายประกายแห่ง​ความสุข ​ความสุข​ที่น้อง​ได้ดี

พี่ฉลวย​เป็นคนร่างท้วม อวบกลม เดินเหินว่องไวคล่องแคล่ว ญาติพี่น้องเรียกเธอว่า "เณรหลวย" ด้วยเธอทำงานอย่างผู้ชาย​ได้ทุกอย่าง น้ำใสใจคอเล่าก็กว้างขวางซื่อตรง ​เป็นหลักให้น้องพึ่ง ​เป็นคู่ชีวิตให้แม่อบอุ่นนับจากสิ้นพ่อ

วันเวลา​ที่สวยงามลงตัวเพิ่งเกิดขึ้น​ไม่ทันถึงปี

...​...​...​...​...​...​...​.

"แม่​ไปอยู่​​กับหนูเถอะ พี่ฉลวยไม่อยู่​แล้ว​ แม่อยู่​คนเดียว หนู​เป็นห่วง"
เฉลาอ้อนวอนแม่ครั้งแล้ว​ครั้งเล่า

​เมื่องานศพเสร็จลง ญาติพี่น้อง​ที่มาช่วยงานต่างพากันกลับบ้าน เหลือกันอยู่​แค่สองคนแม่ลูก บ้านเหมือนไม่ใช่บ้าน​เมื่อไม่มีพี่ฉลวยคอยทำนู่นทำนี่อยู่​ใกล้ ๆ​ เฉลาหยิบจับอะไร​แทบไม่ถูก​เมื่อไม่มีพี่คอยแนะนำ ​แม้​แต่แม่เองถึง​จะทำทุกอย่าง​ได้อย่างเคย ​แต่ก็นิ่งขึงพูดไม่ออก​เป็นพัก ๆ​

"ก็ดีเหมือนกันนะพี่ฉ่ำ ลอง​ไปอยู่​​กับเฉลามันสักพัก ก็เหลือกันอยู่​แค่นี้ อยู่​ด้วยกันดีกว่า ลูกมันก็ทำมาหากิน​ได้แล้ว​ มันเลี้ยงพี่​ได้อยู่​หรอก"
น้าเฉิมมองเห็น​ความเปล่าเปลี่ยวของเราสองแม่ลูก

"อยู่​ทางนี้ ฉัน​จะคอยดูแลให้ นาของพี่ฉัน​จะทำให้แล้ว​ขายข้าวส่งค่าเช่าให้​เป็นเงิน พี่ไม่​ต้อง​เป็นห่วง บ้านนี่ก็ปิดไว้ ไม่มีอะไร​ อยู่​ใกล้กันแค่นี้ ว่าง ๆ​ ก็​จะมานอนให้"
น้าชายช่วยแม่คิดแก้ปัญหาต่าง ๆ​

แม่ยังพูดอะไร​ไม่ออก ดูเหมือนสมองแม่หยุดคิด​ไปหลังจากไม่มีพี่ฉลวย เฉลาไม่เคยเห็นแม่​เป็นอย่างนี้ ​เมื่อครั้งพ่อตายเธอก็ยังเด็กเกิน​ไป​ที่​จะซึมซับอารมณ์เศร้าหมองของผู้​เป็นแม่ ​แต่​เมื่อพี่มาจาก​ไป เฉลาเห็นซึ้งถึง​ความเงียบเหงาวังเวงใจของแม่ เธอ​จะทิ้งแม่ในสภาพนี้​ไป​ได้อย่างไร

"แม่​ไปอยู่​​กับหนูเถอะ หนูลาต่อไม่​ได้แล้ว​ เด็ก​กำลัง​จะสอบ หนู​ต้อง​ไปสอน"
เฉลาพะว้าพะวัง เธอไม่กล้าเสียประวัติการทำงาน ชีวิตเธอกว่า​จะมาถึงตรงนี้​ได้นั้น​ ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก​ทั้งของตนเอง​และคนรอบข้าง ​ถ้า​ต้องมาเสีย​ไปเธอ​จะมีปัญญา​ที่ไหนหามา​ได้อีก

"​ไปก็​ไป"
แม่พูดแค่นั้น​ แล้ว​เดินเข้าใต้ถุน​ไปเงียบ ๆ​ เฉลาสงสารแม่จับใจ ​แต่เธอไม่มีเวลาคิด​เป็นอย่างอื่น

...​...​..

"แม่ หนูซื้อข้าว​กับแกงไว้ให้แม่ อยู่​ในถุงนี้นะ น้ำกินก็ในขวดนี้ แม่หิวตอนไหนก็กินตอนนั้น​ ไม่​ต้องคอยหนูนะ ตอนเย็นหนูกลับมา​จะซื้อมาอีก"

เฉลา​ต้องย้ายห้องพักจากห้องเตียงเล็กอยู่​คนเดียว​ไป​เป็นห้องเตียงใหญ่สำหรับสองคน เพิ่มค่าเช่าอีกเกือบเท่าตัว ​แต่มันก็​เป็นเพียงห้องเล็ก ๆ​ แคบ ๆ​ มีหน้าต่างบานเล็กเปิดออก​ไป​เป็น​ที่ตากผ้า ดี​ที่มีห้องน้ำห้องส้วมอยู่​ในห้อง แม่​จะ​ได้ไม่​ต้องลำบากออก​ไปข้างนอก

เรื่อง​อาหารการกินนั้น​ มื้อเช้า​ ปกติ​เมื่ออยู่​​ที่บ้านแม่​จะกินตอนสาย ๆ​ อยู่​แล้ว​ ​เพราะ​ต้องออก​ไปนา​แต่เช้า​มืด เธอจึงซื้อเพียง​กับข้าวมื้อเดียวให้แม่กินใกล้เ​ที่ยง ตอนเย็นเธอ​จะซื้อมาอีกครั้งสำหรับสองคน

เธอสอนให้แม่เปิดปิดประตูห้อง​ที่​ใช้ลูกบิด สอนให้แม่​ใช้ส้วมชักโครก สอนให้แม่อาบน้ำฝักบัว ​และคิดว่าเย็นนี้​จะซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบเล็ก ๆ​ ​กับข้าวสารมาให้แม่​ได้หุงข้าวกินเองตอนมื้อเ​ที่ยง

เงินเก็บเล็ก ๆ​ น้อย ๆ​ ​ที่เพียรสะสมมาตั้งแต่เริ่มทำงานรวม​กับเงินทำบุญงานศพ​ที่เหลือคง​จะหมด​ไปในคราวนี้ เฉลาไม่คิดเสียดาย ถึงเวลา​ที่เฉลา​จะ​ได้ดูแลแม่บ้างแล้ว​ เธอตั้งใจ​จะทำอย่างเต็ม​ที่

แม่เงียบกริบ ไม่ตอบคำ สีหน้าเรียบเฉยของแม่ทำให้เธอห่วงหน้าพะวงหลัง ออกจากห้องไม่​ใคร่​ได้ ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ​ แทบไม่มี​ที่ว่างเช่นนี้ แม่​ต้องไม่คุ้นเคย ​แต่งานในหน้า​ที่ก็ฉุดกระชากเธอ​ไปจาก​ความห่วงใย หวังเพียงว่าแม่​จะอยู่​​ได้​ถ้าทำทุกอย่างตาม​ที่เธอสอนไว้

เย็นนั้น​ เฉลา​ต้องอยู่​เคลียร์งาน​ที่ฝาก​เพื่อนครูไว้ตอนลา เธอมองแสงสีส้มของกลางวัน​ที่ค่อยจางหายปล่อยให้แสงสีเทาของกลางคืนโรยตัวลงมาปกคลุมแทนอย่างไม่สบายใจ แม่​จะ​เป็นอย่างไรบ้าง​ ​จะกลัวไหม​ถ้ามืดแล้ว​ไม่เห็นเธอกลับ

กว่าเธอ​จะ​ได้ออกจาก​ที่ทำงาน นั่งรถเมล์จนกว่า​จะถึงหอพักเวลาก็ล่วงเลย​​เป็นค่ำมืด ถึงอย่างไรเธอก็ยัง​ต้องแวะซื้อข้าวมื้อเย็นให้ตัวเอง​กับแม่ ไหนยัง​จะหาซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ซื้อข้าวสาร อาจ​จะ​ต้องซื้อน้ำปลาไว้ให้แม่สักขวด เผื่อแกง​จะจืด​ไป หรือ​จะซื้อพริกขี้หนูด้วย สมองเธอคิดหาทางให้แม่อยู่​​ได้อย่างมี​ความสุข

"แม่ แม่ หนูกลับมาแล้ว​"
เธอเคาะประตู ​พร้อม​กับส่งเสียงเรียก โล่งใจ​ที่​ได้กลับถึง​ที่พักเสียที ข้าวของสองมือพะรุงพะรังหนักอึ้งนิ้ว​จะขาด

ภายในห้องเงียบกริบ ​แม้​แต่แสงไฟก็ไม่ลอดออกมา เฉลาใจหายวาบ

"แม่ แม่ เปิดประตูสิแม่"
​ความกลัวเกาะกินใจเธออย่างรุนแรง รีบวางข้าวของในมือลง​กับพื้น สองมือระดมทุบประตูอย่างขวัญเสีย

"มีอะไร​หรือน้อง"
​เพื่อนร่วมหอโผล่หน้าออกมาดู

"แม่หนูค่ะ​พี่ แม่หนูอยู่​ในห้อง ​แต่หนูเรียกแล้ว​แม่ไม่เปิดประตู ไฟก็ไม่เปิด"
เธอพร่ำบอกเสียงขาด​เป็นห้วง ๆ​ น้ำตาพรั่งพรูทำอะไร​ไม่ถูก เธอผู้นั้น​จึงมาลองขยับลูกบิดประตู มันติดล็อคข้างในอย่าง​ที่เฉลาทำให้แม่​เมื่อเช้า​นี้

"น้องมีกุญแจห้องหรือเปล่าล่ะ"

"มีค่ะ​มี"
เธอลนลานล้วงกระเป๋าหยิบกุญแจห้องส่งให้​เพื่อนไขประตู

ประตูเปิดผลัวะ​พร้อม​กับร่างของเฉลา​ที่ผวาตามบานประตูเข้า​ไป แม่นั่งชันเข่าอยู่​​กับพื้นใน​ความมืดนิ่งเฉย สติของเฉลาก็ขาดผึง

"แม่ ทำไมแม่ทำอย่างนี้ล่ะ ทำไมไม่เปิดประตู"
เธอตะโกนอย่างระงับอารมณ์ไม่อยู่​ น้ำเสียงเช่นนั้น​ เฉลาไม่เคยพูด​กับแม่ หรือ​กับ​ใครเลย​ก็ว่า​ได้ ​แต่คราวนี้ วันนี้ มันหลุดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ​ที่เหน็ดเหนื่อย หวาดกลัว​ที่สู้ทนเก็บข่มมาหลายวัน

"ใจเย็น ๆ​ น้อง ใจเย็น"
​เพื่อนส่งเสียงเตือนเบา ๆ​ แล้ว​เดินมาเปิดไฟให้

​เมื่อนั้น​เอง​ที่เฉลา​ได้เห็นสีหน้าของแม่ สีหน้านั้น​ของแม่ เฉลาก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน มันช่างไร้ชีวิต เหนื่อยล้า สิ้นหวัง เศร้าสร้อย ทุกข์ตรม เหมือนไม่ใช่แม่คนเข้มแข็งของเธอ

"แม่อย่าทำอย่างนี้ แม่อย่าทำ หนูกลัว"
เฉลาผวาเข้ากอดแม่ เขย่าร่างนั้น​สะอื้นไห้จนตัวโยน แม่ค่อย ๆ​ อ้าแขนออกโอบเธอ ตบหลังให้เบา ๆ​ เหมือน​เมื่อเธอ​เป็นเด็ก ​แต่ดูเหมือนแม่​จะ​เป็นใบ้​ไปเสียแล้ว​ ไม่มีคำพูดใด ๆ​ หลุดจากปากแม่มาให้เฉลา​ได้ยิน

แม่คงกลัว ดูเหมือนแม่​จะนั่งอยู่​​ที่เดียว​กับ​ที่เฉลาเห็น​เมื่อเช้า​ไม่​ได้ขยับ​ไปไหน โถแม่...​

"พี่​ไปนะ"
เสียง​เพื่อนเอ่ยขึ้น​เบา ๆ​ ทำให้เฉลา​ได้สติ เธอหัน​ไปขอบคุณ​เพื่อน

"ไม่​เป็นไรหรอกน้อง มีอะไร​ให้ช่วยก็บอกนะ แม่พี่ก็เคยมานอนค้าง​กับพี่เหมือนกัน"
เธอบอกอย่างคนเข้าใจสถานการณ์

...​...​...​...​

แม่ยังคงเงียบเฉยหม่นหมองจนเฉลาทำงานแทบไม่​ได้ กลางวันแม่กินข้าวเท่า​ที่เฉลาจัดไว้ให้ แม่ไม่แตะ​ต้องสิ่งอื่น ไม่ว่าน้ำปลาหรือพริกขี้หนู​ที่แม่เคยเกร็ดกิน​กับข้าวอย่างเอร็ดอร่อย​เมื่อครั้งอยู่​​ที่บ้าน ​แม้​แต่หมาก​ที่แม่​ต้องเคี้ยวอยู่​ตลอดเวลา เฉลาก็เห็นมันอมค้างอยู่​ในปากแม่

เฉลาพยายามเร่งทำทุกอย่างใน​ที่ทำงานให้เสร็จทันเวลาเลิกงานทุกวัน ​เพื่อ​จะ​ได้รีบกลับมาอยู่​​กับแม่ ซื้อหมากพลู ซื้อ​กับข้าวมาให้แม่ ตอนเช้า​ก่อนออกจากห้องก็​จะซักผ้า ถูพื้นไว้เรียบร้อย​ ไม่ให้แม่​ต้องทำอะไร​ ​แต่แม่ก็ไม่ดีขึ้น​ บางคืนเฉลายัง​ได้ยินเสียงแม่ละเมอเรียกชื่อพี่

แล้ว​วันหนึ่ง​ เฉลาก็เห็นแม่ออกมานั่งหน้าประตูห้องคอยเธอกลับจากทำงาน

บนทางเดินยาวเหยียดหน้าห้องพัก​ที่ติดกัน​เป็นแถวของแสงยามเย็น หญิงวัยกลางคนร่างผอมคล้ำดูร่วงโรยในผ้าถุงดำตัวเก่า​กับเสื้อคอกระเช้า​สีน้ำตาล​ที่นั่งชันเข่าพิงประตูห้อง หันหน้ามาทางถนนเข้าหอพักอย่างรอคอย สะเทือนร้าวเข้า​ไปในหัวใจของเฉลา

"แม่ ทำไมมานั่งอยู่​ตรงนี้ล่ะ ประตูล็อคข้างใน เข้าห้องไม่​ได้หรือ"
เฉลาผวาเข้า​ไปหาแม่อย่างตื่นตกใจ

"เหลา พาแม่กลับบ้านนะลูก"
แม่เอื้อมมือมาคว้ามือเฉลา เงยหน้าขึ้น​พูดอย่างอ้อนวอน น้ำตาเต็มนัยน์ตาของแม่ เหมือนไม่ใช่แม่คนเดิม

เฉลานิ่งอึ้ง พยักหน้ารับ
"จ้ะ​แม่"

คืนนั้น​สองแม่ลูกนอนกอดกันเหมือน​เมื่อครั้งอยู่​บ้าน เนื้อตัวของแม่ดูมีชีวิตชีวาแข็งแรง​และอบอุ่นขึ้น​มาทันตาเห็น สีหน้าแช่มชื่นมี​ความหวัง ดวงตาสุกใส​เป็นประกาย

เฉลาพาแม่​ไปส่งในวันหยุดสุดสัปดาห์นั้น​ นอนค้าง​กับแม่หนึ่ง​คืนแล้ว​กลับมาทำงาน เธอเพิ่มรายการค่า​ใช้จ่ายลง​ไปในงบประมาณประจำเดือนสำหรับการกลับบ้านมานอน​กับแม่เดือนละหนึ่ง​ครั้ง ในโอกาสนี้เธอยัง​ได้​ไปเยี่ยมเยียนอาจารย์ใหญ่ผู้มี​พระคุณด้วยตนเอง บางครั้งก็​ได้​ไปงานบุญงานบวชของญาติพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียง ​ได้ช่วยเหลือเกื้อกูล​ซึ่งกัน​และกันอย่างใกล้ชิด

แม่เองก็​ได้กลับ​ไปอยู่​บ้านของแม่ ​ที่มีญาติพี่น้อง ต้นไม้ไร่นา ปลาในหนอง น้ำในห้วย ​และฟ้ากว้าง​ที่ครอบทุ่งโล่งสวยงามสุดสายตา ​แม้ไม่มีพี่ฉลวย แม่ก็มีเฉลา​ที่​จะมาหาแม่ทุกเดือนไม่​ได้ขาด หน้านาแม่ก็ยังทำนาปลูกข้าวบนผืนดินเล็ก ๆ​ ของตัวเอง ยามเจ็บไข้ก็มีหลาน ๆ​ ญาติ ๆ​ ใกล้ชิดมาประคับประคองรอเวลาเฉลามาถึง

แม่​ได้​ใช้ชีวิตอย่าง​ที่แม่คุ้นเคยอย่างมี​ความสุข แข็งแรง สดชื่น เต็มปรี่​ไปด้วยพละ​กำลัง​และ​ความหวังเหมือน​ที่เฉลาเคยเห็น ในวัน​ใช้ชีวิตคู่ของเฉลาแม่บอก​กับเธอว่า​จะอยู่​รอดูหลานคนโต ​และ​เมื่อ​ได้หลานคนแรก​เป็นผู้ชายแม่ก็ต่ออายุขัยของตัวเองออก​ไปอีกว่า ​จะมีชีวิตอยู่​ต่อ​ไปจนกว่า​จะ​ได้อุ้มพานแว่นฟ้าใส่ผ้าไตรส่งหลานยายเข้าโบสถ์ในงานบวช
...​...​..

เฉลาทอดสายตามองยายหน้าตึกร้าง​พร้อม​กับภาวนา​เอาใจช่วยทุกวัน

​ที่นี่ไม่ใช่บ้านของยาย ไม่ใช่​ที่ทางสำหรับยายเลย​ใช่ไหมจ๊ะ​

ยายคงคิดถึงเถียงนากลางทุ่งกว้าง​ที่มีลมโชยเฉื่อยฉิว มีเสียงกบเสียงอึ่งระงมร้องยามค่ำคืน​ที่ฝนพรำ คิดถึงกอไผ่​ที่เสียดส่ายไหวโอนตามแรงลม คิดถึงหน่ออ่อนของต้นไม้​ที่เสียดแทงขึ้น​มาจากผืนดินหลังฝนตก คิดถึงรวงข้าวสีทอง​ที่อ่อนค้อมรอเกี่ยว

ยาย​เป็นแม่ของ​ใครกันนะ พายายกลับบ้านเถอะ

 

F a c t   C a r d
Article ID A-2845 Article's Rate 8 votes
ชื่อเรื่อง พาแม่กลับบ้านนะลูก
ผู้แต่ง สร้อยดอกหมาก
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๓๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-14176 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 10 มิ.ย. 2551, 08.36 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-14296 ], [203.185.68.195]
เมื่อวันที่ : 05 ก.ค. 2551, 09.59 น.

คุณสร้อยดอกหมากเขียนเรื่อง​นี้​ได้ดีจังเลย​ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น