นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑
สายพานที่รอวันปลดระวาง
ตะวันฉายที่ปลายฝัน
......
หลังจาก​ที่ผมกลับมาอยู่​บ้าน​ได้เพียงครึ่งเดือน ผมก็​ได้รู้เรื่อง​ราว​ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเกิด​ไปพอสมควร ​และ​เมื่อตอนกลางวันนี่เอง ผมก็เพิ่ง​ได้รับทราบข้อมูลใหม่ ๆ​ มาหนึ่ง​อย่างนั่นก็​คือ ราคาของปุ๋ยเคมี​ที่​ใช้ในการเกษตรราคาพุ่งสูงมาก ผมจำ​ความ​ได้​เมื่อตอนอายุสัก 11-12 ขวบ ตอนนั้น​พ่อซื้อปุ๋ยในราคากระสอบละ 300 บาท​ ​ซึ่งตอนนั้น​ใน​ความรู้สึกของผม​ซึ่ง​เป็นเด็กก็รู้สึกว่า​ราคาของปุ๋ย​ที่พ่อซื้อนั้น​ช่างแพงนักหนา ​เมื่อวันเวลาผ่านมาหลายปี ผมไม่รู้ว่าราคาปุ๋ยขยับตัวขึ้น​ครั้งละกี่มากน้อยเพียงใด ​แต่ล่าสุด​ที่ผม​ได้ยินมาตอนนี้ ​คือกระสอบละ 900 บาท​

ตอน​ที่​ได้ยินครั้งแรกผมแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าราคาปุ๋ยมัน​จะสูง​ได้เพียงนี้ ใน​แต่ละปี​ที่บ้านผมทำนาก็หลายสิบไร่ ​ซึ่งก็​ต้อง​ใช้ปุ๋ยหลายกระสอบพอสมควร หากซื้อในราคากระสอบละ 900 บาท​ คิดคำนวณคร่าว ๆ​ แล้ว​ พ่อคง​ต้องควักกระเป๋า​ไปซื้อปุ๋ยเคมีหมด​ไปหลายเงิน

​เมื่อผม​ได้ยินราคาค่าปุ๋ยก็ทำให้ผม​ต้องนิ่ง​ไปชั่วขณะ แวบหนึ่ง​ใน​ความคิดก็​คืออยากรู้ราคาของข้าวเปลือกทันที ​และคำตอบ​ที่​ได้ก็​คือ ราคาข้าวเปลือกตอนนี้อยู่​​ที่กิโลกรัมละ 10 บาท​ ​ซึ่งก็ถือว่าอยู่​ในเกณฑ์​ที่ดี ​เพราะ​ถ้าหากเทียบ​กับราคา​ที่ผมคุ้ยเคย (ช่วงปุ๋ยกระสอบละ 300 บาท​) ตอนนั้น​หากผมจำไม่ผิด ก็คงอยู่​ในราคา 6-7 บาท​ ต่อกิโลกรัม ตอนนี้ราคาข้าวเปลือกขยับขึ้น​ ราคาปุ๋ยก็ขยับขึ้น​เช่นเดียวกัน

จริง ๆ​ แล้ว​ผมก็ไม่ค่อย​จะเก่งคำนวณสักเท่าใดนัก ​และก็ไม่อยาก​จะหาเปอร์เซ็นต์อะไร​ให้ปวดหัว ​เพราะประเด็น​ที่ผมเขียนไม่​ได้เกี่ยว​กับกำไรขาดทุน​โดยตรง ​แต่​เป็นประเด็นทางสังคม​และวัฒนธรรมมากกว่า

​คือผม​กำลังคิดว่า ชาวนาอย่างพวกผม (หรือทั่วประเทศ) ทำนามาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน หรือรุ่นผมปัจจุบัน มีอะไร​ดีขึ้น​ในชีวิตบ้าง ในอดีตราคาข้าวเปลือกอาจ​จะราคากิโลกรัมละ 4-5 บาท​ ​แต่ราคาปุ๋ยก็ลดเหลือกระสอบละเพียง 100 บาท​ หากตีราคาค่าพึงใจของชาวนา​ไปด้วย ก็​ต้องบอกว่า​ได้ราคาดีอยู่​พอสมควร ครั้นราคาของข้าวเปลือกอยู่​​ที่กิโลกรัมละ 6-7 บาท​ ค่าปุ๋ยก็ขยับขึ้น​​ไปกระสอบละ 300 บาท​ พอถึงปั่จจุบัน ราคาขยับขึ้น​กิโลกรัมละ 10 บาท​ ค่าปุ๋ยก็ตามมาติด ๆ​ อีก​เป็นกระสอบละ 900 บาท​ ​เมื่อราคาข้าวขยับตัวสูงขึ้น​ ชาวนาก็ดีใจ ต่างก็เร่งการผลิตของตนเองให้​ได้มาก​ที่สุด ​เพื่อ​ที่​จะ​ได้ขายผลผลิตเหล่านั้น​ให้แปร​เป็นตัวเงิน ​ส่วนราคาปุ๋ย​จะแพงสักหน่อย​ก็ช่างหัวมัน

ทีนี้ผมคิดว่า ​แม้ว่าราคาข้าว​จะขยับขึ้น​สักเพียงใด หากคิดในผลกำไรขาดทุนแล้ว​มันก็ไม่​ได้แตกต่างกัน ​ซึ่งตรงนี้ทำให้ผม​ต้องคิดว่า จริง ๆ​ แล้ว​เรามีราย​ได้เพิ่มขึ้น​หรือเท่าเดิมกันแน่ ​แต่ก่อนเรา​ได้เงินไม่สูงนัก ​แต่เราก็จ่ายต้นทุน​ที่ต่ำเหมือนกัน ตอนนี้เรา​ได้เงินเพิ่มสูงขึ้น​​แต่เรา​ต้องจ่ายคืนต้นทุน​ที่สูง​ไปด้วย ​ไป ๆ​ มา ๆ​ ผมคิดว่าเรามีราย​ได้เท่าเดิม แล้ว​ยัง​ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น​อีกต่างหาก

​จะว่า​ไปแล้ว​ ในฐานะชาวนาก็คงไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร​มากนัก ลำพังมีข้าวให้กินมีงานให้ทำก็ดีถมเถ​ไป ครั้น​จะมาหัวหมอทำ​เป็นรู้นั่นรู้นี่ก็ดู​จะเกินงาม บางทีการเกิดมาในฐานะผู้ผลิตอย่างเดียวก็คง​ต้องทำใจ มีหน้า​ที่ทำอะไร​ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ​ไป ​ซึ่งหากเปรียบชาวนา​เป็นเครื่องจักรสักตัว เราคงไม่​สามารถ​ที่​จะ​เป็นหัวจักรใหญ่​ได้ มิพักเอ่ยถึงว่า​เป็นผู้ควบคุมเครื่องจักร​ทั้งระบบ

ผมว่าชาวนาอย่างเราก็คง​เป็นเพียงสายพาน​ที่ช่วยลำเลียงการผลิต เราเพียงทำงานรับ​ใช้กลไก​ทั้งระบบ เรา​เป็นเพียงผู้ลำเลียงผลผลิต​ที่​ได้​ไปสู่ขั้นตอนถัด​ไป ​ซึ่งขั้นตอนต่อ​ไป​จะ​เป็นอะไร​ก็ไม่รู้ (​และไม่มีสิทธิรู้) ​เมื่อถึงวันหนึ่ง​​ที่เสื่อมชำรุด ก็ถูกปลดเปลี่ยน​เพื่อให้สายพานเส้นอื่น​ที่ใหม่​และมีประสิทธิภาพกว่าเข้าแทน​ที่ จากรุ่นหนึ่ง​ถึงรุ่นหนึ่ง​ไม่มีวันจบ จากรุ่นปู่ย่าตายาย จนถึงรุ่นปัจจุบัน

หาก​จะว่า​ไป​โดยไม่อ้อมค้อม (​และไม่จำ​เป็น​ต้องอ้อมค้อม) ผมก็​เป็นลูกชาวนา​โดยกำเนิด ​เพราะเกิดมา​ได้ลืมตาดูโลกจนถึงเติบใหญ่ ผมก็เห็น​แต่ท้องทุ่งท้องนา ​และค่อนข้าง​จะใกล้ชิด​กับมันมากขึ้น​เรื่อย ๆ​ ​เมื่อตัวเองมี​ความ​สามารถพอ​ที่​จะก้าวมา​เป็นสายพานรุ่นถัด​ไป ​เพื่อสับเปลี่ยน​กับสายพานรุ่นก่อน​ที่​กำลัง​จะปลดระวาง​และเสื่อมชำรุด

ผมไม่เถียงเลย​ว่า​ที่ครอบครัวของผมอยู่​มา​ได้ทุกวันนี้ก็​เพราะการทำนา ราย​ได้หลักก็มาจากการขายข้าว ​ซึ่งใน​แต่ละปีก็​ต้องบอกว่าขายข้าว​ได้หลายเงิน ​แต่พอหักลบกลบหนี้กันแล้ว​ก็เหลืออยู่​ไม่เท่าไหร่ นี่ยังไม่หารเฉลี่ยคนในครอบครัว​ที่​ต้องช่วยกันทำหลายคน หากคิด​เป็นแรงงานรายวันแล้ว​ มันก็ไม่ต่างจากนายทุน​ที่​กำลังจ้างงานเราทำนาให้ ​ซึ่งนายทุน​ที่ว่านั้น​อาจ​จะไม่​ได้มีตัวตนเหมือน​กับคนทั่ว​ไป ​แต่​เป็นนายทุน​ที่แปรรูปมา​เป็นปุ๋ยเคมี

ครับ​..ผมมี​ความรู้สึกว่า​เราไม่​ได้มีอาชีพ​เป็นของตัวเองเหมือน​กับ​ที่เราคิด เราไม่​ได้มีธุรกิจ​เป็นของตัวเองเหมือน​กับ​ที่เราวาดหวัง กว่าเรา​จะกลับจากนาก็ค่ำมืด เราทุ่มเทให้​กับงาน​ที่ทำ​เพราะคิดว่า​เป็นงานของเราเอง ไม่​ได้​เป็นลูกจ้าง​ใคร หากมองกันในด้านจิตวิทยาการทำงานก็ถือว่า คุณค่าของพวกเราก็​คือการ​ได้ทำงาน ​แต่หาก​จะมองในแง่ของระบบธุรกิจแล้ว​ล่ะก็ เรา​เป็นเพียงลูกจ้างรายวันให้​กับนายทุนเท่านั้น​

อย่าหาว่าผมมองโลกในแง่ร้ายเลย​ ผมเองก็​เป็นลูกชาวนามา​โดยกำเนิด ไม่เคยคิดดูถูกหรือหมิ่นหยามอาชีพของตัวเอง ​ซึ่ง​เป็นอาชีพเดียว​ที่พ่อ​กับแม่​ใช้เลี้ยงดูผมให้เติบใหญ่ ผมเองก็ปวดใจไม่แพ้​ใคร ​แต่ผม​จะปวดใจมากหากว่าพวกเราถูกหลอก​ใช้งาน​โดยไม่ทัน​ได้รู้ตัว ผม​จะปวดใจมากหากว่าพ่อแม่พี่น้องของผมทุ่มเทให้​กับมันด้วยแรงกาย​และแรงใจ ​แต่ไม่รู้เลย​ว่านั่นมันก็ไม่​ได้ทำ​เพื่อตัวเองสักเท่าไหร่ เราเพียงขยันขันแข็งทำงาน​เพื่อเงามืดบางอย่าง ​ที่​กำลังโอบรัดเราไว้​เป็นทาสอย่างเลือดเย็น

บางทีผม​กำลังคิดว่าสาเหตุหนึ่ง​มันอาจ​จะ​เป็นในเรื่อง​โครงสร้างทางระบบ ​ซึ่งเราวิ่งตามกระแสทุนนิยมมากเกิน​ไป จนทำให้มัน​ได้แผ่กว้างออก​ไปทุกหนแห่งทุกสาขาอาชีพ ไม่เว้น​แม้กระทั่งชาวนา​ที่ยืนหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน มันอาจ​จะ​เป็น​ที่โครงสร้างการพัฒนาของรัฐ​ที่เน้นในด้านเศรษฐกิจมากเกิน​ไป ​ซึ่งผมเองก็ไม่ปฏิเสธเลย​ว่าปัญหาเศรษฐกิจนั้น​​เป็นปัญหาหลักของคนไทย​ทั้งระบบ เพียง​แต่ผมคิดว่าคน​ที่​ได้รับประโยชน์จากมันจริง ๆ​ แล้ว​กลับไม่ใช่ชาวไร่ชาวนา​ซึ่ง​เป็นประชากร​ส่วนใหญ่ของประเทศ ​แต่​เป็นเพียงชนชั้นกลางบางกลุ่มหรือนายทุนเพียงไม่กี่คน ​ส่วนชนชั้นล่างอย่างพวกเราก็ตก​เป็นเบี้ยล่างของคนกลุ่มนั้น​อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง.

หรือระบบทุนนิยมมันก็บอก​ความหมายในตัวของมันเองอยู่​แล้ว​ ​คือผู้มีทุนเท่านั้น​​ที่​จะ​ได้รับผลประโยชน์ ​ส่วนผู้ไม่มีต้นทุนอะไร​เลย​ก็คง​ต้อง​ใช้ทุน​ที่เรามีอยู่​อย่างจำกัดนั่นก็​คือ แรงกาย เหมือน​กับ​ที่เราทำอยู่​ในขณะนี้ เหมือน​กับ​ที่เรา​เอาแรงกาย​ไปแลก​กับค่าจ้างทำนาให้นายทุน

​ที่กล่าวมา​ทั้งหมดก็ใช่ว่า​จะให้พวกเราหยุดการทำไร่ไถนา ไม่ใช่ให้พวกเราประท้วงราคาค่าปุ๋ยเคมี ​ซึ่งผมเองบอกตามตรง ก็ไม่มี​ความ​สามารถพอ​ที่​จะให้เราทำอย่างอื่น​ที่มันดี​ไปกว่าการทำนา หากว่านี่​เป็นการจ้างงานจริง ก็ถือว่าเรามีงาน​ที่​ได้ทำตลอด​ทั้งปี เพียง​แต่เงินเดือน​จะ​ได้รับเพียงปีละครั้งเท่านั้น​ ​และ​จะ​ได้น้อย​ได้มากมันก็ขึ้น​อยู่​​กับตัวแปร ​ซึ่งก็​คือนายทุนของเราด้วย

อย่างไรก็ตามเรื่อง​โครงสร้างทางระบบนั้น​ มันคง​จะ​เป็นเรื่อง​ใหญ่เกินกว่าสติปัญญา​และ​ความ​สามารถ​ที่มีของผม​จะแก้ไข​ได้ มีทางเดียว​ที่พวกเรา​จะแก้ไข​ได้ในตอนนี้ก็​คือ ลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง​ที่สุดเท่า​ที่​จะทำ​ได้ ไม่ว่า​จะ​เป็นเรื่อง​ของน้ำมัน​ที่​ต้อง​ใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์ ​ซึ่งราคาน้ำมันก็ไม่​ได้น้อยหน้า​ไปกว่าราคาค่าปุ๋ยเคมีสักเท่าใดนัก

ใน​ส่วนของราคาน้ำมันนั้น​มันคง​เป็น​ไป​ได้ยาก​ที่​จะลดราคาลง​ได้ ​เพราะ​เป็นกลไกตลาดโลก อีกอย่างประเทศไทยเองก็ไม่​ได้​เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันเหมือน​กับบางประเทศ หากเราไม่มีพลังงานอย่างอื่นทดแทนแล้ว​ล่ะก็ เรื่อง​นี้คง​ต้องคุยกันอีกยาว ​ส่วนในเรื่อง​ของราคาค่าปุ๋ยนั้น​ ​จะมี​ความ​เป็น​ได้สักเพียงใด หากว่าเรา​จะ​สามารถทำปุ๋ยอย่างอื่นทดแทนปุ๋ยเคมี​ได้ ​ซึ่ง​ถ้าหากว่าเรา​สามารถลดต้นทุนตรง​ส่วนนี้​ได้ ผมว่าเราน่า​จะลดต้นทุนการผลิต​ไป​ได้ถึง 30% เลย​ทีเดียว ​ซึ่งในเรื่อง​นี้จำ​เป็น​ที่ทางรัฐบาล​จะ​ต้องให้​ความช่วยเหลือด้วย อาจ​จะ​เป็นการหาวิทยากรให้​ความรู้ด้านการทำปุ๋ยหมัก หรือว่าปุ๋ยทดแทนบางอย่างให้ชาวบ้าน

ใน​ส่วนนี้จำ​เป็นอย่างยิ่ง​ที่ชุมชน​จะ​ต้องมีผู้นำ​ที่เข้มแข็ง ​สามารถทำให้ชาวบ้านเห็นว่าการ​ใช้ปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมีนั้น​​ได้ผลผลิตไม่ต่างกัน ​ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก หากไม่มีผลงาน​ที่ชัดเจน​และ​เป็นรูปธรรมขึ้น​มาแล้ว​ มันคงยาก​ที่​จะให้ชาวบ้านเชื่อใจ​ได้ ​เพราะการทำนามีเพียงปีละครั้ง หากเกิดผลผลิต​ที่​ได้ไม่คุ้มทุน ก็​ต้องรอ​ไปอีกหนึ่ง​ปีเต็ม ​ซึ่งมัน​จะกลาย​เป็นปัญหาอื่น ๆ​ ตามมา

ถึงตรงนี้แล้ว​ ผมเชื่อว่าหากเราลดต้นทุนการผลิตใน​ส่วนนี้ลง​ได้ ​และ​ได้ผลผลิตไม่แตกต่าง​กับการ​ใช้ปุ๋ยเคมีกระสอบละ 900 บาท​ บางทีเราอาจ​จะมีอาชีพ​ที่​เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง ไม่​ได้​เป็นลูกจ้างของนายทุนเหมือน​กับ​ที่ผ่านมา

​แต่หากว่าเรายังแก้ปัญหาใน​ส่วนนี้ไม่​ได้ ก็ให้สำนึกไว้เลย​ว่า เราก็​เป็นเพียงสายพานลำเลียงการผลิต​ที่เสื่อมชำรุด

​เพื่อรอวันปลดระวางของนายทุน


*****************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-2801 Article's Rate 0 votes
ชื่อเรื่อง สายพานที่รอวันปลดระวาง
ผู้แต่ง ตะวันฉายที่ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บันทึกเงาความคิด
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๑๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-14024 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 04 พ.ค. 2551, 03.41 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น