นิตยสารรายสะดวก  Forward Articles  ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
31 ภพภูมิ
SONG-982
...บทบรรยายธรรมเทศนาเรื่อง​​ ๓๑ ภพภูมิ ของ ท่าน​​พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล) เรียบเรียง​​โดย สรอง๙๘๒...
๓๑ ภพภูมิ

ก่อน​ที่เรา​จะเริ่ม​ไปท่อง ๓๑ ภพภูมิ ​เพื่อ​ความปลอดภัยเรา​ต้องหาครอบแก้วมาครอบบนตัวเราเสียก่อน กรอบแล้ว​​ที่ว่านี่​คือการครอบศีลลง​ไป ​คือทำเราตั้งใจให้อยู่​ในศีล ให้ใจประกอบด้วยศีล ​เพื่อ​ความแคล้วคลาดจากเจ้ากรรมนายเวร

ดังนั้น​​ต้องทำจิตใจให้สงบเสียก่อน ยึด​เอา​พระพุทธ ​พระธรรม​พระสงฆ์ ​เป็น​ที่พึ่ง สมาทานศีลอย่างย่อกันก่อน ดังนี้

พุทโธ
ธัมโม
สังโฆ

ศีลข้อหนึ่ง​ไม่ฆ่าสัตว์
ศีลข้อสองไม่ลักทรัพย์
ศีลข้อสามไม่ประพฤติผิดในกาม
ศีลข้อสี่ไม่พูดเท็จ
ศีลข้อห้าไม่ดื่มสุรา​และของมึนเมา

บัดนี้ข้าพเจ้า​ทั้งหลายตั้งใจรักษาศีลแล้ว​ บัดนี้ข้าพเจ้า​คือผู้มีศีล บัดนี้ข้าพเจ้าผู้มีศีล​กำลัง​จะเดินทาง​ไปเ​ที่ยวใน ๓๑ ภพภูมิ ขอครอบแก้ววิเศษจงกำบังข้าพเจ้า จากเจ้ากรรมนายเวร​ทั้งหลาย ขอให้มองไม่เห็นข้าพเจ้า...​

​ที่​ต้องเริ่มเช่นนี้ก็​เพื่อตัวเราเอง ​เพราะสมัยนี้​ส่วนมากนี่ไม่​ได้ยึด​พระพุทธ ​พระธรรม ​พระสงฆ์​เป็น​ที่พึ่ง ​โดยเฉพาะหนุ่มๆ​ สาวๆ​ ​ที่พึ่ง​ที่ยึดมั่น​จะ​เป็นคน​ที่รัก ฝันหวานอยู่​​กับ​ใครก็นั่นแหละ​​ที่ยึด​เป็นทีพึ่ง กามัง สะระณัง คัจฉามิ เรามีกาม​เป็นสรณะ จำอารมณ์ขณะ​ที่​เป็นหนุ่มสาว​ได้ไหม สาวๆ​ ก็​จะคิดถึงหนุ่มๆ​ หนุ่มๆ​ ก็​จะคิดถึงสาวๆ​ ประมาณว่าคิดถึงเธออยู่​ทุกลมหายใจ อะไร​​จะขนาดนั้น​ ​ที่บอก​ได้นี่​เพราะสมัยก่อนผู้เขียนก็เคย​เป็นมาก่อน

ตอนนั้น​ไม่มี​ใครยึดถือใน ไตรสรณคมน์ ขาดไตรสรณคมน์กันหมด ปากก็ว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ​แต่ใจอยู่​​กับหน้าแฟน เลย​กลาย​เป็น กามัง สะระณัง คัจฉามิ ​ซึ่งหาก​ถ้าเรามี​พระพุทธ ​พระธรรม​เป็นสรณะอย่างแท้จริงแล้ว​ เรา​จะ​เป็นแค่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ​ ไม่​ได้หรอก เรา​ต้องถูกผลักดันให้สูงขึ้น​​ไปอีก สูงขึ้น​​ไปจนถึง​เป็น​พระอริยบุคคลโน่น

ปัญหา​คือ เราไม่​ได้ยึดถือ​พระพุทธเจ้า​เป็นสรณะอย่างแท้จริง เราไม่​ได้​เอา​พระธรรม​เป็นสรณะอย่างแท้จริง เราไม่​ได้​เอา​พระพุทธเจ้า ​พระสงฆ์​ที่​เป็น​พระอริยบุคคล​เป็นสรณะอย่างแท้จริง

ลองปักใจกันใหม่ดีไหม ปักใจใหม่ว่า​ที่พึ่งของเรานั้น​ สิ่งอื่นใดในโลกนี้​เป็น​ที่พึ่งให้แก่เราไม่​ได้ มีการเกิดขึ้น​ ตั้งอยู่​ แล้ว​ดับ​ไป เปลี่ยนแปลงดับสลาย​ไปตลอด กระทั่ง​พระพุทธ ​พระธรรม ​พระสงฆ์ ถึง​แม้ท่านก็อยู่​ภายใต้กฎ​พระไตรลักษณ์เหมือนกัน ​แต่​พระพุทธ ​พระธรรม ​พระสงฆ์ก็​เพราะ​ที่พึ่ง​ที่แท้จริง ​เพราะท่านเหมือน​กับเรือ​ที่​สามารถนำเรา​ไปส่งจนถึงฝั่ง​ได้

เรา​กำลัง​จะเริ่มเดินทาง ทุกคนมีครอบแก้วเข้ามาล้อมตัวเรียบร้อย​แล้ว​ ​ที่​ต้องมีครอบแก้วล้อมไว้นี้ก็​เพราะไม่เช่นนั้น​ ​กำลังท่อง ๓๑ ภพภูมิอยู่​ เจ้ากรรมนายเวร​เขาจำ​ได้ เห็นว่านั่นๆ​ มากันแล้ว​ แล้ว​มากระโดดเกาะเราแล้ว​​จะยุ่ง

เรา​จะเดินทางสู่​ที่แรกก่อน...​ตอนนี้เราอยู่​​ที่ไหน?

​ที่​ที่เราอยู่​ขณะนี้เรียกว่า มงคลจักรวาล ตามภาพประกอบนี้เรา​จะอยู่​ในตำแหน่งของการเกิดจักรวาล​ทั้งหมด เคย​ได้ยินไหม คำว่า "หมื่นโลกธาตุแสนโกฎจักรวาล" ​คือในเอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เอกภพ​ทั้งหมด​ที่​เป็นโลกธาตุ มีดิน น้ำ ลม ไฟ นี้ มีอยู่​เพียงเอกภพเดียว ไม่มีอื่น ขณะ​ที่มีจักรวาล มีกาแลคซี่ต่างๆ​ มากมาย​

จักรวาลนี้ ​คือตำแหน่ง​ที่เราอยู่​ขณะนี้ ​คือตำแหน่งของการเกิดจักรวาล​ทั้งหมด ในเชิงตำนานทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มจากตำแหน่ง​ที่เราอยู่​นี่เอง ​และหาก​จะยึดตามตำนานจริงๆ​ กล่าวกันว่า ศูนย์กลางของจักรวาล​ทั้งหมดอยู่​​ที่อินเดีย ตรงต้น​พระศรีมหาโพธิ​ที่พุทธคยา

เหตุ​ที่ตรงนั้น​​เป็นตำแหน่งเริ่มต้นของจักรวาล กล่าวกันว่า​เพราะ ​พระพุทธเจ้าทุก​พระองค์​จะ​ไปตรัสรู้ ณ ตำแหน่ง​ที่โลกธาตุเกิดขึ้น​​เป็น​ที่แรก

ตามตำนานเล่าว่า โลกนี้​แต่ก่อนมี​แต่น้ำ แล้ว​ก็มีการควบแน่น​เป็นแผ่นขึ้น​มา ลักษณะคล้ายหยดน้ำตาเทียนลงในน้ำ แล้ว​เกิด​เป็นดอกเทียนลอยอยู่​บนน้ำ แล้ว​ค่อยๆ​ ม้วนเข้ามาหากัน​ที่ศูนย์กลาง ตำแหน่งนั้น​​คือ ตำแหน่ง​ที่โลกธาตุอัน​เป็นของหยาบเกิดขึ้น​ บนโลก​ที่​แต่เดิมมี​แต่น้ำ ตำแหน่งนั้น​​คือ​ที่​ที่​พระพุทธเจ้า​จะ​ไปตรัสรู้

​เมื่อ​พระพุทธองค์​ต้อง​ไปตรัสรู้ ณ ตำแหน่งนั้น​ อัน​เป็นตำแหน่งเริ่มต้นของจักรวาล ดังนั้น​ มงคลของจักรวาล จึง​เป็นศูนย์กลาง​พอดี ​และเราก็อยู่​บนศูนย์กลางนี่เอง

จากคำว่า "หมื่นโลกธาตุแสนโกฎจักรวาล" นั้น​ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว​ว่า แสนโกฎจักรวาลนั้น​มีจริง ​เพราะมีจักรวาล​และกาแลคซี่ต่างๆ​ มากมาย​จริงๆ​ ​แต่​ที่น่าสนใจ​คือ คำว่า "หมื่นโลกธาตุ" ​ซึ่งหมาย​ความว่า ​ที่เกิดของสิ่งมีชีวิต ​ที่​จะทำให้มนุษย์เกิดขึ้น​​ได้

ในบรรดาแสนโกฎจักรวาล ​ซึ่งหมาย​ความว่า ล้านล้านจักรวาลนี่ มี​ที่​ที่มนุษย์​จะเกิดขึ้น​​ได้หนึ่ง​หมื่นแห่ง แปลว่า​จะมีเผ่าพันธุ์มนุษย์เกิดขึ้น​ รวม​ทั้งมนุษย์จากจักรวาลอื่นๆ​ ไม่เกินหนึ่ง​หมื่นสายพันธุ์ เพียง​แต่เวลาของจักรวาลของเรา​กับจักรวาลอื่นๆ​ อาจไม่สอดคล้องกัน เราอาจเจริญ​เป็นผู้​เป็นคนอยู่​ทุกวันนี้ ขณะ​ที่จักรวาลอื่นอาจมี​แต่ไดโนเสาร์ ก็แล้ว​​แต่วิวัฒนาการ ฉะนั้น​หาก​จะค้นหาสืบนับกันจริงๆ​ คงมีอยู่​ไม่กี่เผ่าพันธุ์

กลับมา​ที่มงคลจักรวาล หรือศูนย์กลางจักรวาล​ที่เราอยู่​กันในขณะนี้ ตามตำนานบอกว่าประกอบ​ไปด้วยทวีป​ทั้งสี่ ออกเสียงตามรากศัพท์ว่า มหาดีบะ ​คือ มหาทวีป (the four continent) ทวีป​ทั้งสี่นี้​ได้แก่ จำบูดีบะ หรือ ชมพูทวีป ทวีป​ที่อยู่​ของพวกเรา

ชมพูทวีปนั้น​ ​เป็น​ที่เกิดของมนุษย์​และสัตว์เดรัจฉาน ออกเสียงตามรากศัพท์ว่า มนุษยสา มนุษยสะ, เดระชะนา ​คือสัตว์เดรัจฉาน (World of human and animal continent) ภาษาอังกฤษก็ว่า คอนทิเน้นต์ (continent) แปลว่าทวีป โลกของมนุษย์​และโลกของสัตว์เดรัจฉาน ​เป็น​ที่เกิดของมนุษย์​และ​เป็น​ที่เกิดของสัตว์เดรัจฉาน นี่​คือ​ที่เกิดของพวกเรา

โลกของมนุษย์​ที่​เขาบอกว่า​เป็นชมพูทวีปนี้ ​จะมีลักษณะสัณฐานของทวีป​เป็นรูปไข่ คน​ที่เกิดในชมพูทวีป​จะมีรูปร่างหน้าตาศีรษะตามสัณฐานของทวีป พวกเรา​ส่วนใหญ่จึงมีใบหน้า​เป็นรูปไข่ ​แม้บางคนอาจ​จะไม่ค่อยไข่เท่าไหร่ อาจ​จะกลมๆ​ แป้นๆ​ ก็อาจ​ต้องตั้งสังเกตกันเล่นๆ​ ว่าพวกนั้น​มาจากไหน ​เพื่อนเรา​ที่หน้าตาไม่ค่อยไข่นั้น​มาจากไหน

ดัง​ที่กล่าวแล้ว​ว่า นี่​คือ​ที่เกิดของ​ทั้งมนุษย์​และสัตว์เดรัจฉาน สิ่ง​ที่มนุษย์​กับสัตว์เดรัจฉานต่างกันก็​คือขนาดของสมอง เดรัจฉานนั้น​​จะมีสมอง​ที่มีวิวัฒนาการต่ำ จนกระทั่งไม่​สามารถก่อให้เกิดกรรม​ที่แท้จริงหรือสมบูรณ์แบบ​ได้ กล่าว​คือ​เขาสร้างกรรมด้วยจิตใจของ​เขาเช่นกัน ​แต่ประมาณหนึ่ง​เปอร์เซ็นต์ของมนุษย์เท่านั้น​

กรรม​ที่สัตว์เดรัจฉานทำไม่ว่า​จะ​เป็น​ความโกรธ ​ความเกลียด ของ​เขา​จะแค่หนึ่ง​เปอร์เซ็นต์ของมนุษย์ ยกเว้น​ถ้าสัตว์​ที่​เป็น​พระโพธิสัตว์มาก่อน สัตรว์ประเภทนั้น​​จะทำกรรมกัน​ได้มากกว่าสัตว์อื่นๆ​ ตรงนี้มีเรื่อง​เล่าลือกันมา​แต่ก่อน เกี่ยว​กับการ​ที่​ไปทำกระทบกระทั่งก่อกรรม ​กับสัตว์​ที่​เป็น​พระโพธิสัตว์ จนทำให้เกิด​เป็น​ความเดือดร้อนกันขึ้น​

​ที่เมืองทางภาคเหนือแถวเชียงใหม่ เล่ากันว่าครั้งนั้น​ชาวบ้านหมู่หนึ่ง​​เขาจับปลาไหลเผือก​ได้ ​และคน​ทั้งหมู่บ้านก็นำปลาไหลเผือกนั้น​มาปรุงอาหารกิน ปรากฎว่ามียายคนหนึ่ง​ไม่กินด้วย แล้ว​คืนนั้น​ก็มีน้ำป่าหลากลงมา ถล่ม​ทั้งหมู่บ้านยกเว้นไว้เฉพาะบ้านของคุณยาย​ที่ไม่กินปลาไหลเผือกนั้น​ ​และตามประวัติว่ากันว่าปลาไหลเผือกนั้น​​คือ​พระโพธิสัตว์ ​ซึ่ง​ต่อมาก็ถือกำเนิด​เป็นครูบาศรีวิชัย ​เพราะท่านเคยอธิษฐานจิตทำบารมี​พระโพธิสัตว์มาก่อน

กลับมา​ที่ชมพูทวีปของเรา ​ที่อยู่​ของมนุษย์​ทั้งหลาย​และ​เป็นแหล่งสร้างกรรม​ทั้งหลาย กรรมดีกรรมชั่ว​ที่เรา​จะสร้าง​เพื่อ​ไปสู่ภพภูมิอื่นๆ​ นี้ สร้างตอน​ที่เราอยู่​ชมพูทวีปนี่มาก​ที่สุด ​เพราะ​เป็นโอกาสโลก โลกแห่งโอกาส

อยาก​จะ​ได้แค่ไหน อยาก​จะ​ได้ดิบ​ได้ดีมี​ความเจริญ​เป็นเทวดา​เป็นพรหมก็สร้างจากโลกมนุษย์ อยาก​จะตกนรกหมกไหม้ อยาก​จะ​เป็นเปรตอสูรกายก็ทำจากตอน​ที่อยู่​ในโอกาสโลกนี้​ทั้งนั้น​

กล่าว​ได้ว่าขณะนี้เรา​กำลังสร้างอนาคตให้​กับตัวเราเอง อยู่​​ที่ว่าเรา​จะสร้างอนาคตแบบไหนให้ตัวเราเอง ​ใครอยากสำเร็นมรรคผลนิพพาน ก็ในโอกาสโลกนี้เท่านั้น​

จากภาพนี้​จะเห็นว่ามีรูป​พระอริยะบุคคล​ทั้ง ๔ ​และแบ่ง​ได้​เป็น ๘ ​คือ โสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมัค อนาคามิผล อรหัตมรรค ​และอรหัตผล


การเกิด​และปฏิบัติต่างๆ​ ในชมพูทวีปนี้จึง​สามารถ​เป็นเหตุให้มนุษย์พัฒนา​ได้สูงสุดจนถึงขั้น​เป็น​พระอริยบุคคล เรา​สามารถ​ที่​จะพัฒนาจนกระทั่งหลุดพ้น​ได้ หรือเข้าสู่​ความ​เป็นอริยภูมิ​ได้ ก็​คือ​ที่​ที่เราเกิดอยู่​นี่เอง

​ส่วนในทวีปอื่นอีก ๓ ทวีป ก็​จะมีรายละเอียดต่างกันออก​ไปอีก นอกจากชมพูทวีป​ที่มีใบหน้า​เป็นรูปไข่แล้ว​ ทวีปอื่นก็​จะมีใบหน้า​เป็นรูปอื่นๆ​ ​คือ อัปรโคยานทวีป ทวีปนี้ค่อนข้างแห้งแล้งกันดาน สังเกต​ได้จากสีสันต่างๆ​ ไม่ค่อยสดใสออกเทาๆ​ หม่นๆ​

ผู้​ที่อยู่​ในทวีปนี้ก็​คือชาวอัปรโคยาน สันฐานของทวีป​และสัณฐานของรูปหน้าของชาวอัปรโคยาน​จะ​เป็นรูปทรงกลม ลองดูคนรอบๆ​ เราสิครับ​ มี​เพื่อนเราหรือคน​ที่เรารู้จัก​ที่มีรูปหน้าออกกลมๆ​ หน่อย​หรือไม่ ไม่แน่อาจมีเชื้อสายมาจากชาวอัปรโคยานก็​ได้

อีกทวีปหนึ่ง​​คือ อุตรคุรุทวีป ทวีปนี้​เขาบอกว่า​ความ​เป็นอยู่​เกือบเหมือนเทวดา มี​ความสุขมาก มี​ความเจริญมาก อายุก็ยืนยาว ​เพราะสัณฐานทวีป​เป็นรูปสี่เหลี่ยม คน​ที่เกิดในทวีปนี้จึงมีใบหน้ารูปเหลี่ยม เคยเห็นบ้างไหมครับ​คนหน้าเหลี่ยมๆ​

​เขายังบอกอีกว่าคน​ที่เกิดในอุตรคุรุทวีปนี้มัก​จะเพลิดเพลินสวรรค์จนลืมบุญลืมกุศล หลังจากออกจากอุตรคุรุทวีปแล้ว​มัก​จะตกนรก แสดงว่านรกนี่​ต้องมีคนหน้าเหลี่ยมมาก​เป็นพิเศษ น่าสงสารเหมือนกัน

ล้อมกรอบ อัปรโคยานทวีป อุตรคุรุทวีป + สัณฐานใบหน้าล้อมกรอบ ปุพวิเทหทวีป
​เป็นเรื่อง​​ที่น่าเห็นใจอย่างหนึ่ง​เหมือนกัน ​เพราะว่าเพลินกุศล กินบุญเก่าจนลืมสะสมบุญใหม่ สังเกตนะว่า​ถ้าลืมทำบุญทำกุศล งานวัดงานวาไม่ค่อยมีเวลาให้​ได้​ไปช่วย ยิ่งงานยกช่อฟ้าเอกช่อฟ้าโทเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีคนมีวาสนาบารมี​ไปร่วมงานกันแล้ว​ ​แต่หาก​เป็น​เมื่อสมัยก่อน สักแค่ประมาณ ยี่สิบสามสิบปี​ที่แล้ว​ สมัยท่านจอมพลถนอม จอมพลประภาส อะไร​เหล่านี้ สมัยนั้น​ท่านทำบุญกันอุตลุด

​และภาพอย่าง​ที่ว่า ตอนนี้​ไปเห็นมา​ที่โน่น เมืองพม่า ​คือ​เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาส​ได้​ไปเ​ที่ยวพม่า ​เป็นสภาพบ้านเมือง​ที่ปกครองแบบเผด็จการทหาร เห็นพวกบิ๊กทหารของ​เขา​ที่ไม่มี​ที่เ​ที่ยว ก็​จะพาภรรยา​แต่งตัวสวยๆ​ ​แต่งเครื่องเพชรเครื่องทองเข้าวัด ​ไปอวดวาสนาบารมีกันในวัด ​แต่หลักใหญ่​คือ​เขา​ไปทำบุญ​ไปปฏิบัติธรรมกัน

ภาพ​ที่เห็นนั้น​ทำให้นึกถึงเมืองไทย​เมื่อสามสิบกว่าปี​ที่ผ่านมา ก็เห็นว่า​เขาก็ทำเหมือนผู้นำของเราสมัยนั้น​​ที่ทำกัน ​คือพวก​เขา​กำลังสั่งสมบุญกันอย่างหนัก แล้ว​ลองคิดดูว่าอีกสามสิบปีข้างหน้า ขณะ​ที่บ้านเมือง​เขา​กำลังสั่งสมบุญ ​และบ้านเมืองของเรา​กำลังเสวยบุญ อีกสามสิบปีข้าหน้าบ้านเมือง​เขาบ้านเมืองเรา​จะ​เป็นอย่างไร ​ใคร​จะ​เป็นขาขึ้น​​ใคร​จะ​เป็นขาลง อันนี้ก็น่าคิด

ทุกวันนี้ทรัพยากรเราเกือบหมดแล้ว​ใช่ไหม ​แต่ทรัพยากรพม่ายังเต็มร้อย ​เขาดูประเทศเราอยู่​ตลอดเวลา อะไร​​ที่เราผิดพลาด​เขายังไม่ผิดพลาด ฉะนั้น​​ถ้า​ใครคิดลงทุนในพม่า​จะดี ​เพราะหาก​จะว่าถึงเรื่อง​หลักกรรม อย่าลืมว่า​เขาเคยมาเผากรุงศรีฯ ของเรา​เอาไว้ เรามีสิทธิ์​ไป​เอาคืน

​แต่ลอง​ใครคิด​จะ​ไปลงทุน​ที่เขมร เห็นที​ต้องคิดให้หนักๆ​ ​เพราะเราก็เคยจัดการ​กับ​เขาถึงขนาดจับกษัตริย์ของ​เขาตัดหัวแล้ว​​เอาเลือดล้างเท้ามาแล้ว​ ทำให้เรามี วิบาก ต่อ​เขา ​เป็นวิบากกรรม​ที่พอเรา​ไปลงทุนอะไร​​เขาเผาเกลี้ยงหมด

กลับมา​ที่มหาทวีปสุดท้าย เรียกว่า ปุพวิเทหทวีป ทวีปนี้ก็แร้นเค้นมากเช่นกัน ไม่น่าอยู่​เลย​สักนิด กึ่งๆ​ นรกด้วยซ้ำ อันนี้อ้างอิงมาจากหนังสือโหรใต้ธรรมมาสน์หรืออะไร​ประมาณนี้ ​เขาบอกว่า ปุพวิเทหทวีปมีสัณฐานเหมือน​พระจันทร์เสี้ยว ​คือโค้งด้านหนึ่ง​เว้าด้านหนึ่ง​ รูปหน้ารูปศีรษะของคนในทวีปนี้ก็​จะ​เป็นเช่นนั้น​ครั้ง ​คือใบหน้า​จะหักๆ​ เข้าข้างใน มีหน้าผากโหนก​และคางยื่นง้ำออกมามากกว่าปกติ เหมือนหัวแฟรงเก้นสไตร์ ประมาณนั้น​

ต่อ​ไปก็มาดู​ที่ภาวะชีวิตว่า​แต่ละทวีปมีลักษณะอย่างไร เริ่มตั้งแต่เรื่อง​อายุ อายุของบุคคลใน​แต่ละทวีป​จะไม่เท่ากัน จากภาพไดอะแกรมนี้ ชมพูทวีป​ใช้รูปไข่ อัปรโคยายทวีป​ใช้รูปกลม อุตรคุรุทวีป​ใช้​เป็นรูปเหลี่ยม ​และปุพวิเทห​เป็นรูปคล้ายจันทร์เสี้ยว
ล้อมกรอบไดอะแกรมช่วงอายุ

ต่อ​ไปก็มาดู​ที่ภาวะชีวิตว่า​แต่ละทวีปมีลักษณะอย่างไร เริ่มตั้งแต่เรื่อง​อายุ อายุของบุคคลใน​แต่ละทวีป​จะไม่เท่ากัน จากภาพไดอะแกรมนี้ ชมพูทวีป​ใช้รูปไข่ อัปรโคยายทวีป​ใช้รูปกลม อุตรคุรุทวีป​ใช้​เป็นรูปเหลี่ยม ​และปุพวิเทห​เป็นรูปคล้ายจันทร์เสี้ยว

เรื่อง​อายุของมนุษย์ใน​แต่ละทวีปนี้ ตอนเริ่มต้นทุกคนทุกทวีป​จะมีอายุยืนยาว​ทั้งนั้น​ มนุษย์ทีเกิดขึ้น​ตอนต้น​คือตอน​ที่โลกเกิดขึ้น​มาใหม่ๆ​ ตอนนั้น​มนุษย์มีอาขุเริ่มต้น​ที่ หนึ่ง​อสงไขยปี ​ซึ่งนานเท่า​กับ​เอาเลข ๑ ตั้งไว้ แล้ว​​เอาเลข ๐ ​ไปต่อท้ายเรื่อย​ไปถึงอีก ๑๔๐ ตัว ถือว่ายาวนานมากๆ​

แล้ว​อายุของมนุษย์​แต่ละทวีป​จะค่อยๆ​ ลดลงเรื่อยๆ​ สุดท้ายก็​จะหยุดอยู่​ต่างสุดอายุขัยต่างๆ​ กันใน​แต่ละทวีป เหตุ​ที่อายุลดลงก็​เพราะศีลธรรมเสื่อมทรามลง ​เมื่อศีลธรรมเสื่อมทรามลงอายุก็​จะสั้นลงๆ​ กล่าวกันว่าอัตราการลดลงของอายุเท่า​กับ ๑๐๐ ปี ต่อ ๑ ปี ​คือ ​เมื่อ ๑๐๐ ปี อายุมนุษย์​จะลดลง ๑ ปี

​เพราะเหตุดังกล่าว มนุษย์ในอุตรคุรุทวีปก็​จะลดลงๆ​ จากหนึ่ง​อสงไขยปี ลดลงมาเหลืออยู่​​ที่ ๑๐๐๐ ปี แล้ว​ก็คง​ที่อยู่​อย่างนั้น​ ​ส่วนในอัปรโคยานทวีป พวกหน้ากลม​จะลดจากหนึ่ง​อสงไขยปีลงเหลือ ๕๐๐ ปี แล้ว​คง​ที่ ​และในปุพวิเทหทวีปจากหนึ่ง​อสงไขยปี​จะเหลือคง​ที่​ที่ ๗๐๐ ปี

​ส่วนพวกเรา พวก​ที่อยู่​ในชมพูทวีปนี้ พิเศษต่างจากสามทวีปนั้น​ ​เพราะเราอยู่​ในทวีป​ที่​เป็นโอกาสโลก ​เป็นทวีป​ที่สร้างโอกาส มนุษย์ในชมพูทวีป​จะ​เป็นผู้สร้างโอกาสให้ตนเอง ฉะนั้น​ชีวิตมนุษย์บนทวีปนี้​จะไม่สม่ำเสมอ มีการขึ้น​ลงต่อ​เนื่องกันตลอด​ไป ตั้งแต่เริ่มต้น​ที่ หนึ่ง​อสงไขยปี ลดลง​ไปเรื่อยๆ​ จนถึง​ที่สุด​คือเหลือแค่ ๑๐ ปี ​แต่ไม่​ได้คง​ที่อยู่​ตรง ๑๐ ปีนั้น​ ​เพราะหลังจาก ๑๐ ปีแล้ว​ อายุของมนุษย์ในชมพูทวีป​จะค่อยๆ​ ยืนยาวขึ้น​อีกจนถึงหนึ่ง​อสงไขยปีเช่นเดิม ​เป็นเช่นนี้เรื่อย​ไป

ก่อน​ที่​จะอธิบายว่าอายุไม่คง​ที่ของมนุษย์ในชมพูทวีปเกี่ยวข้องอย่างไร​กับการเกิดของ​พระพุทธเจ้า เราลองมาดูเรื่อง​เวลา​และ การเกิดดับของโลก​และจักรวาล การนับกัปกัลป์ การคำนวนอสงไขย กันก่อน ตามแผนภูมิของเวลา​ที่แสดงไว้นี้ ระยะเวลา​จะเริ่มตรงขอบนี้ ในช่วงนี้เรียกว่า มหากัป หรือ มหากัลป์


มหากัลป์ นี้แบ่ง​เป็น ๔ ช่วง ใน​แต่ละช่อง ​คือ ๑ มหากัลป์ เริ่มตั้งแต่ช่วงแรก ​เป็นช่วง​ที่โลก​กำลังว่างเปล่า ไม่มีสรรพสิ่งใดๆ​ ในโลก ทุกอย่างยังอยู่​รวมกันจน​เป็นจุด​ที่เล็กมาก เรียกว่าเล็กกว่าจุดเสียอีก ​แต่มีมวลมหาศาลอัดกันแน่นเอี๊ยด จนวันดีคืนดีเกิดระเบิดออกมา

จักรวาล​จะขยายตัวออกมาจากตอนนี้เอง เทียบ​กับทางวิทยาศาสตร์ก็อาจกล่าว​ได้ว่า​เป็นช่วง บิ๊กแบง (Big Bang) นี่​เป็นช่วง​ที่สอง หลังจากอัดรวม​เป็นจุดเดียวอยู่​นิ่งๆ​ มา ๑ ใน ๔ ของเวลา​ทั้งหมด แล้ว​ก็มาเกิดระเบิดขยายตัวจนกลาย​เป็นจักรวาลสมบูรณ์ อีก ๑ ใน ๔ ของเวลา​ทั้งหมด

แล้ว​มนุษย์จึงค่อยเกิดขึ้น​ในช่วง​ที่ ๓ มีเวลาอีก ๑ ใน ๔ ของเวลา​ทั้งหมดเช่นกัน ​และใน​ส่วนสุดท้ายของ ๑ ใน ๔ ​ส่วนของมหากัลป์ มนุษย์ก็​จะไม่มีเหลือ​เพราะ​เป็นช่วง​ที่โลกถูกทำลายจน​ที่สุด​คือ​จะกลับมารวม​เป็นจุดจุดเดียวอีกครั้ง

เรา​จะเห็นเรื่อง​ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา : เกิดขึ้น​ ตั้งอยู่​ ดับ​ไป ​ได้ชัดเจน​เพราะ​โดยรวมกระทั่งจักรวาลก็ตกอยู่​ภายใต้กฏไตรลักษณ์นี้เช่นเดียวกัน ​เป็นรอบๆ​ เวียนอยู่​อย่างนี้
ล้อมกรอบ ภาพวงรอบโลกถูกทำลายด้วย น้ำ ลม ไฟ

จากภาพเรา​จะเห็น​เป็นรอบๆ​ มีสีสันแตกต่างกัน​ไปตามสภาวะ แสดงการเกิดขึ้น​ ตั้งอยู่​ ​และ ดับ​ไป ของโลก​ซึ่ง​จะมีอยู่​ ๓ แบบ

สิ้นสุดด้วยไฟ แสดงไว้ด้วยสีแดง

สิ้นสุดด้วยน้ำ แสดงไว้ด้วยสีเทา

สิ้นสุดด้วยลม แสดงไว้ด้วย...​...​.


การสิ้นสุดด้วย ไฟ น้ำ ลม นี้ ​จะ​เป็นรอบเวียนกันเรื่อย​ไป ​คือสิ้นสุดด้วยไฟ ๗ ครั้ง แล้ว​สิ้นสุดด้วยน้ำ ๑ ครั้ง แล้ว​เวียนอยู่​เช่นนั้น​​ไปอีก ๘ รอบใหญ่ ​แต่ในรอบนอกสุด สุดท้าย​จะ​เป็นการสิ้นสุดด้วย ลม ๑ ครั้ง เห็น​ได้ว่าใน ๖๔ ครั้งในช่วงสิ้นโลกสิ้นจักรวาลนี่ สิ้นสุดด้วย ไฟ ถึง ๕๖ ครั้ง ด้วยน้ำ ๗ ครั้ง ​และด้วยลมเพียง ๑ ครั้งเท่านั้น​

​จะเห็นว่าสิ้นสุดด้วยน้ำ​กับลมเพียงไม่กี่ครั้ง ​ที่​เป็นดังนี้ก็​เพราะระดับการทำลายล้างนั่นเอง ระดับการทำลายล้างของ ไฟ น้ำ ลม ต่างกัน ​แต่ละช่วงการสิ้นสุดนี้​ส่วนใหญ่สรรพชีวิต​ที่วิวัฒนาการหนีไม่ทัน ​คือวิวัฒนาการหนีการทำลายล้างไม่ทันก็​จะสูญพันธุ์​ไป

​ส่วนการวิวัฒนาการหนีการทำลายล้างของจักรวาล ก็​คือ​การปฏิบัติธรรมนั่นเอง ​และ​ต้องปฏิบัติให้​ได้ญาณ ๒ ขึ้น​​ไปจึง​จะรอด ​ถ้าเพียงแค่ญาณ ๑ นี่ไม่รอด ​เพราะจิตยังไม่ละเอียดพอ ยังอยู่​ภายใต้แรงโน้มถ่วง แรงโน้มถ่วง​ที่ว่านี้ ​จะ​เป็นแรง​ที่ดึงดูดของหยาย​ทั้งหลายมาแพ็ครวมกัน

หากยังอยู่​ไม่ถึงญาณ ๒ สิ่ง​ที่เกิดขึ้น​ก็​คือ ​ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่​ จิตของเรา​จะรู้ตลอดว่าเราอยู่​ในขั้นไหน รู้ว่าเรายังไม่ถึงญาณ ๒ นะ เรายังอยู่​ต่ำกว่านั้น​นะ ยังอยู่​แค่ญาณ ๑ นะ ​และ​เมื่อมาเจอภาวะ​ที่บอกว่ามีบางอย่าง​ที่มีอำนาจจนเราไม่อาจปฏิเสธ​ได้ ​ซึ่งอำนาจนั้น​​ได้รวม​เอาเรา​ไป​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ด้วย ​ที่สำคัญ​คือเราไม่มีสิทธิ์ขัดขืนใดๆ​ ​ทั้งสิ้น

หลังจากอำนาจนั้น​รวมเราเข้า​ไปด้วย รวมเข้า​ไป​เป็นเนื้อเดียวกัน เรากลาย​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของสิ่งนั้น​ ​แต่เรายังมีจิตสัมผัสอยู่​ ยังเห็นคนอื่นอยู่​ เห็นว่า​เขาเหล่านั้น​ก็มารวม​เป็นก้วน​เป็นก้อนเดียวกัน​กับเรานี่แหละ​ แล้ว​จากการรวมกัน​เป็นก้อนใหญ่ๆ​ มันก็​จะค่อยๆ​ ยุบ...​ยุบๆ​ ยุบลงเรื่อยๆ​ จนเหลือเพียงแค่จุดเล็กๆ​ เล็กยิ่งกว่าปลายเข็มหมุด

ถึงตอนนี้​แม้จิตเรายังสัมผัสรู้​ได้ ​แต่เรามองไม่เห็นคนอื่นๆ​ แล้ว​ เพียง​แต่รู้สึกว่า​เรา​คือ​ส่วนหนึ่ง​ของสิ่งนั้น​ นี่​คือ​ที่มาของ​ความคิดแบบยอมสยบต่อ​พระผู้​เป็นเจ้า คิดว่าสภาวะเช่นนั้น​​คือสภาวะการร่วมอยู่​​กับ​พระผู้​เป็นเจ้า เข้าใจว่ามีบางอย่างมีอำนาจเหนือเรา ​พระผู้​เป็นเจ้ามีสิทธิ์เหนือเรา เราไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอำนาจของ​พระองค์

นี่​คือ​ความคิดแบบ "​พระผู้​เป็นเจ้า" แนว​ความอย่างนี้ย่อม​ต้องเกิดขึ้น​ในใจสัตว์ทุกดวง​ที่เคยผ่านการเวียนว่ายตายเกิด ผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลนับครั้งไม่ถ้วน แสดงให้เห็นว่า ​เพราะการเกิดดับ การเวียนว่ายในวัฏสงสารนั่นเอง​ที่​เป็นปัจจัยสำคัญ​ที่ทำให้เกิด​ความคิดแบบเทวนิยม ​เพราะการเวียนว่ายตายเกิดนับภพนับชาติไม่ถ้วนนี้ ทำให้มนุษย์ยอมศิโรราบอยู่​ในจิต ว่าชีวิต​ต้องแล้ว​​แต่บุญทำกรรม​แต่ง แล้ว​​แต่​พระเจ้าแล้ว​​แต่ฟ้าดิน​จะกำหนดให้​เป็น​ไป

ฉะนั้น​หากศาสนาแห่งพุทธิ ​คือศาสนาแห่งการรู้แจ้งไม่เกิดขึ้น​ ศาสนา​ที่ครองโลกอยู่​ตลอดกาลก็​จะ​เป็นศาสนา​ที่มี​พระ​เป็นเจ้า ผู้ดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่า​จะ​เป็น พราหมณ์ อิสลาม ฮินดู คริสต์ ฯลฯ

ตรงนี้น่าสนใจว่า​และ​พระพุทธเจ้า​ต้องทรงเลือกเวลาไหน​ที่​จะเสด็จมาตรัสรู้​เป็น​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

​จะเห็น​ได้ว่า ช่วง​ที่มนุษย์เกิดขึ้น​นั้น​​เป็นเพียง ๑ ใน ๔ ​ส่วน หนำซ้ำใน ๑ ​ส่วนนี่ยังแบ่งออก​เป็นการเกิดดับของจักรวาลอีก ๖๔ รอบ ​และในช่วงของการเกิดดับนี่แหละ​​ที่ช่วงชีวิตของมนุษย์ไม่คง​ที่ จาก​ที่มากสุด ๑๐ ยก​กำลัง ๑๔๐ หรือ​เอาเลข ๑ ตั้งแล้ว​เติม ๐ เข้า​ไปอีก ๑๔๐ ตัว จนกระทั่งอายุลดต่ำลงมาถึงเพียง ๑๐ ปี แล้ว​ค่อยเพิ่มกลับขึ้น​มาอย่าง​ที่กล่าวมาแล้ว​


จากภาพ​ที่เห็น​เป็นสามเหลี่ยมนี้ ​ที่จริง​คือรูปคน ​แต่พอจับบีบอัดเข้าด้วยกัน ก็กลาย​เป็นมวลสีเทาๆ​ จากอายุยืนยาว​ที่สุด ค่อยๆ​ หดสั้นลงมาจนถึงแค่หนึ่ง​แสนปี แล้ว​ก็ลดลงต่ำกว่าหนึ่ง​แสนปีจนถึงหนึ่ง​ร้อยปี ​และลดลงอีกจนถึง สิบปี ​เมื่อถึง สิบปีแล้ว​ก็กลับยืนยาวขึ้น​อีก

อย่าง​ที่บอกแล้ว​ว่าชีวิต​ที่ลดลงหรือยืนยาวขึ้น​ก็​เพราะกรรมดีกรรมชั่ว​ที่มนุษย์กระทำขึ้น​​ทั้งนั้น​ ศีลธรรมยิ่งเสื่อมทรามลงเท่าใด อายุของมนุษย์ก็​จะยิ่งสั้นลงเท่านนั้น​ จาก​ที่เคยมีอายุถึง ๑๐๐,๐๐๐ ปี ก็หดสั้นลงเหลือเพียง ๑๐๐ ปี ​และช่วงนี้เท่านั้น​​ที่​พระพุทธเจ้าไม่ว่า​พระองค์ไหนก็ตาม ​จะมาตรัสรู้

เหตุ​ที่​พระพุทธเจ้า​ต้องมาตรัสรู้ในเฉพาะช่วง​ที่มนุษย์มีอายุ ๑๐๐-๑๐๐,๐๐๐ ปี นี่ก็​เพราะ หากอายุยืนยาวกว่านี้ โลกมันมี​ความสุขมาก ​เพราะคน​ส่วนใหญ่ทำ​แต่​ความดี พอทำ​ความดีมากๆ​ มี​ความสุขมากๆ​ ก็เห็นทุกข์​ได้ยาก อุปมา​กับเศรษฐ๊​ที่เพลิดเพลินอยู่​​กับแก้วแหวนเงินทอง ไม่รู้สึกว่า​ตนทุกข์ร้อนอะไร​ จึงไม่ใส่ใจปฏิบัติธรรม ฉะนั้น​ห้วงเวลา​ที่มนุษย์ไม่เห็นทุกข์หรือเห็นทุกข์​ได้ยากนี้ ​พระพุทธเจ้าจึงไม่มาตรัสรู้ ​ส่วนหากอายุน้อยกว่า ๑๐๐ ปี ก็ไม่ไหวเช่นกัน ​เพราะมนุษย์​จะเลวเกิน​ที่​จะสั่งสอน ​คือช่วยไม่​ได้แล้ว​

นี่​คือเหตุผลว่าทำไม​พระพุทธเจ้า​ต้องมาตรัสรู้ในช่วง​ที่มนุษย์มีอายุ​ระหว่างนี้เท่านั้น​ ​ส่วน​พระพุทธเจ้าของเราในมหากัลป์นี้ ​ที่เราเรียกกันว่า ภัทรกัลป์ ​เป็นช่วง​ที่ ๓ ใน ๔ ช่วง ​เป็น ๑ ใน ๔ ช่วง​ที่มนุษย์เกิดขึ้น​ แสดงว่า​พระพุทธเจ้าในภัทรกัลป์​ทั้ง ๕ ​พระองค์ก็เกิดขึ้น​ในช่วงนี้ ท่านก็เกิดขึ้น​ในช่วงต่างๆ​ ​ระหว่างการเกิดดับ ๖๔ ครั้งนี้

​พระพุทธเจ้าองค์แรกในภัทรกัลป์​คือ ​พระกุกกุสันธพุทธเจ้า ต่อด้วย ​พระโกนาคมนพุทธเจ้า ​พระกัสสปพุทธเจ้า แล้ว​ก็มาถึง​พระพุทธเจ้าของเรา ​คือ ​พระโคดมพุทธเจ้า ​และองค์สุดท้ายในภัทรกัลป์นี้ก็​คือ ​พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า

​เป็น​ที่น่าสังเกตนะครับว่า​ จากพุทธพยากรณ์เรื่อง​พุทธวงศ์นั้น​ ​พระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ​ อายุยืนยาว​ทั้งนั้น​ สองหมื่นปีบ้าง หนึ่ง​แสนปีบ้าง หรือแปดหมื่นปีบ้าง ​แต่​พระโคดมพุทธเจ้า ​พระพุทธเจ้าของเราเกิดในช่วง​ที่มนุษย์มีอายุเฉลี่ยเพียงแค่ ๑๐๐ ปีเท่านั้น​ ​ซึ่ง​พระพุทธโคดม​เอาก็ยังอายุไม่ถึง ​พระองค์มีอายุเพียงแค่ ๘๐ ปีเท่านั้น​ ตรงนี้ก็ยังมีกรณี​ที่น่าสนใจ​คือ

กรณีแรก ​คือ​พระพุทธเจ้า​พระองค์อื่นเกิดในช่วง​ที่มนุษย์มีอายุเท่าไหร่ ​พระองค์ก็​จะมี​พระชนมายุเท่า​กับค่าเฉลี่ยของอายุมนุษย์ช่วงนั้น​ ​ซึ่งแสดงว่า​พระพุทธโคดมของเราถูกกรรมตัดรอน จึง​ต้องสิ้นอายุขัยก่อน ​เพราะอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ในยุคนั้น​​คือ ๑๐๐ ปี​พอดี

เรื่อง​อายุเฉลี่ยของมนุษย์ยุคนั้น​ยืนนานถึง ๑๐๐ ปีนี้ ตอนเด็กๆ​ เคย​ไปพบ​ความจริงแถวๆ​ สวนโมกขพลาราม ตรงหลังสวนโมกขฯ นั้น​​จะมีภูเขา เรา​เป็นเด็กๆ​ ก็เดินข้าม​เขาเข้า​ไปเ​ที่ยวดูชาวบ้าน​ที่อยู่​ทางแถวนั้น​ เชื่อไหมว่าคนแถวนั้น​ คน​ที่สูงอายุ​ที่สุด​คือ ๑๓๐ ปี มีลูกอายุ ๑๑๐ ปี ​และมีหลานอายุประมาณ ๘๐-๙๐ ปี ​โดยยังอยู่​กันครบ​ทั้งสามรุ่น นี่​คือสิ่ง​ที่​ไปเห็นมา​กับตาตัวเอง

ดังนั้น​​ที่เราบอกกันว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ดีขึ้น​ๆ​ ​จะทำให้เราอายุยืนขึ้น​นั้น​​จะจริงหรือไม่ก็น่าสงสัยอยู่​ ​ส่วนตัวแล้คิดว่าไม่น่า​จะใช่ สังเกตดูว่าเด็กรุ่นใหม่มันแก่แดดแก่ลมกว่าเราเยอะ มันไฮ-สปีด (Hi-Speed) กันเหลือเกิน แค่รุ่นเรายังถูกพ่อแม่มองว่าแก่แดด ​แต่ตอนนี้เราก็ยังมองพวกเด็กรุ่นใหม่ๆ​ แก่แดดกว่าเรามาก รู้สึกว่า​อะไร​มัน​จะเร่งวันคืนให้ตัวเองโตเร็วๆ​ ขนาดนั้น​

จาก​เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีโน้น ​พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ตอน​ที่มนุษย์มีอายุเฉลี่ยอยู่​​ที่ ๑๐๐ ปี ตอนนี้ผ่านมา ๒,๕๕๐ ปี ​ถ้าคำนวณ​กับค่าเฉลี่ย​ที่อายุมนุษย์​จะลดลง ๑ ปี ทุกๆ​ ๑๐๐ ปี แสดงว่าตอนนี้อายุเฉลี่ยลดลงจากตอนนั้น​ ๒๕ ปี ๖ เดือน ฉะนั้น​ค่าเฉลี่ยอายุของมนุษย์ขณะนี้ก็อยู่​​ที่ ๗๔ ปี ๖ เดือน

ลองมองหารอบตัวเราดูว่ามี​ใครอายุเกิน ๗๔ ปี ๖ เดือนบ้าง หาก​ใครอายุเกินก็แสดงว่าอยู่​เกินอายุขัยแล้ว​ แสดงท่าน​ได้ทำบุญ​ที่​เป็นการต่ออายุให้ตัวเองมาแล้ว​ อายุ​ที่เกินมานี่ถือ​เป็นกำไร เราควรอนุโมทนาให้​เขา ​และด้วยอานิสงส์แห่งการอนุโมทนานี้ ก็ขอให้เราอายุยืนเหมือนท่านบ้าง

​ส่วนพวก​ที่อายุไม่ถึงก็​คือพวก​ที่​ไปทำกรรมตัดรอน​เอาไว้ ประเภทพวก "ชี้ตู้" ​ไปตามร้านอาหารทะเลก็ "ตัวนั้น​ตัวโตดี​เอาตัวนั้น​ ตัวนี้ก็อ้วนดี​เอาตัวนี้ด้วย" พวกนี้​ต้องระวังว่าอายุ​จะหดหาย​ไป กิน​ไปกี่ตัมันลดลงเรื่อยนะ ​เพราะเราทำกรรมตัดรอน ​ไปตัดทอนอายุของผู้อื่น

อย่าง​ที่บอกว่า​พระพุทธเจ้า​จะไม่เกิด​เมื่อคนอายุน้อยกว่าร้อยปี ​เพราะมี​แต่คนสอนไม่ขึ้น​ ​แต่​พระพุทธเจ้าของเราท่าน​เป็นผู้เสียสละมาก ​และท่านก็​เป็นประเภท "ปัญญาธิกะ" ​คือ​พระพุทธเจ้า​ที่อาศัยปัญญา​เป็นเครื่องดำเนินการสั่งสมบารมี ​ใช้เวลาสร้างสมสั้น​ที่สุดในบรรดา​พระพุทธเจ้า​ทั้งสามประเภท ​ซึ่งอีก ๒ ประเภท​คือ ประเภทวิริยาธิกะ ​และประสัทธาธิกะ ​เป็นพก​ใช้​ความวิริยะ ​และ​ความศรัทธา ในการสั่งสมบารมีตามลำดับ

​พระโคดมพุทธเจ้าของเรา​ใช้เวลาสะสมบารมีสั้น​ที่สุด เพียง ๒๐ อสงไขยแสนกัลป์ ​ซึ่งก็อย่าง​ที่อธิบายมาแล้ว​ว่า อสงไขย​และกัลป์นั้น​ยาวนานขนาดไหน ใน​ส่วนของ​พระโคดมพุทธเจ้านี้​แม้​จะถือว่าสั้นมาก ​แต่ก็นานพอดู ​ทั้งนี้ก็เริ่มนับจากหลังการ​ได้รับการพยากรณ์จาก​พระพุทธเจ้าทีปังกร ขณะ​ที่​เป็นสุเมธดาบส ​ซึ่ง​พระพุทธเจ้าทีปังกรพยากรณ์ไว้ว่า อีก ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัลป์

การบอกว่า สี่อสงไขย​กับอีกแสนกัลป์นี้แสดงว่า อีก ๑๐๐,๐๐๐ กัลป์นี้​เป็นเศษ ฉะนั้น​ตัวเต็มก็น่า​จะ​เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ใช่ไหม ก็ดูอย่างเวลาเราซื้อของน้ำตาลขีดหนึ่ง​ก็​เป็นหนึ่ง​ในสิบ​ส่วน อันนี้ก็น่า​จะ​เป็นทำนองเดียวกัน ​ซึ่งไม่​ได้อ้างตำรา​ที่ไหน ​พระภาสกรนี่แหละ​คำนวณเอง

หาก ๑ อสงไขย เท่า​กับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ แปลว่า​พระโคดมพุทธเจ้าของเราก็​ต้องทำบารมีมาแล้ว​ ๒๐,๑๐๐,๐๐๐ ครั้งของการเกิดดับของจักรวาล เยอะไหม นี่​ใช้เวลาน้อย​ที่สุดแล้ว​นะ ​เพราะท่านประเภทสัทธาธิกะพุทธเจ้า​ต้อง​ใช้เวลาสร้างบารมีอยู่​ ๔๐ อสงไขยแสนกัลป์ ​ส่วนท่านประเภทวิริยาธิกะพุทธเจ้า ก็​ต้อง​ใช้เวลาสร้างบารมีถึง ๘๐ อสงไขยแสนกัลป์

ระยะการสั่งสมบารมีของ​พระปัญญาธิกพุทธเจ้านี้ มี ๓ ช่วง ​คือ ระยะ​ที่ ๑ คิดในใจ เหมือน​กับตอน​ที่เราเห็น​พระพุทธเจ้าแล้ว​เกิดศรัทธา อย่างตอน​ที่เสด็จลงจากดาวดึงส์แล้ว​เปิดไตรภูมิ​ทั้งสามโลกให้เห็นกัน ​เขาบอกว่า​แม้กระทั่งมดแมงต่างๆ​ ​เมื่อมองเห็น​พระพุทธเจ้าแล้ว​ก็อยากเกิด​เป็น​พระพุทธเจ้าบ้าง แล้ว​ก็ต่างตั้งปณิธานอย่าง​เป็น​พระพุทธเจ้าบ้าง ​และก็ถือ​เป็นโพธิสัตว์ตั้งแต่บัดนั้น​

​ใครก็ตาม​ที่อยากตรัสรู้เองแล้ว​​ไปสอนผู้อื่นให้รู้ตามนี่ หากตั้ง​ความปรารถนาปุ๊บนี้​ได้ชื่อ​เป็นโพธิสัตว์ทันที ​ส่วน​จะ​ได้​เป็นโพธิสัตว์แบบตื้นหรือแบบลึกนี่​ต้องแล้ว​​แต่การสั่งสมบารมี ระยะแรกๆ​ ​ต้องเริ่มจากการคิดในใจ อาจ​เพราะยังเขินๆ​ ไม่กล้าบอก​ใคร กลัว​เขา​จะว่าใฝ่สูงเกินตัว อยาก​เป็น​พระโพธิสัตว์ คิดอยู่​ในใจอย่างนี้​ทั้งหมด ๗ อสงไขย ​คือ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ครั้ง ของการเกิดดับของจักรวาล

หลังจากนั้น​ท่านก็เริ่มมี​กำลังใจ เริ่มฟิตเริ่มซ่าอยากมีผลงาน​เป็นเรื่อง​​เป็นราว ก็​จะเริ่มชักชวนคนอื่นให้​ไปอยู่​ในโพธิสัตว์นครด้วยกัน ขั้นนี้ถือ​เป็นโพธิสัตว์ขั้นกล่าวด้วยวาจา เริ่มชักชวนคนมา​เป็นบริวาร หาทีมเริ่มสั่งสม​ความดีแบบเปิดเผย ระยะนี้​จะดำเนิน​ไปอีก ๙ อสงไขย รวม​กับขณะตั้งจิตอธิษฐานก็รวม​เป็น ๑๖ อสงไขย

เหลืออีก ๔ อสงไขย​กับอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัลป์ ตอนนี้​คือเริ่มต้นตอน​ที่สุเมธดาบส​ได้รับการพยากรณ์ว่า​จะ​ได้​เป็น​พระพุทธเจ้า แสดงว่าตอน​ที่เกิด​เป็นสุเมธดาบสนี่​ต้องทำบารมีมาแว ๑๖ อสงไขย แล้ว​ถึง​ได้​ไปนอนทอดตัว​เป็นบาท​วิถีให้​พระพุทธเจ้าทีปังกร ​กับบริวาร​ทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ รูปเดินย่ำบนหลัง ถือ​เป็นบุญใหญ่มาก ​ต้องมี​กำลังใจสูงมาก

เรื่อง​​ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง​ก็​คือ คน​ที่ตั้งใจ​จะ​เป็น​พระพุทธเจ้านี่​ต้องมี​ความมั่นใจในตนเองสูงมาก ​เพราะคน​ที่​จะ​เป็น​พระพุทธเจ้า​ต้อง​ใช้​ความมั่นใจในตัวเอง ​ใช้​ความตั้งมั่นนี่ไต่เต้า​ไปจนถึง​ที่สุดของ​ความรู้ของมนุษยชาติ ฉะนั้น​ท่านๆ​ โพธิสัตว์​ทั้งหลาย ​โดยเฉพาะ​พระโพธิสัตว์​ที่​จะมาเกิด​เป็น​พระสมณโคดมพุทธเจ้าของเราท่านก็​ต้องมี อีโก้ (EGO) หรืออัตตาในตัวเองสูง ​เป็นธรรมดา

แล้ว​ก็มีอยู่​ครั้งหนึ่ง​​พระพุทธเจ้าของเราสมัย​เป็น​พระโพธิสัตว์ก็​ได้​ไปพบ​กับกัสสปพุทธเจ้า เห็นท่านปฏิบัติธรรมอยู่​ใต้ร่มไม้ก็เข้า​ไปปรามาส แล้ว​​เป็นอย่างไร ท่านโพธิสัตว์​ต้องตกนรก พอขึ้น​มาจากนรก​ได้แล้ว​ถึง​จะ​ได้บำเพ็ญบารมีต่อ ​แต่ก็ยัง​ต้องเจอ​กับเศษกรรม ​ต้องกระทำทุกรกิริยาอยู่​อีกนานถึง ๖ ปีเต็ม ​เพื่อ​ใช้เวรกรรม​ที่ยังเหลือเศษจากการ​ไปปรามาส​พระพุทธเจ้ากัสสปะ ​เป็นไหมว่าของฟรีไม่มีในโลก เคยทำอย่างไรไว้ก็​ต้อง​ได้อย่างนั้น​

​และอีกกรณีหนึ่ง​​คือท่านอายุไม่ครบขัยตามอายุเฉลี่ยของคนสมัยนั้น​​คือ ๑๐๐ ปี ​ทั้งนี้ก็​เพราะ​ส่วนมากโพธิสัตว์นี่มัก​จะมีเรื่อง​รบรากันอยู่​​กับโพธิสัตว์ด้วยกัน ​คือ​ต้องเก่ง​กับเก่งมาเจอกันถึง​จะสนุก ​ถ้าเปรียบทางหมัดมวยก็​ต้องว่า​เพราะกระดูกเบอร์เดียวกัน น้ำหนักหมัดพอๆ​ กัน ถึง​จะ​เป็นคู่ปรับ​ที่เหมาะสม

คู่ปรับของ​พระโคดมพุทธเจ้าของเราก็​คือ พญามาร นั่นไง แล้ว​พญามารนี่ท่านก็​คือ​พระโพธิสัตว์ ​ที่จองกรรมกันมาหลายภพหลายชาติ ในบางคราวของการบำเพ็ญบารมีก็มีการก้ำเกิน รู้สึกว่า​ตอน​ที่พญามาร​กำลังบำเพ็ญบารมีนั้น​ ​พระโพธิสัตว์ของเราก็ปลอมตัว​เป็นผู้หญิง​ไปหลอกล่อ​เขา แล้ว​ก็หันกลับมาเล่นงาน​เขาตอน​ที่เผลอ พญามารเลย​อาฆาตมาตั้งแต่นั้น​

พญามารโพธิสัตว์​ทั้งอาฆาต​ทั้งพยาบาท​ว่า​จะไม่ให้​พระพุทธเจ้าของเรามีอายุครบขัย ฝากแค้นไว้ว่า​ได้​เป็น​พระพุทธเจ้า​เมื่อไร​จะตามมาทวงคืน ก็​เป็น​ที่เข้าใจ​ได้ว่า ตอน​ที่​พระพุทธเจ้าของเรา​จะเข้าสู่ปรินิพพาน​ถ้าไม่มีเวรกรรมแล้ว​ละก็ ​ใคร​จะมาทูลของให้ดับขันธ์​ได้ ​เพราะท่าน​เป็นถึง​พระพุทธเจ้า

หรืออย่างตอน​ที่อาพาท ​พระโคดมพุทธเจ้าของเราท่านก็ยอมรับเรื่อง​กรรมเก่า ​พระองค์บอกว่า​ที่ป่วย​เป็นโรค ก็​เพราะเคยทำกรรม​เอาไว้ เคย​เอายาถ่ายมาให้ลูกเศรษฐีกินถึงตาย ทำให้​ต้องรับเวรรับกรรม​ที่เคยทำ

สิ่ง​ที่​พระโคดมพุทธเจ้าของเรา มีไม่ยิ่งหย่อน​ไปกว่า​พระพุทธเจ้า​พระองค์อื่นก็​คือ ​พระองค์มั่นใจว่า​จะช่วยขนถ่ายสรรพสัตว์นั้น​ให้​ได้มากไม่น้อยหน้า​พระพุทธเจ้า​พระองค์อื่น ​ทั้งนี้​ต้องไม่ลืมว่ายุคเรา​เป็นยุค​ที่มนุษย์มีอายุเฉลี่ยเหลือน้อย​ที่สุด ​ซึ่งหมาย​ความว่า​เป็นยุค​ที่มีคนเลวเยอะ มีทุกข์เยอะ โอกาสเห็นทุกข์ชัดๆ​ มีมาก จึง​เป็นข้อ​ได้เปรียบของคนยุคนี้​ที่​จะมีโอกาสซาบซึ้งในรส​พระธรรม

​ที่น่าสังเกต​คือคน​ที่เกิดยุคนี้​เป็นคนฉลาด ​สามารถสร้างสรรค์เทคโนโลยีอะไร​ต่างๆ​ ​ได้มากมาย​ ​สามารถสร้าง​ความสะดวก​สบายให้แก่ตนเอง​ได้เยอะ ​แต่ศีลธรรม​กับเทคโนโลยีกลับสวนทางกัน หากพอจำกัน​ได้ ช่วง​ที่กรุงโรม* ล่มสลายศีลธรรมต่ำทรามถึง​ที่สุด ถึงขั้น​ที่มีการผิดเพศอะไร​ต่างๆ​ เรื่อง​ชาย​กับชาย หญิง​กับหญิงนัวเนียกัน​ไปหมดนั้น​ ทุกวันนี้ก็คล้ายๆ​ กันแล้ว​ กระทั่งกฎหมายยังให้กะเทย​แต่งงานกัน​ได้ นี่ก็แสดงว่าใกล้แล้ว​ ใกล้​กับยุค​ที่อาณาจักรโรมันล่มสลายแล้ว​จริงไหม

กฎหมายประหลาดๆ​ เริ่มออกมามากในช่วงนี้ เช่น กฎหมายลูกฟ้องร้อง​เอาผิด​กับพ่อแม่​ได้ อันนี้ก็​ต้องระวัง เกิดลูกโกรธหรือไม่พอใจพ่อแม่ขึ้น​มา มัน​ไปให้​เพื่อนเฆี่ยนเสร็จแล้ว​​ไปหาว่าพ่อแม่​เป็นคนทำ พ่อแม่​จะติดคุก​เพราะลูก เรื่อง​นี้ก็​จะเกิดขึ้น​​ได้ไม่ยาก

​ส่วนในยุคต่อ​ไป​จะ​เป็นอย่างไร ก็​คือว่าอายุของมนุษย์​จะลดลงเรื่อยๆ​ จนเหลือเพียงแค่ ๑๐ ปี ตรงนี้ก็น่าสนใจ ตรง​ที่ว่าในภัทรกัปล์นี้ มี​พระพุทธเจ้า ๕ ​พระองค์ ​ซึ่ง​พระโคดมพุทธเจ้าของเราเกิดในยุค​ที่มนุษย์มีอายุเพียง ๑๐๐ ปี ท่านจึงเกิดในวงศ์กษัตริย์ ในขณะ​ที่​พระพุทธเจ้า​พระองค์อื่น​จะเกิดในตระกูลพราหมณ์​ทั้งหมด ​ทั้ง​พระกุกกุสันธพุทธเจ้า ​พระโกนาคมพุทธเจ้า ​พระกัสสปพุทธเจ้า ล้วนแล้ว​​แต่เกิดในตระกูลพราหมณ์​ทั้งนั้น​ ​แม้กระทั่ง​พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า ​ซึ่ง​จะเกิด​เป็นองค์สุดท้ายในภัทรกัปล์นี้ก็​จะเกิดในตระกูลพราหมณ์เช่นเดียวกัน

​ที่​เป็นเช่นนี้ก็​เพราะว่า​เมื่อบ้านเมืองสุขสงบนักรบ​จะไม่ค่อย​ได้มีบทบาท​ พวก​ที่มีบทบาท​​จะ​เป็นพวก​ที่ทำพิธีกรรมต่างๆ​ พวกศรัทธาพวกพราหมณ์ก็​จะมีเกียติยศสูงสุด ​เป็นยุค​ที่คนมีอายุยืนนาน ​แต่พอตอนช่วง​ที่มนุษย์มีอายุสั้น กษัตริย์​จะเด่น​เพราะ​เป็นนักรบ ดังนี้​พระโคดมพุทธเจ้าของเราจึงเกิดในตระกูลกษัตริย์ ​ความสัมพันธ์ของโคตรวงศ์ของ​พระพุทธเจ้าจึงสัมพันธ์กัน​ที่กล่าวมานี้

ในช่วง​ที่มนุษย์มีอายุจาก ๑๐๐ ปี ค่อยๆ​ ลดลงจนเหลือ ๑๐ ปีนี้เราเรียกว่า กลียุค* ตอนนี้พวกเราจึงอยู่​ในกลียุค ​ซึ่งภาษาอังกฤษ​ใช้คำว่า Kos หมาย​ความว่าไร้ระเบียบไร้แก่นสาร คนในยุคนี้​จะเริ่มปฏิเสธกฎเกณฑ์ทุกอย่าง มีรัฐธรรมนูญไว้ฉีก ไม่​ได้มีไว้​ใช้บังคับ มีกฎเกณฑ์ต่างๆ​ว้ ​เอาไว้ทำลาย กรอบกติกาต่างๆ​ ไม่​เอา ฉัน​จะ​เอาสิ่ง​ที่ฉันคิดเห็นว่าถูก​ต้อง ​เอา​ความคิดของตัวเอง​เป็นใหญ่ จริยธรรม​ความชอบธรรมก็​ต้อง​เพื่อฉัน ​เป็นฉันกำหนดเองเท่านั้น​ไม่ใช่คนอื่น

​เมื่อยุคแห่งกลียุค เต็ม​ไปด้วย​ความไร้ระเบียบแบบแผนเช่นนี้ ​ความทุกข์จึงเกิดขึ้น​​ได้ง่ายมาก ​จะเกิดเพิ่มขึ้น​เรื่อยๆ​ ​และไล่​ไปจนถึง​ที่สุด​คือตอน​ที่มนุษย์อายุเหลือเพียง ๑๐ ปี ตรงนั้น​​จะเกิดอยู่​ในช่วง ๗ วัน ​เป็นช่วง ๗ วัน​ที่โลกมืดมิด ๗ วัน​ซึ่ง​เป็น ๗ วันแห่งมหันตภัย

​เมื่อถึงตอนนั้น​แล้ว​อาหารการกินก็หาไม่​ได้ มอง​ไปไม่รู้​จะเห็น​ใคร ๗ วันนี้ เรียกว่า มิคสัญญี สัญญาหรือ​ความจำ​ได้หมายรู้ว่าสิ่งรอบตัว​เป็นเนื้อ​เป็นผักปลา สิ่งรอบตัว​เป็นอาหาร​ได้หมด มองเห็น​เพื่อนก็น่ากิน​ไปหมด จับ​ได้​เมื่อไหร่ก็ฆ่าแกงกัดกินกัน​เมื่อนั้น​ ​ถ้าเจอพวกขาวๆ​ ฟูๆ​ อย่างพวกฝรั่งหรือชาวยุโรปก็คงคิดว่า​เป็นขนมปัง ​ส่วน​ถ้าเจอพวกดำๆ​ พวกนี้ก็คง​เป็น​เป็นช็อกโกแลต ก็ว่ากัน​ไป

​แต่ในกลียุคนี้เอง ​ที่ยังมีบางคน​สามารถหนี​ไปอยู่​ตามถ้ำตามป่า ​ไปปฏิบัติธรรม แล้ว​พกนี้เอง​ที่สืบต่อสายพันธุ์ให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น​อีกครั้ง จากเหลือเพียง ๑๐ ปี ก็ค่อยๆ​ ยืดขึ้น​​เป็น ๑๐๐ ปี ​เป็น ๑๐๐๐ ปี เพิ่มขึ้น​​ไปเรื่อยๆ​ ​และ​จะ​เป็นวงจรขึ้น​ลงอย่างนี้อีก ๖๔ รอบ ​ซึ่งวงจร​ที่ว่ามา​ทั้งหมดนี้ก็​เป็นเรื่อง​ธรรมดา​ที่​ต้องเกิดขึ้น​ ฉะนั้น​ไม่​ต้องห่วง สมมติว่าเราเกิดถึงแก่กรรม​ไปแล้ว​ ​ไปเข้าท้องแม่คนใหม่อีก ๙ เดือน เกิดมาใหม่แล้ว​เราว่าด้วยสภาพสังคมเช่นนี้ ด้วย​ความ​เป็น​ไปเช่นนี้ เรามีโอกาสไหม​ที่​จะ​ได้กลับมาอยู่​ในสถานะเดิม​ที่อยู่​กันในทุกวันนี้ ตรงนี้ก็น่าคิดเหมือนกัน สำหรับผู้เขียนเองคิดว่าไม่รอดแน่ๆ​ ​เพราะแค่รอดปากเหยี่ยวปากกามา​ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็ถือว่า​เป็นบุญแล้ว​ ​ถ้า​ไปเกิดอีกคราวหน้าคิดว่าอยู่​​ไปไม่กี่ขวบก็​ต้องตายแน่ๆ​ คิดว่าอายุไม่เกิน ๑๘ นี่​ต้องตายแน่แล้ว​ รับประกัน​ได้เลย​

​ที่บอกอย่างนี้ก็​เพราะเราไม่​สามารถต้านทานสิ่งเร้า​ที่รุนแรงตามธรรมชาติเหล่านนี้​ได้ ขนาดสิ่งเร้าในสมัยก่อนยังมีน้อย ​จะซื้อหนังสือปกขาวสักทีก็​ต้องกระมิดกระเมี้ยน ​ต้องขาย​เขาแทบตาย ​แต่ทุกวันนี้มีวางขายกันเกลื่อน วางแผงขายกันหน้าด้านๆ​ สังเกตไหมว่าหนังบางเรื่อง​​ที่แบบสยองขวัญ ประเภทซอมบี้ผีกินคน แบบ​ที่มีคล้ายๆ​ ไวรัสกินคน แล้ว​กินต่อๆ​ กัน​ไป​เป็นทอดๆ​ เหตุการณ์อย่างนี้ตอนนี้ก็เกิดขึ้น​แล้ว​ ​และมันก็เคยมีมาแล้ว​​เป็นช่วงๆ​

ไอน์สไตร์* ไม่​ได้​เป็นคนคิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพคนแรก นิวตัน*ไม่​ได้​เป็นคนแรก​ที่คิดค้นเรื่อง​แรงโน้มถ่วง ​แต่มีคนพบเห็นมาก่อนแล้ว​​ทั้งสิ้น เพียง​แต่ว่ารอบมันเวียนมาถึง สิ่ง​ที่​เป็นปัจจัยต่างๆ​ บนโลกมันเกื้อหนุนกัน ​ซึ่ง​ความรู้เหล่านี้​พระเจ้าไม่​ได้ประทานมาให้ ​เพราะ​ที่จริงมันฝังอยู่​ในจิตใจของเราทุกคนอยู่​แล้ว​

จริงๆ​ แล้ว​จิตใจของเรานั้น​เก็บข้อมูล​ได้มหาศาล ผ่านภพผ่านชาติมาอย่างนับไม่ถ้วน พุทธศาสนาจึงปฏิเสธเรื่อง​จิตเหนือสำนึก ยอมรับแค่จิตสำนึก​และจิตใต้สำนึกเท่านั้น​ ​ซึ่งจิตใต้สำนึกนั้น​ก็มโหฬาร มีการสะสมข้อมูลไว้มากมาย​ ​เป็นข้อมูล​ที่ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมานับครั้งไม่ถ้วน ​เป็นล้านล้านชาติ ​ซึ่ง​จะสะสมอยู่​รวมในจิต​ทั้งหมด ​ถ้าวันหนึ่ง​มีเหตุถึง​พร้อม สิ่ง​ที่สะสมนั้น​แสดงผลออกมา เราอาจคิดว่า​เป็นอะไร​ใหม่ๆ​ ​เป็นแนวคิดใหม่ๆ​ ​แต่​ที่จริงแล้ว​ไม่​ได้ใหม่ ​เป็น​แต่เพียงการขุด​เอา​ความทรงจำเก่าๆ​ มาแสดงออก

กล่าวกันว่าในคนละมุมโลก ​จะมีคนค้นพบสิ่ง​ที่คล้ายคลึงกันในเวลาไล่เลี่ยกันเสมอ ​เพราะเหตุปัจจัยหรือสิ่งแวดล้อมมันชี้ช่องทางให้​ความรู้นั้น​​สามารถแสดงผลออกมา​ได้นั่นเอง ตรงนี้​จะเห็น​ได้ว่าเรื่อง​ของการเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่เรื่อง​ล้าสมัย ​ที่จริงทันสมัยด้วยซ้ำ ​และมันก็​เป็นอย่างนี้มานานแล้ว​​เป็นปกติ

ด้วยเรื่อง​เวลาเวียนว่ายตายเกิดอันมากมาย​มหาศาลนี้เอง ​ที่ทำให้มนุษย์ยอมจำนน​กับการเวียนชาติเวียนภพของตนเอง ​ต้องย้ำอีกครั้งว่า หากพุทธศาสนาไม่เกิดขึ้น​ มนุษย์ก็​จะยอมรับเรื่อง​การรวม​กับ​พระผู้​เป็นเจ้าตลอด​ไป ​เมื่อพุทธศาสนาเกิดขึ้น​ ชี้ให้เห็นถึงวิธีการหลุดพ้น สอนวิธีการหลีกให้พ้นการควบรวมกลับเข้า​ไป​เป็นจุด​ที่เล็กว่าจุด ด้วย​การปฏิบัติให้บรรลุญาณตั้งแต่ระดับ ๒ ขึ้น​​ไป ตรงนี้ช่วยอธิบายแนว​ความคิดเรื่อง​​พระผู้​เป็นเจ้า ว่า​ที่จริงแล้ว​​ที่เกิดแนวคิดนี้นี้ก็​เพราะวัฏจักรการเวียนแตกดับเวียนเกิดขึ้น​ใหม่ของโลกธาตุนั่นเอง

ตามพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ตอนสิ้นกัลป์นั้น​ ​จะ​เป็นตอน​ที่ดวงอาทิตย์​จะปรากฏจาก ๑ ดวง​เป็น ๒ ดวง ​เป็น ๔ ดวง แล้ว​เผาผลาญโลกนี้ให้​เป็นจุล​ไป หากมองทางวิทยศาสตร์ ตอนสิ้นกัลป์ก็​คือตอน​ที่ดาวฤกษ์​ที่เคลื่อนมาใกล้กัน ดึงดูดกันเข้ามา​เป็นจุดเดียว พอเข้าใกล้กันก็ปรากฏใหญ่ขึ้น​ๆ​ เห็นเหมือนมีดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้น​​เป็นสามสี่ดวง ​เมื่อมาใกล้กันก็เผาผลาญโลกนี้ แล้ว​ก็รวมศูนย์กันขึ้น​ใหม่ เกิด​เป็นบิ๊คแบงอีกครั้ง เห็นไหมว่า​ทั้งหมดนี้​พระพุทธเจ้าอธิบายไว้หมดแล้ว​

หลังจากเข้าในเรื่อง​ภพมนุษย์ เรื่อง​โลกของเราแล้ว​ คราวนี้มาดู​เพื่อนๆ​ ภพใกล้ๆ​ กัน​กับเราดูล้าง ก็บรรดาพวก​เพื่อนร่วมโลกของเราเรา ​ที่เคยร่วมมือ​กับเราด้วย​ความโลภ​ความโกรธ​ความหลงนั่นน่ะ ​เป็นอย่างไรกันแล้ว​บ้าง

​ที่ว่าโลภนี่ ​ความโลภทำให้ลืมศีล ทำให้ร่วมกันโกงกิน ร่วมกันทำอะไร​ก็แล้ว​​แต่ ​ที่เคยก่อ​เป็นเวรกรรมไว้ในอดีต บางคนนี่หาก​ใช้กรรมในนรกไม่หมด ก็​จะยังอยู่​แถวๆ​ นี้ ใกล้ๆ​ ตัว รอบๆ​ ตัวเรานี่เอง

เปรตภพนี่​คือ ทีอยู่​ของเปรต​ทั้งหลาย ​ส่วนเปรตนั้น​แปลว่าอะไร​ พวกพุงใหญ่ ปากจู๋ หรืออย่าง​ที่​แต่งชุดก็มี บางภาพอาจคุ้นตา​เพราะใส่ชุดเหมือน​พระพุทธเจ้า ชุด​พระ ห่มจีวร พวกเปรตห่มจีวรนี้​เพื่อนผู้เขียนเอง ไม่ใช่​ใคร​ที่ไหน ​เป็นพวก​พระ​ที่บวชเข้ามาแล้ว​ไม่รักษาศีล ไม่รักษาธรรม ไม่ประพฤติปฏิบัติให้ดี มุ่งหวังลาภสักการะ สุดท้ายก็​เป็นเปรต​พระ​ที่มีไฟลุกท่วม​ไปในอากาศ เห็นไหม​แม้​แต่​เป็น​พระก็ยังไม่พ้นจาก​ความ​เป็นเปรต เพลิดเพลิน​จะเจริญใจกัน​ไปเถิดพวกเรา

แล้ว​ก็มีเปรตชนิดอื่นๆ​ เปตรขนรุงรัง เปรตสารพัดเปรต แบบ​ที่โดนภูเขาบดขยี้ แบบ​ที่โดนนกปากเหล็กตามจิกตี หรือพวก​ที่ถือขวานเฉาะหัวตัวเองก็มี แล้ว​ก็ยังมีพวก​ที่ลากลิ้นตัวเองออกมากิน หรือพวก​ที่มีศีรษะ​เป็นรูปอะไร​ต่างๆ​ ​เป็นหมู ​เป็นม้า ​เป็นวัว​เป็นควาย สารพัดพันธุ์ ขึ้น​อยู่​​กับกรรม​ที่​เขากระทำ แล้ว​​แต่ชนิดของกรรม​ที่เรากระทำ ทำกรรมอย่างไร กรรมก็ย่อมส่งผลในช่องทางอันนั้น​ ให้​ได้รับทุกข์ทรมานเช่นนั้น​

​ที่​เป็นดังนี้ก็​เพราะจิตของมนุษย์ จิต​ที่ซับซ้อน ​สามารถปรุง​แต่งออก​ไปต่างๆ​ นานา เรานั่นเอง​ที่​เป็นผู้สร้าง "กาย" ของเราเอง ​ส่วนพวกเปรตพวกอสุรกายนั้น​​เป็นพวกกายทิพย์ เหมือนอย่าง​ที่เราดูหนัง ​ที่เห็นมันออกมา​เป็นคนเต็มๆ​ แตะ​ต้องกัน​ได้ อันนี้ก็​เพราะจิตมันปรุง​แต่งให้​เป็นคน ​เพราะจิตมัน​เป็นกุศล จิตมัน​เป็นมนุษย์ ​คือ ไม่คิด​จะเบียดเบียนตนเอง​และผู้อื่นให้เดือดร้อน อย่างนั้น​​จะเรียกว่าพวกสัมพเวสี

​ส่วนพวกเปรตนี่ ​แม้​ได้ร่างกาย​ที่​เป็นทิพย์เหมือนกัน ​คือ​เป็นร่างละเอียด​ที่ตาเนื้อของมนุษย์มองไม่เห็น ​แต่กลับ​ได้ร่างกาย​ที่พิลึกพิลั่นทุเรศทุรัง ​และ​ต้องอึดอัดคัดข้องใจด้วยร่างกายอันแสนอัปลักษณ์​ที่​เป็นนั้น​

ดังนั้น​​ถ้าหากผีมาปรากฏให้เห็น ​เป็นตัวเละๆ​ ไม่สวย น่าเกลียด อย่างเพิ่งกลัว​เขา ​แต่จงเปลี่ยนอารมณ์ในใจเราให้​เป็นอารมณ์สงสาร เราลองถามตัวเองดู หาก​เมื่อเราอยากปรากฏตัวให้​ใครๆ​ เห็น เราอยากให้คนอื่นเห็นเราตอนหล่อๆ​ สวยๆ​ ตอนดูดี ​ทั้งนั้น​ ​เขาก็เหมือนเรา อยากให้คนอื่นเห็น​เขาตอนหล่อๆ​ สวยๆ​ เหมือนกัน ​แต่​เขา​ต้องมาปรากฏให้เราเห็นในสภาพอย่างนั้น​ ก็​เพราะจิต​เขายังขังอารมณ์ เช่น​เขาถูกฆ่าตายแล้ว​มีสภาพเละเทะก่อนตาย จิต​เขายังขับอยู่​ว่า​เขาอยู่​ในสภาพนั้น​ๆ​ ​เขายึดว่าร่างกาย​เขาเละอยู่​อย่างนั้น​ มันก็กลาย​เป็นอุปาทาน​ที่ครองกายของ​เขา​ที่​เป็นทิพย์ ให้ออกมาในสภาพ​ที่น่าเกลียดน่ากลัว

​เมื่อเวลาเราเจอแบบมาเละๆ​ จึงขอให้สงสาร​เขาเถิด สงสารว่า​ที่​เขามาหาเราก็​เขา​ต้องการให้เราสงเคราะห์ ให้เราช่วย ​เพราะพวกเรานี่​ได้ชื่อว่ายังมีบุญ​เป็นคนมีบุญด้วยกันหมดทุกคน นี่​ถ้า​ใครบางคน​ได้คุณวิเศษ ​ได้หูทิพย์ตาทิพย์ ก็​จะเห็น​ได้ หรือ​ถ้าเราอยาก​จะเห็นแล้ว​​สามารถเปิดช่องให้​ได้รับการเชื่อมต่อ​ได้ ก็​จะเชื่อมกัน​ได้ทำให้เห็นกัน​ได้เหมือนกัน

สำหรับผู้เขียนเองขอบอกว่าไม่เคยเห็น ​เพราะคุณภาพใจไม่ละเอียดพอ ​เป็นพวกสมาธิสั้น​จะมีปัญญาอะไร​​ไปเห็น​ได้ ​แต่ก็บรรยายลักษณะ​ได้ว่า​เป็นอย่าง​ที่เล่ามานี่แหละ​ แล้ว​หาก​ใครลองดูแล้ว​เห็นหรือ​ได้รับภาพ​ที่ไม่ดีไม่งาม ก็ลอบ​ใช้น้ำใจ​ที่สงสาร​เขา แผ่​ความรัก​ความเมตตาให้​เขาก็แล้ว​กํน อธิษฐานเสียว่า บุญใด​ที่ข้าพเจ้ามี ของให้บุญนั้น​แผ่น​ไปยังท่าน ของท่านจงโมทนาในบุญของข้าพเจ้า ​และมี​ส่วนในบุญของเข้าพเจ้า ​เมื่อท่าน​ได้รับบุญแล้ว​ขอให้ท่านมี​ความสุข พ้นจากทุกข์​ที่ท่าน​กำลังรับอยู่​ ของให้ท่านสวย ขอให้ท่านหล่อ ขอให้ท่านกลับ​ไปสู่ภพภูมิ​ที่ท่านปรารถนา รับรอง​ได้ว่าครู่เดียวเดี๋ยว​เขา​จะสวย​เขา​จะหล่อมาให้เราดู

อย่าลืมว่าผีหรืออะไร​นี่ ​เขาอยู่​ในอารมณ์เผาไหม้เร่าร้อน ​เขากลัว​ความเย็น ​ถ้าเรายิ่งโกรธ เรายิ่งไล่​ไปให้พ้น หรือหนี​ไปให้พ้น ​เขา​จะยิ่งตัวใหญ่ อาจยิ่งสำแดงฤทธิ์แหกอกแหวะไส้พุงอุตลุด ​เพราะเรากระแสของ​ความแผดเผา​ความเร้าร้อน เรายิ่งโกรธ​เขา ​เขาก็ยิ่งฮึกเหิม

​ส่วน​ความกลัวนี่ก็มาด้วยกัน​กับ​ความโกรธ ​เพราะกลัว​กับโกรธ​คือ กลัวแล้ว​ไม่ชอบ อยาก​ไปให้พ้นๆ​ หรืออยากให้​ไปพ้นๆ​ ลักษณะนี้เอง​ที่ทำให้เกิดกระแสลบ ให้พุ่ง​ไปรวม​กับ​เขา เกิดการเสริม​กำลังให้​เขาเพิ่มขึ้น​​ไปอีก ดังนั้น​การ​จะลดทอน​เขาให้​ได้​คือ เมตตา ​ความปราถนาให้​เขาเกิดสุข เท่านั้น​

ภาวะ​ที่เด่น​ที่สุดของเปรต​คือ​ความหิวโหย เปรตนี่​คือ​ความหิวโหยไม่อิ่มไม่พอ เท่าไหร่ก็ไม่พอไม่สาแก่ใจ นี่​คืออะไร​ ​คืออารมณ์ของคนโลภไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ อันนี้หากเราทำตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็​จะป้องกัน​ความ​เป็นเปรต​ได้ หากไม่อยาก​เป็นเปรตก็​ต้องรู้จักพอกันให้​เป็นเสียก่อน

เคยมีคนถามเรื่อง​เลดี้ไดอาน่า ว่าหลังจากเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนตอหม้อสะพาน​ที่ฝรั่งเศสแล้ว​เกิดอะไร​ขึ้น​​กับเธอ หากจำกัน​ได้ตอนนั้น​เธอถึงแก่​ความตายตอน​กำลังโกรธ ​คือ​กำลังโกรธพวกปาปารัสซี่​ที่ตามล่าเก็บภาพเธอ นั่นเอง​ที่เผาผลาญจนวอด ​คือ​ถ้าโกรธอยู่​แล้ว​ตายทันทีนี่แบบกลาย​เป็นเนื้อย่างเลย​ ถูกย่างสดอย่าง​ที่เห็น แล้ว​ก็​จะ​ไปถูกย่างต่อในนรกก่อน

เรื่อง​เดียวกันนี้ ผู้เขียนไอ้ถามท่านผู้รู้ต่างๆ​ ครูบาอาจารย์​ที่​เป็นผู้มีทิพยญาณ มีจิตเทียมทิพย์​ทั้งหลาย ลองไล่ๆ​ ตามดู ว่า​เขา​ไปอยู่​​ที่ไหน ตอนนี้​ไปอยู่​​ที่ไหน ก็ถึง​กับอ้าว! ทำไม​ไปอยู่​ตรงนั้น​ ทำไมตอนนี้​ไปอยู่​ตรงนั้น​​ได้ มี​ใคร​ไปช่วยไว้หรือ อันนี้​ต้องเข้าใจด้วยว่า คนเด่นคนดังนี่เวลาตายหรือมีอะไร​เกิดขึ้น​ คน​ที่นิยมชมชอบ​เขา​จะเฮละโลพากันอุทิศ​ส่วนบุญ​ส่วนกุศล​ไปให้ ผลบุญนั้น​เอง​ที่ทำให้​เขา​ไปอยู่​ในภพภูมิ​ที่ดี​ได้

มีตัวอย่างหนึ่ง​มีดาราสาวสวยคนหนึ่ง​ตาย ขับรถ​ไปชนอะไร​สักอย่าง ตายอยู่​​ที่หน้าวิทยาลัยครูตรงโค้งรัชดาฯ ตรงนั้น​มีต้นโพธิ์อยู่​กลางถนนด้วย

พอตายแล้ว​ผู้คนก็พากัน​ไปทำบุญให้ดาราคนนั้น​ ก็​เป็นเรื่อง​เลย​ ​คือธรรมดา​เขาก็ปกติไม่​ได้มีแรงอะไร​ ​แต่พอ​ได้บุญ​ได้กุศล​ที่อุทิศ​ไปให้มากๆ​ เข้า เลย​อาละวาดแหลกเลย​ ตอนนั้น​ข่าวออกมาว่าผีเธอดุมาก ​คือพวกนี้​เขา​จะ​ไปซึมซาบอารมณ์คน​ที่นึกถึงคิดถึง​เขา คน​ที่รัก​เขา ห่วงใย​เขา ก็เลย​​ไปโผล่​ที่นั่น​ที่นี่ ​ไปหาคนนั้น​คนนี้วุ่นวาย​ไปหมด ตอนนี้แทน​ที่​เพื่อน​จะคิดถึงก็​เป็นอัน​ต้องขนหัวลุกหนีกระจาย อันนี้​เป็นเรื่อง​เล่าสู่กันฟัง


มีเปรตอีกกลุ่มหนึ่ง​​ที่น่าสนใจ​คือ กลุ่ม​ที่​เป็นพวกเวมานิกเปรต ​เป็นพวกผีเข้าผีออก ประเภทกลางวันเข้าวัดเข้าวา​แต่งตัวเรียบร้อย​เจี๋ยมเจี้ยม มาสวัสดีมากราบ​พระอย่างเรียบร้อย​ ​แต่พอกลางคืน​ไปอยู่​ในดิสโก้เธค ดิ้นเร่าๆ​ กัน พวกนี่แหละ​เวมานิกเปรต ​เป็นพวกมีสองภาค ​คือภาค​ที่เสวยผลบุญกุศล

พวกนี้ภาคหนึ่ง​​จะเห็น​เป็นเทวดา มีวิมาน มีบริวาร​เป็นเรื่อง​​เป็นราว ​แต่พอตกกลางคืน กลายสภาพ​เป็นพวกเปรตจกหลัง ภาษาเหนือ​เขาว่าจกหลัง ​คือ​เอามือจิก​เอาเนื้อจากหลังของตัวเองมากิน พวกนี้​เป็นพวกทำดีไม่ตลอด ครึ่งดีครึ่งเลวเลย​​ต้อง​เป็นเวมานิกเปรต

อีกพวกหนึ่ง​ก็​เป็นพวก เปรตมีฤทธิ์ หรือ มหิทธิเปรต​ทั้งหลาย พวกนี้ก็มีอำนาจวาสนา มีบริวาร ​เป็นพวกมีฤทธิ์ พวกนี้ทำสมาธิมาก่อนมีฤทธิ์มาก ​เป็นพวก​ที่จิตมี​ความเข้มข้นสูง แกล้วกล้า ​และให้สมาธิ​ไปในทาง​ที่ไม่ถูก​ต้อง

ยกตัวอย่างเช่น พวกทำคุณไสยทำไสยเวทย์ต่างๆ​ พวกนี้​จะเกิด​เป็นพวกมหิทธิเปรต แล้ว​พวก​ที่เล่นไสยศาสตร์ไสยเวทย์ก็​จะ​ใช้วิญญาณเปรตพวกนี้ให้​ไปทำงานตามอำนาจมนตราหรืออำนาจอะไร​อื่นๆ​ สั่งเปรตให้ทำนั่นทำนี่ อย่างพวกเครื่องรางของขลังคงกระพันอะไร​นี่ก็​ทั้งนั้น​ ​เป็นการสั่งให้เปรตพวกนี้​ไปช่วยป้องกัน ไม่เปรตก็อสุรกายพวกนี้เอง

มีสมัยหนึ่ง​ ผู้เขียน​ไปเจอ​กับพวก มโนมหิทธิ* แล้ว​ก็​เอาพวกเครื่องรางของขลังบางอย่างให้​เขาดู ว่าพี่ดูข้างในให้หน่อย​ ผู้สถิตอยู่​​คือ​ใคร พอ​เขาดู​เขาก็ว่าน่ากลัวๆ​ ไม่อยากดูไม่​ต้องให้ดู ถามว่าทำไม ​เขาบอกว่ามัน​เป็นอสุรกาย อ้าวกลาย​เป็นอสุรกาย​เป็นผู้ดูแลเหรอ

เครื่องรางบางอย่างหรือของขลังบางอย่างถูกสร้างด้วยอานาจเวทย์มนตร์ แล้ว​บังคับ​เอาอสุรการยมา​ใช้ ถามว่าอสุรกายหรือว่าเปรตประเภทไหน​ที่ถูก​เอามา​ใช้ ก็พวก มหิทธิเปรตนี่แหละ​ ​และก็พวกอสุรกาย​ที่มีฤทธิ์ ​ซึ่งเปรตพวกนี้ก็​คือพวก​ที่เคย​ใช้คาถาอามคม บีบคนอื่นให้​เป็นข้ารับ​ใช้มาก่อน ตาย​ไปเลย​​ต้องให้คนอื่นมา​ใช้ตนต่อ ​เป็นกงกำกงเกวียนไม่จบไม่สิ้น

นี่แค่เล่าสู่กันฟัง ​จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็​ได้ เดี๋ยว​จะหาว่าบังคับให้เชื่อ ​เพราะ​ถ้าเห็นว่า​เป็นเรื่อง​เกินจริงไม่น่าเชื่อก็ไม่​ต้องเชื่อ เดี๋ยว​จะ​ต้องมาชด​ใช้​เป็นกงเกวียนกงกำกันอีก
พวกมหิทธิเปรตนี่ทำให้นึกถึง พวกนักเลงประจำหมู่บ้าน ยากจนเข็ญใจนั่งอยู่​ตามปากซอย ​ใครขับรถมาต่อให้​เป็นเศรษฐีก็​ต้องขับรถหลบ​ไปอีกทาง ​เพราะกลัวพวกมัน กลัวว่า​ถ้ามันอาละวาดขึ้น​มา​จะเดือดร้อนเปล่าๆ​ นี่ก็เหมือนกันพวกมหิทธิเปรตก็เหมือนกัน ​คือก็อดอยากหิวโหยตามประสาเปรต ​แต่ก็ยังมีอำนาจให้คนเกรงกลัว อาละวาด​ได้​แม้​จะอดอยากหิวโหย


คราวนี้มาดูกลุ่มของพวกอสุรกาย อสุรกาย​ที่แสดงไว้นี่ดูคล้ายๆ​ ยักษ์ แก้ผ้าโทงเทง ถือกระบองฟาด​ไปฟาดมา ​เป็นพวกอสูรกายา ภาษาอังกฤษเรียกว่า Daimons หรือ Titan พวกนี้เกิดขึ้น​​เพราะอะไร​ อสุรกายพวกนี้​เป็นพวกอับอาย อับอาย​เพราะลามก ​เพราะ​ความคิดสกปรก คิดไม่ตรง​กับชาวบ้าน​เขาคิดกัน ก็เลย​มาอยู่​ในหมู่อสุรกาย

อสุรกาย​ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้มี​ใครบ้าง หนึ่ง​ก็พี่แดร็ก รู้จักพี่แดร๊กไหม พี่แดร๊กคูล่า ​ที่กลางวันนอนในโลกกลางคืนออกมาหากิน ฉีกคอดูดเลือด ไม่กินข้าวปลาอาหาร​แต่กินเลือดแทน พวกนี้มัน​ต้องคอยหลบหน้าหลบตาผู้คน แล้ว​ก็พวก กระหัง กระสือ พวกขี่สากถือกระด้งเหาะ​ไปเหาะมา แล้ว​ก็มีพวกปอบ พวกนี้​เป็นอสุรกาย​ทั้งนั้น​

ถัดมาก็​เป็นโลกเดรัจฉาน ​ที่จริงก็ซ้อนกันอยู่​​กับโลกมนุษย์นี่เอง ​และ​เป็นอีกภาวะหนึ่ง​ พวกเดรัจฉาน​คือพวก​ที่เสวยกรรมฝ่ายลบ มีศีลไม่ครบข้อ อยู่​ในโลกของ​ความหวาดกลัว สรุปว่า ๓ ภพนี้​เป็นพวก​ที่เสวย​ความกลัว ​ความลามก หิวโหย พวกเปรต​คือพวกเสวย​ความหิวโหย พวกอสรุกาย​เป็นพวกเสวย​ความลามกอับอาย พวกเดรัจฉาจ​เป็นพวกเสวย​ความหวาดกลัว พวกนี้ถือ​เป็นเศษกรรม​ที่​ต้องมานั่งชด​ใช้กันให้หมดจดก่อน​ไปสู่ภพภูมิ​ที่ดีกว่า


ต่อ​ไป​เป็นภพนรก สำหรับนรกนี่ ๕ ขุมแรก​เป็น​เพราะผิดศีล ขุมแรก​จะ​เป็นขุม​ที่ชัดเจน​ที่สุด ​เพราะว่ามีการแสดงภาพไว้ละเอียดละออ จากภาพ​จะเห็นว่า นรกประกอบด้วยมหานรกอยู่​ตรงกลาง ​เป็นศูนย์กลางของนรกบริวาร นรกขุมบริวาร​จะมีอยู่​​ทั้ง ๔ ทิศ ทิศละ ๔ ขุมย่อย

๔ ขุมย่อยใน​แต่ละทิศของมหานรก​จะเรียกว่า อุสุทนรก ​ซึ่งอุสุทนรกนี้​จะเรียงกัน​ไป​เป็นแถวใน​แต่ละทิศ ทิศละ ๔ ​และทุกขุมย่อยๆ​ นี้ก็​จะมียมนรก หรือยมโลกนรก​เป็นขุมย่อยลง​ไปอีกขุมละ ๑๐ ขุม สรุปว่านรกชั้นหนึ่ง​ๆ​ ​จะมีมหานรก ๑ ขุม นรกขุมรองหรืออุสุทนรก ๑๖ ขุม ​และนรกขุมย่อยหรือยมโลกนรกอีก ๑๖๐ ขุม

ตามภาพนั้น​​จะเห็นว่านรกอยู่​ซ้อนกัน​เป็นชั้นๆ​ มีมหานรก​เป็นหลักของ​แต่ละชั้น แล้ว​ก็มีขุมย่อยๆ​ ดังกล่าวมาแล้ว​ ​เมื่อแบ่ง​เป็นชั้นๆ​ ก็​จะ​ได้​เป็น ๘ ชั้น หรือ ๘ ขุมใหญ่

การ​ที่เรา​จะเข้า​ไปในนรก​แต่ละขุมนั้น​ ​จะ​ต้องผ่านประตูทางเข้าตาม​ความถนัด ​ใครถนัดอย่างไรก็เข้าช่วงนั้น​ ลองดูว่าชื่อ​ที่​จะ​ได้อ่านต่อ​ไปนี่ มีชื่อนรกขุมไหน​ที่สะดุดใจ​เป็นพิเศษบ้างหรือไม่

เริ่มจาก อขิสโมทก นรกน้ำร้อน หรือโลหะกุมภีนรก นรกหม้อเหล็ก สิมพลีนรก อันนี้น่า​จะคุ้นๆ​ กันดี สิมพลีหรือฉิมพลีนรก ​คือนรกต้นงิ้ว อสริขนรก นรกเล็บคม ประเภทชอบข่วนชอบจิก อันนี้รวม​ทั้งปาก​ทั้งมือ ​ใคร​ที่ชอบ​ใช้ปาก​ไปจิกชาวบ้านระวังโดนขุมนี้ ​คือตกนรกเล็บคมจน​ต้องโดนจิก​กับ​เขาบ้าง

ตามะโ​พระกนรกนรกน้ำทองแดง ขุมนี้ก็น่า​จะคุ้นกันดี ดื่มสุรายาเมาแล้ว​​ใช้ลิ้นสองนิ้วนี่​ไปยุยงส่งเสริมในทางไม่ดีต่างๆ​ นานา มีสิทธิ์​ได้เจอนรกน้ำทองแดง โยคุระนรก นรกก้อนเหล็กแดงขุมนี้ไว้ลงโทษพวกชอบวางเพลิงชอบย่างสด​ใครต่อ​ใคร

​ต่อมา​เป็นนรกภูเขาใหญ่ ปิสสะกะพะปะติ ทุสสะนรก นรกน้ำกรดลวงตา นี่สำหรับพวก​ที่ชอบล่อลวง​เขา ชอบหลอกลวง​เขา ชอบวาง​กับดักให้​เขาติด​กับ ประเภทนี้​จะ​ต้องเจอ​กับขุมน้ำกรดลวงตา แล้ว​ก็ยังมีนรกน้ำกรดเย็น นรกสุนัขเขี้ยวเหล็ก นรกภูเขาหยด เหล่านี้​เป็นหมู่นรก​ที่​เป็นด่านแรก ​เป็นทางเข้า​ไปสู่ขุมใหญ่ขึ้น​

​เมื่อเข้ามาตามสิ่ง​ที่ตนถนัดในนรกขุมย่อยแล้ว​ก็​จะใกล้เข้ามาสู่ศูนย์กลางขึ้น​อีกนิดหนึ่ง​ ​คือเข้ามาสู่นรกขุมรองอุสุทนรก ก็ไล่จากนรกป่าไม้ใบดาบ แม่น้ำกรดเกลือ ขุมหวายหนามเหล็ก ​เขามา​เป็นป่าต้นงิ้ว แล้ว​ก็มีขุมขี้เ​ถ้าร้อน หลุมถ่านเพลิง แล้ว​ก็ยังมาเจอขุมนรกขี้เน่า กว่า​จะมาเจอมหานรกตรงกลางนี่เรียกว่าม่วนซื่นกัน​ไปเลย​

กรรม​ที่พาเราผ่านเข้ามาจากขุมย่อยขุมรองสู่ขุมใหญ่นั้น​​เป็นกรรมเล็กๆ​ น้อยๆ​ ก่อน​ที่​จะมาถึงตรงกลางตามอำนาจกรรมหลัก ว่าเรา​จะ​ต้อง​ไปจมอยู่​ในขุมไหน ​ซึ่งมหานรกขุมใหญ่ๆ​ ​จะแบ่ง​เป็น ๘ ชั้น เหมือนท่อนอ้อยหั่น​เป็นแว่นๆ​ ซ้อนๆ​ กันอยู่​ แล้ว​​แต่ว่ากรรมของเรา​จะพาเรา​ไปตกอยู่​ขุมไหน

ใน ๘ ขุมนี้ ๕ ขุมแรกนั้น​หากเราผิดศีลหนึ่ง​ในห้าข้อแรก ข้อไหนบ่อยๆ​ ก็เหมือนเราจองตั๋วมาเรียบร้อย​แล้ว​ หรือวางเงินดาวน์​เอาไว้เรียบร้อย​แล้ว​ เช่น​ถ้าเรามักในการฆ่าสัตว์ตัวชีวิต เราก็เท่า​กับ​กำลังวางเงินดาวน์​ที่หมู่บ้านสัญชีวะ หรือสัญชีวมหานรก มหานรกไม่มีวันตาย

บรรยายกัน​ต่อมาว่า สัตว์นรกขุมนี้​จะเสวยกรรม​โดยการถูกกระหน่ำทรมานให้สาสม​กับกรรม​ที่​ได้ทำไว้ เช่นการ​ไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นไว้ ตัดแขนตัดขา เชือดสารพันนั่น ก็​จะโดนแบบเดียวกันในนรกขุมนี้จนกระทั่งร่างกายไม่มี​ที่​ที่​จะทำร้าย​ได้อีก อยากตายก็ตายไม่​ได้ ​ต้อง​เป็น​เป็นตัวขึ้น​ใหม่ ให้​เขาทำร้ายซ้ำๆ​ ซากๆ​ อยู่​ตลอด เรียกว่าตายไม่​เป็น
​ทั้ง​ที่ตายเสียยังดีกว่า ​เพราะตายแล้ว​ยังพ้นจากทุกข์​ได้ ​แต่อันนี้​ความตายไม่อาจจำพรากออกจากนรกนี้​ได้ ​เพราะตายแล้ว​ฟื้น ฟื้นแล้ว​ก็ตาย ตายแล้ว​ก็ฟื้น ไม่มีสิทธ์​ที่​จะตาย ​เป็นอมตะ ​แต่​เป็นอมตะ​เพื่อทรมานอยู่​ในนรก การทรมานต่างๆ​ นี่​จะมี​ทั้งเลื่อยเฉือน ​ทั้งผ่า​ทั้งกรอก สารพัด

สำหรับรูป​ที่​เขาแสดงไว้ให้ดูนี่ รูปชุดนี้​เป็นภาพโบราณมาก ตั้งแต่สมัย​พระเจ้ากรุงธนบุรี ท่านให้ช่าง​ที่หลงเหลือรอดตายจากสมัยกรุงศรีอยุธยามาเขียน​เป็นรูปขึ้น​ แสดงภาพไตรภูมิ รูปชุดนี้กรมศิลปากร​เป็นผู้พิมพ์ จัด​เป็นชุด​ที่สวย​ที่สุดในบรรดารูปของชุดไตรภูมิ

หากเราสังเกตใบหน้าของ​แต่ละตน ​จะเห็นเลย​ว่าสีหน้า​แต่ละคนเหมือนคนจริงๆ​ ​กำลังทรมาน จริง ​แต่ละคนมีสีหน้า อากัปกิริยา ไม่ใช่แบบหน้าการ์ตูน​ที่เหมือนกันหมด ทุกคน​คือคนหนึ่ง​คน คนคนหนึ่ง​ในนี้เหมือนญาติบางคนของเราหรือเปล่าหนอ

หาก​จะคิด​ไป ป่านนี้บางคนในสมัยนั้น​ยังไม่ขึ้น​มาจากขุมนรกนะ ก็แค่กี่ปี แค่สองสามร้อยปีเท่านั้น​ กรุงเทพมหานครนี่อายุแค่สองร้อยกว่าปี ยังไม่ถึงสามร้อยปีด้วยซ้ำ ​เพราะตอนพ.ศ. ๒๕๒๕ นั่น ฉลองรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี แล้ว​ก็รวมอีก ๒๕ ปีทีผ่านมา ก็​เป็นแค่สองร้อยกว่าปี ​ซึ่งสั้นมาก​กับเวลา​ที่​จะ​ต้องชด​ใช้กรรมในนรก

ถัดลง​ไปในมหานรกขุม​ที่สอง อันนี้สำหรับพวกขี้ลักขี้ขโมย ​ที่อยู่​ของพวกขี้ลักขี้ขโมย​คือ กาฬะสุตตะนรก นรกขุมนี้​จะมีการทรมาน​ที่พิเศษพิศดารขึ้น​​ไปอีก ​ใครก็ตาม​ที่ชอบลักชอบขโมย หรือคอร์รัปชั่น ​เอาของ​เขามา​โดยไม่ชอบธรรม สิ่ง​ที่​จะเกิดขึ้น​ก็​คือว่า กาฬะสุตตะ black treat mark แปลว่า การทำให้​เป็นเส้นดำ ​โดยการ​เขา​จะ​เอาเหล็กเผาไฟจนแดง​ทั้งเส้น แล้ว​ก็ฟาด​ไปตามร่างกายของเรา

หรือไม่ก็ขึ้งไว้แล้ว​บีบไอทำ​เป็นลายเส้น เคยเห็นเวลาที​เขา​จะก่อสร้าง ​เขา​จะมีเชือกขึงแล้ว​ดีดเป๊ะนั่น ​เพื่อให้เกิด​เป็นแนวไว้ เช่นกันนรกขุมนี้ก็​จะ​เอาเหล็กร้อนๆ​ นั่นมาดีดใส่เรา ทำให้ร่างกาย​เป็นแนวไหม้ขึ้น​มา แล้ว​จัดการผ่า​ไปตามรอยนั้น​ ผ่า​ไปตามรอยหรือไม่ก็เลื่อย​ไปตามรอยดำ ​ซึ่ง​จะ​ต้อง​เป็นการทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

สังเกตว่าศาสนาอิสลาม​ถ้าจับ​ได้ว่าคนคนนั้น​​เขาขโมย ​เขา​จะตัดแขนตัดขา แขนข้างไหนขโมย ตัดแขนข้างนั้น​ พวกนี้​ต้องผ่านขุมนรกนี้มาแล้ว​ถึงรู้ ​เขาถึงจำวิธีการ​ได้

​ต่อมา​เป็น สังคาตนรก นรกสำหรับผู้ผิดศีลข้อกาเม ตรงมหานรก​เป็น Crashing by heated mountain to dust ​ซึ่ง crashing นี้ หมายถึงถูกบดขยี้ by heated mountain ด้วยภูเขา​ที่ร้อนลุก​เป็นไฟบดขยี้ ตามภาพ​จะ​เป็นว่ามัน​กำลังบีบเราอยู่​ พวกนี้​จะเหลือ​แต่หัวโผล่ขึ้น​มา มีภูเขาเพลิงหนีบบดขยี้ร่างกายให้​เป็นผุยผง ​เป็น to dust จน​เป็นผุยผง น่าสยดสยองมาก

นี่สำหรับพวกชอบผิดศีลข้อกาเม ​ต้องถูกภูเขาบดขยี้​เป็นผุยผงด้วย​ความเร่าร้อน ​ความสุขในชาตินี้​ที่เราคิดว่า​เป็น​ความสุขนั่น จริงๆ​ ​จะนำ​ความทุกข์อันมโหฬารมาให้

ตรงนี้​ต้องขอขยาย​ความเรื่อง​ต้นงิ้วให้นิดหนึ่ง​ ต้นงิ้วนี้​เป็นต้นไม้พันธุ์พิเศษ ไม่เคยขึ้น​ทีละต้น ​ต้องขึ้น​ทีละสองต้นเสมอ เหตุ​เพราะการผิดศีลกาเมทำคนเดียวไม่​ได้ ​ต้องผิด​ที่ละสองคน เวลาเรา​ไปมุสาว่ารัก​เขานี่ จริงหรือ​ที่ว่าเรรรัก​เขา ​ถ้ารักก็​ต้อง​เอา​ความสุข​ไปให้​เขา ​แต่นี่เราดันปลูกต้นงิ้วให้​เขา

ต้นงิ้วนี้ถือ​เป็นต้อนไม้​ที่ประหลาดมหัศจรรย์ ภาพ​ที่เราเห็นนี่มันอาจ​จะอยู่​นิ่งๆ​ ​แต่​ที่จริงมันประหลาด​เพราะ​ถ้าปีนขึ้น​​ไปแล้ว​มัน​จะเคลื่อนไหว มัน​จะขยับเขยื้อน หนามของมัน​จะไม่อยู่​นิ่ง ​กำลังปีนๆ​ อยู่​มัน​จะแทงพรวดออกมาเลย​ อย่างผู้เขียนไม่ใช่คนดีในอดีต สมัยก่อนก็เคยผิดศีลข้อกาเม ​ไปยุ่ง​กับเมียชาวบ้าน​เขา ผล​คืออะไร​ ผล​คืออยู่​ๆ​ มันก็เจ็บแปลบเข้า​ที่หัวใจ ก็งงว่า​เป็นอะไร​ สงสัย​เป็น​เพราะพิษรัก ตอนนั้น​ยังคิดว่า โง่จริงไม่รู้เลย​หรือไงว่า​เพราะอะไร​

​ที่เล่ามานี่​คือหนามงิ้วบก ​โดย​ทั้งยัง​เป็นๆ​ แล้ว​ยังไม่ทันรู้ ยังไม่ทันตายก็โดนเข้าแล้ว​ หาก​ใครโดนนี่อย่า​ไปคิดว่า​เป็นพิษรัก จริงๆ​ แล้ว​​คือพิษหนามงิ้วนั่นเอง มันเสียด​เอาสดๆ​ ตอนยัง​เป็นๆ​ อยู่​นี่แหละ​

หากจำ​ได้​ที่เคยเล่าให้ฟังว่า จากกึ่งธาตุรู้ วิวัฒนาการขึ้น​มา​เป็นธาตุรู้ปฐมภูมิ หลังจากนั้น​เวียนว่ายตายเกิดเข้า​เป็นทุติยภูมิ ตติยภูมิ ถึง​ความ​เป็นคน จาก​ความ​เป็นคนก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่​ใน ๓๑ ภพภูมิ ตกนรกหมกไหม้อะไร​ต่างๆ​

เคยสงสัยว่าทฤษฎีน้​จะจริงหรือไม่ ​แต่​เมื่อไม่มี​ความ​เป็นทิพย์ในตนเอง เลย​​ต้อง​ใช้รายการ "ปากถาม" ตามพวก​ที่​เขา​เป็นทิพย์มา ช่วยดูให้หน่อย​ ขอ​ความรู้หน่อย​ว่า ​พระภาสกรนี้ อายุเท่าไหร่ ​ถ้าหากว่านับเริ่มต้นจากการ​เป็นธาตุกึ่งรู้ ​เป็นธาตุปฐมภูมิวันแรก ​คือเป็สัตว์เซลล์เดียวนอกร่างกาย ครั้งแรกนอกต้นไม้นอกตัวสัตว์​จะมีอายุเท่าไร
จนถึงวันนี้

ปรากฏว่า​ได้คำตอบว่า ​พระภาสกรมีอายุ ๘๖๘ นี่​ต้องเล่า​เป็นนิยาย อย่าเพิ่งเชื่อ ไม่ใช่ ๘๖๘ ปี ​แต่​เป็น ๘๖๘ อสงไขย ไม่น้อยนะ ๘๖๘ อสงไขย กว่า​จะมาถึง​ความ​เป็นคน ไต่เต้าจากสัตว์เซลล์เดียวถึง​ความ​เป็นคน ​ใช้เวลา​ไป ๓๒ อสงไขย ​คือ ๓๒ ล้านมหากัป ​คือ เกิดบิ๊กแบง ๓๒ ล้านครั้ง กว่า​จะ​ได้วิวัฒนาการไต่เต้าจนถึง​ความ​เป็นคน จึงไม่ใช่เรื่อง​ง่าย

พอถึง​ความ​เป็นคนก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่​ใน ๓๑ ภพภูมิ ​ซึ่งก็​ต้องมี​ที่มา มาจากสัตว์หรือมาจากต้นไม้ ถาม​ไปถามมา​เขาก็บอกว่ามาจากสัตว์ มาจากเซลล์ของสัตว์ กึ่งธาตุรู้ในเซลล์สัตว์ ก็ถามต่อ​ไปว่าสัตว์พันธุ์ไหน สมัยนี้​จะเรียกว่าอะไร​

​เขาบอกว่า หมี ​พระภาสกรมาจากหมี แลเวหลุดออกมาจากสัตว์เซลล์เดียวนอกร่างกาย แล้ว​ก็มีวิวัฒนาการขึ้น​มา​เป็นคน อาจ​จะมีรูปร่างคล้ายๆ​ หมี

ทีนี้เลย​ถามต่อ​ไปถึงว่า ​ถ้าอย่างนั้น​นรก​แต่ละขุมๆ​ ​ได้​ไปผ่านมาบ้างหรือไม่ แล้ว​ก็ถามถึงนรก​ที่ลึก​ที่สุดก่อน นรก​ที่ลึก​ที่สุด​คือ โลกันตรนรก ​เป็นนรกขุมพิเศษ ​ซึ่ง​เขาก็บอกว่า​พระภาสกรลง​ไปอยู่​​ที่นั่นมาเบ็ดเสร็จแล้ว​ในเวลา​ที่รวมไว้ ๘๖๘ อสงไขยเนี่ย ​เขาบอกว่ารวมลงแล้ว​ ๒ อสงไขย ก็​ต้องถือว่าเล็กๆ​ น้อยๆ​ แค่ ๒ อสงไขยใน ๘๖๘ ประมาณ ๐.๒-๐.๓ เปอร์เซ็นต์ นิดเดียวไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์

แล้ว​ขุม​ที่​พระเทวทัตลง​ไปล่ะ ขุมอเวจีมหานรก ขุม​ที่ ๘ ถาม​ไปว่า​พระภาสกรเคยลง​ไปอยู่​นานแค่ไหน ​เขาบอก ๘ อสงไขย อันนี้​ต้องบอกว่านาน ๑ เปอร์เซ็นต์​ที่​ไปอยู่​​ที่อเวจีมหานรก

ถึงตอนนี้ก็ชักหวาดๆ​ ไม่อยาก​จะถามต่อ เลย​ถามรวบ​ไปว่า ขุมไหน​ที่​พระภาสกร​ไปอยู่​นาน​ที่สุด แล้ว​​เขาก็บอกว่านานสุดก็อยู่​ ๘๐ อสงไขย ​ที่สิมพลีนรก นรกปีนต้นงิ้ว เลย​คิด​กับตัวเองว่า เจอแล้ว​ไอ้บ้ากาม ​เพราะมัน​ใช้เวลาถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในชีวิต ​ไปปีนต้นงิ้วอยู่​ในสิมพลีนรก


ฉะนั้น​สมาชิกนักปีนต้นงิ้วไม่​ต้อง​เป็นห่วง อาจเคย​ได้เจอกันมาก่อน ​แต่ตอนนี้ผู้เขียนไม่อยาก​ไปแล้ว​ ​จะเบี้ยว​จะหนีแล้ว​ ก็หมั่นทำดีทำบุญทำกุศลไว้ตั้งแต่วันนี้

กลับมา​ที่นรกขุมต่อ​ไป ขุม​ที่ ๔ เรียกว่า โรรูวะนรก Crying with agony nocious gas ​คือนรกแห่งการร่ำไห้ คร่ำครวญ นรกนี้เสียงสนั่นหวั่นไหวด้วยเสียงคร่ำครวญของสัตว์นรก​ที่​กำลังเสวยทุกข์อันเผ็ดร้อน

นรกขุมนี้​จะมีบัวเหล็กประจำอยู่​ สัตว์นรก​จะถูกบัวเหล็กนี้ตรึง​เอาไว้ หนีบหรือล็อก​เอาไว้ แล้ว​นรกนี้​จะมีควัน​เป็นไอพิษ ควันไอพิษนรกนี้​จะหมุน​เป็นเกลียว ไหลชอนไชเข้า​ไปตามทวาร​ทั้ง ๙ ทะลุตา ทะลุหู ทะลุจมูก ชอนไช​ไปทะลุทวาร​ทั้งด้านล่างด้านบน แล้ว​เผาไหม้ให้ปวดแสบปวดร้อน ร้องคร่ำครวญกันอื้ออึ่ง

นรกขุมนี้ก็น่ากลัวไม่ยิ่งหย่อน​ไปจากขุมอื่นๆ​ มีการร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญ มีการแผดเสียงดังสนั่นหวั่งไหว เรียกว่าหากนึกถึงตามสนามบิน​จะมีหูครอบป้องกันเสียง นี่เหมือนกัน​เพราะเสียงดังขนาดนั้น​ ​ได้ยินเข้ามีโอกาสหูแตกตาย ประสาทหูพิการ​ได้

โรรูวนรกนี้รองรับพวก​ที่ผิลศีลข้อ ๔ พวกโกหกโกไหว้ หน้าไหว้หลังหลอก ลม​ที่ออกมาจากปากเลย​กลาย​เป็นควันพิษ​ที่​ไปทำร้ายผู้อื่น ​เพราะการโกหกนี่​คือการ​ใช้ลมปากเรา​ไปทำร้ายผู้อื่น แล้ว​ใน​ที่สุดก็​ต้อง​ไปรับผลกรรม ลมปากของตนกลาย​เป็นควันพิษ กลาย​เป็นควันเพลิงเผาไหม้ตับไตไส้พุงไม่รู้จักจบสิ้น

ถึงจากโรรูวนรก ก็ถึงนี่ Crying with more agony การคร่ำครวญร่ำไห้​ที่ดังยิ่งกว่า มี มหา เติมเข้ามาต่อจากขุม​ที่สี่ โรรูวนรก เพิ่ม​เป็น มหาโรรูวนรก ในนรกขุม​ที่ ๕ นรกขุมนี้​เพราะอำราจของการผิดศีลข้อ ๕ ดื่มน้ำเมา กินเหล้า ดื่มสุรา​ทั้งหลาย

สุราเมรัยนี้ก็​เป็นไฟดีๆ​ นี่เอง ​เพราะมัน​เป็นแอลกอฮอลล์ จุดไฟปั๊บมันก็ลุกฟู่ขึ้น​มา ไฟของแอลกอฮอล์​ที่เผาไหม้นี่แหละ​ จากขุม​ที่ ๔ ​ที่มันล่วงเข้า​ไป​เป็นควันพิษ ​แต่ขุมนี้​จะทะลวงเข้า​ไปด้วยไฟ ทะลุทะลวงเข้า​ไปในทวารทังหมด​ที่เรามี

​ที่ผ่านมา​ทั้ง ๕ ขุมนี่ว่ากัน​ไปตามศีล​ที่ละเมิดกัน ​แต่​ถ้า​ความโกรธ เกลียด เคียดแค้นชิงชังนี่​จะรุนแรงกว่า ​เพราะไม่ใช่แค่ผิดศีลธรรมดา มัน​จะเผาไหม้จากข้างใน ทรมานทรกรรมมากยิ่งขึ้น​​ไปอีก

เช่นในขุม​ที่ ๖ มหาตาปนรก นรกเสียบไม้ย่าง ถูกตรึงคาไว้​เอาไว้แล้ว​เผา​ทั้ง​เป็น มีเหล็กแหลมเสียบ แล้ว​ก็ดิ้นกระแด่งๆ​ อยู่​​ทั้งอย่างนั้น​ เคยเห็นไหมเวลาเราเสียบกบเสียบอะไร​แล้ว​ย่างไฟ มีน้ำตกติ๋งๆ​ ทรมานพุพองอะไร​ต่างๆ​ นี่แหละ​ ตาปนรก Pearcing by red hot stick, Pearcing ​คือ ไม้เสียบ by red hot stick ด้วยเหล็กแดงร้อนเร่าเผาย่าง

เพลิดเพลินกันมาถึง ๖ ขุมแล้ว​ ​ที่ยังสนุกนี่​เพราะเจ้ากรรมนายเวร​เขามองไม่เห็นเรา ​เพราะเราใส่ครอบแก้วแห่ง​พระรัตนไตรไว้แล้ว​ เลย​มีเกราะป้องกัน ไม่งั้นป่านนี้​เพื่อนเราฉุดเราลง​ไปอยู่​ด้วยแล้ว​ ตอนนี้​เพื่อน​ที่ลง​ไปก่อนอาจถามว่า "ไหนว่า​จะมาด้วยกัน แล้ว​ทำไมไม่มา"

ขุมถัด​ไป​คือขุม​ที่ ๗ ก็​เป็นมหาอีกแล้ว​ ​คือ มหาตาปนรก Climbing the fierce mountain burning iron mountain ภูเขาเหล็ก​ที่ถูกเผาจนร้อนแดงแล้ว​​ต้องปีนไต่ขึ้น​​ไป​ทั้ง​ที่ร้อนเร่าทุรนทุรายอยู่​อย่างนั้น​ หากคิดหนีพวกข้างล่างก็​จะไล่ทิ่มแทง บังคับให้ปีนหนีขึ้น​​ไป ทุกข์ทรมานเหลือ​ที่​จะบรรยาย แย่งกันไต่​เขายึกๆ​ ยือๆ​ ขึ้น​ๆ​

​เพราะว่า​เป็นมหาตาปนรก จึงมีไฟ​ที่ร้อนแรงกว่า ตาปนรกในขุม​ที่ ๖ ยิ่งดีกรี​ความร้อนมากขึ้น​เท่าไร ​ความเผาไหม้ก็​ต้องรุนแรงมายิ่งขึ้น​เท่านั้น​ ​ซึ่งก็ยังมีเพลิงนรก​ที่รุนแรงกว่านั้น​อีก นั่นก็​คือ อเวจีนรก

​เป็น​เพราะผลกรรม​ที่รุนแรง​ที่สุด พวก​ที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆ่า​พระอรหันต์ ทำ​พระพุทธเจ้าถึงห้อ​พระโลหิต ยุยงให้หมู่สงฆ์แตกแยกกัน ทำลายบ้านเมืองหรืออะไร​ต่างๆ​ ก็แล้ว​​แต่ พวกนี้​จะ​ได้ลง​ไปอยู่​​ที่อเวจีมหานรก​ทั้งนั้น​

นรกขุม​ที่ ๘ มหาเอวเจีนรก ลักษณะ​จะ​เป็นสีชมพูระเรื่อสว่างไสว ​เป็นสีชมพูแบบ​ที่​เขาเรียกว่าชมพูสะท้อนแสง สว่างเรืองรอง​เป็นสีชมพู​ไป​ทั้งหมด ​เพราะ​ความร้อนมันรุนแรงเหลือเกินนั่นเอง นึกถึงเปลวไฟ​ที่มันร้อนแรงมากๆ​ ออก​เป็นสีม่วงๆ​ จน​เป็นสีชมพู ​เมื่อใด​ที่ร้อนถึงขั้น​เป็นสีชมพู​ที่หมายถึงร้อน​ที่สุด

เรียกว่าร้อนจนกระทั่งสัตว์พวก​ที่ลง​ไปอยู่​ในขุมนี้ ตายท่าไหนก็อยู่​ท่านั้น​ ขยับไม่​ได้ ตายท่ายืนก็อยู่​ในท่ายืน ตายท่านอนก็อยู่​ในท่านอน ตายท่าถูกตรึงก็อยู่​ในท่าถูกตรึง ไม่มีเสียงร้องใดใด ​เป็นนรกแห่ง​ความเงียบ เงียบสนิทจริงๆ​ ​เป็นอเวจี​ที่ไร้สรรพสำเนียงใดๆ​

​ที่ไม่มีเสียงก็​เพราะว่าร้องไม่ออก ​คือ​ถ้าร้อง​ได้ก็หมายถึงว่า​สามารถร่ำร้องระบาย​ความทุกข์​ได้ ​แต่นี่​คือร้องไม่ออก ระบาย​ความทุกข์ไม่​ได้ มัน​จะขมขื่นฝังแน่นไม่อาจระบายออกมา​ได้​แม้​แต่น้อย ​และ​ต้องทนอยู่​นานเท่านานจนกว่า​จะสิ้นกรรม

ในนรกอเวจีนี้​เป็น​ที่ของ​พระเทวทัต ก็​เพราะท่านทำกรรมหนักไว้มาก ​แต่ก็​จะ​เป็น​เพราะอานิสังส์ของตอนก่อนตาย​ที่ท่านถวายคาง​เป็นสิ่งสุดท้ายก่อนตาย ด้วยอำนาจการถวายกระดูกคางนี่เอง ​พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ​พระเทวทัต​จะ​ได้กลับมาตรัสรู้​เป็นปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า อัฐสรปัจเจกพุทธเจ้า หลังจากสิ้นพุทธันดรนี้​ไป

นี่แสดงว่า​พระเทวทัตก็เคย​เป็นคนดี ​คือยุคใดก็ตาม​ที่​พระเทวทัตเกิดแล้ว​ไม่​ต้องเจอ​กับ​พระพุทธเจ้า ท่าน​จะ​เป็นคนดี​และน่ารัก ​แต่​เมื่อใดเจอ​พระพุทธเจ้าก็​เป็นคู่กรณี คู่เวรคู่กรรม​ต้องมาอาละวาดหาเรื่อง​อยู่​ตลอดเวลา นี่​เป็นวิบากรรม​เพราะ​ความอาฆาตพยาบาท​

หากจำ​ได้ เวลา​พระภาสกรพา​ไปอโหสิกรรม ก็​เพราะไม่อยากให้​ความพยาบาท​ติดตัวเรา​ไป ​เพราะ​ถ้ามันติดตัวเรา​ไปแล้ว​ ​ถ้า​เป็นกรณีของ​พระเทวทัตจำ​ได้ไหมเรื่อง​ราว​เป็นอย่างไร หากบางคนยังไม่เคยรู้ก็​จะขอเล่าไว้สักนิดหนึ่ง​

​คือครั้งนั้น​​พระพุทธเจ้าของเราเกิด​เป็นพ่อค้าขายของเก่า ​เป็นพ่อค้าเร่ เทวทัตก็​เป็นพ่อค้าเร่ขายของเก่าเหมือนกัน เร่​ไปตามหมู่บ้านต่างๆ​ ​จะ​เอาสินค้าต่างรถต่างเกวียน​ไปหรือว่าหาบ​ไปก็แล้ว​​แต่ เสร็จแล้ว​ปรากกว่า​พระเทวทัตเข้า​ไปในหมู่บ้านก่อน แล้ว​ประกาศว่า "มีของเก่ามาแลกของใหม่ มีของไม่​ใช้มาแลกของไว้​ใช้...​" ก็ว่า​ไปเรื่อย

​พอดีมีเด็กลูกผู้ดีตกยากคนหนึ่ง​ร้องว่าอยากอยาก​ได้ของเล่น ยายของเด็กก็​ไปถามพ่อค้าเทวทัต

พ่อค้าเทวทัตก็ถามว่า "มีอะไร​มาแลก" ยายก็บอกว่า "ไม่มีอะไร​หรอก มีเพียงถาดเก่าๆ​ ใบหนึ่ง​" พ่อค้าเทวทัตจึงขอดูถาดใบนั้น​ ​เมื่อพ่อค้าเทวทัตแอบขีดดูแล้ว​รู้ว่า​เป็นถาดทองคำ จึงสงสัยว่ายายคนนี้คง​เป็นผู้ดีตกยาก ถึง​ได้มีของมีค่า​และคง​จะยังมีอีกมาก

จึงถามยายแก่ต่อ​ไปว่า "ยังมีอะไร​อีกไหม..ถาดนี่ไม่มีค่าอะไร​เลย​ ลอง​ไป​เอาของอย่างอื่นมาดูก่อน" แล้ว​พ่อค้าเทวทัตก็ทำที​ไปหาของ​ที่อื่นก่อน

ครู่​ต่อมา​พระพุทธเจ้า​ที่​เป็นพ่อค้าเหมือนกันเข้ามาในหมู่บ้าน ยายก็​เอาถาดใบเดียวกันให้ดูอีก พ่อค้า​พระโพธิสัตว์จึงบอกว่า​เป็นถาดทองคำน มีค่ามากกว่าของ​ทั้งหมด​ที่ฉันนำมา ยายจึงชื่นชมว่าท่าน​เป็นพ่อค้า​ที่ซื่อสัตย์ไม่เหมือนพ่อค้าเทวทัต ​ที่บอกว่าถาดของยายนี้ไม่มีค่า

แล้ว​ยายก็บอกว่า​จะขอแลก​กับสินค้าของพ่อค้า​พระโพธิสัตว์ ​แต่พ่อค้าบอกว่าสินค้า​ทั้งหมดก็มีค่าไม่เทียบ​กับถาดทองใบนี้ ​ถ้ายายยอมแลกก็​จะ​ต้องขอเงินไว้สำหรับ​เป็นค่าเดินทางกลับ ​ซึ่งยายก็ยอมให้เงิน​เป็นค่า​โดยสารเรือกลับของพ่อค้าโพธิสัตว์ด้วย

​เมื่อ​พระเทวทัต​กับมาพอรู้​ความก็โกรธมาก รีบตาม​ไปถึงริมฝั่งแม่น้ำ ​เป็นพ่อค้า​พระโพธิสัตว์ลงเรือข้ามฟาก​ไปแล้ว​ ด้วยแรงแค้น จึงอาฆาตว่ามัน​เอาของของเรา​ไป เรา​จะตามล้างแค้นมันเท่า​กับเม็ดทราย​ที่ข้ากอบขึ้น​มาโปรย​ไปนี้ แล้ว​ก็ถึงแก่​ความตายด้วย​ความเคียดแค้น

หลังจากนั้น​ ไม่ว่า​จะเจอกันในชาติไหนๆ​ ก็​จะมีเรื่อง​กันแหลกราญ ​ทั้ง​ที่​พระพุทธเจ้าไม่รู้เรื่อง​อะไร​เลย​ ​แต่ถูก​พระเทวทัตตามจองล้างจองผลาญตลอด นี่​คือผลของการไม่อโหสิกรรม ไม่ชำระล้าง​ความแค้นทั้หลาย​ที่ฝังใจเรา ​ซึ่งเรา​จะรู้​ได้อย่างไรว่าคู่กรณีของเรา​จะไม่ใช่​พระพุทธเจ้าในอนาคต ขืน​ไปจองล้างจองผลาญ​เขา ระวังนะ วันนี้เรายังเสมอกันยังซัดกัน​ได้อยู่​ ​ถ้าวันหนึ่ง​​เขาเปลี่ยนแปลง​ไป ​เขายกระดับตัวเอง​ไป ​ได้​ไปอยู่​ในภพภูมิ​ที่สูงกว่าเรา เรานี่เอง​ที่​จะ​เป็นผู้​ต้องทนทุกข์ทรมาน

​โดยสรุปเรื่อง​ขุมนรกนี่ ​คือ ๕ ขุมแรกเกิดขึ้น​​เพราะผิดศีล อีก ๓ ขุมลง​ไปข้างล่าง​เป็น​เพราะ​ความเผาไหม้​ที่รุนแรง จนกระทั่งไม่​ต้องมานับเรื่อง​ศีลกัน เ​พระา​ความ โลภ โกรธ หลง นี่ทำให้ถูกจัดสรรลง​ไปใน​แต่ละขุมๆ​ ให้เหมาะสมแก่กรรม​ที่ทำ​เอาไว้

แล้ว​ก็มีนรก​ที่สุดๆ​ ​ที่ขุมหนึ่ง​ มีไว้สำหรับพวก​ที่มี​ความเห็นผิด ไม่เชื่อในเรื่อง​กรรมเรื่อง​เวร ไม่เชื่อเรื่อง​​ความดี​ความชั่ว ประเภทนี้​จะ​ได้ลง​ไป​ที่ โลกันตร์นรก ​ซึ่ง​เป็น​ที่อยู่​ของพวกมีมิจฉาทิฏฐิอย่างรุนแรง พวก​ที่มี​ความเห็นผิด มี​ความเชื่อผิดๆ​ ​เขา​จะ​ไปรวมกันใน​ที่นี่ อย่างพวก​ที่​เอาระเบิดผูกตัว​ไปฆ่า​เขาแล้ว​คิดว่า​จะ​ได้​ไปสวรรค์ นรกโลกันตร์นี่แหละ​ ​ที่​จะ​เป็นสวรรค์ของ​เขา

โลกันตรนรกนี้​เป็น​ที่อยู่​ของพวกอสุรกาย ​ที่มีร่างกายใหญ่โตมาก ​จะเกาะกันอยู่​​ที่ของจักรวาล ​คือหากวาดจักรวาล​เป็นวงกลมสามวงประชิดกัน ​จะมีช่องว่างอยู่​ตรงกลาง ​เป็นสามเหลี่ยมเว้าๆ​ ​เป็นช่องโหว่ตรงนั้น​​คือขอบจักรวาล​เป็น​ความมืดมิดไม่มีแสงสว่างใดๆ​ ด้านล่าง​จะ​เป็นน้ำกรดไอเย็น

อสุรกายนี้​จะไต่กัน​ไปเรื่อยๆ​ ตามกำแพง​ที่เหนียวเหนอะ แล้ว​ก็​จะลื่นพรวดตกลง​ไปในน้ำกรดเย็น ย่อยจนกระทั่ง​เป็นกระดูกผุเปื่อยแล้ว​ก็ฟื้นกลับ​เป็นตัวขึ้น​ใหม่ ไต่ขึ้น​​ไปใหม่แล้ว​ก็หาก​ไปเจอตัวอื่นๆ​ ก็​จะ​เป็นว่า​เป็นอาหาร ​จะกินกันเอง พวกนี้ประมาณว่าแรกๆ​ ก็นับหน้าถือตากันดีอยู่​ แล้ว​​ต่อมาก็กัดกินกันเอง

​เป็นอย่างไรบ้าง​ นรก​ทั้ง ๘ ขุม นี่​ทั้งร้อนแรง​และเย็นยะเยือก ไล่ตั้งแต่พวกผิดศีลข้อแรก​ไปจนถึงพวก​ที่มี​ความเชื่อผิดๆ​ ต่อ​ไปเรา​จะขึ้น​​ไปข้างบนกันบ้าง ​ไปดูว่าภพภูมิ​ที่สูงกว่ามนุษยโลกของเรา​เป็นอย่างไร

มาถึงตอนนี้เรายังมีครอบแก้วกันอยู่​หรือไม่ ครอบแก้วแห่ง​พระรัตนไตรนี้สำคัญไม่ว่าเรา​จะ​ไปทางไหนก็​จะแคล้วคลาดปลอดภัย ​ต้องไม่ลืมว่าเทวดานี่ก็มี​ทั้งพวก​ที่​เป็นสัมมาทิฏฐิ​และพวกมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน ฉะนั้น​อย่างเพิ่งถอดครอบแก้วออก ไม่งั้นเทวดามิจฉาทิฏฐิ​ที่​เป็นคู่ปรับอาจ​จะเล่นงาน​เอา​ได้

เล่ากันว่าพวกผี​ที่ชอบมาแกล้งคน ​โดยเฉพาะพวกนักปฏิบัติธรรมนี่ ​ส่วนใหญ่ไม่ใช่ผี​ที่ไหน ​แต่​เป็นพวกเทวดานี่เอง​ที่มาหลอก มาลอง​กำลังใจ​เพราะเราเคย​เป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมาก่อน เลย​ขอลองของดูสักหน่อย​ ว่าทำท่าทำทางมาทำสมาธิยกระดับจิต เลย​ลองแหกอกควักไส้ให้ดูกันหน่อย​

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ก็เคยเล่าเรื่อง​นี้ไว้ในหนังสือเล่าประวัติหลวงพ่อปาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำก็เคยบอกว่ามีเทวดามากลั่นแกล้งนักปฏิบัติเยอะ

ก่อน​ที่เรา​จะขึ้น​​ไปดูเทวดาดูภพสวรรค์ข้างบนนั่น เรามาแวะเยี่ยมเยียนท่านพญายมราชกันก่อน สังเกตไหมเวลาเราทำ​ความดีอะไร​ต่างๆ​ เราก็​จะฝากให้ท่านยมราชนี่ไว้ ว่า​ความดี​ทั้งหลาย​ที่เราเคยทำมีอะไร​บ้าง คล้ายๆ​ ​เป็นการติดสินบนนั่นแหละ​ ​แต่สินบนท่าน​เป็นคุณงาม​ความดี​ที่เรา​ได้กระทำ​เอาไว้ ท่าน​จะ​ได้​เป็นพยานให้​เอาบุญ ​เพราะบุญกุศลบางอย่างเราจำไม่​ได้ ท่านก็​จะ​ได้ช่วยเตือน​ความจำ ประมาณว่าวันนี้แกทำบุญไว้ก็ยังอ้างชื่อฉันอยู่​เลย​นี่นะ

อย่าลืมเวลาทำบุญแล้ว​แผ่​ส่วนบุญ​ส่วนกุศล แผ่​ไปให้​พระแม่ธรณี ขอร้องให้พญายมราชจง​เป็นพยานใน​ความดีของเราในวันนี้ เรา​จะ​ได้มีบันทึกให้ท่าน​ได้ขีดเส้นใต้เน้นไว้​เป็นพิเศษว่า เรา​ได้ทำ​ความดีในวันนั้น​วันนี้

ท่านพญายมราชนี่ ผู้รู้เคยกล่าวไว้ว่าท่าน​เป็นถึงชั้น อนาคามี ดังนั้น​​จะ​ไปดูแคลนท่านไม่​ได้ ท่าน​เป็นเทวดาแล้ว​ท่านก็ยังสงเคราะห์ไม่ให้คนตกนรก ท่านไม่​ได้มีหน้า​ที่​เอาคนลงนรกนะ ​แต่ท่านมากั้นไว้ให้ ​คือคอยเตือนให้ระลึกถึง​ความดี ว่า​ที่ผ่านมา​ได้เห็นเทวทูตบางหรือไม่ ​ถ้าเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตายแล้ว​เกิดมโนธรรมน้อมนำจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่​ในการทำ​ความอยู่​ในควาไม่ประมาทในชีวิต ​คือเราจับกุศลให้​ได้ ​ถ้าเราจับจิต​ที่​เป็นกุศล​ได้ก็​จะ​ได้​ไปดี ​แต่​ถ้ายังจับกุศลไม่​ได้ ท่านก็จำใจว่า​ต้อง​เอาเข้าขบวน​ที่เดินตามกัน​ไปสู่นรกภูมิ

มาเริ่มสวรรค์ชั้นแรกกัน​ที่ชั้น จาตุมหาราชิกา ก่อนขึ้น​​ไปชั้นจาตุฯ นี้ก็ยังมีบริวารของชั้นจาตุฯ ​คืออสูรพิภพ พวกนี้​จะคาบเกี่ยว​กับแดนมนุษย์ แล้ว​ก็มี ครุฑพิภพ นาคพิภพ ​เป็นพวกกึ่งเทวดากึ่งมนุษย์ พวกชั้นล่าง​จะอยู่​ซ้อนๆ​ ปนเปกัน​ไป ​ซึ่งรายละเอียดนี่ไม่ค่อยมีอ้างถึงไว้เท่าไร

สวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกากะ นี้​เป็น​ที่อยู่​ของผู้​เป็นใหญ่​ทั้ง ๔ ทิศ ดูแลทิศ​ทั้ง ๔ ​คือทิศอุดรหรือทิศเหนือ ทิศบูรพาหรือทิศตะวันออก ทิศทักษิณหรือทิศใต้ ​และทิศประจิมหรือทิศตะวันตก

อย่างทิศตะวันตกนี่​เป็น​ที่อยู่​ของพวกนาค มีท้าววิฬูปักษ์​เป็นหัวหน้าหรือ​เป็นกษัตริย์ปกครอง ถือว่าท่าน​เป็นผู้​เป็นใหญ่ในทิศตะวันตกหรือทิศประจิม บางคนอาจ​จะอยากรู้ว่าพวกนาคนี่มาจากไหน พวกนาค​คือ​ใคร ก็​คือคน​ซึ่งมีจิต​เป็นกุศลก่อนตาย ​แต่มี​ความหวงห่วง หวงห่วงก็​คือ​ความโลภ จิตโลภ ​ส่วนใหญ่เศรษฐี​ที่ตายแล้ว​​ได้​ไปเกิด​เป็นพญานาค

หากจำกัน​ได้ สมัย​ที่เศรฐษีใหญ่ของเมืองไทยคนหนึ่ง​ตาย ท่าน​คือคุณชิน โสภณพาณิช ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ ตอนท่านตาย ​ได้ให้คนมีพลังจิตช่วยตรวจดูว่าท่าน​ไปอยู่​​ที่ไหน ก็ทราบว่าท่าน​ไป​เป็นเทวดาอยู่​ชั้นจาตุฯ ​เป็นพญานาคอยู่​ในดินแดนของเทวดา​ที่มีทรัพย์สมบัติมาก​ที่สุด สังเกตว่าเรา​จะเห็นลูกแก้ว​ที่ว่ากันว่า​เป็นลูกแก้วพญานาค ​เขาเรียกว่าทิพยทรัพย์ ในบรรดาเทวดาชั้นนี้ร่ำรวย​ที่สุดก็​คือพญานาคนี่เอง

อย่าง​ที่บอกว่า​ได้มาอยู่​สวรรค์ชั้นนี้​เพราะอารมณ์ห่วงหวง​ที่​เป็นกุศล พวกนาคนี่ก็มีรูปร่างคล้ายงู แล้ว​เราก็​จะเห็นว่า​เขา​เอานาค​ไปไว้ตามวัดวาอาราม ​เอาไว้เฝ้าสมบัติ​พระศาสนา เคยเห็นไหมพวกปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ปรากฏตัวทีไหนก็ออกมาในรูปของพญางูเห่าพญางูจงอาง ไล่ฉกไล่กัดผู้คน​ที่ล่วงล้ำ สรุปว่าจิตกุศล​ที่เจือด้วย​ความโลภนี่​จะ​ได้มาเกิด​เป็นพวกนาค

​ส่วนพวก​ที่มักโกรธ ​แต่ตายในขณะ​ที่จิต​เป็นกุศล พวกนี้​จะ​ไปเกิด​ที่ทางทิศอุดรหรือทางทิศเหนือ มีท้าวกุเวรหรือท้าวเวสุวรรณ​เป็นใหญ่ ​ซึ่งท้าวกุเวรหรือท้าวเวสุวรรณนี้​จะมีสองภาค ภาพน่าเกลียดสุดๆ​ มีเขี้ยวงอกตาแดง อย่างนึกถึงตอน​ที่เรา​กำลังโกรธก็​จะคล้ายๆ​ อย่างนั้น​ ​ส่วนอีกภาคหนึ่ง​​จะหล่อมาก จัด​เป็นพวกอสุรกาย ​ทั้งยักษ์​ทั้งนาคนี่​จะแปลง​เป็นพวกสวยๆ​ หล่อๆ​ ​ได้ ​โดยพวก​ที่อยู่​ทางทิศเหนือนี่ ​เป็นยักษ์ก็​เพราะว่ามีวาระจิตเจือด้วยโทสะหรือ​ความโกรธ

​ต่อมามาดูทางทิศใต้หรือทิศทักษิณ ตรงนี้มีท้าววิฬุณหก​เป็นใหญ่ ​เป็นจ้าวแห่งกุมภัณฑ์ คล้ายๆ​ ยักษ์​แต่ไม่ใช่ พวกนี้มีพุงใหญ่มีเขี้ยวสั้น ​ถ้า​ไปวัดแถวเชียงใหม่​จะเห็น​เขาปั้นไว้ตามวัดวาอาราม หน้าตาเหมือนยักษ์​แต่มีพุงใหญ่ นั่งพุงพลุ้ยอยู่​นั่นแหละ​​ที่​เขาเรียกว่าพวกกุมภัณฑ์

พวกกุมภัณฑ์นี่เรื่อง​กินเรื่อง​ใหญ่เรื่อง​ตายเรื่อง​เล็ก เชลล์ชวน​ไปชิม​ที่ไหนก็​ไป​ที่นั่น แม่ช้อย​ไปรำ​ที่ไหนก็​ไปถึงนั่น ​เป็นพวกติดรสอาหาร ​จะเกิด​เป็นกุมภัณฑ์ นิสัยในในทางกุมภัณฑ์ พวกนี้​จะวิ่งเข้าครัวก่อน มีไหม​เพื่อนเราบางคนพอ​ไปถึงบ้าน​เพื่อนก็​จะวิ่งเข้าครัวก่อน พวกนี้​ต้อง​ไปเกิด​เป็นบริวารของท้าววิรุฬหก

​ส่วนทางทิศตะวันออก​จะมี ท้าวธตรส​เป็นใหญ่ ตรงนี้​เป็นทิศของ​ความบันเทิง สังเกตเวลามีกฐินผ้าป่า​จะมี​เพื่อนเราบางคนนั่งท้ายรถ สำมะเรเฮฮา ร้องเพลง​ไปตลอดทาง ​เป็นพวกเฮไหนฮานั่น มีมหรสพมีการแสดง​ที่ไหนก็​ไป​กับ​เขา​ที่นั่น เรียกว่า มีคอนเสริต​ที่ไหนก็ตาม​ไปกรี๊ด​ที่นั่น หรือไม่ก็​ไปยืนอยู่​บนลำโพง ดิ้นกระแด่วๆ​ อยู่​บนลำโพง พวกนี้​เป็นบริวารของท้าวธตรส ​เป็นพวกคนธรรพ นักดนตรีนักฟ้อนรำ

ถัดขึ้น​​ไปนี่​เป็นสวรรค์​ที่ชั้น​ที่สวยสดงดงาม​ที่สุด ​เป็นห้องรับแขกของสรวงสวรรค์ นั่นก็​คือ ดาวดึงส์สวรรค์ ​เป็น​ที่อยู่​ของ​พระอินทร์ ​เป็น​ที่​ต้องของมหาจุฬามณีเจดียสถาน ตอน​ที่​พระพุทธเจ้าปลง​พระเกศา​จะออกบวช เกศานั้น​ก็ถูกยกมาไว้​ที่มหาจุฬามณีเจดียสถาน ​เป็น​ที่บูชาของเหล่าเทวดา​ทั้งหลาย

​พระอินทร์นี่อีกชื่อหนึ่ง​เรียกว่าท้าวสักกเทวราช เรื่อง​ท้าวสักกเทวราชน่าสนใจตรง​ที่ หากจำ​ได้​ที่เล่ามาก่อนแล้ว​แล้ว​ ​พระพุทธเจ้ามี ๓ แบบ ​พระพุทธเจ้าโคดมของเรา​เป็นประเภทปัญญธิกะ ​ใช้เวลา ๒๐ อสงไขย ๑๐๐๐๐๐ มหากัลป์​เพื่อทำบารมีมา​เป็น​พระพุทธเจ้า

​ส่วนอีกสองประเภท ​คือประเภทศรัทธิกะ นี่​ใช้วเลาทำบารมีมาก​เป็น ๒ เท่า ​คือ​พระพุทธเจ้าของเรา​ใช้เวลา ๒๐ อสงไขย ​แต่​ถ้า​เป็น​พระพุทธเจ้าแบบศรัทธาธิกะก็​ใช้เวลา​เป็น ๔๐ อสงไขย ๒๐๐๐๐๐ มหากัลป์ ​เพื่อทำบารมีมาตัสรู้​เป็น​พระพุทธเจ้า แล้ว​ก็ยังมี​พระพุทธเจ้า​ที่เรียกว่า วิริยะกะ ​พระพุทธเจ้าพวกนี้ก็​ใช้เวลาในการทำบารมียาวนาน​เป็น ๒ เท่าของพวกศรัทธาธิกะ ​คือ จาก ๔๐ อสงไขย ก็​เป็น ๘๐ อสงไขย ​กับอีก ๔๐๐๐๐๐ มหากัลป์

สำหรับ​พระพุทธเจ้าของเรา ไม่ว่า​จะอ่านจากตำนาน​พระเจ้า ๕๐๐ ชาติหรือเล่มไหน ​พระโคดมพุทธเจ้าของเรา​จะเกิด​เป็น​พระอินทร์บ่อยมาก ​เป็น​พระสักกเทวราชบ่อยมาก กลับขึ้น​​ไป​เมื่อไรก็​ได้​ไป​เป็นใหญ่ในดาวดึงส์คราวนั้น​

​ส่วน​ที่น่าสนใจ​ที่ว่า​คือ ประเภทศรัทธาธิกพุทธเจ้า ​จะมีแายาว่า นารายณ์หรือราม จริงๆ​ แล้ว​เราฟัง​เป็นเทพของพราหมณ์ใช่ไหม ​แต่​ที่จริงพวกนั้น​​เป็นโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ประเภทศรัทธาธิกโพธิสัตว์ ​ซึ่ง​จะมีตำแหน่งประจำบนสวรรค์​คือราม นี่เอง

หากจำ​ได้ตอน​ที่จตุคามรามเทพ​กำลังดัง อันนี้ท่านก็​เป็นพวกศรัทธาธิกโพธิสัตว์เหมือนกัน จึงยินดีในชื่อรามหรือชื่อนารายณ์ ​แต่จริงๆ​ แล้ว​ชื่อราม ​กับชื่อนารายณ์ ไม่ใช่คนๆ​ เดียวกัน ​แต่​เป็นฉายา​ที่​ใช้กันทั่ว​ไปสำหรับ​พระโพธิสัตว์ประเภทศรัทธาธิกะ ​ส่วนพวกวิริยาธิกะ นี่เราเคย​ได้ยิน อิศวร ใช่ไหม หรือคำว่า อวโลกิเตศวร พวกนี้​เป็นตำแหน่ง​ทั้งนั้น​ ​เป็นตำแหน่งของพวกวิริยาธิกโพธิสัตว์ อยู่​ในชั้นปรนิมทร์ หรือนิมมานฯ

กลับมา​ที่ชั้นดาวดึงส์ ห้องรับแขกของสรวงสวรรค์กันก่อน ดาวดึงส์นี้มีสวนสวรรค์ทั้หลายเช่น สวนจิตรลดา สวนมิกสกวัน สวนนันทวัน ​จะอยู่​ในดาวดึงส์นี้​ทั้งหมด เรียกว่า​เป็นรมณียสถานขนานแท้

ชั้นถัดขึ้น​​เป็น​เป็นชั้น​ที่ ๓ ​คือ สวรรค์ชั้นยามา ​เป็นสวรรค์ของนักทำสมาธินักสวดมนต์​ทั้งหลาย ​จะ​ได้มาเกิดในชั้นนี้ ยามาสวรรค์จึง​เป็น​ที่อยู่​ของนักสวดมนต์ ​แม้สมาธิไม่ถึงญาณก็​จะ​ได้มาเกิดในชั้นนี้ ​พระภาสกรเองชอบสวดชินบัญชร ร้อยจบ พันจบ อิติปิโสร้อยแปดจบ หรืออะไร​ต่างๆ​ นานา นี่​เป็นการการันตีให้ตัวเอง​ได้ว่าอย่างน้อย ก็มีสวรรค์ชั้นนี้​เป็นอารมณ์​เป็น​ที่หมาย หากขณะ​ที่สวดมนต์ภาวนามีจิต​เป็นกุศลหมายมา​ที่ยามาสวรรค์ ​และยังไม่​ได้สำเร็จญาณ ก็​จะ​ได้มาเกิด​ที่ยามา

สวรรค์ชั้นยามานี่ค่อนข้าง​จะเวิ้งว้าง เ​พระาว่าต่างคนต่างอยู่​​กับสมาธิของตัวเอง ต่างคนต่างทำสมาธิกัน​ไป ยามาสวรรค์มีท้าวสุยามา ​เป็นจ้าว

สูงขึ้น​​ไปอีกชั้นหนึ่ง​ ​เป็นดุสิตสวรรค์ ​เป็น​ที่อยู่​ของ​พระโพธิสัตว์ฝ่ายเถรวาท​ทั้งหลาย หรือคน​ที่จวน​จะตรัสรู้​เป็น​พระพุทธเจ้าแล้ว​ พูดง่ายๆ​ ​คือ ​เป็น​ที่อยู่​ของ​พระโพธิสัตว์​ที่มีบารมีแก่กล้าเต็ม​ที่แล้ว​ ​ซึ่ง​จะไม่ขึ้น​​ไปในภูมิ​ที่สูงกว่านี้แล้ว​ ​เพราะ​ที่ดุสิตนี่​จะ​เป็น​ที่​พอดีๆ​

ในดุสิตสวรรค์นี้ ​ทั้งพุทธมารดา พุทธบิดาก็​จะมาอยู่​​ที่นี่ เตรียมตัวลงมาเกิด แล้ว​ก็มาร่วมในกิจกรรมการตรัสรุ้ของ​พระพุทธเจ้า​แต่ละ​พระองค์ อย่างในตอนนี้​ที่อยู่​​ที่นี่ก็​คือ​พระพุทธมารดาของโคดมพุทธเจ้าของเรา ​คือ ​พระนางสิริมหามายานี่เอง

หลังจาก​ที่​พระนางสิริมหามายา​ได้ให้กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะแล้ว​ ๗ วันท่านก็สิ้น แล้ว​มาปรากฏ​เป็นเทพบุตรอยู่​บนชั้นดุสิต ​คืออยู่​บนดุสิตสวรรค์นี่​แม้ว่า​จะ​เป็นพุทธมารดาก็ไม่​ได้มา​เป็นเทพธิดา ​แต่​จะ​เป็นเทพบุตร ​เพราะไม่​ต้องให้​ใครมายุ่งอีกแล้ว​ ไม่​ต้อง​เป็นบริวาร​ใครแล้ว​ รอ​ที่​จะมา​เป็นแม่ของ​พระพุทธเจ้าองค์ต่อ​ไป ​คือ​พระศรีอริยเมตไตรยองค์เดียว

สูงขึ้น​​ไปอีกชั้นหนึ่ง​ ​เป็นสวรรค์ชั้น​ที่ ๕ ชื่อว่า นิมมานรดี ​เป็น​ที่อยู่​ของนักประดิษฐ์คิดค้น อย่าง​ที่เราเคยฝัน มี​ความสุข​กับ​ความฝัน อยากเจอก​ใครอยาก​ได้อะไร​ ​ที่อยู่​ในสวรรค์ชั้นนี้​จะเนรมิต​เอา​ได้ตามใจปรารถนา ​เป็นระดับภูมิของพวกนิมมานรดี อยาก​ได้อะไร​อยากทำอะไร​ก็เนรมิต​เอา

สวรรค์ชั้นบนสุดในกามวจรนี่​คือ ชั้นปรนิมมิตวัตตวตี ​เป็นชั้นสำหรับผู้ทำคุณประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ต่อโลก ต่อคน​ทั้งหลาย เรียกว่าทำสาธารณประโยชน์มากมาย​ๆ​ ก็​จะมาเกิด​ที่ ชั้นนี้ ​ซึ่ง​เป็นสวรรค์ชั้นบนสุด

เล่ากันว่าตอน​ที่ไดอะน่าสเปนเซอร์ พอรถคว่ำแล้ว​ก็ลงนรกหรือขึ้น​มาอยู่​​ที่ชั้นพิพากษา​ที่ท่านพญายมราช หลังจากนั้น​ก็มีคนส่ง​กำลังบำรุงอะไร​ไม่ทราบ เธอเลย​พุ่งพรวดขึ้น​มา​เป็นเทวดา​และก็​เป็นเทวดาอยู่​ในชั้นนี้เอง ปรนิมิตตวัตตวตี ​เพราะระยะหลังท่านทำงานช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือคน​เป็นเอดส์ ช่วยอะไร​ต่างๆ​ แก่สังคมมากมาย​ เลย​​ได้อยู่​​ที่นี่

เสมือนว่าสวรรค์ชั้นนี้​เป็น​ที่อยู่​ของผู้​ที่ทำงาน​เพื่อมวลชน ทำงานสาธารณกุศล ไม่ว่า​จะ​เป็นคนไทยหรือชาติไหนก็ตาม อย่าง​ที่​พระภาสกรพอ​จะยกตัวอย่าง​ได้ก็เช่น ท่านผู้หญิงนวลผ่อง เสนาณรงค์ ท่าน​เป็นเลขาสภากาชาดไทย ท่าน​เป็นแม่ของ​เพื่อน หลังจากท่านถึงแก่กรรมแล้ว​ ก็​ไปดูว่าท่าน​ไปไหน ก็รู้ว่าท่าน​ไปอยู่​​ที่ชั้นปรนิมฯ นี้เอง หรือแม่ชีเทเรซ่า จำ​ได้ไหม นี่ท่านก็อยู่​ปรนิมฯ เหมือนำกัน

​ส่วนใหญ่​พระโพธิสัตว์สายมหายานหรือว่าคน​ที่เคยอธิษฐานพุทธภูมิไว้ ​คือ​ถ้ายังไม่ใกล้​จะนิพพาน ก็​จะอยู่​แถวๆ​ นี้เหมือนกัน ​คือ ปรนิมฯ บ้าง นิมมานฯ บ้าง ​เพราะสองชั้นนี้​เป็น​ที่อยู่​ของหมู่คนดี ​เป็น​ที่อยู่​ของหมู่เทวดา​ที่​เป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์อย่างสูง

สำหรับสวรรค์ชั้น​ที่ ๖ นี้ ​ใคร​ที่มาอยู่​​ที่นี่ ก็ไม่​ต้องลำบากเนรมิตอะไร​เอง ​เพราะ​จะมีพวกนิมมานนรดีช่วยเนรมิตให้ ​เป็นการต่อ​เนื่องกันอยู่​อย่างนี้ ​ซึ่งสวรรค์ชั้น​ที่ ๖ นี้ ทางมหายานเรียกอีกอย่างว่าดินแดนสุขาวดี

หาดูตามภาพ ​จะเห็นว่า ชั้นจาตุมหาราชิกา ​จะอยู่​รอบ​เขา​พระสุเมรุ แล้ว​สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็​จะอยู่​บนยอด​เขา​พระสุเมรุ มีเวไชยันต์ปราสาท​เป็น​ที่อยู่​ของ​พระอินทร์​เป็นศูนย์กลาง แล้ว​ก็ถัดขึ้น​​ไป​เป็นชั้นมายา ชั้นดุสิต ถัดขึ้น​​ไป​เป็นชั้นนิมมานฯ แล้ว​ก็​ไปสุดของกามพจร​ที่ชั้นปรนิมมิตวัตตี ตรง​ที่พวกมหายานบอกว่าสู่สุขาวดีก็​คือสวรรค์​ที่อยู่​​ระหว่างนิมมานฯ ​กับปรนิมนี่เอง ​ที่เชื่อมต่อกัน​ได้นี้ก็​เพราะว่า​เป็น​ที่อยู่​ของผุ้​ที่ทำดีจิต​เป็นกุศล​ทั้งหลาย

คิดว่าหลายท่านคง​จะอยากอยู่​ข้างบน มากว่าข้างล่างแล้ว​ใช่ไหม อยากบอกว่าวงจรชีวิตของ​แต่ละคนนี้​จะ​เป็นเหมือนเลขแปด (8) ของอารบิก ​แต่​เป็นเลขแปด​ที่วงกลมล่าง​จะใหญ่กว่าวงกลมบน ​ทั้งนี้ก็​เพราะ​ส่วนใหญ่เราขึ้น​ข้างบนกันน้อยครั้ง ลงข้างล่างกันเยอะ ขึ้น​ข้างบนนิดเดี่ยวเดี๋ยวไหลลงข้างล่างกันอีกแล้ว​

ต่อจากสวรรค์ชั้นกามพจรแล้ว​เราขึ้น​สูงขึ้น​​ไปอีก ขึ้น​​ไปดู​ที่ ชั้นของเหล่าพรหมเทพกันบ้าง พรหมโลกนี่ก็​จะซ้อน​เป็นชั้นๆ​ กันขึ้น​​ไปเหมือนกันตามระดับ​ความละเอียดของญาณ

๓ ชั้นแรก​ที่มี มหาพรหมา ปาริสัชชา ​และ ปุโรหิตา นี่​จะถือว่า​เป็นพรหม​ที่อยู่​ชั้นเดียวกัน ​เป็นระดับเดียวกันจากผลของญาณ ​คือ​ได้ญาณ ๑ เหมือนกัน

หาก​ใครทำสมาธิแล้ว​​ได้ญาณ ๑ ​ซึ่งก็​คือมี วิตก วาร ปีติ สุข เอกัคตา ​โดยตัวองค์ของญาณ ​คือจิต​กำลังทำการกำหนดอยู่​ว่ามีปีติเกิดขึ้น​ มี​ความสุขเกิดขึ้น​ ​และก็มี​ความแน่วแน่ ​เป็นวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตา

​ที่น่าสังเกต​คือ​เมื่ออยู่​ในระดับเดียวกันแล้ว​​จะแบ่งทำไมให้​เป็นมหาพรหมา ปาริสัชชา ปุโรหิตา ก็อธิบาย​ได้ว่า พวกปาริสัชชา​คือคนทั่วๆ​ ​ไปมีบารมีไม่มาก ​เป็นพวกสาวกภูมิไม่​ได้ปรารถนาพุทธภูมิ ​ส่วนพวกปุโรหิตานี้ ​เป็นพวกปัจเจกภูมิ​คือปรารถนา​เป็น​พระปัจเจกพุทธ ​ส่วนพวกมหาพรหมา ​คือพวก​ที่หวังพุทธภูมิ

ท่านเหล่านี้ ​แม้​ได้ญาณเดียวกัน​คือญาณหนึ่ง​ ​แต่รัศมีสีแสงสู้กันไม่​ได้ พวก​ที่ทำบารมีมามาก​คือ

 

F a c t   C a r d
Article ID A-2747 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง 31 ภพภูมิ
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เก็บความคิดมาฝาก
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๒๖๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๗ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-13749 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 28 ก.พ. 2551, 01.20 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Song982 [C-13750 ], [124.121.45.94]
เมื่อวันที่ : 28 ก.พ. 2551, 01.30 น.

ถอด​ความจากเทปนะครับ​ ​ต้องขออภัยสำหรับตัวสะกดการันต์ อักขระต่างๆ​ ​ที่อาจผิดพลาด ​เพราะ​เป็นถอดเทปแบบมาราธอน สามวันสองคืน เหอๆ​ๆ​

เลย​​เอามาแปะไว้​ที่ศาลานกน้อยให้ช่วยกันแบ่งปัน​ความ ทรมานนนนนนนนน หุหุหุ

(หาก​ได้เนื้อหา​ที่ปรับปรุงตรวจพิสูจน์แล้ว​​จะทำการปรับปรุงทันทีครับ​)

ด้วยมิตรภาพอันยั่งยืน


(อ้าวๆ​ อีตา ซองเก้าแปดสอง มัน​เป็นพวกทำมะทำโม​ไปแร้นหรือกระไร)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Song982 [C-13751 ], [124.121.45.94]
เมื่อวันที่ : 28 ก.พ. 2551, 01.49 น.

ปรากฏว่าไม่เพียงพอ ต่อตรงนี้นะครับ​ท่าน​ทั้งหลาย
*************************************


๓ ชั้นแรก​ที่มี มหาพรหมา ปาริสัชชา ​และ ปุโรหิตา นี่​จะถือว่า​เป็นพรหม​ที่อยู่​ชั้นเดียวกัน ​เป็นระดับเดียวกันจากผลของญาณ ​คือ​ได้ญาณ ๑ เหมือนกัน

หาก​ใครทำสมาธิแล้ว​​ได้ญาณ ๑ ​ซึ่งก็​คือมี วิตก วาร ปีติ สุข เอกัคตา ​โดยตัวองค์ของญาณ ​คือจิต​กำลังทำการกำหนดอยู่​ว่ามีปีติเกิดขึ้น​ มี​ความสุขเกิดขึ้น​ ​และก็มี​ความแน่วแน่ ​เป็นวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตา

​ที่น่าสังเกต​คือ​เมื่ออยู่​ในระดับเดียวกันแล้ว​​จะแบ่งทำไมให้​เป็นมหาพรหมา ปาริสัชชา ปุโรหิตา ก็อธิบาย​ได้ว่า พวกปาริสัชชา​คือคนทั่วๆ​ ​ไปมีบารมีไม่มาก ​เป็นพวกสาวกภูมิไม่​ได้ปรารถนาพุทธภูมิ ​ส่วนพวกปุโรหิตานี้ ​เป็นพวกปัจเจกภูมิ​คือปรารถนา​เป็น​พระปัจเจกพุทธ ​ส่วนพวกมหาพรหมา ​คือพวก​ที่หวังพุทธภูมิ

ท่านเหล่านี้ ​แม้​ได้ญาณเดียวกัน​คือญาณหนึ่ง​ ​แต่รัศมีสีแสงสู้กันไม่​ได้ พวก​ที่ทำบารมีมามาก​คือพวกมหาพรหมา ​เขา​จะสว่างไสวร่างกายงดงามกว่า ขณะ​ที่พวกปุโรหิตา​จะลดลงมาหน่อย​ ​และพวกปาริสัชชานี่​จะน้อย​ที่สุด นี่​คือ​ความแตกต่างกัน​ซึ่งถูกแบ่งแยกด้วยคุณสมบัติ​ที่สั่งสมบารมีมาไม่เท่าเทียมกันนั่นเอง

มาดูกันต่อ​ที่ญาณ ๒ ​ซึ่งก็​จะเห็นว่าเหมือนกันอีกแล้ว​ ​คือระดับเดียวกัน​แต่แบ่ง​เป็น ๓ กลุ่ม ​คือปริตตาภา ​เป็นพวกสาวก อัปมาณาภา ​เป็นพวกปัจเจก แล้ว​ก็มีพวก อาภัสสรา ​คือพวกหวังพุทธภูมิ

พวก​ที่​ได้ญาณ ๒ นี้ก็หมาย​ความว่า วิตก วิจาร นั้น​ดับ​ไปแล้ว​ เหลือ​แต่ปีติ สุข เอกัคตา ​คือพ้นจากบริกรรม​ไปแล้ว​ มี​แต่ปีติ มี​แต่สุข นี่​คือญาณ ๒

ต่อ​ไป​เป็นญาณ ๓ นี่ วิตก วิจาร ปีติ หาย​ไปแล้ว​ เหลือ​แต่สุข​กับเอกคัตา ในชั้นของญาณ ๓ นี้ก็แบ่งเป็ฯ ๓ กลุ่มอีกเหมือนกัน ​คือ พวก ปริตตาสุภา ​เป็นพวกสาวก พวก อัปปมาณสุภา ​เป็นพวกปัจเจก ​ส่วน​ที่หวังพุทธภูมิ​จะแบ่งย่อย​เป็น ๓ กลุ่มอีก ​คือ แบ่ง​เป็น สุภกิณหา เวหัปผลา อสัญญีสัตตา เหล่านี้​จะแสงรัศมีไม่เท่ากันดัง​ที่กล่าวมาแล้ว​

​และ​เมื่อใดก็ตามหากขึ้น​​ไปถึง ญาณ ๔ ก็​จะ​ได้ราคาเดียวกันหมด มีอยู่​สองอย่าง ถึงญาณ ๔ นี่ไม่ว่า​ใครใหญ่​ใครเล็ก​จะมีสองอย่าง​คือ อสัญญีสัตตา หรือเรียกว่าพรหมลูกฟัง ภาวะนี้​ต้องระวัง ​เพราะ​เป็นภาวะ​ที่ปฏิเสธ​ความคิด ไม่คิดไม่นึก ไม่ทำงาน ทำตัวเหมือน​กับแท่งไม้ ทำตัวเหมือนโต๊ะเก้าอี้ เหมือนไม่มีจิต หรือปฏิเสธจิต พวกนี่ป่วยการเหล่า ​เพราะ​แม้อายุยืนยาวก็เสียเวลา​โดยใช่เหตุ ไม่​ได้บำเพ็ญสภาวธรรมให้ละเอียดสูงยิ่งขึ้น​​ไป

​แต่หากอยู่​​เป็นพวก เวหัปผลา นี่ถือ​เป็นพวกญาณ ๔ ฝ่ายดี ไม่มี​ความหลงผิด ​แต่ก็ยัง​เป็นโลกียญาณ สรุปว่าญาณ ๔ มีอยู่​สองพวก​คือพวกฝ่ายผิดทาง​กับพวกฝ่ายถูกทาง

แล้ว​ต่อ​ไป​ซึ่งมีรัศมีสีทองเรืองรองล้อมอยู่​นี้​ได้แก่หมู่​พระอนาคามี ​พระอนาคามี​เป็นผู้​ที่ทำลาย​ความโลภ ​ความโกรธ​ได้​โดยสิ้นเชิงด้วย​ความเต็ม​พร้อมสมบูรณ์ของสมาธิ เรียกว่า​เป็นสมาธิสมบูรณ์

พวก​ที่มีสมาธิสมบูรณ์นี้ ​สามารถ​ใช้สมาธิข่มกามราคะ​ข่ม​ความอยาก​และข่ม​ความโกรธจนกระทั่งหมดจด เช่นหากเราผ่านโสดาบันแล้ว​ เราตายในสมาสธิ​ที่สมบูรณ์ก็​จะกลาย​เป็นอนาคามีเลย​ ถือว่า​เป็นอนาคามีก่อนตายนั่นเอง ยิ่ง​ถ้าทรงอำนาจสมาธิไว้​ได้ตลอดชีวิต ​คือทำให้กามราคาไม่​สามารถเจริญ​ได้เลย​ให้มันแห้งหาย​ไปเลย​ ​ความโกรธก็ไม่มี​เขาเรียกว่าอนาคามี ​เป็นภาวะมนุษย์​ที่ดำรงอยู่​ในอนาคามิผล ​ซึ่งในโลกก็มีอยู่​เยอะ
​ส่วนพวก​ที่มีสมาธิอำนาจยิ่งขึ้น​​ไปก็​คือ ​เป็นสมาธิ​ที่แก่กล้าด้วยพละ ๕ ​กำลัง ๕ ใหญ่ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา พวกแรก ​คือ อวิหาพรหมอาศัยศรัทธา​เป็นตัวนำทำให้สมาธิสมบูณ์​ได้ ก็เกิด​เป็นอวิหาพรหม ​ซึ่ง​จะขึ้น​​ไปอยู่​บนชั้นสุธาวาส

หากสมาธิเต็มด้วยวิริยะหรือ​ความเพียรนี่​จะอยู่​ในขั้น อตัปปาพรหม มีพละวิริยะ​เป็นตัวทำให้สมาธิสมบูรณ์ ต่อ​ไปหากสมาธิสมบูรณ์ด้วยสติ มีอำนาจสมาธิ​โดย​ใช้สติควบคุม​ได้ นี่​จะ​เป็นพวก สุทัสสาพรหม พวกอนาคามี​จะมาเปิด​เป็นสุทัสสาพรหมนี่เอง ​เพราะ​ใช้สตินำอย่าง​ที่เราฝึกสติสัมปฐาน

หากเรา​ใช้สติข่มกามราคะ​จนสงบ​ได้ ผ่านโสดาบันมาแล้ว​ไม่มี​ความลังเลสงสัยใน​พระพุทธ ​พระธรรม ​พระสงฆ์ ไม่ติดในเรื่อง​​ความ​เป็นตัวตน กายเรา​เขา ​และก็ในทิฐิ หากผ่านอันนั้น​แล้ว​มีศีลบริบูรณ์ไม่​เป็นศีลคปราาส​และ​สามารถรักษาสมาธิด้วยสมาธิเราก็​จะขยับขึ้น​​ไป​เป็น สุทัสสีพรหม สุทัสสีพรหมนี้​จะมีสมาธิ​ที่เต็ม​เพราะสมาธินั่นเอง

​และสุดท้ายของชั้นสุทาวาสพรหมนี้ ก็​เป็นพวก​ที่ดำรงสมาธิไว้ด้วยปัญญา ​ซึ่ง​เป็นขั้นสูงสุด เราเรียกท่านว่า อกนิฏฐาพรหม ​เป็นผู้ดำรงสมาธิด้วยปัญญา​แต่ไม่ถึงขั้นละกิเลศ​ได้หมดจด ​คือเพียง​แต่รู้เท่าทันกิเลศ อย่าง​ที่เรียกกันว่าปัญญาทันกิเลศ

หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุท่าน​จะเน้นเรื่อง​นี้ บอกว่าให้มีปัญญาทันท่วงที ปัญญาทันท่วงทีนี่มัน​จะ​เป็นเหตุให้สมาธิทรงตัว แล้ว​ยังถึง​ความ​เป็นอกนิฏฐาพรหม​ได้ ​ที่กล่าวมานี้​เป็นพรหมชั้นสุธาวาส​ทั้งหมด ๕ กลุ่ม
ตั้งแต่ชั้นปาริสัชชาจนถึงสุทาวาสชั้นอกนิฏฐานั้น​ เราเรียกว่ารูปพรหม ​คือยัง​เป็นพรหม​ที่มีรูปกายปรากฏ ​แต่ถัดจากสุทธาวาสขึ้น​​ไปก็ยังมีอีก ​เป็นพรหม​ที่ไม่ปรากฏรูป เรียกว่า อรูปพรหม จากภาพ​จะเห็นว่ามี​แต่รูปวิมาน​แต่ไม่มีองค์ท่าน มี​แต่วิมานเปล่าๆ​ ​กับอรูปญาณ

อรูปพรหมนี้กำหนดเหมือน​เป็นอากาศว่างเปล่า ไม่มีปริมาณ​เป็นอารมร์ เรียกว่าอากาสานัญจายตนะ กำหนดการรู้​ไปเรื่อยๆ​ ไม่มีขอบเขตเรียก วิญญาณัญจายตนะ ถัด​ไปก็​เป็นพวก​ที่กำหนดรู้ๆ​ๆ​ๆ​ ไม่มีประมาฯ หรือว่ากำหนดว่านิดหนึ่ง​ก็ไม่มีๆ​ๆ​ พวกนี้เรียกว่า อากิญจัญญายตนะ จนสุดท้ายมีก็เหมือนไม่มี เหมือนว่ามะพร้าวลอยน้ำปริ่มอยู่​ ​จะจมก็ไม่จม​จะลอยก็ไม่ลอย ​จะใช่ก็ไม่ใช่​จะไม่ใช่ก็ใช่ อันนี้เรียก เนวสัญญานาสัญญายตนะ

​ที่กล่าวมานี้ถือ​เป็นพวกอรูปญาณ เหล่านี้​พระพุทธเจ้าถือ​เป็น​ความซวยใหญ่หลวง จำ​ได้ไหมตอน​ที่ท่านตรัสรู้ท่าน​ไปหา​ใครก่อน ท่านระลึกถึงอาจารย์ของท่านก่อน ​คือ อาฬารดาบส​กับอุทกดาบส ท่านอาฬารดาบสสอนเรื่อง​อกิญจัญญายตนะ ​และท่านอุทกดาบสสอนเรื่อง​เนวสัญญานาสัญญะ ท่าน​จะ​ไปโปรดครูท่าน ​แต่ว่าครูท่าน​ไปหมดแล้ว​ ​ทั้งสองท่านตาย​ไปแล้ว​ หลังจาก​พระพุทธเจ้า​ไปเรียนรู้มาจนท่านหมดภูมิสอน แล้ว​​ไปทำทุกรกิริยามาอีก ๖ ปี อาจารย์ตายเกลี้ยง​ทั้ง ๒ ท่าน​ไปอยู่​ชั้นอรูปพรหม​ทั้งสองท่าน ​ซึ่งยาวนานมาก

เรื่อง​ระยะเวลานี่ก็น่าสนใจ ​เพราะยิ่งห่างไกลจากโลกมนุษย์เวลาก็ยิ่งยาวนานกว่าโลกมนุษย์มากยิ่งขึ้น​ ตรงนี้เลย​​ต้องมาดูเรื่อง​ราคากันนิดหนึ่ง​ อย่าง​ที่บอกว่าในภพละเอียดมากเวลาก็ยิ่งยาวนานมาก

ในภพสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เทวดาชั้นนี้มีอาขุ ๕๐๐ ปีทิพย์เทียบ​เป็นปีมนุษย์ก็​คือ ๙ ล้านปีมนุษย์ ​ส่วนชั้นดาวดึงส์ มีอายุ ๑๐๐๐ ปีทิพย์ ก็เท่า​กับ ๓๖ ล้านปีมนุษย์ (หมายเหตุผู้พิมพ์ 500 ปีทิพย์เท่า​กับ 9 ล้านปีมนุษย์ แล้ว​ 1000 ปีทิพย์ทำไมไม่เท่า​กับแค่ 18 ล้านปีมนุษย์)

​ที่น่าคิดก็​คือมาดูนรกชั้นแรก ในมหานรกไม่มีวันตาย สัญชีวนรก ๕๐๐ ปีนรก เท่า​กับ ๙ ล้านปีมนุษย์ เท่ากัน​กับชั้นจาตุมหาราชิการเลย​ แล้ว​ก็​จะเท่ากัน​ไป​เป็นคู่ๆ​ ๑๐๐๐ ปีนรก ก็เท่า​กับ ๓๖ ล้านปีมนุษย์ ​เป็นอย่างนี้เรื่อย​ไป

คราวนี้มาดูเรื่อง​สีสันบ้าง สี​ที่ประกอบภาพอยู่​นี้​เป็นสีรุ้ง​ที่เราเคยเห็นกัน ​คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง อาจสงสัยว่าทำไม ๓๑ ภพภูมิ​กับสีรุ้งมันจึงมี​ความสอดคล้องกัน เริ่มตรงกลางนี่แดนมนุษย์ เรา​ใช้สีเขียว ​เพราะต้นไม้ใบหญ้า​เป็นสีเขียว ต่อลง​ไปข้างล่างร้อนแรงหน่อย​ก็​เป็นเขียวๆ​ เหลืองๆ​ ​คืออพวกอสูรกายพวกเปรตออกสีส้มๆ​ เรื่อๆ​ จนกระทั่งสีแดง​คือสีของนรกภูมิ​ที่แผดเผาตลอดเวลา จน​ไปสุด​ที่สีดำ ​คือสีแห่งโลกันตร์นรก

​ส่วน​ที่ถัดจากสีเขียว ถัดจากภพมนุษย์ขึ้น​​ไป ก็​เป็นสีฟ้า ของพวกนางฟ้า ท้องฟ้า เห็นสีฟ้านี่เรา​จะรู้สึกมี​ความสุขปลอดโปร่งโล่งสบายใช่ไหม ถัดจากสีฟ้าขึ้น​​ไปก็​เป็นสีน้ำเงินขรึมแล้ว​ ​เป็นสี​ที่สงบขึ้น​​ไปอีกขั้นหนึ่ง​นั่นเอง ​คือ​เป็นสีของพวกรูปพรหมแล้ว​ แล้ว​ถัดขึ้น​​ไปอีกก็​เป็นสีม่วง สีแม่ม่ายสีแห่ง​ความสูญเปล่าเวิ้งว้างอยู่​ข้างนของพวกอรูป
พรหม แล้ว​​ที่อยุ่สูงขึ้น​​ไป​ที่สุดนั่น​คือนิพพาน ​คือสีขาวสะอาด

​และสิ่ง​ที่น่าสังเกตเกี่ยว​กับบางภพภูมิก็​คือ ลักษณะพิเศษในบางภพภูมิ กล่าว​คือ อริยบุคคลทุกประเภท​จะไม่​ไปเกิดในอบายภูมิ
สิ่งมีชีวิตในอบายภูมิ​จะบรรลุมรรคผลนิพพานไม่​ได้

เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกามี​ทั้ง​ที่อยู่​ระดับพื้นดิน ​ที่เรียกว่าภุมมัฏฐเทวดา เช่น รุกขเทวดา ​เป็นต้น ​และ​ที่อยู่​ในอากาศ ​ซึ่งเรียกว่า อากาสเทวดา สวรรค์ชั้นดุสิต​เป็น​ที่รวมของนักปราชญ์​และผู้มีปัญญา รวมถึง​พระโพธิสัตว์

รูปภูมิ​เป็น​ที่เกิดของผู้​ที่​ได้รูปฌาน ผู้​ที่เกิดในอสัญญสัตตภูมิ​จะมีเฉพาะรูปขันธ์เท่านั้น​ ไม่มีนามขันธ์อยู่​เลย​ ​คือ​จะมีเฉพาะร่างกายไม่มี​ความรู้สึกใดๆ​ เลย​ เกิดในอิริยาบทใด ก็​จะอยู่​อย่างนั้น​ตลอดชีวิต ไม่มีการเคลื่อนไหว ​เพราะก่อนตายในชาติก่อน​ได้จตุตถฌาน​แต่ไม่ยินดีในการมี​ความรู้สึก

สุทธาวาสภูมิ​เป็น​ที่เกิดของอนาคามีบุคคล (ปุถุชน​และอริยบุคคลชั้นต่ำกว่านี้​จะ​ไปเกิด​ที่นี่ไม่ ​ได้) อรูปภูมิ​เป็น​ที่เกิดของผู้​ที่​ได้อรูปฌาน ผู้​ที่เกิดในอรูปภูมิ​จะมีเฉพาะนามขันธ์ 4 ​คือ เวทนา สัญญา สังขาร ​และวิญญาณขันธ์เท่านั้น​ ไม่มีรูปขันธ์ ​คือไม่มีร่างกายอยู่​เลย​ ​เพราะจิตไม่มี​ความยินดีในรูป​ทั้งหลาย

ต่อ​ไป​จะพูดถึงตารางวิถีจิตในวิชาอภิธรรม ​โดยในสายอภิธรรม​แต่ละแถบนี่​คือการทำงานของจิตในรูปแบบหนึ่ง​ๆ​ แถบหนึ่ง​เส้นหนึ่ง​​คือตั้งแต่สัมผัสอารมณื​และเข้าสู่​ความรู้สึก เกิดการตัดสิน เกิด​เป็นกรรมขึ้น​มา อย่าง​ที่แสดงในภาพ​จะ​เป็นสีส้มๆ​ แดงๆ​ ​คือกรรมนั่นเอง

จิตของเรามีการทำงานแตกต่างกันมากมาย​ นี่​คือการจัดรูปแบบมาให้ท่านดู​ทั้งหมด ว่ารูปแบบของการทำงานของจิต​เป็นอย่างไร ​ซึ่ง​ต้องศึกษากันยาวนาน ​แต่ไม่​เป็นไร เสนอให้ดู​เป็นแนวทางไว้สำหรับ​ที่​ใครอยาก​จะ​ไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยว​กับเรื่อง​อภิธรรม

ตารางวิถีจิต​ที่สมบูรณ์แบบนี้​เป็นภาพสี่สีอันแรกของโลก นี่​คือตารางเศวตภพภูมิ​ที่ไม่เคยมี​ใครจัดมาก่อน ​พระภาสกรทำขึ้น​​เพราะเหตุ​ที่สงสัยว่า มันอยู่​ทีไหน​เป็นอย่างไร แล้ว​ก็​ได้คำตอบเยอะ อย่างเช่นชั้นพรหมทำไมถึงแยก​ได้ ๓ ก็​ได้คำตอบว่า​เป็น​เพราะคุณภาพของคน คนเรา​ที่เดินอยู่​บนโลกนี้นั่นเอง ​โดย​เมื่อแยกตามกลุ่มแล้ว​ก็​จะ​ได้ ๕ พวกดังนี้
๑ พวกพุทธภูมิ ​เป็นพวกปรารถนา​จะ​เป็น​พระพุทธเจ้า ​เพื่อ​ที่​จะขนถ่ายสรรพสัตว์ให้หลุดพ้น ​และ ๒ พวกปัจเจกภูมิ ไม่​ได้ห่วงผู้อื่น​แต่มั่นใจตัวเองว่าฉัน​สามารถหลุดพ้นด้วยตัวเอง​ได้

​ทั้งสองอย่างนี้เหมือนกัน​คือมี​ความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ​คือมีอีโก้มาก ไม่​ต้องพึ่งพาผู้อื่นก็​สามารถถึง​ที่สุดแห่งทุกข์​ได้ ​แต่ต่างกัน​ที่มหากรุณา ​ถ้า​เป็นโพธิสัตว์ก็​จะมีมหากรุณาธิคุณ สงสารสรรพสัตว์​ทั้งหลาย​ที่ทุกข์ยากอยาก​จะช่วยขนถ่ายให้พ้นทุกข์ ​คือท่านตั้งใจไว้ว่า​ต้องให้สัตว์ทั้หลายพ้นทุกข์เสียก่อน แล้ว​ท่าน​จะนิพพาน​เป็นคนสุดท้าย

อย่างท่านอวโลกิเตศวร หรือท่านนารายณ์​ที่เคยกล่าวมาแล้ว​ หรือ​พระแม่กวนอิม ก็มีคำประกาศของท่านไว้ว่า "เรามี​ความสงสารสรรพสัตว์​ทั้งหลาย เราขอแบกภาระของสัตว์​ทั้งหลาย ​โดยการ​จะขนถ่ายสรรพสัตว์​ทั้งหลายให้เข้าสู่นิพพานให้หมดก่อนแล้ว​เราค่อยเข้าสู่นิพพาน​เป็นคนสุดท้าย" ฟังแล้ว​ดีเหลือเกิน

​แต่​ทั้งนี้ก็ยังประกอบด้วย​ความเห็นผิด ​เพราะชีวิตใหม่เกิดขึ้น​ตลอดเวลา ทุกๆ​ วัน เซลล์เซลล์เดียวของร่างกายเราหลุดออกมา​เป็นชีวิตใหม่ๆ​ วิวัฒนาการ​เป็นชีวิตใหม่ๆ​ ไต่เต้า​เป็นชีวิตใหม่ๆ​ ไม่​ต้องรอ​พระเจ้ามาสรรสร้างตัวเรา​คือ​พระเจ้า ​แม้กระทั่งตัวเซลล์ในร่างกายเราบาง​ส่วนก็หลุดออกมา​เป็นชีวิตใหม่​ได้

เซลล์ต้นไม้ เซลล์หมูเซลล์แมว​ที่ไหนก็วิวัฒนาการขึ้น​มาตลอดเวลา ไม่มี​ใครสร้างครั้งเดียว​พร้อมกัน ​เพราะกลไกเหตุปัจจัยมันสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้น​ใหม่ตลอดเวลา ตรงนี้ปฏเสธการมีอยู่​ของ​พระเจ้าเลย​นะ ​เพราะไม่จำ​เป็น​ต้องรอ​พระเจ้ามาสรรค์สร้าง ชีวิตมัสร้างของมันเองอยู่​แล้ว​ ฉะนั้น​​จะมี​ใครเข้านิพพานคนสุดท้าย​ได้ไหม ไม่มี ​เพราะทางชีวิตใหม่มันเกิดขึ้น​ตลอดเวลาแล้ว​​ใคร​จะ​เป็นคนสุดท้าย​ได้อย่างไร

​แต่ถึง​จะ​เป็น​ความเห็นผิดตามเหตุผล​ที่อ้างมานี่ ก็ถือว่า​เป็น​ความเห็นผิดชั้นดี​ที่นำให้คนคนหนึ่ง​บำเพ็ญบารมียาวนานจนใน​ที่สุดของ​ความถึงจุด​ที่เรียกว่าสันดาบ​ความรู้ กลาย​เป็น​พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้น​บนโลก
​พระพุทธเจ้าเกือบทุก​พระองค์​ต้องเคยคิดแบบนี้มาก่อน คิดผิดแบบนี้จน​ต้องต่อ​ความยาวสั่งสม​ความดีกันอย่างยาวนาน​เพื่อสร้างบารมีมา​เพื่อตรัสรู้ กล่าว​ได้ว่า​พระพุทธเจ้า​ต้องมี​ความเห็นผิดอย่างนี้ๆ​ แล้ว​ลากจูงด้วย​พระมหากรุณากว่า​จะมาสงเคราะห์สรรพสัตว์​ทั้งหลาย ​โดยสรุปก็​คือ พุทธภูมิ​กับปัจเจกภูมิต่างกันตรง​ความกรุณาไม่เหมือนกัน
ประเภท​ที่ ๓ ​เป็นพวกสาวก พวกนี้​คือ​ต้องมี​พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น​ในโลกแล้ว​​ไปฟังท่าน คิดว่าท่านพูดดีเข้าท่าขอตาม​ไปด้วยแล้ว​ก็จบกันนิพพานกัน​ไป

​ส่วนประเภท​ที่ ๔ ​เป็นสาวกพิเศษ สาวกอย่างมีเงื่อนไขอย่างเช่น​พระสารีบุตรนี่ท่านก็เท่ไม่หยอก ​เป็นอัครสาวกข้างขวา หรือ​พระโมคัลลานะ​เป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย แล้ว​ยังมี​พระสีวลีผู้มีลาภมาก ​ใครอยาก​เป็นอัครสาวกอย่างไหนก็​ต้องตั้งจิตอธิษฐานนะว่าอย่าง​เป็นสาวกอะไร​ของ​พระพุทธเจ้า​พระองค์ไหน

การอยาก​เป็นอัครสาวก ​เป็นอสีติของ​พระพุทธเจ้า​พระองค์ใด​พระองค์หนึ่ง​ก็​จะทำให้กลาย​เป็นสาวก​ที่มีเงื่อนไข ​ต้องสั่งสมบารมีมากกว่าสาวกทั่วๆ​ ​ไป อย่าง​พระภาสกรนี่เคยถามพวกมีทิพย์​เขาดูว่า เคยอธิษฐานไว้บ้างหรือไม่ ​เขาก็บอกว่า​พระภาสกรนี่เคยอธิษฐานอยาก​เป็น​พระสารีบุตร​กับ​เขาบ้าง ​เป็นฝ่ายปัญญามาก ​เป็นเลิศทางปัญญา​และจับคู่​กับ​พระอีกองค์หนึ่ง​​คือท่านอาจารย์เสน่ห์

ตอนนั้น​​ไปทำบุญ ท่านบอกว่าเคยทำบุญ​กับ​พระพุทธเจ้าชื่อว่า​พระปิยะทศรี ​ไปทำบุญ​กับท่านแล้ว​อธิษฐานอยาก​เป็นอัครสาวกเบื้องขวาเบื้องซ้าย ของ​พระพุทธเจ้า​พระองค์ใด​พระองค์หนึ่ง​ในอนาคต ​พระภาสกรของ​เป็นฝ่ายปัญญา ท่านอาจารย์เสน่ห์ท่านขอ​เป็นฝ่ายฤทธิ์ ​เพราะท่านชอบ​ไปทางฤทธิ์ เหตุนี้เลย​ตั้งจับคู่กันมาเวียนว่ายตายเกิดติดตามกันมาวุ่นวายกันมาเรื่อย

​ที่พลาดครั้งใหญ่หลวงก็​เพราะเกิดไม่ทัน​พระพุทธเจ้า​พระองค์นี้ เกิดไม่ทัน​พระโคดมพุทธเจ้า ​เพราะว่า​พระพุทธเจ้า​จะมีอัครสาวกฝ่ายซ้าย-ขวา​ได้เพียงคู่เดียว ​และเราไม่ทัน​ไปแพ้​พระสารีบุตร​กับ​พระโมคัลลานะท่านเสียก่อน

แล้ว​ก็ประเภท​ที่ ๕ อันนี้​เป็นพวก​ที่วิวัฒนาการมาใหม่ ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร​ ว่า​จะใส่ตรงไหนดี ​ซึ่งก็ยังมี​ความแตกต่างกัน​กับ ๔ พวกแรก ต่างกันตรงการดำเนินชีวิต ​เพราะการดำเนินชีวิตของ​พระโพธิสัตว์ ​เป็นการดำเนินชีวิตด้วย​ความเสียสละ ด้วยการทำ​เพื่อผู้อื่นมา​โดยตลอด ทำบารมีมาตลอด​เพื่อ​จะ​ได้​เป็นผู้นำผู้คน ​ถ้า​เป็นมนุษย์ก็น​จะ​ได้​เป็นกษัตริย์ ​เป็นช้างก็​จะ​เป็นพญาช้าง ​ถ้า​เป็นวานรก็​เป็นพญาวานร ​เป็นหัวหน้า​เขามาตลอดทุกภพทุกชาติ

อย่าง​พระนเรศวร ​พระเจ้าตากสินก็​พระโพธิสัตว์​ทั้งนั้น​ ถึงในหลวงรัชกาล​ที่ ๙ ของเรานี่ก็​ต้อง​เป็น​พระโพธิสัตว์ ​เพราะพฤติกรรมท่านใช่ถึง​พร้อมด้วย​พระราชจริยาวัตร ​แม้ท่านไม่บอกไม่ประกาศ​แต่ท่านใช่แน่ๆ​

​ส่วนพวก​ที่ประกาศตัวว่าตัวเอง​เป็นโพธิสัตว์ในปัจจุบันนี้ก็เยอะ มากมาย​ ทุกวันนี้​พระ​ที่มีชื่อเสียงโด่งดังหลายท่าน ก็ประกาศตัวเองชัดว่า​เป็นโพธิสัตว์ เช่นท่านธัมมไชโย แห่งวัดธรรมกาย ท่านก็บอกว่าท่าน​เป็นต้น​พระต้นธรรม แล้ว​ชวนเรา​ไป​ที่ไหน ​ไปอยู่​ดุสิตบุรี ​เพราะพวกโพธิสัตว์​จะ​ไปอยู่​​ที่ดุสิตบุรีกัน แล้ว​ท่านก็ทำดุสิตบุรีไว้ให้แถวปทุมธานี เผื่อว่า​ไปไม่ถึงก็​ไป​ที่บุรีของท่านนั่นไง อีกท่านก็​ที่สันติอโศก ท่านโพธิรักษ์ก็​เป็นโพธิสัตว์ แล้ว​​ใครอีกก็เช่นท่านพุทธอิสระอ้อน้อยก็โพธิสัตว์ สรุปว่าเยอะแยะมากจนแทบ​จะเดินชนกันอยู่​แล้ว​

​แต่หลวงพ่อคูณนี่ตอนแรก​พระภาสกรก็คิดว่าท่าน​เป็นโพธิสัตว์หรือเปล่า ​ไปถามเลขาฯ ท่าน ท่านบอกว่าไม่ใช่ ท่านบอกว่าหลวงพ่อคูณอธิษฐานของ​เป็นมหาเศรษฐี อยาก​เป็นเหมือนอนาถบิณทิกเศรษฐี ท่านจึงทำบารมีเศรษฐีไว้

พูดถึงหลวงพ่อคูณนี่​พระภาสกรรักท่านอีกองค์หนึ่ง​ ​เพราะท่าน​เป็นคนตรง​และฉลาด การตอบคำถามของท่านนี่แสดงถึง​ความมีสติปัญญาถึง​จะพูดมึงพูดกูก็​เป็นคำพูดมึงกู​ที่น่ารัก​ที่สุดในโลก ฟังแล้ว​สบายใจ ให้ท่านด่ามากๆ​ ยิ่งชอบ ยิ่งโดนท่านฟาดหัวสัก​ที่นี่สบายใจ อันนี้เรียกว่าท่าน​เป็น​พระโพธิสัตว์​ที่ปรารถนา​เป็นสาวกภูมิแบบมีเงื่อนไข ​เป็นเศรษฐี ​และ​เป็นมหาอุบาสก

อีกกลุ่ม​คือพวกปัจเจกภูมิ พวกนี้ก็พวกครูบาอาจารย์ตามหมาวิทยาลัย พวกนี้มีลักษณะของปุโรหิตา ฉลาดหลักแหลมเชื่อในสิ่ง​ที่ตัวเองคิด มีระบบ​ความคิด​เป็นของตัวเอง พวกนี้​เขา​จะฟังคนอื่นเหมือนกัน​แต่ฟัง​เพื่อ​เอา​ความคิดของคนอื่นมาประกอบสร้างร่างสร้างระบบ​ความคิดของตัวเอง แล้ว​​จะเชื่อในสิ่ง​ที่ตัวเองคิด

พวกนักคิดนักเขียน​ทั้งหลายก็จัดอยู่​ในพวกนี้เช่นท่าน ส.ศิวลักษณ์ ท่านระวี ภาวิไล ท่านแสง จันทร์งาม ท่านพวกนี้​เป็นพวกปัจเจกภูมิ หรือท่าน นิธี เอี่ยวศรีวงศ์ พวกนี้ท่าน​เป็นพวกเชื่อในสิ่ง​ที่ตนเองคิด ไม่ใช่ไม่เชื่อคนอื่น ​แต่​เขาคิดเอง​ได้ คิดลึก​และมีอะไร​​ที่น่าสนใจ ​แต่พวกนี้ก็​ต้องเดินทางไกลกันหน่อย​

เช่น​ที่​พระภาสกรแหย่พ่อตัวเอง ถามท่านดร.ระวี ว่าพ่อรู้หรือเปล่าว่า​เป็นพวกไหน ก็​ต้องไม่ลืมว่า​พระเทวทัตท่านยังตกนรกอยู่​นั่นก็​เป็นปัจเจกพุทธเจ้าเหมือนกัน ​แต่บารมีเต็ม​ที่แล้ว​ด้วย ​เพราะท่านทำบารมีมาแล้ว​​ทั้ง ๒ อสงไขยแสนมหากัล์ป ถึง​จะ​ได้ตรัสรู้​เป็นพุทธเจ้า

พวกปัจเจกพุทธเจ้านี้ไม่​ต้องรับพุทธพยากรณ์ ​คือ​จะรับหรือไม่รับพุทธพยากรณ์ก็ตาม​เมื่อครบเวลา​ที่ทำบารมีก็​จะตรัสรู้ ​โดย​เมื่อตรัสรู้แล้ว​ก็​จะไม่สอน​ใครอีก ​แต่ก่อน​ที่​จะตรัสรู้นี่สอนมากมาย​

พวก​ที่สอนมากมาย​สอนมาตลอดก็นี่​ทั้งนั้น​ ท่านอาจารย์ระวี ก็สอนมาตลอด อาจารย์นิธี อาจารย์ศิวลักษณ์ล้วน​แต่สอนกันมาตลอด ​แต่โน่นพอตรัสรู้แล้ว​​จะเลิกสอน

หรืออย่าง​ที่คณะแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์สายจิตวิทยาหรือสายจิตศาสตร์นี่มีอยู่​หกเจ็ดคน ​เขาบอกว่ามีสำนักจิตวิทยาอยู่​ ๗ สำนัก ต่างคนต่าง​เป็นเจ้าสำนัก ต่างคนต่าง​ความเชื่อ นี่ก็จัด​เป็นพวกปัจเจกภูมิเหมือนกัน สังเกต​ได้ว่าพวกนี้​จะ​เป็นพวกนักคิด ​เป็นเครื่องมือของพวกพุทธภูมิผู้ปกครอง

​ที่น่าขัน​คืออย่าง​พระนเรศวรท่านก็​เป็นพุทธภูมิ ท่านมหาอุปราชก็​เป็นพุทธภูมิเหมือนกัน แล้ว​ทำไมพุทธภูมิ​กับพุทธภูมิถึงไสช้างเข้าชนกัน ฆ่ากันตาย นี่ก็​เพราะว่าคนเรา​ต้องเจอคู่ปรับพี่พอๆ​ กัน อย่าง​พระพุทธเจ้าก็​ต้องเจอ​กับพญามาร​เป็นตัวอย่าง

ใน​ส่วนของ ๓๑ ภพภูมิก็บรรยายมาพอสมควรแล้ว​ สมควรแก่เวลา​ที่​จะกลับมาบนมนุษยภูมิกัน​ได้แล้ว​ ​แต่ครอบแก้ววิเศษด้วยรัตนไตรนั้น​ไม่​ต้องถอดออก ​เอาติดตรึงไว้ให้ละลายกลาย​เป็นอันหนึ่ง​อันเดียว​กับตัวเราไว้เลย​

ตั้งจิตตั้งใจให้แน่วแน่ว่าไม่คิดเบียดเบียนชีวิตตนเอง​และผู้อื่นให้เดือดร้อน ครอบแก้วนี้​เป็นครอบแก้ว​ที่ประณีตด้วยศีล เรา​จะไม่รู้สึกอึดอักเลย​เวลาอยู่​ในครอบแก้วแห่งศีล ตรงข้าม​จะรู้สึกสบาย​เพราะ​ได้อยู่​ใน​ความ​เป็นปกติไม่ฝืนธรรมชาติ

ลองอธิษฐานดูว่าตลอดชีวิตนี้​จะไม่ผิดศีล ๕ ข้อ ​แต่​ถ้าผิด​เมื่อไรก็หามาปะเสีย หาทางต่อศีลให้มั่นคงเข้าไว้

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-14749 ], [83.189.165.71]
เมื่อวันที่ : 05 ต.ค. 2551, 14.10 น.

นั่นนะสิคะ​ คุณเพลงเกือบพัน​ไป​เป็นพวกธัมมะธัมโมตั้งแต่​เมื่อไร

แซวเล่นค่ะ​ ​ความจริงก็รู้ว่าคุณสนใจเรื่อง​พวกนี้อยู่​นานแล้ว​

ขอบคุณสำหรับบท​ความยาว ๆ​ ค่ะ​ คง​ต้องค่อย ๆ​ เก็บอ่า้นช้า ๆ​

อนุโมทนาสำหรับ​ความรู้ด้วยค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : song982 [C-14764 ], [61.90.76.137]
เมื่อวันที่ : 06 ต.ค. 2551, 12.57 น.

สวัสดีครับ​คุณรจนา

สองปีกว่าครับ​​ที่ขลุก อยู่​​กับธรรม​ทั้งหลาย
​และก็กลับมาแล้ว​ครับ​สำหรับการสร้างงานเขียนชิ้นใหม่ๆ​
​ที่คงไม่เจื่อนอารมณ์คนอ่านดัง​ที่แล้ว​ๆ​ มา
คาดว่า​จะมีเรื่อง​สั้น​และเรื่อง​ยาวทยอยลงให้อ่านกันสม่ำเสมอครับ​
ขอบคุณสำหรับ​กำลังใจ​และการติดตามผลงาน

ด้วยมิตรไมตรี


ปล. สำหรับงาน 31 ภพภูมินี้ ท่านผู้บรรยาย​กำลังขัดเกลาอยู่​ครับ​ คาดว่าอีกสี่ห้าปี
คง​ได้เห็น​เป็นรูปเล่ม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : wipa khaopew [C-14962 ], [115.67.53.136]
เมื่อวันที่ : 27 ต.ค. 2551, 22.50 น.

ขอบ​พระคุณ​เป็นอย่างสูงสำหรับ​ความรู้​ที่ยังไม่เคยรู้ ขออนุโมทนาสาธุ​กับการให้​ความรู้ทางธรรมมะ สาธุ สาธุ สาธุ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : แสงเดือน [C-17162 ], [203.146.32.125]
เมื่อวันที่ : 03 ก.ค. 2553, 18.02 น.

​เมื่อวันพฤหัส​ที่ 1 กรกฎาคม 2553 ​ได้ดูรายการเจาะใจ
อยากทราบว่าภาพภพภูมิ​ที่นำมาแสดงในรายการ ​และผังอื่นๆ​​จะหาซื้อ​ได้​ที่ไหนคะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น