นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน...
แมวลายคราม
...เวลากลางดึกของคืนหนึ่ง​​ในฤดูหนาว ผู้คน​​โดยทั่ว​​ไปสมควรนอนหลับอยู่​​ภายใต้ผ้าห่มหนานุ่ม​​ที่ให้​​ความอุ่นสบาย ​​จะหาสิ่งใด​​ที่สุขกว่านี้เห็น​​จะไม่มี...​​...
​แต่​ความสุขนั้น​มันไม่​ได้เกิด​ได้​แต่คนทุกคน ยังมีคนบางคน​ที่​กำลังทุกข์อย่างแสนสาหัสในขณะ​ที่ผุ้คน​ส่วนใหญ่​กำลังมี​ความสุขในห้วงเวลานี้

บนสะพานลอย​ที่มีแสงจากสปอร์ตไลท์สาดจ้าดุจเวลากลางวัน ยังมีคนบางคนนอนขด กอดร่างตัวเองด้วย​ความหนาวเหน็บ​และสั่นสะท้านทุกครั้ง​ที่ลมหนาวพัดมากระทบผิวกายผอมโซ ​ที่ดู​ไปไม่ต่างจากซากศพ ทั่ว​ทั้งร่างมีเพียงเสื้อเก่าขาด​และกางเกงขายาว​ที่ผ่านการ​ใช้งานมาอย่างสมบุกสมบัน​เป็นเครื่องป้องกันลมหนาวเท่านั้น​

พนักงานเก็บขยะ ​และคนกวาดถนนปฏิบัติหน้า​ที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด ราว​กับว่าภารกิจนี้ไม่มีวันจบวันสิ้น...​

บริเวณนี้​โดยปรกติในเวลากลางวัน ถือ​เป็นแหล่งชุมชน​ที่คราคร่ำ​ไปด้วยผุ้คนมากหน้าหลายตา บริษัทห้างร้านพากันเปิดกิจการเพิ่มขึ้น​​เป็นดอกเห็ด
ในยุค​ที่ผู้คนเร่งรีบ ​ใคร​สามารถกอบโกย​ได้ก็รีบฉวยโอกาส ราคา​ที่ดินพุ่งขึ้น​อย่างรวดเร็ว ตึกสูง​ทั้งสมบูรณ์​และ​ที่ยังอยู่​ใน​ระหว่างการก่อสร้างพากันก่อเกิดขึ้น​มาเย้ยฟ้า​และท้าดิน

​แต่ท่ามกลางพายุแห่งทุนนิยมเหล่านี้ยังมีร้านขายผลงานศิลปะเล็กๆ​ตั้งอยู่​ คล้าย​เป็นจุดแต้มตำหนิในวงกลมใหญ่
ร้านศิลปะ​ที่ว่านี้​เป็นตึกแถวสองชั้น ชั้นล่าง​เป็น​ที่ขายผลงานศิลปะ​ซึ่ง​ส่วนใหญ่​เป็นผลงานของตัวเจ้าของร้าน ชั้นบน​เป็น​ที่ซุกหัวนอน

ช่วงสองวันมานี้หาก​ใครไม่เร่งรีบจนเกิน​ไปนักก็คง​จะทันสังเกตเห็นว่า ร้านศิลปะนี้ไม่​ได้เปิดให้บริการตามปกติ ​แต่ยังไงก็แล้ว​​แต่​จะมี​ใครสนใจเล่า
ใน​เมื่อต่างคนต่างก็เร่งรีบ​กับภารกิจของตน จนไม่เหลือเวลาให้สนใจในสิ่งอื่นรอบๆ​ตัว
"ศิลปะน่ะขายไม่​ได้หรอกในยุคนี้ คุณขาย​ที่ตรงนี้ให้ผมดีกว่า" ​ใครคนหนึ่ง​เคยบอกเจ้าของร้านเช่นนี้

ในห้องรูปสี่เหลี่ยมบนชั้นสองของร้านศิลปะ ​เป็นห้อง​ที่เหมาะ​จะเรียก​เป็น​ที่ซุกหันอนอย่างยิ่ง​เพราะนอกจากฟูกเก่าๆ​ติดผนังด้านหนึ่ง​ของห้อง​กับหมอน​และผ้าห่มผืนบางแล้ว​ ​ทั้งห้องยังมีของอีกแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น​ ​ส่วนใหญ่​เป็นอุปกรณ์​ที่​ใช้ในการวาดภาพ​และภาพ​ที่วาดเสร็จแล้ว​วางพิงตามผนังห้องซ้อนทับระเกะระกะ​ไปหมด บนผนังด้านหนึ่ง​มีหน้าต่างสองบานพอให้แสงสาดลอดเข้ามา​แต่ก็ถูกปิดไว้ด้วยผ้าม่านเก่าขาด
กลางห้องตั้งไว้ด้วยโต๊ะตัวหนึ่ง​ บนโต๊ะมีโคมไฟราคาถูก​ที่​กำลังส่องแสงริบหรี่ตามแบตเตอรี่​ที่อ่อนแรง ​ที่เขี่ยบุหรี่เต็ม​ไปด้วยก้นบุหรี่นับสิบมวน​และขี้เ​ถ้ากองพะเนิน ซองบุหรี่ว่างเปล่าหนึ่ง​ซอง​กับหนังสือพิมพ์ฉบับ​หนึ่ง​วางอยู่​ริมขอบโต๊ะ

เจ้าของร้าน​เป็นชายหนุ่มวัย 27 ปีนั่งพิงบนพนักเก้าอี้ไม้ สองขากางออกห่างจากกัน มือซ้ายวางลงข้างลำตัวอย่างผ่อนคลาย มือขวาถือวัตถุสีดำมะ​เมื่อมสะท้อนแสงจากโคมไฟวาววับจ่อ​ไป​ที่ขมับขวาของตัวเอง
แสงริบหรี่จากโคมไฟก็เพียงพอ​จะทำให้ห้อง​ที่มืดสนิทเช่นนี้เกิดแสงเงา​ที่แลดู​ไป​ทั้งน่ากลัว​และน่าเศร้า​ไปในเวลาเดียวกัน หาก​เป็นงานศิลปะก็ดู​จะ​เป็นงาน​ที่แลดูสับสน​และลึกลับพอๆ​​กับงานของ แวนโก๊ะ ศิลปินเอกในดวงใจ​เขา

"คน​ที่รักศิลปะน่ะ ไม่มีทาง​เป็นคนเลวหรอก" คำพูดประโยคนี้ของอาจารย์ประสิทธิ์ดังขึ้น​มาในห้วงสำนึกของ​เขา

อาจารย์ประสิทธิ์​เป็นอาจารย์สอนศิลปะ​ที่เค้ารักมาก​ที่สุด ​เป็นอาจารย์​ที่มากกว่าอาจารย์สำหรับ​เขา...​

​เขายังจำเรื่อง​ราวในสมัยเด็กๆ​​ได้ดีราว​กับมันเพิ่งเกิดมาเพียงไม่นาน ​ความทรงจำพา​เขาย้อนกลับ​ไปตอน​ที่​เขาอายุเพียง 5 ขวบ

หลายคนเคยกล่าวไว้ว่า "เด็กๆ​ก็เหมือนผ้าขาวสะอาด แล้ว​​แต่ว่าผู้ใหญ่​จะ​แต่งเติมสีสันใดๆ​ลงบนผ้าขาวผืนนี้"
ชีวิตของตัว​เขาก็เช่นกัน ​เขาถูก​แต่งเเต้มสีสันแห่ง​ความรุนแรงลงในผ้าครั้งแรก​เมื่อพ่อ​กับแม่ทะเลาะกัน​โดย​ที่​เขา​สามารถเข้าใจเรื่อง​ราว​ได้ตอนอายุ 5 ขวบ
ตอนอายุ​ได้ 7 ขวบ พ่อ​กับแม่ก็แยกทางกัน สีทึมทึบแห่ง​ความแตกแยกถูกทาลงบนผ้าขาวอีกครั้ง ​แต่อัน​ที่จริงมันเหมือนทาทับ​ไปบนหัวใจดวงน้อยๆ​ของ​เขามากกว่า

​เขาอยู่​​กับแม่ตามลำพัง​ได้เพียงปีเศษ แม่ก็มีสามีใหม่ ฐานะของพวก​เขาในช่วงนั้น​ถือว่าปานกลางพอมีพอกินไม่ขัดสนมากนัก ​เขา​สามารถ​ไปโรงเรียน​ได้​โดยไม่​ต้อง
เจียดเวลา​ไปทำงานพิเศษเหมือน​เพื่อนบางคน​ที่มีฐานะยากจน พ่อใหม่​และแม่ดูเหมือน​จะรักกันดี ​ทั้งคู่ช่วยกันทำมาหากิน ดู​ไปคล้ายชีวิต​ที่สมบูรณ์แบบ

​เขาชอบวาดรูประบายสีตั้งแต่เด็กๆ​ ​และดูเหมือนว่าแม่​จะชอบรูป​ที่​เขาวาดเสียด้วย แม่มักชม​เขาไม่ขาดปากว่า​เขา​เป็นเด็กมีพรสวรรค์ ทำให้​เขารู้สึกอิ่มเอิบยิ่งนัก
ครั้งแรก​ที่​เขาพบ​กับอาจารย์ประสิทธิ์ก็ตอน​ที่​เขาเรียนอยู่​ชั้นมัธยม 4 อาจารย์เข้ามาสอน 'ศิลปะของศิลปินเอกของโลก'
เรื่อง​ราวของศิลปินเอกหลายคนถูกถ่ายทอดออกมาจากอาจารย์ประสิทธิ์ ​แต่มีอยู่​เพียงคนเดียว​ที่ดึงดูด​ความสนใจของ​เขา​ได้...​

" วินเซนท์ แวน โก๊ะ(Vincent Van Gogh) เกิด​เมื่อ 30 มีนาคม ค.ศ. 1853 ​เป็นชาวดัชท์
​เป็นศิลปินเอก​ที่ยืนอยู่​บนเส้นด้ายบางๆ​​ที่คั่น​ระหว่าง​ความ​เป็นอัจฉริยะ​กับคนวิกลจริต ​และ​ถ้า​จะบอกว่า​เขา​เป็นอัจฉริยะ
​เขาก็​เป็นอัจฉริยะหลัง​ความตาย ​เพราะตลอดเวลา​ที่มีชีวิตอยู่​นั้น​ แวน โก๊ะ ขายรูป​ที่ตัวเองวาด​ได้เพียงรูปเดียว ​แต่กลับมีชื่อเสียงสูงสุดหลังจาก​ที่เสียชีวิต​ไปแล้ว​

ภาพวาดของ​เขา​เป็นศิลปะแนว 'โมเดิร์นอาร์ท' หรือ 'อิมเพรสชั่นนิสต์' ภาพ​ที่มีชื่อเสียง​ที่สุดของแวนโก๊ะ ​คือ The Starry Night
​เขาจบชีวิตตัวเองลงด้วยการยิงตัวตาย​เมื่ออายุ​ได้เพียง 37 ปี ​เพราะทนแรงกดดันในชีวิต​และสังคมไม่ไหว "


​เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึง​ได้รู้สึกสนใจในตัวศิลปินเอกผู้นี้​เป็นพิเศษ ​แต่ทันที​ที่มีเวลา​เขาก็​ไปค้นหาประวัติ​และผลงานของศิลปินท่านนี้​โดยไม่รีรอ
ภาพ The Starry Night ของแวนโก๊ะ ทำให้หัวใจของ​เขาเต้นแรง ​เขาเพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่า​เขาชอบศิลปะขนาดไหน

" The Starry Night ​เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ แสดงถึงแสงสีในยามค่ำคืนของชนบท ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มประดับด้วยดวงจันทร์​และดวงดาวลายเส้นโค้งวน​และการตวัดพู่กันของแวนโก๊ะ ส่งให้ภาพนี้ดูลี้ลับสับสนอย่างบอกไม่ถูกในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจของศิลปินเอกผู้นี้ราว​กับ​เป็นกระจกสะท้อน "

ถึงตรงนี้​เขาตั้งใจแน่วแน่ว่า​จะ​เอาดีทางด้านศิลปะ​ที่​เขารัก รู้สึกหัวใจพองโต สีสันสดใสแห่ง​ความฝันถูกป้ายลงบนผ้าในหัวใจของ​เขา​เป็นครั้งแรก

​เขาสนิท​กับอาจารย์ประสิทธิ์อย่างรวดเร็ว​เพราะ​เป็นผุ้รักชอบในสิ่งเดียวกัน ยามว่างก็​จะ​ไปนั่งวาดรูปในสวนสาธารณะหรือตาม​ที่ต่างๆ​
อาจารย์ให้คำแนะนำต่างๆ​มากมาย​ ​เขาเปี่ยม​ไปด้วยพลัง ​และรู้สึก​เป็นสุข​ที่สุดในชีวิตช่วงนี้
​แต่ก็อย่างว่า...​​ความสุขมัก​จะอยู่​​ได้ไม่นาน

​เมื่อแม่รู้​ความตั้งใจอันแน่วแน่ของ​เขา​ที่​จะเรียนทางด้านศิลปะ แม่พยายามเกลี้ยกล่อมให้​เขาเปลี่ยนใจ แม่อยากให้​เขาเรียนหมอหรืออะไร​ก็​ได้​ที่ไม่ใช่ศิลปะ
"ศิลปะน่ะ เรียนจบ​ไป​จะทำมาหากินอะไร​ แม่อยากให้ลูกคิดดูให้ดีๆ​ ถึง​จะเรียนหมอลูกก็​สามารถวาดรูป​ได้นี่ ไม่เห็นจำ​เป็น​ต้อง​ไปเรียนเลย​" แม่บอก
​แต่​เมื่อ​เขายังยืนยัน​ความตั้งใจแน่วแน่ของ​เขา แม่เดือดดาล​เป็นการใหญ่ เราเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยขึ้น​ ​เมื่อรวม​กับชีวิตของแม่​กับพ่อใหม่เริ่ม​จะคลอนแคลนไม่สมบูรณ์แบบเหมือนในตอนแรก แม่จับ​ได้ว่าพ่อใหม่มีผู้หญิงคนอื่น ทำให้แม่ระบายออก​กับ​เขามาก​เป็นเท่าตัว

​เขาไม่เข้าใจจริงๆ​ ทำไม​เมื่อครั้งหนึ่ง​เเม่ชมว่า​เขามีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะแท้ๆ​ ​แต่​เมื่อ​เขาตั้งใจ​จะ​เอาดีทางด้านนี้แม่กลับไม่ยอมให้​เขาเรียน
​เขารู้สึกสับสน​ไปหมด ไม่รู้ควรทำอย่างไร ​ระหว่างนี้แหละ​​ที่อาจารย์ประสิทธิ์เข้ามามีบทบาท​ในชีวิต​ส่วนตัวของ​เขามากขึ้น​...​

นึกถึงตอนนี้​เขาอดยิ้มด้วย​ความสมเพชไม่​ได้ มือขวา​ที่ถือปืนสั่นคลอนเล็กน้อย

...​​เขากลาย​เป็นคนเงียบๆ​ ออกห่างสังคม​เพื่อนฝูง รู้สึกสับสนในจิตใจ จนอาจารย์ประสิทธิ์สังเกตเห็น จึง​ได้ถามถึงสาเหตุ
​ความคับข้องใจ​ทั้งหมดจึง​ได้พรั่งพรูออกมาดุจสายน้ำเชี่ยวกราก ​ระหว่าง​ที่ฟังอาจารย์ประสิทธิ์พยักหน้าน้อยๆ​ด้วย​ความเข้าใจ ​และเห็นใจ​เขา
อาจารย์พยายามปลอบใจ​และให้คำแนะนำแก่​เขา​ไปในคราวเดียว " อนาคตของเธอ อย่างไรเธอก็​ต้อง​เป็นคนตัดสิน​เอาเอง ​แต่ครูอยาก​จะบอกอะไร​เธอไว้
สักอย่าง เธอจงจำไว้ให้ดี ' ไม่ว่าเธอ​จะทำอะไร​ก็แล้ว​​แต่ ​แต่คนรักศิลปะน่ะไม่มีทาง​เป็นคนเลวแน่นอน ' ครูเชื่ออย่างนั้น​"

จากคำพูดของอาจารย์ประสิทธิ์ ​แม้​เขา​จะไม่เข้าใจมันนักในวันนั้น​ ​แต่มันก็ทำให้​เขาตัดสินใจ​ได้ ​เขาตกลง​ที่​จะเรียนหมออย่าง​ที่แม่​ต้องการ
​พร้อมๆ​​กับการศึกษางานศิลปะด้วยตัวเอง​ไปด้วย ​เขาคร่ำเคร่ง​กับงานของศิลปินในโลก ​โดยเฉพาะ​กับงานของ แวน โก๊ะ ในขณะ​ที่​ความรัก​และเคารพในตัวอาจารย์ประสิทธิ์ก็เพิ่มมากขึ้น​ทุกวัน

ตอนอยู่​มัธยม 6 ปีสุดท้ายก่อน​จะ​ต้องเข้าสู่รั้วมหาลัย ​เขา​ได้พบรัก​กับสาวคนหนึ่ง​ เธอชื่อว่า ฟ้า ​เขารักเธอมาก มากจน​เขาคิดว่า​เขายอมให้เธอ​ได้ทุกอย่าง
​เป็นอีกครั้ง​ที่สีชมพูสดใสของ​ความรักถูกทาทับ​ไปบนผ้าขาวในหัวใจ​เขา ทุกอย่างดูเหมือน​จะเข้าสู่หนทางแห่ง​ความสุข จนกระทั่ง...​

ในเดือนสิงหาคม ขณะนั้น​​เขาเรียนแพทย์ศาสตร์​ที่มหาลัยแห่งหนึ่ง​อยู่​ปี 2 เสียงโทรศัพท์กลางดึกปลุกให้​เขา​ต้องตื่นจาก​ความหลับใหลอันแสนสุข ​เขารับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงส่อ​ความหงุดหงิด
​แต่​เมื่อ​ได้รับฟังปลายสายถ่ายทอดเรื่อง​ราวต่างๆ​ออกมาจนหมด ​เขาก็แทบ​จะทรงตัวไว้ไม่อยู่​ ​เมื่อ​ได้สติจึง​ได้รีบ​ไปบอกแม่
"แม่ ! พ่อตายแล้ว​!! " ​เขาหยุดหายใจก่อน​จะกล่าวต่อ​ไป "ทางโรงพยาบาลโทรมาบอกว่าพ่อถูกรถชนอาการสาหัส ​และมาสิ้นใจ​ที่โรงพยาบาล"
แม่มองหน้า​เขาด้วยสีหน้า งงๆ​ ก่อน​ที่หน้าของแม่​จะขาวซีดลงจนเห็น​ได้ชัด​และแม่ก็ล้มฟุบลง​ไปบน​ที่นอน สิ้นสติสมประดี

​แม้​เขา​กับพ่อใหม่​จะไม่​ได้สนิทกันมากนัก ​แต่​เขาก็ให้​ความเคารพราว​กับ​เป็นพ่อแท้ๆ​ของ​เขา ​ความรู้สึกในเวลานี้ของ​เขาหม่นหมองทึบทึมพอๆ​​กับสีเทาหม่นๆ​

หลังพิธีศพของพ่อใหม่​ซึ่งจัดแบบเรียบง่าย ตำรวจยังไม่​สามารถจับตัวคน​ที่ขับรถชนพ่อใหม่​ได้ ​เขารู้สึกว่า​ตำรวจไม่​ได้ทำหน้า​ที่อย่างเต็ม​ที่​แต่ก็ไม่​สามารถทำอย่างไร​ได้

เหตุการณ์เลวร้ายดูเหมือน​จะประดังเข้ามาในชีวิต​เขาไม่หยุดหย่อน หลังการเสียชีวิตของพ่อใหม่​ได้เพียงปีกว่าๆ​ แม่ก็เสียชีวิตจาก​ไปอีกคนด้วยโรค​ที่รุมเร้า

​เขาตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัย อาศัยการวาดรูปขายประทังชีวิต ช่วงแรกๆ​ด้วย​ความสงสารของผู้คนละแวกนั้น​ ​ความมีน้ำใจของ​เพื่อนบ้านก็มาช่วยอุดหนุนงานของ​เขาอย่างสม่ำเสมอ ภาพวาดของ​เขาถอดแบบมาจาก แวน โก๊ะ ศิลปินเอกในดวงใจ ​แม้​จะไม่ดีเท่าก็ตาม

หลังจากแม่เสียชีวิต​ได้ไม่นาน ฟ้า ก็ขอเลิก​กับ​เขาด้วยเหตุผล​ที่ผู้หญิงสิ้นคิดนิยมกัน "เราเข้ากันไม่​ได้" ​เขาหดหู่​และสิ้นหวัง ​แม้​จะเสียใจ​แต่ก็ไม่เอ่ยคำทัดทาน
​เขาเข้าใจฟ้า ชีวิต​เขาตอนนี้ไม่มีอะไร​​จะยืนยันอนาคต​ได้เลย​ ลำพังตัว​เขายังไม่แน่ว่า​จะ​เอาตัวรอด​ได้หรือไม่ ผืนผ้าสีขาวในใจ​เขานับวันมันชัก​จะเหลือ​ที่ว่างน้อยเต็มที

เหตุการณ์ย่ำแย่ลงอีก ​เมื่อระแวกชุมชนใกล้บ้านถูกสร้าง​เป็นบริษัท ร้านค้า ร้านอาหาร สำนักงาน รวมถึงห้างสรรพสินค้า ผู้คน​ที่เคยคุ้นตาค่อยหาย​ไปทีละคน
วิถีชีวิตใหม่ๆ​ของผุ้คนใหม่ๆ​ เปลี่ยน​ไปจากเดิม ทุกอย่างดูสับสนวุ่นวาย ร้านศิลปะของ​เขาถูกลืมเลือนเหมือนไม่มีมันอยู่​​ที่นี่เลย​ ​และในไม่ช้า ตัว​เขาก็คง​จะถูกลืมเลือน​ไปด้วยเช่นกัน

สิ่งเดียว​ที่ยังทำให้​เขายืนหยัดอยู่​​ได้​และ​เป็นสีขาวช่องสุดท้าย​ที่เหลือบนผืนผ้าก็​คือคำพูดของอาจารย์ประสิทธิ์ " คน​ที่รักศิลปะน่ะ ไม่มีทาง​เป็นคนเลวหรอก"
​เขารักศิลปะ ​เขาย่อมไม่ใช่คนเลว ​เมื่อ​เขาไม่ใข่คนเลว สักวันสวรรค์คง​ต้องประทานสิ่งดีๆ​ให้แก่​เขาบ้าง​เป็นการตอบแทนอาจ​จะก่อน​ที่​เขา​จะตายหรือหลังจาก​ที่​เขาตายก็แล้ว​​แต่ เหมือนอย่างแวน โก๊ะไง ​เขา​เป็นศิลปินเอกของโลกเชียวนา​แม้​จะหลังจาก​ความตายก็เหอะ เหมือนแสงรำไร​ที่อยู่​ทางปลายสุดของอุโมงค์มืดมิดสำหรับ​เขาเวลานี้



ภายในห้องเงียบสนิท แสงจากโคมไฟดูเหมือนใกล้​จะดับเต็มที เสียงหมาเห่าดังมาไกลๆ​ ก่อน​จะเงียบลงอีกครั้ง ​เขาหลับตานิ่งสนิท ปืนยังคงจ่ออยู่​​ที่ขมับขวา
เสียงถอนหายใจแรงๆ​ ​เขาลืมตาจ้อง​ไป​ที่หนังสือพิมพ์บนโต๊ะ ภาพใบหน้าของอาจารย์ประสิทธิ์​ที่คุ้นเคยโชว์หราอยู่​บนนั้น​ ด้านขวาของรูป​เป็นพาดหัวข่าว
' จับ​ได้แล้ว​ อาจารย์โฉดลวงนักเรียนหญิงข่มขืน สารภาพสิ้น7 ปีก่อนเคยขับรถชนคนตาย​เพราะเมาอีกคดี ' ใต้พาดหัวข่าวมีรูปของพ่อใหม่ขนาดเล็กแปะอยู่​

​ความรักของคนเรา​เป็นเรื่อง​แปลก ยาม​ที่เรารักหรือเคารพ​ใครสักคนด้วยหัวใจ​ทั้งหมด ​แต่​เมื่อ​ความรักนั้น​กลับถูกทรยศหักหลัง
เรา​จะยิ่งรู้สึกแค้นคนผุ้นั้น​มาก​เป็นทวีคูณ ยิ่งรักมากก็ยิ่งแค้นมากไม่ผิดจริงๆ​

บัดนี้​ที่ว่างสุดท้ายบนผืนผ้า​ที่เคยขาวบริสุทธิ์​กำลัง​จะถูกทาทับด้วยสี​ที่ดำสนิท สำหรับ​เขาแล้ว​โลกในยามนี้ไม่เหลือสีสันใดๆ​อีกต่อ​ไป ทุกอย่างดูมืดดำ​ไปหมด
ไม่ใช่สิ ! ​ความจริงแล้ว​มันไม่เคยมีสีสันใดๆ​มาตั้งแต่แรก สีดำต่างหาก​เป็นสี​ที่จริงแท้​ที่สุด ชั่ววินาทีนั้น​ ภาพ The Starry Night ผุดขึ้น​ในหัว
​เขาคิดว่า​เขาเข้าใจถึง​ความลึกลับ​และสับสนของภาพนั้น​ ​เขาสัมผัส​ได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของงานศิลปะ​และของแวน โก๊ะ
สิ่ง​ที่​เขาอยากรู้​และยังไม่รู้เพียงอย่างเดียวในตอนนี้ก็​คือ แวน โก๊ะ ​กำลังคิดอะไร​กันนะ ในขณะ​ที่​เขายิงตัวตาย...​ ​แต่ช่างเถอะ ยังไงก็ตามเวลานี้​เขาเดินมาถึงสุดทางแล้ว​ ​เขา​กำลัง​จะจบเรื่อง​ราวทุกอย่างเหมือน​ที่ศิลปินเอกผู้ยิ่งใหญ่ของ​เขา​และของโลกเคยทำไว้

แบตเตอรี่โคมไฟ​ที่เคยฉายแสงริบหรี่มานานพลันดับสิ้นอายุขัยของมัน ​พร้อมๆ​กัน​กับ​ที่​ความมืดเข้าครอบงำเสียงปืนก็ดังขึ้น​ทำลาย​ความเงียบ เสียงโลหะกระทบพื้น
ก่อนทุกอย่าง​จะเข้าสู่​ความเงียบสงบอีกครั้ง ​เป็น​ความสงบอย่างแท้จริง ​ความสงบอัน​เป็นนิรันดร์

รุ่งอรุณมาเยือนอีกครั้ง ร้านค้าวุ่นวาย​กับการเรียกลูกค้าเข้าร้าน ผุ้คนมากหน้าหลายตาเดินกันขวักไขว่ เด็กนักเรียนมือหนึ่ง​ถือนมกล่อง อีกมือถือขนมปังวิ่งออกมาจากบ้าน
​แม้​แต่เวลา​จะกินอย่าง​เป็นสุขยังไม่มี รถราส่งควันพิษลอยทั่วในอากาศ บริเวณป้ายรถเมล์แน่นขนัดด้วยผุ้คน ยาม​ที่รถจอดคน​จะเฮละโลเบียดเสียดกันขึ้น​รถ คุณยายคนหนึ่ง​ถูกเบียดจนจำใจ​ต้องถอยหลังออกมา​และตัดใจจากรถคันนั้น​​เนื่องจากผุ้คนบนรถนั้น​แน่นขนัดจนลามมาถึงบันไดขึ้น​-ลงรถ เสียงบีบแตรรถดังสับสนวุ่นวาย​ไปหมด

ท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่าง​ที่​กำลังเคลื่อนไหวอยู่​นี้ ไม่มี​ใครทัน​ได้สังเกตเห็นถึง​ความสงบของบ้านตึกแถวเล็กๆ​สองชั้น​ที่ 'เคย' ​เป็นร้านขายงานศิลปะ
​ความนิ่งสงบของมันหาใช่​เป็นจุดแต้มตำหนิในวงกลมใหญ่ ​แต่​เป็นดวงดาวเล็กๆ​​ที่มีประกายแสงเจิดจ้าบนผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้มอันเต็ม​ไปด้วย​ความสับสนวุ่นวาย บนภาพThe Starry Night นั่นเอง

 

F a c t   C a r d
Article ID A-2648 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน...
ผู้แต่ง แมวลายคราม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๗๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-13194 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 10 พ.ย. 2550, 16.05 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : คนที่นอนกลางวัน .. วันนี้ไง? [C-13196 ], [124.121.6.174]
เมื่อวันที่ : 10 พ.ย. 2550, 23.19 น.

อ่าน​ไป​ได้เรื่อยๆ​ ไม่มีสะดุด
เค้าโครงเรื่อง​ผูกกัน​ได้ดี ​กับชื่อของเรื่อง​สั้น .. ​เมื่อโลกไร้สีสัน ..
ตอบจบโยง​ไป​ที่ภาพ starry night ​ความหมาย​และตัวตนของแวนโกะ
คน​ซึ่ง เค๊าผูกพัน​เป็นไอดอล ของชีวิต​และงานศิลป์

เยี่ยมค่ะ​ ..


​แต่ .. คำว่าร้านศิลปะ ดู​จะเกร่อๆ​ เยอะแยะ​ไปหมด หาก​จะ​ใช้คำอื่นๆ​ทดแทนบ้าง
​จะเพิ่มเสน่ห์ให้เนื้อหาดูมีสีสันท้าทายให้​ใคร่รู้ เช่น ห้องภาพ แกลลอรี่​ส่วนตัว ห้องศิลป์ หรือ อื่นๆ​ .. เล็กๆ​น้อยๆ​ หลีกหนีคำซ้ำซากน่าเบื่อ

อาจ​เป็น​เพราะเรื่อง​สั้น .. มันสั้น .. เลย​ไม่​ได้อารมณ์แบบสุดๆ​ ข้อ​ความโดนๆ​
เราอยากอ่านเรื่อง​​ที่​สามารถทำให้ร้องไห้ อิน​ไปกะเรื่อง​ราว เหมือนอยู่​ในเหตุการณ์
แบบ ..เท่ารักเธอ.. ​ที่เพิ่งอ่านจบ

​แต่ตามกฎเกณฑ์ของเรื่อง​สั้น .. เขียน​ได้ดีมากนะ ..
​ถ้า​จะจัดตัวหนังสือให้ดูอ่านง่าย .. เน้น .. ในสิ่ง​ที่ควรเน้น
เออแน่ะ อยากให้มีภาพ starry night ประกอบจัง
บางที .. นอกจากตัวหนังสือ .. การจัดวางรูปแบบก้อเพิ่มเสน่ห์ให้กะเนื้อหา​ได้นา อย่าละเลย​

​เอาล่ะ แค่นี้ก่อน
ยัง​เป็น​กำลังใจให้เขียนเรื่อง​สั้น .. นิยาย .. บทกลอน .. งานเขียนทุกอย่าง
สู้สู้เค๊านะ​เพื่อน .. เดี๋ยวเรา​จะเริ่มตามฝันเหมือนกัน ..

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-13200 ], [83.189.136.154]
เมื่อวันที่ : 11 พ.ย. 2550, 16.08 น.

เข้ามาอ่านตามสัญญาค่ะ​ ​และให้​กำลังใจด้วยค่ะ​...​.

ไม่รู้ว่าเรื่อง​จริงหรือเรื่อง​​แต่งนะคะ​...​ ​เพราะในการบรรยายบางแห่ง อยาก​จะเชื่อเหลือเกินว่า มาจากชีวิตจริงของ​ใครสักคน

​แต่ว่า​เป็นเรื่อง​​แต่งก็ไม่เสียหายอะไร​...​.

สะดุดใจตอนอ่านข้างต้น ตอนอาจารย์ประสิทธิ์พูดว่า "คนรักศิลปะไม่มีวัน​เป็นคนเลว" รู้ึสึกไม่เห็นด้วย​กับประโยคนี้ ​เพราะคนเรา​สามารถเลวหรือพลาดพลั้ง​ได้ ไม่ว่า​จะรักอะไร​ หรือ​แม้​แต่ปฏิบัติธรรมก็ยังพลาดกัน​ได้ ​ซึ่งผู้เขียนก็กลับมา​ที่ประเด็นนี้อีกครั้งในตอนท้าย ​เมื่ออาจารย์ประสิทธิ์ถูกจับ...​. ​เพื่อพิสูจน์ย้อนคำพูดนี้ พี่รจขอชมเชยว่า หักมุม​ได้ดีมาก มีข้อสรุปของตัวเอง ​โดยไม่​ต้องย้อนกลับ​ไป​ที่คำพูดเดิมอีก

สะดุดใจ​ที่สอง​คือ "เหตุผลของผู้หญิงสิ้นคิดว่า เราเข้ากันไม่​ได้" หุหุหุ...​. ในฐานะพี่รจ​เป็นผู้หญิง พี่รจว่า เหตุผลนี้เรา​ใช้กัน​ทั้งชาย​และหญิงแหละ​นะคะ​...​ ​ซึ่งในมุมของคนถูกบอกเลิำกย่อมยาก​จะรับฟังอยู่​แล้ว​...​. ​ที่พูดนี้ไม่​ได้ท้วง-หรือห้าม​ใช้นะคะ​...​ แค่สะท้อนสู่กันฟังเฉย ๆ​

มอบ ให้ด้วยค่ะ​...​. แล้ว​ส่งเรื่อง​มาให้อ่านอีกนะคะ​ ​ถ้ามีเวลา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : แมวลายคราม [C-13201 ], [58.9.70.6]
เมื่อวันที่ : 11 พ.ย. 2550, 16.42 น.

^
^
ขอบคุณครับ​พี่รจ สำหรับ​ความเห็น​และข้อแนะนำ
มี​กำลังใจเยอะเลย​ครับ​

ขอตอบข้อสะดุดใจของพี่หน่อย​นะครับ​
ข้อสะดุดใจแรก ผมเห็นด้วยทุกประการ

​ส่วนข้อ​ที่สองมัน​เป็นมุมมองของตัวผู้ชายน่ะครับ​ ก็เลย​ว่า
​เป็นเหตุผลของผู้หญิงสิ้นคิด ​แต่​ความจริงก็อย่าง​ที่พี่บอก
มัน​เป็นเหตุผลของ​ทั้งผู้ชาย​และผู้หญิงนั่นแหละ​ครับ​
​แต่​ถ้าผู้ชาย​เป็นคนเลิก ผู้หญิงก็คงมองว่า​เป็นเหตุผลของผู้ชายสิ้นคิดเหมือนกัน


ปล. อ้อ เรื่อง​นี้​เป็นเรื่อง​​ที่​แต่งขึ้น​ครับ​ ไม่ใช่เรื่อง​จริง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : Rotjana Geneva [C-13211 ], [83.189.136.154]
เมื่อวันที่ : 12 พ.ย. 2550, 01.54 น.

ขอบคุณจ้า ​ที่รีบตอบ...​. พี่รจ​จะคอยอ่านผลงานฉบับ​ต่อ​ไปนะคะ​...​

ขอให้บุญรักษาค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : ขวดเขียว [C-13214 ], [58.9.56.63]
เมื่อวันที่ : 12 พ.ย. 2550, 13.35 น.

หลังจาก​ได้เคยติดตามอ่านผลงานมา​เป็นเรื่อง​​ที่ 3 แล้ว​นับว่า​เป็นงานเขียน​ที่มีพัฒนาการ​ไปอีกขั้นหนึ่ง​ ชอบการผูกเนื้อเรื่อง​​ที่​สามารถโยงมา​ที่รูป Star night ของแวนโก๊ะ ​แต่มีข้อสงสัยอย่างเรื่อง​แรกพ่อแม่ก็ตาย เรื่อง​นี้ก็ตายอีกมันอะไร​กัน หรือว่า...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น