นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐
เมื่อเป็นแม่แล้วเจ้าจะรู้เอง
จันทน์กะพ้อ
... "​​เมื่อ​​เป็นแม่แล้ว​​เจ้า​​จะรู้เอง" ​​เมื่อตอน​​เป็นเด็กฉันรู้สึกว่า​​​​ได้ฟังประโยคนี้จนเบื่อ ​​และไม่เคยใส่ใจ​​กับ...
"​เมื่อ​เป็นแม่แล้ว​เจ้า​จะรู้เอง" ​เมื่อตอน​เป็นเด็กฉันรู้สึกว่า​​ได้ฟังประโยคนี้จนเบื่อ ​และไม่เคยใส่ใจ​กับประโยคนี้ของแม่เลย​ แม่​จะพูดประโยคนี้บ่อยๆ​ในยาม​ที่แม่เทศนาพวกลูกๆ​ว่ากินของทิ้งๆ​ขว้างๆ​ไม่รู้จักประหยัด ในขณะ​ที่แม่มัก​จะกิน​กับข้าวน้อยมาก​และเก็บไว้กินมื้อต่อ​ไปเสมอ ลูกๆ​ก็​จะบ่นว่าแม่ขี้เหนียว ไม่ยอมกินยอม​ใช้ จนกระทั่งฉันมีครอบครัว​และเจอปัญหาชีวิตของตนเองฉันจึง​ได้ตระหนักถึง​ความหมายของประโยค​ที่ว่า "​เมื่อ​เป็นแม่แล้ว​เจ้า​จะรู้เอง" ​ได้ซาบซึ้งใจใน "​ความ​เป็นแม่"อย่างแท้จริง ​และใน​ความ​เป็นจริงนี้ฉันก็​ได้เรียนรู้ว่า ​ความ​เป็นแม่​ที่แท้ไม่​ได้จำกัดอยู่​เพียงในหมู่มนุษย์เท่านั้น​ หากยังหมายรวมถึง "​ความ​เป็นแม่ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ​ด้วย"

คลิกดูภาพขยาย


ฉัน​เป็นแม่ค้าร้อยพวงมาลัยขายอยู่​ในตลาดสด พวงมาลัยของฉันร้อยด้วยดอกมะลิ ดาวเรือง ดอกรัก จำปี หรือกุหลาบ สลับ​ไปตามฤดูกาล พวงมาลัยของฉันราคาพวงละ 5 บาท​ 10 บาท​ จนถึง 20 กว่าบาท​มี​ทั้งพวงมาลัยดอกมะลิ​และพวงมาลัย​ที่มีสาย​เป็นริบบิ้น ฉันมัก​จะทำพวงมาลัยสายริบบิ้นสีแดงสด​และสีชมพู​ซึ่ง​เป็น​ที่นิยมกันมาก ​และฉัน​ต้องรับซื้อริบบิ้น​ที่ทำสำเร็จมาในราคาเส้นละ 35 สตางค์ แล้ว​​เอามาร้อยห้อยดอกมะลิเล็กน้อย​พร้อมพู่ดอกดาวเรืองหรือกุหลาบ พวงมาลัยแบบนี้ฉัน​จะขายส่งในราคาพวงละ 4 บาท​ห้าสิบ ​ซึ่งฉัน​จะ​ได้กำไรไม่มาก ยิ่ง​ถ้า​เป็นช่วง​ที่มะลิราคาแพงกิโลละ 4-5-6 ร้อยบาท​ ฉันก็แทบ​จะไม่มีกำไรเลย​ เรียกว่า​ต้องประหยัดมะลิกันสุดๆ​ ​และยิ่ง​ถ้าจ้าง​เขาร้อยยิ่งไม่มีกำไร​ไปใหญ่ ฉันจึงมักทำเอง​และสอนให้ลูกชายหัดร้อยพวงมาลัยด้วย ฉันไม่มีลูกสาวจึงจำ​เป็น​ต้องฝึกลูกชายให้ช่วยงาน ​แต่ฉันก็ภาคภูมิใจมาก​ที่ราย​ได้จากการขายพวงมาลัยของฉันส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย​ได้ ​และลูกๆ​ก็ยังมาช่วยฉันขายพวงมาลัยทุกๆ​วันโกน​และวัน​พระ

คลิกดูภาพขยาย


ฉันมาขายพวงมาลัยหน้าแผงมะพร้าวอ่อนของเจ๊เล็กกินหมาก เจ็เล็ก​ซึ่งใจดียอมให้ฉันขายดอกไม้พวงมาลัยบังหน้าแผงของแก ​เพราะเจ๊เล็กคง​จะเห็นใจคนยากคนจน คน​ที่น่าสมเพชโรคซ้ำกรรมซัดแบบตัวฉัน บางคราวฉันไม่มีเงินก็อาศัยหยิบยืมจากเจ๊เล็กจ่ายค่าดอกมะลิ​ไปก่อน เจ๊เล็กก็ไม่เคยว่าไม่เคยคิดดอกเบี้ย ​แต่ฉันก็พยายามคืนให้​เขาทุกครั้ง รวม​ทั้งรบกวนยืมโทรศัพท์มือถือเจ๊เล็กติดต่อ​กับลูกค้าในคราว​ที่บัตรเติมเงินของตัวฉันเองหมดอีกด้วย

คลิกดูภาพขยาย


วันนี้ฉันขี่รถมอเตอร์ไซค์​ที่มีถุงพะรุงพะรังเต็มหน้ารถ ​และท้ายรถก็เต็ม​ไปด้วยกล่องโฟมใหญ่เก่าๆ​เลอะๆ​​ที่บรรจุดอกไม้​และพวงมาลัยมาจอดหน้าแผงเจ๊เล็ก เจ๊ก็ตะโกนว่า

"วันนี้วันโกนทำไมแกมาช้านักวะ ลูกค้ามาถามหาแกตั้งสองสามรายแล้ว​"

"โหย...​ยุ่ง​จะตายโหง ไอ้แก่​ที่บ้านมันหาว่าฉัน​ไปมีชู้ ฉัน​จะอาบน้ำ​แต่งตัวให้มันมันก็โยกโย้ ฉันก็ด่วน​จะตายชักอยู่​แล้ว​ บ้าชิบ.." ฉันรีบจอดรถ​และกุลีกุจอ​เอาของลง​และจัดของ​เพื่อวางขาย

"ก็มีให้มันรู้แล้ว​รู้รอด​ไปสิ นังติ๋มเอ๋ย" เจ๊เล็กยุส่ง ปากก็เคี้ยวหมากหยับๆ​

"โฮย ​ใคร​จะมีเวลา​ไปคิด ทำมากินเลี้ยงลูกก็​จะตายดิ้นอยู่​แล้ว​ ไอ้แก่มัน​เป็นโรคประสาท" ไอ้แก่ของฉัน ​คือพ่อของเจ้าหนู ​และเจ้าหนุ่มลูกชาย​ทั้งสองของฉัน ฉันก็คงมีเวรมีกรรมจริงๆ​​เพราะพอฉัน​ได้ผัว​และมีลูกแล้ว​ ไอ้พ่อก็​ไปเจออุบัติเหตุรถชนแล้ว​ก็​เป็นอัมพฤกษ์​ไปใน​ที่สุด ฉันก็​ต้องทนรับกรรมคอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ พาเข้าห้องน้ำ อาบน้ำอาบท่าให้ทุกอย่าง ​ทั้งๆ​​ที่ฉัน​ต้องร้อยพวงมาลัยวันละ​เป็นร้อยๆ​พวงด้วย ​และไอ้แก่ของฉันมันก็ทำอะไร​ไม่​ได้เลย​นอกจากพูด ​และคอยกระแนะกระแหนหาว่าฉัน​แต่งตัวสวย​เพราะ​จะ​ไปหาชู้อยู่​เนืองนิจ แรกๆ​ฉันก็โวยวายว่า ไม่จริง ว่ามันคิด​ไปเอง ​แต่แกเล่นพูด​และคิดไม่ดีทุกวันจนฉันระอา ฉันจึงเลิกใส่ใจ ไม่พูดตอบโต้แกอีกต่อ​ไป ​แต่ก็ไม่ทำให้แกหยุดพูด​ได้ ก็คง​เป็นทางเดียว​ที่แก​จะระบายอารมณ์​ได้ ​เพราะแกช่วยตัวเองไม่​ได้​เอาเสียเลย​ นี่​เป็นเวรกรรมของนังติ๋มจริงๆ​

ฉันขายดอกไม้​และพวงมาลัยจนเวียนหัว ขายดิบขายดี ลูกชาย​และว่า​ที่ลูกสะใภ้ก็มาช่วยขายด้วย ​แม้ว่ากำไร​จะน้อย​แต่​ถ้าขายดีแบบนี้ก็นับว่าดี พอ​จะเก็บเล็กผสมน้อย อย่างวันโกนนี่​จะ​ได้กำไรถึง 500 บาท​ขึ้น​​ไป ฉันขายของพอคนซาก็เริ่มรู้สึกหิวจึงหันหน้ามาถามเจ๊เล็กว่า

"มีอะไร​กินมั่งล่ะ หิว"

"โอย นังนี่มันเบียดเบียนทุกสิ่ง" เจ๊เล็กพูด​ไปงั้นแหละ​ แล้ว​แกก็หยิบขนมในถุงส่งให้ ​เป็นกล้วยทอด ก็ยังดี​ที่พอรองท้อง​ได้ ฉันรีบยัดกล้วยทอดใส่ปาก​ทั้งชิ้น เคี้ยวๆ​​ไป ตาก็เหลือบ​ไปเห็นอะไร​ไหวๆ​อยู่​ข้างหลังแผงเจ๊เล็ก

คลิกดูภาพขยาย


"อะไร​น่ะเจ๊เล็ก" ฉันถามพลางชะเง้อดู

"อ๋อ..คุณมณี​เขาซื้อปลาทูมาให้แมวจรจัดน่ะ ดูสิ ลูกมันกินกันใหญ่เลย​ ​แต่แม่มันเฉยเชียว" ฉันเดินเข้า​ไปใกล้ก้มลงมอง แล้ว​ภาพ​ที่เห็นก็ประจักษ์ชัด ลูกแมวผอมโกโรโกโสสามตัวสีดำๆ​ด่างๆ​​กำลังฟัดปลาทูอยู่​อย่างตะกละตะกราม ​และห่างออก​ไป แม่แมวดำขาวผอมโกรกจนเห็นซี่โครง​กำลังหมอบอยู่​ไม่ห่าง ตามอง​ไป​ที่พวกลูกแมว​ซึ่ง​กำลังกินปลาอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว​มันก็หลับตาลง มันคงกลืนน้ำลาย​และข่มใจฉันคิด ฉันมองภาพนี้ด้วย​ความตื้นตัน น้ำตารื้นขึ้น​มาจนเอ่อนัยน์ตาของฉัน นี่มัน​คือภาพสะท้อนของตัวฉันเอง...​...​

คลิกดูภาพขยาย


​เมื่อตอน​ที่ลูกชายคนเล็กของฉันอายุ 8 ขวบ วันนั้น​พ่อเด็กยังทำงานแบกของส่งของ​แต่​เขาก็กินเหล้ามากจนเงินไม่มีเหลือ ตัวฉันเองยังไม่​ได้ขายพวงมาลัยทำงานรับจ้าง​เขา​ไปวันๆ​ เงินจึงไม่พอกินพอ​ใช้ วันนั้น​ฉันมีเงินติดตัวอยู่​แค่ยี่สิบบาท​ พอเดินผ่านร้านก๋วยเตี๋ยว เจ้าหนุ่มลูกชายก็ร้องว่า

"แม่ฮะ ผมอยากกินก๋วยเตี๋ยว" ฉัน​เอามือล้วงลง​ไปในกระเป๋าชายเสื้อกำแบ็งค์ยี่สิบไว้แน่น

"แม่ๆ​ หิวนะ หนูหิว แม่หิวไหม?" ลูกคง​ต้องหิวแน่ๆ​ ฉันรู้​เพราะกินข้าวเช้า​​ที่บ้านตั้งแต่เช้า​ นี่ก็จวนบ่ายสามโมงแล้ว​ ​แม้​แต่ท้องของฉันมันก็ร้องจ๊อกๆ​มาตั้งนานแล้ว​

"นะแม่ กินกันๆ​" เจ้าหนุ่มดึงมืออีกข้างของฉันเข้า​ไปในร้านก๋วยเตี๋ยว ฉันเดินตาม​ไปอย่างเลื่อนลอย

"รับอะไร​ดีเจ๊ " แม่ค้าถาม ฉัน​ได้สติรีบตอบว่า

"​เอาเนื้อเลียงให้เด็กชามนึง" ฉันพาลูกลงนั่ง​ที่โต๊ะว่าง

"​ได้จ้ะ​ เส้นเล็กนะ แล้ว​อีกชามนึงล่ะ"คนขายถาม

"ไม่ล่ะ ​เอาชามเดียว ฉันยังไม่หิว" ฉันโกหก มือยังกำแบ็งค์ใบนั้น​อยู่​ สักครู่คนขาย​เอาก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟ ฉันรีบยื่นตังค์จ่ายค่าก๋วยเตี๋ยว​ไปทันที 20 บาท​ ให้รู้ว่าฉันไม่มีมันต่อ​ไปอีกแล้ว​ ฉันไม่มี​แม้​แต่สตางค์แดงเดียว

ฉันปรุงก๋วยเตี๋ยวให้ลูก กลิ่นหอมของมันชวนให้น้ำลายสอ เส้นก๋วยเตี๋ยวเล็กเรียวแซมผักบุ้งสีเขียว โรยหน้ามาด้วยเนื้อหั่นชิ้นเรียงไว้อย่างน่ากิน ฉันเฝ้ามอง​เขากินด้วย​ความเอร็ดอร่อย กลืนน้ำลายเอื๊อก ไม่กล้า​แม้​แต่​จะขอลูกกิน เสเมินมอง​ไปทางอื่น ลูกคง​จะหิวมาก​เพราะ​เมื่อหันมาอีกที​เขาก็กินจนหมดชาม ฉันรู้สึกผิดหวัง​ที่ไม่เหลือ​แม้​แต่เส้นก๋วยเตี๋ยวหรือผัก ก็ดี​ที่ลูกอิ่มแล้ว​ ฉันคิด พอลูกวางช้อน ฉันก็อดใจต่อ​ไปไม่ไหว ลากชามก๋วยเตี๋ยวเข้ามาใกล้ตัวเอง แล้ว​ตักน้ำก๋วยเตี๋ยวซดจนหมดชาม ไม่สนใจไยดีว่า​ใคร​จะมองด้วยสายตาอย่างไร นั่น​คือภาพ​และ​ความรู้สึกสะเทือนใจ​ที่ฉันไม่มีวันลืม นั่น​เป็นภาพ​ที่ฉัน​ได้ประสบมา​กับตัวของฉันเอง ทำให้ฉันเข้าใจถึง​ความ​เป็นแม่​ที่แท้ ​และเข้าใจประโยคของแม่​ที่ว่า...​...​...​...​

"​เมื่อ​เป็นแม่แล้ว​เจ้า​จะรู้เอง"

มาวันนี้ภาพ​ที่ฉันเห็นตรงหน้า ไม่​ได้ต่างอะไร​​กับภาพ​ที่ฉันจดจำ​ได้ในอดีตเลย​ ภาพของแม่แมว​ที่ข่มใจ ข่ม​ความหิว ยอมให้ลูกกินจนปลาทูเหลือ​แต่เศษซาก ​โดย​ที่แม่ไม่เข้า​ไปแย่งหรือรบกวนลูกเลย​ ไม่น่าเชื่อว่า​จะ​เป็น​ไป​ได้ ​ความ​เป็นแม่ทำให้คน​และ​แม้​แต่สัตว์ก็อดทน​และอดกลั้นทุกอย่าง

"เฮ้ย.. ไม่เคยเห็นแมวหรือไง ติ๋ม" เจ๊เล็กโวยวาย

" ฮือ..เจ๊เล็ก" ฉันกลั้นสะอื้น "ฉันสะเทือนใจจริงๆ​ แม่แมวมันเหมือนฉัน​เมื่อสิบกว่าปี​ที่แล้ว​เลย​ เฝ้ารอให้ลูกกินอิ่มก่อนตัวเองจึง​จะกิน​ได้"

"อ้าว.."เจ๊เล็กงง​เมื่อเห็นฉันน้ำตาซึม "​ใคร​เป็นแม่ก็​ต้อง​เป็นแบบนี้แหละ​ว่ะ ติ๋มเอ๋ย"เจ๊เล็กมอง​ไปทางแม่แมว​ที่​กำลังเก็บกินก้าง​และหัวปลา​ที่เหลืออยู่​ ในขณะ​ที่ลูกๆ​ของมันกินอิ่มแล้ว​​และ​กำลังเลีย​แต่งขนอยู่​

"​ใครไม่​เป็นแม่ก็ไม่มีวันรู้ว่า​ความ​เป็นแม่มัน​เป็นอย่างไรนะเจ๊เล็ก"ฉันสรุป​และสัญญา​กับตัวเองว่า วันแม่นี้​จะ​ต้อง​เอาพวงมาลัย​ที่ฉันร้อยเองอย่างสวยๆ​​ไปกราบแม่สักพวงหนึ่ง​ให้​ได้ ​เพราะแม่ทำให้ฉันเข้าใจ​และตระหนักใน​ความ​เป็นแม่อย่างแท้จริง


คลิกดูภาพขยาย

 

F a c t   C a r d
Article ID A-2450 Article's Rate 19 votes
ชื่อเรื่อง เมื่อเป็นแม่แล้วเจ้าจะรู้เอง
ผู้แต่ง จันทน์กะพ้อ
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๒๔๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๗ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๘๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-12206 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 12 ส.ค. 2550, 12.05 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : พญาไฟ [C-12209 ], [124.121.22.45]
เมื่อวันที่ : 12 ส.ค. 2550, 17.34 น.

แม่หนูก็พูดอย่างนี้เหมือนกัน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : jasminek - กัลปจันทรา [C-12214 ], [74.46.215.196]
เมื่อวันที่ : 12 ส.ค. 2550, 17.55 น.

สวัสดีค่ะ​

สงสัยประโยคนี้​เป็นประโยค​ที่ไม่มีวันตายนะคะ​ แม่ของดิฉัน​ซึ่งตอนนี้ 81 ปี ก็เคยบอกเราพี่น้องอย่างนี้ (ถึง​แม้ว่าน้อง​เขา​เป็นผู้ชายก็เถอะ)

ด้วย​ความปรารถนาดีค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : pilgrim [C-12243 ], [124.121.113.207]
เมื่อวันที่ : 15 ส.ค. 2550, 21.03 น.

อ่านแล้ว​ รักแม่มากขึ้น​ยิ่งค่ะ​ ทุกวันนี้ก็ซาบซึ้งมากๆ​เลย​ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : พิมใจ [C-14363 ], [222.123.156.254]
เมื่อวันที่ : 19 ก.ค. 2551, 09.05 น.

"​เมื่อ​เป็นแม่แล้ว​​จะรู้ " ฉันก็​ได้ยินคำนี้จากปากของแม่บ่อยๆ​ ฉันก้ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ รู้สึกน่าเบื่อด้วยซ้ำ จวบจนมีลูก 1 คน แม่ก็ยังพูดคำนี้ ​แต่ฉันคงสามัญสำนึกน้อย ก็ยังรำคาญอีก จนวันนี้ลูก 2 คนแล้ว​ แม่จาก​ไปตั้งแต่เจ้าตัวเล็ก​ได้ 2 เดือน วันนี้ ลูก 9 เดือนกว่า ไม่มีแม่แล้ว​ ทำไมเจ็บปวดใจจังเลย​​เมื่อ​ได้อ่านบท​ความนี้ เสียใจ​กับคำพูด​และสิ่ง​ที่​ได้ทำลง​ไป​เมื่อตอน​ที่แม่ยังมีชีวิตอยู่​ ฉันอยู่​​กับคำสัญญาของแม่ "รักแม่ตลอด​ไปนะ" ยิ่งตอกย้ำ​ความเจ็บปวดมากขึ้น​ ​และวันข้างหน้าไม่รู้ว่าคน​ที่​ได้​เป็นแม่คนนี้ ​จะ​เป็นอย่างไร
ขอบคุณสำหรับบท​ความนี้​ที่เขียนขึ้น​มาให้อ่าน ​ได้​ความรู้สึก​ที่ดีๆ​ ขอบคุณ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : GOLF [C-14464 ], [125.25.247.194]
เมื่อวันที่ : 11 ส.ค. 2551, 19.16 น.

ซาบซึ้งมากๆ​ๆ​คับรักแม่มากขึ้น​ null

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : ฐิตารีย์ [C-18357 ], [92.6.140.117]
เมื่อวันที่ : 27 ก.ค. 2554, 00.55 น.

​ได้เปิดอ่าน​โดยไม่ตั้งใจ ​แต่หลังอ่านบรรทัดแรกแล้ว​หยุดไม่​ได้เลย​ค่ะ​ซึ้งมาก เขียนต่อ​ไปเรื่อยๆ​นะค่ะ​​จะติดตามค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น