นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
คืนจึงแพรวพราว เสียดายเพียงสั้น...
เด็กใหม่ในเมือง
...ประคองเปลวเทียนเก็บเกี่ยวมาลัยฝัน ก่อนวันคืนสุดสิ้น​​ไป.....
"เฮ้ย วันเสาร์นี้แกว่างมั้ย" ​เพื่อนเก่าของผมคนหนึ่ง​ทักผ่านโปรแกรม MSN

"มีอะไร​เหรอวะ"

"เสาร์นี้มีงานคืนสู่เหย้าของชมรม​ที่สมาคมนิสิตเก่า แก​จะ​ไปมั้ย" ชมรม​ที่เธอพูดถึง หมายถึงชมรมค่ายอาสาฯ ของมหาวิทยาลัยผม

"ไม่ค่อยว่างว่ะ ​แต่​ถ้าพอมีเวลา​จะแวะ​ไปก็แล้ว​กัน" ผมตอบ​ไปอย่างนั้น​

คำชวนของ​เพื่อนคนนี้ ทำให้ผมคิดถึงเพลงๆ​ หนึ่ง​ ​พร้อมๆ​ ​กับ​ที่เรื่อง​ราวในอดีตของผม​กับชมรมค่ายฯ ​ทั้งเรื่อง​​ที่ดี ​และเรื่อง​แย่ๆ​ ​ที่ผ่านเข้าในชีวิตผมในช่วงสั้นๆ​ ​ที่ผมเคยอยู่​ในชมรมแห่งนั้น​

​ความทรงจำ​กำลังทำงาน...​


@#@#@#@#@

ร้อยสีในดอกไม้บาน ร้อยสาน​เป็นเกลียวใส
สอดแซมริ้วมาลัย ร้อยเรียงรายหลากตา
ร้อยฝันกำหนดร้อยคนต่าง เดินทาง​และเสาะหา
อาจ​เป็น​เพราะกาลเวลา ร้อยเรามาร่วมกัน...​


ย้อนกลับ​ไปในวันหนึ่ง​ ของช่วงต้นปีการศึกษา ๒๕๔๒

ตอนนั้น​ผม​เป็นเด็กปีหนึ่ง​ ​ที่พบเรื่อง​แย่ๆ​ จากคณะ​ที่ผมเพิ่งสอบเข้า​ไป​ได้ ​และผมไม่มี​ที่​ไป ไม่รู้​จะ​ไปอยู่​​ที่ไหนในมหาวิทยาลัย - โลก​ที่​เป็นเหมือน​กับดินแดนลึกลับใน​ความคิดของผม

ผมเดินมาพบ​กับห้องของ "ชมรมค่ายอาสาสมัคร" ​ที่ตึกกิจกรรม ​ซึ่ง​เป็นหนึ่ง​ในหลายๆ​ ชมรม​ที่ผมหย่อนใบสมัครไว้ตอนกิจกรรมแนะนำชมรมของมหาวิทยาลัย

ผม​ได้พบ​กับพี่ชมรม ​และ​เพื่อนๆ​ ร่วมรุ่น ​ที่เหมือนว่า​จะเข้ามาทดแทนสิ่ง​ที่ผมเสียมัน​ไปจากคณะ

ผม​ได้รู้จักค่าย ​ได้รู้จักเพลงค่าย-เพลงชมรม ​ได้รู้ว่าแสงเทียนวับวามในคืนสุดท้ายของค่ายนั้น​อบอุ่นกว่า​ที่คิด ​และ​สามารถเรียกน้ำตาของเรา​ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

​ได้พบว่าชมรมค่ายมีกิจกรรมสนุกๆ​ เต็ม​ไปหมด ไม่ว่า​จะ​เป็นค่าย​ที่มีกันเรื่อยๆ​ เทอมละ ๒ ครั้ง ​ไปจนถึงกิจกรรมอื่นๆ​ เช่นการถ่อรถไฟ​ไปซื้อไม้โสน​ที่อยุธยา ​เพื่อ​เอามานั่งทำกระทงเตรียมไว้ขายในวันลอยกระทง ​เพื่อหาตังค์มาทำกิจกรรมชมรมในเวลาต่อ​ไป

​และในเวลานั้น​...​ผม​ได้เริ่มรู้จักว่า การแอบรัก​ใครสักคน ทำให้หัวใจเต้นแรง...​

​แม้มัน​จะ​เป็น​ได้แค่การรัก​เขาข้างเดียวก็เถอะ

@#@#@#@#@

เกลียว​ความจริงใจผูกพันไว้ใต้ดวงดาว
คืนจึงแพรวพราว...​เสียดายเพียงสั้น
ประคองเปลวเทียนเก็บเกี่ยวมาลัยฝัน
ก่อนวันคืนสุดสิ้น​ไป...​


ผ่านพ้นมาถึงปีการศึกษา ๒๕๔๓

หลังจากปีแรกของชีวิตเด็กชมรมค่ายฯ ผ่าน​ไป ก็คงคล้าย​กับช่วงดื่มน้ำผึ้ง​พระจันทร์​ที่ผ่านพ้น​ไปละกระมัง ​เมื่อ​ความรู้สึกตื่นเต้น​กับสถาน​ที่ใหม่ ​และโลกใบใหม่จางลง ก็ถึงเวลา​ที่เรา​ต้องเรียนรู้ภาพอีกภาพหนึ่ง​

ภาพนั้น​ชื่อ "​ความจริง"

ผมพบว่ากฎระเบียบบางอย่างของชมรมนั้น​ขัด​กับสิ่ง​ที่ตัวเองเชื่อ ผมพบว่านิยามของคำว่า "เพลง​เพื่อชีวิต" ของพี่ชมรมบางคนนั้น​ถูกขังอยู่​ในกรอบแคบๆ​ แค่เพลงในหนังสือเพลงค่าย ในขณะ​ที่ผมกลับรู้สึกว่า​เพลงของ Sepia ก็​เป็นเพลง​เพื่อชีวิตเหมือนกันนี่หว่า...​​เพราะหลายๆ​ เพลงมันก็พูดถึงสังคมนี่นา แค่มันไม่​ได้อยู่​ในหนังสือชมรมเท่านั้น​

ผลก็​คือผมทะเลาะ​กับพี่ชมรมคนนั้น​อย่างรุนแรง ​และไม่คิด​จะมองหน้าเธอคนนั้น​อีกจนบัดนี้

ใน​ส่วนงานประชาสัมพันธ์ค่าย​ที่ตัวเองรับผิดชอบในชมรม ก็พบว่า​แม้ตัวเอง​จะพยายามคิดอะไร​ใหม่ๆ​ ในการประชาสัมพันธ์ ​แต่ผมกลับรู้สึกว่า​สิ่ง​ที่ผมทำไม่มี​ใครรู้สึกว่า​มันสำคัญ

ผมพบว่านับวัน ผม​จะยิ่งกลาย​เป็นมนุษย์​ที่แปลกแยกออกจากชมรมขึ้น​ทุกที

ในเรื่อง​ของ​ความรัก ก็ไม่ใช่เรื่อง​​ที่น่าสมหวัง ​เพราะ​แม้เรา​จะเริ่มมี​ความรักอีกครั้ง มันก็​เป็นเหมือนหนังม้วนเดิม ​แต่พอ​จะกลับมาหา​ความรัก​ที่เราพบในชมรม​เมื่อตอนปีหนึ่ง​ ก็พบว่าระยะห่างไม่​ได้ใกล้ขึ้น​กว่าเดิมเลย​ ​ส่วนตัวเราก็พยายาม​จะเข้า​ไปใกล้ขึ้น​ ​แต่มันก็ไม่​เป็นผล...​​ซึ่งผมมาเรียนรู้ทีหลังว่าในบางเรื่อง​ ​ความพยายามอาจจำ​เป็น ​แต่บางเรื่อง​ ต่อให้พยายามเท่าไหร่ ก็ไม่มีทาง​ที่มัน​จะสำเร็จ...​อย่างเรื่อง​​ความรักนี่แหละ​

ทุกอย่างระเบิด​ที่ค่ายสุดท้ายของปีการศึกษา ๒๕๔๓

ผม​ไปค่ายด้วย​ความรู้สึกต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่าง ทำร้ายตัวเอง ทำตัว​เป็นแกะดำในค่าย จนทุกคนไม่อยากคุย​กับผม...​​แม้กระทั่ง​เพื่อนคน​ที่ผมแอบชอบ​เขา

ในวันเกือบท้ายๆ​ ของค่าย พี่ชมรมคนหนึ่ง​เข้ามาหาผม แล้ว​บอกว่า...​ชาวค่ายทุกคนมีมติให้ผมกลับกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้

น่าแปลก​ที่ผมเกิดสงสัย ผมจึงลอง​ไปถาม​เพื่อน​ที่​เป็นประธานค่ายว่า...​มัน​เป็นแบบนั้น​จริงๆ​ เหรอ

"ไม่มีมติแบบนั้น​" ​เขาตอบผม

ผมรู้ว่าผมทำเรื่อง​แย่ๆ​ ในค่ายไว้มาก ​และยินดี​ที่​จะออกจากค่าย...​​แต่ผมก็รับไม่​ได้เช่นกัน หาก​ใคร​จะไล่ผมด้วยเหตุผล​ที่ไม่​เป็นจริง

ผมตัดสินใจเดินออกจากค่าย​ไปเอง ​แม้ว่าในตอนหลัง ​จะมีพี่​ที่อาศัยในพื้น​ที่​ซึ่ง​พอดีสนิท​กับพี่ชมรมบางคนเกลี้ยกล่อมผมจนผมกลับมา​ที่ค่าย​ได้ ​และผมก็ตัดสินใจไม่กลับกรุงเทพฯ ตามคำบอกของพี่คนนั้น​

​แต่...​​เมื่อค่ายจบ ผมก็เลือก​จะออกจากชมรมค่ายอาสาฯ แห่งนั้น​...​ด้วย​ความรู้สึก​ที่ไม่ต่างจากตอน​ที่ซัดเซพเนจรออกจากคณะ​เมื่อคราวปีหนึ่ง​เลย​

@#@#@#@#@

​เพราะเห็นว่าต่างหนทางอยู่​ ​ทั้งรู้ยังอ่อนไหว
ฝาก​ความงดงามให้ คล้องมาลัยศรัทธา
ร้อยฝันยังไขว่คว้าดาวหนึ่ง​ ร้อยฝันร่วมเสาะหา
​แต่​เป็น​เพราะกาลเวลา ร้างลาเราห่างกัน...​


ผมกลับมาอยู่​คนเดียวอีกครั้ง สังคม ​เพื่อนฝูงของผมเหมือน​กับถูกโยนลง Recycle Bin แล้ว​ถูก Delete ​ไปจนสิ้นซาก

ผมโชคดี​ที่​เมื่อครั้งสมัยยังอยู่​ชมรม ผมผูกมิตร​กับ​เพื่อนๆ​ ชมรมอนุรักษ์ไว้บ้าง ​เมื่อผมกลายสภาพ​เป็นคนไร้สังกัด ก็​ได้​เพื่อนๆ​ ชาวอนุรักษ์ช่วยเยียวยา จนผมผ่านชีวิตช่วงนั้น​​ไป​โดยไม่ทำอะไร​โง่ๆ​

​แต่ในบางห้วงเวลา มีถ้อยคำมากมาย​​ที่​ต้องการ​จะบอก​ใครสักคน ​แต่ผมกลับหวาดกลัว​ความสัมพันธ์จนไม่กล้า​จะผูกพัน​กับ​ใคร...​ในเวลานั้น​เอง ​ที่พาให้ผมมาพบ​กับโลกของไดอารี่ออนไลน์

ผมเริ่มเขียนไดออนไลน์​โดย​ใช้​ความโดดเดี่ยว​และเจ็บปวด​เป็นหมึก ​ใช้น้ำตาละลายให้มันเจือจาง แล้ว​สาดซัดมันลงบนหน้าจอสี่เหลี่ยม จน​เมื่อหัวใจสงบลง ​ความรู้สึก​กับไดอารี่ออนไลน์ก็เปลี่ยน​ไป จาก​ความ​ต้องการพื้น​ที่ระบาย กลาย​เป็น​ความ​ต้องการสื่อสาร​กับคนอ่าน ไดอารี่ของผมจึงกลาย​เป็นเหมือน​กับหนังสือ​ส่วนตัว​ที่เปิดให้คนอื่นอ่าน

เวลาเดียวกันนั้น​เอง ผมก็เริ่มทำหนังสือทำมือ ​และนิตยสารเล็กๆ​ ภายในมหาวิทยาลัย ผมเริ่มพบว่าผมไม่จำ​เป็น​ต้อง​ไปยืน​ที่ของ​ใคร ​แต่ผม​สามารถสร้าง​ที่เล็กๆ​ ของตัวเอง​ได้...​ในเวลานั้น​เอง ผม​ได้แก้แค้นเล็กๆ​ น้อยๆ​ ด้วยวิธีเลวๆ​ อย่างการ​เอาหนังสือ​ที่ตัวเองทำ​ได้ บุกเข้า​ไปในชมรมเก่า แล้ว​เขวี้ยงใส่หน้าคน​ที่โกหก​เพื่อให้ผมออกจากค่าย​เมื่อคราวนั้น​

ผมยังทำหนังสือในมหาวิทยาลัยต่อ​ไป ​และผมก็ค้นพบว่าตัวหนังสือของผม​สามารถทำให้สังคมเล็กๆ​ ดีขึ้น​​ได้พอๆ​ ​กับแรง​ที่ลงในค่าย...​เผลอๆ​มัน​จะ​ได้ผลมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

หนังสือพาผม​ไปรู้จักโลกใบใหม่ ​ไปรู้จักคนดีๆ​ ​เพื่อนดีๆ​ อีกมากมาย​ (รวม​ทั้งหญิงสาว​ที่อยู่​ข้างกายผมในปัจจุบัน) ทำให้ผมรู้ว่าโลกมันกว้างกว่ากล่องสี่เหลี่ยมแคบๆ​ ​ที่ผมเคยรู้สึกว่า​​เป็น​ที่ๆ​ ดี​ที่สุดในชีวิตของผม

​แต่ในขณะ​ที่ผม​กำลังสนุก​กับโลกใบใหม่ ​ที่ชมรมค่ายอาสาฯ ก็มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น​ ​ซึ่งผมไม่​ได้อยู่​ในเหตุการณ์ (อาศัย​ได้ยินจากคนอื่นๆ​ ​เขาว่ามาอีกที) จึงไม่​สามารถเล่า​ได้แจ่มชัด ​แต่ก็พอรู้มาเลาๆ​ แบบผิดๆ​ ถูกๆ​ ว่าในชมรมมี​ความแตกแยกทาง​ความคิด ​ระหว่างกลุ่ม​ที่เห็นว่าชมรมควร​จะคง​ความเคร่งครัด เคร่งเครียดแบบเดิมไว้ (​ได้ยินว่าพี่​ที่เคยด่าผมเรื่อง​เพลง​เพื่อชีวิตก็อยู่​ในกลุ่มนี้) ​กับกลุ่ม​ที่​ไปในทางเฮฮาสุดโต่ง

ผมไม่ทราบว่าสองกลุ่ม​ที่ว่ามีเรื่อง​กันอย่างไร ​แต่เรื่อง​มันจบลง​ที่ไม่มี​ใครทำงานชมรมต่อ ​และชมรมก็ถูกยุบ​ไปในคราวนั้น​เอง

มีอยู่​ครั้งหนึ่ง​​ที่ผมแอบเข้า​ไปในห้องชมรม​ที่ถูกทิ้งร้าง สิ่ง​ที่ผมพบ​คือภาพของชมรม​ที่ถูกปล่อยปละละเลย​ มี​แต่เศษขยะเกลื่อนกลาด

​แม้​จะไม่​ได้เกี่ยวข้องอะไร​​กับชมรมนั้น​แล้ว​ ​แต่ก็อดใจหายไม่​ได้...​

@#@#@#@#@

​คือ​ความทรงจำจดจารึกของวันวาน
​เป็นเพลงตำนานยาวนานของบ้านหลังใหญ่
ดนตรีอำลา​จะเปิดประตูไว้
ผูกใจร้องเพลงศรัทธา...​มาลัยดาว


น่าแปลก​ที่​เมื่อเวลาผ่าน​ไป ​ความสัมพันธ์ของผม​กับสมาชิกชมรมค่ายอาสาฯ หลายๆ​ คนกลับมาดีขึ้น​ (เว้นแค่สองคน ​ที่ผมขออนุญาตสาบส่งให้ไม่​ต้องเผาผีกันแล้ว​) ​แต่ถึงกระนั้น​...​มันก็ไม่​ได้กลับมาดีเหมือนเดิม ​เพราะ​เมื่อ​ความสัมพันธ์แตกร้าวลงครั้งหนึ่ง​ มันก็สร้าง​ความบาดเจ็บให้​กับทุกคน​ที่เกี่ยวพัน

​แม้โหดร้าย ก็​ได้​แต่พยายามทำ​ความเข้าใจมันให้​ได้

ในเวลาเดียวกัน น้องชมรมรุ่นสุดท้าย​ที่ยังเหลือ ​กับพี่เก่าหลายๆ​ รุ่น พยายาม​ที่​จะรื้อฟื้นชมรมค่ายฯ กลับมาอีกครั้ง

ผมถูกพี่ท่านหนึ่ง​ชวนผม​ไปด้วย ​โดยหวังว่าผม​จะมีอะไร​พอ​จะช่วย​ได้บ้าง

ผม​ได้เข้า​ไปช่วยอะไร​นิดๆ​ หน่อย​ๆ​ ใน​ส่วนของการตามร่องรอย​ที่เหลือของชมรมบ้าง ตาม​แต่​ที่ตัวเอง​จะทำ​ได้

​แต่ผมก็พบว่า ​แม้บรรยากาศ​จะ​เป็นมิตร ​แต่ผมกลับพบว่าตัวเองไม่​ได้​เป็นเนื้อเดียว​กับชมรม ​และพี่เก่าชมรมซะแล้ว​...​มันอาจสรุปสั้นๆ​ ​ได้ว่า "เรามี​พระเจ้าคนละองค์" ก็​ได้ละกระมัง

ผมจึงเลือก​ที่​จะถอยห่างจากแวดวงนั้น​ จน​แม้กระทั่ง​เมื่อชมรมถูกรื้อฟื้นอีกครั้ง...​ผมก็ขอเดิน​ไปในโลก​ที่​เป็นโลกของผมจริงๆ​ ดีกว่า

@#@#@#@#@

ในวันเสาร์นั้น​ ผมเลือก​ที่​เอาหนังสือทำมือของผม​ไปขายในงานหนังสือทำมืองานหนึ่ง​แทน ​แต่ว่าใน​ระหว่าง​ที่ผมนั่งรถเมล์กลับบ้าน รถเมล์ก็วิ่งผ่านสถาน​ที่จัดงานคืนสู่เหย้างานนั้น​

ผมชำเลืองดูผ่านๆ​ ก่อน​ที่​จะหันหน้ากลับ​ไปมองยังถนน​ที่พาผมกลับบ้าน ​โดยเก็บ​ความรู้สึก​ที่มี​กับชมรม​เอาไว้ แล้ว​นำมาใส่ในสิ่ง​ที่คุณ​กำลังอ่านอยู่​นี้

ผมยอมรับว่า ใน​ระหว่าง​ที่นั่งเขียนบทบันทึกชิ้นนี้ มีบางครั้ง​ที่มี​ความรู้สึกบางอย่างถาโถมจนเขียนไม่​ได้ ​และมีหลายครา​ที่​เมื่อมองย้อนกลับ​ไปค้นหาอดีต กลับรู้สึกคล้าย​กับ​กำลังปอกหัวหอม...​​ที่ยิ่งบอกมันมากเท่าไหร่ น้ำตาก็ยิ่งไหล

บางครั้งก็แอบรู้สึกว่า​ตัวเราในเวลานั้น​ช่างไร้เดียงสา บางสิ่ง​ที่ทำก็ช่างโง่เขลา จนรู้สึกอยาก​จะกลับ​ไปเปลี่ยนมันใหม่...​​แต่​เมื่อคิดอีกที เราไม่ควรเสียดายมัน ​เพราะสิ่งเหล่านั้น​นั่นแหละ​ ​ที่​ได้ขึ้น​รูป ​และปั้นตัวเราให้กลาย​เป็นตัวตนในปัจจุบัน

ขอให้บทบันทึกชิ้นนี้ เหมือนการสารภาพบาปของตัวผมเอง ​และขอให้มัน​เป็นครั้งสุดท้าย ​ที่ผม​จะร้องไห้​กับอดีต​ที่มีชมรมค่ายเกี่ยวข้อง

​โดยผมขอ​จะเลือกจำ​แต่สิ่งดีๆ​ ไว้​เป็นน้ำเย็นๆ​ ​ที่ไว้ดื่มกินบนโลกใบร้อนแล้งใบนี้

หมายเหตุ : มาจากเนื้อเพลง "มาลัยดาว" ​แต่ง​โดยพี่หมี - ภัคพัฒน์ ทิพยประไพ พี่เก่าค่ายอาสาสมัคร สจม. รหัส ๓๐

 

F a c t   C a r d
Article ID A-2197 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง คืนจึงแพรวพราว เสียดายเพียงสั้น...
ผู้แต่ง เด็กใหม่ในเมือง
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๑๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-10748 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 07 ก.พ. 2550, 04.20 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-10761 ], [83.180.108.76]
เมื่อวันที่ : 07 ก.พ. 2550, 19.38 น.

สวัสดีค่ะ​ คุณเด็กใหม่ในเมือง

ชื่อเรื่อง​เก๋ไก๋น่าสนใจจริง ๆ​ นะคะ​

เสียดายเพียงอ่าน​ได้ไม่จบ...​.เว้นช่องไฟแบบนี้ทำให้อ่านยากมากค่ะ​...​.อ่าน​ได้สองย่อหน้าก็​ต้องยอมแพ้...​..เหมือนหายใจสะดุดจ้า...​.

พอ​จะปรับปรุงจัดช่องไฟใหม่​ได้ไหมคะ​ เห็นแก่แฟนคอลัมน์​ที่ตาไม่ดีสักคนหนึ่ง​

ด้วยมิตรไมตรี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-10767 ], [83.180.108.76]
เมื่อวันที่ : 07 ก.พ. 2550, 21.06 น.

เยี่ยม เยี่ยม เยี่ยม

เข้ามาอ่านจนจบแล้ว​จ้า...​.ขอบคุณ​ที่ช่วยจัดช่องไฟให้ใหม่

ชอบประโยคสุดท้าย "​โดยผมขอ​จะเลือกจำ​แต่สิ่งดีๆ​ ไว้​เป็นน้ำเย็นๆ​ ​ที่ไว้ดื่นกินบนโลกใบร้อนแล้งใบนี้" นับว่า​เป็นข้อคิด​ที่กลั่นรินมาจากประสบการณ์ ย่อมน่ารับฟัง น่านับถือ ​และมีน้ำหนักยิ่งนัก

(แฮ่ม...​.คงหมายถึงน้ำเย็น ๆ​ ​เอาไว้ "ดื่ม" กินนะ ...​.ไม่ตั้งตั้งใจจับผิด ​แต่ตามันดัน​ไปเห็นค่ะ​ )​

ไม่ใช่แค่ประโยคนี้เท่านั้น​​ที่​เป็นประโยคทองในงานเขียนชิ้นนี้...​​แต่ยังมีอีกหลายประโยคทองสอดแทรกอยู่​ในเนื้อหา...​ล้อ​ความคิดของคนหนุ่มนักแสวงหา...​.​และช่วยสะกิดใจเรา​ที่เคยผ่านวัยเช่นนั้น​มาก่อน...​.หากเราเปลี่ยนพลังแห่งคำถาม​และ​ความสงสัยให้​เป็นการสร้างสรรค์​ได้ โลกย่อมเย็นชื่น (ตรงข้าม​กับร้อนแล้ง ) น่าอยู่​ขึ้น​อีกมากมาย​

รจนาว่า เรามีนักตั้งคำถามมากมาย​ในโลกนี้ ​แต่นักแสวงหาคำตอบ​โดยการพิสูจน์ด้วยประสบการณ์ชีวิตยังมีน้อยเหลือเกิน...​.

ขอบคุณ​ที่แบ่งปันประสบการณ์ตรงด้วย​ความจริงใจ...​ให้พวกเรา​ได้เรียนรู้​เป็นตัวอย่างค่ะ​

ขอมอบ ​และยกให้​เป็นงานเขียนคัดสรร (Recommended) อีกงานหนึ่ง​ของศาลานกน้อยแห่งนี้

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : เด็กใหม่ในเมือง [C-10770 ], [203.156.68.188]
เมื่อวันที่ : 07 ก.พ. 2550, 22.46 น.

ขอบคุณพี่รจนาครับ​ผมสำหรับคำแนะนำ ​และผมก็แก้คำผิดเรียบร้อย​แล้ว​ครับ​ผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : พี่หมี ค่าย สจม. รหัส 30 [C-10906 ], [211.31.101.70]
เมื่อวันที่ : 20 ก.พ. 2550, 10.42 น.

เขียน​ได้ดี น้องเอ๋ย

สำหรับพี่ พูดอยู่​เสมอว่า ชมรมฯ มันก็​เป็นแค่ "เวที" ถึง​จะ​เป็น "เวที" ​ที่บางคนรัก ​แต่มันก็ยัง​เป็นแค่ "เวที" อยู่​วันยังค่ำ คนบนเวทีนั่นแหละ​ ​ที่​เป็นคนเสกเป่าลมหายใจ ให้เวทีมีชีวิตขึ้น​มาจริงๆ​

แล้ว​ชีวิตมันก็​เป็นแบบนี้เอง

"เวที" หรือ "พื้น​ที่" หนึ่ง​ๆ​ คง​จะไม่ดีหรือเหมาะ​กับทุกคน อ่านแล้ว​ก็ดีใจด้วย ​ที่เราหาเวทีของตัวเองเจอ ​และมี​ความสุข​กับมัน ​ถ้าบังเอิญ​เป็นเวทีเดียวกัน ก็ยินดี​ที่​ได้รู้จัก ​แม้วันนึงก็​ต้องพรากจาก ​แต่​ถ้ามัน​เป็นคนละเวที ก็ขอส่ง​ความรู้สึกดีๆ​ ​ไปยังพื้น​ที่ของเรา ​ที่เรายืนอยู่​ด้วยนะ

แล้ว​ก็ขอบคุณมากมาย​ ​ที่ลงเครดิตให้ครบถ้วนสมบูรณ์เรียบร้อย​ ขอบคุณมากจ้ะ​

"​เพราะเห็นว่าต่างหนทางอยู่​ ​ทั้งรู้ยังอ่อนไหว ฝาก​ความงดงามให้ คล้องมาลัยศรัทธา...​"




ด้วยศรัทธา​และอาทร

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น