นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๕ มกราคม ๒๕๕๐
มองแล้วทำยิ้ม สนุกนักหรือไงเพ่
pilgrim
...พ่อหนุ่มคนขับ​​กับพ่อหนุ่มจอมด่าต่อยกันอย่างเมามัน จนผู้คนแตกพล่าน ​​เขาไล่ต่อยกัน​​ไปจนพ้นสายตาผม...
คุณรู้ไหม ว่าชีวิตของคนเรามันเครียดขนาดไหน ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย​จนกระทั่งวันนี้
ทุกวัน ผมดูข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ มี​แต่ข่าวฆ่ากันตาย เมียฆ่าผ้ว ผัวฆ่าเมีย ​พระฆ่า​พระ วัยรุ่นข่มขืนแล้ว​ฆ่า
เรื่อง​ทุกเรื่อง​ ผมปล่อยให้มันผ่านเลย​​ไป ไม่สนใจ​จะติดตามอ่านจริงจังนัก เรื่อง​เหล่านั้น​มัน​เป็นเรื่อง​ไกลตัวผม
​แต่วันนี้มีสิ่งหนึ่ง​​ที่ทำให้ผม​ต้องฉุกคิด

เรื่อง​มันก็มีอยู่​ว่า ตอนนี้ผมมาเรียนหนังสืออยู่​​ที่อังกฤษ แดน​ที่คนชอบเรียกกันว่า เมืองผู้ดี ​ซึ่งผมเองก็ยังงงๆ​ ว่า​เพราะอะไร​ถึง​ได้เรียกว่าคนอังกฤษ​เป็นพวกผู้ดี
ผมเคยอ่านบท​ความเชิงประวัติศาสตร์​ที่เขียน​โดยผู้ทรงคุณวุฒิชาวไทยบางคน ท่านบอกว่า คำกล่าวเรียกผู้ดีอังกฤษ​แต่ดั้งเดิมมา ​เขามิ​ได้หมายถึงคนอังกฤษ​ที่​เป็นผู้ดี
​แต่หมายถึงคนไทยในสมัยก่อน​ที่เรียนจบจากอังกฤษมา แล้ว​คน​ที่​ได้มีโอกาส​ได้​ไปเรียนเมืองนอกเมืองนาสมัยก่อน ก็มี​แต่ลูกคนใหญ่คนโต ผู้มีอัน​จะกิน​ทั้งนั้น​ ​ซึ่งคนไทยเรา​จะเรียกคนเหล่านั้น​ว่าพวก "ผู้ดี" ดังนั้น​ ​เมื่อผู้ดีเหล่านั้น​ เรียนจบมาจากอังกฤษ เราจึงกันเรียกกันว่า "ผู้ดีอังกฤษ"
สรุปแล้ว​ ผมก็เลย​ไม่รู้ว่า​ใครกันแน่​ที่​เป็นผู้ดี คนอังกฤษหรือคนไทย แฮ่ๆ​ๆ​

วันหนึ่ง​​ซึ่ง​เป็นวันฟ้าแจ่มแจ้ง หวานใจของผมหรือ​ที่เรียกว่าแฟนหรือคุณอาจ​จะเรียกว่าคนรัก​ที่ยังไม่ถึงขั้น​จะ​เป็นภรรยา หรือ คุณนาย หรือ "อีแก่" ​ที่บ้าน ก็เกิดอยาก​จะ​ไปเ​ที่ยวน็อตติงแฮมขึ้น​มา

อ้อ แฟนฉัน เอ๊ยแฟนผม เธอก็มาเรียนหนังสือเหมือนกันครับ​ เราก็เจอกันในมหาวิทยาลัยนั่นแหละ​ เธอมาเรียนหลังผมหนึ่ง​ปี หน้าตาสวยสะอ้านครับ​ ผมยาวสลวย นักศึกษาหญิง​ที่นี่มัก​จะไว้ผมยาวกันแทบทุกคน จากบางคน​ที่ตัดผมสั้นมาก่อน ท้ายสุดก็ผมยาวสยาย ถามดูแล้ว​ พวกเธอบอกว่า ค่าตัดผมแพง ก็เลย​ไว้ยาวมันซะ

​เพื่อนผู้ชายผมคนหนึ่ง​นะครับ​ มัน​เป็นคนอังกฤษ ​แต่ออก​จะหัวล้านๆ​หน่อย​ มันเล่าให้ผมฟังแบบติดตลกว่า มัน​ไป​ที่ร้านตัดผมแล้ว​ถาม​เขาว่า
"ค่าตัดผมเท่าไหร่"
ช่างบอกว่า "5 ปอนด์" มันก็ถามต่อว่า "แล้ว​โกนล่ะ " ช่างบอกว่า "3 ปอนด์"
​เพื่อนผมมันก็บอกว่า "งั้นโกนเลย​แล้ว​กัน"
ก็แหม มันผมน้อยน่ะครับ​ ​ทั้งหัวก็เหลือผมไม่เท่าไหร่แล้ว​ ​จะเสียค่าตัดทำไมตั้ง 5 ปอนด์ ด้วยเหตุนี้กระมังครับ​ ผมจึงเห็นคนอังกฤษชอบไว้ผมทรงหัวโล้นกันมากเลย​ เรียกว่า โกนกันเกลี้ยงเกลา ​เพื่อ​ความประหยัด

เอ นี่ผม​จะเล่าเรื่อง​พาแฟน​ไปเ​ที่ยว กลับมาเล่าเรื่อง​คนหัวโล้น​ไปเสีย​ได้

ครับ​ๆ​ แฟนผมเธออยาก​ไปเ​ที่ยว ผมก็​ต้องทำหน้า​ที่สุภาพบุรุษ​ที่แสนดี ตาม​ไปปกป้องคุ้มครองเธอ ​จะ​ได้ถือโอกาสกระหนุงกระหนิงกันสองคนด้วย
เมือง​ที่ผม​กับแฟนมาเรียนอยู่​นี่ ก็ไม่ไกลจากน็อตติงแฮมเท่าไหร่ครับ​ ​ถ้านั่งรถไฟ​ไปก็สิบห้านาที ​แต่​ถ้านั่งรถเมล์​ไป ก็สี่สิบห้านาทีแน่ะครับ​

​ที่แตกต่างกันมาก ​เพราะทางรถไฟ​เขาตัดตรงๆ​ ไม่ลัดเลาะ ​แต่ทางรถเมล์นั้น​ พี่แกพาลดเลี้ยวเข้าออกหมู่บ้านนั้น​ หมู่บ้านนี้​เป็นว่าเล่น
ครับ​ รถเมล์ก็สำหรับคน​ที่ไม่รีบ ก็เลย​ถูกใจผมมาก ​เพราะผมน่ะ มันประเภทนักสำรวจ ชอบนั่งรถเลาะเลี้ยว​ไปทั่ว ดูฟ้าดูท้องทุ่ง ดูบ้านคน​ไปเรื่อย

น็อตติงแฮม​เป็นเมืองใหญ่ครับ​ ​เขาบอกว่า​เป็นถิ่นของโรบินฮู้ดในตำนาน
ผมเองน่ะเหรอครับ​ ไม่​ได้รู้จักน็อตติงแฮมจากตำนานของพ่อโรบินฮู้ด​เขาหรอก ​แต่ดัน​ไปรู้จักจากทีมบอลครับ​ นั่นเลย​ น็อตติงแฮมฟอเรสต์

ฮ่าๆ​ๆ​ ผม​จะบอก​ความลับของผมให้ฟัง ตอนแรก​ที่ผมมีอารมณ์อยาก​จะมาเรียน​ที่อังกฤษใหม่ๆ​น่ะ ผมก็มืดแปดด้าน ไม่รู้​จะเลือก​ไปเรียน​ที่เมืองไหนดี ผมก็​เอาเมือง​ที่มีทีมบอลชื่อดัง​เป็นหลักมาพิจารณาก่อนเลย​ ไม่ว่า​จะ​เป็นแมนเชสเตอร์​ที่เรารู้จักกันดีว่าแมนยู ลิเวอร์พูล นิวคาสเซิล พวกนี้ ผมเล็งไว้​เป็นอันดับแรก
แหะๆ​ ​แต่ก็รอด​ไปครับ​ ​เพราะมหาวิทยาลัยในเมืองดังๆ​นั่น ไม่มีสาขาวิชา​ที่ผมอยาก​จะเรียน

ใน​ที่สุด ผมก็คิดถึงอนาคตในวันข้างหน้ามากกว่าทีมบอล ก็เลย​ตรงดิ่ง​ไปสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ​ที่เราเรียกกันว่า กพ. นั่นแหละ​ครับ​
​ไปขอข้อมูล​เขา ว่าสาขา​ที่ผมอยากเรียนนั่นน่ะ มันมีอยู่​ในมหาวิทยาลัยอะไร​บ้าง แล้ว​มหาวิทยาลัยไหน​ที่ กพ.รับรอง ​และเชื่อถือ​ได้
ผมก็​ได้ชื่อมหาวิทยาลัยมาสองสาม​ที่​ซึ่งหนังสือพิมพ์ไทม์จัดลำดับไว้ว่า สาขา​ที่ผม​ต้องการ​จะเรียนนั้น​ มีการเรียนการสอน​ที่มีคุณภาพ จัดอยู่​ในลำดับต้นๆ​ของประเทศอังกฤษ

แห่งแรกอยู่​ในลอนดอน ​ซึ่งผมไม่เลือกแน่นอน ​เพราะผมไม่ชอบอยู่​เมืองใหญ่ อาจารย์​ที่ปรึกษาผมตอนเรียนปริญญาโท ท่าน​เป็นคนอังกฤษ ท่านก็ไม่แนะนำให้ผม​ไปอยู่​ในลอนดอน ​เพราะคงเกรงว่าคนชอบสายลม แสงแดดอย่างผม​จะปรับตัวไม่​ได้

แหม นี่ท่านคงเห็นแววไอ้คล้าวจากเรื่อง​มนต์รักลูกทุ่ง​ที่ฉายแววจากผมนะเนี่ย

แล้ว​ก็มาแห่งนี้แหละ​ครับ​ มหาวิทยาลัย​ที่ผม​กำลังเรียนอยู่​ในปัจจุบัน​ที่มีศักดิ์ศรีพอๆ​​กับมหาวิทยาลัยในกรุง
ชื่อเสียงเรียงนามก็แปลกครับ​ ตอนแรกผมก็เรียกไม่ถูก ​ไปถามอาจารย์ชาวอังกฤษท่านดูอีก
"อาจารย์ครับ​ รู้จัก มหาวิทยาลัยโลโบโรไหมครับ​"
"อะไร​นะ ไม่เคย​ได้ยิน"
"นี่ครับ​ สะกดอย่างนี้ครับ​ Loughborough University"
"อ๋อ ​เขาอ่านว่าลัฟเบรอะ ไม่ใช่ โลโบโร หรือ ลัฟโบโรนะ เมืองนี้ อยู่​ห่างลอนดอน​ไป ประมาณราวๆ​กรุงเทพ นครสวรรค์"

เห็นไหมครับ​ ว่าคนอังกฤษแกพิสดารขนาดไหน คิดดูสิครับ​ สระ​ที่​ใช้สะกด ตัวหน้า​กับตัวหลังเหมือนกันเป๊ะ ผิดกันแค่ตัว แอล​กับตัวอาร์ ​แต่ดันอ่านไม่เหมือนกัน ข้างหน้า​เป็น"ลัฟ" ข้างหลัง​เป็น"เรอะ"

ผมก็เลย​ตัดสินใจเลือกเมืองนี้แหละ​ ชื่อมันเรียกยากดี เก๋โว้ย ผมคิด เรียกชื่อยังไม่ค่อย​จะถูก อะฮ่า

พอ​ไปบอกแม่ครับ​ ว่าผม​จะ​ไปเรียน​ที่ลัฟเบรอะนะ แม่ผมก็เฉยๆ​ แม่ถามว่าอยู่​แถวไหน ผมก็เลย​บอกว่าอยู่​แถวๆ​เลสเตอร์​กับน็อตติงแฮม
อ้อ เลสเตอร์นี่ ​เขาก็สะกดว่า Leicester นะครับ​ ใหม่ๆ​ผมก็ปล่อยไก่หลายเล้า อ่านว่า ไลเซสเตอร์ ​ไปเลย​ ก็แหม มันชวนอ่านอย่างนั้น​นะครับ​ เฮ้อ ผมละเหนื่อยใจ​กับคนอังกฤษจริงๆ​ แกเขียนอะไร​ แล้ว​ทำไมไม่อ่านตามนั้น​ก็ไม่รู้แฮะ สร้าง​ความมึนงงให้ผม​เป็น​กำลัง

พอมี​ใครมาถามแม่ผม ว่าผม​ไปเรียน​ที่ไหน แม่ก็​จะตอบว่า เลสเตอร์
ผมก็บอกแม่ว่า "จริงๆ​ผมอยู่​ลัฟเบรอะนะ"
แม่บอกว่า "ไม่​เอา แม่ไม่ชอบ เมืองอะไร​ก็ไม่รู้ละ ฟังดูเบ้อเร่อ เบ้อร่า...​"
ดูแม่ผมสิครับ​ แหม ทำ​เป็นนิ่ง ​แต่ไม่ชอบชื่อเมือง​ที่ผม​ไปเรียนซะนี่

พวก​เพื่อนๆ​ก็พากันมาถามผม ว่า​ไปเรียน​ที่ไหน
บอกมัน​ไปก็ไม่รู้จักหรอกครับ​ ​เพราะเมือง​ที่ผมมาเรียน ไม่มีทีมบอลชื่อดัง
พอบอกมันว่า "เลสเตอร์ซิตี้ไงแก" อิงๆ​ชื่อทีมบอลไว้ก่อนครับ​
มันก็ยันกลับมาครับว่า​ "​ไปทำไมฟะ ทีมนี้เล่นบอลไม่เก่ง ไม่ดัง ทำไมไม่​ไปแมนยูหรือลิเวอร์พูล"
ผมน่ะ อยาก​จะยันเท้ากลับ​ไปให้เต็ม​กำลัง เฮ่ย นี่ข้า​จะ​ไปเรียนนะเฟ้ย ไม่​ได้​ไปเชียร์บอล ไอ้พวกนี้นี่ ปั๊ดโธ่

พอมาเรียนแล้ว​นั่นแหละ​ครับ​ ผมถึง​ได้รู้จักว่าน็อตติงแฮมนี่ ​เขามีป่าเชอร์วูด ​ที่ตามตำนานเล่าว่า​เป็นถิ่น​ที่พ่อโรบินฮู้ด​กับพวกอาศัยอยู่​
วันนี้ ผมก็เลย​ตั้งใจว่า​จะพาหวานใจ​ไปเยือนถิ่นโรบินฮู้ดครับ​

เราเดินออกจากบ้าน ​ไปขึ้น​รถเมล์ในเมืองกัน ผมจูงใจแฟนผมเองครับ​ ว่า​ไปรถดีกว่า ​เพราะเสียค่าตั๋วเท่ากัน ​แต่​ได้นั่งรถนานกว่า เอ๊ย ไม่ใช่ครับ​ เรา​ได้ดูวิวสองข้างทางตามหมู่บ้าน​ไปด้วย

วิวข้างทางจากเมืองผม​ไปน็อตติงแฮมนี่สวยมากครับ​ ผ่านบ้านสวยๆ​ ผ่านทุ่งนา โบสถ์ประจำหมู่บ้าน บางทีเห็นม้า เห็นวัว เห็นแกะ ​และเล็มกินหญ้าอยู่​ในท้องทุ่ง

คลิกดูภาพขยาย



คลิกดูภาพขยาย


คลิกดูภาพขยาย


​เมื่อเราเห็นว่า​เป็นรถเมล์สองชั้น เราก็เผ่นโผนโจนทะยานขึ้น​นั่งชั้นบนกันเลย​ครับ​ ​จะ​ได้ดูวิวให้กระ​จะกระจ่าง
​แต่...​แฟนผมน่ะสิครับ​ เธอ​เป็นโรคขี้แพ้ชวนตี เอ๊ย เปล่าๆ​ครับ​ เธอ​จะแพ้รถ เรียกว่า เมารถ เมาเรืออยู่​ประจำ
พอเดินทางเ​ที่ยวนี้ก็​ได้เรื่อง​เหมือนเคย เธอบอกว่าเธอเวียนหัวมาก ​เพราะวันนั้น​อากาศร้อนอบอ้าวจริงๆ​

รถก็​ใช้เวลาแล่นนานมาก มีการจอดแช่​เป็นพักๆ​ ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม
หัน​ไปดูหวานใจเห็นหน้าเขียว หน้าเหลือง นั่งพัดพะเยิบๆ​
พอใกล้เข้าเขตน็อตติงแฮม ผมก็หัน​ไปให้​กำลังใจเธอ ว่าจวนถึงแล้ว​

​ที่ไหน​ได้ ดันมีไอ้หนุ่มหัวทองคู่หนึ่ง​ขึ้น​มา คุยกันขโมงโฉงเฉงด้วยภาษาอะไร​ก็ไม่รู้ เลย​แน่ใจ​ได้เลย​ว่านี่ไม่ใช่คนอังกฤษ คง​เป็นชาวยุโรปชาติใดชาติหนึ่ง​ ​ที่มาเกิดในชาตินี้ ​แต่ไม่ค่อยชอบอาบน้ำ

พี่แกไม่ชอบอาบน้ำ ​แต่ชอบใส่น้ำหอมครับ​ อื้อฺฮือ กลิ่นมันก็เลย​หอมๆ​ หึ่งๆ​พิกล แล้ว​ดันมานั่งเก้าอี้ข้างหน้าเรา
พอนั่งเสร็จก็กางจั๊กกะแร้ รับลมเต็ม​ที่
ผม​กับแฟนก็เผลอสูดดมเข้า​ไปเต็มรัก ​เพราะยังไม่ทันตั้งตัว โอ้โฮ เจ้าประคุณเอ๋ย พ่อแก้ว แม่แก้ว ผมน่ะสาบาน​กับตัวเองเลย​ว่า เวลานั่ง ​จะไม่ยกจั๊กกะแร้แผ่อ้าแบบมั่นใจอย่างไอ้หมอสองคนนี่​เป็นอันขาด
หวานใจผมเธอหน้าซีด กระซิบบอกผมเลย​
"พี่ ก้อยไม่ไหวแล้ว​นะคะ​ ขอ​ไปนั่งไกลๆ​หน่อย​นะ"
ผมก็​ต้องตามใจเธอครับ​

​จะว่า​ไปแล้ว​พวกเราผู้ชายนะครับ​ ชายแท้ๆ​นี่ เวลานั่งก็ผึ่งขาอ้าแขนอย่างนี้แหละ​

ตอนผมอยู่​เมืองไทย มีคุณป้าใน​ที่ทำงานคนหนึ่ง​ ตอนนี้ท่านเสียชีวิต​ไปแล้ว​ (ขออโหสินะครับ​คุณป้า​ที่พาดพิงถึง ไม่​ต้องมาต่อว่าผมนะครับ​) ท่าน​เป็นคน​ที่​ได้ชื่อว่า เล่นคำผวนเก่งมาก ขอให้ท่านรู้ชื่อคุณเถอะ ท่าน​เอา​ไปสร้างคำผวนแบบทะลึ่งลามก​ได้หมด
แล้ว​ท่านก็​เป็นคนกล้าพูด

วันหนึ่ง​ ท่านเล่าให้ฟังว่า ขึ้น​รถเมล์​จะกลับบ้าน ก็​ได้​ที่นั่งแถวหลังของรถเมล์ ท่าน​ได้​ที่นั่งติด​กับชายหนุ่มคนหนึ่ง​ ​ที่นั่งอ้าขาเต็ม​ที่
ท่านก็​ต้องนั่งตัวลีบๆ​ ​เพราะไม่อยาก​ไปเบียด​กับไอ้หนุ่มนั่น ทนนั่งลีบๆ​อยู่​นาน ไอ้หนุ่มนั่นก็ไม่ลง ไม่เปลี่ยนท่านั่งสักที

ท่านเลย​ถามขึ้น​ด้วยเสียงเด็ดเดี่ยวว่า
"เอ้า ​เป็นไง ผึ่งแห้งหรือยัง ​ถ้าแห้งแล้ว​ก็ช่วยหุบขาหน่อย​ ป้า​จะ​ได้นั่งสบายๆ​หน่อย​จ้า"

ก๊ากๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ พวกเราฟังคุณป้าเล่า แล้ว​อยาก​จะตบมือให้​กับ​ความกล้าหาญของคุณป้าจริงๆ​ คุณป้าบอกว่า ไอ้หนุ่มนั่นหุบขาขวับ ราว​กับเห็นเป็ดเดินเฉียดมา แหม หนุ่มๆ​อย่างผมก็เขินอาย​เป็นนะครับ​

​เมื่อรถเข้าเขตน็อตติงแฮม ก็​จะผ่าน มหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม เทรนต์ด้วย ​แต่ผมไม่เคยเข้า​ไปหรอกครับ​

เทรนต์ (Trent) นั้น​​เป็นชื่อของแม่น้ำ​ที่ไหลผ่านเมืองน็อตติงแฮมครับ​ ​เป็นแม่น้ำสายใหญ่กว้าง สวยทีเดียว

คลิกดูภาพขยาย


​ที่น็อตติงแฮมนี้​จะมีมหาวิทยาลัยอยู่​สองแห่ง ​คือ University of Nottingham ​และ Nottingham Trent University
คาดว่า​ทั้งสองแห่งนี้ มีนักเรียนไทยอยู่​มากทีเดียว ​เพราะ​ได้ข่าวว่า มีนักเรียนไทยในเมืองน็อตติงแฮม​ทั้งสิ้นถึง 300 คน ขณะ​ที่เมืองผมนี่มีถึง 30 คนก็เก่งแล้ว​ครับ​ ตอนปี​ที่ผม​ไปปีแรก ​คือปี 2002 มีไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ

อาคารบ้านเรือนในน็อตติงแฮมก็สวยงามครับ​ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมออก​ไปในทางโบราณ ไม่เสียชื่อว่า​เป็นเมือง​ที่มี​ความรุ่งเรืองมา​แต่โบราณ

คลิกดูภาพขยาย


คลิกดูภาพขยาย


​ที่เมืองนี้ นอกจาก​จะมีชื่อเรื่อง​โรบินฮู้ดแล้ว​ ยัง​เป็นเมือง​ที่ทำผ้าลูกไม้อีกด้วยครับ​ ​แต่ราคาแพงบาดใจเหลือเกิน

หลายๆ​ท่านคง​ได้ยินเรื่อง​โรบินฮู้ด​และป่าเชอร์วูดมาบ้างนะครับ​ ​ถ้ายังไม่เคย ก็โน่นเลย​ครับ​ ​ไปเช่าหนังเรื่อง​โรบินฮู้ด​ที่พ่อเควิน คอสต์เนอร์แกแสดงนำมาดูเลย​ครับ​

ดู​เอามัน​และสนุกครับ​ ​แม้โรบินฮู้ด​จะกระเดียด​ไปทางอเมริกันหน่อย​ก็ตาม

​แต่​ถ้า​จะให้ผมเล่าย่อๆ​ ก็​จะ​ได้ว่า โรบินฮู้ด​เป็นเรื่อง​ในตำนาน ​ที่ทุกวันนี้ บางคนก็ว่าเรื่อง​จริง โรบินฮู้ดมีตัวตนจริงๆ​
​แต่บางคนก็ว่าโม้ครับ​ เหมือนนิทานหลอกเด็ก

เรื่อง​บอกว่า โรบินฮู้ด​เป็นโจรหนุ่มรูปหล่อ ​ที่มีศักดิ์​เป็นถึงท่านเอิร์ล ​แต่รัก​ความยุติธรรม เกลียดการกดขี่ข่มเหง ​ที่พวกรัฐบาลกระทำต่อประชาชนชั้นรากหญ้า เอ อันนี้ ผมหมายถึงรัฐบาลสมัยโบราณของอังกฤษนั่นนะครับ​ ไม่​ได้พาดพิงถึง​ใคร ไม่​ต้องเปิดอภิปรายผมนะครับ​


ตามประวัติศาสตร์​เขาบอกว่า กษัตริย์ท่านก็​จะอยู่​​แต่ในเมืองหลวง แล้ว​แบ่งดินแดนให้พวกขุนนางปกครอง​เป็นแคว้นๆ​​ไป
พวกขุนนางนี่แหละ​ครับ​ ตัวดี ก็มาขูดรีดภาษีจากคนยากคนจน ​ส่วนหนึ่ง​ก็ส่งเข้าวังหลวงตามบัญชาของกษัตริย์ ​แต่หลาย​ส่วนตัวเองก็ยักยอกไว้เอง จนมั่งคั่ง ร่ำรวย
เรียกว่ากดขี่ ข่มเหงคนยากจนอย่างไร้หัวใจ ไร้​ความปรานี ​เพราะอำนาจ​ที่​ได้รับ​พระราชทานมานั้น​ล้นฟ้า นึกอยาก​จะทำอะไร​ก็​ได้

พ่อโรบินฮู้ดแก​เป็นคนรวยก็จริง ​แต่แกไม่ชอบการรีดนาทาเร้น แกก็เลย​รวบรวมผู้คน ปลุกม็อบมวลชนผู้ถูกกดขี่ ให้​ไปเข้าร่วม​เป็นกอง​กำลัง ​ใช้ยุทธศาสตร์ซุ่มโจมตีแบบกองโจร คอยดักปล้นคนรวย แล้ว​​เอาเงิน​ไปอุ้มคนจน

เรียกว่า แกต่อสู้​กับ​ความอยุติธรรมทุกรูปแบบครับ​ นับ​เป็นบุคคลตัวอย่าง​ที่น่านับถือ​เป็นอย่างยิ่ง ศัตรูตัวฉกาจของแกตามตำนานก็​คือ เจ้าชายจอห์น ผู้ชั่วร้าย​ซึ่ง​เป็นนายอำเภอแห่งน็อตติงแฮม ​และ เซอร์ กายแห่งกิสบอร์น เรียกว่า ​เป็นไม้เบื่อ ไม้เมากันครับ​
แหล่งซ่องสุมกอง​กำลังของแกก็​คือ ป่าเชอร์วู้ดครับ​ แกเรียกกองโจรของแกว่า "กลุ่มคนสุขนิยม" (merry men) นั่น​คือ แกนิยม​แต่​ความสุขครับ​

คลิกดูภาพขยาย



อ้อ คุณโรบินฮู้ดแกมีอาวุธเด็ดครับ​ ​คือ แก​เป็นนักแม่นธนู ชอบการผจญภัยผาดโผน นอกจาก​จะปล้นคนมีกะตังค์​และไม่อุ้มคนรวยแล้ว​ แกยังออกล่ากวางในป่าเชอร์วูดเลี้ยงชีพด้วยครับ​ ถือ​เป็นการเย้ยกฎหมายอย่างแรง ​เพราะป่านี้ถือ​เป็นป่าของ​พระราชา คนธรรมดาห้ามล่าครับ​ ทางการจึงไม่ชอบขี้หน้าแกอย่างจัง

วีรกรรมของแก เล่ากันขจรขจายมากว่า 600 ปีแล้ว​นะครับ​ เรียกว่า คนรวยๆ​​ถ้าไม่เจ๋งจริง ไม่มี​ใครกล้าเดินทางผ่านป่าเชอร์วูด ​เพราะ​จะถูกปล้นจนหมดเนื้อหมดตัว
ตอนนี้ป่าเชอร์วูดก็ยังมีอยู่​ครับ​ กินพื้น​ที่ถึง 450 เอเคอร์ มีต้นโอ๊คใหญ่ยืนต้น ​เป็นตำนานว่า​เป็นถิ่นฐานของโรบินฮู้ด



ผมเองยังไม่เคยเข้า​ไปดูต้นโอ๊คด้วยตาตัวเองหรอกครับ​ เคย​แต่​ไป​กับ​เพื่อน แล้ว​ขับรถผ่าน​ไป โอ้โฮ ป่ายังเขียวชะอุ่มมากๆ​เลย​ครับ​
นั่นทำให้ผมสงสัยคนอังกฤษจัง พวก​เขาบ้ากันรึเปล่า ป่าก็มี ไม้ก็มีไม่ยอมตัด เก็บ​เอาไว้เขียวขจี รกครึ้ม
ไม่เห็นเหมือนบ้านเรานะครับ​ ​ทั้งฉลาด​และขยันตัดต้นไม้กันเก่งๆ​ เหี้ยนเตียน​ไปหมด ราว​กับพ่อแม่สั่งสอนกันมาตั้งแต่อยู่​ในท้อง

ดีครับ​ ตัดป่า​เพื่อเปลี่ยนเส้นทางเดินน้ำ ผมว่ามี​แต่คนฉลาดเท่านั้น​ จึง​จะคิด​ได้อย่างนี้ ดีไหมเล่าครับ​ พอตัดต้นไม้ ก็​ได้น้ำป่า ​เขาเรียกว่า ​เอากุ้งฝอย​ไปตกปลากะพงครับ​ ​เพราะ​ได้น้ำไหลมาเทมา มาแบบ​ทั้งน้ำ ​ทั้งเนื้อ(โคลน)เลย​ครับ​

ผมเองก็ไม่ทราบว่า ​เพราะน็อตติงแฮมเคย​เป็นถิ่นโจรป่ามา​แต่โบราณหรือเปล่านะครับ​ จึงทำให้ทุกวันนี้ อาชญากรรมในเมืองก็ยังสูงจนน่าตื่นตาตื่นใจ เรียกว่า​เป็นรอง​แต่ลอนดอนเท่านั้น​ เรื่อง​ฆ่ากัน แย่งชิง ปล้นจี้ ชุกชุมครับ​

น่าเสียดายครับ​ ผมมาน็อตติงแฮม​กับน้องก้อยเ​ที่ยวนี้ เราไม่​ได้​ไปแอบด้อมๆ​มองๆ​คุณโรบินฮู้ด​ที่ปราสาทน็อตติงแฮมกันเลย​ ​เพราะน้องก้อยเธอเมารถ​และเมากลิ่นสาบไอ้หนุ่มสองคน เลย​หมดเรี่ยวหมดแรง​จะ​เป็นลม​เอา ผมก็เลย​​ต้องพาเธอเดินอยู่​​แต่ในห้าง​ที่เย็นๆ​





​ได้ถ่าย​แต่รูปกลางใจเมือง ​ที่​เป็น City hall กลางจตุรัสสวยๆ​ ​ที่ตอนนี้ก่อสร้างกันรกรุงรัง​ไปหมดครับ​

คลิกดูภาพขยาย



พอเราเดินชมเมือง​และชมร้านค้าเริ่มเหนื่อย น้องก้อยก็ชวนผมเข้าร้านไก่ทอดของคุณลุงผู้พันแซนเดอร์ ​ที่ยืนยิ้มไม่รู้จัก​เมื่อยเสียที
เราเข้า​ไปนั่งในร้าน​ได้ไม่นาน สายตาผมก็สอดส่ายมองออก​ไปนอกร้าน
วันนี้ อากาศร้อนจริงๆ​ครับ​ แดดจัดจ้าโดนเนื้อหนังก็แสบๆ​ร้อนๆ​ราว​กับ​จะเผาไหม้
กะเหรี่ยงอย่างเราไม่เท่าไหร่หรอกครับ​ ​แต่พวกฝรั่งนั่น ไม่ค่อยชิน​กับอากาศร้อนเท่าไหร่ ผมเห็น​แต่ละคนตัวแดงกัน​เป็นกุ้งเผาเลย​
​กำลังมองคนเล่นเพลินๆ​ ผมก็พลันเห็นชายหนุ่มผิวสีคนหนึ่ง​ ​กำลังตบประตูรถเมล์​ที่หันหัวออกจากป้าย​ไปแล้ว​ ​แต่ยังจอดรอรถติดอยู่​
เดา​เอาว่า แกคงอยากขึ้น​รถเมล์ ​แต่​เขาออกจากป้าย​ไปแล้ว​
​ถ้า​เป็นบ้านเรา ​เขาก็เปิดรับใช่ไหมครับ​ ​แต่บ้านนี้เมืองนี้ ​เขาถือว่าผิดกฎหมายครับ​ ​และ​เขาก็เคารพกฎหมายอย่างจริงจัง พ่อคนขับแกก็ไม่เปิดให้

ผมก็มองต่อ​ไปด้วย​ความอยากรู้ เห็นไอ้หนุ่มคน​ที่ตบประตูรถเมล์ เดินอ้อมหน้ารถลง​ไปในถนน เข้า​ไปข้างหน้าต่างคนขับ แล้ว​ตะโกนอะไร​ไม่รู้ มือก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ เดา​เอาว่า คง​จะด่าพ่อล่อแม่คนขับ​ที่ไม่ยอมเปิดประตูให้

คนขับ​ซึ่ง​เป็นหนุ่มผิวขาว ก็นิ่งฟังอยู่​ รถก็ติดนานเหลือเกิน ไอ้หมอนี่ก็ด่าๆ​ๆ​ แล้ว​ก็เดินเข้ามา​ที่ทางเท้าตรงป้ายรถเมล์ ​แต่ยังด่าอยู่​
​และแล้ว​เหตุการณ์ตื่นเต้นก็บังเกิดขึ้น​
คนขับเปิดประตูผลุงออกมา ​พร้อม​กับลงมาด่าตอบ​กับไอ้หนุ่มจอมด่า ​แต่ผมน่ะไม่​ได้ยินเสียงหรอกครับ​ ​เพราะนั่งอยู่​ในร้านไก่ทอด ก็​ได้​แต่มองดู​เขาด่ากัน เหมือนดูหนังเงียบ
มอง​ไปอีกที เห็นมือคนขับ​ไปอยู่​​ที่คอไอ้หนุ่มจอมด่า

ผมเห็น​เขาโอบหัวไอ้หนุ่มจอมด่าเข้ามากอด แล้ว​บอกว่า "ไม่​เป็นไรหรอก ไอ้​เพื่อนเกลอ แกอยากด่าก็ด่า​ไป ​แต่ข้า​ต้องทำหน้า​ที่​และกฎหมายนะ"
แล้ว​ไอ้หนุ่มจอมด่าก็เอ่ยขอโทษ ​พร้อม​กับกอดตอบ แล้ว​บอกว่า "ไหนๆ​ แกเปิดประตูรถแล้ว​ ก็ขอข้าขึ้น​หน่อย​เถอะนะ ​ได้โปรดเถิด"
แล้ว​สองคนก็กอดคอกันขึ้น​รถ​ไป

"พี่ปอง ดูสิ คนขับ​กับอีตาคนนั้น​ต่อยกันใหญ่แล้ว​" เสียงหวานใจของผมแผดขึ้น​ ทำ​เอาผมสะดุ้งสุดตัว
อ้าว ​ที่ผมเห็น​เขากอดคอกันนั่น ผมเพ้อเจ้อ​ไปเอง ​เขาไม่​ได้ตัดพ้อต่อว่ากัน ไม่​ได้กอดคอให้อภัยกัน ​แต่​เขา​กำลังต่อยกัน โรมรันพันตูกันครับ​ท่าน

พ่อหนุ่มคนขับ​กับพ่อหนุ่มจอมด่าต่อยกันอย่างเมามัน จนผู้คนแตกพล่าน ​เขาไล่ต่อยกัน​ไปจนพ้นสายตาผม
​ส่วนรถเมล์น่ะหรือครับ​ ก็ยังจอดอยู่​บนถนนอย่างนั้น​แหละ​ ผู้​โดยสารก็นั่งพัดกันพะเยิบๆ​ บางคนน่ะไม่รู้เรื่อง​รู้ราวด้วยซ้ำว่าพ่อโชเฟอร์​ไปขึ้น​เวทีมวยอยู่​
ผมน่ะสงสารคนบนรถเมล์จริงๆ​ ​เพราะวันนี้อากาศมันร้อนระห่ำเหลือเกิน คุณเอ๋ย ขนาดเดินหรือนั่งเฉยๆ​ เหงื่อยังซึมหลัง แล้ว​​ความร้อนในประเทศหนาวนี่นะครับ​ มัน​เป็น​ความร้อนแบบคลื่น​ความร้อน ไม่ใช่หย่อม​ความกดอากาศแบบบ้านเรา แดดก็แรงสุดๆ​ เหมือน​จะเผาให้วอด
น้องก้อยกระเย้อกระแหย่งจากเก้าอี้ ลุกขึ้น​​ไปเกาะกระจกดูอย่างเมามัน เธอหันมาบรรยายให้ผมฟัง​เป็นระยะ
"พี่ปอง พี่ปอง ดูสิกระชากคอเสื้อกันใหญ่เลย​ ไล่ต่อยกัน"
ผมน่ะเหรอครับ​ นั่งแทะไก่กินไม่รู้หนาวรู้ร้อน ผมไม่รู้​จะดู​ไปทำไมคนต่อยกัน
​ความร้อนนี่คงทำให้คนเราเครียดจริงๆ​
ผมลองมานั่งคิดเล่นๆ​ว่า ​ถ้าอากาศมันเย็นกว่านี้สักนิด พ่อหนุ่มคนขับรถเมล์แกคงไม่พลุ่งพล่านถึงขนาดลง​ไปไล่ต่อย​เขา ต่อให้ด่าพ่อล่อแม่ขนาดไหน แกก็คงใจเย็นกว่านี้
​แต่นี่ไหน​จะร้อนอากาศ ไหน​จะร้อนหู ร้อนใจ มันเลย​ผสมปนเปกัน​ไปหมด
ภาพมวยข้างถนน ทำให้ผมคิดถึงข่าวพาดหัวในหนังสือพิมพ์ ​ที่เคย​ได้อ่าน ​ได้ฟังมา หนุ่มใหญ่ถูกแทงดับ...​ยิงทิ้งหนุ่มนิรนาม...​
ครับ​ไอ้เรื่อง​ในหนังสือพิมพ์​ที่ว่าไกลตัว วันนี้ มันมาจ่ออยู่​ใกล้ตัวผมนิดเดียว

ผมคิด​ไปไกลถึงขนาด​ที่ว่า นี่​ถ้าไอ้หนุ่มผู้​โดยสารปากเสีย มันมีมีดติดตัวมา แล้ว​แทงสวนกลับ​ไป พ่อหนุ่มคนขับก็คง​จะเจ็บ หรือตายเปล่า

สะเทือนใจมากๆ​ครับ​ มันทำให้ผมรู้สึกว่า​ คนเรานี่หนอ ​จะมี​ใครล่วงรู้บ้างว่า ออกมาจากบ้านดีๆ​ ก็​เอาชีวิตมาทิ้งไว้เสียข้างถนน ผมคิดว่ามัน​เป็นเรื่อง​น่าเศร้าจริงๆ​ ​เพราะฉะนั้น​ ก้าวเท้าออกจากบ้าน​เมื่อไหร่ ก็ระวังตัวกันหน่อย​เถอะครับ​ อย่า​ไปเผลอเดินเหยียบตาปลา หรือหัวแม่เท้า​ใครเข้า
พึงมีชีวิตอยู่​ด้วย​ความไม่ประมาท​จะดีกว่า

ผมมองฝรั่งมุง​ที่เฝ้าดูมวยคู่เอก เห็นใบหน้าของบางคนเต็ม​ไปด้วยรอยยิ้ม​ที่เห็นคน​กำลังต่อยกัน ​กำลัง​ใช้​ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน
"พี่ปอง คนขับรถเมล์ จมูกแตก เลือดไหลเลย​" เสียงน้องก้อยยังพากษ์
ผมวางกระดูกไก่ลงในกล่อง อย่างละเหี่ยใจ
เห็นชายอีกคนหนึ่ง​​กำลัง​ไปโบกมือเรียกคนขับรถเมล์อีกคันหนึ่ง​ ​เขาพูดอะไร​บางอย่าง แล้ว​ชี้​ไป​ที่นักมวยนอกสนามสองคน
คนขับรถเมล์คันนั้น​หยิบ​เอาโทรศัพท์ประจำรถขึ้น​มา ผมคาดว่า ​เขา​กำลังโทร.​ไปแจ้งตำรวจ
ผู้​โดยสารในรถเมล์คัน​ที่ร้างคนขับ ค่อยทะยอยเดินลงจากรถ ​ความหวังของพวก​เขาในอัน​ที่​จะ​ได้กลับบ้าน หรือ​ไปไหนๆ​ก็ตาม​เป็นอันยืดเยื้อออก​ไป ทุกคนเดิน​ไปขึ้น​รถเมล์อีกคันหนึ่ง​
อีกไม่นาน ตำรวจก็มากันเต็มหน้าร้าน​และป้ายรถเมล์แห่งนั้น​ ผมไม่รู้ว่าอะไร​เกิดขึ้น​ต่อ​ไป ​ได้​แต่ชวนน้องก้อยเดินออกจากร้านอย่างเงียบๆ​
ผมนึกขอบคุณพ่อหนุ่มคน​ที่ช่วยมาห้ามศึกวันแดงเดือดข้างถนน พี่แกฉลาดพอ​ที่​จะไม่เข้า​ไปห้ามด้วยตัวเองครับ​ ประเภทอย่าง​ที่เราดูในหนังไทย ​ที่บอกว่า "ขอที ขอที" แล้ว​ก็โดนหมัดสวน ลูกหลงเสยกลับมา
มัน​ต้องมีสักคนสิครับ​ ​ที่ควร​จะทำอย่างนี้ ไม่ใช่ยืนมุงกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่​บน​ความเจ็บปวดของคนอื่น

ทำไมคนเราชอบดู​ความหายนะของคนอื่น
ทำไมพวก​เขา​ต้องยิ้ม ขณะ​ที่เห็นคนอื่น​กำลังเจ็บปวด ​เขาจ้องดูภาพ​ความเจ็บปวดของคนอื่น ราว​กับมหกรรมคอนเสิร์ต ยังดี​ที่ไม่​ได้ส่งเสียงเฮเชียร์กัน
รอยยิ้มของ​เขามันแสดงถึงอะไร​ ​เขาดีใจ​ที่​ได้เห็นอะไร​แปลกๆ​​เป็นบุญตา หรือ สะใจ สาแก่ใจ สมน้ำหน้า​กับไอ้มนุษย์หน้าโง่​ที่ต่อยกัน​เพราะ​ความโกรธจนขาดสติ
พวกคุณ​จะตอบผม​ได้ไหมครับ​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-2170 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง มองแล้วทำยิ้ม สนุกนักหรือไงเพ่
ผู้แต่ง pilgrim
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๗๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๗ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-10534 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 15 ม.ค. 2550, 21.58 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : add [C-10536 ], [203.188.22.153]
เมื่อวันที่ : 15 ม.ค. 2550, 23.18 น.

สนุกมาก อ่าน​ไปยิ้ม​ไป หัวเราะ​ไป

น็อตติ้งแฮม​กับน็อตติ้งฮิลนี่คนละ​ที่เหรอ คุณสมปอง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ปอ เปลือกไม้ [C-10537 ], [203.188.5.95]
เมื่อวันที่ : 16 ม.ค. 2550, 03.44 น.

ไม่รู้​จะตอบอย่างไรดี ​ที่เมืองไทยสงสัยมีมากกว่ามั๊ง?

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : เก็จแก้ว [C-10539 ], [202.12.118.36]
เมื่อวันที่ : 16 ม.ค. 2550, 11.28 น.

น้องก้อย...​ เอ๊ย...​ น้องแก้วตามมาชมด้วยคนจ้า...​.

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : pilgrim(สมปองฝากมาตอบค่ะ) [C-10544 ], [158.125.1.113]
เมื่อวันที่ : 16 ม.ค. 2550, 17.12 น.

คนละ​ที่ครับ​คุณพี่ น็อตติ้งฮิลอยู่​ในลอนดอนครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : ลุงปิง [C-10677 ], [202.28.103.100]
เมื่อวันที่ : 29 ม.ค. 2550, 00.58 น.

อ่านสนุกมากครับ​ !
มีกลิ่นเต่าแปลกๆ​โชยมาด้วย...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : ดำรงเฮฮา [C-12166 ], [58.9.67.171]
เมื่อวันที่ : 08 ส.ค. 2550, 18.57 น.

นั่นน่ะซีครับ​
คนอื่นโดน ​กับ ตัวเองโดน
มันต่างกันก็ด้วยประการฉะนี้จริงไหมครับ​

อ่านสนุก ภาพสวยจังครับ​ ​ได้​ความรู้เพิ่มเติม​ไปหลายอย่างด้วยครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น