นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๑ มกราคม ๒๕๕๐
อีกก้าวหนึ่งของชีวิต
ตะวันฉายที่ปลายฝัน
...มนุษย์เกิดมาทำไม?

​​แม้​​จะ​​เป็นคำถามชวนคลื่นเหียนสำหรับผม​​เมื่อหลายปีก่อน ผมแทบ​​จะเดินหนี​​เมื่อมีคนพร่ำบ่น​​กับชีวิตให้ฟัง...
​เป็นเวลาหนึ่ง​เดือนแล้ว​​ที่ผมลาออกงาน อาจ​จะ​เป็น​เพราะเบื่อหรือว่าเหตุผลใดผมก็ตอบตัวเองไม่​ได้ บางทีผมอาจ​จะเบื่อการการทำงานอันจำเจตลอดระยะเวลาหลายปี หรือบางทีผมอาจ​จะเห็นเงินค่าจ้างเหล่านั้น​​เป็นสิ่ง​ที่ไม่มีค่าอะไร​มากนัก นอกจาก​ใช้มันแลก​กับ​ความ​ต้องการ​ที่จำ​เป็นบางอย่างสำหรับการดำรงชีวิต หรือไม่ก็​เพื่อแลก​กับ​ความพึงใจบางอย่าง​ที่แทบ​จะไม่จำ​เป็นสำหรับการดำรงชีวิตเลย​ ​ซึ่งบางทีผมคงคิดถูกแล้ว​​ที่ตัดสินใจลาออกมาจากงาน คงไม่มีนายจ้างคนใด​จะรับคน​ที่ทำงาน​ไปวัน ๆ​ ขาด​ความกระตือรือร้นเข้าทำงาน ​และมันคง​จะ​เป็นทางออกสุดท้าย​ที่ดูลงตัวกัน​ทั้งสองฝ่าย​ระหว่างนายจ้าง​และลูกจ้างผู้ไม่มีใจให้​กับงานอย่างผม

ตลอดเวลาหนึ่ง​เดือนนี้ไม่​ได้ทำให้อะไร​ ๆ​ ในตัวผมดู​เป็นมนุษย์ผู้กระหายใน​ความสำเร็จเลย​ การตระเวนสมัครงานอย่าง​เอา​เป็น​เอาตายอย่าง​เมื่อหลายปีก่อนไม่เคยอยู่​ในหัว
สาเหตุหนึ่ง​อาจ​จะ​เป็น​เพราะผม​กำลังสับสนในชีวิต ไม่มีจุดหมายปลายทาง​ที่แน่นอน

​ส่วนอีกสาเหตุหนึ่ง​ก็คง​เป็น​เพราะผมยังอุ่นใจ​กับเงินเก็บในบัญชีของผม ​ซึ่งอย่างน้อย ๆ​ มันก็​สามารถทำให้ผมกินอยู่​​ได้อย่างสบายตลอดระยะเวลาสามเดือน ​ส่วนหลังจากนั้น​ชีวิตของผม​จะ​เป็นอย่างไร​เป็นเรื่อง​ของอนาคต

บางทีการ​เป็นคนโสดอย่างผมก็ดีอย่าง ​คือไม่​ต้องห่วง​กับภาระครอบครัวให้วุ่นวาย ไม่​ต้องแบกภาระอันหนักหน่วงหลายอย่าง ถึง​แม้​จะตกงานก็ไม่ห่วงว่า​จะมี​ใครมาอด​กับผม ถึง​แม้​จะไม่มีเงินติดตัวสักบาท​เดียว อย่างน้อย ๆ​ ผมก็อุ่นใจว่าไม่มี​ใคร​ต้องมาทนลำบาก​กับผม ​แต่ในบางครั้ง​ความรู้สึกบางอย่างก็แผ่ซ่านเข้ามา ​แต่ผมก็รับมือ​และขจัดมันออก​ไป​ได้ทุกครั้ง​ไป

การ​ที่มี​ใครสักคนคอยดูแล ​กับการ​ได้ดูแล​ใครสักคน อาจ​จะ​เป็นคำพูด​ที่ฟังดูดี ​แต่ผมไม่ยอมให้คำพูดอันดูดีนี้มาทำให้ใจผมหวั่นไหว คำว่า ​ความรัก สำหรับผมแล้ว​มันห่างไกลกันมาก พยายามบอก​กับตัวเองตัวเองหลายครั้ง อย่า​ไปสนใจ มันก็แค่อารมณ์บางอย่างของมนุษย์ มัน​เป็นอะไร​บางอย่าง​ที่มนุษย์มองมัน​เป็นสิ่งสวยงาม แท้​ที่จริงแล้ว​มัน​เป็นเพียงสิ่งล่อหลอกให้คนสองคนมาสานสัมพันธ์กัน มัน​เป็นอารมณ์​ความ​ต้องการ​ที่อยาก​จะสืบเผ่าพันธุ์ธรรมดาของสัตว์​ที่เลี้ยงลูกด้วยนม มัน​คือธรรมชาติ​ที่มนุษย์ทุกผู้หลีกเลี่ยงไม่​ได้

ในหลาย ๆ​ ครั้ง​ที่ผมขังตัวเองอยู่​ในห้อง​ทั้งวัน ในหลาย ๆ​ ครั้ง​ที่ผมนั่งเหม่อ คิดอะไร​คนเดียวอยู่​​ที่สวนสาธารณะ แล้ว​คำถามอันน่าสะอิดสะเอียนสำหรับผมก็ผุดขึ้น​มาจากหัวสมอง

มนุษย์เกิดมาทำไม?

​แม้​จะ​เป็นคำถามชวนคลื่นเหียนสำหรับผม​เมื่อหลายปีก่อน ผมแทบ​จะเดินหนี​เมื่อมีคนพร่ำบ่น​กับชีวิตให้ฟัง ถึงตอนนี้ผมกลับ​เป็นคนถามคำถามอันน่าสะอิดสะเอียนนี้เสียเอง ผมคงถาม​ใครไม่​ได้ มันคงไม่ต่างจาก​ที่ผมเดินหนี​กับคน​ที่ถามผมแบบนี้เช่นเดียวกัน

​ถ้าผมย้อนเวลากลับ​ไปอดีต​ได้ ผมคงอยากถามองค์สมเด็จ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางที​พระองค์อาจ​จะมีคำตอบให้​กับผมบ้าง หรือไม่​ถ้า​พระองค์มองเห็นอนาคต​พระองค์​จะรู้ไหมว่าหลักคำสอนของ​พระองค์นั้น​ไม่​ได้ทำให้ผมหลุดพ้นจากโลกอันวุ่นวายนี้เสียที ผมคงละทุกอย่างไม่​ได้หมด ผมคง​เป็นบัวใต้น้ำ​ที่ไม่​สามารถเข้าถึงหลักคำสอนของ​พระองค์ ผมคง​ต้องเรียนรู้อะไร​อีกหลายอย่างกว่า​ที่​จะเข้าใจโลกใบนี้ ​และกว่า​ที่​จะเข้าใจอย่าง​ที่​พระองค์ทรงเข้าใจ

คืนหนึ่ง​ผมเดินเตร่คิดอะไร​คนเดียวริมฟุตบาท​ รถลาบนท้องถนนยังดูคึกคัก แท็กซี่หลายคันจอดรอรับผู้​โดยสาร บางคันก็รับผู้​โดยสารเมาแอ๋ขึ้น​รถขับออก​ไป ​ทั้งสองฝั่งของถนน​เป็นผับ เธค บาร์เหล้า อาบอบนวด ต่างก็เปิดไฟสว่างไสวดึงดูดนักเ​ที่ยว หญิงสาวใส่ชุดรัดรูปนั่งอยู่​ข้างหน้าไว้เชิญชวนลูกค้า หล่อนยิ้มให้ผม ​โดยมรรยาทแล้ว​ผม​ต้องยิ้มตอบ ​แต่ผมกลับก้มหน้าหลบสายตาเธอ ​และผมก็ตอบตัวเองไม่​ได้อีกตามเคยว่าทำไม

เสียงเพลงจากข้างในดังเล็ดลอดออกมาจนถึงริมถนน วันนี้นักท่องราตรีดูหนาตา หรือปกติก็คง​เป็นอย่างนี้ผมไม่รู้ ​แต่​ที่พอ​จะรู้ก็​คือพวก​เขาคงมี​ความสุข​กับการ​ได้เ​ที่ยวผ่อนคลาย หา​ความสุขสนุกใส่ตัว พวก​เขาคงไม่​ได้คิดอะไร​มากมาย​ไร้สาระเหมือน​กับ​ที่ผมคิด บางครั้งก็นึกขันตัวเอง คนวัยยี่สิบปลาย ๆ​ อย่างผมน่า​จะสนุก​กับชีวิต เดินทางตาม​ความฝัน ใฝ่หา​ความสำเร็จ มีการงาน​ที่มั่นคง หรือไม่ก็​กำลังเริ่มต้นชีวิตคู่​ที่แสนหวาน มากกว่า​ที่​จะมีคิดอะไร​​ที่ไร้สาระแบบนี้

​แต่วันนี้คำถาม​ที่ว่า ‘มนุษย์เกิดมาทำไม’ อาจ​จะมีคำตอบอยู่​​ที่แห่งนี้ มนุษย์อาจ​จะเกิดมา​เพื่อแสวงหา​ความสุข อ้าแขนรับ​ความสบาย ​และกอบโกย​ความบันเทิงใส่ตัว
"เ​ที่ยวไหมค่ะ​" เสียงหล่อนพูดขึ้น​หลังจาก​ที่ผม​กำลัง​จะเดินผ่าน​ไป

ผมมอง​ไป​ที่หล่อน พยายามหรี่ตาให้หลบแสงไฟ​ที่ส่องมาจากด้านหลังเธอ เสียงเพลงจากข้างในประกอบ​กับเสียงรถ​ที่แล่นบนถนนทำให้ผมไม่​ได้ยินว่าเธอพูดอะไร​
"อะไร​นะครับ​" ผมถาม
หล่อนยิ้ม "เข้า​ไปข้างในซี เดี๋ยว​จะบอก"
"มีอะไร​อยู่​ข้างในเหรอ" ผมแกล้งถาม
หล่อนหัวเราะคิก ๆ​ "อยากรู้ก็​ต้องเข้า​ไปดูเอง"

ผมเดินตามหลังเธอเข้า​ไป หล่อนพาผม​ไปหาผู้หญิงอีกคน เสียงเพลงจากข้างในดู​จะดังกว่าข้างนอกหลายเท่า แล้ว​พื้น​ที่ด้านในก็ดูกว้างกว่า​ที่ผมคิดไว้มาก ด้านหนึ่ง​​เป็นเวทีมีหญิงสาวใส่ชุดวาบหวิวเต้นอย่างเร้าร้อนบนเวที อีกด้านหนึ่ง​​เป็นห้องสี่เหลี่ยมล้อมรอบด้วยกระจก ข้างในก็มีหญิงสาวมีเบอร์ติดไว้บนอกเสื้อ

"ชอบคนไหนคะ​" หญิงผมดัดทำไฮไลด์สีแดงถามผม หล่อนดูมีอายุมากกว่า​ใครในห้องกระจกนั้น​

ผมอึกอัก มองซ้ายแลขวา
"เชิญนั่งก่อนก็​ได้ค่ะ​ เดี๋ยวค่อย ๆ​ เลือก" หล่อนพาผม​ไปนั่งตรงโซฟา
"รับเครื่องดื่มอะไร​ก่อนดีคะ​"
ผมอึกอักอีกครั้ง ก่อน​จะตอบ "​เอาน้ำเปล่าก็​ได้ครับ​"

หล่อนพยักหน้าให้พนักงานเสิร์ฟ​ไป​เอาน้ำมาให้ แล้ว​หล่อนก็แนะนำหญิงในตู้กระจกให้ผม หล่อนสาธยายอยู่​นาน ผมฟังบ้างไม่ฟังบ้าง

นี่ก็​เป็นอีกครั้งหนึ่ง​​ที่ผมตอบ​กับตัวเองไม่​ได้อีกตามเคย ว่าผม​ต้องการอะไร​กันแน่ในชีวิต อีกอย่างผมมาทำอะไร​​ที่ ​และ​จะมีอะไร​เกิดขึ้น​ต่อจากนี้ในชีวิตของผม

ชีวิต​ต้องเรียนรู้อะไร​อีกมาก กว่า​จะเข้าใจ กว่า​จะรู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของชีวิต ​พระพุทธเจ้าผู้ทรง​เป็นอัจฉริยภาพทางปัญญา ​พระองค์ทรงมี​พระโอรส มีครอบครัว ​แต่นั่นหาใช่​ความสุข​ที่​พระองค์ทรงปราถนา หาใช่สิ่ง​ที่ทำให้มนุษย์หลุดพ้น ​แต่กว่า​ที่​พระองค์​จะรู้ก็ต่อ​เมื่อ​พระองค์ทดลองแล้ว​ต่างหาก บางทีนี่อาจ​จะ​เป็นบททดสอบหนึ่ง​ของการเรียนรู้ชีวิตของผมก็​เป็น​ได้

ไม่ถึงยี่สิบนาทีผมก็พบตัวเองอยู่​​ที่ห้องสี่เหลี่ยม ข้างในมีเตียงนุ่ม กระจกเงา ผมนั่งอยู่​บนเก้าอี้ แอร์คอนดิชั่นเนอร์​ที่ติด​กับผนังด้านบนทำให้ผมรู้สึกเย็นจนขนลุก เสียงฝักบัวในห้องน้ำดังซ่า ๆ​ ออกมาข้างนอก ไม่ถึงห้านาทีหล่อนก็เดินออกมาด้วยชุดผ้าขนหนูตัวเดียว ท่อนบนของหล่อนรัดด้วยปมผ้าแน่น เผยให้เห็นเนินไหล่ขาว ผ้าคง​จะผืนเล็กเกิน​ไปจึงปกปิดท่อนล่าง​ได้เพียงนิดเดียว
​และตอนนี้หล่อน​กำลังเดินเข้ามาหาผม

ผมคว้ารีโมทต์เปิดโทรทัศน์ จ้องมองหน้าจอตาไม่กระพริบ หล่อนเดินมานั่ง​ที่เก้าอี้ข้าง ๆ​ ผม กลิ่นหอมจาง ๆ​ บนร่างเธอลอยมาแตะ​ที่จมูก

"สั่งเครื่องดื่มอะไร​กินก่อนไหมคะ​" เธอถาม
"ผมยังไม่หิวเลย​" ผมตอบเธอ ตาผมยังจ้องอยู่​​ที่โทรทัศน์
"กินเบียร์ก่อนสักแก้วไหม"
ผมส่ายหน้า
"​แต่ฉันอยากกิน" หล่อนว่า "สั่งมาให้กินหน่อย​สิ"

ผมละสายตาจากโทรทัศน์มอง​ที่หล่อน ดูเหมือนว่าหล่อน​กำลังจ้องผมอยู่​ก่อนหน้าแล้ว​ ผมหลบสายตาเธอ หัวใจของผมเต้นแรง
"อยากกินอะไร​ล่ะ" ผมก้มหน้าถาม
เธอหัวเราะ "ล้อเล่นคะ​"
"เพิ่งเคยมาเ​ที่ยวหรือ" เธอถาม
ผมพยักหน้า หันกลับ​ไปมองจอโทรทัศน์อีกครั้ง
"ตอนแรกเห็นคุณเดินอยู่​ข้างนอก นึกว่าไม่มาเ​ที่ยว"
ผมหันกลับมามองเธอ "​แต่ผมก็ไม่​ได้ตั้งใจมานะ"

เธอย่นคิ้ว ยิ้ม "แล้ว​ทำไมมาถึงนี่ล่ะคะ​"
"ผมไม่รู้"
"มีคนสวย ๆ​ เยอะเลย​ข้างล่างไม่ชอบหรือ"
"ผมไม่รู้เหมือนกัน"
"แล้ว​ทำไมเลือกฉันล่ะ"
ผม​กำลัง​จะอ้าปากตอบ หล่อนเหมือนรู้ทัน หัวเราะคิก พลางส่ายหน้า​ไปมา แล้ว​พูด "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน"

ผมยิ้มให้เธอ
เธอลุกขึ้น​ เดินเข้ามาหาผม โน้มตัวลงกระซิบข้างหู ปลายผมของเธอตกมาบนคอของผม หัวใจเต้นแรงมากขึ้น​
"​ไปคุยกันบนเตียงดีกว่าค่ะ​"

ผมนั่งบนขอบเตียง
เธอบอก​กับผม "ถอดเสื้อออกสิคะ​"

ผมนั่งนิ่ง
เธอว่า "งั้นฉันถอดให้นะ"

หล่อนค่อย ๆ​ ปลดกระดุมเสื้อของผมออกทีละเม็ด เลือดในกายของผมฉีดพล่าน​ไปทั่วร่าง หัวใจเต้นถี่มากขึ้น​ตามลำดับ มือเล็กเรียวลูบไล้ตามตัวผม กลิ่นหอมจางจากๆ​ หล่อนยิ่งทำให้ผมร้อนรุ่มขึ้น​​ไปอีก อากาศ​ที่ค่อนข้างเย็นจากแอร์คอนดิชั่นเนอร์​เมื่อตอนแรก ตอนนี้รู้สึกว่า​มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้น​มาตามใบหน้าของผม

เธอยิ้มให้ผมเหมือนผู้​กำลัง​จะมีชัย ผม​จะทำอย่างไรดี พยายามบอก​กับตัวเองว่ามันก็แค่อาการอย่างหนึ่ง​ของมนุษย์ มัน​เป็นอารมณ์วาบหวิว​เมื่อยาม​ที่พวกมนุษย์​จะมีเพศสัมพันธ์กัน มัน​เป็นสิ่งล่อหลอกให้มนุษย์สนุก ​เป็นกลลวง​ที่ทำให้ไม่น่าเบื่อ​เมื่อตอน​ที่​ต้องการ​จะสืบพันธุ์ ​ถ้าหากการสืบพันธุ์​เป็นกิจกรรม​ที่น่าเบื่อหน่าย บางทีมนุษย์อาจ​จะไม่ดำรงอยู่​จนถึงทุกวันนี้ก็​ได้ มัน​เป็นสิ่ง​ที่ธรรมชาติสร้างไว้ ไม่ใช่สิ!..

ใช่...​หล่อน​กำลังปลดเข็มขัดผม...​.

ใช่..มันไม่ใช่สิ่ง​ที่ธรรมชาติสร้างขึ้น​มา​โดยตรงหรอก มัน​เป็นสิ่ง​ที่วิวัฒนาการมาต่างหาก โลกนี้ไม่มีอะไร​​ที่สร้างขึ้น​มา​โดยสมบูรณ์หรอก ​แต่ผม​จะบอกเธออย่างไรดี

เธอเริ่มปลดกระดุมกางเกงของผม...​.

ก่อน​ที่​จะบอก​กับเธอ ผม​จะจัดการ​กับผมอย่างไรดี เลือดของผมสูบฉีดเต็ม​ที่ มือของเธอค่อย ๆ​ ลูบไล้จากบนลงล่าง บอก​กับตัวเองอีกครั้ง อย่า​ไปล่มหลง​กับกลลวงของมัน ธรรมชาติมีไว้​เพื่อให้รักษาสมดุลของธรรมชาติ ไม่ใช่มีไว้​เพื่อให้มนุษย์ลุ่มหลง​และหมกมุ่น​กับอารมณ์เหล่านี้ หนัก​ไปก็ไม่ดี หย่อน​ไปก็ไม่สมดุล นี่กระมัง​ที่​พระพุทธเจ้าอยาก​จะบอกแก่มวลมนุษยชาติ ผมสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ​ เฝ้ามองมันเกิด ดูการเปลี่ยนแปลงของมัน แล้ว​เฝ้ามองตอน​ที่มันค่อย ๆ​ ดับ​ไป

"คุณยังไม่​พร้อมหรือ" หล่อนถามผม พลางขมวดคิ้ว
"ผมบอกแล้ว​ว่าผมไม่​ได้ตั้งใจมา​ที่นี่"
"คุณมีเรื่อง​ไม่สบายใจหรือ"
"ผมตกงาน" ผมบอกเธอ
"ตกงานแล้ว​มาเ​ที่ยวแบบนี้ไม่เสียดายเงินหรือ"
"ผมไม่​ได้ตั้งใจมา"
"คุณ​จะกลับเลย​หรือเปล่า" เธอถาม
"ชั่วโมงของผมหมดแล้ว​หรือ"
เธอส่ายหน้า "ยังหรอก ก็คุณยังไม่​ได้ทำอะไร​เลย​"
"ผมคุย​กับคุณก่อน​ได้ไหม"
"คุณซื้อฉันมาแล้ว​ คุณ​จะทำอะไร​ก็​ได้นี่คะ​"
ผมถอนใจ "เงินนี่ซื้ออะไร​​ได้หลายอย่างเหมือนกันนะ"

หล่อนนั่งเงียบ
ผมนึกเสียใจ​กับคำพูดของตัวเอง

"ผมไม่​ได้ว่าคุณนะ ผมไม่​ได้ตั้งใจ ผมเพียง​แต่​กำลังสับสน"
"ช่างเถอะ คุณมีสิทธิว่าฉัน​ได้ ทำงานแบบนี้บางครั้งก็​ต้องทำใจ"
เธอยิ้มให้ผม ​แต่ผมดูออกว่า​เป็นการฝืน​ความรู้สึกของเธอ
"ฉันเรียนมาน้อย" เธอเอ่ย "งานหลายอย่างไม่​ได้เปิดกว้างมากสำหรับตัวฉัน มีงานอะไร​ก็ทำ ฟังดูดีนะ ​แต่คนไม่มี​ความรู้ต่อให้ทำแทบตายก็ยังไงก็​เป็นเบี้ยล่าง​เขาวัยยังค่ำ ฉันไม่ยอมอดตายหรอก ฉันมีภาระ​ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ​ถ้าฉันเจ็บแล้ว​คนในครอบครัวของฉันอยู่​รอดบางทีก็​ต้องยอม"

ผมนั่งนิ่งฟังเธอ ผมนึกโมโหตัวเอง​ที่หลุดปากพูดออกมาแบบนั้น​ ​ซึ่งจริงๆ​ แล้ว​ผมไม่​ต้องการให้​เป็นแบบนี้เลย​

"ฉันพูดให้คุณฟัง ไม่​ต้องการเรียกร้อง​ความเห็นใจหรือแก้ตัวหรอก ​เพราะไม่มีเหตุผลอะไร​​ที่​จะ​เอามาแก้ตัว อีกอย่างฉันชินเสียแล้ว​ล่ะ"
"แล้ว​คุณออกจากงานมาทำไม" เธอถามผม
"ผมคงหมดไฟในการทำงานมั้ง" ผมตอบเธอ
"คุณยังไม่แก่ปลงแล้ว​หรือ"

"ผมไม่รู้ ผม​กำลังสับสน บางทีผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเรา​ที่นี่เกิดมาทำไม เกิดมา​เพื่ออะไร​ ​ความสุข​ที่แท้จริงของมนุษย์​คืออะไร​ ผมก็ไม่รู้ บางที​ความสุขของคนหนึ่ง​กลับกลาย​เป็น​ความทุกข์ของอีกคนหนึ่ง​ ​ซึ่งนั่นมันก็ไม่ใช่​ความสุข​ที่แท้จริงของมนุษย์แน่นอน ผมรู้สึกว่า​ผม​กำลังทำในสิ่ง​ที่ไม่ใช่ ทำในสิ่ง​ที่ผมไม่​ต้องการ ซี่งเหล่านี้เอง​ที่ทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่าย​กับชีวิต ลุกลาม​ไปถึงหน้า​ที่การงาน ​แม้​แต่ผู้คน"

เธอนั่งฟังผมเงียบๆ​ ผมคิดผิดอีกแล้ว​​ที่​เอาเรื่อง​ไร้สาระบ้าบอแบบนี้มาคุย​กับเธอ ผม​จะบอก​กับ​ใครให้เข้าใจ​ได้ ​เพราะผมเองก็ยังสับสน ​จะเรียบเรียงประโยคอย่างไรให้​ใครเข้าใจ ​ที่แย่กว่านั้น​ก็​คือ ผมไม่​ต้องการให้​ใครมาเข้าใจผมอยู่​แล้ว​

จริงๆ​ แล้ว​ผมน่า​จะมา​ที่นี่เหมือน ๆ​ กัน​ที่คนอื่น​เขามากัน น่า​จะมาทำอะไร​​กับเธอสองคนในห้องแห่งนี้เหมือน​กับ​ที่คนอื่น​เขาทำกัน ผมคงบ้า​ไปแล้ว​แน่ ๆ​ ​ที่​เอาเรื่อง​แบบนี้ขึ้น​มาคุย เรื่อง​แบบนี้มันน่า​จะคนวัยชรามาคุยกัน​ที่วัดมากกว่า

"ผมไม่น่าคุย​กับคุณเรื่อง​นี้เลย​" ผมบอกเธอ

"ไม่​เป็นไรหรอก ฉันฟัง​ได้ มีไม่กี่คนหรอก​ที่มาคุย​กับฉันเรื่อง​แบบนี้ ​ส่วนมากก็หื่นกระหายมาตักตวงหา​ความสุขบนเรือนกายของฉัน บางครั้งฉันก็เคยเบื่อเหมือน​ที่คุณเบื่อนี่แหละ​ ​แต่ฉันมี​ความหวังว่าสักวันหนึ่ง​​เมื่อฉันเก็บเงิน​ได้มากพอ ฉัน​จะหยุดทำงานแบบนี้แล้ว​หางานอย่างอื่นทำ ในทุกวันตอนตื่นนอน ฉัน​จะคิดเสมอว่าชีวิตของฉันในวันนี้​จะ​ต้องดีกว่า​เมื่อวาน ​ซึ่งใน​ความ​เป็นจริงแล้ว​ไม่รู้ว่ามัน​จะดีขึ้น​หรือแย่ลงอย่างไร ​แต่มันก็​เป็น​กำลังใจให้​กับตัวเอง อย่างน้อย ๆ​ เราก็ยังมีใจสู้​ที่​จะมีชีวิต​ที่ดีในวันพรุ่งนี้ ไม่มีอะไร​​จะเศร้า​ไปกว่า ตอนตื่นขึ้น​มาแล้ว​รู้ว่า ชีวิตของเราในวันนี้​จะไม่​ได้ดี​ไปกว่า​เมื่อวานเลย​"

เธอหยุดครู่หนึ่ง​ ผมนั่งฟังอย่างตั้งใจ ​ถ้าเธอไม่​ได้บอกผมมาตอนแรกว่าไม่​ได้เรียนมาผมคงไม่เชื่อเธอ บางทีอาจ​จะ​เป็นการต่อสู้ชีวิต​ที่ทำให้เธอดูเข้มแข็ง

"ตอน​เป็นเด็กฉันเคยฝัน" เธอพูดต่อ "อยาก​จะมีบ้านหลังโต ๆ​ อยู่​กัน​พร้อมหน้าพ่อแม่​และก็น้อง ๆ​ ​แต่​เมื่อโตขึ้น​มาฉันก็รู้ว่าบ้านหลังใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญเท่า​กับ ครอบครัวของเราอยู่​กัน​พร้อมหน้า ไม่​ต้องร่ำรวยขอแค่มีกินมี​ใช้ไม่ขัดสน ตอนนี้​ความฝันของฉันก็​เป็นจริงขึ้น​มาบ้างแล้ว​ ​แม้บ้านเรา​จะไม่ใหญ่โตเหมือน​กับในฝันของฉัน ​แต่เราก็มีบ้าน​เป็นของตัวเอง​และ​ได้อยู่​​พร้อมหน้ากัน ​จะขาดก็เพียงฉันเท่านั้น​ ​แต่ฉันก็มี​ความสุข ​ถ้าถามว่า​ความสุขของฉัน​คืออะไร​ ฉันก็ตอบ​ได้ว่าการ​ที่เห็นครอบครัวของฉันมี​ความสุขนี่แหละ​"

"ตอน​เป็นเด็กคุณคง​จะเคยฝันเหมือนกันใช่ไหม?" เธอหันมาถามผม
ผมอึกอัก ไม่​ได้ตอบอะไร​

"บางทีคนเราก็​ต้องมี​ความฝัน" เธอเอ่ย "การพร่ำบ่น​กับชีวิตไม่​ได้ทำให้อะไร​ดีขึ้น​ การก่นด่าโชคชะตาไม่​ได้ทำให้ฉันอิ่มท้อง ​ถ้าเกิดมี​ใครมาลิขิตชีวิตของเราจริง คน​ที่ไม่สำคัญ​และไร้ค่าอย่างฉัน​เขาคงไม่มีเวลามาขีดเส้นให้หรอก คน​ที่มีค่า​และสำคัญบนโลกใบนี้มีตั้งเยอะแยะ ฉันคิดแบบนี้ฉันก็เลย​เลือกทางเดินของตัวเองมาตลอด เลือกถูกบ้างผิดบ้าง ​แต่อย่างน้อย ๆ​ ฉันก็​เป็นคนเลือกของฉันเอง ไม่​ต้องมานั่งโทษ​ใคร"

ผม​กับเธอแยกจากกันในคืนนั้น​ ผมเดินเตร่กลับบ้านอีกครั้งหนึ่ง​ บางทีเธออาจ​จะพูดถูกคนเรา​ต้องมี​ความฝัน การพร่ำบ่น​กับชีวิตไม่​ได้ทำให้อะไร​ดีขึ้น​ ​ความสุขของเธอ​คือการ​ที่เห็นคนในครอบครัวมี​ความสุข

​ส่วน​ความสุขของผม ​คือการ​ได้เรียนรู้ชีวิตในมุมใหม่ ๆ​

วัน​ต่อมาผมตระเวนเดินหาสมัครงาน ค้นหาชีวิตในมุมใหม่ ​เป็นอีกก้าวหนึ่ง​ของชีวิต

********************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-2130 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง อีกก้าวหนึ่งของชีวิต
ผู้แต่ง ตะวันฉายที่ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๑ มกราคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๒๖๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-10284 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 01 ม.ค. 2550, 09.22 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-10290 ], [83.180.77.175]
เมื่อวันที่ : 01 ม.ค. 2550, 23.17 น.

เขียนดีเช่นเคยค่ะ​ ขอมอบ ให้นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ตะวันฉายที่ปลายฝัน [C-10302 ], [58.8.47.124]
เมื่อวันที่ : 01 ม.ค. 2550, 23.53 น.

หายหน้า​ไปเกือบ 1 ปีเต็ม ปีใหม่ไม่​ได้​ไปเ​ที่ยวไหนเลย​ครับ​ ตลอดเวลาเกือบ 1 ปี ก็ไม่​ได้เขียนหนังสือเลย​ครับ​ ว่าง ๆ​ ​เมื่อวานก็เลย​นั่งเขียน​ทั้งคืน ประกอบ​กับอารมณ์เบื่อหน่ายชีวิตเล็ก ๆ​ เรื่อง​นี้ก็เลย​ออกมาทำนองบ่นมากกว่า ​เป็นการเล่าเรื่อง​

ขอบคุณสำหรับดอกไม้ครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : น้อย(ณัชชา ท่าแซะ) [C-10414 ], [124.157.190.191]
เมื่อวันที่ : 07 ม.ค. 2550, 14.17 น.

เรื่อง​นี้อ่านแล้ว​กระทบ​กับ​ความรู้สึกมากๆ​เรียกว่าโดนเต็มๆ​ เหตุผล​เพราะ​เมื่ออดีตดิฉันเคย​เป็นเหมือนผู้หญิงในเรื่อง​นี้ ​และมีชีวิต​ที่รันทด ​ต้องเจอ​กับหลายๆ​เหตุการณ์ ​ทั้งดี​และร้าย ​แต่ต่างกัน​ที่ดิฉันไม่ดื่ม ​และไม่สูบ ไม่เกี่ยวข้อง​กับอบายมุขทุกชนิด ​แม้เรื่อง​มัน​จะเศร้า​แต่ชีวิตจริงๆ​แล้ว​โหดร้ายกว่านิยายของคุณเยอะ ขอบคุณ​ที่เขียนบรรยาย​ความรู้สึกทำให้รู้ว่าละคร ก็​เอามาจากชีวิตจริงของคนเรา

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น