นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๐ กรกฏาคม ๒๕๔๖
ยายกับตา
SONG-982
...งานในไร่นา​​แม้​​จะหนัก​​จะเหนื่อย​​แต่ก็ไม่มีอด ข้าวสารก็ตำ​​เอาไม่​​ต้องขัดสีให้เสียยาง ผักหญ้าปลาปูก็เลาะเด็ด​​ได้ตามทาง​​และท้องคลอง นกหคก็คอยร่ำร้อง​​เป็นเครื่องบันเทิงใจทุกวี่วัน...




ยายอาศัยอยู่​ตรงนี้นานแล้ว​ เสียงอึกทึกครึกโครมครามของ​ส่วน​ที่เรียกกว่า​เป็นหลังคาไม่​ได้ก่อ​ความรำคาญให้เท่าใดนัก ​เพราะยายหูตึงถึงขนาด​ต้องตะโกนเรียกกันใกล้ๆ​

เช่นเดียว​กับเศษไม้อัด แผ่นป้ายหาเสียง ผ้าพลาสติกผ้าใบ​ที่ตั้งเรียงๆ​ ซ้อนๆ​ กันไว้​ซึ่งกางกั้นอะไร​ไม่​ได้เลย​ นอกจาก​ได้มีสัดมี​ส่วนสำหรับ​ความรู้สึก​ส่วนตัวสักนิด ในบางช่วงของกลางคืน​เพื่อ​จะ​ได้หวนรำลึกนึกถึงครั้งคราวอันแจ่มใส ลูกสาวลูกชายวิ่งไล่ล้อกัน​เมื่อสำเร็จภาระจากท้องทุ่ง

ยามเืดือนฉายเต็มดวงก็​จะพาออกมานอนชมจันทร์กัน​ทั้งพ่อแม่ลูก ​ความหรรษาของอารมณ์บั่นทอน​ความกระดากอายในการนำเรื่อง​ของคนบ้านโน้นบ้านนี้มาคุยให้ฟังกันอย่างตลกขบขัน ​พร้อม​กับสรุปตบท้ายเสมอว่าอยู่​บ้านเรานั้น​แสนสบายนักหนา

งานในไร่นา​แม้​จะหนัก​จะเหนื่อย​แต่ก็ไม่มีอด ข้าวสารก็ตำ​เอาไม่​ต้องขัดสีให้เสียยาง ผักหญ้าปลาปูก็เลาะเด็ด​ได้ตามทาง​และท้องคลอง นกหคก็ค่อยร่ำร้อง​เป็นเครื่องบันเทิงใจทุกวี่วัน คราวการกฐินผ้าป่าแก้บนฝนฟ้าก็​จะมีหนังกลางแปลงมาฉายให้ดูถึงกลางทุ่ง หากอยากดูพลุไฟตะไลลานหลากสีก็พอ​จะมีให้คุย​ได้ว่าเคยเห็นจากงานฌาปณกิจของผู้มีอัน​จะกิน​ที่ทำบุญบูชา​และแห่แหนคนตายอย่างเกินเกียรติกว่ายามอยู่​

ทุกคืน​ที่น้อมจิตให้หวนหาภาพ​ซึ่งพัดผ่าน​ไป​พร้อม​กับกาลเวลาเหล่านี้ ยายก็​จะหลับฝันดีอยู่​​กับอดีตอันรื่นรมย์ จนบางครั้งก็เกือบ​จะลืม​ได้ว่า เข้ามากระเสือกกระสนดิ้นรนในเมืองกรุงอยู่​ตัวคนเดียว​เพราะอะไร​ ​และใจจริงก็อยาก​จะลืมเสียเหลือเกินว่าตนตามหาสิ่งไร ​เพราะด้วยดวงตา​ที่ฝ้าฟางจากฝุ่นควัน ​ทั้ง​จะหาน้ำสะอาดมาชะโลมล้างก็ยังยาก น้ำกิน​ต้องเก็บไว้กิน ​เพราะบางทีมียามโหยหิวจนไส้ขอด น้ำอาบน้ำ​ใช้​ที่พอ​จะหา​ได้เพียงตามมีตามเกิด จึงไม่​สามารถชำระล้างคราบ​ความหม่นมัว​ที่รุมกันเกาะกิน​ทั้งตัว​และชีวิตของยายอยู่​ทุก​เมื่อเชื่อวัน

สายตาเห็นเพียงแสง​และเงาภาพริบหรี่รำไร คล้ายเวลาเข้าไต้เข้าไฟอยู่​ตลอดทุกวี่วัน แสงสว่างสลัวลงทุกครั้ง​เมื่อลืมตารับเช้า​วันใหม่ มันคงคล้าย​กับชีวิตของยาย​ที่ใกล้ถึงกาลดับสูญ

​แต่ยายก็ไม่เคยคิด​จะทำลายชีวิตตน ​แม้​ใคร​จะว่าว่าการ​เอาร่างชราภาพมาลำบากลำบนตากแดดตากลมอยู่​ในเมืองหลวง​เป็นการทรมานกว่า​ที่​จะตาย​ไปเสียให้พ้นโลก

ยายไม่รู้หรอกว่าสามี​ที่รัก​ที่รอ นั่งนับวันนับคืนอยู่​อย่างไร หรือชิงตัดใจจาก​ไปรออยู่​ ณ ​ที่อัน​เป็นสุคติภพเสียแล้ว​ ​และไม่ว่า​จะรออยู่​​ที่ไหน ยายก็เชื่อเหลือเกินว่า​เขา​จะ​ต้องส่งแรงใจมาช่วยภาวนาให้เธอ​ได้พบ​กับคน​ที่ตามหา​โดยเร็ววัน

...​.การยังไม่เจอกันเสียทีนี่แหละ​...​​คือสิ่ง​ที่ยึดเหนี่ยวห้วงลมหายใจให้ดำเนินอย่างอ่อนล้าต่อ​ไป

​เมื่อครั้งลูกชายหนีตาม​เพื่อนวัยคะนองมาบางกอก ลับหลังยายยังร่วมโมทนาสาธุการ ให้​ได้พบ​ได้เจอ​กับสินแร่ทองคำ​ที่เข้ามาขุดหา ​ถ้าวันนั้น​ยายรู้อยู่​อย่างวันนี้ ยายก็​จะเร่ิงไหว้วานคนรู้ลู่ชำนาญทาง​ไปตามตัวมันกลับมาเสียทันที

​แต่วันนั้น​ ยายรู้จักเมืองหลวงของประเทศเพียงจากละครวิทยุ​ที่​เขาร้องชม​ความโอฬารตระการตากันให้ลั่นทุ่ง...​

"...​..โอ้...​กรุงเทพเมืองฟ้าอมร...​..สม​เป็นนครมหาธานี...​...​"

จึง​ได้​แต่ยกมือท่วมหัวบนบานศาลกล่าว เจ้าทุ่งเจ้าท่าเจ้าป่าเจ้า​เขาทุกช่องทุกชั้นให้ปกปักรักษา ลูกชายคนเดียว​ที่หมาย​จะ​ใช้สอย​เป็นแรงกายยามแก่เฒ่า

ยายตัดสินใจเข้ามาตามหาลูกชาย​โดยลำพัง หลังจากเจ้าลูกสาวออกเรือน​ไป​โดยไม่บอกกล่าวแล้ว​สูญหาย​ไปเหมือนตายจาก คู่ทุกข์คู่ยาก​จะเข้ามาด้วยก็ห้ามไว้ ​เพราะฤทธิ์เหล้าเถื่อน​และกัญชา​ที่ชักเช้า​ชักเย็น​จะหา​ที่ไหน​ได้ในเมืองกรุง ยาย​เป็นห่วงข้อนี้ของคน​ที่รักอีกคน จนถึง​กับรินน้ำตา​ได้ตั้งแต่เช้า​จดสายบ่ายจบค่ำ

​เมื่อนึกถึงคำ​ที่กล้ำกลืนไว้ในอก ว่าพี่​จะ​ไปลำบากลำบนขึ้น​รถลงเรือกระไร​ได้ ​เพราะพิษเหล้าเถื่อนมันกัดกินแขนขาจนผอมลีบ ​ส่วนกัญชายาฝิ่นก็คงกัิดกินปอด​และหลอดลมจนแหว่งวิ่น ไม่รวมถึงการพร่ำเพ้อถึงเกลอเก่ามิตรรัก​ที่ลูกสาวลูกชายอยู่​ห้อมล้อมสนองบุญคุณด้วยกตัญญู​และสำนึกรักบ้านเกิด

น้ำตาอาบแก้มช่วยให้ยายมีชีวิตยืนยาวอยู่​จนทุกวันนี้ ตั้งแต่เงินก้อนน้อย​กับทองเส้นเบาถูก​เขาล่อหลอกให้หาย​ไป​พร้อม​กับเบาะแส​ที่อยู่​สุดท้ายของบุตรชาย

แล้ว​ยายก็​ใช้น้ำตาเร่ซื้อ​ความสงสารอยู่​เรื่อยมา มันไม่​ได้ยากเย็นจน​ต้องเคี่ยวเข็นหรือรีดเค้นให้หลั่งไหล มันออกมาของมันเองเหมือน​จะช่วยสอดส่องตามหาลูก​ที่รักด้วยอีกแรง

ยายจึงมีอยู่​มีกินต่อชีวิตมาด้วยอาการน้ำกลบตา เร่ขอทานอยู่​ทั่ว​ไป จนถึงวัน​ที่เรี่ยวแรงอ่อนล้าถดถอย ดวงตาใกล้ถึงอาการอัน​เป็น​ที่สิ้นสุดประโยชน์ ยายจึงจำ​ต้องหา​ที่พำนัก​เป็นหลักแหล่ง ไม่ไกลเกินพล​กำลัง​ที่เหลือในยามเย็น​จะพากลับมาซุกซบหลบซ่อนจากพญามัจจุราชร้ายให้ต่อชีวิต​ไป​ได้อีกคืน

ยายมีเงินเก็บอยู่​เท่าใดก็ไม่รู้ ​เพราะไม่​ได้คำนึงว่า​จะ​ต้องมานั่งนับให้​ได้ตามจำนวนเท่านั้น​เท่านี้ เพียงเจียดบาง​ส่วนออกมาทำบุญ​กับ​พระ​ที่เข้าแถวออรอญาติโยมอยู่​หน้าปากทางเข้าวัด ไม่ไกลจากเชิงสะพาน​ที่แกอาศัยหลับนอน ยาย​จะออก​ไปรอภิกษุรูปแรกออกบิณฑบาตรแล้ว​จึงประเดิมข้าวถุงแกงถุงธูปกำน้ำขวดถวาย​เป็นพุทธบูชาต่ออายุ​พระศาสนา

กรวดน้ำให้สัตว์ผู้ยากแล้ว​เลย​นั่งขอทานอยู่​ตรงนั้น​จนสาย สามสิ่ง​ที่อธิษฐานขอพรจากผลบุญ​คือ ขอให้คน​ที่รัก​ที่บ้านอยู่​​เป็นสุข ขอให้ลูกสาวอย่า​เป็นทุกข์ ​และขอให้​ได้พบหน้าลูกชายในเร็ววัน ยายร้องขออยู่​แค่นี้มาวันแล้ว​วันเล่า ปีแล้ว​ปีเล่า คิดเพียงว่าการทำบุญเพียงวันละมื้อคง​ต้อง​ใช้เวลาสะสมนานสักหน่อย​กว่า​ที่​จะแลก​ได้​กับ​ความสมสุขห่วงหา​ที่เธอพร่ำวอน

จนวันหนึ่ง​เสียงเรียก...​.แม่...​.แม่...​..ก็ดังขึ้น​ข้างหู

ขณะ​กำลังเทหลายเหรียญลง​ไปรวมกันในย่ามใบเก่า ยายหลุดปากเอ่ยขานชื่อของบุตรชายทันที

ตั้งแต่นั้น​หนุ่มจรจัดผู้พลัดบ้านก็​ได้อยู่​ร่วมอาศัยชายเชิงสะพาน​เป็นเรือนพัก หาน้ำท่าผ้าห่มยาลมยาหอมให้ยายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

อยู่​กันนานวันเสียง​ที่ไม่คุ้นหูก็กลับคุ้นชิน รูปร่างท้วมต่ำเตี้ยต่างจากภาพสุดท้ายของลูกชายก่อนหนีหายก็กลับเข้าเค้า ​ทั้งหนุ่มคนนี้ก็ยังดีเหลือเกิน ดีจนไม่​ต้องกังวลถึงอายุอานามของบุตร ​ที่แท้ก็น่า​จะล่วงวัยกลางคนเข้า​ไปแล้ว​

ทุกวันยายยังดำเินินรูปแบบชีิวิตแบบเดิม ทุกเช้า​ก็ออก​ไปตักบาตรทำบุญ​เป็นคนแรก แล้ว​ก็นั่งขอทานอยู่​เรื่อย​ไปจนลูก​เอาข้าว​เอาน้ำมาส่ง ปรนนิบัติจนอิ่มหนำแล้ว​ก็พยุพยุงพาสู่จุดประจำละแวกตลาดนัด ​ที่ทุกเวลาเย็น​จะคราคร่ำ​ไปด้วยคนอันดิ้นรนหิวโหยกันมา​ทั้งวัน

ยายสบายขึ้น​เยอะ​เพราะมีคนคอยประคับประคอง หาข้าวหาน้ำ เหล่านี้ช่วยเพิ่มเวลาการนั่งยกมือไหว้ท่วมหัว แล้ว​เงยหน้าแสดงน้ำอันกลบตาให้​ใคร​ได้รู้​ได้เห็น จนแรงสงสารสัตว์ผู้ยากล้วงดึงเหรียญบ้างธนบัตรบ้างหย่อนลงให้ในขันใบเก่า

​และทุกคืนชายหนุ่มก็เฝ้าพร่ำเรียกแม่อย่างโน้นแม่อย่างนี้ ชักจูงยายเข้าสู่อารมณ์อันรื่นชื่น คอยนับเศษเงินเหล่านั้น​ว่าวันนั้น​​ได้เท่านี้วันนี้​ได้เท่านั้น​ ห่วงใย​ความปลอดภัย​กับสินทรัพย์​ที่​ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของหญิงชรา ถึง​กับยอมขืนใจผู้​ที่ตนเรียกว่าแม่ นำเงินเหล่านี้​ไปฝากธนาคาร

ไม่วายยาย​จะตัดพ้อว่า แก่จนป่านนี้หนังสือหนังหาสักตัวก็ไม่กระดิกหู ​จะฝากไว้​กับคนอื่นทำไมให้ลำบาก ​ส่วนดอกเบี้ยดอกหอยรายปีนั้น​​จะเหลือแรงสูดลมหายใจให้อยู่​รอถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้ จน​เขา​ต้องน้อมรับ​ความลำบาก​และไม่สะดวก​เหล่านั้น​ไว้เสียเอง ด้วยการเปิดบัญชี​เป็นชื่อตน

จากราย​ได้รายวันก็ไล่ลาม​ไปถึงปึกธนบัตร​ที่ยายนำเศษสตางค์​ไปแลก​เอามา​เพื่อง่ายต่อการเก็บซุก แล้ว​ก็ทะยอย​เอาใบละราคาน้อย​ไปเปลี่ยน​เป็นใบราคาสูงขึ้น​ตามลำดับ จนในวัน​ที่​เขามาคุยให้ฟังถึงเหรียญ​และธนบัตรออกใหม่ แล้ว​ย้ำว่าต่อ​ไปสิ่ง​ที่ยายเก็บไว้เอง​จะมีค่าแค่เพียงเศษกระดาษ ยายจึง​ต้องไหว้วานให้​ไปเปลี่ยน​เป็นเงินชนิดใหม่ ​แต่​จะ​ได้มากน้อยเท่าใดก็ไม่รู้เสียแล้ว​ ​เพราะดวงตา​ที่ฝ้่าฟางมองไม่เห็นตัวเลข​ที่เรียงกันหลายหลักในบัญชี​ที่มีชื่อของคน​ที่ยายอาศัย​ใช้สอยในฐานะลูก

ยายมองไม่เห็น​แม้กระทั่งเสื้อผ้าอาภรณ์ใหม่เอี่ยมจากห้าง ​ทั้งทองรูปพรรณเส้นงาม​ที่ห้อยคล้องไว้​ทั้ง​ที่คอ​และข้อมือ

หลังจากยาย​ได้พบลูกก็ไม่​ต้องอด​ต้องหิว​ต้องลำบากหุงหากินเอง ​ความอ่อนเพลียแดดลมทำให้​แต่ละคืนยายหลับลึกเพลินสบาย ไม่​ต้องนึกห่วงกังวลหรือฝันผวาว่าเงินของแก​จะมี​ใครมาฉกชิง​เอา​ไป หรือ​จะตื่นสายเกินการณ์ของ​พระผู้ออกโปรดสัตว์ ลูกชายยืนยันว่าเงินทองของแกถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ​ทั้งยังมาปลุก​แต่เช้า​มืดทันการบุญสม่ำเสมอ

มีบ้าง​ที่ช่วงค่ำยาย​ต้องนั่งรอลูกชายจนล่วงดึกในบริเวณ​ที่มีผู้คนพลุกพล่านหนาแน่นตลอดวันคืน ​แต่​เมื่อ​เขามาถึงครั้งไรก็มักมีส้มสูกลูกไม้มาปอกให้ลิ้มชิมแก้กระหาย ช่วยถือย่ามบรรจุเหรียญหนักอึ้งผ่อนแรงอ่อนล้า​ไป​ได้อีกมากมาย​

​เมื่อ​ได้รับการบำรุงบำเรออย่างดี ยายก็ไม่กังวลสิ่งใด​แม้​จะยังอาศัยอยู่​​ที่เดิม​คือเพิงไม้ปะติดปะต่อใต้สะพาน ไม่ห่วง​แม้กระทั่งสายตาทีีมืดบอด​ไปตามกาล ​เพราะถึง​จะกลาย​เป็นคนพิการตาเสียแล้ว​ ยายก็ยังมีคนพา​ไปทำบุญ พา​ไปนั่งขอทาน คอยส่งข้าวส่งน้ำ บางวัน​ที่​เมื่อยขบหนักหนาก็เผลอหลับอยู่​ตรงนั้น​ตรงนี้​ได้อย่างสบายใจ อย่างไรเสีย​เขาก็​ต้องมาถ่ายเทเงินทอง​ไปฝากธนาคารไว้ให้ บางหนก็แสดงอาการ​เป็นห่วง​เป็นใยว่า​ไปมาลำบากจึงช่วยพยุงให้ล้มตัวนอนเสียตรงนั้น​ ​พร้อมหาผ้ามาห่มคลุมกันหนาว

​เขาไม่เคยเอ่ยถามถึงพ่อถึงญาติพี่น้องเลย​ตั้งแต่วัน​ที่ยายตายังดีๆ​ จนวันนี้ตายายบอดสนิท จนยายนึกห่วงว่าหากตนถึงกาลอัน​ต้องสิ้นลมลง​ไป ลูกน้อย​จะอยู่​อย่างไร ​เพราะทุกวันนี้ไม่​ได้ทำการทำงานอันใด เฝ้า​แต่เพียงเทียวรับเทียวส่งข้าวน้ำให้อยู่​อย่างนี้

จึงเอ่ยถามถึง​ความรู้สึก​แต่หนหลัง ว่าไม่คิด​จะกลับ​ไปอยู่​บ้านนอกบ้านนาบ้างเลย​หรือ ​ที่นามากมาย​หลายสิบไร่​ที่ฝากคน​เขาไว้ให้ดูแลแลก​กับส่งข้าวส่งน้ำสามี​ที่รัก​ที่รอ หากไม่มี​ใครกลับ​ไปทวงถามเห็น​จะตก​เป็นของ​เขา​เป็นแน่ ยายจึงกางโฉนด​ที่ซุกไว้​กับอกเสื้อตลอดเวลาออกแสดงให้รู้อาณาเขตเหนือใต้

ภาพ​ที่ดินผืนงามกว้างใหญ่ตรึงตราอยู่​ในหัวยายจนบอก​ได้ทิศไหน​ไปจด​ที่ของ​ใคร​โดยไม่​ต้องมองเห็น ลูกชายตะลึงแล​กับกระดาษเปื่อยเก่าแทบขาดแผ่นนั้น​ หากยาย​ได้เห็นสีหน้าของคน​ที่ยายออกปากเรียกกว่าลูก ยายคงขันแล้ว​ว่า...​ก็มันของเอ็ง​ทั้งนั้น​...​.แถมยังย้ำนักย้ำหนาว่าคนโบราณ​เขาถือกันด้วยสัญญาใจ ​ใครฝาก​ที่​ใครไว้แค่ไหนเท่าไหร่ก็ไม่จำ​เป็น​ต้องมานั่งขีดเขียนหรือกาแดง ​เมื่อใด​ที่เจ้าของมาขอสิทธิ์ คนเก่าคนแก่ก็​จะเวนคืนให้กัน​โดยไม่อิดเอื้อน หรือแสดงอาการโลภละโมบให้เห็น ด้วยคิดว่าขอกันกินยังมากกว่า

จนวัน​ที่ยายลุกขึ้น​เองไม่ไหว ลูกชายก็ยังคงช่วยป้อนข้าวป้อนน้ำ ช่วยจับมือยายประนมรับพร​พระ ช่วยอุ้มยาย​ไปวางไว้ ณ ​ที่อันคุ้นชิน ​แม้ยาย​จะนั่งแขนตก​แต่ก็ยังพอแข็งคอฝืนยิ้ม​กับลมฟ้า โมทนาสาธุ​ได้ทุกครั้ง​ที่​ได้ยินเสียง...​.แกร๊ง...​ของเหรียญกระทบขัน

ยายยังห่วงว่าหากเงินในขันมันมากขึ้น​ไม่​ได้ถ่ายเท ไอ้พวกขอทาน​เป็นอาชีพมัน​จะมาฉกชิงวิ่งราว​เอา​ไปเสีย คน​ที่ช่วยอุ้มช่วยวางอยู่​ทุกวันๆ​ จึงจำ​ต้องอยู่​คอยป้องกันเหตุ​ที่ยายหวั่นระแวง คอยถ่ายเหรียญลงกระเป่าอย่างแนบเนียนจนคนผ่าน​ไปมา​ซึ่งไม่​ใคร่​จะซ้ำหน้าซ้ำคน พลอยรู้สึกชื่นชม​ความมีน้ำใจของชายหนุ่มผู้​แต่งตัวสวยงามเครื่องประดับพราวแพรว ว่าไม่​ได้มีอาการรังเกียจหญิงขอทานร่างซูบโทรม กินอยู่​ทุลักทุเล​เพราะร่างพิการ​และตาบอด

พักหลังยายยิ่ง​ได้รับ​ความห่วงใยมากขึ้น​ ​เขามาช่วยป้อนยาให้ยาวันละเม็ด...​วันละเม็ด...​มัน​ทั้งขม​ทั้งขื่น..​และผ่านล่วง​ไปสู่อวัยวะภายในอย่างผ่าวร้อน มีเสียงกระซิบบอกให้​กำลังใจเสมอว่า ทนเห็นแม่ทุกข์ทรมานอยู่​อย่างนี้ต่อ​ไปไม่​ได้ หมอไหน​ที่ว่าดี ยาไหน​ที่ว่าชะงัดนักจึงเฝ้าเพียรหามาป้อนให้แม่ถึงปาก อธิบายว่า​ความวูบร้อน​ที่ล่วงผ่าน​จะช่วยขับพิษตึงชาให้หาย ​เมื่อนั้น​หญิงชรา​จะ​ได้ขยับแข้งขยับแขนขา​ได้อีกครั้ง

ไม่เกินปักษ์ยาขนาน​ที่คนหามาทอน​กำลังลงด้วยการแบ่ง​เป็นเสี่ยงซีก บดคลุกลูกกลอนผสมน้ำผึ้งให้รสคุ้นลิ้น ก็สำแดงฤทธิของมัน...​.

ยายรู้สึกร้อนรนดังมีไฟสักร้อยกองมาสุมรุม...​...​.

ภาพของสามีผู้เฒ่า ลูกสาว ลูกชาย ปรากฏขึ้น​ตรงหน้า...​

ภาพนั้น​แจ่มใสชัดเจน ทุกคนยิ้มรื่น อ้าแขนรับ ...​...​...​.

ทันที​ที่แข้งขาขยับ​ได้คล่องแคล่วเหมือน​เมื่อครั้งลุยลงดำนาหว่านกล้า...​..

เหมือนว่าวัยสาวกลับคืนมา...​..

ยายก็รีบโผเข้าหา​ทั้งครอบครัว...​.น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยปลื้มปิติ...​.

แล้ว​​ทั้งหมดก็ช่วยประคับประคองกัน​ไปสู่แสงสว่างตรงหน้า...​..

ปล่อยให้อีกร่างนอนเผยอยิ้มสุดท้าย มีน้ำตาแห่ง​ความปลาบปลื้มนองหน้า ร่างนั้น​นิ่งนอนอยู่​เพียงไม่นาน

ชายหนุ่มคนเดิมก็มาทรุดตัวนั่งลงใกล้ๆ​ ​เมื่อล้วง​เอาแผ่นกระดาษเก่าคร่ำ​ที่ซุกอยู่​ในอกเสื้อแล้ว​ก็เดินจาก​ไป...​.​โดยไม่​ได้ใส่ใจ​กับขันใบเก่า​ที่ยังมีคนผ่าน​ไปมาทะยอยหย่อนเหรียญเล็กเหรียญน้อยให้อยู่​เรื่อยๆ​

จนหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง​ไม่รู้โซเซลัดเลาะมาจากไหน มัน​เอาจมูกดุนดมอยู่​​เป็นนาน...​.

​เมื่อล่วงรู้ว่าร่างนั้น​ไร้วิญญาณ...​.ก็เห่าหอนอย่างหรรษา...​..

ส่งใจสรรเสริญ​ความตาย...​.​ที่มาพรากอีกชีวิตหนึ่ง​...​.

ให้หลุด​ไปจากโลกอันโสมมแห่งนี้เสียที...​...​..

 

F a c t   C a r d
Article ID A-211 Article's Rate 14 votes
ชื่อเรื่อง ยายกับตา
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๐ กรกฏาคม ๒๕๔๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๖๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๖๖
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-643 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2546, 20.13 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : พญาไฟ [C-647 ], [203.107.130.10]
เมื่อวันที่ : 21 ก.ค. 2546, 12.32 น.

คุณ song-982 เขียนเรื่อง​​ได้น่าอ่านดีมากค่ะ​ แฮ่ พญาไฟเขียนบรรยาย​ความรู้สึกไม่​เป็น ก็บอก​ได้​แต่ว่า ชอบเรื่อง​​ที่คุณเขียนค่ะ​ แล้ว​เขียนอีกเรื่อย ๆ​ นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : เด็กบ้านนอก [C-14622 ], [203.144.130.176]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ย. 2551, 16.24 น.

เขียน​ได้ดีนะครับ​ อ่านแล้ว​ สะท้อนชีวิตของคนบางกอก ​ที่​ต้องดิ้นรน ไม่รู้จักหยุดหย่อน ขอ​เป็น​กำลังใจให้นะครับ​ รออ่านต่อ​ไปนะครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น