นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๔๖
หอมกลิ่นกาเม
SONG-982
...ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสารดิฉัน ปักษ์หลัง กุมภาพันธ์ 47...
ผมแทบทรุดลง​ไป​กับพื้น ​เมื่อรถ​โดยสารเข้าหมู่บ้านคันสุดท้ายค่อยๆ​ คลานมาเทียบอยู่​เบื้องหน้า ​ส่วนต่างๆ​ ของร่างกายคนนั้น​คนนี้​ที่ผมรู้จักดียื่นออกมาดูระเกะระกะ ​เพราะใน​ส่วน​โดยสารมี​ที่บรรจุ​ได้ไม่เพียงพอ

การยืนรอรถกลางแดดบ่ายข้างถนน​ที่ขุด ทุบ ถม อย่างไม่รู้จบสิ้น ยาวนานกว่าสองชั่วโมงก็​เป็นการ​ต้องทัณฑกรรมแสนสาหัสอยู่​แล้ว​ นี่ยัง​ต้องมาทนเกาะเกี่ยว​ส่วนแบ่งเล็กน้อย​ที่มีผู้อารีย์บนรถแบ่งปันให้ ​เพื่อสะบัดร่าง​ไปตามหลุมบ่อ​และทางคดโค้งลาดชันอีกร่วมสองชั่วโมงอีกเล่า

เสี้ยวนาทีหนึ่ง​ผมมองกลับ​ไปยังถนนสายหลัก รถปรับอากาศประจำทางคันโตเคลื่อนตัวผ่าน​ไปอย่างสง่าผ่าเผย ผู้​โดยสารเอนกาย​กับเบาะนุ่มนั่งสบาย พริ้มตาละเลียดอารมณ์​กับกระแสเย็นฉ่ำของอากาศภายใน...​

ให้ตายเถิด! หากผมไม่มีแม่​เป็น​ที่เคารพบูชาสักคน ผม​จะไม่กลับมาเหยียบถนนลูกรังสายนี้อีกเลย​

​ความ​เป็นบ้านนอกของผู้คน​ที่ส่งเสียงคุยกันโหวกเหวกแข่ง​กับเสียงเครื่องยนต์อย่างไม่ไยดี​กับ​ความรำคาญของคนอื่นแผ่วลงเล็กน้อย ​เมื่อหลายคนหยุดปากแล้ว​​ใช้สายตามองมา​ที่ผม ​เพื่อนร่วมทางคนใหม่อีกคน​ที่​กำลัง​จะขึ้น​​ไปเบียดอยู่​​กับพวก​เขา การ​ที่เกือบทุกคนหันหน้ามาทางผมช่วยให้สายตาอันคมกริบ​ได้ควานหา​ใครสักคน​ที่ผมพึงใจ​ได้ขึ้น​​ไปยืนเบียดอยู่​ใกล้ๆ​ ​เพราะการ​ต้องตอบปัญหาของชาวบ้านพวกนี้ ​ทั้ง​ที่เราไม่ประสงค์​จะคุยด้วยสักคน​เป็นเวลานานๆ​ ย่อมทรมานกว่าการฆ่า ​โดยเฉพาะ​กับผมเวลานี้

ขณะชั่งใจอยู่​​ระหว่างหนุ่มน้อยมัธยมปลาย นุ่งขาสั้นเผยไรขนดกดำโลมลามหายเข้า​ไปในขากางเกง ​กับหนุ่มโรงงานหน้าซื่อ​ซึ่ง​กำลังส่งแววตาหวานเชื่่อมมาให้ ​เพราะ​เขาคง​กำลังคิดถึง​ความหลัง​ระหว่างเรา​เมื่อครั้งต่างคนต่างยังไม่ประสีประสาในเรื่อง​เพศ

กลิ่นอับแดดของผ้าเก่าโชยมาก่อนการสะกิด​ที่หลังไหล่ ​พร้อมเสียงทุ้มนุ่ม แล้ว​ภาพในทันที​ที่ผมหันกลับมาตามแรงสะกิดก็ทำลาย​ทั้งกลิ่นอับ ฝุ่นลูกรัง​และเสียง​ที่เริ่มจอแจต่อ​ไป​ได้อย่างทันทีทันใด

"พร​ไปนั่ง​กับหลวงพี่​ที่ข้างหน้าก็​ได้ คนแน่นๆ​ อย่า​ไปเบียดเลย​" เสียงเือื้ออาทรจนผม​ต้องหันตามผ้าย้อมฝาดกลิ่นฉมนั่นมานั่งอยู่​ตอนหน้า

คนขับไม่แสดงท่ายินดียินร้ายอย่างไร ขณะหลวงพี่ขยับ​ทั้งสบง​และจีวรให้กระชับกายยิ่งขึ้น​ ​ทั้งยังทำท่า​จะรวบกระป๋องสังฆทานใบโตขึ้น​มาอุ้มไว้บนตัก ​เพื่อให้​ที่ว่าง​กับผม

"ผมถือให้นะหลวงพี่ แค่มาเบียด​กับ​พระนี่ก็บาป​จะแย่แล้ว​" ผมกล่าว​เมื่อขึ้น​มานั่งคู่เรียบร้อย​ แล้ว​รีบฉวยกระป๋องสีเหลืองอันบรรจุของแห้งเก่าค้างหลายปีมาเทินไว้บนตักของตนเองแทน

"เห็นโยมพวง​เขา​ไปปรึกษาหลวงพ่อให้หาฤกษ์บวชให้พร" หลวงพี่เริ่มบทสนทนา​เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัวอย่างไม่เต็มใจนัก

เบื้องหน้า​คือ​เขา​และป่า​และผู้คนผู้อยู่​​กับไร่​กับนา​กับหมู่บ้านเล็กๆ​ ​กับเรื่อง​เล่าของชาวชุมชน​ที่ผลัดกัน​เป็นตัวละครเอก ตั้งแต่​ใครเห็น​ใครมุดเข้าโรงปั้มน้ำอยู่​​กับ​ใคร คู่​แต่งคู่ใหม่​แต่งกัน​เพราะอะไร​ ​และร้อย​ทั้งร้อย​ถ้าผมไม่​ได้ขึ้น​มานั่งข้างหน้านี่ คำถามประโยคเดียวกัน​กับ​ที่หลวงพี่ถามก็​จะออกมาจาก​ใครคนใดคนหนึ่ง​ข้างหลังรถนั่นแน่่นอน

"พรรษานี้ท่า​จะบวชกันเยะ ​ถ้ากุฎิไม่พอก็มาจำวัด​ที่กุฎิหลวงพี่​ได้นะพร" หลวงพี่คงเห็นว่าพวกรุ่นผมมีหลายคน ​ซึ่งไม่พ้น​ต้องทำตามประเพณีของพ่อแม่​เมื่ออายุครบบวช ผมพูดอะไร​ไม่ออก

​จะให้ผมบอก​กับ​พระ​ได้อย่างไร ว่าผมหมดศรัทธา​กับ​พระเสียแล้ว​ ​ซึ่งมันไม่ใช่แค่ข่าว​ที่เกรียวกราวทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือวิทยุโทรทัศน์เท่านั้น​ ผมเจอ​กับตัวเองเชียวหละ

ผมอดนึกถึงวัน​ที่ตัดใจจาก​ไปสู่มหานครไม่​ได้ แรงดึงของแม่คนเดียวไม่อาจสู้แรงผลักดันจากคนรอบข้าง​และจากจิตใจของตนเอง​ได้ ​แม้ว่าในหมู่บ้าน ผมถือว่า​เป็นคน​ที่ผ่านเรื่อง​อย่างว่ามาอย่างโชกโชน​ที่สุด ​ซึ่งมันก็ไม่ใช่​แต่​กับผู้หญิงเท่านั้น​

​และด้วย​เพราะเหตุนั้น​เอง ผมจึง​ต้อง​ไปจากบ้าน​และ​ความ​เป็นอยู่​แบบเดิมๆ​ ​ที่ไม่เคยยอมรับสิ่ง​ที่เ้กิดขึ้น​เองตามธรรมชาติอย่างผิดธรรมดาบ้างเลย​

ดูเหมือนแม่​จะตัดใจตัดขาดจากผม​ได้ในวันนั้น​ ผมจึงมีเพียงทุนเฉพาะ​ส่วน​ที่ฝากออมสินไว้ตั้งแต่ตอนประถมตามนโยบาย อด​เพื่อออม ของรัฐบาล มันไม่​ได้มากมาย​อะไร​เลย​​กับการผยองออกมา​ใช้ชีวิตคนเดียวในเมืองใหญ่

​ที่ทุกอย่าง​เป็นเงิน​เป็นทอง ทุกคนทุ่มเทแรงกายแรงใจ​เพื่อหวังลาภยศ ​ความมีหน้ามีตา ขนาด​แม้​แต่​กับคน​ที่เดินสวนกันในห้างสรรพสินค้า​ที่คง​จะไม่มีโอกาส​ได้วิสาสะกันเลย​ในกาลข้างหน้า ก็ยังมาทำท่าทางเฉิดฉายใส่กัน

ผมมาถึงกรุงเทพฯ ในเวลาหัวค่ำ ​แต่มันก็มืด​ไปหมดแล้ว​ในห้วง​ความคิด ​เพราะไม่รู้ว่า​จะเริ่มจับอะไร​มาชนอะไร​ก่อน ​และคง​เป็นโชคหรืออะไร​สักอย่าง​ที่เลือกเข้าข้างคน​ที่กล้าเลือกทางของตนเอง

พี่ชายคนหนึ่ง​เข้ามาทักทายเต็มไมตรี เอื้อเฟื้อ​ที่พักให้​พร้อมอาชีพสบาย​ที่สุดให้ผม ​โดยผมเพียง​แต่แลกมัน​กับเรี่ยวแรง​และหยดหยาดจากร่างกำยำนี้เพียงเล็กน้อยใน​แต่ละครั้ง แล้ว​ก็​ได้เงินมาอย่างมากๆ​​และง่ายๆ​

ในระยะเวลาเพียงปีเดียวรูปร่างอันมีเส้นแขนขาหน้าอก​และลอนท้องขึ้น​ลวดลายมัดกล้ามสวยงาม ​กับหน้าตาบอก​ความ​เป็นไทยชัด​ทั้งคิ้วคางจมูกปากตา ทำให้ผมมีฐานะดีพอ​จะปรุงตัวเองให้​เป็นหนุ่มกรุงอัน​พร้อมสมบูรณ์​ทั้งอาภรณ์​และเครื่องประดับ ​เพื่อ​ทั้งล่อตาล่อใจลูกค้าในสายงาน​และชักจูง​ใครสักคน​ที่ผมพึงใจ

เวลานั้น​ผมกลับคิดถึงแม่จับใจ ​และเริ่มติดต่อ​กับท่านอีกครั้ง ​แต่ผมตัดสินใจแน่วแน่แล้ว​่า​จะไม่กลับมา​ที่นี่อีก ​โดย​ที่แม่​จะสบายขึ้น​จากเงิน​ที่ผมส่งให้ทุกครึ่งเดือน

แน่นอน ท่านไม่รู้ว่าผมทำงานอะไร​ ​แต่ท่านก็พอใจ​ที่ลูกชายของท่าน​ได้เริ่มแสดง​ความกตัญญูต่อท่านแล้ว​...​

ท่อนขาในสบงผืนเก่านั้น​คงเลื่อนมากระทบกางเกงผ้ามันดำขลับของผม​โดยไม่ตั้งใจ ​แต่มันก็ดึงผมกลับมาสู่สถานการณ์ตรงหน้า​ได้อย่างทันที

หลวงพี่​คือหนึ่ง​ในน้อยคน​ที่ผมไม่เคยมีโอกาสอยู่​​กับ​เขาสองต่อสองแล้ว​เล่นกันอย่าง​เพื่อน ​ทั้ง​ที่​คือคน​ที่ผมปรารถนาอย่าง​ที่สุด​ที่​จะสนิทสนมด้วย กระทั่ง​เพื่อน​ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องในหมู่บ้านผ่านผม​ไปคนแล้ว​คนเล่า กระทั่งเริ่มมีเสียงเล่าลือถึงพฤติกรรมของผมในกลุ่มหนุ่มนุ้อยหนุ่มใหญ่ในหมู่บ้าน กระทั่งหลวงพี่บวช​เป็น​พระในเวลา​ต่อมา


​แม้ว่าอัธยาศัยไมตียังเสมอต้นเสมอปลาย ​แต่ผมก็ไม่​ได้คิดอกุศลอะไร​​กับท่านอีกภายใต้ผ้าเหลือง ​และ​เมื่อแม่เล่าว่าปีกลายท่านเข้ามาอาศัยวัดในกรุงเทพฯ ​เพื่อเรียน​พระปริยัติธรรมเปรียญ ผมยังพลอยอนุโมทนาสาธุ ​เพราะ​ที่วัดในหมู่บ้านของเรา​จะ​ได้มี​พระดีกลับมาช่วยพัฒนา​ความคิด​และกล่อมเกลาจิตใจของชาวบ้านให้เจริญขึ้น​

ช่วงเดียวกันนั้น​ผมเริ่มเกลียดตัวเองบ้างเล็กน้อย ​ที่​เป็นตัวอย่างในทางเสื่อมให้แก่รุ่นน้องอีกหลายคน​ที่ฝันใฝ่อยากทำงานสบายซื้อง่ายขายคล่องอย่างผม จนผมยิ่งกำชับคำมั่น​กับตนเองว่า​จะรับแม่มาอยู่​ด้วยกันเสีย​ที่กรุงเทพฯ แทนการกลับ​ไปบ้านเดิม ​ซึ่ง​เมื่อผมปรึกษาเรื่อง​นี้​กับลูกค้าคนใด พวก​เขาก็ยินดีช่วยเหลืออย่างเต็มอกเต็มใจ ​แต่ผมก็ยัง​ต้องชั่งใจ​ระหว่างการมีภาพประจานตัวเอง​เป็นเล่มๆ​ ​ไปตลอดชีวิต​กับเงินเพียงหกหลัก

อีกครั้้ง​ที่ผมรู้สึกว่า​ผมถูกเบียดตั้งแต่ช่วงไหล่ลง​ไปจนถึงข้อศอก คล้ายหลวงพี่​จะขยับหลบคันเกียร์​ที่คนขับทำท่าว่าเข้า​ได้ไม่ถนัดนัก

"หายหน้า​ไปนาน นึกว่า​เอาเมียมาฝากแม่เสียแล้ว​" หลวงพี่หันมาคุยด้วยระยะประชิด

จนอาการคลั่งผมทรงเกรียนติดหนังหัวของผมกำเริบขึ้น​อย่างสุดยับยั้ง พยายามหายใจลึกๆ​ แล้ว​ให้กระป๋องสังฆทานกดดันมัน​เอาไว้ ​แม้​จะกลืนน้ำลายยัง​ต้องค่อยๆ​ ฝืนกลืนลงคออย่างกลัวท่าน​จะจับ​ได้ เหงื่อซึม​ที่ขมับ​และข้างจมูกอย่างไม่รู้ตัวจนหลวงพี่คงสักเกต​ได้ ​ถ้าท่านสังเกตมาตลอด

"ไม่สบายหรือเปล่า...​เอ้า...​นี่ยาดม...​.ยืนตากแดดรอรถนานใช่ไหม นี่ก็ว่า​จะเรี่ยไรชาวบ้าน​เขามาช่วยกันสร้างศาลาริมทางไว้ตรงนั้น​สักหลังหนึ่ง​เหมือนกัน" หลวงพี่ใส่ใจ​ทั้งไม่ลืมบอกการบุญ

"ก็ดีครับ​" ผมอ้อมแอ้มตอบ ​เพราะตอนนี้สมาธิเตลิดเปิดเปิงจนกู่ไม่กลับแล้ว​ ​และเริ่มไล่สายตาตามรอยยับย่นของผ้าสีกลักนั้น​​ไปตลอดผืน

บาง​ส่วนถูกพาดผ่านแล้ว​ชี้สันฐานชัดเจน จน​ต้องละสายตา​เพื่อกระตุกสติกลับมาให้​ได้ ​แต่ในขณะนี้สัมผัสใกล้ชิดกระทั่งสูดกลิ่นกัน​ได้นี้ ​แม้สายตาไม่​ได้เหลียวมอง สัมผัสมันก็ฟ้อง​ได้ว่า อะไร​​คืออย่างไร จนผมคิด​ไปถึงว่าตอนบวชนี่​เขาไม่ใส่กางเกงชั้นในแล้ว​​จะ​เป็นยังไง

แล้ว​หลวงพี่ก็ขยับชายจีวร​ที่รุ่ยมาถูกต้นแขนผมตามแรงเหวี่ยงของรถ นิ้วสากของหลวงพี่กระทบไรขนอ่อนบนต้นแขนผมอย่างแผ่วเบา ​แต่​ความรู้สึกของผมนั้น​มันเหมือน​กับมีเข็มสักพันเล่มเสือกแทงเข้ามา​พร้อมกัน มันเสียวแปลบ​ไปถึงขั้วหัวใจ หลังไหล่​และทุก​ส่วนของร่างกาย

ผมรีบดึงภาพ​ที่ครั้งหนึ่ง​ผมถือดีเกิน​ไปในการทำงาน จนถูกลงโทษ​โดยให้ออก​ไปพบลูกค้าคนหนึ่ง​ ​ที่​จะ​แต่งชุดนอนสีเหลืองๆ​ ส้มๆ​ มารอรับอยู่​หน้าวัดแถวหัวลำโพง ภาพนั้น​ควรช่วยยับยั้งอาการปัจจุบันของผมให้สงบลง​ได้

ครั้งนั้น​ด้วยสำนึกในบาปบุญคุณโทษ ผมเพียง​แต่กราบนมัสการกลุ่ม​พระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่อันประดับประดาไว้อย่างงดงาม ​และเข้า​ไปบีบนวดให้ท่านเท่านั้น​ อาจ​เป็น​เพราะสังขารผอมเกร็ง​กับอายุย่างชราด้วยก็​เป็น​ได้ ​ที่ช่วยให้ผมยับยั้งชั่งใจ​เอาไว้​ได้ในคราวนั้น​

​และนี่​คือเหตุสำคัญทีผม​จะกลับมาบอกแม่ว่าผมคงฝืนทำในสิ่ง​ที่ผมไม่เชื่อถือ​และหมดสิ้นศรัทธา​ไปแล้ว​อย่างสิ้นเชิงไม่​ได้

​ถ้าแม่รบเร้าถึงเรื่อง​เกาะชายผ้าเหลืองขึ้น​สวรรค์ ผมก็​จะบอกแม่ว่า ผม​จะพาแม่​ไปพบ​กับ​ความสุขสบายเสียตั้งแต่ชาตินี้แหละ​ ​โดยไม่ร้องรอให้ตาย​ไปเสียก่อนด้วย

"ตกลงพรมาจำวัด​กับหลวงพี่นะ ​จะ​ได้เตรียม​ที่ทางไว้ให้" หลวงพี่ย้ำ คราวนี้​ใช้มือเกาะประคองชายจีวรนั้น​เลย​มาเขย่าต้นขาของผมด้วยเคยสนิทสนมกันมาก่อน

"กุฎิหลังนั้น​ของหลวงพี่เล็กนิดเดียว ผมรบกวนเปล่าๆ​ ครับ​" ผมแย้ง​เพราะจำภาพสุดท้ายก่อนจาก​ไป​ได้ดี กุฎิไม้ใต้ถุนสูงเริ่มโย้เย้เจียนพังตั้งเรียงกันอยู่​สี่หลัง

"​เขาเปลี่ยนแล้ว​ พวกญาติโยม​ที่ตามมาทำบุญ​กับหลวงพี่​เขาหาผ้าป่ามาสร้างให้" หลวงพี่รีบตัด​ความกังวลให้ผม ​ส่วนมือก็เลื่อนกลับ​ไปจับกระชับจีวรดังเดิม ผมเผลอตัวหัน​ไปสบตา​กับหลวงพี่ ​ที่​กำลังมองหน้าผมอยู่​เช่นกัน

กระแสบางอย่าง​ที่ผมคุ้นเคย ​แต่ไม่คิดว่า​จะมาพบจากนัยตาของหลวงพี่ แผ่รังสีของมันออกมาอย่างน่าฉงน ​เพราะผมเคยพยายามเพ่งหากระแสเช่นนี้จากสายตาของหลวงพี่มาตั้งแต่ครั้งเคยเล่นไล่จับโน่นจับนี่กันในลำห้วย​เมื่อหลายปีมาแล้ว​ ​แต่จนแล้ว​จนรอดผมก็ยังไม่เคย​ได้รู้สึกถึงกระแสอย่างขณะนี้จากสายตาของหลวงพี่เลย​สักครั้ง

"บวชหมู่ก็ดีนะ สมัยนี้ค่า​ใช้จ่ายมันแพง วัดเราก็ไม่มีอุโบสถเอง ​ต้อง​ไปบวช​ที่วัดในอำเภอโน่น หลวงพี่ปรึกษาเจ้าอาวาสไว้แล้ว​เรื่อง​นี้" หลวงพี่ยังคงวนเวียนคุยถึงเรื่อง​การบวชของผม

อาจ​เป็น​เพราะท่านดีใจ​ที่ปีนี้​จะมีคนรุ่นหนุ่มหลายคน​ซึ่ง​พร้อม​ทั้งแรงกายแรงใจ มาบวชเข้า​ไป​เพื่อสืบทอด​พระพุทธศาสนา

ผม​ได้​แต่พยักหน้ารับเช่นเดิม ​และเพ่งมองหน้าของตัวเอง​ที่ฉายชัดอยู่​ในนัยตาของหลวงพี่​ที่ท่านไม่คิด​จะหลบตาผมเลย​

​ความเชื่อเรื่อง​มองตาก็รู้ใจของคนกลุ่มผม​ได้ถูกพิสูนจ์​และยืนยันมาซ้ำแล้ว​ซ้ำเล่า ​ความตั้งใจปฏิเสธการบวชของผมเริ่มสั่นคลอน จากสายตาคู่นั้น​

แววตาจริงจังแบบนั้น​ไม่ใช่หรือ​ที่เรารอจากหลวงพี่มานาน

หลวงพี่คง​พร้อมแล้ว​สินะ​กับ​ความเมตตา​ที่​จะมอบให้​กับเรา

แล้ว​ผม​จะตัดสินใจอย่างไรดี...​...​...​...​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-209 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง หอมกลิ่นกาเม
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๔๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๓๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-641 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2546, 19.58 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น