นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๔๖
เหตุเกิดใต้แสงดาว
SONG-982
...ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Mad-Men ฉบับ​​​​ที่ ๑๐...
"คุณ...​คุณ...​มานั่งทำอะไร​ตรงนี้ครับ​"

เสียงทุ้มนุ่มนี้ปลุกฉันจากภวังค์ ​แต่ก็ยังไม่อาจ​จะปลิด​ความเศร้าหมอง​ที่อาบท่วมในหัวใจจนเอ่อท้นออกมากลบกลืนแสงดาวหรือแสงใดใด​ที่ฉัน​กำลัง​ต้องเผชิญอยู่​ในขณะนี้

"ค่ะ​" ฉันฝืนใจกรีดน้ำตาทิ้ง​ทั้งยังก้มหน้า เค้นน้ำเสียงขานรับให้ฟังดูเข้มแข็ง​โดยสัญชาตญาณ

"แถวนี้ไม่เหมาะ​กับผู้หญิง มันมืด​และน่ากลัวอันตราย" เสียงนั้น​เอื้อกระแสอาทรเต็ม​ที่

ม้านั่ง​ที่ออกแบบไว้ให้​ใครสักคู่มานั่งพรอดรักกันยามอารมณ์อวลด้วยไอรัก ส่งเสียงเล็กน้อย​เมื่อหางตาฉันแลเห็นกางเกงลายพรางค่อยนั่งลงข้่างๆ​ ​และอีกครั้ง​โดยสัญชาิตญาณฉันขยับออกห่างจนท้องน่องสัมผัสกระแสเย็นวาบของโลหะขาเก้าอี้

"ไม่​ต้องกลัวผมหรอกครับ​ แถวนี้ถิ่นผม มีผมนั่ง​เป็น​เพื่อน​จะไม่มี​ใครกล้ามายุ่ง​กับคุณ"

"ไม่​เป็นไรค่ะ​ ฉันนั่งคนเดียว​ได้" ฉันหัน​ไปสบหน้า​เขาแวบเดียว ​แต่​แม้ใน​ความมืดสลัวขณะนี้ ดวงหน้า​เขายังกระจ่างอยู่​ในรูปหน้าคมสัน ผมสั้นทรงสมัียรับ​กับคิ้วเข้มตาคม จมูก​เป็นสันเรียวงาม ​และสิ่ง​ที่ทำให้ฉันแทบ​จะละสายตากลับมาไม่​ได้ ​คือรอยยิ้มเยื้อนของริมฝีปากบางจน​แม้ไม้​ได้​เป็นไรฟัน​ที่คง​จะเรียงระเบียบเรียบสวยขาวสะอาด หรือเรียวลิ้น​ที่นุ่มละมุนอุ่นอ่อน ก็พาใจให้จินตนาการ​ไปถึงรสจูบของ​เขา อัน​เมื่อหาก​เขาเสนอในนาทีนี้ ฉันก็คง​จะตัดใจปฏิเสธไม่ลง

ฉันชิงตวัดสายตากลับมาเสียก่อน​ที่อาการหลงรูปของฉัน ​จะทำให้ราคา​ความ​เป็นหญิงของตนเองด้อยค่าลง เจ็บแล้ว​​ต้องจำไม่ใช่หรือ ก็​เพราะคนรูปหล่อปานนี้ไม่ใช่หรือ​ที่ทำให้ฉันทิ้งกระเืดื่องทิ้งกระด้งตาม​เขาเข้ามากรุงเทพฯ

ครั้งนั้น​ยังไม่สาแก่ใจอีกหรือ ​ที่พ่อแม่​ต้องตื่นเช้า​ขึ้น​มาพบ​แต่เครื่องกรองน้ำ​ที่เขยวิวาห์เหาะทิ้งไว้​เป็นค่าสินสอด

รสรัก​ที่​เขาบรรจงมอบให้​ที่ศาลารอรถริมทางไม่ไกลบ้าน ก่อนฟ้าสางในคืนเดียวกันนั้น​ ทำให้ฝันอันบรรเจิดในเมืองกรุงยิ่งแจ่มชัดขึ้น​อีกร้อยเท่าพันทวี แสงไฟทางสีเหลืองนวลอ่อนจางจนยาก​จะสอดส่องผ่านหมู่ไม้ใบหนาลงมา​ได้ ​แต่นาทีนั้น​เงาดำของมวลใบไม้​ที่ไหวลมระริกกลับช่วย​เป็นม่านดำอันงาม ​ซึ่งช่วยคลี่คลุมร่างรักของเรา​ทั้งสองไว้อย่างชวนให้ค้นหา​ซึ่งกัน​และกัน

บรรยากาศคราวนั้น​​กำลังแสดงพลานุำภาพของมันอีกครั้ง ภาพทุกอย่างแทบ​จะกลับมาเหมือนเดิม แสงสลัวทอดลำผ่านช่อง​ระหว่างกิ่งก้านใบ​ที่สอดซ้อนกันจนลำแสง​ที่ลอดผ่านลงมานั้น​เสมือนผืนฟ้าดาดดาวปูลาด​ไปตามพื้น

​เขาขยับมาชิดฉัน​เมื่อไหร่ก็สุดรู้ ฉันยกมือข้าง​ที่ชิดต้นแขนแกร่งแน่นจนอุ่นเนื้อ ขึ้น​เช็ดคราบน้ำตาอีกครั้ง​และค้างไว้อย่างนั้น​​เพื่อกันกาย​และกั้นสายตา​เขา​ที่ทำท่าพินิจพิจารณารูปร่างฉันอย่างไม่ปิดบัง

"เราย้าย​ไปนั่ง​ที่ริมถนนกันดีกว่าไหมครับ​" กางเกงลายพรางขยับมากระทบขาฉันเบาๆ​ ฉันแลเลย​​ไปยังถนน​ที่ทอดตัวอยู่​ข้างหน้าไม่ถึงยี่สิบเมตร แสงจากยวดยาน​และไฟทางยังสับสนซับซ้อนจนน่าเวียนหัว ฉัน​กำลัง​จะเอ่ยปากปฏิเสธ ก็​พอดี​กับมีชายในชุดเหมือนหนุ่มสำนักงานเพิ่งเลิกจากงาน เดินใกล้เข้ามา ​และดูคล้ายว่า​จะจงใจชะลอฝีเท้าลง​เมื่อ​กำลัง​จะผ่านหน้าเราเข้ามา

แล้ว​ชายหนุ่มผู้อารีก็ขยับร่างออกห่างฉันทันที ​เขาเขยิบ​ไปชิดอีกด้านหนึ่ง​ของท้าวแขน เอนกายลงในท่ากึ่งนอนตามสบาย จนฉันทำอะไร​ไม่ถูก ​ได้​แต่นั่งซ่อนหน้าอยู่​ในท่าเดิม รองเท้าหนังขัดมันเงาวับสะท้อนแสงเข้าตา มันหยุดอยู่​ตรงหน้าครู่หนึ่ง​ ปลายเท้าชี้เลย​​ไปตามทาง ​แต่ก็ขยับ​และหยุดสามสี่ครั้งก่อน​จะเร่งฝีเท้าผ่านเลย​​ไป ฉันชำเลือง​ไปทาง​เพื่อนใหม่อีกครั้ง ​เขาขยับมานั่งในท่าทะมัดทะแมงดังเก่า ​แต่ก็ไม่​ได้ชิดเข้ามาอย่างคราวแรก

"​ไปนั่ง​ที่ริมถนนกันดีกว่าครับ​" ครั้งนี้น้ำเสียง​เขาเจือด้วยหลากอารมณ์จนน่าประหลาดใจ ​ที่ชัดเจน​คือเสียงนั้น​เครียดขึ้น​ ​แต่ก็ปนมา​กับแววเสียดายคล้ายขบขันเล็กน้อย ​ทั้งยังคลี่คลุม​ได้ด้วย​ความแจ่มใสเหมือน​เมื่อแรกทัก

ฉันมัวหวาดหวั่นระคนสงสัยจนไม่ทัน​ได้ปฏิเสธ ​เมื่อ​เขาถือวิสาสะจูงมือฉันออกมานั่ง​ที่ม้าหินเตี้ยๆ​ ริมถนน ดูเหมือน​ที่สำหรับนั่งรอรถประจำทาง​ที่เลิก​ใช้แล้ว​ ​ที่นั่งนี้เตี้ยเกิน​ไปจนฉันเกือบ​จะอยู่​ในท่าพับเพียบ ​ทั้งยัง​ต้องประสานมือไว้​ที่หน้าตัก ​เพราะกระโปรงสั้นของฉันมันคงท้าทายสายตาผู้ขับขี่รถยนต์หลายคน ​ที่หลายคันหรือเกือบทุกคัน​ที่ขับมาคนเดียว ​ซึ่งมีตั้งแต่หนุ่มน้อยวัยปลายจนถึงหนุ่มใหญ่วัยต้น พวก​เขาล้วนชะลอรถ​เมื่อ​จะผ่านหน้าฉัน​ไป จนฉัน​ต้องยิ่งขยับชายกระโปรงให้รั้งต่ำลง​ไปอีก​เพื่อปิดบังบาง​ส่วนจากสายตาเหล่านั้น​ครั้งแล้ว​ครั้งเล่า

คราวนี้​เขาเว้นระยะห่างจากฉันถึงสองช่วงตัว​ที่บังคับไว้​โดยช่องนั่ง​ที่มีสันกั้นขึ้น​มาไว้เฉพาะคน ​ความจริงถนนด้านนี้ไม่มีรถหนาแน่นนัก ​แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมรถ​ที่แล่นอยู่​ในช่องทางชิดบาท​วิถีนี้จึง​ต้องขับตามกันมาอย่างใจเย็นเสียเหลือเกิน บางคันยังมีแก่ใจชะโงกหน้าออกมาส่งยิ้มหรือทักทายผู้คนริมถนนด้วยซ้ำ ​ทั้งๆ​ ​ที่​เมื่อ​แต่ละคนขับผ่านหน้าฉัน​ไปจนถึงวงเวียนเล็กๆ​ กลางสี่แยก บรรดารถ​ที่บรรจงค่อยเคลื่อนขบวนตามกันมานั้น​ ต่างก็แยก​ไปทางซ้ายบ้าง ตรง​ไปบ้างหรือวนออก​ไปทางขวาบ้าง แบบไม่มีจุดหมายร่วมกันมาตั้งแต่ต้น

ฉันตัดใจเสียจากการพยายามส่งสายตาเดียจฉันท์​กับทุกครั้ง​ที่มีรถคนใดชะลอจนแทบ​จะหยุดอยู่​ตรงหน้า แล้ว​ลดกระจกลงเพ่งมองมายัง​ที่​ที่เราสองคนนั่งอยู่​ ราว​กับ​กำลังหาหรือเลือกซื้ออะไร​สักอย่าง ฉันทอดสายตาเลย​​ไปยังกำแพงสีขาวประดับใบเสมา​ที่ตั้งตระหง่านอยู่​ฝั่งตรงข้าม

หลังแนวกำแพงยาวสุดตามีหมู่ตึกทรงครึ่งยุโรปครึ่งจีนยืนสงบนิ่งอยู่​อย่างสง่างาม กำแพง​ที่ทอดเหยียดยาวจากด้านขวามือนี้ หักมุมเข้า​ไปตามแนวถนน ตลอดแนวกำแพงมี​ทั้งป้อม​และซุ้มประตูหลายหลายรูปทรง แลตระการตารับกันดี​กับแสงไฟแรงสูง​ที่​เขาบรรจงจัด​แต่งลำแสงให้ส่องส่ง​ความสลับสล้างของแนวกำแพง​และสิ่งก่อสร้างภายในให้ทรงลักษณะอันน่าภาคภูมิจับตาจับใจยิ่งขึ้น​

"ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อน" ​เขาเริ่มชวนฉันคุยกระมัง ​ที่ไม่แน่ใจ​เพราะสายตาของ​เขายังคงส่งออก​ไปสู้ลำแสงของไฟหน้ารถทุกครั้ง​ที่สาดเข้ามาจากทางด้านขวามือ ​และมีอาการคล้าย​กับ​จะลุก​ไปทำอะไร​สักอย่าง​กับรถ​ที่มาหยุดอยู่​ตรงหน้า หากรถเหล่านั้น​ไม่รีบเร่งเครื่องผ่าน​ไปเสียก่อน

"เดินมาเพลินๆ​ น่ะค่ะ​ ​เมื่อยขาเลย​คิด​จะนั่งพักสักครู่" ​จะให้ฉันบอก​เขา​ได้อย่างไร ว่า​ที่​ต้องทรุดลงนั่งตรงนั้น​​เพราะเจ็บร้าวตั้งแต่สะบักสะโพกจนถึงปลีน่อง ​จะให้ฉันบอก​ได้อย่างไรว่า​ที่เพิ่ง​จะพาร่างกายหลีกเลาะหลบผู้คนออกมาจากโรงแรมจิ้งหรีดตรงไหนสักแห่งของถนน​ที่สลับซับซ้อนย่านนี้ ​จะให้ฉันบอก​เขา​ได้หรือว่า​เพื่อนหนุ่มนักขายเครื่องกรองน้ำอีกห้าหกคนของสุด​ที่รักของฉัน ​ใช้ฉัน​เป็นศูนย์กลางของการบรรเลงเพลงกามา ​จะให้ฉันมานั่งกลัวอะไร​อีกเล่า ใน​เมื่อฉันไม่มีสิ่งใด​ต้องสูญเสียอีกแล้ว​

"วัด​พระแก้ว​กับวัด​พระเชตุพนฯ ใช่ไหมคะ​นั่น" ฉันเริ่มสนทนา​กับ​เขา ​เมื่อสังเกต​ได้ว่า​เขาก็เห็นฉัน​เป็นเพียง​เพื่อนร่วมโลกพิกลๆ​ ใบนี้เท่านั้น​ หรือว่าฉันมีอย่างอื่น​จะ​ต้องกลัว?

"ครับ​ฟากโน้นวัดโพธิ์ ก็วัด​พระเชตุพนฯ นั่นแหละ​ครับ​ ​แต่หลังกำแพงนี่​คือ​ส่วนท้ายของ​พระบรมมหาราชวังครับ​ วัด​พระแก้วอยู่​หลังกำแพงนี้เหมือนกัน​แต่อยู่​ืทางแถบหน้ากระทรวงกลาโหมโน่นครับ​" ​เขา​ซึ่งนั่งอยู่​ด้านซ้ายของฉัน หันมาทางฉันด้วยท่าทาง​ที่ชวนมองเต็ม​ที่ ​และเปิดเผยอยู่​ในที คล้าย​กับว่าสายตา​ที่ส่งออกมานั้น​อยาก​จะซักถาม วิงวอนเชื้อเชิญหรืออะไร​สักอย่าง ​แต่ก็หลายครั้ง​ที่สายตาแบบนี้ส่งผ่านฉัน​ไปยังรถยุโรปหลายๆ​ ​ที่ค่อยๆ​ คลานผ่าน​ไป

ฉันอด​ที่​จะมองตามสายตา​เขา​ไปไม่​ได้ แล้ว​ก็เห็นว่าตลอดแนวบาท​วิีถีฝั่ง​ที่เรานั่งอยู่​นี้ยังมีชายอีกหลายคน บ้างนั่งบนริมพื้นขอบบาท​วิถี บ้างยืนพิงต้นไม้บ้างเสาไฟฟ้าบ้าง บางคนก็จับกลุ่มกันอยู่​ชิดทาง บางครั้งบางคนก็วิ่ง​ไปยังรถ​ที่จอดอยู่​ชั่วครู่ ก้มๆ​ เงยๆ​ สักพักก็ผละจากกัน รถก็ขับตรงมา ​เขาก็กลับ​ไปยืน​ที่เดิม

"เหมือนฉัน​จะหลงทางเสียแล้ว​ค่ะ​" ฉันสารภาพ​เพราะ​เมื่อตั้งแต่เข้ามากรุงเทพ ​เมื่อสามเดือนก่อน ฉันไม่เคย​ไปไหนไกลเกินบริเวณแยกบางนาอัน​เป็นรังรักของเราเลย​สักครั้ง

"ฉันอยู่​บางนาค่ะ​ ​แต่คงกลับ​ไปไม่​ได้แล้ว​" ฉันอำพรางการเสือกไสไล่ส่งของคนรักไว้​กับตัว

"ทำไมเล่าครับ​ ถนนนี้มีรถเมล์​ที่​ไปทางนั้น​ด้วย สาย ๒ ไงครับ​ สำโรง-ปากคลองตลาด" ยังไม่ทัน​ที่ฉัน​จะร้องอ๋อ รถยุโรปสีสวยคันหนึ่ง​ก็มาหยุดอยู่​ตรงหน้า กระจกทางด้านนี้เลื่อนลง คนขับรูปหล่อไม่แพ้คน​ที่นั่งข้างๆ​ ฉัน มองมายังเราสองคนนานกว่ารถคันอื่นๆ​ จนมีเวลาพอ​ที่​เพื่อนใหม่ของฉัน​จะลุกขึ้น​​ไปเกาะขอบกระจกแล้ว​ยื่นหน้าเข้า​ไปพูดอะไร​​กับชายในรถ​ได้​เป็นครู่ หนุ่มรูปงามพยักเพยิดเล็กน้อยแล้ว​รถคันนั้น​ก็ค่อยเคลื่อนตัวต่อ​ไป

"แปลกนะคะ​ เห็นมีหลายคันแล้ว​​ที่จอดรถเหมือน​จะถามทาง โน่นก็อีกคัน" ฉันชี้​ไปยังสุดสายตา ​จะว่า​ไปถนนแถวนี้ก็ซับซ้อน​ไปด้วยซอกซอยมากมาย​เหมือน​กับ​ที่ฉันระเหระโหยซอกซอนออกมาจนถึงตรงนี้​ได้อย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้

"​เขาถามทางน่ะครับ​ พวก​จะ​ไปปากคลอง ​ไปสะพานพุทธฯ หลงเข้ามาเส้นนี้แล้ว​หาทางวน​ไปไม่ค่อยถูก...​อ้อ...​ยังคุยค้างไว้...​ทำไมถึงกลับไม่​ได้ล่ะครับ​ บางนาน่ะ นั่งรถต่อเดียว แค่ทน​เอาหน่อย​​เพราะมันก็ำไกล​เอาการอยู่​" ตอนนี้​เขาแสดงอาการหวังดีเต็ม​ที่อีกครั้ง

"​คือฉัน​จะ​ไปสายใต้น่ะค่ะ​ ว่า​จะ​ไปเ​ที่ยวชะอำ​กับพวก​เพื่อนๆ​ ​พอดีเลิกงานช้า นั่งแท็กซี่ตาม​ไปก็ยิ่งพาฉัน​ไปวนเสียไมู่รู้ไหนต่อไหนจน​ไปไม่ทัน กุญแจห้องก็อยู่​​ที่พวก​เขา เบอร์โทรศัพท์อะไร​ๆ​ ก็ไม่​ได้ติดตัวมา" ฉันปด​ไปเรื่อย มันแนบเนียนดีจนท่าทาง​เขาเชื่อฉันสนิทใจ

"อย่างนั้น​ก็แย่เลย​สิครับ​ แล้ว​คืนนี้​จะพัก​ที่ไหน...​.อ้อ!...​ผมรู้จัก​ที่พักราคาถูกๆ​ แถวๆ​ นี้ คุณ​จะพักสักคืนก่อนก็​ได้" ​เขายื่นข้อเสนอ​ที่ฉัน​ต้องรีบปฏิเสธอีกครั้ง

"ไม่ค่ะ​...​​คือผู้หญิงคนเดียว...​กลัวค่ะ​" ภาพชายหื่นหกคนยืนล้อมรอบตัวฉัน​เมื่อสามสี่ชั่วโมงก่อนแย่งกันผุดขึ้น​มาในสมอง จนน้ำตาเริ่มเอ่อออกมาคล้าย​จะล้างภาพเหล่านั้น​ให้จางหาย​ไป

"คุณครับ​...​.เอ่อ...​​ถ้ากลัวขนาดนั้น​ เดี๋ยวผม​ไปอยู่​​เป็น​เพื่อนก็​ได้นะ" คำพูดของ​เขาเปี่ยม​ไปด้วย​ความห่วงใย จนฉันจับไม่​ได้ว่ามีสิ่งใดเคลือบแฝงอยู่​หรือไม่ ขณะ​กำลังชั่งใจ​ระหว่างการนั่งซึมโศกอยู่​คนเดียวอย่างนี้ ​กับมี​ใครสักคนคุย​เป็น​เพื่อนพอ​ได้ระบายทุกข์ หรือหากอะไร​​จะเกินเลย​​ไปกว่านั้น​ก็​เพราะการยินยอม​พร้อมใจ ข้อเสนอของชายทรงเสน่ห์ทำให้ฉันยาก​จะตัดสินใจ ​แต่หากฉันรับคำ ​เขา​จะมองฉัน​เป็นคนอย่างไร

"​ถ้าคุณไม่รีบ รอผมสักพัก​ได้ไหม" ​โดยกระทันหัน​เขาก็ตั้งคำถามแปลกๆ​ นี้ขึ้น​ ​เมื่อรถยุโรปสีสวยคันเดิมเข้ามาเทียบอยู่​ข้างหน้า ลดกระจกลงแล้ว​หันมองมาเหมือนเดิม จนฉัน​ได้​แต่พยักหน้าน้อยๆ​ ​เป็นการรับคำ

"คง​ต้อง​ไปส่งให้ถึง​ที่" ​เขาพูดเบาๆ​ ​โดยไม่หันมาสบสายตา แล้ว​ก็ลุกขึ้น​​ไปเปิดประตูเข้า​ไปนั่งในรถ เลื่อนกระจกขึ้น​ ฉันมองตามรถ​ที่เร่งเครื่องออก​ไปเหมือน​กับไม่เคยแล่นอย่างอ้อยอิ่งวนมาแล้ว​สองสามรอบ ​และ​ได้​แต่นึกในใจว่า ​เขาช่าง​เป็นสุำภาพบุรุษผู้มีจิตใจงามเหลือเกิน แล้ว​ฉัน​จะไม่คอย​เขา​ได้อย่างไร

สักพักแสงไฟสีแดงวิบวับของรถตำรวจก็ค่อยๆ​ ขับเลียบถนนมา พวกผู้ชาย​ที่นั่งๆ​ ยืนๆ​ ​เมื่อครู่ บ้างวิ่งข้ามถนน บ้างเดินหลบหาย​ไปในเงามืดคนแล้ว​คนเล่า จนกระทั่งรถตำรวจนั่นมาจอดอยู่​ตรงหน้าฉัน ชายหน้าขรึมในเครื่องแบบเต็มยศตะโกนมาเหมือนไล่

"คุณผู้หญิง รอรถอยู่​หรือเปล่า ​ถ้ารอก็​ไปรอตรงป้าย​ที่ไฟสว่างๆ​ โน่น"

โธ่! แล้ว​นี่ฉัน​จะ​ไปรอ​เขาตรงไหนดีหนอ ถึง​จะไม่คลาดจากกัน

 

F a c t   C a r d
Article ID A-204 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง เหตุเกิดใต้แสงดาว
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๔๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๘๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-636 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2546, 19.37 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น