นิตยสารรายสะดวก  Regular Articles  ๐๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙
จิตสงบรู้จักพอ (คำเทศน์โดยชยสาโรภิกขุ)
รจนา ณ เจนีวา
...​​ความอดทน​​เป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง อดทนต่อทุกขเวทนา อดทนต่อสิ่ง​​ที่ไม่ชอบ อดทนต่อคำพูดของคนอื่น ​​ต้อง​​ใช้​​ความอดทนมาก...
การภาวนาของเรามัน​ต้องมีขึ้น​มีลง ​ถ้าไม่มีขึ้น​มีลง มันอาจ​จะไม่สนุกอย่างนี้ สังเกตดูคนต่างชาติ​ที่มาเ​ที่ยวเมืองไทย ​ที่​ไปทางอุบลนี้น้อย ​เพราะมัน​ที่ราบ​ไปเลย​ ​เขาชอบ​ไปเชียงใหม่ ​เพราะมันมีขึ้น​มีลง มีสวย ​ถ้าปฏิบัติของเรามันราบเรียบ​ไปเลย​ มันคง​จะไม่สนุก

เราปฏิบัติอย่า​ไปคิดว่า ​การปฏิบัติเหมือนขึ้น​บันได​ไปสู่​พระธาตุดอยสุเทพ มันขึ้น​บันได มันดีขึ้น​เรื่อย ๆ​ มัน​ต้องมีขึ้น​มีลงเหมือนข้ามเทือกภูเขา ไม่ใช่ข้ามเทือกภูเขา มี​แต่สูงขึ้น​สูงขึ้น​ตลอด มัน​ต้องลงห้วยบ้าง มันจึง​จะ​เป็นธรรมชาติ

ฉะนั้น​ ​เมื่อจิตใจของเรารู้สึก​กำลังเข้า​ที่ เราก็ไม่ประมาท ​เมื่อเรารู้สึกว่า​ จิตใจไม่สงบเหมือน​แต่ก่อน เราก็ไม่​ต้อง​ไปตกใจมาก อย่า​ไป​เอาสัญญา อย่า​ไป​เอา​ความจำมาเบียดเบียนจิตใจเจ้าของ อย่างบางคนก็ยังบ่นถึงการนั่งสมาธิ​เมื่อสิบปี​ที่แล้ว​ ยี่สิบปี​ที่แล้ว​ โอ้ มันสงบพูดไม่ถูก โอ้ มันดีมากเลย​ ​แต่ทำไมตั้งแต่นั้น​มา นั่ง​เมื่อไรมันก็ไม่​เป็นอย่างนั้น​เสียที เรียกว่าทรมานจิตใจ ด้วยสัญญา ด้วยประสบการณ์ในกาลก่อน

ก็ธรรมดา หลาย ๆ​ ครั้งแรก​ที่ทำก็​ได้ประสบการณ์ ก็​เป็น​ที่ประทับใจ ​ต่อมามันก็​เป็น ค่อย ๆ​ ​เป็นค่อย ๆ​ ​ไป มัน​เป็นอย่างไร เราก็​ต้องยอมรับ ​เพราะ​ความสงบอยู่​​ที่การยอมรับ

ครูบาอาจารย์สอนให้เราปล่อยวางตาม​ความ​เป็นจริง คำนี้มันฟังดี ​แต่ว่าทำยาก มันจึงมี​ความสงสัยว่า ​ถ้ายังปล่อยวางไม่​เป็น ​จะทำอย่างไร อดทน อดทน อดทน อดทน สมมุติว่าเราอดทน อดทน อดทนแล้ว​ ​ต้องทำอย่างไรต่อ อดทน ​เมื่อไม่มี​ที่สิ้นสุดเลย​ อดทน

อดทน​คือ ไม่รังเกียจสิ่ง​ที่น่ารังเกียจ ไม่เห็นร้ายในสิ่ง​ที่ชวนให้เห็นร้าย ไม่ฝืนสิ่ง​ที่เราแก้ไม่​ได้ ไม่น้อยใจ​กับการ​ที่​จะ​ต้องอยู่​​กับสิ่ง​ที่ตัวเองไม่ชอบ อดทน ทำตัว​เป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง

เรา​ใช้​ความอดทนแล้ว​เราก็​ได้กำไร บางคน​ใช้​ความอดทน​ได้เครื่องเผากิเลสใหญ่เท่าวัดธาตุทองแล้ว​ในห้าหกวัน ​แต่ก็​ต้อง​ใช้​ไป เคลื่อน​ไป แล้ว​จึง​จะ​ได้ของดี

นานมาแล้ว​ มีกษัตริย์องค์หนึ่ง​ มีลูกสาว เค้าก็​เป็นเหมือน​ที่ถามถึง​เมื่อกี้นี้ สวยด้วย แล้ว​ก็เก่งด้วย แล้ว​ก็ฐานะดีด้วย ​เพราะพ่อ​เป็นกษัตริย์​ที่มีอันดับ แล้ว​ก็อะไร​ ๆ​ มันดีหมด ​ที่นี้พวกเจ้าฟ้าชาย​ทั้งหลายก็อยาก​จะ​แต่งงาน ​แต่ท่านพ่อ​ต้องการลูกเขย​ที่เก่ง อดทน ฉลาด มีคุณธรรม ก็เลย​ให้​เขาขุดบ่่อขึ้น​มาหลายบ่อ แล้ว​ให้พวกเจ้าฟ้าชาย​ที่​จะชิง​เป็นสามีของเจ้าฟ้าหญิงคนนี้มาตักน้ำจากบ่อ ​แต่ละองค์ก็​จะมีบ่อ​ส่วนตัว ให้​เขาตัก ตักน้ำจนกว่า​จะ​ได้ของดี แล้ว​​ได้ของดี ​เอา​ไปให้กษัตริย์ผู้​เป็นพ่อ ​จะยกลูกสาวให้

พวกเจ้าฟ้าชายเห็นแล้ว​ก็ไม่ค่อย​จะพอใจ ​ต้องตักน้ำ บางคนแอบให้สารถีช่วยตักให้ ตักน้ำขึ้น​จากบ่อกี่ถังกี่ถังก็ไม่​ได้อะไร​ มี​แต่น้ำอย่างเดียว ก็ไม่นานก็เริ่มเบื่้อแล้ว​ ก็ทีแรกก็คิดว่า เจ้าฟ้าหญิงคนนี้สวยมาก ​แต่มันตัก​ไป ​ที่จริงก็ไม่สวยเท่าไร ​ที่สวยกว่านี้ก็ยังมีอยู่​ ​ไปหา​ที่ีอื่นดีกว่า ก็บางองค์ก็เก่ง ก็ตักกัน​เป็นชั่วโมง ชักสงสัยว่า เอ ถูกหลอกหรือเปล่า ไม่เห็นมีของดี มี​แต่น้ำ ก็ค่อย ๆ​ หยุด​ไป กลับบ้านกันหมด เหลือ​แต่องค์เดียว องค์เดียวตัก​ไป ตัด​ไป ระดับน้ำในบ่อก็น้อยลง น้อยลง น้อยลง น้อยลง จนกระทั่งแห้ง แห้งแล้ว​ก็ยังไม่หยุด ตักขึ้น​มา ตักทรายขึ้น​มา โคลนขึ้น​มา อยู่​ในโคลนก็มี ​ได้พบเม็ดนึง ​เอา​ไปให้กษัตริย์ กษัตริย์ก็มั่นใจว่าคนนี้​ใช้​ได้ อดทน ไม่ท้อแท้ ทำงานจนกระทั่ง​ได้ผล ​ได้ของดี เชื่อมั่นในการกระทำ เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ​ได้ ​จะยกลูกสาวให้
ทีนี้เจ้าฟ้าชายคนนี้ก็บอกว่า ขอโทษครับ​ ผมเปลี่ยนใจแล้ว​ ​แต่ก่อนผมรู้สึกว่า​ ผม​เป็นคนไม่เก่ง เคยคิดว่า​จะบวช​เป็น​พระ​ที่วัดป่านานาชาติ ​แต่ว่ากลัว​จะทนไม่​ได้ ​เพราะ​เขาตื่นเช้า​ แล้ว​ก็ฉันมื้อเดียว บิณฑบาตก็เท้าเปล่า ​แต่วันนี้ การ​ที่เราสู้​กับงานนี้ก็​ได้พิสูจน์​กับตัวเองว่ามีคุณธรรมพอ​ที่​จะออกบวช​ได้แล้ว​ เรื่อง​ลูกสาวไม่​เอา แล้ว​ก็ออกบวช แล้ว​ก็ happily ever after

​แต่งเอง

​ความอดทน​เป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง อดทนต่อทุกขเวทนา อดทนต่อสิ่ง​ที่ไม่ชอบ อดทนต่อคำพูดของคนอื่น ​ต้อง​ใช้​ความอดทนมาก อยู่​​ที่นี่ไม่ค่อย​ต้อง​ใช้ตัวนี้ ​เพราะไม่ค่อย​ได้พูดกัน พอเราออกจาก​ที่นี่แล้ว​ สิ่ง​ที่​จะกระทบกระทั่ง สิ่ง​ที่​จะก่อกวน​ความรู้สึกมาก​ที่สุด ก็​คือคำพูดของคนอื่น ก็​ใช้​ความอดทน

ดังนั้น​​การปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน ปฏิบัติธรรมอย่างไร ​เขาพูดถากถางเสียดสี เราก็อดทน เนี่ย ​ได้ปฏิบัติธรรม ​เป็น​การปฏิบัติธรรม​ที่มีผล มีผลดีมาก

​แต่​ที่สำคัญก็​คือ มี​ความอดทนต่อกิเลสตัวเอง การชักชวน การกระซิบในหู เหตุผลแปลกปลอมของกิเลส กิเลสนี่มันกระล่อนมาก มันมีอุบาย มีอกุศโลบายเยอะ ชวนให้เราหลง ชวนให้เราทำสิ่ง​ที่ไม่ควรทำ พูดสิ่ง​ที่ไม่ควรพูด คิดปรุง​แต่งในสิ่ง​ที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง งั้นเราเห็นแล้ว​ เรา​ต้องอดทน นี่​ความอดทนทำไมบางคนอดทนสูง บางคนอดทนน้อย คนหนึ่ง​​คือ​ความเคยชิน ​เพราะมันเคยนี่ ​ความเคยชินก็​เป็นสังขาร ​คือ ​ถ้า​เป็นคน​ที่ไม่เคยอดทน นั่นไม่​ได้หมาย​ความว่าเรา​ต้องประทับตราตัวเองว่า ​เป็นคนไม่อดทนตลอดกาลนาน หาก​เป็นคน​ที่​แต่ก่อนไม่เคยอดทน ตั้งใจว่า ต่อจากนี้เรา​จะ​เป็นผู้​ที่พยายามเพิ่ม​ความอดทนทุกวัน ทุกวัน คน​ที่ไม่ค่อยทนก็กลาย​เป็นคน​ที่อดทน​ได้ ​ถ้าเรามีตัวอย่าง​ที่ดี มันก็ช่วยอีกแรงหนึ่ง​

อาตมามีบุญ​ที่มี​เพื่อนมีอาจารย์​ที่มี​ความอดทนอย่างสูงมาก นั่น​คือท่านอาจารย์ปัสสโน ญาติโยมหลายคนก็รู้จักท่าน ท่าน​เป็นคนอดทนมาก อดทนต่อทุกขเวทนา อาตมาจำ​ได้ปีหนึ่ง​ ท่าน​เป็นนิ่วในไต ​ซึ่งมันทุกข์ทรมานมาก ท่าน​เป็นแล้ว​ ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีอะไร​ ท่านก็ปกติ ​แต่ว่าหน้าท่านขาวซีดมากเลย​ ​แต่ท่านก็ยังสั่งลูกศิษย์ว่า คง​ต้อง​ไปหาหมอแล้ว​ อดทนมาหลายชั่วโมง ก็คงไม่ถ่ายออกมาเอง คง​จะ​ต้องยอม ก็ครองผ้าปกติ เดินลงมาปกติ ​แต่เรารู้ว่า ทุกขเวทนาของท่านสูงมาก ​แต่ท่านก็ไม่บอก​ใคร ​แต่เราก็เห็นจากอาการของท่าน ​ถ้าเรามีกัลยาณมิตร​ที่มี​ความอดทนสูงอย่างนี้ เราก็จำไว้ มันก็​เป็น​กำลังใจ​กับตัวเอง

อีกข้อหนึ่ง​ในเรื่อง​​ความอดทน เรา​จะอดทนในเรื่อง​​ที่เราเชื่อว่า มี​ความหมาย ในบางเรื่อง​​ที่เราไม่อดทน​เพราะไม่รู้​จะทนทำไม ​แต่​ถ้า​เป็นเรื่อง​​ที่เราเห็นว่าสำคัญ​และมี​ความหมาย
บางทีเจอ​ความอดทน​ที่ไม่เคยรู้เลย​ว่า มีอยู่​ในตัวเอง ​ที่เห็นชัด​คือมัน​ต้องอดทน​เพื่อลูก ​เพื่อคน​ที่เรารัก ทำไมเราอดทน​ได้เก่งมาก แสดงว่า ​ความอดทน​ต้องมีอยู่​แล้ว​ ไม่ใช่ว่ามันเพิ่ง​จะเกิดในเหตุการณ์นั้น​ เวลานั้น​ มัน​ต้องมีอยู่​แล้ว​ เราก็​ต้องพยายามเข้าถึงตัวนี้ ​และ​ใช้ตัวนี้ในภาคปฏิบัติธรรม

เรา​ต้องการเครื่องเผากิเลส กิเลสมันมากมาย​ ​แต่ก็ยังไม่มีกิเลสตัวไหนปรากฏ​ที่​สามารถอยู่​เหนือพลังของธรรม​ได้ กิเลสมี ๘๔,๐๐๐ ตัว ธรรมะก็มี ๘๔,๐๐๐ ตัวเหมือนกัน แล้ว​ก็เก่งกว่า ไม่มีกิเลสตัวไหน​ที่​จะทนต่อพลังของธรรมะ​ได้ ​แต่เรา​ต้องให้อากาศแก่ธรรม

กิเลสตัวหลักนี่เรื่อง​ตัณหา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ เราอยาก​ได้ เราอยาก​ได้ทำไม ​คือ คำสอนของพุทธศาสนาไม่ใช่หลักศาสนาว่า อย่านะ บาปนะ หยุดนะ ตกนรกนะ ไม่มีครูแบบนั้น​ สอนว่า เราอยาก​ได้​เพื่ออะไร​ ​ได้แล้ว​​ได้อะไร​ ​เป็น​ที่พอใจหรือเปล่า ให้มันเจาะตรงจุดนั้น​ให้ดี ​เพราะ​ส่วนมากเราก็หลอกตัวเอง

แล้ว​ก็ขอให้สังเกตว่า การ​ที่เราอยาก​ได้อะไร​ มัน​ต้องเกิดจากพื้นจิต​ที่รู้สึกว่า​ ขาด ​ถ้าเราอิ่มแล้ว​ เราทานข้าวอิ่มแล้ว​ มี​ใครชวนให้กินนั้น​กินนี่ ถึง​จะ​เป็นเรื่อง​​ที่อร่อย​ที่เราชอบ ก็ว่า พอแล้ว​ พอแล้ว​ อิ่มแล้ว​ เราอิ่มแล้ว​ ใจหนึ่ง​ยอมรับว่า ​เป็นอาหาร​ที่​เป็นรสดี ​แต่ในขณะเดียวกันท้องก็บอกว่า ไม่ไหวแล้ว​ ​แต่​เมื่อเราอิ่ม เราก็ไม่​ต้องการ ​ถ้าเราหิว เราก็​ต้องการ

กาีร​ที่เรา​ต้องการ​ความสุขต่าง ๆ​ ​ต้องการประสบการณ์ ​ต้องการวัตถุ ​ต้องการอะไร​ก็แล้ว​​แต่ ​เพราะเบื้องหลังก็​ต้องมี​ความรู้สึกว่า​ จิตใจชีวิตเราขาด แล้ว​​ถ้าเรา​ได้สิ่งนั้น​ ​ความรู้สึกว่า​ขาดนั้น​มัน​จะหาย​ไป อันนี้ก็​คือทิษฐิ​ความเห็น​ที่ซ่อนเร้นอยู่​ในจิตใจของเรา ​โดย​ที่เราไม่ค่อย​จะ​ได้สังเกต เราอาจ​จะบอกว่า มันดูดี อยาก​ได้ น่าสนุก ​ได้แล้ว​มันน่า​จะ​ได้​ความสุข ​แต่​ที่เราคิดอย่างนั้น​ ​เพราะเรารู้สึกว่า​ ตัวเองไม่สมบูรณ์สิ ​ถ้าตัวเองมันสมบูรณ์แล้ว​​จะ​ไปแสวงหาทำไม ​จะ​ไป​ต้องการทำไม

ใน​การปฏิบัติธรรมของเรา เราปฏิบัติจนจิตมันอยู่​ตัวแล้ว​ จิตมันสงบแล้ว​ แค่นี้เราก็​ได้ประสบการณ์​ที่สำคัญมาก สิ่ง​ที่​จะนำ​ไปสู่​ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเรา​ได้ ก็​เพราะจิตใจเราสงบแล้ว​ เรารู้สึกว่า​อิ่ม อิ่มตัว จิตสงบแล้ว​​ต้องการอะไร​ไหม ไม่​ต้องการอะไร​ พอใจแล้ว​ อยู่​แค่นี้ก็ไม่มีอะไร​​ที่​จะดีกว่านี้ ​ที่​จะยิ่งกว่านี้

งั้นเราก็​ได้บทเรียน ​ได้บทเรียนว่า จิตใจมีนิวรณ์ จิตใจฟุ้งซ่านวุ่นวาย ​ต้องรู้สึกตลอดเวลาว่า ขาดอะไร​สักอย่าง จิตใจ​ที่สงบแล้ว​ มี​ความรู้สึก​เป็นเอกลักษณ์เลย​ว่า ไม่ขาดอะไร​สักอย่าง ​เมื่อเรามี​ความกระวนกระวายอยู่​ในจิตใจ มี​ความกระสับกระส่ายอยาก​ได้นั่น​ได้นี่ ปัญญาก็​จะเกิดขึ้ั้้นว่า สาเหตุสำคัญ​คือ จิตใจเรามันไม่สงบ จิตใจก็ยังรู้สึกว่า​ ขาดอะไร​สักอย่าง

นี่เรา​จะแก้เรื่อง​ตัณหา แก้เรื่อง​​ความอยาก มัน​ต้องจุดนี้ ถึงจุดสงบ จุดอิ่มตัว ​ที่เรา​จะเห็นว่าเหตุปัจจัยของการแสวงหา​ความสุขอย่างไม่มี​ที่จบสิ้นก็​เพราะว่าเรา​กำลังแสวงหาสิ่ง​ที่โลกให้เราไม่​ได้ สิ่ง​ที่เรา​ต้องการกลับไม่​ได้อยู่​​ที่รูป ไม่​ได้อยู่​​ที่เสียง ไม่​ได้อยู่​​ที่กลิ่น ไม่​ได้อยู่​​ที่รส ไม่​ได้อยู่​​ที่สัมผัส ไม่​ได้อยู่​​ที่การครอบครอง การ​เป็นเจ้าของ ของสิ่งนั้น​สิ่งนี้ ไม่​ได้อยู่​​ที่ยศ ไม่​ได้อยู่​​ที่ตำแหน่ง ไม่​ได้อยู่​​ที่ชื่อเสียง ไม่​ได้อยู่​​ที่สิ่งเหล่านั้น​ มันอย.ู่​ที่จิตใจ​ที่พ้นจาก​ความรู้สึกว่า​ พร่อง

ท่านจึงบอกว่า จิต​ที่ยังไม่​ได้รับการฝึกอบรมมี​ความรู้สึกว่า​ พร่อง​เป็นนิจ จิตใจมันพร่อง จิตใจมันรั่ว ​ต้องแก้ตรงจุดนี้ ​ถ้าจิตใจไม่พร่องเสียแล้ว​ จิตใจอิ่มเอิบ ​พอดี พอตัว การแสวงหา​ความสุขทางโลกมันก็​จะมีอยู่​บ้างเหมือนกัน ​แต่มีออกเหมือน​เป็นกีฬาเฉย ๆ​ เราไม่​ได้​เอาจริง​เอาจัง​กับมันจนเกิน​ไป ไม่​ได้ฝาก​ความหวังใน​ความสุขไว้​กับสิ่งนอกตัว นั่น​จะทำให้เรา​เป็นเหยื่อของอนิจจัง ทำให้เราไม่​เป็นตัวของตัว

​เพราะ​เมื่อสิ่ง​ทั้งหลายเปลี่ยนแปลงอยู่​ตลอดเวลา ​และสิ่ง​ที่จิตใจของมนุษย์​ต้องการมาก​ที่สุด ​คือ ​ความสุข​ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ก็​เป็นอันว่าการแสวงหานั้น​ก็ย่อมลม ๆ​ แล้ง ๆ​ หา​ความสุข​ที่เ​ที่ยงจากสิ่ง​ที่ไม่เ​ที่ยง มัน​จะประสบ​ความสำเร็จ​ได้อย่างไร

ขอให้สังเกตขอให้พิจารณาข้อคิดข้อนี้ให้ดี อาตมาก็ขอเสนอ​เป็นสมมติฐานให้​เอา​ไปวิเคราะห์หน่อย​ว่า สิ่ง​ที่เรา​ต้องการจริง ๆ​ ​คือ​ความสุข​ที่เ​ที่ยงแท้ถาวร ​ต้องการ​ความสุข​ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ใช่หรือไม่ ​ถ้าหากว่าเรายอมรับว่า ใช่ ก็​ต้องถามตัวเองต่อ​ไปว่า ​ที่เราแสวงหาด้วยการซื้อสิ่งนั้น​ แสวงหาสิ่งนี้ มัน​จะเหมาะไหม เราหวังอะไร​บ้างจากสิ่งเหล่านั้น​ ​คือ เราหวังอะไร​​ที่สังขารให้เราไม่​ได้หรือเปล่า

​ถ้าเราแสวงหาด้วยรู้เท่าทัน อยู่​ในขอบเขตของศีลธรรม ของฆราวาส มันก็ไม่ผิด ทุกคนก็มีสิทธิ​ที่​จะมี​ความสนุกสนานพอสมควรแก่อัตภาพ พอสมควรแก่ฐานะ พอสมควรแก่​ความอยู่​ของตน ​แต่เราไม่​ได้หวังสิ่ง​ที่มันให้เราไม่​ได้ เราจึง​จะไม่​เป็นทุกข์

งั้นทิษฐิ​ความเห็นเราก็มีอยู่​ทุกคน บางคนก็ยังถือว่าก็ไม่​ได้คิดอะไร​มากเรื่อง​นี้ ​แต่​ที่จริงเราทุกคนก็​ต้องมีแนว​ความคิด ​ต้องมีปรัชญาชีวิต เพียง​แต่ว่าบางคนก็รู้ตัวว่า ปรัชญาชีวิตเรา​คืออะไร​ บางคนไม่เคย​ได้คิดเท่านั้น​เอง ​แต่มีอยู่​ ​แต่​เพราะไม่เคย​ได้ส่องแสงสว่างเข้า​ไปดูจิตใจของตัวเอง ปรัชญาชีวิตก็มี​ความขัดแย้งอยู่​ในตัวก็เลย​ทำให้สับสน เรา​จะรู้​ได้อย่างไรปรัชญาชีวิตตัวเองหรือทิษฐิของตัวเอง​เป็นอย่างไร

ข้อหนึ่ง​ก็​ต้องดู​ที่การตัดสินใจชีวิตของเรา ในชีวิตของเราทุกคนก็​ต้องการตัดสินใช่ไหม ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างมัน​จะตายตัว ​ต้องมีการตัดสิน​ที่​จะทำตามด้วยไม่​ต้อง​ไปคิดอะไร​เลย​ ​ต้องมีการตัดสิน ​ที่นี้ก็ตัดสินว่า เรา​จะเรียนในสถาบันไหน เรา​จะเรียนต่อในเืมืองไทยหรือเมืองนอก ​จะ​แต่งงานหรือไม่​แต่งงาน ​จะทำงานอะไร​หรือไม่ทำงาน ​คือมัน​จะมีการตัดสิน​เป็นระยะ ๆ​ ในชีวิต แล้ว​เรามาดูว่า เรามีเครื่องตัดสินอะไร​บ้างในกรณี​ที่เราเคยตัดสินเรื่อง​สำคัญ ๆ​ ในชีวิต เรา​เอาอะไร​​เป็นหลักในการตัดสิน นี่เรา​จะ​ได้รู้ว่าทิษฐิของเรามัน​คือะไร​ ปรัชญาชีวิตของ​คืออะไร​

​เมื่ออาทิตย์ก่อนอาตมา​ได้​ไปร่วมงานวัดป่าพง ก็​ได้แสดงธรรม ก็​ได้พูด​กับชาวบ้านในเรื่อง​นี้ว่า ​ถ้าคนเรา​เป็นสัมมาทิษฐิจริง ๆ​ ​ถ้าลูกขอบวชตลอดชีวิต เรา​จะมี​ความสุขจนน้ำตาไหล สาาาาาาาาธุ นี่ก็ลักษณะของพ่อแม่​ที่มีสัมมาทิษฐิในทางพุทธศาสนา ​เพราะอะไร​ ​เพราะว่า ​ถ้าเราเชื่อจริง ๆ​ ว่า ​ความสุข​ที่แท้จริงอยู่​​ที่การหลุดพ้นจาก​ความทุกข์๋ ก็ถือว่า ทาง​ไปสู่​ความพ้นทุกข์​คือการเจริญตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ​และสถาบันสงฆ์​เป็นสถาบัน​ที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าเองท่านทรง​แต่งตั้ง​เพื่อผู้​ที่​จะมุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพานจริง ๆ​ สร้างสิ่งแวดล้อม​ที่เอื้อ​ที่สุดต่อการเข้าถึงสิ่งสูงสุด ​คือ นิพพานสุข

​ถ้าเรา​เป็นพ่อแม่​ที่รักลูกมาก ​ถ้ารักลูกถูกทาง ​ต้องหวังว่า ขอให้ลูกของเรามีบารมี​ที่​จะ​ได้บรรลุธรรม ​ที่​จะ​ได้บรรลุ​พระนิพพาน นี่ก็​ต้อง​เป็น​ความหวังลึกซึ้งในหัวใจของพ่อแม่ผู้มีสัมมาทิษฐิ ก็ไม่ใช่​จะบังคับลูก​ที่ไม่มีศรัทธา ​แต่ก็​เป็น​ความหวังลึก ๆ​ ขอให้ลูกเรามีบารมีพอ​ที่​จะบวช​พระ พอ​ที่​จะ​เป็น​ที่พึ่งทางใจให้เราตอนวัยชรา ​เพราะท่าน​จะ​ได้สั่งสอน ท่าน​จะให้​กำลังใจ ท่าน​จะให้ธรรมะ ขอให้ท่านบรรลุธรรมขั้นสูง ท่าน​จะไม่​ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อ​ไป ขอให้​เป็นอย่างนั้น​ ​เพราะฉะนั้น​ลูกก็​ไปเรียนเมืองนอกกลับมา ​เขาก็​จะให้ทำงาน เงินเดือน​เป็นแสน หลายแสน ลูกก็บอกพ่อแม่ว่า คงไม่​เอาครับ​ ​จะออกบวช​ที่วัดป่านานาชาติ ​เพื่อ​จะ​ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน สาาาาาาธุ ​และผม​จะบวชตลอดชีวิต สาาาาาาธุ

อาตมาว่า เรื่อง​นี้ชัก​เป็นนิทาน​ไปแล้ว​ ​คือเมืองพุทธ ​แต่ว่าผู้ปกครอง​ที่คิดอย่างนี้น้อยมาก คนบวชบางคนเรียนเก่ง เรียนหมอก็​ไป​เป็นหมอเก่ง ๆ​ ​ที่่อเมริกา ​แต่ก็เจอ​พระฝรั่งอยู่​​ที่อเมริกา ก็ไม่​เอาแล้ว​ ไม่​เป็นหมอแล้ว​ ​จะมาบวช ปฏิบัติ​เพื่อมรรคผลนิพพาน กลับมาก็ออกบวช บางคน แหม เสียดายเนาะ เรียนเก่งมากด้วย แล้ว​ก็จบ​เป็นหมอด้วย แล้ว​ก็สุดท้ายก็มาบวช​เป็น​พระ ไม่สึก เสียดาย งั้นมันก็กลาย​เป็นว่า ทุกคนก็​ต้องการให้​พระดี ​แต่ไม่ค่อยอยากให้คนดีบวช

ทุกวันนี้ไม่รู้​จะ​ไปทำบุญ​ที่วัดไหน ​พระท่านก็ไม่ค่อยเรียบร้อย​ กิริยามารยาทไม่ชวนให้ศรัทธา ยอมรับว่าทุกวันนี้มันกราบไม่ลง ไม่อยาก​จะไหว้ด้วยซ้ำ โอย ทำไมทุกวันนี้​พระดี ๆ​ หา​ได้ยากมาก ​แต่บอกว่า เรา​จะให้ลูกชายบวชนี่ไม่​เอา ลูกชาย​กำลัง​จะจบ ​กำลัง​จะ​ไปทำงาน

​เพราะฉะนั้น​สัมมาทิษฐิจริง ๆ​ แ้ล้วก็​ต้องเห็นว่า สิ่งสูงสุด​คือการพ้นทุกข์ทางใจ ​และผู้ใด​ที่มุ่งมั่นใน​การปฏิบัติิ​เพื่อพ้นทุกข์ เราก็​ต้องอนุโมทนา ยินดี ​จะเ็ห็นว่าประเทศไทยก็ดี บรรพบุรุษ​ทั้งหลายก็ดี ​แม้จนกระทั่งครอบครัวของเรา ตัวเอง ก็​ต้องยอมรับว่า สถาบันสงฆ์​เป็นสถาบัน​ที่มีบุญคุณต่อเรามาก​ที่่สุด ​ที่เราทุกวันนี้ยังมีโอกาสศึกษา ปฏิบัติธรรม พัฒนาจิตใจ ​เพราะมีสถาบันสงฆ์ดำรงอยู่​ในโลกถึงสองพันห้าร้อยปี ​เพราะมี​พระเรียน ​พระท่านปฏิบัติ ​พระท่านเผยแผ่ ศาสนาจึงยังอยู่​ในโลก นั่นก็ถือว่า​เป็นสถาบัน​ที่สูงสุด สถาบัน​ที่น่าเคารพ​ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ถึง​แม้ว่าสมาชิกของสถาบันบางท่านบางองค์อาจ​จะไม่ค่อยน่าเลื่อมใสนัก ​แต่​โดยภาพรวมแล้ว​ สถาบันนี้​เป็นสถาบัน​ที่สูงสุด

มีไหมในประวัติศาสตร์ของโลก ในประเทศไทย วัฒนธรรมไหน สถาบัน​ที่​จะเทียบ​ได้​กับสถาบันสงฆ์ในพุทธศาสนา ​ถ้าเราถือว่า กลุ่มบุคคล​ที่สูงสุด​คือกลุ่ม​พระอรหันต์​ทั้งหลาย แล้ว​เรายอมรับว่า ​พระอรหันต์ก็​เป็น​พระภิกษุ​กับภิกษุณีสงฆ์เกือบ​ทั้งหมด เราจึง​จะเห็น​ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันนี้ แทน​ที่เรา​จะ​ไปเบื่อหน่าย ​ไปวิพากษ์วิจารณ์ ​เมื่อสิ่ง​ที่ล้ำค่าอย่างนี้ สถาบันดี​ที่สุดมาจาก​พระพุทธเจ้าเอง ​ที่​พระพุทธองค์ป็นผู้​แต่งตั้งเอง แหม เราทำไมจึง​จะช่วยบำรุงให้สถาบันนี้เข้มแข็ง ​จะ​ได้สร้าง​ความสุข​และประโยชน์แก่ชีวิตของเรา ชีวิตของลูกของหลานของเราต่อ​ไป นี่ก็​คือตัวอย่างของสัมมาทิษฐิในทางพุทธศาสนา ​เป็น​ความคิด

ตัณหา ทิษฐิ ​และ กิเลส อีกตัวหนึ่ง​ ​คือ มานะ คำนี้เรา​ใช้​ความหมายทางบาลี ​คือ ถือตัว ถือตัวว่าสูงกว่า ถือตัวว่าต่ำกว่า ถือตัวว่าเสมอ​กับ ตรงนี้เรา​จะเห็นว่า ไม่มีในศาสนาอื่น​ที่​จะละเอียดอย่างนี้ ในศาสนาอื่น​จะมีถือตัวว่า สูงกว่า ดูถูกดูหมิ่น ทุกศาสนา​จะสอนเรื่อง​นี้ ​แต่เรื่อง​การถือตัวว่าต่ำกว่า ไม่มีศาสนาองค์อื่น​ที่​จะชี้ว่า​เป็นกิเลสเหมือนกัน ​ส่วนมากก็​จะสรรเสริญ ถือว่า​เป็นสัญลักษณ์ของคนจิตใจสูง ฉะนั้น​ การอ่อนน้อมถ่อมตัวมัก​เป็นอาการของกิเลสมากกว่า​จะ​เป็นอาการของวิชชา ของปัญญา ของ​ความบริสุทธิ์ของจิตใจ ​เพราะมัน​จะเกิดจาก​ความยึดมั่นในอัุตตาตัวตน

นี้เราอยาก​จะรู้ว่านี่​เป็นอย่างไร ตัวอย่างของการถือตัวว่าสูงกว่า ​คือ แมว เห็นไหม แมว​เป็นอย่างไร แมวมองเราอย่างไร มันชัดเลย​ว่า แมวถือว่าตัวเองสูงกว่าเราใช่ไหม มันก็อิสระของมัน ​จะ​ไปก็​ไป ​จะมาก็มา เราก็ยังจัดอาหารให้มันอยู่​ ให้มันกิน จัด​ที่ให้มันอยู่​ เราัรับ​ใช้มันทุกอย่าง มันก็ไม่เคยทำอะไร​ให้เรา เดิน​ไปเดินมา อยาก​จะนอนตรงไหนก็นอนตรงนั้น​ ก็นอน นี่ื​คือ​ความถือตัวว่าสูงกว่า

ทีนี้ถือตัวว่า ต่ำกว่า ​คือ สุนัีข นี่เรา​จะดู​ได้เยอะ​ที่นี่ มาอยู่​อำเภอบ้านพอ กิ่งอำเภอสุนัขบุรี สุนัขเยอะมาก สุนัขก็​จะถือว่าเราสูงกว่า แมวก็​จะอย่างนี้ใช่ไหม หมาก็​จะ...​อย่างนี้ แมวนี่ไม่สนใจ แมวไม่มีกระดิกหาง เฉย ๆ​ ​แต่หมามี ดีใจ มีมานะถือว่าต่ำกว่า

สัตว์​ที่ถือว่าเสมอว่ามีไหม มี หมู มี​ใครเคย​ไปคบ​กับหมูบ้างไหม หมูนี่​จะมองแล้ว​เหมือนเสมอกัน มอง มอง มองเรา​เป็น​เพื่อนนะ แมวก็มองอย่างนี้ หมาก็มองอย่า่งนี้ หมูก็มองอย่างนี้ นี่เรื่อง​ของมานะ มนุษย์เราก็มี มนุษย์​ที่ว่าถือตัว ถือตน ถือว่าเหนือกว่า ดีกว่า ​เอาเรื่อง​ชาติตระกูล ​เอาเรื่อง​การศึกษา ​เอาอะไร​มา​เป็นยี่ห้อ ​เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสูงกว่า รู้มากกว่า อายุมากกว่า อะไร​มากกว่า ก็​เอาอะไร​สักอย่าง​เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ตัวเองสูงกว่า

บางที​พระวัดป่ามีเหมือนกัน เห็น​พระวัดป่า วินัยก็ไม่รักษา ฉันก็ฉันสองมื้อ ผ้าก็สีฉูดฉาด ไม่เหมือนสีวัดป่า ถือตัวถือตน ​พระรูปนี้เคร่ง ฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร ​พระวัดป่าก็เลย​มีมานะ​ได้เหมือนกัน ​คืออะไร​ ๆ​ ก็​เป็น​ที่ตั้งของมานะ​ได้​ทั้งนั้น​ ​ถ้าเรา​เอาจุดนั้น​​เป็นจุดพิสูจน์ว่า เราสูงกว่า แ้ล้วก็ยกตนข่มท่าน คนรักษาศีลก็ดูถูกคน​ที่ไม่รักษา ​แต่คน​ที่เคยทำอะไร​ไม่ดีแล้ว​ตอนหลังเลิก พวกนี้นี่แย่​ทีุ่สุด คน​ที่เคยสูบบุหรี่จัด ตอนหลังเลิก หลังจากนั้น​เห็น​ใครสูบบุหรี่ไม่​ได้เลย​ ​ต้อง​ไปสอน เห็นไหม คน​ที่เคยกินเหล้า เลิก ก็เห็นน้อง ๆ​ กินก็​ต้อง​ไปเทศน์ให้ฟัง พวกมีมานะนี่​จะชอบเทศน์ชอบสอน ทำอะไร​ก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอ​ที่​จะสอนคนอื่น ​แต่ว่าถือว่าตัวเองเก่ง ตัวเองสอน​ได้ อยากสอน นั่นก็​เป็นเรื่อง​ของมานะ

สมัยก่อน ก่อนบวช​พระ อยู่​อินเดีย อาตมามีอาจารย์​ที่น่าเคารพมาก ​แต่ท่าน​เป็น​พระในศาสนาฮินดู มีอยู่​ปีหนึ่ง​ อยู่​​กับท่านสองคน อยู่​ในห้อง สักสี่เมตรคูณสี่เมตร อยู่​ข้างทะเลสาบ​ที่​เป็น​ที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกฮินดู อยู่​ด้วยกัน เรียนรู้จากท่านหลายอย่าง ห้องนี้ไม่มีอะไร​ พื้น​เป็นคอนกรีต ​เป็นปูนซีเมนต์ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ นอน​กับพื้น ในมุมนึงก็มีฟืน​เพื่อ​จะต้มน้ำร้อน ตอนเช้า​ท่านก็​ไปบิณฑบาต รับจาปาตี แกงถั่วมาก็แบ่งให้ลูกศิษย์ ฉันสองรูป

ทีนี้ในหมู่บ้านนั้น​มีวัดเยอะ มี​พระเยอะ มี​พระผู้ใหญ่องค์นึงเคยอยู่​ในถ้ำยี่สิบปี ออกมาก็รับตำแหน่งในอาศรม ​เป็นผู้บริหาร ถือว่าตัวเอง​เป็นนักปฏิบัติ ไม่เหมือนพวกนี้​ที่เคยอยู่​ในเมืองตลอด ก็เลย​กลาย​เป็น​ที่หมั่นไส้ของพวก​พระมาก ​เพราะทุกครั้ง​จะมีการถกเถียงกัน นี่ก็รู้เลย​ว่า อาจารย์สวามีองค์นี้นะท่านว่า คุณไม่รู้หรอก ผมรู้ ผมอยู่​ในถ้ำตั้งยี่สิบปี นี่ก็​เป็นเหตุผลนะ ก็ว่า​ความคิดเห็นของคนอื่นไม่มีน้ำหนัก ​เพราะ​เขาไม่เคยอยู่​ในถ้ำเหมือนเรา

นี่เรา​จะ​เอา​ความสำเร็จของเรา ​ความเก่งของเรา อะไร​ของเราสักอย่างหนึ่ง​​เพื่อ​จะยกตัวเองให้สูงกว่าคนอื่น เด่นกว่าคนอื่น อันนี้ก็เ็ป็นมานะ ​ต้องระมัดระวัง

นี่ก็มาอีกอย่างนึง ตัวเรา​เป็นผู้น้้อย ​เป็นผู้มีบุญน้อย บารมีน้อย ไม่เก่ง ฟังแล้ว​ก็น่าเอ็นดู ​แต่ว่ามันเกิดจากกิเลสเหมือนกัน เกิดจาก​ความยึดมั่นถือมั่นในข้อบกพร่องของตัวเอง ​ความไม่เก่งของตัวเองบางอย่าง มนุษย์แบบแมวก็​จะถือในจุดดีจุดเด่น ​แต่มนุษย์...​​จะเรียกว่ามนุษย์สุนัขเดี๋ยวก็​จะไม่ดี มนุษย์ดีกว่า ​ที่ว่า​ที่ยึดอยู่​ในจุดอ่อน ยึดอยู่​ใน​ความผิดพลาด ยึดอยู่​ในบางสิ่งบางอย่าง ทำให้มีอัุตตาตัวตนว่า​เป็นคนไม่ดี ​เป็นคนไม่เก่ง ไม่กล้า อันนี้ก็​เป็นกิเลสเหมือนกัน ​ที่จริงคนแบบนี้ ​ถ้าเรา​จะเลือกว่า อยาก​จะอยู่​​กับ​ใคร อยู่​​กับพวกนี้สบายกว่าพวก​ที่ถือตัวถือตนว่า ดีกว่า ​แต่ว่านาน ๆ​ ก็เหนื่อยเหมือนกัน ​เพราะว่า มันก็​เป็นลักษณะของกิเลสเหมือนกัน

อาตมามี​เพื่อนองค์หนึ่ง​ ตอนนี้สึก สึกนานแล้ว​ ตอน​ไปวัดป่าพงใหม่ ๆ​ ท่าน​เป็น​พระพี่เลี้ยง ​เป็น​พระ​ที่ไม่ค่อยพูด ​เป็น​พระ​ที่​เป็นช่าง เก่งมาก ​เป็นชาวออสเตรเลีย ท่าน​เป็นช่างประจำวัน ​ถ้าหลวงพ่อชามีงานช่าง​ที่ละเอียด ​ต้องเรียกช่างคนนี้มาทำ กุฏิหลวงพ่อชา​ที่ทำแสงเพชรอยู่​บน​เขาก็ให้​พระองค์นี้สร้าง ท่าน​จะ​เป็นช่าง​ที่เก่งมาก ​แต่เรื่อง​อื่นท่าน​จะถ่อมตนมากว่า ไม่เก่ง ทำไม่เก่ง สวดมนต์ก็ไม่เก่ง ท่องปฏิโมกข์มันไม่เก่ง ภาวนาก็ไม่เก่ง อะไร​อะไร​ก็ไม่เก่ง

ทีนี้ เราก็รักท่านมาก​เพราะท่านเคยช่วยเราตลอด แล้ว​ก็เสียใจว่า ทำไม​เป็นอย่างนี้ ​เพราะเราไม่เห็นด้วย เราเห็นว่า​ที่จริงก็ไม่ใช่อย่างนั้น​ ท่าน​จะถ่อมตนมากเลย​ ​แต่ตอนหลังพอเราพูดคุยนาน ๆ​ เข้า มันจึงเห็นว่า ท่านมีอันนึง ท่านมีอะไร​อยู่​ ​คือ ท่าน​จะไม่ทำในสิ่งใด​ที่ท่านไม่มั่นใจว่า ท่าน​สามารถว่าทำ​ได้เก่ง ​จะทำเฉพาะในสิ่ง​ที่รู้ล่วงหน้าว่า​ต้องสำเร็จแน่ ๆ​ ​ต้องเก่งแน่ ๆ​ เรื่อง​​ที่ไม่แน่นี่กลัว กลัวผิด กลัวไม่เก่ง กลัวคนอื่นดูถูก ก็เลย​​เป็นว่า ถ่อมตัว ทำไม่​เป็น ทำไม่​ได้ ​แต่​ความถ่อมตนของท่านไม่ใช่ของแท้ มันเกิดจากว่า ไม่อยากทำสิ่งใด​ที่ตนเองทำไม่ดี​ที่สุด

งั้นกิเลสมันก็มีเล่ห์เหลี่ยม มันมีอะไร​ ๆ​ ละัเอียดมาก

นี่กิเลสสุดท้ายก็​คือ มานะสุดท้ายก็​คือ ถือว่าเราเสมอ​กับ​เขา ทุกคนเสมอภาค ผู้ชายผู้หญิง​ต้องเสมอภาค อยู่​ในวัด ไม่ควรมีผู้ใหญ่ผู้น้อย ทุกคนก็อยู่​แบบประชาธิปไตย ทุกคนก็อยู่​ระดับเดียวกัน ก็​เป็นอเมริกัน ​แต่​ที่ไหน​ที่​เขาเน้นในเรื่อง​​ความเสมอภาคมาก มัน​จะมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง การแ่ข่งขันกันก็​เป็นอาการของระบบ​ที่เน้นใน​ความเสมอภาค แล้ว​กลาย​เป็นกิเลสตัวนึงเหมือนกัน กิเลสตัวนี้มัน​จะออกมาใน Who do you think you are? หมายถึงว่า ไม่พอใจ ​ถ้าเห็น​ใครทำท่าเหมือน​กับสูงกว่าเรา ทนไม่​ได้ โกรธ โกรธว่าทำท่าว่าสูงกว่า ​ที่จริงไม่สูงกว่า มันก็แค่ระดับเรานี่แหละ​ จิตใจมันก็ไม่ปลอดโปร่ง

เรื่อง​สมมติทางสังคมเราก็ยอมรับ อย่างเช่น อาตมา​ไปอยู่​เมืองนอกตั้งแต่ยังไม่เกิดเลย​ อาตมาก็เลย​​ได้ภาษาอังกฤษตั้งแต่เล็กเลย​ อาตมาก็เชื่อว่า อาตมาคงพูดภาษาอังกฤษ​ได้เก่งกว่าโยม ​แต่นั่นก็ไม่ใช่มานะ หรือว่าอาตมาก็เชื่อว่า ​ความรู้ทางภาษาบาลีก็สู้อาจารย์มหาไม่​ได้ อันนั้น​ก็ไม่ใช่ว่ามานะ ว่าเราถ่อมตน ก็​เป็นการยอมรรับ​ความจริง ​เพราะฉะนั้น​ เรื่อง​การ​ที่​จะถือว่าสูงกว่า ว่าต่ำกว่า ไม่ใช่่ว่าห้าม​โดยเด็ดขาด มัน​ต้อง​เป็นกิเลสในทุกกรณี ​แต่มัน​จะ​เป็นกิเลสตรง​ที่เกิดมีอัตตาแบบผูกพัน​กับฐานะว่าสูงกว่า หรือต่ำกว่า หรือเสมอ​กับ มัน​เป็นปัญหาอยู่​​ที่่ตัวอัตตา ด้วย​ความยึดมั่นว่าเรา ว่าของเรา ว่าเรา​คือผู้สูง เรา​คือผู้ใ้ช้ไม่​ได้ เรา​คือผู้น่ารัก เรา​คือผู้ซื่อสัตย์ เรา​คือผู้เก่ง ​เพราะเรามีตัวเรา ไม่ว่าในฐานะไหนนี่ ทุกข์ทันที ​พร้อม​ที่​จะทุกข์ ทุกลมหายใจ

พุทธองค์จึงตรัสให้เราดู​ความไม่เ​ที่้ยง ​เพราะว่ามานะต่าง ๆ​ ​ความถือตัวถือตน ทนอนิจจังไม่​ได้ พอเราเห็น​ความเกิดดับเกิดดับของสิ่ง​ทั้งหลาย การ​ไปยึดมั่นว่า นั่น​คือเรา เราคืนั่น มันไม่อยู่​ อยู่​ไม่​ได้ ​เพราะมันไม่ตรงตาม​ความจริง​ที่เราเห็น​ได้​โดยจิตใจ​ที่ปราศจากพวกนิวรณ์

ดังนั้น​เราก็ปฏิบัติ เรา​ได้หนทางแล้ว​ บางที​การปฏิบัติดีขึ้น​ ดีขึ้น​ ดีขึ้น​ แล้ว​ก็เสื่ีอม แล้ว​ก็ไม่ใช่เสื่อมวันสองวัน เสื่อม​เป็นเดือนก็​ได้ เสื่อม​เป็นปีก็​ได้ แล้ว​ก็ไม่​ได้อะไร​ดีขึ้น​ เรื่อง​​การปฏิบัติมัันไม่ใช่เรื่อง​วิ่งร้อยเมตร มัน​เป็นมาราธอนเลย​ ​ถ้าวิ่งร้อยเมตรก็สิบวินาที ​ถ้าเก่งระดับโอลิมปิค มันถึง​ที่สุดแล้ว​ ​ถ้าวิ่งมาราธอน วิ่ง​ได้ยี่สิบสามสิบวินาทีแล้ว​ แล้ว​บ่นว่ายังไม่ถึงไหนเลย​ มันก็ไม่ถูกใช่ืไหม มาราธอนนี้มันตั้งหลายสิบกิโลเมตร มันเพิ่งเริ่ม ​และถุ้้ามันเสื่อม ​การปฏิบัติมีปัญหา พูด​ได้เลย​ว่า ​ถ้า​การปฏิบัติมีปัญหาเรื้อรัง ​เป็นอันว่าชีวิตของเรามีปัญหาเรื้ิ้อรัง อย่า​ไปดูเฉพาะเทคนิค ​ต้องดูวิถีชีวิตว่า เรา​กำลัง​ใช้ชีวิตอย่างไร เรื่อง​​ความสัมพันธ์​กับคนรอบข้าง เรื่อง​การทำงาน ​ต้องดูชีวิต​ทั้งชีวิต ไม่ใช่ว่ามันมีเทคนิคอะไร​วิเศษ หรือมันมีเกร็ด มีกุศโลบาย มีวิธีของสำนักใดสำนักหนึ่ง​ ​ถ้าเรา​ได้อันนี้แล้ว​ มัน​จะ​เป็นกุญแจไขทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็​จะดี

​ถ้าเราอยาก​จะ​ใช้ชีวิตแบบประมาท แล้ว​มานั่งสมาธิ ก็ถึงขั้น​ความไม่ประมาท ​ความไม่ประมาทในขั้นละเอียด มันขัดกัน ​ถ้าคนทำงานอาทิตย์นึงแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง แล้ว​ก็​ไปรับเงินเดือน โอย ทำไมน้อยมาก น่า​จะมากกว่านี้ อ้าว ก็ทำงานแค่สามสี่ชัี่วโมง ​จะ​ไปรวย​ได้อย่างไร เรื่อง​ของ​การปฏิบัติก็เหมือนกัน ​ต้องทำ​และ​ต้องทำต่อ​เนื่อง ​ต้องทำทุกอิริยาบถทุกเวลา มันจึง​จะให้ผล สติของเรานี่ตัวสำคัญ

ขอพูดเล่าคำอุปมาของหลวงพ่อชา​ที่ญาติโยมของเราหลายคนคงเคย​ได้ยิน สติของเราเหมือนน้ำ​ที่มันหยดจากก๊อกน้ำมันก็หยด...​...​...​.หยด...​...​...​หยด...​...​.เริ่มต้นนะ มันนานมาก แ่ต่ว่าเราทำมากขึ้น​มันก็หยด...​หยด...​หยด...​. ​ถ้าเราำทำต่อ​เนื่องมันก็​จะหยด หยด หยด หยด หยด หยด สุดท้ายมันก็​เป็นกระแส กระแส​คืออะไร​ กระแส​คือสมาธิ สติต่อ​เนื่อง จิตใจตั้งมั่น​เป็นสมาธิ ​ถ้าเราไม่ทำสติต่อ​เนื่องในชีวิตประจำวัน ทำเฉพาะเวลาเข้าห้อง​พระ มันก็คง​ได้บ้างเล็กน้อย ​แต่สติของเราก็​จะไม่​เป็นกระแสจริง ๆ​ ก็​จะไม่นำ​ไปสู่ปัญญา​ที่เรา​ต้องการ

วันนี้ญาติโยมก็​ได้อดทนถึงชั่วโมงแล้ว​ ก็คง​จะพอสมควร​กับเวลา

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1990 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง จิตสงบรู้จักพอ (คำเทศน์โดยชยสาโรภิกขุ)
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ประกายธรรมนำทาง
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๑๖๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-9593 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 05 พ.ย. 2549, 23.42 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เก็จแก้ว [C-9596 ], [202.12.118.36]
เมื่อวันที่ : 06 พ.ย. 2549, 11.55 น.

แม่ครัวรจนา...​.ทำอาหารก็เก่ง...​แถมยังเข้าถึงธรรมะ​ได้อย่างลึกซึ้งด้วยนะคะ​

แก้วนับถือจังค่ะ​...​.ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : พญาไฟ [C-9603 ], [61.19.225.227]
เมื่อวันที่ : 06 พ.ย. 2549, 20.47 น.

โดนค่ะ​ โดนหลายเรื่อง​เลย​ ​เป็นหมดเลย​

ตั้งแต่เรื่อง​อดทนต่อกิเลสของตัวเอง ​ถ้าทำแบบสมัครใจอดทนเอง ไม่ค่อย​จะสำเร็จ ​ต้อง​ใช้มาตรการบังคับทุกที เช่น อยาก​ได้มือถือรุ่นใหม่ นี่​ถ้ามีเงิน​จะซื้อแล้ว​นะ มันถูกห้ามด้วยข้อจำกัดของตัวเอง ไม่​ได้เกิดจากการสมัครห้ามใจตัวเอง ​เมื่อวานนี้เองค่ะ​ แฮ่ ​ไปเดินวนเวียนซะนาน อยาก​ได้แบบเครื่องละหมื่น ​จะ​เอากล้อง ​จะ​เอา fm ​จะ​เอาแบบ mp3 ​ได้ ​แต่ใน​ที่สุดซื้อเครื่องละ 2900ค่ะ​ ฮี่ ดีแล้ว​​จะ​ได้ไม่​ต้องเสียใจทีหลังว่า ซื้อมา​ใช้งานไม่ครบฟังก์ชั่นเลย​ ฮา องุ่นเปรี้ยว

อดทนต่อกิเลสอีกอย่าง ​คือ​ความขี้เกียจ ยังไม่สำเร็จค่ะ​ ยังไม่​สามารถหามาตรการบังคับ​ได้ ขี้เกียจทีไร เลิกทำทุกสิ่งทุกอย่างทันที

เรื่อง​มานะก็ด้วยค่ะ​ ชอบนัก คุยอวดว่า วันนี้ฉันรักษาศีลแปดนะ ฉัน​ไปวัดนั้น​วัดนี้นะ ไม่รู้​จะเล่า​ไปทำไม ฟุ้ง​ไปทั่ว หรือบางทีคุย​กับ​ใคร​ที่เค้าคิดไม่เหมือนเรา ก็ชอบ​ไปสั่ง​ไปสอน ​เพราะคิดว่าเราคิดถูก (เฮ้ ก็ฉันคิดถูกจริง ๆ​ นี่นา) อยากสอนคนอื่น ​เอาธรรมะ​ที่ตัวเองก็ยังทำไม่​ได้​ไปสอนคนอื่น แบบสมถะขี้โกรธ สันโดษขี้ขอน่ะคะ​ ทำ​เป็นแสดงตนว่าตัวเองฝึกสมถะ จริง ๆ​ ยังไม่คืบหน้าถึงไหนเลย​ ยังโกรธอยู่​บ่อย ๆ​

แล้ว​ก็เรื่อง​การเลือกทำ​แต่งาน​ที่ตัวเองทำ​ได้ดี​ที่สุด ไม่ยอมทำอะไร​​ที่คิดว่าทำแล้ว​อาจไม่สำเร็จ ทำ​เป็นพูดถ่อมตัว ว่า หนูไม่เก่งค่ะ​ ทำงานนี้ไม่​ได้ ขอให้คนเก่งกว่าทำ​ไปดีกว่า

เข้ามาแฉตัวเองค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-9621 ], [213.103.153.239]
เมื่อวันที่ : 08 พ.ย. 2549, 19.29 น.

โห พญาไฟ​เอาตัวเอง​เป็น case study เลย​นะ

อย่างนี้ก็กระเทือนกันทั่วหน้าสินะ ​เพราะเราก็​เป็นเหมือนกัน...​...​.

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น