นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๑๖ กรกฏาคม ๒๕๔๖
'ย้อนรอยความหลังที่.. เกาะเสม็ด'
i.anndra
...อ่าวลุงหวังในวันนี้ยังคงสงบเงียบเช่นเดิม สะพานไม้นั้น​​ยังคงทอดยาวลงสู่ทะเล ​​แต่หักพัง.. ผุกร่อน จนไม่กล้าขึ้น​​​​ไปเดินชมวิว ชิงช้าช่างฝันริมหาดก็ยังอยู่​​เช่นกัน ​​แต่มันดูทรุดโทรม​​และไร้​​ซึ่งชีวิต...
เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม.. ฉันเก็บ​เอาไว้​กับเธอ
​และ​จะ​เป็นเช่นนั้น​เสมอ..

ถนนสายนั้น​​ที่ทอดยาว.. มีเรื่อง​ราวของ​ความ​เป็นจริง
มีเงาไม้​เอาไว้ให้พักพิง.. มีให้เธอ​เอาไว้ยามอ่อนล้า

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม.. เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า
ทะเลสีคราม​ที่ทอดยาว.. เห็น​ความรักฉันบ้างไหม

เพลง.. เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม

คิดถึงทะเล.. หลายคนนึกถึงเกาะเสม็ด ​ความหลังของหลายคนอยู่​​ที่นั่น ​และหลายคนทิ้งมันไว้​ที่นั่นเช่นกัน

​ที่พักบนเกาะเสม็ด​ส่วนใหญ่​เป็นบังกะโล ​ที่นี่จึง​เป็นจุดเริ่มต้นแบบฝึกหัดของนักเดินทาง ฉันเลือกลงเรือตรงหน้าด่าน มาลงตัว​ที่อ่าวลุงหวัง ​เพราะชอบสะพานไม้​ที่ทอดยาว​ไปในทะเล ชิงช้าช่างฝันริมหาด บรรยากาศเงียบสงบ​เป็น​ส่วนตัว ​และ​ความหลังเก่า​ที่ยังคงไม่ลืมเลือน

อ่าวทับทิม ​เป็นอ่าว​ที่มีนักท่องเ​ที่ยวมาพักเยอะ ​แต่​ส่วนใหญ่​เป็นพวกฝรั่งหัวทอง ผมดำๆ​ อย่างฉันจึงกลาย​เป็นจุดเด่น เสื้อสายเดี่ยว​ที่เตรียมมา​เป็นอันพ่ายแพ้ให้​กับสาวๆ​ ไร้สาย​ที่นอนอาบแดดริมหาด ฉันจึงประชดชีวิตด้วยการสวมเสื้อยืด กางเกงเล ใส่หมวกปีกกว้างเดินท่อง​ไปตามชายหาด ​ใช้เท้าราน้ำเล่น หยิบกิ่งไม้มาเขียนเล่นแล้ว​มองดูน้ำทะเลซัดมันหาย​ไป

จากอ่าวทับทิมฉันเดินเลียบชายหาด​ไปทางทิศใต้ ใกล้ๆ​ กันนั้น​​เป็นอ่าวนวล อ่าวเล็กๆ​ สงบเงียบ​แต่มีเสน่ห์ ดูแล้ว​เหมาะ​กับพวกศิลปิน นักเขียน ต้นไม้ริมหาดมีโมบายปะการังแขวนอยู่​เรียงราย หน้าบังกะโล​แต่ละหลังก็ประดับประดาด้วยเปลือกหอยปะการัง​ที่ร้อยเอง ฉันเดินจากอ่าวนวล​ไป ​และหวังว่าพรุ่งนี้​จะมาขอนอนฟังเสียงคลื่น​ที่นี่

ฉันเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น​​เพื่อ​ที่​จะ​ได้เห็นอ่าวลุงหวังเร็วๆ​ ​และ​เพื่อตามหา​ความหลังครั้งก่อน อ่าวลุงหวังในวันนี้ยังคงสงบเงียบเช่นเดิม สะพานไม้นั้น​ยังคงทอดยาวลงสู่ทะเล ​แต่หักพัง.. ผุกร่อน จนไม่กล้าขึ้น​​ไปเดินชมวิว ชิงช้าช่างฝันริมหาดก็ยังอยู่​เช่นกัน ​แต่มันดูทรุดโทรม​และไร้​ซึ่งชีวิต เช่นเดียว​กับบ้านพัก​แต่ละหลัง​ที่ดูเงียบเหงา บังกะโลหลังเก่า -- โมบายปะการัง​ที่ฉันร้อยขึ้น​เอง​และแขวนไว้หน้าประตูบ้านยังอยู่​​ที่เดิม ราว​กับว่ามันรอฉัน.. รอ​ความหลังของฉัน..

ถัดจากอ่าวลุงหวังมา​เป็นอ่าววงเดือน อ่าว​ที่มีลักษณะโค้งเหมือน​พระจันทร์เสี้ยว มีบังกะโลบ้านพักอยู่​​เป็นจำนวนมาก บรรยากาศเกือบ​จะเหมือนชายหาดพัทยา ยามค่ำคืน​ที่นี่จึงกลาย​เป็นแหล่งชุมชนของคนรักแสงสี​ที่ไม่เคยหลับใหล

อ่าวเทียน -- อ่าว​ที่มีโขดหินสวย หาดทรายขาวสะอาด ผู้คนไม่พลุกพล่าน บังกะโลไม้มีระเบียงให้นั่งตากลม.. ชมดาว อาศัยแสงตะเกียง​เป็น​เพื่อนยามค่ำคืน

ฉัน​เอาไฟฉายส่องไล่ปูลมริมชายหาดจนกลับมาถึงอ่าวลุงหวัง.. บังกะโลหลังเก่ายังคงรอฉันอยู่​ เก้าอี้หวายตัวเก่า -- โมบายปะการัง -- แจกันดอกไม้แห้ง ทุกอย่างล้วนทำให้ฉันนึกย้อน​ไปถึง​ความหลังครั้งเก่า -- ​ความหลัง​ที่ไม่อาจ​เป็นจริง​ได้.. ตลอดกาล

รุ่งเช้า​.. ฉันลงเดินเลียบชายหาด​ไปทางเหนือ ผ่านอ่าวพุทรา อ่าวไผ่ ​โดยมีจุดมุ่งหมาย​ที่หาดทรายแก้ว หาดขึ้น​ชื่อของเกาะเสม็ด ​ที่ชาวเกาะเปรียบไว้ว่าเหมือนเมืองหลวงของเกาะเสม็ดเลย​ทีเดียว หาดนี้​เป็นหาด​ที่ไม่เคยหลับ เหมาะสำหรับนักเดินทาง​ที่ขี้เหงา​และชอบ​ความพลุกพล่านของผู้คน

ตะวันเริ่มลับขอบฟ้าลง​ไปทุกที -- ทุกที ราว​กับเตือนฉันว่า.. ​ความหลังครั้งเก่า​ได้จบลง​ไปแล้ว​ ฉันหลับตาลง -- สูดอากาศบริสุทธิ์เข้า​ไปเต็มปอด ฉับพลันฉันก็รู้สึกผ่อนคลาย ราว​กับว่า​ความรู้สึกนี้เคยเกิดขึ้น​​กับฉัน​เมื่อนานแสนนานมาแล้ว​ ​ความหลัง​เมื่อครั้งก่อนของฉันก็เหมือน​กับทรายเม็ดละเอียด​ที่โดนน้ำทะเลสาดซัดอยู่​ตลอดเวลา ไม่มีวันหนีพ้น​ได้.. ตลอดกาล

บรรยากาศรอบกายมืดสนิท ฉันคว้า​เอาตะเกียงจ้าวพายุ​ที่วางอยู่​ข้างระเบียงขึ้น​มาส่อง​ไปรอบๆ​ พลางเดินลึกเข้า​ไปทางหลังบังกะโล​ที่มีพุ่มไม้รกร้าง ดินชุ่มฉ่ำถูกขุดขึ้น​มาอย่างเบามือ -- แล้ว​แจกันดอกไม้แห้งอันเก่าก็ถูกฝังลง​ไป​พร้อมจดหมายฉบับ​หนึ่ง​ ถึงเวลาเสียที.. ​ที่ฉัน​จะหยุด​ความหลัง​ที่​เป็นเพียงแค่​ความเพ้อฝันลมๆ​ ไว้เพียงเท่านี้ รอให้คนรุ่นหลังมาขุดพบ -- นักโบราณคดีก็​จะสันนิษฐานว่า ​เป็นภาชนะอย่างหนึ่ง​ของคนยุคก่อน ค.ศ. 2003 ​ที่​ใช้ชีวิตริมทะเล จดหมาย​ที่ฉันเขียนขึ้น​ก็คง​เป็น​ได้เพียงเศษกระดาษเก่าๆ​ ​ที่มีข้อ​ความรางเลือน..

"บทเริ่มต้นของคนรักทะเล ณ เกาะเสม็ด เกาะ​ที่​เมื่อยามจันทร์เต็มดวงผ่องอำไพ ​จะสะท้อนแสงสว่างขึ้น​จากหาดทราย นวลผ่อง​ไป​ทั้งชายหาด.."

 

F a c t   C a r d
Article ID A-199 Article's Rate 16 votes
ชื่อเรื่อง 'ย้อนรอยความหลังที่.. เกาะเสม็ด'
ผู้แต่ง i.anndra
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ กรกฏาคม ๒๕๔๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ท่องเที่ยว ผจญภัย
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๕๔๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๖๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-628 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 16 ก.ค. 2546, 06.57 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : แม่มะลิ [C-630 ], [202.161.129.58]
เมื่อวันที่ : 16 ก.ค. 2546, 13.28 น.

อยากอ่านข้อ​ความ​ที่อยู่​ในแจกันนั่นจังเลย​ค่ะ​ เศร้าจังนะคะ​ ตอนจบเนี่ย ต่อภาคสองนะคะ​​จะรอ ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : i.anndra [C-634 ], [202.29.26.64]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ค. 2546, 11.37 น.

สวัสดีค่ะ​..

ก่อนอื่น​ต้องขอขอบคุณ แม่มะลิ ​ที่เข้ามาอ่านเรื่อง​ของ i.anndra ค่ะ​

เรื่อง​​ที่​จะว่ามีภาคสองหรือไม่นั้น​ i.anndra ยังไม่แน่ใจเลย​ค่ะ​ ​เพราะว่าไม่รู้​จะเขียนต่อยังไงดี "​ความหวัง" ในเรื่อง​ก็จบลง​ไป​พร้อม​กับแจกันแล้ว​ก็จดหมาย​ที่ฝังไว้แล้ว​ล่ะค่ะ​

​ถ้าหากว่า i.anndra ​จะเขียนภาคสอง i.anndra ​จะแจ้งไว้​ที่กระดานเสวนาศาลานกน้อยนะคะ​ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ​​ที่เข้ามาอ่าน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ฟินิกซ์ [C-747 ], [203.147.0.42]
เมื่อวันที่ : 15 ส.ค. 2546, 11.15 น.

ก็มีหลาย ๆ​ อย่าง​ที่ผม​จะขอ​ความกรุณา เก็บเกี่ยวบท​ความของคุณ ประสบการณ์ของผมยังไม่มากพอ ​ที่​จะเขียนงาน​ที่มีคุณภาพ จน​เป็น​ที่ยอมรับ​ได้ อันนี้ผม ประเมิณตัวเองครับ​ อย่างไรก็ ฝากตัวด้วยนะครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : i.anndra [C-749 ], [202.29.26.64]
เมื่อวันที่ : 15 ส.ค. 2546, 11.50 น.

ยินดีค่ะ​คุณฟีนิกส์

i.anndra ก็​เป็นนักเขียนมือใหม่เหมือนกันค่ะ​ ยังไม่รู้อะไร​มากมาย​.. ยังไงก็ขอ​ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของคุณฟีนิกส์ด้วยนะคะ​

ขอบคุณมากค่ะ​​ที่เข้ามาอ่าน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : maxsimus [C-771 ], [203.107.130.10]
เมื่อวันที่ : 25 ส.ค. 2546, 09.59 น.

แอม คงจำพี่อู๋​ได้นะ ก็​ได้อ่านแล้ว​ เรื่อง​​ใช้​ได้เลย​นะ การเรียบเรียงดีนะ ดูเรียบง่าย
​แต่สวยงาม ไว้มีโอกาสพี่​จะเขียนให้​ได้อ่านบ้าง ให้ กุหลาบ 5 ดอกเลย​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : i.anndra [C-782 ], [202.29.26.64]
เมื่อวันที่ : 26 ส.ค. 2546, 07.09 น.

จ๊ะ​เอ๋.. พี่อู๋

ขอบคุณมากค่ะ​​ที่เข้ามาช่วยวิจารณ์เรื่อง​ของแอมนะ อิอิ ​เป็นเรื่อง​​ที่เวลาเขียนแล้ว​อารมณ์มันพา​ไปน่ะ มันก็เลย​รู้สึกแบบว่าล่องลอยๆ​ ตุ๊บป่องๆ​ (เอ๊ะ! ยังไง ?)

อ่ะ มอบดอกไม้คืนให้พี่อู๋ 5 ดอกเช่นกัน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : jj [C-861 ], [202.57.131.189]
เมื่อวันที่ : 01 ต.ค. 2546, 10.01 น.

โอ เศร้า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๙ : viruz [C-6286 ], [58.9.150.27]
เมื่อวันที่ : 13 พ.ย. 2548, 21.50 น.

บางทีคนเราก็เลือกสถาน​ที่ไม่​ได้ว่า​จะมีเรื่ืองราว​ที่ดี​และไม่ดี​ได้​ที่ใหน ​แต่​ที่ผมรู้สึก​ได้อย่างนึงก็​คืออย่างน้อยคุณก็​ได้สถาน​ที่ดีๆ​เก็บ​ความรู้สึกเหล่านั้น​
​เอาใว้ให้คิดถึง...​...​ในเวลา​ที่​จะกลับคิดถึงมัน...​...​..อยากมีบ้างจัง..

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๐ : คนศรีราชา [C-7572 ], [125.24.88.115]
เมื่อวันที่ : 06 พ.ค. 2549, 16.04 น.

เคย​ไปเกาะเสม็ดครั้งแรก​เมื่อปี 2521 ตอนนั้น​ยังเรียนอยู่​มศ.5 ​ไป​กับ​เพื่อนๆ​ รวม 13 คนตอนนั้น​​จะเดินทาง​ไปลำบากมาก อาหารการกินก็​ต้องเตรียม​ไปจากฝั่ง พอถึงเกาะก็​ต้องเดินเท้าต่อ​ไปจนถึงหาดทรายแก้ว หอบหิ้วข้าวของ​ไปกันเอง เสร็จแล้ว​ก็​ต้อง​ไปกางเต้นท์​เพราะหาดทรายแก้วสมัยนั้น​ยังไม่มีอะไร​เลย​ สวยมากจริงๆ​ ​ที่เห็นก็มี​แต่ฝรั่งมากางเต้นท์กัน 2 หลัง ตอนเย็นก็​ต้องหุงหาอาหารกินกันเอง เล่นกีตาร์​ไปร้องเพลง​ไป มี​ความสุขจริงๆ​ ​แต่ตอนประมาณ 1 ทุ่ม​จะมียุงออกมาเยอะมาก ​แต่​จะมีอยู่​ประมาณ 10 นาที แล้ว​มันก็หาย​ไป อยาก​เอารูป​ที่ถ่ายไว้ในครั้งนั้น​มาให้ดูจริงๆ​ว่าหาดทรายแก้วมันสวยขนาดไหน เงียบมากๆ​เลย​ กลางคืนก็นอนดูดาวเต็มท้องฟ้า​ไปหมด ​จะอาบนำก็​ต้อง​ไปอาบ​ที่วัด​เพราะมีบ่อนำให้ตักอาบ​ได้ ​แต่​เมื่อปี 2545 ​ได้กลับ​ไปเ​ที่ยวอีกครั้ง เห็นแล้ว​งง​ไปหมด แทบจำภาพเก่าๆ​ไม่​ได้เลย​ มอง​ไปทางไหนก็มี​แต่ผู้คนเต็ม​ไปหมด หาดทรายเหลืออยู่​หน่อย​เดียว มี​แต่​ที่พักเต็ม​ไปหมด ​ที่สำคัญสกปรกมากๆ​เลย​ เห็นแล้ว​ก็สลดใจ กลับมาบ้านแล้ว​​เอารูปเก่ามาดูก็คิดถึงนะ ธรรมชาติ​ที่เห็นในภาพมันเปลี่ยนแปลง​ไปหมดแล้ว​ เห็นแล้ว​เสียดายจริงๆ​ อยาก​จะเล่าให้ฟังอีกหน่อย​นะ ​เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2547​ได้เข้า​ไปเ​ที่ยว​ที่หาดทรายแก้ว ​ซึ่งอยู่​ในเขตทหารเรือ​ที่สัตหีบ โอ้โฮสวยงามมาก ​แต่ตอนนั้น​ถนนเข้า​ไปลำบากเหลือเกิน เข้า​ไปลำบากก็เลย​ไม่ค่อยมีคนเข้า​ไปเ​ที่ยวกันซักเท่าไหร่ เชื่อไหม​ที่ชายหาดมี​ทั้งปลาดาว ปูลม ​แม้กระทั่งแมงกระพรุนยังมีให้เห็นอยู่​เลย​​แต่​เมื่อปลายปี​ที่แล้ว​กลับเข้า​ไปใหม่ตอนนี้ถนนดีแล้ว​ ​แต่ผู้คนมาจากไหนก็ไม่รู้มากมาย​เหลือเกิน​ทั้งคนไทย-ฝรั่ง หมดกันเลย​ภาพแห่ง​ความประทับใจ​ที่มีอยู่​ มี​ทั้งเรือเร็วรวม​ทั้งบานานาโบ๊ต วุ่นวาย​ไปหมด รับรอง​ได้อีกไม่นาน​ต้องโทรมแน่ ก็​ได้​แต่รู้สึกสลดใจนะ​ที่ผู้คนทุกวันนี้ดิ้นรนหาทาง​ไปเ​ที่ยวกันทุกแห่ง ยิ่ง​ที่ไหนยังบริสุทธฺสวยงามอยู่​ละก้อ รับรอง​ได้​ต้องแห่กัน​ไปถล่มทลายให้โทรมกัน​ไปไม่ช้าก็เร็ว นี่ยังดีใจนะ​ที่​ความเจริญ​เมื่อสมัยพลเอกชาติชาย หยุดอยู่​แค่จ.ระยอง ไม่งั้นจ.จันทบุรี ก็คงไม่พ้น​ต้อง​เป็นนิคมอุตสาหกรรมอีกอย่างแน่นอน ว่า​จะย้อนรอยแค่เกาะเสม็ด เลย​​ไปเรือยเปื่อยซะแล้ว​ ยังไง​ถ้า​ใครมี​ความหลังเกี่ยว​กับเกาะเสม็ด ก็อย่าลืมเล่าสู่กันฟังบ้างนะ ​จะคอยอ่าน...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๑ : Luckywib... [C-18884 ], [87.212.147.143]
เมื่อวันที่ : 02 ม.ค. 2556, 07.53 น.

ไม่เคยลืมเกาะเสม็ด ยังจำ​ได้ถึงอากาศ​ที่บริสุทธ์ ยามค่ำคืนมี​แต่แสงดาวในเดือนมืด ​และเสียงคลื่นน้ำทะเลพัดเข้าฝั่ง​เป็นระยะๆ​ๆ​ ​เมื่อเดินตามชายหาดยามค่ำคืนบางครั้ง​จะ​ได้เห็นแสงสว่างระยิบระยับของคลื่นน้ำทะเลพัดเข้าหาฝั่ง แสงนี้เกิดขึ้น​จากสาร ฟอสฟอรัส (​ถ้าเข้าใจถูก​ต้องนะครับ​) ​ที่พัดมา​กับน้ำทะเลทำให้เกิดแสงระยิบระยับตามชายหาด​เป็นช่วงๆ​ๆ​ สวยงามมาก ​และบางครั้งก็​จะเห็นแสงนี้วิ่ง​ไปตามชายหาด โอ้อะไร​กันนั่น...​..ตาม​ไปดู ก็เจ้าปูน้อยนั่นเอง ​เพราะฟอสฟอรัส เค้า​ไปติดอยู่​​กับตัวของเจ้าปูน้อย ก็เลย​ทำให้เห็น​เป็นแสงวิ่ง​ไป​ได้ในยามค่ำคืนเดือนมืด ​ความบริสุทธ์ของเกาะเสม็ด​เมื่อ 40 กว่าปี​ที่แล้ว​ไม่เคยลืม​ไปจาก​ความทรงจำ อยาก​จะให้เกาะเสม็ดกลับมาเหมือน​เมื่อ 40 กว่า ปี​ที่แล้ว​คง​จะ​เป็น​ไปไม่​ได้อีกแล้ว​
รู้จักเกาะเสม็ด​เมื่อสมัยตอนเรียนอยู่​ ม.ศ. 4 ก็น่า​จะ​เป็นปี 2511 ​โดยรู้จัก​กับชาวสะก๊อดแลนด์คนหนึ่ง​เค้า​ได้มาเ​ที่ยว​ที่เกาะนี้​และชอบมาก​และเล่าให้ฟัง​เมื่อเธอ​ได้มีโอกาสมาเ​ที่ยวอีกก็เลย​ติดตามมาเ​ที่ยวด้วย ก็เลย​ทำให้​ได้รู้จัก​กับชาวบ้าน​ที่อยู่​บนเกาะแห่งนี้บางคน​และ​ได้​ที่จำ​ได้แม่นยำก็​คือ พี่หวัง​และครอบครัวของพี่เค้าในตอนนั้น​ ​โดยเฉพาะแหม่มชาวสะก๊อดคนนี้เธอรู้จัก​กับพี่หวัง​เป็นอย่างดีในตอนนั้น​ เรา​จะค้างกัน​ที่บ้านพี่หวังวันสองวันบ้าง บางวันเราก็​จะเดิน​ไปตามอ่าวต่างๆ​ แล้ว​ก็เดินขึ้น​​ไปตาม​เขาบางช่วงก็ชันนิดหน่อย​เงียบมากตลอดทาง​แต่ก็​ได้ยินเสียงจักกระจั่นร้อง​เป็นบางครั้ง ​และเราก็ขึ้น​มาถึงอาโศม พี่ชาญ
​ซึ่งผู้​ที่มาเยือนเกาะแก้ว หรือเกาะเสม็ด​จะ​ต้องมาให้ถึงให้​ได้​ที่นิ่ ​และก็มาค้างคืนกัน​และพักกัน​ที่นิ่ ​ที่อาโศมของพี่ชาญนี้​จะมีรูปวาด​ที่พี่เค้าตั้งใจจินตนาการวาดไว้อย่างสวยงาม มากมาย​ พี่เค้าสร้างอาโศมนี้ด้วยตัวเอง​จะนำก่อนอิญแบกขึ้น​มาเอง​เพื่อประดับ​และสร้างอาโศมนี้ขึ้น​มา พี่ชาญ​จะทำตัวเหมือนนักบวญ​และชาวบ้าน​ที่อยู่​หลังเกาะ​จะรู้จักพี่ชาญ​เป็นอย่างดี ​โดยเฉพาะพี่หวัง​จะสนิท​กับพี่ชาญมาก เวลานักท่องเ​ที่ยวมา ​ส่วนมาก​จะ​เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปกร ​เพราะพี่ชาญเรียนอยู่​ศิลปกร ...​..พี่หวังก็มัก​จะออกเรือ​ไปดำน้ำหาหอยมือเสือขึ้น​มาทำอาหาร ก็ทำให้ทุกๆ​คน​ที่มาเ​ที่ยวรู้จักพี่หวัง​และพี่ชาญ​เป็นอย่างดี ​และก็รู้กันมากขึ้น​​เพราะบอกกันต่อกัน​ไป บางครั้งพี่ชาญก็​จะไม่อยู่​​ที่อาโศม​เป็นเดือนๆ​ พอกลับมาก็​จะเห็นอาโศมไม่​เป็นระเบียบอย่าง​ที่เคยจัดไว้ หรือไม่ก็เกิด​ที่ว่างจากสิ่งของ​ที่เคยอยู่​ หรือภาพวาด​ที่สวยงามก็ถูกทำให้ไม่สวยงาม อะไร​ต่างๆ​เหล่านี้มัก​จะเกิดขึ้น​บ่อยๆ​ ​แต่พี่เค้าก็พยายามปล่อยวาง​และเข้าใจปัญหาทางด้านจิตใจ จิตสำนึก ​และการพัฒนาทางด้านสมองของผู้กระทำว่าทำ​ไปด้วย​ความป่วย​และปัญหา​ส่วนบุคคลของคนๆ​นั้น​ ยังประทับใจภาพวาดภาพหนึ่ง​เห็นแล้ว​ชอบมาก ทุกๆ​คน​ที่มา​ได้เห็นภาพนี้มัก​จะให้เวลา​และนั่งเงียบๆ​ฟังเสียงคลื่นทะเลดูภาพนี้​ได้​เป็นเวลานานๆ​ สมัยนั้น​ไม่มีกล้องถ่ายภาพ​ได้ถ่ายภาพ​เอาไว้ ​แต่แน่ใจว่า​เพื่อนชาวสะก๊อตแลนด์​ได้ถ่ายภาพไว้มากพอสมควรเสียดาย​ที่ไม่​ได้ขอเก็บ​เอาไว้​เป็น​ที่ระลึก ​และก็ไม่​ได้มีโอกาสติดต่อ​กับเธออีก ถึง ณ ตอนนี้ พี่ชาญเคยเล่าให้ฟังว่าก่อน​ที่​จะวาดภาพนี้ออกมา พี่เค้า​จะ​ไปนั่งดูโขนหินประการังอยู่​​เป็นเวลานานพอสมควร หรือนานมาก แล้ว​ก็​จะนำ​ความทรงจำ​และเนื้อเรื่อง​ในโขดหินประการังต่างมาวาดลงในภาพนั้น​ ไม่ทราบว่า ณ เวลานี้ภาพวาดนั้น​อยู่​ไหนแล้ว​ ยังจำ​ได้ว่าเคย​ไปพักอยู่​​กับลงสี​และป้า​ซึ่ง​เป็นภรรยาของลุงสี ลุง​และป้า​ทั้งสองมีหลานผู้หญิงหนึ่ง​คนอายุก็ประมาณน่า​จะ 4 หรือ 5 ขวบ ​ซึ่งอายุก็ใกล้ๆ​​กับลูกชายพี่หวัง ชื่อ สุวรรณ จำ​ได้ว่าตอนนั้น​พี่หวังมีลูกสามคน ผู้หญิงสองคน ​และผู้ชายหนึ่ง​คน ​คือ สุวรรณ
ภรรยาพี่หวังตอนนั้น​ก็​กำลัง​จะให้กำเนิดลูกอีกคนด้วย​ถ้าจำไม่ผิด ...​...​​ความทรงจำเหล่านี้ ​เป็น​ความทรงจำ​ที่ประทับใจ​กับ​ความบริสุทธ์ของธรรมชาติ​และ​กับ​ความบริสุทธ์ของผู้​ที่เรารู้จักในเวลา​เมื่อ 42 ปีกว่า ในเวลานั้น​​เมื่อถึงเวลาปิดเทอมใหญ่ของการเรียนก็​จะแบกเป้ถุงทะเลของทหารเรือซื้อเสบียงอาหาร​โดยเฉพาะนมข้นกระป๋อง​จะซื้อไว้มาก​เป็นพิเศษ​เพราะ​จะ​เอามาฝากให้พี่ชาญ ​เพราะพี่เค้า​จะดื่มกระแฟ​เป็นประจำ ​ถ้าเรา​ได้เห็นหม้อต้มกระแฟของพี่ชาญ ก็​จะประทับใจ​และร้อง ว้าว...​.​จะขึ้น​เรือ​ที่ท่าเพ ​ถ้าโชคดีก็​จะเจอเรือลุงสี หรือเรือพี่หวัง ก็ไม่​ต้องเดินไกลจากหน้าเกาะ ​ไปหลังเกาะ บ้านพี่หวัง หรือบ้านลุงสี ​แต่​ถ้าไม่เจอเรือลุงสี หรือเรือพี่หวัง ก็​ต้องนั่งเรือ​ไปลง​ที่หน้าเกาะ​และก็นั่งรออยู่​​ที่นั่นสอบถามว่าเรือของพี่หวัง​จะผ่านมามั้ย ​ถ้าไม่มาก็เดิน เดินจากหน้าเกาะ​ไปถึงอ่าวบ้านพี่หวัง เดินอยู่​คนเดียว มองไม่เห็นชาวบ้านเลย​ บางครั้งมาถึงหน้าเกาะใกล้​จะมืดแล้ว​ ก็​ต้องตัดสินใจรีบเดิน​ไปถึงบ้านพี่หวัง พอ​ไปถึงบ้านพี่เค้าเรียกเราทานข้าว หรือบางครั้งพี่ก็นอนกันหมดแล้ว​ ​แต่พอรู้ว่าเรามาก็ออกมาทักทาย​และต้อนรับเรา...​...​..ทุกอย่างยังอยู่​ใน​ความทรงจำอีกมากมาย​...​...​หวังว่า​ความทรงจำเล็กๆ​น้อยๆ​นี้​จะมี​ความทรงจำ​ที่คล้ายๆ​กันหรือแบบเดียวกันมาแบ่งปันกันให้มากขึ้น​สนุกสนานมากขึ้น​นะ...​.

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น