นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๑ ตุลาคม ๒๕๔๙
เรื่องของคุณย่า
ชาร ทิคัมพร
...ผมคิดอยู่​​นานว่า​​จะ​​เอาเรื่อง​​นี้ลงให้​​เพื่อนชาวนกน้อยอ่านดีหรือไม่ แล้ว​​ก็ตัดสินใจ​​เอาลง​​เพราะเห็นว่า​​เป็นสาระ​​ที่น่าสนใจ มิ​​ได้มีเจตนา​​จะโม้โอ้อวดเรื่อง​​​​ส่วนตัว​​แต่อย่างใด ชาร ทิคัมพร ไม่​​ได้​​เป็นคนอย่างนั้น​​หรอกครับ​​...
“คุณย่า” ใน​ที่นี้​คือเมียคนแรกของคุณปู่ ชื่อว่า "จันทร์" ​และมีลูกชายคนเดียว​คือพ่อผม เรื่อง​​ที่​จะเล่ามีอยู่​ว่า ​เมื่อประมาณร้อยปีมาแล้ว​ คุณปู่มารับราชการอยู่​​ที่เชียงใหม่​และ​ได้​แต่งงาน​กับคุณย่า​ที่นี่ ​เมื่อพ่อโตสักหน่อย​คุณปู่ก็ย้ายกลับ​ไปกรุงเทพแล้ว​มีเมียใหม่ คุณปู่รับเฉพาะพ่อเท่านั้น​กลับ​ไปอยู่​​ที่กรุงเทพด้วย

​พอดีตอนนั้น​มี พ.ร.บ.นามสกุลออกมา​ใช้บังคับให้คนไทยทุกคน​ต้องมีนามสกุล คุณปู่ก็จดทะเบียนนามสกุล​กับเมียใหม่ในนามสกุล​ที่ผม​ใช้อยู่​ทุกวันนี้ คุณย่าก็เลย​เคว้งไม่รู้​จะ​ใช้นามสกุลอะไร​ดี จึง​ไปแจ้งจดนามสกุลว่า “ณ เชียงใหม่” ​ซึ่ง​เป็นนามสกุลของพวกเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่​ที่สืบสายต่อกันมานับร้อยปี เรื่อง​​ที่ว่ามานี้แม่ผม​เป็นคนเล่าให้ฟัง

​เมื่อพ่อ​แต่งงาน​กับแม่แล้ว​ก็รับ​เอาคุณย่า​ไปอยู่​ด้วย จวบจนวาระสุดท้ายของคุณย่า เรื่อง​​ที่ว่าคุณย่า​ไปอาศัยนามสกุล ณ เชียงใหม่มา​ใช้นั้น​ ยังคงค้างคาใจผมมานานหลายสิบปี จนกระทั่ง​ได้มาอยู่​​ที่เชียงใหม่ครั้งหลังนี้ จึงพยายามตรวจสอบ เรื่อง​นี้

มีคนบอกกว่าให้​ไปคุย​กับ “คุณสุดสงวน” ​ซึ่งตอนนั้น​ก็อายุเกือบ​จะเก้าสิบปีแล้ว​ คนนั้น​บอกว่า พ่อของคุณสุดสงวนเคยทำงาน​กับคุณปู่มาก่อน น่า​จะรู้เรื่อง​เหล่านี้ดี ​แต่ด้วย​ความชะล่าใจทำให้มัวโอ้เอ้ จนคุณสุดสงวน​ได้ตายจาก​ไปเสียก่อน​ที่​จะ
​ได้พบ

ขณะนั้น​​เพื่อนสนิท​ที่เชียงใหม่คนหนึ่ง​ ​กำลังรวบรวมสายสกุล ณ เชียงใหม่อยู่​ ​และทราบเรื่อง​ของผมเลย​รับ​จะตรวจสอบให้ (แม่เธออยู่​ในสกุล ณ เชียงใหม่)

วันหนึ่ง​เธอโทรศัพท์มาบอกว่าพบแล้ว​..! มีบันทึกในหนังสือทำเนียบสกุล ณ เชียงใหม่เล่มหนึ่ง​ระบุว่า เจ้ากาวิละ​ซึ่งถือ​เป็นปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ในราชวงศ์สุดท้าย มีลูกชายคนโตสายตรงอีกสี่ชั่วคน​ต่อมา​คือ เจ้าน้อยสุริยฆาฎ เจ้าน้อยแผ่นฟ้า เจ้าหนานสมนุษย์ ​และเจ้าน้อยกิ้ง​เป็นชั่ว​ที่สี่ …

เจ้าน้อยกิ้ง - มีธิดาชื่อจันทร์ ​ได้​กับ​พระยาสวัสดิ์วรวิถี (นี่แหละ​ปู่ผม-ตอนหลัง​ได้​เป็น​พระยา)


แล้ว​เธอก็แสดง​ความยินดีว่านอกจาก​เป็น​เพื่อนสนิทกันแล้ว​ ยัง​เป็นญาติกันอีกด้วย จึง​เป็นอันแน่นอนว่า “คุณย่า” นั้น​​เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่คนหนึ่ง​ ​และมีสิทธิ​ที่​จะ​ใช้นามสกุลนี้ ไม่​ได้​ไปอาศัยนามสกุลของ​เขามา​ใช้​แต่อย่างใด

๒….พญามังรายสร้าง “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ​ได้ประมาณสองร้อยกว่าปี ก็ถูกพม่ายึดครองรวม​ทั้งบริเวณ​ที่เรียกว่า “ล้านนา เกือบ​ทั้งหมด จนกระทั่งอีกเกือบสามร้อยปี​ต่อมา "หนานทิพช้าง” คนเมืองลำปาง​ได้ระดมชาวเมืองให้ขับไล่พม่า​เพราะทนการกดขี่ไม่ไหว

หนานทิพช้างมีลูกหกคน ลูกคน​ที่สองชื่อ “เจ้าฟ้าชายแก้ว” ​ได้ช่วยรบอย่างกล้าหาญ เจ้าฟ้าชายแก้วมีลูกสิบคน ​เป็นชายเจ็ดคน หญิงสามคน ​ซึ่ง​จะสืบเชื้อสายต่อ​ไป ลูกคนโตของเจ้าฟ้าชายแก้วชื่อ “พญากาวิละ” ​ได้​ไปขอ​ความช่วยเหลือ​พระเจ้ากรุงธนบุรีให้ช่วยขับไล่พม่า ​ซึ่งก็​ได้รับ​ความช่วยเหลือด้าน​กำลังทหารมาช่วยขับไล่พม่า
การทำสงครามปลดแอกจากพม่า ​ซึ่งคำเมืองเรียกว่า “ฟื้นม่าน” ดำเนินต่อ​เนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาล​ที่หนึ่ง​แห่งราชวงศ์จักรี จึงขับไล่พม่า​ไป​ได้หมด ​และพญากาวิละก็​ได้​เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์แรกในสมัย​ที่ปลดแอกจากพม่า​ได้แล้ว​ ​แต่ก็ถือว่าเชียงใหม่​เป็นประเทศๆ​หนึ่ง​หรืออาณาจักรล้านนา ขึ้น​​กับประเทศสยามหรืออาณาจักรรัตนโกสินทร์ ​ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการลง​ไปกรุงเทพ

สมัยรัชกาล​ที่ห้า ฝรั่งล่าอาณานิคมหนักขึ้น​ อังกฤษ​ซึ่งยึดพม่ามา​ได้นานแล้ว​พยายาม​จะแผ่อิทธิพลมา​ที่เมืองเชียงใหม่​ซึ่ง​เป็นประเทศราชของไทย รัชกาล​ที่ห้าจึงทรงดำเนินกุศโลบายขอราชธิดาของเจ้าอินทนนท์ (​ได้​เป็น”เจ้าอินทวิชยานนท์”ในเวลา​ต่อมา) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สมัยนั้น​ ชื่อว่า “เจ้าดารารัศมี” มา​เป็นชายา (​และ​ต่อมา​เมื่อมีราชธิดาก็​ได้​เป็นเจ้าจอม)

จากนั้น​อีกไม่นานในหลวงรัชกาล​ที่ห้าก็​ได้ทรงผนวก​เอาเชียงใหม่​และหัวเมืองทางเหนือ​ทั้งหมด​ซึ่ง​เป็นประเทศราชอยู่​ มา​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของราชอาณาจักรไทยเสียเลย​ ​แต่ทำแบบค่อย​เป็นค่อย​ไป ให้สองแผ่นดินค่อยผสมผสานกลืนกัน​ไป ​และเจ้าผู้ครองนครคนสุดท้าย​คือ “เจ้าแก้ว นวรัฐ” ​ซึ่งตรง​กับรัชสมัยของรัชกาล​ที่เจ็ด
เจ้าดารารัศมีทรง​เป็น​ที่โปรดปรานของในหลวงรัชกาล​ที่ห้ามาก ​เพราะ​ความฉลาดเฉลียว​และ​ความ​สามารถทางศิลปะการฟ้อนรำ​และดนตรีทางล้านนาของ​พระองค์ท่าน
ทรงโปรดเกล้าให้ตั้ง​เป็น “​พระราชชายา” ​ซึ่งเหนือกว่าบรรดาสนม​และเจ้าจอมใดๆ​ ​จะ​เป็นรองก็​แต่​พระมเหสีเท่านั้น​

เจ้าดารารัศมีทรงกลับมาอยู่​​ที่เชียงใหม่​เป็นการถาวร​เมื่อสิ้นในหลวงรัชกาล​ที่ห้า ทรงให้​แต่ง "ละครซอ" หรือละครร้องพื้นเมืองเรื่อง​ “น้อยไจยา” ตำนานรักของเชียงใหม่​ที่ยังร้องกันมาจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังทรงทำกิจกรรมอีกมากมาย​​ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมของเมืองเหนือ

สมัยก่อน​จะกลับมาประทับอยู่​​ที่เชียงใหม่ เจ้าดารารัศมี​ได้ขอเด็กหญิง​ที่ยังแบเบาะคนหนึ่ง​​ที่กรุงเทพมาเลี้ยง ทรงรักอย่างลูก​และตั้งชื่อให้ว่า“แสงดาว”เรียกกันว่า "เจ้าแสงดาว"

เจ้าแสงดาว​ได้มาสนิท​กับญาติทางแม่ผม​เป็นอย่างมาก ดั่งญาติสนิทคนหนึ่ง​ ​เนื่องจาก​เป็น​เพื่อนนักเรียนโรงเรียนเดียว​และรุ่นเดียวกัน​กับป้าของผม ​คือพี่สาวของแม่ผมนั่นเอง ​และ​ได้​ไปมาหาสู่กันอยู่​เสมอ

๓…เดือนมกราคม พ.ศ. 2469 ​พระบาท​สมเด็จ​พระปกเกล้าเจ้าอยู่​หัว​ได้เสด็จ​พระ ราชดำเนิน “เลียบมณฑลฝ่ายเหนือ” ​ซึ่งรวมถึงนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ด้วย ในการนี้มี ข้าราชบริพารตามเสด็จ​เป็นจำนวนมาก ข้าราชบริพารเหล่านี้ถูกจัดให้แยกย้ายกันพักตาม​ที่ต่าง ๆ​ ​และ… “ยืมบ้าน​พระยาสวัสดิ์วรวิถี ถนนช้างม่อยให้พราหมณ์พิธีอยู่​”

ณ ตอนนี้คุณย่าเลิก​กับคุณปู่​ไปนานแล้ว​ ​และคุณปู่ก็รับราชการอยู่​กรุงเทพ บ้าน​ที่เชียงใหม่ตาม​ที่ว่าข้างต้น คง​เป็นบ้าน​ที่คุณย่าเคยอยู่​​กับคุณปู่ตั้งแต่สมัยคุณปู่ยังอยู่​​ที่เชียงใหม่​เมื่อหนุ่มๆ​​และยังไม่​ได้​เป็น​พระยา

​เมื่อผมจำ​ความ​ได้คุณย่าก็อยู่​​ที่บ้านพ่อ​ที่กรุงเทพแล้ว​ คุณย่าตัวเล็ก​และผอมบาง ไว้ผมเกล้ามวยนุ่งผ้าซิ่น คุณย่ามีห้องเล็กๆ​อยู่​ห้องหนึ่ง​​เป็น​ส่วนสัด คุณย่า​จะ​เป็นผู้ช่วยเหลือผม​ถ้าผม​ต้องการ​จะทำอะไร​เล่นสักอย่างเช่นทำเบ็ดตกปลา ผมก็​จะ​ไปหาคุณย่า คุณย่า​จะฟั่นเชือก ทำสายผูก​กับขอเบ็ดด้วยเงื่อนตะกรุดเบ็ด ​พร้อม​ทั้งหาไม้ไผ่มาเหลาทำคันให้ผมจนเสร็จ

​เมื่อเล่าถึงคุณย่าก็​ต้องเล่าถึงคุณปู่บ้างสักนิด บ้านของคุณปู่อยู่​​ที่คลองบางหลวงจังหวัดธนบุรี ตอนคุณปู่ยังมีชีวิตอยู่​นั้น​ผมยังเด็ก พ่อ​จะพาเรา​ไปเยี่ยมคุณปู่ประมาณเดือนหรือสองเดือนต่อครั้ง พ่อขับรถ​ไปจอด​ที่ท่าน้ำปากคลองตลาดแล้ว​ว่าเรือจ้าง บอกว่า​ไปบ้าน​พระยาสวัสดิ์ เท่านี้​เขาก็รู้ ​เขา​จะแจวเรือพาครอบครัวเราข้ามแม่น้ำเจ้า​พระยาเข้าปากคลองบางหลวง​ไปจนถึงบ้านคุณปู่

ติดกัน​กับศาลาท่าน้ำ​ที่บ้านคุณปู่มีเรือนเล็กห้องเดียวปลูกไว้ให้คุณทวด ​คือแม่ของคุณย่าอยู่​ เรา​จะแวะไหว้คุณทวดก่อน​จะเดิน​ไปเรือนคุณปู่ บางครั้ง​เมื่อพ่อพาเรา​ไปเยี่ยมคุณปู่ คุณย่าก็​จะติดรถ​และลงเรือจ้าง​ไปด้วย ​แต่คุณย่า​จะหยุดอยู่​แค่เรือนคุณทวดเท่านั้น​ไม่เข้า​ไปพบคุณปู่​กับพวกเรา

ไม่แปลก​ที่คุณย่าเลิก​กับคุณปู่แล้ว​ ​แต่คุณปู่ยังรับ​เอาแม่ยาย (​คือคุณย่าทวด) มาอยู่​ด้วย ​ทั้งนี้​เพราะนอกจากคุณปู่​จะ​ได้คุณย่า​เป็นเมียคนแรกแล้ว​ เมียคน​ที่สองของคุณปู่ยัง​เป็นน้องสาวแท้ ๆ​ของคุณย่าด้วย คุณย่าน้อยนี้ชื่อว่า “เรือนแก้ว” ​และมีลูกสาวด้วยกัน​กับคุณปู่หนึ่ง​คน ผมไม่เคยเห็นคุณย่าเรือนแก้วเลย​ ​แม้​แต่ชื่อก็เพิ่ง​จะมารู้​เอาตอนโต​เป็นผู้ใหญ่แล้ว​ ​แต่ลูกสาวคุณย่าเรือนแก้ว​ซึ่ง​เป็นอาผมนั้น​ ผมรู้จักดีตั้งแต่เด็ก อาผู้หญิงคนนี้​เป็นลูกคุณปู่คนเดียว​ที่ไม่​ได้​แต่งงาน ​และ​เป็นคนดูแลคุณปู่​กับคุณทวดมาจวบจนค่อยสิ้นอายุขัย​ไปทีละคน ​ถ้าสับสนก็ขอบอกใหม่ว่า ตอนอยู่​เชียงใหม่คุณปู่มีเมียสองคน​เป็นพี่น้องกัน

ในทะเบียนบ้านของพ่อ ผมจำ​ได้ว่าชื่อ​และนามสกุลของคุณย่า​เขาเขียนไว้ว่า “นางจันทร์ ณ เชียงใหม่” ​ส่วนชื่อแม่ของคุณย่า (ก็คุณทวดนั่นแหละ​) ​เขาเขียนไว้ว่า “เจ้าอุสาห์” ไม่ปรากฏนามสกุล ​แต่ชื่อพ่อคุณย่าหรือคุณปู่ทวดนั้น​ผมจำไม่​ได้ คำว่าเจ้าอุสาห์นี้เองทำให้ผมคิดตลอดมาว่า ฤๅว่าคุณย่าของผม​ซึ่ง​เป็นลูกคง​จะมีเชื้อสายเจ้าทางเชียงใหม่ด้วยจริงๆ​

คุณย่ามีพี่ชายคนหนึ่ง​มาอยู่​​ที่กรุงเทพชื่อ “ปู่ตื้อ” ผมเคยพบปู่ตื้อสองครั้ง ​ที่บ้านผมเองครั้งหนึ่ง​​และ​ที่บ้าน “คุณสุภัทร” หรือคุณสุภัทรา สิงหลกะ อีกครั้งหนึ่ง​ คุณสุภัทรคนนี้​เป็นคน​ที่คุณย่าพูดถึงอยู่​เสมอ ​และคุณย่าก็​จะขึ้น​รถเมล์​ไปเยี่ยม​ใครต่อ​ใคร​ที่บ้านคุณสุภัทรนี้บ่อยๆ​

บ้านคุณสุภัทรอยู่​ฝั่งธน ติดแม่น้ำเจ้า​พระยา​ที่พรานนก คุณสุภัทร​เป็นเจ้าของเรือข้ามฟาก​ระหว่างท่า​พระจันทร์​กับท่าพรานนก คิดว่าคุณสุภัทร​จะมีอะไร​เกี่ยวข้อง​กับพวกคุณย่า​ที่เชียงใหม่อยู่​บ้าง ​เพราะญาติคุณย่ารวม​ทั้งคุณย่าเองก็​ไปๆ​ มาๆ​​ที่นี่เสมอ
วันหนึ่ง​คุณย่าพาผม​ไปบ้านคุณสุภัทรด้วย วันนั้น​ผม​ได้ลงเรือยนต์ข้ามแม่น้ำ​เป็นครั้งแรกในชีวิต กลางแม่น้ำมีเรือรบลำใหญ่ๆ​จอดทอดสมออยู่​หลายลำ ​และผม​ได้เห็นเรือรูปร่างประหลาดสองลำจอดทอดสมอคู่กันอยู่​ คุณย่าบอกว่านั่น​คือ ”เรือดำน้ำ” เรือดำน้ำนั้น​ดูเล็กนิดเดียว​เมื่อเทียบ​กับเรือรบ

​ที่บ้านคุณสุภัทรผม​ได้พบปู่ตื้อ​กับ​ใครบางคน​ที่ไม่รู้จัก ​และไม่รู้สึกสนุกเลย​ในการ​ไปบ้านคุณสุภัทร ตั้งแต่นั้น​ผมก็ไม่ยอม​ไป​ที่นั่น​กับคุณย่าอีก ​ส่วนคุณย่านั้น​ยังคง​ไป​ที่นั่นบ่อยๆ​ ​เพราะมีญาติทางเชียงใหม่หลายคน​ไปอยู่​​ที่นั่น คิดว่า​ทั้งคุณย่า​และคุณทวดก็เคยอยู่​​ที่นี่​เมื่อมาอยู่​กรุงเทพตอนแรก

บ้านคุณสุภัทรนี้อยู่​ติดแม่น้ำเจ้า​พระยา คุณย่าจึง​ได้รู้เห็นเรื่อง​ราวเกี่ยว​กับทหารเรือ​และเรื่อง​เรือรบดี​ทั้งๆ​​ที่คุณย่า​เป็นคนเชียงใหม่ คุณย่าบอกว่าเรือดำน้ำ​ทั้งสองลำนั้น​ชื่อว่า “สินสมุทร” ลำหนึ่ง​ ​ส่วนอีกลำชื่อว่า “มัจฉานุ“

นอกจากนี้คุณย่ายังเล่าให้ฟังว่าตอนกลางคืน บนเรือรบ​เขา​จะ​ต้องมีทหารเรือยืนยามเฝ้าเรือด้วย ​ถ้ามีเรืออื่นใดแล่นผ่านเข้ามาใกล้ๆ​​แม้​แต่เรือจ้าง ทหารยามก็​จะร้องตะโกนถาม​ไปว่า “โบ๊ตละห้อย” ฝ่ายเรือ​ที่แล่นเข้า​ไปใกล้ก็​จะตะโกนตอบ​ไปว่า “พัชชิ่ง” ​เป็นอย่างนี้เสมอในท้องน้ำเจ้า​พระยาย่านนี้

ผมสนใจในเรื่อง​นี้ ผมรู้ว่าโบ๊ตแปลว่าเรือ…​แต่ทำไมเรือถึง​ต้องละห้อยละเหี่ย ด้วย ! เลย​​เอา​ไปถามพ่อ พ่อหัวเราะใหญ่แล้ว​บอกว่ามัน​เป็นภาษาทหารเรือ​ที่​จะถามเรือ​ซึ่งผ่านมาว่า “โบ๊ตอะฮอย” (boatahoy) แปลว่า “เรืออะไร​โว้ย” เรือ​ที่ผ่านมา​จะ​ต้องตอบว่า “พาสซิ่ง” (passing”) แปลว่า “แค่ผ่านมาน่ะ” (​ซึ่ง​ทั้งทหารยาม​และคนแจวเรือจ้างก็รู้ภาษาอังกฤษกันคนละสองคำแค่นี้เท่านั้น​) เรื่อง​นี้นับ​เป็นบทเรียนภาษาอังกฤษบทแรก​ที่คุณย่าสอนให้ผม

ผมรับรู้อยู่​แล้ว​ว่าคุณย่านั้น​​เป็นคนเชียงใหม่ ดินแดน​ที่มีป่า​เขาลำเนาไพร​และธรรมชาติงดงาม ​แต่วันหนึ่ง​ตอน​ที่อยู่​เรียนอยู่​ชั้นประถม ผมก็​ต้องตื่นเต้น​เป็นอย่างมาก​เมื่อ “คุณป้าแสงดาว” มาเยี่ยม​ที่บ้าน ผมเห็นคุณป้าแสงดาว​กับคุณย่าคุยกันเสียงดังด้วยภาษาๆ​หนึ่ง​​ซึ่งผมไม่เคย​ได้ยินมาก่อน ผมรู้ว่านั่นไม่ใช่ภาษาจีน ภาษาแขก หรือภาษาฝรั่ง บางคำบางตอนผมก็ฟังรู้เรื่อง​ ​แต่​ส่วนใหญ่แล้ว​ไม่รู้เรื่อง​ มีคนในบ้านหลายคนแอบมายืนฟังคุณป้า แสงดาวคุย​กับคุณย่าอยู่​ตามริมประตูหน้าต่าง แม่บอกผมว่านั่น​เป็นภาษาเชียงใหม่ !

คุณย่าไม่ค่อยมีบทบาท​เท่าใดนักในบ้าน ​เมื่อเรานั่งโต๊ะกินข้าว​พร้อมกัน คุณย่าก็ไม่มากินร่วมด้วย ​จะแยก​ไปกินต่างหาก สำหรับผมนั้น​รู้สึกว่า​คุณย่ารักผมมาก ​และคุณย่า​จะ​เป็น​ที่ปรึกษาในเรื่อง​การเล่นของผมเสมอ คุณย่าทำคันกระสุนให้ผม มันคล้ายคันธนู​แต่ขึงสายคู่​และ​เอาเชือกถัก​เป็น​ที่รองกระสุนไว้ตรงกลาง ​ใช้ยิงด้วยลูกกระสุนดินปั้น

​เมื่อผม​เอาหนังสะติ๊กยิงนก​ได้คุณย่า​จะสอนวิธีก่อกองไฟ​และการย่างนกให้ผม ​และ​เมื่อผมหาเรื่อง​ซนไม่​ได้ก็​จะ​ไปหาคุณย่า ขอให้เล่าเรื่อง​เมืองเชียงใหม่ให้ฟัง ผมเลย​รู้จักน้ำตกห้วยแก้ว ดอยสุเทพ​และสะพานนวรัฐ การชนกว่าง รู้ว่าการล่องน้ำปิง​จะ​ต้องผ่านผาวิ่งชู้ ผ่านแก่งสร้อย ​และแก่งอาบนาง ฯลฯ มาตั้งแต่ยังเด็กๆ​ เดี๋ยวนี้แก่งเหล่านี้จมอยู่​ใต้น้ำหมดแล้ว​​เมื่อ​เขาสร้างเขื่อนภูมิพล

ในขณะ​ที่ผมโตขึ้น​เรื่อยๆ​ คุณย่าก็แก่ลง​ไปเรื่อยๆ​ ตอนผมอายุยี่สิบคุณย่าแก่มากแล้ว​ จนกระทั่งแม่​ต้องอาบน้ำ​ต้องป้อนข้าวให้

แล้ว​วันหนึ่ง​คุณย่าก็ไม่สบายไม่กินข้าวไม่กินปลา หมอ​ที่มาตรวจบอกว่าอยู่​​ได้ไม่เกินคืนนี้ ระยะนั้น​ผม​กำลัง​จะสอบปลายปี มี​เพื่อนมาดูหนังสือกัน​ที่บ้านหลายคน เราลูกๆ​อยู่​กัน​ที่เรือนหลังใหญ่​กับคุณย่า พ่อ​กับแม่​ไปอยู่​เรือนคุณยาย​ซึ่งตาย​ไป​เมื่อสองปีก่อน คืนนั้น​ผม​ได้รับมอบหมายให้คอยดูคุณย่า

เราดูหนังสือสลับ​กับการเข้า​ไปตรวจอาการคุณย่า​เป็นระยะๆ​ ​แต่คุณย่านอนนิ่งมานานแล้ว​ ​และหายใจเบามากจนไม่รู้ว่ายังหายใจอยู่​หรือเปล่า ​เพื่อนคนหนึ่ง​แนะว่าให้หาสำลีบางๆ​มารอ​ที่จมูก ผมทำตามคำแนะนำ​แต่ไม่เห็นสำลีขยับเขยื้อนเลย​
ผม​ไปปลุกพ่อให้มาดู พ่อมาตรวจดูสักพักก็บอกว่าคุณย่าตายแล้ว​ ​และปลุกให้ทุกคนในบ้านมากราบคุณย่า

พ่อ​เอาเทียนมาจุดไว้​ที่โต๊ะข้างเตียงคุณย่าแล้ว​ก็กลับ​ไปนอน ให้ผม​กับ​เพื่อนๆ​อยู่​​เป็น​เพื่อนคุณย่าจนกว่า​จะเช้า​ เราย้าย​ที่ดูหนังสือเข้ามาดูกันในห้องคุณย่า เราอยู่​​เป็น​เพื่อนคุณย่ากันหลายคนทีเดียว

ผมนั่ง​กับพื้นติด​กับเตียงคุณย่า หนังสือตำรา​ที่ผมอ่านมีแสงสว่างเพิ่มขึ้น​อีกหนึ่ง​ แรงเทียน มันมาจากแสงเทียนเล่มน้อย​ที่พ่อจุด​เอาไว้ข้างเตียงคุณย่านั่นเอง ​และ​เมื่อผมเข้าสอบวิชา​ที่ผมดูจากตำราเล่มนี้ในอีกสองสามวัน​ต่อมา ผมทำข้อสอบ​ได้ดี​เป็นพิเศษ…ดีอย่างยิ่งทีเดียวละ !

​เมื่อผมเขียนหนังสือตัวสุดท้ายในกระดาษสอบเสร็จ ผมเห็นภาพเทียนเล่มน้อยในวันสุดท้าย​ที่ผมอยู่​​กับคุณย่า รวม​ทั้งเรื่อง​ราวต่างๆ​​ที่​ได้ฟังจากคุณย่า…น้ำตกห้วยแก้ว…ดอย สุเทพ…ผาวิ่งชู้…แก่งสร้อย…แก่งอาบนาง…​และเมืองเชียงใหม่ในสมัยคุณย่าผุดขึ้น​มาใน​ความคิด ​และกระทั่งบัดนี้ภาพเหล่านั้น​ก็ยังคงอยู่​ใน​ความทรงจำของผมเสมอ ​แม้คุณย่า​จะจากผม​ไปนานแล้ว​ก็ตาม….O

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1892 Article's Rate 15 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องของคุณย่า
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๑ ตุลาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๔๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๗๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-9294 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 01 ต.ค. 2549, 04.15 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เด็กบ้านนอก [C-9297 ], [203.144.252.236]
เมื่อวันที่ : 02 ต.ค. 2549, 07.39 น.

เสียใจด้วยนะครับ​ ​ที่เสีย คุณย่า​ไป ​แต่พวกเรายัง​เป็น​กำลังใจให้ ขอให้เขียนเรื่อง​ราว​ที่น่าอ่น มาให้พวกเราอ่านใหม่นะครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น