นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๗ กันยายน ๒๕๔๙
ซุ้มมะลิวัลย์
ชาร ทิคัมพร
...ย่าไม่เคยเล่าเรื่อง​​นี้ให้​​ใครฟังเลย​​ มะลิวัลย์ซุ้มนี้​​เป็นโรงละคร​​ส่วนตัว​​โดยเฉพาะของย่าคนเดียว มัน​​เป็นละครแห่งชีวิต...
เช้า​วันนี้ชายช่างไม้คนนั้น​เปิดประตูรั้วแล้ว​จูงมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด​ที่ใต้ต้นมะม่วงข้างโรงรถ เหมือนอย่าง​ที่​เขาเคยทำ​เมื่อตลอดสามสี่วัน​ที่ผ่านมา

ย่ายืนหลังงองุ้มเกาะหน้าต่างเหล็กดัดดูอยู่​ นึกชม​ความตรงเวลาของ​เขาอยู่​ในใจ เจ้าหมาฝรั่งตัวใหญ่สีขาวนวล​ที่​ใครๆ​ในบ้านเรียกกันว่าบ๊อบบี้มาตะกายหน้าต่างอยู่​ข้างๆ​ตัวย่า มันเห่าช่างไม้คนนั้น​เสียงขรม !

พอจอดรถเรียบร้อย​แล้ว​ช่างไม้ก็แก้หีบเครื่องมือ​ที่มัดไว้​กับตะแกรงท้ายรถออก หิ้วหีบใบนั้น​เดินมาข้างห้อง​ที่ย่ายืนอยู่​ ​เขาวางหีบเครื่องมือลงตรงบริเวณ​ที่​จะ​ต้องทำงาน เสียงเห่าของเจ้าหมาบ๊อบบี้ดังสะท้อนก้องกลับ​ไปกลับมาอยู่​ในห้อง​ที่ย่าถูกขังอยู่​ร่วม​กับมัน ช่างไม้เดินมาตรงหน้าต่าง​ที่ย่ายืนอยู่​

"สวัสดีครับ​ย่า" ​เขายกมือไหว้ย่า แล้ว​หัน​ไปเรียกชื่อเจ้าบ๊อบบี้สองสามครั้งจนมันหยุดเห่า

"ย่ากินข้าวหรือยัง ?" ช่างไม้หนุ่มทักทายเหมือนทุกวัน ​เขาช่างพูดช่างถามทุกข์สุขของย่า ช่างดีเหลือเกิน ! หลายวันมาแล้ว​​ที่ช่างไม้คนนี้มาทำงานต่อเติมโรงรถตาม​ที่ลูกชายของย่าจ้าง ​แต่​เขา​จะทำกันอย่างไร ​จะต่อ​จะเติมตรงไหนย่าไม่รู้ด้วย รู้​แต่ว่าย่ามี​ความสุขอย่างไม่เคยมีมาก่อน​ที่มีคนมาให้เห็นในตอนกลางวัน ตอน​ที่ไม่มี​ใครอยู่​บ้านเลย​ ​และยัง​ได้พูดคุย​กับ​เขาด้วย ​ที่ถูกแล้ว​ย่า​เป็นฝ่ายฟังเสีย​เป็น​ส่วนใหญ่ ​และ​จะยิ้ม​เมื่อถูกใจในคำพูดของ​เขา ย่าไม่ค่อยพูด​กับ​ใครมานานแล้ว​

"ย่ากินข้าว​กับอะไร​วันนี้ ?" ช่างไม้ช่างเจรจาถาม ย่าอมยิ้มไม่​ได้ตอบ รู้ว่า​เขาถามทักทายเท่านั้น​ ​แต่ก็รู้สึกอบอุ่น​ที่ยังมีคนนึกถึงตัวเองอยู่​ ​แม้​เขา​จะ​เป็นคนอื่นก็เถอะ!

ชายช่างไม้​จะมาถึง​ที่นี่​เมื่อทุกคนพากันออกจากบ้าน​ไปแล้ว​ ก็ลูกชาย ลูกสะใภ้​และหลานชายจอมซนของย่าอีกสองคน ลูกชายย่าขับรถ​ไปส่งเมีย​ที่ทำงาน แวะส่งลูกชายของ​เขาอีกสองคน​ที่โรงเรียนแล้ว​จึง​ไปทำงาน ทิ้งให้ย่าอยู่​​กับหมาฝรั่งตัวใหญ่ในห้องตามลำพังในบ้าน​ที่อยู่​สุดซอย

​เขา​จะลูบหัวบ๊อบบี้อย่างรัก​ใคร่ทุกเช้า​ก่อน​จะปิดประตูบ้านบานสุดท้าย

"ผมล็อคประตูบ้านไว้ทุกบานแล้ว​ แม่ไม่​ต้องกลัว ไม่มี​ใครเข้า​ไปในบ้าน​ได้ บ๊อบบี้ก็อยู่​​กับแม่" ลูกชายเคยบอก​กับย่าอย่างนี้​เมื่อ​เขา​จะออกจากบ้าน​ไปทำงาน​เมื่อตอน​ที่​ได้บ๊อบบี้มาใหม่ๆ​

นานมาแล้ว​​ที่ย่า​ต้องอยู่​บ้านคนเดียวในห้องๆ​นี้​กับเจ้าหมาฝรั่งตัวโต​ที่​เขาเลี้ยงไว้ ​ความจริงย่าก็ไม่มีอะไร​ลำบาก ​เขาดูแลย่าดีไม่ขัดสนอะไร​ มีอาหารมื้อเช้า​​กับมื้อกลางวันครอบฝาชีวางไว้บนโต๊ะให้ย่าทุกวัน หิว​เมื่อไรก็​ไปกิน​เอาเอง เหมือน​กับบ๊อบบี้​ที่มีอาหารเม็ดใส่ชามวางไว้​ที่มุมห้อง ที.วี.ก็มีให้ดู​ถ้าอยาก​จะดู ก็สะดวก​ดี !...​

ดอกมะลิวัลย์​ที่ซุ้มข้างหน้าต่างโชยกลิ่นหอมมาถึงตรง​ที่ย่ายืนอยู่​ มะลิวัลย์ต้นนี้​เพื่อนบ้าน​ที่ปากซอยตอนมาให้ย่า​เมื่อหลายปีมาแล้ว​ ย่า​เป็นคนปลูกมันเอง​กับมือ ให้มันอยู่​นอกชายคาบ้านห่างหน้าต่างออก​ไปเพียงไม่ถึงวา ตอนนั้น​เรี่ยวแรงยังมีมากกว่าวันนี้ ​และย่าก็วานให้ลูกชาย​เอาไม้มาปัก​เป็นหลักทำร้านง่ายๆ​ให้มัน

มะลิวัลย์แตกยอดเลื้อยแผ่​ไปบนร้านจนกลาย​เป็นซุ้มใหญ่ ช่วยกรองแสงแดดตอนบ่าย​ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง​ได้ดี ต้นหน้าฝนอย่างนี้มัน​จะออกดอกบานเต็มต้นในตอนเช้า​ ดอกมะลิวัลย์​จะร่วงลงมา​ที่พื้นดิน​และบนม้าหินใต้ซุ้มในวันรุ่งขึ้น​

ทุกเช้า​ทันที​ที่ลูกสะใภ้เปิดประตูบ้านให้เจ้าบ๊อบบี้ออก​ไปขี้​ไปเยี่ยวในสวน ย่าก็​จะเดินหลังงุ้มกระย่องกระแย่งตามมันออก​ไปช้าๆ​ ถือถ้วยแก้ว​ไปด้วยใบหนึ่ง​ ตรง​ไป​ที่ซุ้มมะลิวัลย์ต้นนั้น​ทันที ย่าลงมือเก็บดอกมะลิวัลย์​ที่บานวันนี้ใส่ถ้วย เลือกเก็บตรง​ที่เถาของมันห้อยลงมาเตี้ยๆ​เท่า​ที่เอื้อมถึง ​และ​จะไม่เก็บดอก​ที่ร่วง​แม้​จะยังสดอยู่​ พอ​ได้ดอกไม้พอแล้ว​ก็กลับเข้า​ไปในบ้าน ​เอาดอกไม้ใหม่​ไปเปลี่ยนดอกไม้​ที่​ที่บูชา​ซึ่งเก็บ​เมื่อวาน นี่​เป็นงานประจำวันของย่า​ที่ไม่เคยว่างเว้น นอกเสียจากว่าวันนั้น​ไม่มีดอกมะลิวัลย์บานให้เก็บหรือว่าฝน​กำลังตก...​

​เมื่อกุญแจบ้านถูกล็อค​และพวก​เขา​ไปกันแล้ว​ ย่า​จะกินข้าวเช้า​​ที่วางไว้บนโต๊ะ แล้ว​มานั่ง​ที่ม้านั่งพลาสติกริมหน้าต่าง มองดูมะลิวัลย์ต้นนี้ด้วย​ความชื่นชมผ่านทางลูกกรงเหล็กดัด เฝ้าดูยอดใหม่ของมัน​ที่แตกออกมา คอยดูว่ากี่วันมันจึง​จะยาว​ได้ศอกหนึ่ง​ ​และอีกกี่วันมันจึง​จะพันตัวเอง​กับไม้ระแนง​ที่​เป็นร้าน ย่าคอยเฝ้าดูดอกแรกของยอดใหม่ยอดนั้น​ด้วย

ย่าดูหมดว่ามีอะไร​เกิดขึ้น​ในมะลิวัลย์ซุ้มนี้บ้าง บางวันก็เห็นตัวบุ้งขนยาวๆ​​ที่ไต่กระดืบๆ​มากัดกินใบอ่อนของมัน ย่าไม่ชอบมันเลย​ ​แต่​เมื่อกิ้งก่าหัวสีเขียวตัวใหญ่คลานเข้ามากินมันย่าก็ปรับใจตัวเองให้​เป็นอุเบกขา ไม่ยินดี​ไป​กับการตายของบุ้งตัวนั้น​ให้เกิด​เป็นมโนกรรมขึ้น​

นกหลายชนิดมาหากินอยู่​ในซุ้มมะลิวัลย์ของย่า มีนกกระจิบคู่หนึ่ง​​ที่มาหาตัวหนอนกินทุกวันจนมันคุ้นกัน​กับย่า มันร้องจิ๊บๆ​กระโดดตามกัน​ไปตามกันมา แล้ว​วันหนึ่ง​มันก็ทำรัง​ที่ซุ้มมะลิวัลย์นี้

ย่าเฝ้าดูมันจัดเถาไม้เล็กๆ​พันกัน แล้ว​ก็ช่วยกันบิน​ไปหาใยแมงมุมมาพันรัดไว้ มันคาบ​เอาหญ้าแห้งเส้นเล็กมาสานถัก​กับใยแมงมุม​เป็นรังน้อยๆ​อยู่​ใต้คานไม้ข้างเสาดูบังฝนบังลมดี เพียงสามสี่วันมันก็สร้างรังเสร็จ ​และแล้ว​ตัวเมียก็คง​จะออกไข่​เพราะย่า​จะเห็นตัวหนึ่ง​นอนอยู่​ในรังขณะ​ที่อีกตัวหนึ่ง​ออก​ไปหากิน ย่าเฝ้าดูอยู่​จนเห็นมันคาบตัวหนอนมา​ที่รัง แล้ว​อีกสองวันย่าก็เห็นลูกอ่อนชูคอพ้นปากรังขึ้น​มา มันมีกันสองตัวน่ารัก​เป็นครอบครัว​ที่อบอุ่นทีเดียว ​และ​ทั้งพ่อแม่ลูกก็คุ้นกัน​กับย่า ​แม้ย่าเข้า​ไปเก็บดอกมะลิวัลย์ตอนเช้า​มันก็ไม่กลัว

วันนั้น​มีเสียงพ่อนก​กับแม่นกร้องดังผิดปกติ งูเขียวตัวหนึ่ง​เลื้อยช้าๆ​เข้า​ไป​ที่รังนก พ่อแม่นกพยายามบินโฉบเฉี่ยว​ไปมาส่งเสียงร้องขับไล่ศัตรู ย่าอยาก​จะช่วย​แต่ก็ออก​ไปนอกห้องไม่​ได้ ย่าพยายามยื่นมือลอดออก​ไปนอกลูกกรงเหล็กดัด แล้ว​ส่งเสียงชิ้วๆ​โบกมือไล่งูเขียว ตอนนั้น​ย่าว้าวุ่นอยู่​หลังหน้าต่างด้วย​ความ​เป็นห่วงลูกนก ใจเต้นระทึก ! การส่งเสียงไล่คง​จะ​ได้ผลอยู่​บ้าง ​เพราะงูคาบลูกนก​ไปกินเพียงตัวเดียว ​และมันก็ไม่กลับมาอีกเลย​

ย่าบอก​กับตัวเอง​และ​กับพ่อแม่นกอยู่​ในใจว่าสัตว์โลกย่อม​เป็น​ไปตามกรรม มันทำให้สบายใจขึ้น​บ้าง ย่าเฝ้าดูนกกระจิบครอบครัวนี้อยู่​อีกหลายวันจนกระทั่งมันสอนบินให้ลูก​ที่เหลือเพียงตัวเดียวอยู่​แถวๆ​รัง ​และในวัน​ต่อมามันก็พากันบินจากซุ้มมะลิวัลย์​ไป ทิ้งรังร้างไว้​เป็น​ที่ระลึก ย่าหวังว่าวันหนึ่ง​มัน​จะกลับมาอีก !

ย่าไม่เคยเล่าเรื่อง​นี้ให้​ใครฟังเลย​ มะลิวัลย์ซุ้มนี้​เป็นโรงละคร​ส่วนตัว​โดยเฉพาะของย่าคนเดียว มัน​เป็นละครแห่งชีวิต เรื่อง​ของนกกระจิบ​เป็นเพียงโศกนาฏกรรมเรื่อง​หนึ่ง​​ที่ย่า​ได้ดูผ่านหน้าต่างเหล็กดัด

บางวันย่าก็​จะ​ได้ดูสุขนาฏกรรมเรื่อง​ผีเสื้อแสนสวย​ที่บินมาเกาะดอกมะลิวัลย์ ปีกของมัน​เป็นสีดำกำมะหยี่ มีจุดสีแดง​กับสีเหลืองสด​ที่ปีก​ทั้งสองข้าง มันบินวับๆ​จากดอกโน้น​ไปดอกนี้ เลือกดูดน้ำหวานจากดอกไม้​ไปทีละดอกๆ​ ​และบางวันสุขนาฏกรรมเรื่อง​ผีเสื้อแสนสวย​ที่ย่า​กำลังดูอยู่​อย่างเพลิดเพลินก็จบลงแบบโหดร้าย​เมื่อนกปรอดตัวหนึ่ง​บินโฉบเข้ามาจับผีเสื้อตัวนั้น​​ไปกินต่อหน้าต่อตาคนดู ! ...​

ย่า​จะ​ได้ออก​ไปข้างนอกห้องอีกครั้ง​เมื่อครอบครัวของลูกชายกลับมาถึงบ้าน ​เขา​จะกลับมากันในตอนเย็น ​และ​เมื่อ​เขาไขกุญแจเปิดประตูบ้านออกออก เจ้าบ๊อบบี้ก็โผนออก​ไปตะกายเลียทุกๆ​คนด้วย​ความดีใจ หลานชายของแก​ทั้งสองคนพี่น้อง​จะเข้า​ไปกอดมัน แล้ว​พามัน​ไปเล่นแย่งลูกบอล​และเล่นปล้ำกัน​ที่สนาม

ย่า​จะตามบ๊อบบี้ออก​ไปจากห้องเงียบๆ​ตรง​ไป​ที่ซุ้มมะลิวัลย์ หยิบไม้กวาดดอกหญ้าอันเล็กเก่าๆ​​ที่วางอยู่​ข้างหน้าต่างขึ้น​มา แล้ว​กวาดดอกมะลิวัลย์​ที่โรยร่วงอยู่​บนม้าหิน​กับ​ที่พื้นดิน รวม​ทั้งใบไม้แห้งจากต้นไม้ใกล้ๆ​ทิ้ง​ไป ย่าเปิดก๊อกน้ำดึงสายยาง​ไปรดน้ำให้มะลิวัลย์ต้นนั้น​ ดูแลรักษาโรงละครของย่าให้สะอาดเรียบร้อย​

...​เสียงของช่างไม้​ที่เลื่อยไม้ เสียง​ที่​เขาตอกตาปูดังลั่น​ที่โรงรถ​เป็นเสมือนเสียงสวรรค์สำหรับย่า ​เป็นเสียง​ที่บอกกว่ายังมีมนุษย์คนอื่นอยู่​ร่วมโลก​กับย่าในขณะนี้ เสียงอึกทึกของการต่อเติมโรงรถทำให้นก​และแมลง​ที่เคยมาแสดงละครให้ย่าดู​ที่ซุ้มมะลิวัลย์หายหน้า​ไป ช่างเถอะ ! ​เมื่องานเสร็จแล้ว​โรงละครของย่าก็​จะเปิดแสดง​ได้อีก

สักชั่วโมงหนึ่ง​ช่างไม้​จะหยุดพักสักทีแล้ว​หิ้วกระติกน้ำแข็งเดินตรงมา​ที่ริมหน้าต่าง

"วันนี้ร้อนนะครับ​ย่า !" ชายช่างไม้ชวนคุย ​เขาเดิน​ไปนั่งบนม้าหินใต้ซุ้มมะลิวัลย์ตรงข้ามหน้าต่าง เปิดกระติกน้ำแข็งออก ​เอาถ้วยตักน้ำเย็นขึ้น​มาดื่ม จุดบุหรี่สูบ แล้ว​​เขาก็คุยต่อ​ไป

"​ที่บ้านผมอยู่​กันหลายคนครับ​ แม่ผมอายุมากแล้ว​ ​แต่ก็ยังอ่อนกว่าย่า แกทำงานทุกวัน เช้า​ขึ้น​ก็ปอกกล้วย​ที่เมียผมซื้อมาไว้ให้จากตลาด กลางวันก็กวนแป้งไว้ พอบ่ายก็​เอากระทะมาตั้งหน้าบ้านนั่งทอดกล้วยขาย แกยุ่ง​ทั้งวัน "...​

"ขายดีนะครับ​ อยู่​ใกล้โรงเรียน เด็กๆ​รุมกันซื้อสองชั่วโมงก็หมด พอหลานกลับมาจากโรงเรียนก็เข้า​ไปประจบขอสตางค์ย่ามัน​ไปซื้อขนม แม่ผมแกชอบทำงาน ​ได้เงินเท่าไรก็ให้หลานซื้อขนม​กับทำบุญจนหมด" ช่างไม้เล่าเรื่อง​แม่ของ​เขา

"อย่างย่าสบายแล้ว​ อายุมากแล้ว​ไม่​ต้องทำอะไร​อีก" ​เขาให้​กำลังใจ

ย่านึกอยาก​จะแลกชีวิต​กับแม่ของช่างไม้คนนี้ มันต่าง​กับชีวิต​ที่เงียบเชียบของย่าเสียเหลือเกิน ละครแห่งชีวิต​ที่ดูอยู่​ทุกวันผ่านหน้าต่างเหล็กดัดถึงอย่างไรมันก็​เป็นละคร​ที่ไม่มีมนุษย์​เป็นคนเล่น ​เป็นละครสัตว์ ละครใบ้ !

พอ​ได้เวลาพักเ​ที่ยงชายช่างไม้ก็​เอากล่องข้าวมานั่งใต้ซุ้มมะลิวัลย์ ​และย่าก็เดิน​ไปนั่ง​ที่ริมหน้าต่าง เกาะลูกกรงเหล็กดัดดู​เขากินข้าว ...​

"ย่าหิวข้าวกลางวันหรือยัง? ผมกินก่อนนะครับ​" ​เขาเปิดวิทยุเครื่องน้อย​ที่หิ้วมาด้วยฟังเพลงแล้ว​ลงมือกินข้าว หลายเพลง​เป็นเพลงเก่า​ที่ย่ารู้จัก ย่าเคยอยาก​ได้วิทยุเล็กๆ​สักเครื่องหนึ่ง​ ​แต่ลูกสะใภ้บอกว่า

"ที.วี.ก็มีแล้ว​แม่​จะ​เอาวิทยุ​ไปอีกทำไม" ​แต่ย่าไม่ชอบดู ที.วี. ​เพราะเปิด ทีไรก็มี​แต่โฆษณาของ​ที่ย่าไม่รู้จัก​กับเพลง​ที่​เขาเรียกว่าคอนเสิรต​ซึ่งฟังไม่เคยรู้เรื่อง​สักที อีกอย่างย่ากดรีโมทเปลี่ยนช่องสถานีไม่​เป็น เปิดเครื่องแล้ว​ก็​ต้องนั่งดูอยู่​​แต่ช่องนั้น​

ย่านั่งอยู่​ริมหน้าต่าง มองผ่านเหล็กดัด​ไปยังช่างไม้​ที่​กำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ​เขากินพลางคุยเรื่อง​ลูกเมีย​ที่บ้านให้ย่าฟัง เพียงไม่กี่วันย่าก็รู้หมดว่า​เขามีลูกกี่คน อยู่​โรงเรียนอะไร​ ​แต่ย่ากลับไม่รู้ว่าหลานของตัวเอง​ที่ชื่อเอ​กับบีอยู่​โรงเรียนอะไร​​และอยู่​ชั้นไหนกันแล้ว​

พอช่างไม้กินข้าวกลางวันเสร็จ ​เขา​จะเอนหลังลงสูบบุหรี่ปุ๋ยอยู่​บนม้าหินใต้ซุ้มมะลิวัลย์แล้ว​งีบ​ไป นั่นแหละ​ย่าจึงเดิน​ไป​ที่โต๊ะ เปิดฝาชีเลือกอาหาร​ที่กินเหลือจาก​เมื่อเช้า​กิน​เป็นมื้อกลางวัน บ๊อบบี้ก็เดิน​ไป​ที่ชามอาหารของมันตรงมุมห้อง ต่างก็ทำหน้า​ที่ของตัวเอง !

ตกบ่ายย่า​จะนอนเล่นหลับๆ​ตื่นๆ​อยู่​บนเตียง บ๊อบบี้นอนอยู่​​ที่พื้น ย่าเพลินอยู่​​กับเสียงเลื่อย​และเสียงค้อน​ที่ดังอยู่​ข้างนอกห้อง เสียงนี้แทน​ที่​จะหนวกหู ​แต่มันกลับช่วยขับกล่อมให้ย่าหลับ​ได้นานขึ้น​กว่า​ที่เคย

บ่ายแก่ๆ​ ย่าก็ลุกขึ้น​มานั่งเกาะหน้าต่างดูช่างไม้คนนั้น​ทำงานอีกรอบหนึ่ง​ ​เขาทำงานใกล้หน้าต่างเข้ามา

"วัน​พระ​ไปวัดบ้างหรือเปล่าครับ​?" ช่างไม้ถามขณะ​กำลังวัดไม้​ที่เตรียม​จะเลื่อย

"แม่ผม​ต้อง​ไปวัดทุกวัน​พระไม่ยอมขาด ขนาดฝนตกก็ยังให้ผมขี่รถเครื่อง​ไปส่ง​เอาร่มกาง​ไป" ย่านึกอยาก​จะแลกวิญญาณ​กับแม่ของช่างไม้คนนี้เสีย จริง ! ย่าเคยขอให้ลูกชายพา​ไปวัดในวันอาทิตย์ อยาก​จะ​ไปฟังเทศน์ !

วัน​พระธรรมดานะ​ไปไม่​ได้อยู่​แล้ว​​เพราะไม่ตรง​กับวันหยุดราชการ​เขา​ต้อง​ไปทำงานกันแล้ว​เด็กๆ​ก็​ต้อง​ไปโรงเรียน จึงขอให้​เขาพา​ไปวัดในวันอาทิตย์​ที่วัดใกล้ๆ​บ้าน

"เดือนนี้ยังไม่​ได้หรอกแม่ ผม​ต้อง​ไปส่งเจ้าเอเรียนพิเศษ" ...​​และเดือน ต่อ​ไป...​

"​เอาไว้ก่อนก็แล้ว​กันแม่ เจ้าบี​ต้อง​ไปเรียนว่ายน้ำ" ครอบครัวของ​เขาช่างมีธุระยุ่งกันเสียจริง ! ​และ​เมื่อสองอาทิตย์​ที่แล้ว​ย่าก็เกือบ​จะ​ได้​ไปฟังเทศน์​ที่วัดในวันเข้าพรรษา ​เพราะ​เป็นวันหยุด​และลูกของ​เขาก็ไม่​ได้​ไปไหน หาก​ทว่าเจ้าบ๊อบบี้เกิดไม่สบายเสียก่อน มันอ้วกออกมาในเช้า​วันนั้น​ ​เขาจึง​ต้องรีบพามัน​ไปหาหมอ...​

ทุกวันตอนห้าโมงเย็นช่างไม้ก็เก็บข้าวของ ​เขา​จะเดินมา​ที่หน้าต่าง​ที่ย่านั่งรออยู่​หลังลูกกรงเหล็กดัด

"ผมกลับแล้ว​นะครับ​ย่า ! พรุ่งนี้มาใหม่" ​เขาไหว้ลาแล้ว​ก็เดิน​ไป​ที่ รถมอเตอร์ไซค์ จูงมันออก​ไปนอกประตูบ้านปิดประตูเสีย แล้ว​ขับรถกลับ​ไป...​

​แต่บ่ายวันนี้หลังจากกินข้าวกลางวันแล้ว​ ย่างีบหลับ​ไปนานหน่อย​ พอตื่นขึ้น​ก็รู้สึกว่า​ห้องสว่างไสวกว่า​ที่เคย แปลกมาก ! ย่าเดิน​ไป​ที่หน้าต่าง แดดบ่ายส่องแสงจ้าเข้ามา ​ที่นอกหน้าต่างซุ้มมะลิวัลย์หาย​ไปแล้ว​ มันเกิดอะไร​ขึ้น​ ย่าคิดว่าตัวเองยังหลับอยู่​​และ​กำลังฝัน !

มะลิวัลย์​ทั้งต้น​ที่พันก่ายกัน​เป็นซุ้มใหญ่กองอยู่​บนพื้นดิน มันถูกฟันออกจนถึงโคน ร้านไม้​กับเสาถูกถอนออก​ไปวางไว้ทางหนึ่ง​ ม้าหินก็ถูกยก​ไปไว้อีกทาง มีทรายมากองไว้แทน​ที่ ช่างไม้​กำลังแบกถุงปูนซิเมนต์เข้ามา

ย่าเกาะลูกกรงเหล็กดัดไว้แน่น งง​ไปหมดวันนี้ทำไมจึงฝันร้ายอย่างนี้ ฝัน​ไปว่า​เขามาตัดซุ้มมะลิวัลย์ออก !

ช่างไม้วางถุงปูนซิเมนต์ลง ​เขาเห็นย่า​พอดี !

"เสียดายนะครับ​ย่า ตรงนี้ร่มดีจังผมยังชอบ ​เขา​จะขยายโรงรถ​ไปทางอื่นก็​ได้​แต่​เขา​จะ​เอาตรงนี้ เดี๋ยวผม​จะเทปูนแล้ว​ วันนี้​เป็นอันเสร็จงานเสียที อาทิตย์หน้าคุณผู้ชาย​จะถอยรถใหม่อีกคันหนึ่ง​ให้คุณนาย​ใช้ ทีนี้ย่าก็​จะ​ได้นั่งรถใหม่​ไปเ​ที่ยว " ช่างไม้บอกย่า

ย่ารู้สึกตัวแล้ว​ว่ามันไม่ใช่​ความฝัน ! ย่ามองดูโรงละคร​ส่วนตัว​ที่เคยนั่งดูมาหลายปี บัดนี้กระจัดกระจายอยู่​บนพื้นดิน โรงละครถูกปิด​ไปแล้ว​ชั่วนิรันคร์ ย่ารู้สึกเ​คืองตา​กับแสงแดด​ที่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง ​แต่ก็ยังพอมองเห็นรังนกกระจิบร้างรังนั้น​ บัดนี้มันบี้แบนอยู่​ใต้เถามะลิวัลย์​ที่กองสุมอยู่​บนพื้นดิน ...​O

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1871 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง ซุ้มมะลิวัลย์
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๒๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-9202 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ย. 2549, 06.40 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Poceille [C-9207 ], [202.57.183.161]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ย. 2549, 16.45 น.

มาอ่านค่ะ​คุณชาร

เรื่อง​สั้นของคุณชารยังคงเต็ม​ไปด้วยเสน่ห์ของตัวอักษรนะคะ​ ​และด้วย​ความ​ที่ "ย่า" ​เป็นตัวแทนของหญิงชรา​ส่วนมาก​ที่​ใช้ชีวิตอยู่​ในเมือง รวมถึงคุณแม่ของโพด้วย (ช่าง​เป็นสถานการณ์​ที่เกือบ​จะเหมือนกันเป๊ะ ต่างกันตรง​ที่เจ้าสี่ขา​ที่อยู่​​เป็น​เพื่อนแม่โพ​เป็นแค่หมาพันธุ์ทางตัวด่าง ๆ​ ​ที่แก่หงำ ​และ​ที่บ้านไม่มีซุ้มมะลิวัลย์​เป็นโรงละครให้คุณแม่ดูเท่านั้น​เอง...​ ) มันทำให้โพสัมผัส​ได้ถึง​ความเหงา​และสะเทือนใจทันที​ที่อ่านจบค่ะ​

ขอบคุณสำหรับเรื่อง​สั้นภาษาสวยเรื่อง​นี้นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : pilgrim [C-9223 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ย. 2549, 09.31 น.

อ่านแล้ว​สะเทือนใจค่ะ​ พิลเองไม่เคยเห็นชีวิตจริงแบบนี้ ​เพราะคนแก่​ที่บ้านดู​จะมีอิสระมากกว่านี้
ท่าน​จะขาดอิสระก็ต่อ​เมื่อสังขารร่วงโรยมากๆ​ ​ต้องนอนอยู่​​กับบ้าน​ไปไหนไม่​ได้ ​เพราะหง่อมเต็มที เดินเหินไม่ไหว
จริงสินะ ทำไมตอนนั้น​พวกเราไม่เคยนึกพาท่านนั่งรถ​ไปเ​ที่ยวไหนก็ไม่รู้ ปล่อยให้ย่านอนเฝ้าบ้านทุกทีเลย​ ​ทั้งๆ​​ที่​ถ้าช่วยกันอุ้มท่าน​ไปขึ้น​รถ ท่านคง​จะมี​ความสุขมากขึ้น​
คิดแล้ว​เศร้า​และรู้สึกสำนึกผิดค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : momiji [C-9258 ], [203.113.67.69]
เมื่อวันที่ : 23 ก.ย. 2549, 23.00 น.

สงสารย่ามากเลย​ ทำให้​ได้ข้อคิด​และ​ได้มองย้อนกลับ​ไปถึงการกระทำ​ที่เรามีต่อยาย ​ที่ผ่านมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ TT^TTต่อ​ไปคง​ต้องทำตัวต่อยายให้ดีๆ​หน่อย​ ขอบคุณนะคะ​​ที่มีเรื่อง​ดีๆ​อย่างนี้ให้อ่าน ขอบคุณค่ะ​ ​(_ _)​ (^ ^)

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น