นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๔ กันยายน ๒๕๔๙
เรื่องของเขา
SONG-982
...ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร คนมีสี ปี​​ที่ 2 ฉบับ​​​​ที่ 42 ปักษ์แรก มีนาคม 2550...
เหนือจอมปลวกใหญ่มีสัปคับสีทองอร่ามตา ตั้งมั่น​เป็นสง่าชวนมอง ฉากหลังอันแลคล้ายม่าน ​คือหมอกอวลลอยอ้อยอิ่ง พลิ้วไหววนเวียน ไม่จางหรือจาก​ไปไหน

เสียงหวีดกรีดร้อง ระงมวิงวอนต่อ​ใครสักคน ดังแว่วแล้ว​เลือนหาย คล้ายโหยไห้จนขาดใจ แล้ว​กลับกำเนิดแรงเฮือกใหม่ วนเวียนร่ำร้องต่อ​ไป ซ้ำแล้ว​ซ้ำเล่า

ตลอดท้องฟ้า จนสุดสายตา​และรอบบริเวณ แผ่นพื้น​ที่ทรงกาย นอกจากตั้งไว้ด้วยจอมปลวกใหญ่ ​ทั้งหมดล้วนกลืนกัน​เป็นสีเดียว ​คือสลัวมัว...​หม่นหมอง

​ที่อันงาม ​ที่เดียวอันชวนมอง ​คือสัปคับสีทองโดดเด่น

สายตาของนาง ผู้คู้เข่าเฝ้ารอ จึงจับจ้อง​แต่บนนั้น​ สัปคับว่างเปล่าเหนือจอมปลวก

บัลลังก์ของผู้​เป็นใหญ่ใน​ที่นี้

พลัน!

ประกายสีทองก็คลุ้งฟุ้ง อวลตรลบแล้ว​คลี่คลาย แก้วมณีดวงหนึ่ง​ปรากฏขึ้น​ราวเนรมิต เลื่อนลอยอ้อยอิ่ง ทุลักทุเลเหมือนคนหลับไม่เต็มตื่น กว่า​จะตั้งศูนย์สถิตนิ่งบนบัลลังก์นั้น​ ก็ยังทันให้นางอมยิ้ม นึกขันผู้​เป็นจ้าวแห่งยม

ดวงแก้วขยับขยาย ยืดออก​เป็นองค์ ประทับห้อยขาซ้ายชันขาขวา พักแขนขวาบนเข่าขวา วางศอกซ้ายบนพนักแขนซ้ายของสัปคับ แล้ว​นิ่งอยู่​

เสียงขำครึดๆ​ ดังลอดจมูก จากนางผู้ลืมหมอบกราบคุดคู้ดังควร สายตานางแลเลย​เหนือศีรษะของผู้นั่งวางท่าสง่างาม กลั้นหัวเราะจนน้ำตาเล็ด ​ทั้งกายสั่นระริกด้วยรู้ว่ามิบังควร จึงพยายามระงับไว้สุด​กำลัง

"หยุด...​!"

เสียงตวาดก้องปานฟ้าถล่ม ผู้บันลือสีหนาทกระทืบบาท​ซ้ำ จอมปลวก​คือดินเปราะ ก่อขึ้น​​เป็นเนินพูน สะเก็ดขุยจึงร่วงกราว ก้อนดินเล็กๆ​ กระเด็นกระดอน บ้างตกกระทบศีรษะ บ้างกลิ้งมาหยุดข้างกาย

"ข้า...​บอกให้...​หยุด!"

ตาแดงดั่งเพลิงสุม จ้องเขม็งเกรี้ยวกราด ผู้ตวาดซ้ำทันทะลึ่งพรวดลุกขึ้น​ ก่อนเท้าสิงห์ข้างหนึ่ง​ของสัปคับ ​จะจมลงในจอมปลวก จนบัลลังก์ทองเอียงกะเท่เร่หมดสง่า

"หยะ...​หยุ...​หยุด หยุดแล้ว​พิคะ​"

ร่าง​ที่ขำตัวสั่นระริก น้ำตาไหลพรากๆ​ หูแดงจมูกแดง​ได้อย่างน่าอัศจรรย์

"นังกาสร​ใช้แรง โง่เง่ายังกล้ากำแหง หรือชาติหน้าอยากเกิด​เป็นควาย"

"เช่นนั้น​​จะต่างกันรึยังไงพิคะ​"

"นั่นไง ไม่ทันขาดคำก็สำแดงกำพืดโง่งม!"

ท่านท้าวยักท่าอย่าง​เป็นต่อ ชำเลือง​ไปขยิบตาให้สัปคับเอียงกลับตั้งตรง แล้ว​ค่อยนั่งลงอย่างระมัดระวัง

เดชะบารมี ​ใช้​ได้ง่ายเพียงนี้​คือแค่ขยิบตา นางผู้ไม่รู้ว่าตนหลงมา​แต่ไหน จึงรู้สึกเกรงพลานุภาพขึ้น​บ้าง กลั้นอกกลั้นใจสูดน้ำมูกน้ำลายลงคอ แล้ว​ขยับท่าทางให้นอบน้อม​ที่สุด

"ว่าไรนังควาย​เขาหาย มีเรื่อง​ร้อนอันใด จึง​ต้องรบกวนข้า"

ผู้กล่าววาจาค่อยเกิดจิตเมตตาขึ้น​มาบ้าง​เมื่อเห็นดังนั้น​ ​แม้ไม่ค่อยยินดีมายุ่งเกี่ยวตัดสินชาตะของเดรัจฉาน ​แต่เสียงถามก็ผ่อน​ความโกรธลงอักโข

"อิฉัน​จะ​ได้กลับชาติ​ไปเกิด​เป็นรึมนุษย์พิคะ​"

"แล้ว​อย่างไรเล่าวะ ทำไม​ต้องปลุกข้า...​ให้ตื่นมาตอนนี้ สุวรรณสุวารมันไม่มีปัญญาส่งเจ้า​ไปเกิดเรอะ"

ท่านท้าวยมโลก พูดพลางชำเลืองหา ผู้ถูกขานชื่อล้วนหายหัว มันคงแฝงตัวอยู่​​กับพยับหมอกแถวนี้ละ ​แต่ไม่กล้าเสนอหน้า​เพราะมีผิด

"ท่าน​เขาวัว​ทั้งสองว่าอิฉัน​จะ​ไปเกิด​เป็นรึมนุษย์พิคะ​"

นางกาสรไม่แน่ใจว่าตอบ​ได้ตรงคำถามหรือไม่ ​เพราะแค่​จะเรียงคำออกมายังไม่รู้ว่าถูกหรือผิด พอหยุดพูดน้ำตาก็ไหลพราก ​แต่คราวนี้นางนิ่งไม่ส่งเสียง ​ได้​แต่ก้มหน้ารอ

"หรือเอ็งไม่อยากเกิด​เป็นคน"

"มิใช่...​หามิ​ได้พิคะ​ ​แต่​เพราะชาติ​ที่ผ่าน อิฉัน​เป็นนางควายพิการต่ำต้อย ไร้​เขาให้​เพื่อนค่อนขอด ตราควาย​คือ​เขาโค้งยังหามิ​ได้ ศักดิ์ศรีของ​ความ​เป็นควายจึงมิเคยหา​ได้รึตลอดชาติพิคะ​"

"สัญชาติควาย ถึงไม่มี​เขาก็ไถนา​ได้ ​ใครก็รู้"

"คนตามไถ​ใครก็รู้พิคะ​ ​แต่พวกควายด้วยกันมันชังน้ำหน้า"

"ถึงตรอมใจหมกหน้า​กับปลัก ให้มันขาดใจตายมางั้นสิ"

"มิใช่...​หามิ​ได้พิคะ​ ​แต่​เพราะตอนนั้น​ให้ตรอมใจอย่างไรก็ไม่ยอมตาย ไร้​เขาจนแก่จนเฒ่าค่อยขาดใจ ​พอดีสิ้นใจในปลัก เลย​เหมือนจมปลักจนตาย ​แต่​ที่แท้ไม่เคยมีเจตนาฆ่าตัวตายรึเลย​พิคะ​"

สำเนียงนางกาสรแสนซื่อ ​ทั้งหมด​ที่กล่าวออกมา ล้วน​เป็น​ความจริงตาม​ที่ตนเข้าใจ ​แต่ท้าวยมยังสับสน ด้วยไม่รู้ว่าเกี่ยวกันอย่างไร​กับการ​จะ​ได้​ไปเกิด​เป็นมนุษย์

เวลานี้ อาจ​เพราะตื่นเร็วเกิน​ไป ​คือยังนอน​ได้ไม่เต็มอิ่ม หัวจึงเบาโหวงจนไม่เฉียบแหลม สติอันเคยมีสำหรับการรู้แจ้งแทงตลอดก็มัวลง ภาษาคนคงว่าเมาขี้ตาด้วยถูกปลุกกะทันหัน จึงยังจับต้นชนปลายอะไร​ไม่ติด

"อิฉันกลัวว่าชาติหน้า ​ไปเกิด​เป็นคน​จะรึไม่สมประกอบพิคะ​"

นางว่า​ไปตามคิด ใจกลัวอย่างนั้น​จริงๆ​ ​และยิ่ง​เมื่อเห็นท่าทางท่านท้าวมหายมตรงหน้า ก็ยิ่งปักใจใหญ่ ข้างในนั้น​ยังนึกขัน ​แต่กระแสเมตตาในถ้อยถามประโยคหลังๆ​ ทำให้นางกลืน​ความเห็นขันนั้น​ไว้​ได้ เกือบ​จะทำไม่รู้ไม่ชี้ ​แต่สายตายังไม่วายชำเลืองมอง​เป็นระยะ

"ในประวัติศาสตร์คน ไม่มี​ใครมี​เขา เจ้า​จะกังวลไย"

"มิใช่ หามิ​ได้พิคะ​...​​เมื่อก่อนตาย ​เพราะไม่มี​เขา ​เพื่อนมองแล้ว​แลเลย​ เห็นว่าหมดศักดิ์หมดศรี ยิ่งกว่าควาย​เขาเกหรือควายเผือกผิดพวก ​แต่อย่างท่านท้าวกล่าวรึมิมีผิดพิคะ​...​ไม่มี​เขาอิฉันก็ไถนา​ได้ ทำ​ได้​ทั้ง​ที่ไม่มีเครื่องบำรุงศักดิ์เสริมศรี ตรอมใจก็​ต้องจำใจอยู่​ ด้วยจนใจ​จะด่วนตาย​ไปทำไมมี นึกน้อยใจก็​แต่วาระสุดท้าย ​ต้องตายจมปลัก ไร้​ใครสักตัวมาเหลียวแล...​"

คำสาธยายเหมือนพร่ำ แฝงแววน้อยเนื้อต่ำใจ ​ทั้ง​ที่ใจสู้ ลงแรงแข่งสังขาร​กับพวกควายสมประกอบ ว่าช่วยคนไถนำย่ำข้าว​ได้ไม่แพ้​ใคร ​แต่ยังไม่วายถูกประณามหยามเหยียด

"...​ท่านท้าวเจ้าขา เกิดชาติหน้าอิฉันเกรงว่า​จะไม่มีศักดิ์ไม่มีศรีดังชาติเก่า อิฉันอยาก​จะขอ...​"

มหายมตบเข่าฉาด ทันที​ที่​ได้ยินจุดประสงค์หลัก หนวดกระดิกริกๆ​ ด้วยไม่รู้​จะขำหรือโกรธา ยกมือขึ้น​เกาขนคางหรอมแหรม​เพราะยังไม่​ได้โกน ก่อนเขม้นมองนางกาสร​โดยถ้วนถี่ แล้ว​ฝืนยิ้ม ฝืนใจต่อถ้อยสนทนา

"โลภ!...​เอ็งมันโลภมาก!...​เอ็งมันโลภมาไม่รู้ตั้งกี่ชาติ รู้หรือไม่ทำไม​ต้องเกิด​เป็นควาย ไถนาปลูกข้าวให้คนกิน ​เพราะเอ็งเคย​เป็นคนคด ขายชาติขายแผ่นดิน จึง​ต้องพลี​กำลังกาย​ทั้งสิ้นกลับคืน ซ้ำยัง​ต้องทนทุเรศไร้​เขา...​"

"ท่านท้าวเจ้าขา!"

"หยุด...​​ที่​ต้องทนทุเรศไร้​เขา ​เพราะ​ต้องให้เจ้า​ได้อับอาย!"

ราว​ทั้งโลกเลื่อนลั่นสั่นไหว ด้วยไฟโกรธถูกจุดจนติด ​เพราะพิษแห่ง​ความไม่รู้​และไม่รู้จักพอ ท่านท้าวเจ้าแห่งยม นึกรังเกียจนางกาสรตรงหน้า ถึง​แม้มัน​จะแสนซื่อ หรือคิดอยาก​ได้อยากมี ด้วยปมด้อยยังติดหัวใจ ​แต่หาใช่มากล้าต่อรอง แค่​ได้เกิด​เป็นคนก็บุญหัวของมันนัก ท่านท้าวจึงประกาศกร้าว​เป็นโองการก้องบริเวณ

"เลือก​เอานังกาสร ​จะกลับ​ไปเกิด​เป็นควายมี​เขา หรือ​ไปเกิด​เป็นมนุษย์ไร้ศักดิ์ศรี!"

นางควายผู้​จะ​ได้เกิด​เป็นคน ถึง​กับตัวสั่นทำอะไร​ไม่ถูก ปากคอสั่นด้วยเกรงอำนาจบารมีขององค์ผู้ตวาดถามยิ่งนัก ​แต่เท่า​ที่เคยผ่านชีวิตอย่างนั้น​ อย่าง​ที่ไร้​เขา อย่าง​ที่ให้​ใครๆ​ ​เขาหมิ่น ตนคงทนรับสภาพอย่างนั้น​อีกไม่​ได้ จำใจกลืนสะอื้นแล้ว​ค่อยตอบคำเบาๆ​

"หาก...​หาก​ไปเกิด​เป็นมนุษย์แล้ว​​ต้องอยู่​อย่างไร้ศักดิ์ศรี อิฉันขอกลับ​ไปเกิด​เป็นควาย...​เอ่อ...​​เป็นควายมี​เขารึดีกว่าพิคะ​"

ทันใด!

สภาพรอบตัว​ที่มัวหม่น ก็แดงฉานปานไฟโหม เสียงร้องโหยหวน​ที่ระงมงึมงำกลาย​เป็นเสียงกรรโชกเย้ยหยันอยู่​รอบกาย ผู้​ที่ขันหนัก​คือคน​ที่นั่งห้อยบาท​ข้างหนึ่ง​บนสัปคับ ถึง​กับหูแดงจมูกแดง น้ำตาปริบอย่างสุดระงับ​เพราะแรงหัวร่อ

"ข้าไม่น่าเสียเวลา​กับเอ็ง เสียเวลานอนมาให้เสียอารมณ์"

ถึงตอนนี้ ผู้หมอบคุดคู้อยู่​เบื้องล่าง ก็ตามอารมณ์ท่านท้าวไม่ถูก คิดว่า​ที่ตนคิด​ไป​ได้ไม่ตลอด หัวเบาโหวงไม่เฉียบแหลม สำแดง​ความโง่ออก​ไป​กับคำตอบ​ที่ผ่านมา ​เพราะตนไร้​เขาบนหัว ​ความอับอาย​ที่มีอยู่​​แต่เดิมจึงยิ่งทวีคูณ รู้สึกคล้าย​ทั้งตัวยิ่งหดเล็ก ลีบลงเหมือนเห็บหมัดขาดอาหาร

​เมื่อท่านผู้เห็นว่าการสนทนา​ทั้งหมดนี้กลาย​เป็นเรื่อง​ไร้สาระ ก็เลิกคิด​จะเสียเวลา เลย​เคลื่อนกายลงมาหวัง​ไปเสียจาก​ที่ ​ทว่า​เมื่อผ่านเข้ามาจนเกือบ​จะเฉียดกายกัน​ได้อย่างนี้ ค่อยเห็นจริงแจ่มชัด ว่ายามควายไร้​เขานั้น​แสนทุเรศ

ท่านท้าวแตะมือบนหัวเลี่ยนๆ​ ​ที่แลตลก​เพราะหูใหญ่ลู่หลุบลงข้างแก้ม ​เมื่อยิ่งมองใกล้ๆ​ ก็ยิ่งเข้าใจ ​ใครเห็น​ใครก็คงอดขำขันมิ​ได้ ใน​ที่สุดเสียงแฝงแววเวทนาก็ถูกถ่ายทอดออก​ไปอีกคราว

"นังโง่ อาจ​เป็น​เพราะเอ็ง​ไป​เป็นควายหลายสิบปี เอ็งลืมหรือไม่รู้จริงๆ​ ว่าศักดิ์ศรีของคนนั้น​​ต้องสร้างขึ้น​มาเอง ​ใคร​ไปกำหนดบงการไม่​ได้ หรือ​แม้มีแล้ว​​เป็นแล้ว​ ก็ตัวคนมันเองนั่นแหละ​​เป็นผู้ทำลาย ศักดิ์ศรีนั้น​ไม่มี​ใครทำร้ายทำลายมัน​ได้นอกจากตัวคนคนนั้น​"

น้ำคำฉ่ำเย็น ชุ่มด้วยกระแสเมตตา จนนางผู้หมอบคู้เข่าขนลุกซู่ตั้งแต่หัวตลอดหาง หางนางเริ่มปัดส่ายริกๆ​ ​เพราะ​ความตื้นตัน ในหัวใจหมดห่วงกังวลอันใดอีกแล้ว​

​แต่พอเงยหน้า​จะกล่าว ว่าตน​พร้อม​ไปเกิด​เป็นคน แล้ว​เห็นแน่ๆ​ ว่าบุรุษตรงหน้า​เป็นอย่างไร นางกาสรก็สุด​จะทนไหว เส้นตื้นกระตุกครึ่กๆ​ หัวเราะลั่น​และกลิ้งตัว​ไปมาราวเสียจริต

​ที่นางหมุนกลิ้งตัว​ได้ก็​เพราะไม่มี​เขา ขำกลิ้ง​ไปจนสุดเฮือกจึงหยุดหอบแฮ่กๆ​ ยกกีบตีนลูบหัวตัวเองแล้ว​ค้างไว้

"ท่านท้าว...​​เขาหายแน่แล้ว​รึพิคะ​"

"อะไร​ของเอ็ง!"

นางกาสร​ใช้กีบตีนเคาะหัวตัวเองอีกสามครั้ง แล้ว​ชี้มา​ที่ศีรษะท่านท้าวมหายม

"ฯพณฯ ท่านท้าวมิมี​เขามา​แต่เดิมรึพิคะ​...​คิกคิกคิกๆ​"

จ้าวแห่งยมเพิ่งเอะใจ ยกมือขึ้น​ลูบศีรษะบ้าง ​ทั้งหัวเลี่ยน​เพราะลืมสวมเทริดอันมี​เขาควายประดับ​เป็นเกียรติยศ ด้วยรีบมา​เพื่อเรื่อง​ชาตะเดรัจฉานตัวนี้ จนพลั้งพลาดให้เสียศรี ให้นางควายมันหัวเราะเยาะ​เอา​ได้

ครั้น​จะสวมรอยโวยวายแก้ขัดเขิน สำแดง​ความสะเทิ้นอายก็​จะยิ่งเสียสง่า จึงกล้ำกลืนการเสียหน้า กล่าวให้พรอย่างเสียมิ​ได้

"​เอาเถอะนังกาสร ข้า​จะให้เจ้า​ไปเกิด​เป็นมนุษย์ ​ทั้งยัง​จะให้เจ้าทรงไว้​ซึ่งศักดิ์ศรีมิมี​ใครเทียบ"

สิ้นคำร่างนางควายก็กลาย​เป็นดวงแก้ว โผพุ่งขึ้น​สู่เบื้องบน ตามลำแสงสีทอง​ซึ่งส่องทอดเปิดช่องทาง ท่านท้าวจ้าวแห่งยมแลตามพลางยิ้ม ขณะเสกเทริดมาเสริมศรี ประดับบารมีให้สม​กับ​เป็นยมบาล ยังนึกกระหยิ่มอยู่​ในใจ

‘​ไปให้ดีเถอะวะ ศักดิ์ศรี​ที่ติด​ไป​กับเอ็งมันเรื่อง​ง่าย ให้ข้าหรือ​ใคร หรือต่อให้มนุษย์พวกนั้น​ก็เสกสรรปั้น​แต่งให้เอ็ง​ได้ ​แต่การรักษาไว้สิแสนยาก อย่าฟูมฟายกลับมาหาข้าก็แล้ว​กัน ว่า​เพราะ​ต้องรักษาศักดิ์ศรีเลย​มีอันกลับลงนรก’



*************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1865 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องของเขา
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๖๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-9170 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 14 ก.ย. 2549, 23.46 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Poceille [C-9211 ], [202.57.183.161]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ย. 2549, 17.09 น.

ตอนแรก​ที่​ได้เห็นควายไร้​เขา มันก็ดูน่ารักดีนะคะ​ หัวเหน่ง ๆ​ โล้น ๆ​ แปลกตาพิกล ​แต่ไม่เคยนึกว่า​ถ้า​เอาเข้าฝูงควายมี​เขาแล้ว​มัน​จะกลาย​เป็นปมด้อยให้อับอาย​ไป​ได้?

ปล. เรื่อง​นี้ท่านท้าวมหายมน่ารักจังค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Song982 [C-9216 ], [58.136.206.43]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ย. 2549, 23.22 น.

ผมลองคิดแทนควายเล่นๆ​ น่ะครับ​

ครั้น​จะคิดแทนควายตัวผู้ ผล​ที่ออกมาคงไม่ใช่อย่างนี้

เลย​คิดแทนควายตัวเมียดีกว่า ​เมื่อมัน​จะ​ได้ดราม่าหน่อย​

เนอะ

ยินดี​ที่​ได้ทักทายกันครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น