นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๔ กรกฏาคม ๒๕๔๙
มนต์รักสะเลเต ตอน แรกลัก
สตรอเบอรี่
...​​เมื่อทางเลือกมีแค่สองทาง ​​และมันจำ​​ต้องเลือก เต่ย จารชน​​เป็น​​ได้อันตรธาน หายหน้า​​ไปจากหมู่บ้านในเวลา​​ต่อมา...
รัตติกาลเดือนดาวไม่มาเยือน ฟ้ามืดสนิท น้ำค้างพรมยอดหญ้าส่งไอเย็นสัมผัสผิวหนาวยะเยือก แป๋ง ปุจฉากระชับผ้าห่มแน่นซุกมือเท้าอย่างมิดชิด อ้าปากหาวหวอดๆ​ ด้วย​ความง่วง ​แต่ก็จำไม่​ได้นอนหรืออีกทีนอนไม่​ได้ ​เพราะนี่​คือหน้า​ที่ หน้า​ที่รปภ. เฝ้ากระท่อม ​ซึ่งสามทุ่มถึงห้าทุ่ม​คือเวร​เขา

เหลือบมองเข้า​ไปในมุ้งอย่างโหยหาแกมอิจฉา เสียงกรนจากหลอด​ที่ไล่ยุงลาย​ได้ดีนั้น​ ดั่งคลื่นวิทยุไร้ดีเจคุย​เป็น​เพื่อน ชักรำคาญ​เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง​ แป๋งจึงลุกจากเปลเดินลงกระท่อมคาเซ ออกสำรวจตรวจตรา​ความเรียบร้อย​รอบๆ​ บริเวณ พลางนึกฉุนกรมตำรวจ​ที่ทำให้เกิดข่าวล่ามาแรง

‘​ถ้าหมู่บ้านนี้ไม่มีมันสักคน ชีวิตข้าคง​ได้หลับ​ได้นอน’ แป๋ง ปุจฉาพึมพำ ขณะส่องไฟฉายสาดแสง​ไปตามเงาไม้ น้ำค้างพรมยอดหญ้าชื้น​และหนาว พลันขนสันหลังแป๋งลุกชูชันเย็นวาบ​ไป​ทั้งตัว ใต้ต้นกระบกเยื้องๆ​ ​กับกล่องรังผึ้ง ​ที่หัวหน้าเสาเซซื้อมาลองเลี้ยง​เมื่ออาทิตย์ก่อนมีเสียงกิ่งไม้หัก กร๊อบแกรบ !

นึกว่าเสียงนกตื่นตกใจบิน พอสาดลำแสง​ไปหากลับกระทบ​กับร่างๆ​ หนึ่ง​ ลุกพรวดขึ้น​ตรงโคนต้นกระบก หันหน้ามาปรากฏประกายตาเรืองแสงสีแดงดุจไฟน่ากลัว

ตั้งสติมั่น แป๋ง ปุจฉาพลันร้องลั่น "ขโมยโว้ย ! ขโมย !"

ไม่​ต้องรอให้ร้องนานกว่านั้น​ เหล่าพลพรรคคาเซสลัดผ้าห่ม กระโจนจากกระท่อม ปรี่มาหาอย่าง​พร้อมเพรียง

"ไหนๆ​ มันอยู่​ไหน ?" เสม เสาเซสะลึมสะลือถาม

"นั่นๆ​ " แป๋งยกไฟฉายชี้​ไป​ที่โคนกระบก เสียงดัง แคว๊ก ! เหมือนคนเหยียบใบไม้แห้ง ​และเสียงพุ่มไม้ใบหญ้า พึ่บ พับ ! หลุยขยี้ตาเพ่งมองเห็นกิ่งมะยมไหว ​และบางอย่างไวๆ​ หาย​ไปทางทิศตะวันออก

"นั่นๆ​ มันวิ่ง​ไปโน้นแล้ว​ !" สิ้นเสียงตะโกนบอก​เพื่อน ทุกคนกระโจนเข้า​ไปยังป่าหญ้าคาทันที ​ความอลหม่านเกิดขึ้น​ ไม่รู้​ใคร​เป็น​ใครใน​ความมืด วิ่งเหยียบย่ำอะไร​ก็หา​ได้เกรงกลัว วิ่งจนเกือบถึงประตูสวนต่างพากันยืนหอบหายใจแรง มองซ้ายมองขวาไม่ปรากฏ​แม้เงา

"เห็นหลังอยู่​ไวๆ​ มันหาย​ไปไหนว่ะ ?" เสม เสาเซคำราม

"ไอ้ห่ะ ! ไวยังกะปรอท" หลุย ใบบัวบกสบถ

"อย่าให้เจอนะมึง ​จะกระทืบให้ตายเลย​" หลอด จิตป่วนครางบ้าง

แป๋ง ปุจฉาสาดไฟฉาย​ไปทั่วไร้วี่แวว ลมดึกพัดเชยยอดหญ้าคาพลิ้วไหว​เป็นระลอก น้ำค้างพรมแข้งขา​ที่ใบหญ้าคาบาดจนปวดแสบ หนุ่มสะเลเตครวญครางอย่างเจ็บปวด ​ทั้งพร่ำประทุษร้ายสิ่งแปลกหน้าไม่หยุด

"อย่าให้เจอเชียว ​ไปกลับ​ไปนอนดีกว่า" เสม เสาเซบอกทุกคน ​แต่พอก้าวเท้า​ได้สองสามก้าว พลันเกิดเสียงดัง แอ๊ก ! เหมือนเขียดโดนรถเหยียด​ที่เท้าหลุย ก้มมองแทบตะลึงค้าง

"นี่ไง ! มันนอนอยู่​นี่ !"

สิ้นคำทุกคนก็ปรี่เข้ารุ่มกระทืบ ไม่รู้เท้า​ใครต่อเท้า​ใคร เสียงดังตุบตับๆ​ๆ​ ปนเสียง อ๊าก ! ว้ากก ! ​ที่จม​กับพื้นธรณี

ข่าวล่ามาแรงแพร่สะพัด​ไปทั่วหมู่บ้าน ลูกเด็กเล็กแดงร้องไห้จ้า...​สัมผัส​ได้ถึงสัญญาณอันตราย คนเฒ่าคนแก่หัวหงอกหัวดำนอนไม่หลับผวากลัว สารวัตกำนันสละกิจในมุ้ง ออกตรวจตราทั่วคุ้มใต้คุ้มเหนือ หลังทราบข่าวจากปากต่อปาก ว่าทางกรมตำรวจนำ ‘เต่ย จารชน’ มาส่ง​ที่ทางเข้าหมู่บ้าน เพลาเพลของวันนี้

"มันน่ากลัวขนาดนั้น​เลย​หรือพี่ติ้ว ?" แป๋ง ปุจฉาแห่งสวนสะเลเตถาม
"อยากรู้จริงๆ​ เอ็งลอง​ไปถามหัวหน้าเสมดูซิ" ติ้ว กำมะลอบอกปัดอย่างรำคาญ ​ที่มีคนรบกวนการอ่านหนังสือพิมพ์

แป๋งเหลียวมอง​ไปยัง หลุย ใบบัวบก​ที่นั่งจิบชาใบหม่อนบนโอ่งแดงรองน้ำฝน สัมผัสอากาศเช้า​อย่างเคลิบเคลิ้ม สายตาเหล่เห็นแป๋งเดินมาหา ​เขารีบขยับท่านั่งหันหลังให้ทันที อย่างรู้กันว่า​ต้องการ​ความ​เป็น​ส่วนตัว

ด้วยนิสัยของแป๋งแล้ว​ โลกใบนี้เหมือน​กับว่าห้ามมี​ความลับใดๆ​ สำหรับ​เขา แป๋ง​จะถามทุกอย่าง​ที่​เขาเกิดสงสัย ถามมันหมดทุกเรื่อง​​ที่​เขาไม่รู้​และอยากรู้ แป๋งมีคำถามมากมาย​สำหรับคนอื่น ​แต่ทุกคนกลับมีเพียงคำถามเดียวไว้ถามแป๋ง

"ทำไมเอ็งเกิดมา​เป็นคนขี้สงสัยนักว่ะ ?" ​เมื่อประโยคนี้ดังขึ้น​ นั่นถือว่า​เป็น​ที่สุดของ​ความรำคาญ

​แต่แป๋ง ปุจฉาก็มี​ที่พึ่งสุดท้ายเสมอ นั่น​คือ เสม เสาเซ ​ที่ตอนนี้​กำลังสอนหลอด จิตป่วน ถึงวิธีการดูแลเลี้ยงผึ้ง แป๋งเดิน​ไปหาคน​ทั้งสอง​ที่ยืนล้อมกล่องสีขาว ​ที่ตั้งบนฐานรองสูงจากพื้นดินระดับหัวเข่า

เสม​กำลังค่อยๆ​ เปิดฝากล่อง​ที่ลึกเกือบสิบนิ้วออก แป๋งชะงักเท้า​เมื่อเห็นผึ้งแตกตื่นบินร่อน​เป็นฝูง บางเกาะตามฝากล่อง ตามมือไม้หัวหน้าคาเซ หลอด​ที่ยืนอยู่​ข้างๆ​ ผงะเล็กน้อย ​แม้เสม​จะบอกว่ามันไม่ทำร้าย​ใคร หากเราไม่ทำอะไร​มันก่อน ​แต่ทุกคนก็​พร้อมใจอยู่​กันห่างๆ​ ไม่ขันอาสายุ่ง​กับเรื่อง​นี้

​ที่จริงการซื้อผึ้งมาลองเลี้ยงครั้งนี้ ทุกคนไม่เห็นด้วย​แต่แรกแล้ว​ ​เพราะต่างก็เคยมีประสบการณ์โดนผึ้งต่อยมาทั่วหน้า ​แต่เสม เสาเซก็ยังซื้อ ​เพราะ​ต้องการทำให้เห็นว่า นอกจากทำนาทำไร่แล้ว​ เกษตรกรยัง​สามารถสร้างอาชีพหาราย​ได้เสริมจากงานอื่นๆ​ ​ได้อีก ​เขาอยากเลี้ยงไว้​เพื่อ​เป็นการสาธิตให้คน​ที่เข้ามาเยี่ยมสวน​ได้ศึกษา

"ช่วงนี้ยังอยู่​ต้นหนาว ​ซึ่งต้นไม้ยังออกดอกไม่มาก" เสมอธิบาย "​ถ้าหากผึ้งงานหาน้ำหวานดอกไม้มาเลี้ยงรังไม่​ได้ วันหนึ่ง​นางพญาผึ้ง​จะพาลูกรังบินหนี​ไปหา​ที่อยู่​ใหม่ ตอนนี้เราจึง​ต้องเลี้ยงมันด้วยน้ำตาลเคี่ยว​ไปก่อน"

เสม เสาเซมือหนึ่ง​ถือถ้วยเซรามิค อีกมือถือช้อนตักน้ำตาลเคี่ยวค่อยๆ​ หยดลงตามขอบกล่องไม้​และกรอบไม้​ที่ทำ​เป็นรวงรัง แป๋ง​กับหลอดชะโงกหน้ามองหวาดๆ​ ผึ้งตัวเท่านิ้วก้อยเด็กไต่ตอมน้ำตาลเคี่ยว ​เมื่อให้มากพอแล้ว​ หัวหน้าเสมก็ปิดฝากล่องตามเดิม ก่อนพากันเดินห่างออกมา

"อะไร​ของเอ็งอีกไอ้แป๋ง ?" เสม เสาเซพอจับเค้า​ความสงสัยจากหน้านิ่วคิ้วขมวดของแป๋ง​ได้

"ก็เรื่อง​​ที่ไอ้เต่ยมันออกจากคุกนั่นแหละ​พี่ เห็น​ใครๆ​ ก็โจษขานว่ามันน่ากลัว มันน่ากลัวจริงๆ​ หรือ ?"

เสม เสาเซเดิน​ไปรินน้ำต้มกาใส่แก้วหยิบใบหม่อนแห้งหั่นฝอยในกระปุกใส่นิดหนึ่ง​​และ​ใช้กิ่งไม้คน

"เอ็งอยากรู้จริงๆ​ รึ ?" เสมถามอย่างชั่งใจ

แป๋ง ปุจฉาหันมองหลอด จิตป่วน​ที่​กำลังเดิน​ไปล้างหน้าล้างตา​ที่โอ่ง หันกลับมาพยักหน้า​กับหัวหน้าคาเซ เสม เสาเซ ยกแก้วชาใบหม่อนเป่าแล้ว​ค่อยๆ​ จิบ พลางครุ่นคิด​ใคร่ครวญ


จากหน้าต่างถึงหน้าต่างบ้านใกล้เรือนเคียง ห่างกันร่วมห้าเมตรเห็น​จะ​ได้ ​และจากหน้าต่างถึงพื้นดินสูงนับสิบเมตรทีเดียว ปรากฏชายร่างเปรตผอมกะหร่องตัวดำมะ​เมื่อมบนคานไม้ไผ่ลำเขื่อง ​ที่พาด​ระหว่างหน้าต่างบ้าน​ทั้งสอง มันมีนามว่าเต่ย

บ้านหนึ่ง​นั้น​​คือบ้านมันเอง ​แต่อีกเรือน​ที่เต่ย​กำลังพยายาม​ไปเยือนนั้น​หาใช่ไม่ ​แม้​จะสืบสาวถึงต้นตระกูลบรรพบุรุษ เต่ยก็หา​ได้มี​ความสัมพันธ์ทางสายเลือด


​แต่วันนี้ เวลานี้​ที่ทุกคนไม่อยู่​บ้าน​เพราะออกไร่นากันหมด เต่ยจำ​ต้องทำ ​แม้​จะเสี่ยงต่อการตกจูบพื้นขาพิการเป๋ง่อยหรือถึงขั้นเข้าวัดฟังเทศน์ก็ตามที ​เนื่องว่าเต่ยล้างผลาญผู้​เป็นมารดาด้วยการ​เอาซิ่นไหมแพรพรรณออกจำหน่าย ​และก็ขายเครื่อง​ใช้ในบ้าน​ที่พอขาย​ได้ ​เอาเงิน​ไปซื้อสารระเหยเสพจนเงินขาดมือ

เพลาเพลปลอดคน การโจรกรรมเลย​เกิดขึ้น​ ​เมื่อสิ่ง​ที่​ต้องการตุงอยู่​ในกระเป๋ากางเกงขาดตูด เต่ยก็ค่อยๆ​ ปีนกลับ มือเต่ยไม่ใช่มือตุ๊กแก ​และเต่ยก็ไม่ใช่นก เสียงไม้ไผ่ลั่นดัง แอ๊ด...​! โค้งงอเหมือนรอยยิ้ม เหงื่อหน้าผากเม็ดโตไหลหยดลงพื้นแตกกระเซ็น ปลายไม้ไผ่​ที่ขอบหน้าต่างเลื่อนลง​ไปตามแรงถ่วง ​และก่อน​ที่มัน​จะหลุดร่วง มือกาวของเต่ยก็คว้าจับขอบหน้าต่างไว้ทันเฮือกสุดท้าย

ขะลุก...​! เสียงไม้ไผ่แตะพื้น เต่ยใจสั่นหอบหายใจแรง ก่อนปีนขึ้น​​ไปยืนยิ้มแฉ่งมองดูเงินพันกว่าบาท​ในมือ

นั้น​​เป็นการหยิบฉวยของคนอื่น​โดยไม่​ได้รับอนุญาต หรือ​ที่เรียกง่ายๆ​ ว่า ขโมย ครั้งแรกของเต่ย ​และ​ที่สำคัญมันลอยนวล ​ความย่ามใจทำให้ในละแวกบ้าน​และขยาย​ไปทั่วหมู่บ้าน เกิดของมีค่าหายกัน​เป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่ นาฬิกา สร้อย แหวน เงินทอง ผ้าไหม ทีวี พัดลม ​ถ้าตู้เย็นยก​ไป​ได้มันก็คงยก

พักหลังมีคนเฝ้าระวังบ้านมากขึ้น​ เต่ยเลย​หมดสิทธิ์​จะสำแดงเดช ​แต่มันก็หาทางออกใหม่ ด้วยการขโมยผัก​ที่ปลูกตามสวน ขโมยปลา​ที่เลี้ยงในสระ​เอา​ไปขายในตลาด จนชาวบ้านเริ่มจับเค้า​ได้ ​เพราะรู้กันว่าเต่ยติดสารระเหย​และไม่เคยปลูกผักเลี้ยงปลา ​แต่มันมี​ไปขายแทบทุกวัน จนสุดท้ายโจรเต่ยก็ถูกเปิดโปง

วันหนึ่ง​ ​เมื่อเต่ยขโมยอะไร​ไม่​ได้​และหิวข้าวอย่างหนัก มันจึงดอดขึ้น​เถียงนาขโมยกล่องข้าวของชาวบ้านกิน ​เขาจับ​ได้คาหนังคา​เขาขณะนั่งเคี้ยวข้าวคำสุดท้ายแหลก

"มาน้า มากินข้าวกะข้อย" เต่ยเรียกเจ้าของเถียงนา​ที่ขึ้น​จากเกี่ยวข้าวเหนื่อยๆ​ พลางกระโจนลงขนำน้อยเผ่นแลบเข้าป่าอย่างไม่คิดชีวิต ปล่อยให้น้าเจ้าของกล่องข้าว​กับหมกปลายืนมองใบตองไหม้อ้าปากค้าง

แล้ว​พฤติการณ์ของเต่ยก็​เป็นข่าวแพร่สะพัด ชาวบ้านชาวช่องต่างโจษจันกัน​ไปต่างๆ​ นานา จับต้นชนปลายของหาย​ที่แล้ว​ๆ​ มา ต่างฟันธงทันทีว่า​เป็นฝีมือเต่ย ​และ​เป็น เต่ย จารชน ร่างเปรตตากแห้งอย่างไม่​ต้องสงสัย

ถึงไม่มีหลักฐานยืนยัน ​แต่มันก็มี​ความ​เป็น​ไป​ได้ ​เพราะแค่เต่ยปรากฏตัว​ที่ไหน ​ที่นั่น​ต้องมีของอันตรธาน เข้าสวน​ใคร ไม่แตงโมก็ฟักทอง เข้าเขตนา​ใคร ไม่กล่องข้าวก็มีดพร้า เดินเฉียดเล้าไก่​ใคร ไม่ไก่ก็เป็ดแถมไข่ก็​เอา เข้าวัด ! ข้าวแห้ง​ที่หลวงพ่อตากไว้ เต่ย จารชนก็ชิงขโมย​ไปขายเสียก่อน

ตั้งแต่อายุสิบห้าถึงสิบเจ็ดปี เต่ย จารชน ไม่เคยพลาด มีเพียงครั้งเดียว​ที่เฉียด​ที่สุด ​คือตอนขโมยกินข้าว

​แต่​ใคร​จะคาดคิดว่าเต่ย จารชน​จะกล้ากระตุกหนวดเสือ เสือ​ที่​เป็นยิ่งกว่าเสือ จนชาวบ้านให้ฉายาแกว่า โจรพันเสือ !

​เป็น​ที่รู้กันดีว่า ตาเสริม ​เป็นโจรเก่า​ที่ออกปล้นวัวปล้นควายมาแล้ว​นับไม่ถ้วน สมัยชาวบ้านเข้าป่าหลังเสียงปืนแตก​ที่สนามหลวง แกติดคุกร่วม 20 ปี ก่อนออกมาทำไร่แตงโมเก็บตัวเงียบในสวนเพียงลำพัง เมียคู่กรรมหนี​ไป​กับชายชู้ ​ส่วนลูกชาย​ไปเรียนหนังสืออยู่​แดนไกล

คืนแห่ง​ความอัปยศของเต่ยมาถึง ​เมื่อมันไม่รู้จัก​ที่ต่ำ​ที่สูง ตาเสริมผิดสังเกตมาหลายวันแล้ว​ ​ที่เห็นแตงโมหลายแถวหาย​ไป ค่อนดึกฟ้าเปิด ลมโกรกใบไม้ไหว จันทร์เสี้ยวแขวนบนกิ่งขอบฟ้า เต่ยปรากฏตัวในเงามืดข้างรั้วลวดหนาม สายตาคมกริบมองสำรวจ​ไปทั่ว มุดรั้ว​ได้เริ่มคลานศอกมาดทหารเกณฑ์​ไปตามร่อง หน้าตาดำมืดด้วยเขม่าก้นหม้อ ตาขาวกลอกกลิ้งคัดผล มือหนึ่ง​ถือกระสอบปุ๋ย มือหนึ่ง​บิดขั้วแตงโมใส่กระสอบทีละลูก

หนึ่ง​ลูก สองลูก สามลูก...​ สี่...​ ลูกนี้แปลกๆ​ ทำไมมันมนเรียว​และยาวขึ้น​ฟ้า เต่ยคิด พอลูบๆ​ คลำๆ​ เงยหน้ามองตาม ตามันลุกวาวแทบ ช๊อค ! ​เมื่อสิ่ง​ที่มันเข้าใจว่า​เป็นแตงโมนั้น​ ​ที่แท้​คือ คอมแบค ของตาเสริม !!?

"แฮ่ๆ​ๆ​ ลุงเสริมยังไม่นอนอีกหรือจ๊ะ​ ?"

"มึง​เป็นหลานกูตั้งแต่​เมื่อไร ?" ตาเสริมเสียงเข้ม ยกคอมแบควางบนแผ่นหลัง ​เมื่อเห็นเต่ย​กำลัง​จะลุกพรวด "อย่า...​ มึงอย่าเล่นตุกติก นอนเฉยๆ​" ตาเสริมออกคำสั่ง เต่ย จารชนเหงื่อแตกผลัก หัวใจเต้นตุบตับเหมือน​จะกระดอนออกจากอก ไม่เคยมีครั้งไหน​ที่มัน​จะรู้สึกกลัวตายเท่าครั้งนี้

"ลุง ! อย่าทำข้อยเลย​ลุง ข้อยกลัวแล้ว​" เต่ยประนมมือชูท่วมหัว ตัวเกร็งฉี่​จะราด

"อ๋อ ไม่ให้ทำค่อย" ตาเสริมขบฟันพูด ​พร้อมกระทืบด้วยคอมแบค​และเตะซ้ำกลางลำตัวอย่างแรง จนร่างเต่ยสะท้อน ก้มจับตัวเต่ย​ที่หน้าบิดปากเบี้ยวดึงขึ้น​ กระทุ้งด้วยเข่า เต่ยทรุดฮวบนั่ง​กับพื้น มือกุมท้องจุกเจ็บจนร้องไม่ออก ยังไม่พอ ตาเสริมทิ่มหมัดขวาเข้าเหนือริมฝีปาก เต่ยหน้าหงายเลือดสาด ฟันหัก​ไปสองซี่

"โอ๊ยยย...​" เต่ย จารชนโอดครวญอย่างทรมาน น้ำตาไหลพรากสองแก้ม ​แต่ร้องไห้ไม่ออก ตาเสริมยืนหอบหายใจแรง จ้องมองร่างเปรตตากแห้งอย่างสะใจ ​ที่​ได้กำราบโจรกระจอก​ที่บังอาจมาหยามศักดิ์ศรี

"มึงเลือก​เอา ​ระหว่างโดนกูกระทืบตาย​กับ​ไปสารภาพผิด​ที่บ้านกำนัน แล้ว​ยอมติดคุกสักสี่-ห้าปี มึง​จะ​เอาอันไหน ?" ตาเสริมตั้งข้อเสนอ เหมือน​จะเดาใจเต่ยออก แกรีบพูดดัก "ไม่​ต้องคิดหนี กูพลิกแผ่นดินล่ามึงแน่ ​และ​ถ้าถึงตอนนั้น​ กู​จะเป่ามึงให้ดิ้นเหมือนลูกหมาเชียว" ตาเสริมพูดพลางถลกชายเสื้อ​ที่ซ่อนวอลเธ่อร์ พี 22 สไล้สเตนเลสให้ดู

เต่ย จารชนมองตาค้าง เหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่าเลือกเหยื่อผิดอย่างมหันต์ แสงสลัวจาก​พระจันทร์ทำให้มันเห็น แววตาของตาเสริมนั้น​เหี้ยมเกรียมแค่ไหน

​เมื่อทางเลือกมีแค่สองทาง ​และมันจำ​ต้องเลือก เต่ย จารชน​เป็น​ได้อันตรธาน หายหน้า​ไปจากหมู่บ้านในเวลา​ต่อมา ข่าวการประกาศแขวนนวมของเต่ย​ที่บ้านกำนัน ดู​จะ​เป็นข่าวดังในรอบปี ​และด้วยคดี​ที่มากมาย​จนนับไม่ถ้วน เต่ย จารชน เลย​​ได้รู้จัก​กับดินแดน​ที่ไร้อิสรภาพตั้งแต่บัดนั้น​


"หกปีผ่าน มันก็เพิ่งออกมานี่แหละ​" พอเล่าถึงตอนนี้ เสม เสาเซก็ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย "มัน​จะกลับตัวกลับใจอย่าง​ที่ประกาศไว้​เมื่อคราวนั้น​หรือเปล่า ข้าก็ยังไม่แน่ใจ"

"ไม่​ได้หร๊อก คนเรา​ถ้า​ได้เคยเสียแล้ว​ มันยาก​ที่​จะไม่โหยหา" ติ้ว กำมะลอพับหนังสือพิมพ์เก็บ

"​ถ้างั้น ต่อ​ไปนี้เรา​ต้องมีงานเพิ่มแล้ว​ซิ" หลุย ใบบัวบกเอ่ยแทรก

"งานอะไร​เพิ่มหรือพี่ ?" แป๋ง ปุจฉาสงสัย

"เวร...​ยาม กลางคืนต่อ​ไปนี้เรา​ต้องจัดเวรยาม" หลุยหรี่ตาฉายแววฉลาดแกมเจ้าเล่ห์ พลพรรคมองหน้ากันครุ่นคิด

พอสรุป​ความ​ได้ แป๋ง ปุจฉาก็จำ​ต้องมานั่งหาวหวอดๆ​ ฟังเสียงกรนของ หลอด จิตป่วน​เป็น​เพื่อนในคืนนี้ ข่าวล่า​เมื่อเช้า​ว่าไก่ชนมูลค่าหมื่นสองของเซียนไก่ในหมู่บ้านหาย​ไป ยิ่งยืนยันคำพูดของ ติ้ว กำมะลอ​ได้ชัดเจน มันเริ่มออกลายแล้ว​!

พอทนฟังเสียงกรนไม่ไหว แป๋งจึงเดินลงจากกระท่อมคาเซตรวจตรารอบๆ​ บริเวณ น้ำค้างพรมยอดหญ้าชื้น​และหนาว ลมกันยายนเริ่มเปลี่ยนทิศมาจากทางเหนือ แป๋งพลันเย็นหลังวาบ หัวใจเต้นถี่ ไฟฉาย​ที่สาด​ไปใต้ต้นกระบกนั่น ปรากฏเงาคนลุกยืน​เอามือป้องแสงไฟ​ที่เข้าตา

"ขโมยโว้ย ขโมย !" สิ้นเสียงแป๋งร้อง ​ความชุลมุนก็เกิดขึ้น​ ทุกคนวิ่งผ่าป่าหญ้าคาอย่างไม่เกรงกลัว ก่อน​จะพากันยืนหอบหายใจใน​ความมืดข้างรั้ว มองซ้ายมองขวาไม่ปรากฏสิ่งใด

แป๋ง ปุจฉาสาดไฟฉาย​ไปทั่วไร้วี่แวว ลมดึกพัดเชยยอดหญ้าคาพลิ้วไหว​เป็นระลอก น้ำค้างพรมแข้งขา​และใบหญ้าคาบาดจนปวดแสบ เสียงครางรอดไรฟัน​ทั้งพร่ำประทุษร้ายสิ่งแปลกหน้าไม่หยุด

"อย่าให้เจอเชียว ​ไปกลับ​ไปนอนดีกว่า" เสม เสาเซบอกทุกคน ​แต่พอก้าวเท้า​ได้สองสามก้าว พลันก็เกิดเสียงดัง แอ๊ก ! เหมือนเขียดโดนรถเหยียบ​ที่เท้าหลุย ก้มมองแทบตะลึงค้าง

"นี่ไง ! มันนอนอยู่​นี่ !"

สิ้นคำทุกคนปรี่เข้ารุ่มกระทืบ ไม่รู้เท้า​ใครต่อเท้า​ใคร เสียงดังตุบตับๆ​ๆ​ ปนเสียง อ๊าก ! ว้ากก ! ​ที่จมพื้นธรณี

ร่างนั้น​กระท้อน​ไปมาด้วยแรงลำแข้งของพลพรรคคาเซ มือไม้ตะเกียกตะกายหนี ปากพ่นเสียงอู้อี้จุกแน่นพูดไม่ออก เสม เสาเซเห็นว่าสาแก่ใจ​และมันคงหมดสภาพแล้ว​ จึงยกมือห้ามให้ทุกคนหยุด ก้มลงจับคอเสื้อกระชากขึ้น​ แป๋งสาดไฟกระทบหน้า

"ไอ้เต่ย ! มันจริงๆ​ ด้วย" ติ้ว กำมะลอโพล่ง ร่างเต่ย จารชน​ที่เค้าเดิมยังไม่เปลี่ยนแปลง ตอนนี้เลือดกบปาก ยกมือขึ้น​ท่วมหัวขยับพร่ำอะไร​บางอย่าง

นานโขกว่าเต่ย​จะหายมึน ​แต่​ความเจ็บหา​ได้ทุเลาไม่ มันนั่งลูบคลำปากคราง ซี้ด...​ รอดไรฟัน เงยหน้ามองคนนั้น​ทีคนนี้ที เสมสั่งให้แป๋ง​กับหลอดค้นตัว ไม่ปรากฏอะไร​​ที่​เป็นสมบัติของสวนสะเลเตติดตัว เสม เสาเซจึงหันมาถามเต่ย

" มึงเข้ามาทำไมว่ะ ?"

เต่ย จารชน จ้องมองใบหน้า​ที่เห็นเพียงเงาใน​ความมืด ก่อน​จะมองกวาด​ไปรอบๆ​ แล้ว​ก้มหน้าตอบเสียงแผ่ว "ข้อยเข้ามานอนเล่น"

"นอนเล่นบ้าอะไร​" เสมสบถ​และโกรธอย่าง​ที่พลพรรคคาเซไม่เคยเห็นมาก่อน
เงียบงัน...​ เต่ยจ้องมองเสมอย่างพินิจ พอจับเค้า​ได้จึงถามออก​ไป "ลุงเสริม​ไปไหนล่ะพี่ ?"

"พ่อข้าตายแล้ว​ ​เมื่อสี่ปีก่อน"

"ห๊า ! ตาเสริม​เป็นพ่อพี่เสม" แป๋ง​กับหลอดอุทานอย่างตกใจ มอง​ไปทางติ้ว กำมะลอ ติ้วพยักหน้ายืนยัน "งั้นไร่แตงโมก็อยู่​นี่นะซิ ?"

"ใช่ ! ​แต่ก่อนแถวนี้เต็ม​ไปด้วยแตงโม" เต่ย จารชนพึมพำ "มัน​เป็นร่องยาวตั้งแต่ริมรั้วจนถึงต้นกระบกโน้น" เต่ย​เอามือลูบปากอย่าง​ใคร่ครวญ "​เป็นครั้งแรกในชีวิต ​ที่ข้อยพลาด จน​ต้องติดคุก" พูดแล้ว​ซึม​ไป

"ข้อยแค่มานอนระลึกถึง​ความหลัง ไม่คิดว่า​จะ​ได้ระลึกถึงมันครบครันขนาดนี้ ! โอ้ย...​" เต่ยตะเบ็งเสียงหลง

ชาวสะเลเตมองร่างเปรตตากแห้งนิ่งนาน ก่อน​จะพากันหัวเราะงอหาย​กับพฤติการณ์ของเต่ย จารชน...​

-จบตอน-

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1707 Article's Rate 8 votes
ชื่อเรื่อง มนต์รักสะเลเต ตอน แรกลัก
ผู้แต่ง สตรอเบอรี่
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๔ กรกฏาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๙๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-8398 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 14 ก.ค. 2549, 16.57 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : add [C-8440 ], [203.188.24.119]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ค. 2549, 06.18 น.

น่าสงสาร เต่ย จารชน โดนตึ้บตั้งสองรอบ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : คนสวย [C-8451 ], [203.188.62.210]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ค. 2549, 16.38 น.

เฮ้อ เศร้ามากเลย​
​เอาใจช่วยคุณนะสตรอเบอรี่

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : pilgrim [C-8461 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ค. 2549, 14.30 น.

สนุกเหมือนเดิมค่ะ​ คุณสตรอเบอรี่
รูป​ที่​เอามาลงนั่นใช่กระท่อมคาเซหรือเปล่าคะ​ อิๆ​ๆ​ๆ​ อย่างนี้แถวบ้านพี่​เขาไม่​ได้เรียกกระท่อมนี่นา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : ชายกลาง [C-8478 ], [203.188.14.110]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ค. 2549, 20.31 น.

​ทั้งสนุก​และเศร้าเหมือนเดิมนะ ส่งแรงใจช่วยนะ
ขอให้ส่งเรื่อง​สนุกๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ ให้อ่านอีกนะคร๊าบ


เหนื่อยนักก็พักก่อนน๊า

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น