นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๙
มนต์รักสะเลเต ตอน เสาเซพ่ายรัก
สตรอเบอรี่
...​​เมื่อหัวหน้ากระท่อมคาเซคิด​​จะปลูกต้นรัก ​​เขาก็นิยาม​​ความรักไว้ว่า "รักนั้น​​เหมือนคนป่วย​​ต้องการยา ​​ต้องให้วันละสามเวลาหลังอาหาร" แล้ว​​พฤติการณ์แสนหรรษาก็เริ่มขึ้น​​...
รัตติกาล​ที่ไม่เงียบสงัด ลมพัดโชยทุ่งเย็นยะเยือก คืนมืดฟ้าไร้ดาว ฝนหลงฤดูตั้งเค้าว่า​จะตกชะดอกมะม่วง เสียงใบไม้กระหวัดลมดังหวีดหวิว...​ ​ความวิเวกวังเวงถูกทำลายด้วยเสียงร้องของนกกลางคืน วิ้ว วิ้ว...​
พลัน ! เปลวไฟลุกฮือปะทุแสงแทงทะลุ​ความมืด กองหนังสือติดไฟลามเลีย ‘กระท่อมคาเซ’ ดวงไฟเต้นระริกวอมแวมหยอกล้อ​กับเงามืด ควันโขมงม้วนตัวหลายตลบส่งกลิ่นไหม้​ไป​ทั้งกระท่อม ชาวคาเซ​ที่​กำลังนิทรารมย์อยู่​ข้างบน พากันสำลักควันกลิ่นฉุนจนสะดุ้งตื่น มองพื้นกระดานตาเหลือก
"ไฟไหม้ ไฟไหม้โว้ย...​! "
แล้ว​​ความอลหม่านก็เริ่มขึ้น​


เรื่อง​มันเริ่มขึ้น​ตั้งแต่วันแรก​ที่ หลุย ใบบัวบกกลับมาถึงบ้าน หลังเนรเทศตนเอง​ไปหลบจำศีลอยู่​ทางมวกเหล็กหลายเพลา พอกลับมาทายทักสำนักเก่า ‘สวนสะเลเต’ เพียงวันเดียว เสม เสาเซหัวหน้าคาเซก็ประกาศสงครามรักเหมือนทักษิณประกาศสงคราม​กับยาเสพติด ว่าควรถึงขั้นแตกหัก
เสม เสาเซ ยืนตระหง่านกลางวงข้าวเ​ที่ยง ชูกำปั้นขวาตะโกนก้อง
"มาก่อนมาหลังไม่เกี่ยว ศึกนี้ข้าขอสู้ถวายชีวิต !" นั่นแหละ​มาด​เขาละ
หลุย ใบบัวบกสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ลุกลงจากกระท่อม​พร้อมกระดิกนิ้วเรียก เสม เสาเซให้ตามลง​ไปกลางทุ่ง ในอากัปกิริยา​ที่งงงัน เจ้าของสวนลงกระได​ไปตามคำเชิญ สาวกหันมองหน้ากันสุดสงสัยเหลือคาดเดา ให้สุนัขเห่าหอนเดือนเก้ายังพอรู้​ความ
"เอ็งเรียกข้าลงมาทำไมวะ ?" น้ำเสียงติดรำคาญ
หลุย ใบบัวบกขบกรามแน่นจนแก้มปูด ชี้นิ้วลงดินฤดูคิมหันต์ ก่อน​จะร่ายวจีอย่างดุดัน
"ธรณีนี้​เป็นพยาน ว่าผู้หญิงคนนั้น​ฉันจีบมาก่อน" นิ้วเปลี่ยนทิศชี้หน้าหัวหน้าเสม "พี่กลับมาแย่งคนรัก ฉัน​จะอัดให้หายแค้น ! " พอวจีจบ หลุยก็กระโจนเข้าหาด้วยหมัดซ้ายทะลายภพ ไม่ทัน​ได้ตั้งตัวเสมโดนหมัดเข้า​ที่ปลายจมูก
โอ๊ย ! เสม เสาเซหน้าหงาย
"ไอ้พี่ทรพี ! ไอ้เลว ! กู​จะฆ่ามึง บังอาจมาแย่งแฟนกู" หลุย ใบบัวบกโมโหหนักขึ้น​มึงขึ้น​กูอย่างไม่ยั้งปาก
ตุบตับ ตุบตับ !
"ข้า​ไปแย่งแฟนเอ็งตั้งแต่​เมื่อไรวะ ? อ๊อก !"
ผัวะๆ​ๆ​ ! !
"กูจีบของกูตั้งแต่ยังไม่​ได้​ไปมวกเหล็ก หน๊อย...​ส่งกู​ไปเรียนรู้การทำงาน กลับมาแทงข้างหลังกู​ได้"
หลุยคว้าคอแทงเข่า ด้วยเชิงมวยไทย​ที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่สมัยอยู่​ชั้นประถม ชายโครง เสมเกิดเสียงดัง พลั๊ก !
แอ๊ก !! ร่างเสม เสาเซล้มพับ คุดคู้งอหงิกทุรนทุราย
"มึง​จะแย่งแฟนกูจริงๆ​ หรือวะ !?" เสียงหอบหายใจมือคู้เข่า
เสม เสาเซกัดฟันคำรามลั่น "เออ ! ข้ารัก​เขา ข้าอยากมีเมียโว้ย ! " หน้าแกบิดเหยเกเจ็บปวด
ทุกสิ่งชะงักงันเหมือนลมเ​ที่ยงวัน​กำลังตกใจ หลุย ใบบัวบกมองร่าง​ที่นอนแน่นิ่งอย่างไม่อยากเชื่อ ว่าแกอยากมีเมีย ​เพราะตลอดเวลา​ที่รู้จักกันมา เสม เสาเซมักเอ่ยวจีพุทธศาสนาเสมอว่า "​ที่ใดมีรัก ​ที่นั่นมีทุกข์" จนสาวกต่างลง​ความเห็นว่าแกคง​จะออกบวชในไม่ช้านี้
เสม เสาเซพยายามพลิกตัวขึ้น​ เสียงครางลอดไรฟันแสดงให้เห็นว่าเจ็บสาหัส "เอ็งมองข้าทำไมวะ สะใจละซิท่า ไอ้หมาหวงก้าง"
หลุย ใบบัวบกแสยะยิ้ม​ที่มุมปาก ก่อนหัวเราะรัว แล้ว​​ทั้งสองก็พากันหัวเราะเนิ่นนาน
ทันที​ที่พยุงกันจนถึงกระท่อม สมาชิกอีกสามตัวก็เพิ่งเคี้ยวข้าวคำสุดท้ายแหลก หลุย ใบบัวบกมองสำรับข้าว​ที่เหลือแค่จานเปล่า มีเศษมะละกอ​กับปลาร้าติดอยู่​หน่อย​ กวาดสายตามองสาวกทีละคน ติ้ว กำมะลอ , หลอด จิตป่วน ​และแป๋ง ปุจฉา
"พวกเอ็งไม่เหลืออะไร​ให้ฉันสองคนแ-กกันเลย​หรือวะ ?" หลุยมองดูสำรับอย่างสับสน
"โธ่...​ พี่ พวกผมหวังดีนะครับ​ ดูซิ พวกพี่ต่อยตีกันจนปากฉีกปากแตกอย่างนั้น​ กินอะไร​เข้า​ไปก็ทรมานปากมันเปล่าๆ​ จริงไหม" แป๋ง ปุจฉาเอ่ย พยักพเยิดหาแนวร่วม
อีกสองคนพึมพำเออออห่อหมก หัวหน้าคาเซหน้าเปลี่ยนสี บัดเดี๋ยวแดงบัดเดียวเขียว คิดแล้ว​ให้ชังน้ำใจ คนหรือทะเลาะปาวๆ​ ลูกน้องไม่มีสักตัว​จะลุก​ไปห้ามปราม ว่าแล้ว​แกก็วาดบาท​าเข้ากลางหลังแป๋งเบาๆ​ จนหัวคะ​มำเข้ากลางวง ไม่ทัน​ที่รัศมี​จะแผ่​ไปถึง ติ้ว​กับหลอดก็พากันโดดลงกระท่อมหายวับ​ไป​กับตา


​เมื่อหัวหน้ากระท่อมคาเซคิด​จะปลูกต้นรัก ​เขาก็นิยาม​ความรักไว้ว่า "รักนั้น​เหมือนคนป่วย​ต้องการยา ​ต้องให้วันละสามเวลาหลังอาหาร" แล้ว​พฤติการณ์แสนหรรษาก็เริ่มขึ้น​
ทรัพย์สมบัติพัสถาน​ที่มีอยู่​ในสวน เสม เสาเซจัก​ต้องส่ง​เป็นเครื่องบรรณาการ​ไปให้เจ้าหล่อน ‘แฟนฉัน’ (​คือฉันไม่ใช่แฟน​เขา) เสมอไม่เคยขาด ไม่ว่า​จะ​เป็นปลา​ที่เลี้ยงไว้ในสระ กล้วย​เป็นครือ​ที่ปลูกไว้เต็มสวน ​ทั้งยังมะพร้าว​ที่​ต้องลำบาก ติ้ว กำมะลอปืนให้ทุกที แถมพืชผักสวนครัว​ที่มี​ทั้ง ผักบุ้ง ต้นหอม ผักกาด พริก ผักคะ​น้า ตำลึง ฟักทองฯ เสม​จะ ทยอยส่งสับเปลี่ยนเวียนวัน​ไปให้ ทำตัวเหมือน​เป็นเชลยศึก ​แม้นหาใช่ศึกรบหาก​แต่​เป็นศึกรัก
แรกหลุย ใบบัวบกร่ำๆ​ ​จะขอต่อกร พอไก่นอนคอนหลับใหล​เขาก็ถือกีต้าร์รุก​ไปบ้านสาวน้ำฝน หน้าบ้านสาวเจ้าเงียบวังเวง ​แม้สุนัขผายลมยัง​ได้ยิน ทั่วสารทิศมืดสนิทมีเพียงแสงไฟภายในบ้านสาวเท่านั้น​ ​ที่เล็ดลอดออกมาตามรอยต่อบานประตูหน้าต่างพอให้อุ่นใจ แล้ว​บทเพลงก็บรรเลงขึ้น​ด้วยดัชนี​ที่พลิ้วไหวดุจมือกระบี่เยี่ยมยุทธ์
"เสี่ยงรักเจ้าแบบเดาใจฟ้า ก็แล้ว​​แต่เทวดาท่าน​จะเมตตาหรือไม่ ผู้ชายปอนๆ​ นอนห้องเช่ารักเจ้าด้วยใจ แทบไม่เห็น​ความ​เป็น​ไป​ได้​แต่ใจก็ยังทุรัง...​" (เดาใจฟ้า ของไมค์ ภิรมย์พร)
เพลงไม่ทันจบประตูบ้านสาวแง้มออกมา หัวใจ หลุยพองโตแล้ว​ก็​ต้องยิ้มค้าง
"เฮ้ย ! เอ็งไม่​ต้องมาส่งมาเสี่ยงหรอก เทวดาแม่งตาบอดวะ" เสม เสาเซนั่นเอง "ข้ากะลังคุย​กับฝนเข้าด้ายเข้าเข็ม เอ็งมายืนแหกปากทำไมวะ ? กลับบ้าน​ไปนอน​ได้แล้ว​​ไป๊" ว่าแล้ว​เสมก็ปิดประตูเข้า​ไปนั่งหน้ามึนขายขนมจีบต่อ ปล่อยให้ หลุย ใบบัวบกยืนซึมอยู่​ตรงนั้น​อย่างน้อยใจ ​จะมานั่งเฝ้า​เขาจีบก็กระไรอยู่​
อย่างว่าแหละ​บ้านนอกคอกนา การจีบหญิง​ต้องเข้าถึงเรือนชาน เจ้าของบ้านก็​ต้องมีหมากพลูยาสูบยาเส้นไว้ต้อนรับ น้ำฝนรองใส่ตุ่มตักใส่ขันยกมาให้ชายเจ้าดื่มให้ชื่นใจ ​ถ้าบ้านหลังไหนกระไดไม่แห้ง ก็​ต้องแข่งกันแบบลูกผู้ชาย ​ใคร​ไปก่อนมีสิทธิ์ขายขนมจีบก่อน ​ไปช้าก็ถอย​ไปตั้งหลักตามระเบียบ ​ซึ่งทุกวันนี้ยังปฏิบัติกันสืบมา
"แม่ง ! เล่น​ไปนั่งเฝ้านั่งจีบทุกคืน ไม่ปล่อยโอกาสให้ฉันมั่งเลย​ อย่างนี้ก็ปิดประตูแพ้อย่างเดียวซิวะ" หลุยระบาย​ความน้อยเนื้อต่ำใจ​กับผอง​เพื่อน ​จะว่า​ไปก็น่าเห็นใจ สาวน้อยอายุย่างสิบเจ็ดเม็ดสิว​กำลังขึ้น​ หน้าตาหมวยๆ​ น่ารักน่าชัง ​ใครเห็นก็คงเก็บ​เอา​ไปฝันคิดถึงคะนึงหา
ติ้ว กำมะลอ ตบบ่าเบาๆ​ ​เป็นเชิงปลอบ "เอ็ง​จะเสียใจ​ไปทำไม่ว้า กะอีแค่ผู้หญิงคนเดียว ​ไปหา​เอาข้างหน้ามีถม​ไป คนนี้ปล่อยให้พี่แก​ไปเถอะ แกเพิ่ง​จะหัดมี​ความรัก"
"ช่าย...​ พี่แกอายุอานามมากแล้ว​ แกมีเมียสักทีก็ดีเหมือนกัน" แป๋ง ปุจฉาสนับสนุน
"​แต่คนนี้​เป็นคน​ที่สี่สิบแปดแล้ว​นะ ​ที่ฉันอกหักมา" หลุยทำท่าอิดออด
"พี่หลุย ! ผมว่าพี่ควรออกบวช ว่ากันตามลัคนา-ราศีแล้ว​ ดวงพี่น่า​จะตกพุ่มม่ายตลอดชีวิต ทาง​ที่ดีพี่ควร​ไปสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา...​"
"​ไปเถอะวะ อย่า​ไปฟังจิตป่วนมันพร่ำ เดี๋ยวติดเชื้อ" ติ้ว กำมะลอชวนหนีจากหลอด
"​ไปไหน ?"
"ทางคุ้มบ้านใต้มีสาวมาจากกรุงเทพฯ สวยอย่างนี้" ติ้วชูนิ้วโป้งการันตี
ไม่ทันขาดคำติ้วหัวใจ​ที่ห่อเหี่ยว​เมื่อสักครู่ พลัน ! กระชุ่มกระชวยขึ้น​มาทันตาเห็น ว่าแล้ว​เหล่าสาวกคาเซก็พากันเดินตามหลัง ติ้ว กำมะลอ​ไปยังเป้าหมายใหม่ทันที


เสม เสาเซ​จะสอบเข้าทำงานในองค์การบริหาร​ส่วนตำบล (อบต.) ให้น้ำท่วมฟ้าปลากินดาวยังน่าเชื่อกว่า ​เพราะตั้งแต่หัวหน้าเสาเซเรียนจบ ​เขาก็ตัดสินใจหอบใบปริญญากลับบ้าน ด้วยอุดมการณ์แรงกล้า ​เขาตั้งใจ​จะนำ​ความรู้​ที่ร่ำเรียนมาพลิกผืนแผ่นดินมาตุภูมิ​ที่แห้งผาก ให้กลับอุดมสมบรูณ์ขึ้น​อีกครั้ง
เวลาล่วงเจ็ดปี เจตนารมณ์ถูกสานต่อ ​ที่นี่​เป็นแหล่ง​ความรู้ทางธรรมชาติ ​ที่​ใครๆ​ก็​สามารถมาสัมผัสเรียนรู้​ได้
ทุกคนไม่ว่า​จะ​เป็น​ใคร หาก​ได้ย่างกายเข้ามาในสวนนี่แล้ว​ ​จะ​ต้อง​ได้สัมผัส​กับการพึ่งพาธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่ว่า​จะ​เป็นการประกอบอาหาร เจียวไข่ด้วยใบตอง(ไม่​ใช้น้ำมันพืช) การหุงต้ม​ที่​ใช้ฟืน การเลือกกินผัก​ที่มีในธรรมชาติ (ภายในสวน) หรือการปลูกผักปลอดสารพิษ ​แม้การใส่ปุ๋ยก็​ต้อง​เป็นปุ๋ยชีวภาพ
อีกหลายอย่าง​ที่สวนคาเซ ​พร้อม​ที่​จะนำเสนอ​แก่ก้อนกลมๆ​ โทรมๆ​ ​ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ใบนี้
​และ​ที่ เสม เสาเซมักเน้น​และย้ำเตือนเสมอ นั้น​ก็​คือ น้ำตาล
"น้ำตาลมี​ความจำ​เป็นต่อร่างกายก็จริง" เสมเอ่ย "​แต่มันก็ให้โทษมหันต์ รู้มั้ยว่าการบริโภคน้ำตาลมากๆ​ ​จะทำให้เกิดโรคอะไร​บ้าง หนึ่ง​ละกรดไขมัน​จะเพิ่ม​และสะสมอยู่​ในตับ หัวใจ​และไต อวัยวะเหล่านี้​จะอุดตัน​และมีน้ำเมือกคลั่งค้าง สองร่างกาย​จะผิดปกติ ​ความดันเลือดสูง ยังมีอีกหลายอาการ อาทิ ปวดศีรษะเรื้อรัง ​เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน ​เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวง ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค ​และ​ที่พบเห็นง่ายๆ​ ก็คง​จะ​เป็นอาการหงุดหงิดง่าย โกรธง่าย ​ซึ่งเกิดขึ้น​​ได้​กับคนทุกวัย"
เสม เสาเซอธิบายอย่างนี้ทุกครั้ง​เมื่อเอ่ยถึงน้ำตาล
นี่​คือกิตติศัพท์ของสวนสะเลเต ​ที่​ได้รับการกล่าวขานเซ่งแซ่​ไปทั่ว​ทั้งตำบล ​แต่ในเพลานี้หัวหน้าเสาเซกลับ​กำลัง​จะแปรโอกาสให้​เป็นวิกฤต ลางสังหรณ์แปลกๆ​ แผ่ปกคลุม​ไปทั่วสวนสะเลเต
"​เอาจริงหรือลูกพี่" แป๋ง ปุจฉาถามขึ้น​ ​เมื่อเห็นหัวหน้าคาเซหอบหิ้วหนังสือมานั่งอ่านอย่างขะมักเขม้น ​ทั้งๆ​ ​ที่เสมเคยประกาศก้องไว้ว่า "อาชีพ​ที่​เขารังเกียจมาก​ที่สุดก็​คือ ข้าราชการ"
"ตากแดดตากลม ​เพราะนมสองเต้า" หลุย ใบบัวบกประชด
"น้ำลดมดกินปลา ผู้หญิงแก้ผ้า...​"
"ไม่เกี่ยวกันว้อย...​!" หลุยตบก้านคอหลอด จิตป่วนด้วยหลังเท้า
เสม เสาเซเงยหน้าละจากหนังสือ มองกวาด​ไปทั่วทุกตัวคน "พวกเอ็งไม่เคยมีรักแท้ พวกเอ็งไม่เข้าใจหรอก" เสียงถอนหายใจหนักหน่วง "วันก่อนข้า​ไปถาม​เขา ​ถ้า​ไปขอ​จะเรียกสินสอดเท่าไร น้ำฝนบอกว่ายังไงรู้มั้ย...​ หนึ่ง​แสน ! ขาดตัวไม่มีลดห้ามต่อ ​และยังยืนกรานให้ข้ามีอาชีพ​ที่มั่นคงอีก ข้าเลย​คิดว่าน่า​จะลองสอบ อบต. ดู เผื่อ​จะ​ได้มั่นคง" ท้ายน้ำเสียงฟังดูหงอยๆ​
"อาชีพทำสวนก็มั่นคง มีกินมี​ใช้สบายอยู่​แล้ว​ ​จะ​ต้องดิ้น​ไปสอบทำไม" แป๋ง ปุจฉาพาล
"พวกเอ็งไม่เข้าใจ ใช่อยู่​​ความรัก​เป็นเรื่อง​ของคนสองคน ​แต่การ​แต่งงานนะมันไม่ใช่ พ่อแม่น้ำฝนก็อยากเห็นลูกสบาย ไม่ใช่มาลำบากลำบนปลูกข้าวปลูกผักอยู่​อย่างนี้"
ทุกคนหันมองหน้ากันเลิกลัก ไม่รู้​จะถกเถียงประการใด
"มันทะแม่งอยู่​นะพี่" ติ้ว กำมะลองึมงำตริตรอง "มีอย่างรึ คนบ้านนอกคอกนาเหมือนกัน เรียกกันแสนสองแสน ​ถ้ารักกันจริงๆ​ ชาวบ้านอย่างเราๆ​ อย่างมากก็แค่...​ ห้าหมื่นหกหมื่น แบบนี้​เขาเรียกว่าปฏิเสธกลายๆ​ ละมั้ง แล้ว​อีกอย่าง​เขาก็เพิ่งอายุแค่สิบเจ็ดเอง คงยังไม่อยากมีผัว !" ติ้วตั้งข้อสังเกต
"เอ็งอย่าทำข้าระแวงซิวะ น้ำฝนกะข้ารักกันจริงๆ​ นะเฟ้ย...​" เสม เสาเซเริ่มหงุดหงิด
ทุกคนส่ายหน้าเอือมระอา​กับหัวหน้าเสม
"คนหนึ่ง​สิบเจ็ด คนหนึ่ง​ยี่สิบเก้า เอ้า ! ​ถ้า​เขารักจริงอย่างว่า ก็ไม่​ต้องรอสอบกันให้เสียเวลา" หลุยเสนอทางออก ทุกคนเงียบกริบเหมือน​กำลังนั่งลุ้น ฟังการออกรางวัล​ที่หนึ่ง​ของรัฐบาลบ้าหวย "​เอาอย่างงี้ เราทุกคนช่วยกันหาเงินให้หัวหน้ายืมสักสี่ห้าหมื่น พอ​ไปหมั้นไว้ก่อน แล้ว​​ที่เหลือก็ให้แกค่อยๆ​ หาผ่อนส่ง​เอา ชักช้าเดี๋ยวหมาคาบ​ไปแดก ทุกคนเห็นควรว่าไง ?"
สาวกต่างมองหน้ากันตรองคิด ​และต่างพยักหน้าเออออห่อหมก เสม เสาเซซึ้งน้ำใจของเหล่าลูกน้อง ร้องไห้โผกอดคนนั้น​ทีคนนี้ที
​และแล้ว​...​ ภารกิจหาเงินดาวส์สาวก็อุบัติขึ้น​ ภายในหนึ่ง​เดือนทุกคนก็รวบรวมเงินมา​ได้ร่วมห้าหมื่นบาท​ ​ที่​ไป​ที่มานั้น​ หลุย ใบบัวบก​ไปขอกู้จากกองทุนเงินล้าน ติ้ว กำมะลอ​ได้จากการตัดอ้อยขาย ​โดยมีแป๋ง ปุจฉา​เป็นลูกมือ เสม เสาเซก็ขายวัวสองตัว ​และ​เอา​ที่ดินเข้าโครงการแปลงสินทรัพย์​เป็นทุน
มีเพียงหลอด จิตป่วนเท่านั้น​​ที่หาเงินไม่​ได้ ​จะถือสาหา​ความก็กระไรอยู่​ ​เพราะวิธีหาเงินของ​เขานั่นช่างแปลกพิสดาร จิตป่วนพยายามหาเชื้อไข้หวัดนกเข้าร่างกาย ​โดยการกินไข่ลวก กินไก่ปิ้ง​ที่​เป็นโรคห่า ร่ำๆ​ ​จะ​ไปขอเสือ​ที่สวนสัตว์มาลาบเลือดกิน ดี​ที่เสมขอร้องไว้ก่อน
"ผม​จะหาเงินให้พี่หนึ่ง​ล้าน" หลอด จิตป่วนว่า "หรือผม​จะเหมารถไฟลง​ไปหานกกระดาษของนายกฯ ​ที่ภาคใต้ดี"
​แต่พฤติการณ์ของหลอดก็​ต้องหยุดชะงักลงในเย็นวันหนึ่ง​ ​เมื่อหัวหน้าคาเซ​กับติ้ว กำมะลอ ​ไปพูดคุยทาบทาม​กับสาวเจ้า เหตุการณ์ดูท่า​จะลงเอยด้วยดี หากทางเจ้าหล่อนไม่คิด​จะโก่งราคาเสียก่อน


ตะวัน​กำลังชิงพลบลับเหลี่ยม​เขา แสงสีทองลูบไล้ใบไม้สุกเปล่งปลั่ง ลมเย็นพัดเฉื่อยฉิวหยอกเย้าก้านกล้วย นอกจากก้านกล้วย​กับสายลม ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง​​ที่รำร่าย​ไป​พร้อม​กับพวกมัน ในดงกล้วยปรากฏเงาตะคุ่มๆ​ ของคนผู้หนึ่ง​ ร่างกาย​เขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว
"ท่วงท่าช่างสวยงาม ลื่นไหลดุจสายน้ำ รวดเร็วปานสายฟ้า" หลุย ใบบัวบกกล่าว พลางกระดกไวน์หมากเม่า​ที่หมักเองลงคอ เผยอยิ้ม​ที่มุมปาก
"​ถ้าจำไม่ผิด นั่น​คือกระบวนท่าฝ่ามือสลายวิญญาณของเอี้ยก้วยใช่หรือไม่" แป๋ง ปุจฉายกแก้วขึ้น​คารวะ ตามด้วยไข่เจียว
"จำไว้นะแป๋ง ​ความรักนอกจากทำให้คนตาบอดแล้ว​ มันยังทำให้สวนกล้วยวอดวายด้วย" ติ้ว กำมะลอเทศนารุ่นน้อง "ข้าว่าแล้ว​มันทะแม่งๆ​ แล้ว​​เป็นไง พอตกลงหนึ่ง​แสนเราสู้ ผู้หญิงก็ดันขึ้น​​ไป​เป็นแสนห้า บอกว่าลืมบวกค่าเลี้ยงดู อ้าย...​ทางเราก็สู้ขาดใจ ตาม​เขา​ไปอีกห้าหมื่น สาวเจ้าเริ่มอิดออดหันรีหันขวางมองหาตัวช่วย ทางเรารึ ก็ออดอ้อนไม่หยุด ​เขาคงรำคาญสุดทน ลุกปึงปังมือเท้าสะเอวชี้หน้าด่า ก่อนสะบัดก้นหนีขึ้น​เรือน​ไปเลย​"
"​เขาด่าว่าไงหรือพี่ ?" แป๋ง ปุจฉาถาม ติ้วกระดกไวน์รวดเดียวหมดแก้ว ตามด้วย​กับแกล้มเคี้ยวไม่ทันแหลก
"อีเปรต ! กูไม่ใช่ควาย ! กูไม่ใช่ไอ้แก่ตัณหากลับนะโว้ย !" เสียงคำรามจากดงกล้วยลอยมา​พร้อม​กับเสียงต้นกล้วยหักลงทีละต้น
สาวกแห่งกระท่อมคาเซพากันหัวเราะคิกคัก ผลัดกันร้องเพลงลูกทุ่งลูกกรุง เคล้าเสียงตบพื้นฟากแทนเสียงกลอง อย่างสนุกสนานครื้นเครง ต่อ​แต่นี้สวนสะเลเต​จะกลับมา​เป็นเหมือนเดิม เหมือน​ที่มันเคย​เป็นอีกครั้งหนึ่ง​
"แสนห้า...​ ขี้มัน​เป็นทองคำหรือไงวะ !?" หลอดสบถ ทุกคนหันมอง แล้ว​เสียงหัวเราะก็ดังลั่นทุ่ง
คืนนี้ไม่เงียบสงัด ลมพัดโชยทุ่งเย็นยะเยือก คืนมืดฟ้าไร้ดาว ต่างคนต่างเมาต่างหลับใหล ​ใครเล่า​จะคาดคิดว่านอกจากดงกล้วยแล้ว​ เสม เสาเซ​จะบ้าคลั่งถึงขนาดลงไม้ลงมือ​กับกระท่อมคาเซ
"ไฟไหม้ ! ไฟไหม้โว้ย...​ !"

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1642 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง มนต์รักสะเลเต ตอน เสาเซพ่ายรัก
ผู้แต่ง สตรอเบอรี่
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๓๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-8068 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 18 มิ.ย. 2549, 12.57 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-8120 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : 21 มิ.ย. 2549, 05.15 น.

สนุกดีค่ะ​ คุณสตรอเบอรี่ ตอนแรกดูจากนามปากกา​และชื่อเรื่อง​ นึกว่า​เป็นเรื่อง​หวานแหววเสียอีก

​แต่พอมาอ่านแล้ว​ สำนวนดีน่าอ่านค่ะ​ มีมุขให้ขำด้วย ​จะรออ่านตอนต่อๆ​​ไปนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : สตรอเบอรี่ [C-8127 ], [203.114.104.89]
เมื่อวันที่ : 21 มิ.ย. 2549, 11.18 น.

ถึงคุณpilgrim นะครับ​
ขอบคุณมาก​ที่อ่านเรื่อง​สั้นของผม ดีใจจัง​ที่คุณแสดง​ความคิดเห็น ผมพึ่ง​จะหัดเขียน อย่างไรก็ดี กรุณาให้คำแนะนำด้วยนะครับ​ ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น