นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙
ฉันนี่ล่ะ “คนทำความสะอาด”
โดโรที
...ฉันนี่ล่ะ "คนทำ​​ความสะอาด" ปีแรกของการเรียนนั้น​​​​เป็นชิวิต​​ที่สาหัสพอสมควร ​​เพราะมี​​ทั้งเรื่อง​​การปรับตัว การ​​ที่​​จะ​​ต้องเรียนรู้อะไร​​ต่าง...
ฉันนี่ล่ะ "คนทำ​ความสะอาด"

ปีแรกของการเรียนนั้น​​เป็นชิวิต​ที่สาหัสพอสมควร ​เพราะมี​ทั้งเรื่อง​การปรับตัว การ​ที่​จะ​ต้องเรียนรู้อะไร​ต่างๆ​อีกมากมาย​ ​แต่นักศึกษาคนนี้ยัง​ต้องมีภาระ​ที่​ต้องทำมากกว่านั้น​...​...​

ในต่างประเทศคง​จะไม่มีนักศึกษาปริญญาเอกมากนัก​ที่​ต้องทำงาน​ใช้แรงงาน​พร้อม​ทั้งเรียน​ไปด้วย ​แต่อย่างเรานั้น​เรา​ต้องทำ​เนื่องจากเราไม่อยากรบกวนทางบ้าน ท่านส่งเสียมามากแล้ว​ หลังจากกดเครื่องคิดเลขคำนวณเงินเก็บจากการทำงาน​ที่เมืองไทย​ส่วนหนึ่ง​ใส่บัญชีไว้ให้ทางบ้าน​ใช้ อีก​ส่วนก็หอบหิ้วมา​ที่นี่ ​โดย​ที่ไม่​ได้​ใช้เงินทางบ้าน​แม้​แต่บาท​เดียวตั้งแต่ทำเรื่อง​วีซ่าจนกระทั่งเดินทางออกนอกประเทศ พบว่ายังไงก็​ต้องทำงาน ​ถ้าไม่ทำชีวิตคง​ไปไม่รอด​เพราะทุน​ที่​ได้รับจากมหาวิทยาลัยในตอนแรกนั้น​ให้​แต่เฉพาะ ค่าเทอม​และค่าประกันสุขภาพ

แปดโมงครึ่ง​เป็นการเริ่มต้นชีวิต​ที่มหาวิทยาลัยจนกระทั่งห้าโมงเย็นเรานั้น​​ต้องรีบเก็บกระเป๋ากุลีกุจอออกจากมหาวิทยาลัย ออก​ไปไหน? ทำไมรีบกลับ? คำถามเหล่านี้เคย​เป็น​ที่สงสัยของ​เพื่อนๆ​​เมื่อเราเข้า​ไปเรียนใหม่ๆ​ ​เมื่อเวลาผ่าน​ไปพวกเรามี​ความคุ้นเคย​ซึ่งกัน​และกันมากขึ้น​ กลุ่ม​เพื่อนเอ่ยปากชวน​ไปร่วมสังสรรค์ในเย็นวันศุกร์ ​แต่เรานั้น​​ต้องปฏิเสธ​ไป แน่นอน​ต้องมีคำว่า "ทำไม" ​เป็นคำถาม​ที่​ต้องการคำตอบพ่วงท้ายอีกครั้ง เราจึง​ต้องบอกให้​เพื่อนๆ​​ที่รักทราบว่าเรา​ต้อง​ไปทำงาน ทุกคนเข้าใจ​และมีอาการประหลาดใจ​พร้อม​ทั้งเห็นใจ​ไปในขณะเดียวกัน​เมื่อรู้ว่างาน​ที่เรา​ไปทำนั้น​​คือการ​เป็นคนทำ​ความสะอาด คน​ที่นี่​เขาเรียกผู้ประกอบอาชีพนี้กันติดปากว่าคลีนเนอร์ (Cleaner) สิ่งหนึ่ง​​ที่ยังประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้​คือ​เพื่อนทุกคนไม่มี​ใครรังเกียจเดียดฉันท์​ที่​จะคบหา​กับ Cleaner อย่างเรา เท่านั้น​ยังไม่พอบางคนยังช่วยดูงานใหม่ให้​ที่มันเบากว่า​เพื่อไม่ให้เรา​ต้องมาทำงานหนักมากนัก ​เพราะทุกคนรู้ดีว่างาน Cleaner นี้หนัก​เอาการ นี่​คือน้ำใจจากกลุ่ม​เพื่อนต่างชาติ​ที่เรา​ได้มีโอกาสมาเรียน​ที่เดียวกัน​กับพวก​เขา

การสมัคร​เป็น cleaner ​ที่นี่เริ่มตั้งแต่กรอกใบสมัครแล้ว​ทำข้อสอบ ​ซึ่งข้อสอบนั้น​ถามเกี่ยว​กับการ​ใช้อุปกรณ์สารเคมี ​และขั้นตอนในการทำ​ความสะอาด รวม​ไปถึงว่ามีประสบการณ์ในการทำงานหรือไม่ ตรงนี้ก็โม้ๆ​​ไปหน่อย​ว่าเรา​สามารถทำ​ความสะอาดอะไร​​ได้บ้าง วัน​ที่​ไปสมัครโชคดีมาก​เพราะหลังจากส่งข้อสอบ​และใบสมัคร นายใหญ่ชาวเลบานอนเดินออกมาบอกเจ้าหน้า​ที่รับสมัครงานว่า​ต้องการคนด่วนสองคน วันนั้น​เรา​ไป​กับ​เพื่อนเวียดนาม​ที่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาด้วยกัน เจ้าหน้า​ที่ก็น่ารักรีบยื่นใบสมัครของพวกเราสองคนให้​พอดี เรา​ทั้งคู่ถูกส่ง​ไปฝึกงานเย็นวันนั้น​เลย​ เวลาทำงาน​เป็นเวลา​ที่เหมาะเจาะมาก​คือห้าโมงเย็นถึงสองทุ่มครึ่ง ​และใกล้​กับมหาวิทยาลัยด้วย ​ใช้เวลาเพียงสิบนาที​โดยการเดินจากมหาวิทยาลัย​ไปยัง​ที่ทำงาน

เรา​ได้คนฝึกงาน​เป็นชาวมาเซโดเนียน (Macedonians) จากประเทศมาเซโดเนีย (Macedonia) ​ซึ่ง​เป็นประเทศไม่ใหญ่มากบนโลกเรา​แต่จิตใจของพวก​เขานั้น​ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก เจ้านายรอง​ที่ทำหน้า​ที่คุมงานพวกเราก็มาจากประเทศนี้เช่นกัน เรา​ได้รับการฝึกงานสามวัน​โดย​ที่ไม่​ได้รับค่าแรง ​ซึ่งตอนฝึกงานก็เบาๆ​ไม่​ได้หนักมาก ​คือคนฝึกให้ดูขั้นตอน​แต่ละจุดว่าทำอย่างไรบ้าง​​และทำตามคนฝึกเล็กๆ​น้อย

การฝึกงานนี้บางครั้ง​เป็นสิ่ง​ที่สร้าง​ความเจ็บปวดให้คนบางคนเช่นกัน วันหนึ่ง​เรามีโอกาส​ได้รู้จัก​กับพี่คนหนึ่ง​แกก็ทำงาน cleaner เหมือนกัน​แต่มีเจ้านายคุมงาน​เป็นคนไทย เราลืมถามแกเรื่อง​บริษัทต้นสังกัด ​เมื่อ cleaner สองคนมาคุยกันก็เกิดการแลกเปลี่ยนบทสนทนา​ซึ่งกัน​และกัน ทำให้เรารู้ว่าพี่คนนั้น​แกฝึกงานประมาณสองอาทิตย์​โดยไม่​ได้รับค่าแรง​แม้​แต่บาท​เดียว จนสุดท้ายแก​ต้องลาออกมา ทำให้เราฟัง​และอึ้งว่านี่มัน​เป็นเรื่อง​จริงหรือนี่ ทำไมทำกัน​ไป​ได้ ? คิดอยู่​ในใจว่าคนเหล่านี้ไม่ควร​ได้ดิบ​ได้ดีมา​เป็นหัวหน้าคนเลย​ เทียบ​กับเราแล้ว​เรานั้น​โชคดียิ่งนัก​ที่ไม่​ต้อง​ไปพบปะเจอ​กับคนแบบนั้น​ ดังนั้น​​ใคร​ที่วาดหวังว่า​จะมาทำงานต่างแดนก็​ต้องเลือกดูงานให้ดีๆ​เช่นกัน อย่า​ไปหลงคารม​ใคร​เอาง่ายๆ​เชียว

วันเริ่มงานนายรอง​ที่คุมหน้างานเล่าว่าเคยมีเด็กไทยเข้ามาทำงานร่วม​กับแกเหมือนกันจนเรียนจบปริญญาโทกลับบ้าน​ไปแล้ว​ แกยังบอกอีกว่าแกชอบเด็กไทย เด็กไทยขยัน​ความรับผิดชอบสูง ทำให้เรานั่งยิ้มจนเหงือกแห้งตลอดเวลาการสนทนา เรา​ได้รับชุดฟอร์มใส่ขณะทำงาน ​ซึ่งชุดฟอร์มนี้ทางบริษัทมีข้อกำหนดว่าห้ามใส่เรื่อยเปื่อยเด็ดขาด ใส่​ได้เฉพาะตอนทำงานเท่านั้น​ เรา​ต้อง​ไปร่วมรับฟังการปฐมนิเทศน์จากตัวสำนักงานใหญ่เกี่ยว​กับระบบการทำงานด้วย ​ซึ่งน่ายินดี​ที่ประเทศนี้ให้​ความสำคัญ​กับทุกๆ​งานไม่ว่างานใหญ่งานเล็ก ด้วยเหตุนี้กระมังคง​เป็น​ส่วนหนึ่ง​​ที่ทำให้​ใครต่อ​ใครอยาก​จะมา​เป็นพลเมืองประเทศนี้กัน​ทั้งนั้น​ วันปฐมนิเทศน์มีเรา​เป็นเด็กไทยคนเดียว​ที่เหลือนั้น​มาจากทางฝั่งยุโรป ตัวโตๆ​กัน​ทั้งนั้น​ ​ซึ่ง​ส่วนใหญ่แล้ว​ต่างก็​เป็นนักศึกษามาทำงานหาเงินเลี้ยงชีพเช่นกัน

หน้า​ที่​ที่เรา​ต้องทำนั้น​​คือทำ​ความสะอาด office สามชั้น เริ่มตั้งแต่เก็บขยะ ขยะ​ที่ว่า​คือ​ที่ office ​จะมีโต๊ะทำงาน​แต่ละโต๊ะ​จะมีถังขยะอยู่​โต๊ะละสองใบ ใบหนึ่ง​สำหรับใส่กระดาษ ​ส่วนอีกใบก็ใส่ขยะทั่ว​ไป หนึ่ง​ชั้นมีประมาณ 80 โต๊ะ เราก็​ต้องเดินถือถุงดำสองถุง​เพื่อใส่ขยะสองอย่างแยกจากกัน งานต่อ​ไป​คือปัดฝุ่น ดูดฝุ่น เปลี่ยนกระดาษทิชชู่ในห้องน้ำ ​แต่ไม่​ต้องทำ​ความสะอาดห้องน้ำ (หน้า​ที่นี้​เขาจัดให้ผู้ชายทำ) งานไม่​ได้ยากเย็นอะไร​​แต่หนัก​เอาการอยู่​เหมือนกัน ทำแล้ว​นึกถึงพนักงาน​ที่​ใช้แรงงานตามโรงงานต่างๆ​ขึ้น​มาทันที นอกจากนี้แล้ว​​จะมีผู้ตรวจจากบริษัทต้นสังกัดมาตรวจเช็ค​ความสะอาดอีกครั้งทุกอาทิตย์ ​ซึ่งเดือนแรกนั้น​ก็เหมือน​กับ​เป็นช่วงการทดลองงาน​ถ้าไม่ผ่านก็เด้งออกมาอย่างเดียว ​ส่วนระยะเวลาในการทำงานนั้น​ก็ประมาณ 3 ชั่วโมงต่อวัน

ทำงานอาทิตย์แรกก็โชคดีเจอตรวจซะแล้ว​ผลออกมา​คือสกปรกมาก นายรอง​ที่คุมหน้างานถึง​กับ​ต้องขึ้น​มาสอนกันใหม่ (​ซึ่งจริงๆ​แล้ว​​เขา​จะให้ออกตอนนั้น​เลย​ก็​ได้) ไม่ใช่อ้าปากสอนอย่างเดียว แกลงมือทำ​ไปด้วย ​พร้อมจัดหาคนมาช่วยอีกคน คืนนั้น​ขึ้น​รถบัสกลับบ้าน​ต้องหันหน้าออกนอกหน้าต่างอย่างเดียว ​เพราะน้ำตามันค่อยๆ​รินไหลออกมาอีกแล้ว​ "ทำไมแค่งานทำ​ความสะอาดเราทำให้ดีไม่​ได้" นั่น​คือคำถาม​ที่นั่งถามตัวเองตลอดเวลาบนรถบัส อีก​ความรู้สึกหนึ่ง​​ที่น้ำตาไหลออกมาก็​คือประทับใจนาย​เพราะนายไม่ว่าอะไร​เลย​​แม้​แต่คำเดียว "One day you will be a good cleaner" นั่น​คือคำพูดจากนายในคืนนั้น​ ​เมื่อถึงบ้านคนดูแลเรา​ต้องมากล่อมจนเราหลับ (เหมือนเด็กเลย​) จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น​​ต้องปรับวิธีการทำงานใหม่รู้หลัก​ต้องทำอย่างไร ตั้งแต่นั้น​มาก็ไม่มีปัญหาอีกเลย​

พนักงาน office ​ที่นี่​เป็นมิตรดีมากๆ​ ​ทั้งสามชั้น​ที่ทำ​ความสะอาดนั้น​​เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่​ที่ควบคุมการรถไฟของออสเตรเลียนั่นเอง มีชาวเอเชียมาทำงานใน office เหมือนกัน​ซึ่ง​ส่วนใหญ่​เป็นชาวอินเดีย เวียดนาม ​และจีน ​และหน้า​ที่หลักของพวก​เขา​คือฝ่ายวิศวกรรม เรามีโอกาส​ได้เจอพนักงาน​ที่กลับบ้านช้าบาง​ส่วน ​ซึ่ง​ส่วนใหญ่มีไม่มากนัก ​และมัก​จะ​เป็นขาประจำ​ที่อยู่​ทำงานรอบเย็นย่ำค่ำคืน ทุกครั้ง​ที่เรา​ไปเก็บขยะพวก​เขา​จะกล่าวคำขอบคุณเสมอ ​และคำถามยอดฮิต​ที่พวก​เขาถามเราทุกวัน "How are you ?" บางครั้งเราหิ้วขยะเยอะๆ​พวก​เขาเหล่านั้น​ต่างยินดี​ที่เปิดประตูให้ ​แม้​แต่กระทั่งระดับผู้จัดการใหญ่ก็ยังให้​ความใส่ใจ​กับ cleaner ​ซึ่งบทบาท​หน้า​ที่ต่างจากพวก​เขามากมาย​ บางครั้งพนักงานทิ้งขยะไม่ลงถังเวลาเรา​ไปเก็บขยะ​เขา​จะหยุดทำงาน​และรีบหยิบขยะนั้น​ลงถัง บางคนยกนิ้วโป้งให้​ที่เห็นเราแยกขยะ​ระหว่างกระดาษ​และขยะทั่ว​ไป ​เพราะคนเก่า​เขาไม่แยก รวม​ทั้ง​ไปแจ้งให้ทุกคนรับทราบว่าตอนนี้ขยะถูกแยกแล้ว​นะ​เพื่อ​ที่ทุกคน​จะ​ได้ทิ้งให้ถูก​ต้อง

จากการ​เป็น cleaner นี้ทำให้มีโอกาส​ได้เห็นว่าสภาพสิ่งแวดล้อมการทำงานของพนักงาน office ​ที่นี่​เป็นอย่างไร โต๊ะทุกตัวมีคอมพิวเตอร์​พร้อม ​แต่ละโต๊ะประมาณ 80% ​จะมีรูปบุคคล​ซึ่ง​เป็น​ที่รักไม่ว่า​จะ​เป็นลูก พ่อ แม่ คนรัก วางไว้เสมอ นอกจากนี้ก็​จะมีอะไร​ตลกๆ​เขียนแปะแซว​เพื่อนร่วมงานด้วยกัน หรือมีข้อ​ความ​ที่ตลกขบขัน​เป็นการสร้างบรรยากาศในการทำงาน​ที่ดี สร้าง​ความตื่นตาตื่นใจให้ cleaner ผู้นี้​ซึ่งไม่เคย​เป็นสาว office มาก่อนยิ่งนัก

เรานั้น​มักเข้างานช้า​และเลิกช้ากว่าคนอื่นเสมอ ​เพราะบางครั้งแลปเสร็จไม่ทันเวลา เหนื่อยใจแทบขาด​กับชีวิต ตอนนั้น​ ​ทั้งสมอง​และแรงกายทำงานหนักเท่าเทียมกัน ​เป็นครั้งแรก​ที่​ได้เรียนรู้ว่าคน​ที่ทำงาน​ใช้แรงงานนั้น​​เขาเหนื่อยยากเพียงไร ​แต่เหนื่อยอย่างไรก็​ต้องทน ​และ​ระหว่างทำงานก็พยายามทำอะไร​ให้ผ่อนคลายให้ตัวเอง​ไปด้วย​โดยเฉพาะเวลาเข้างานหลังหกโมงเย็น เสียงเพลงภาคภาษาอังกฤษซะด้วยจากปาก cleaner คนนี้ดังลั่น​ไป​ทั้ง office ​เนื่องจากใส่หูฟังเพลง​ไปทำงาน​ไป ประเภทมือทำปากร้อง จนกระทั่งครั้งหนึ่ง​เดินมาถึงล็อคสุดท้ายของ office มีพนักงานผู้โชคร้ายมาแอบนั่งทำงานอยู่​เงียบๆ​ ​เมื่อ​ต้องมาจ๊ะ​เอ๋กันเล่น​เอาเราหุบปากแทบไม่ทัน อาย​ไปเลย​ เรารีบขอโทษแก​ที่เราร้องเพลง แกหัวเราะบอกว่า​ได้ยินเราร้องมาตั้งแต่ต้นแล้ว​ "You are a very happy cleaner" แกบอกมาสยบ​ความอายของเรา ตั้งแต่นั้น​มาไม่กล้าเปล่งเสียงมาดังๆ​อีกเลย​​ได้​แต่งุ้งงิ้งอยู่​ในลำคอ


ราย​ได้ล่ะ?? ราย​ได้ดีทีเดียวทำงาน​ที่นี่อาทิตย์ละ 15 ชั่วโมง (ทำจันทร์ถึงศุกร์ หยุดเสาร์อาทิตย์) ​สามารถ​ได้ราย​ได้เลี้ยงชีพ​ซึ่งแปลง​เป็นเงินไทยตกประมาณเดือนละ 30000 บาท​ (หักภาษีแล้ว​) ราย​ได้ขนาดนี้จุนเจือ​เป็นค่าดำรงชีวิต​ที่นี่​ได้อย่างสบาย มีเหลือเก็บนิดหน่อย​ สำหรับคน​ที่ไม่ฟุ่มเฟือยอย่างเรา นอกจากนั้น​แล้ว​วันหยุด​ที่​เป็น Public holiday ก็ยัง​ได้รับค่าแรงอีกด้วย บางวันคนขาด​ซึ่งนาย​ต้องจัดคนอยู่​ทำทดแทนคน​ที่ขาด ชั่วโมงการทำงาน​ต้องเพิ่มมาอีกหนึ่ง​ชั่วโมง ​และชั่วโมงนั้น​ค่าแรง​ที่​ได้รับ​จะจ่าย​เป็นอัตรา over time คูณ​ไปอีก 1.5 ​ส่วน​ใคร​ที่​ต้องมาทำวันหยุดล่ะก็​ได้​ไปเลย​คูณ 2 เรานั้น​ไม่​ได้ทำเพิ่มพิเศษอะไร​ ​เนื่องจาก​ที่​ได้อยู่​มันพอเพียงแล้ว​ ​ที่สำคัญงานหลัก​คืองานเรียน...​...​.

คน​ที่ทำงาน​เมื่อทำงานครบ 6 เดือน​สามารถพักร้อน​ได้ครึ่งเดือน หรือ​จะเก็บไว้ให้ครบปีแล้ว​พักร้อน​ไปอีกหนึ่ง​เดือนก็​ได้ ​ซึ่งแน่นอน​คือบริษัทยังคงจ่ายค่าแรงช่วง​ที่เราพักร้อนด้วย หนึ่ง​ปีลาป่วย​ได้ 5 วัน ​และ​ต้องมีใบรับรองแพทย์มายืนยันเช่นกัน บางวันเราติดแลป​ต้องหยุดงาน นายผู้ใจดีก็​จะบอกให้นำใบรับรองแพทย์มา​โดยแกแนะนำว่า ให้บอกหมอว่าเราปวดประจำเดือน โอ้โฮ นายใจดีจริงๆ​ ​แต่นายก็​จะใจดี​เป็นคนๆ​​ไปไม่ใช่​กับทุกคน ​ส่วน​ใคร​ที่ไม่​ใช้สิทธิ์พักร้อน​ถ้าทำงานครบหนึ่ง​ปีไม่เคยพักร้อนเลย​แล้ว​​ต้องลาออกนั้น​ทางบริษัทก็​จะจ่ายเงินให้ชดเชยเต็มเวลา​คือหนึ่ง​เดีอน งาน​ที่นี่ยังคงมีเงิน​ที่เรียกว่า​เป็นเงินสะสม​เอาไว้​ใช้ยามแก่เฒ่าสำหรับประชากร​ที่นี่ สำหรับผู้​ที่​เป็นนักเรียนต่างชาติก็​จะ​ได้เงิน​ส่วนนี้คืน​เมื่อกลับประเทศ ​ซึ่ง​เป็นการวางระบบ​ที่ดีจริงๆ​ เรื่อง​ภาษี ถึง​แม้ว่าประเทศนี้หักภาษีเยอะ​แต่ก็​จะ​ได้คืนกลับมาทุกปีแล้ว​ตามคุณสมบัติ​ที่เรากรอก​ไปในใบเรียกคืนภาษี

ช่วง Christmas ก็มีจัดเลี้ยงเล็กๆ​ให้​กับพนักงานทำ​ความสะอาด เหล่า cleaner ก็มารวมตัวกัน วันเกิดทางบริษัทส่งการ์ดมาให้ถึงบ้าน (ทุกวันนี้​แม้ว่า​จะลาออกมาแล้ว​มื่อวันเกิดเวียนมาถึงก็ยังคง​ได้รับการ์ดอยู่​)

จนกระทั่งมาถึงเดือน​ที่สามของการเรียน อาจารย์เรียกเข้า​ไปคุยเรื่อง​งาน cleaner ​ที่ทำอยู่​ อาจารย์บอกว่า "You have a long day" หลังจากนั้น​แกก็เลย​บอกเรื่อง​ทุนให้ฟัง ตอนแรกฟังแล้ว​ไม่แน่ใจตัวเองว่าฟังผิดเพี้ยน​ไปหรือไม่ อาจารย์บอกว่าแกพึ่งจัดสรรเรื่อง​เงินของสถาบันเสร็จ ​ซึ่งยังมี​ส่วน​ที่แบ่งปันมาให้เรา​เป็นค่าครองชีพ​ได้ ​ซึ่ง​ส่วน​ที่แกแบ่งปันมาให้นั้น​ก็เท่า​กับทุนการศึกษา​ที่​เขาจ่ายให้เด็กสัญชาติ Aussie หลังเดินออกมาจากห้องอาจารย์ David (คง​จะ​ได้ยินเสียงเรา​กับอาจารย์คุยกัน) รีบมาถามว่า​ได้ทุนเพิ่มแล้ว​ใช่ไหม ทำให้​เพื่อนๆ​ต่างเข้ามาแสดง​ความยินดี ​และทุกคนลง​ความเห็น​เป็นเสียงเดียวว่า " Quit your job now"

เรานั้น​​เมื่อ​ได้รับทุนเพิ่มแล้ว​ก็ตัดสินใจ​ที่​จะเลิกทำงานเช่นกัน ​เนื่องจากอยากมาทุ่มเทให้​กับงานวิจัยมากขึ้น​ ให้คุ้ม​กับเงินทุน​ที่​เขาจ่ายให้เรา ​แต่ด้วย​ความเกรงใจบริษัท ยังคงช่วยงาน​ไปเรื่อยๆ​จนกระทั่งครบ 1 ปี เราล่ำลาพนักงาน office ​ที่เราคุ้นเคย ทุกคนเข้ามาขอบคุณ​ที่คอยทำ​ความสะอาดให้พวก​เขา คนหนึ่ง​บอกว่าตัวแกเองก็เคย​เป็นcleaner เหมือนกัน ช่วง​ที่แก​ต้องซื้อบ้าน แก​ต้องทำงาน​ที่สองเพิ่มหลังจากแกเลิกงาน​ที่ office คน​ที่นี่การทำงานแรงงานหรืองาน​ใช้สมองทุกคนเสมอภาคหมดไม่มี​ใครดูถูก​ใคร ไม่มีคำว่างานชั้นต่ำชั้นสูง ทุกอาชีพ​ที่นี่​ที่มีการดำเนินการอย่างถูก​ต้องตามกฎหมายนั้น​เรียกว่า​เป็นอาชีพ​ที่​ต้องเคารพ​ซึ่งกัน​และกัน​ทั้งนั้น​ ทางบริษัทมีการปรับค่าแรงให้ก่อน​ที่เรา​จะออก​เพื่อ​เป็นการจูงใจให้อยู่​ต่อ ​แต่เรา​ต้องอธิบายให้แกเข้าใจว่าเราเริ่มเรียนหนักมากขึ้น​ ​ซึ่งแกก็เห็นจากการ​ที่เรามาเข้างานช้า นายเข้าใจ​และรับฟัง "You are a good cleaner, you can come back anytime that you want" " You will have a better job than this job in the future" นั่น​คือประโยคสุดท้ายจากนายรอง​ที่คุมงานเรา เรา​ได้​แต่น้ำตาคลอมี​แต่เพียงคำพูด​ที่อยู่​ในใจว่า "ฉันภูมิใจเหลือเกิน​ที่ครั้งหนึ่ง​ฉันเคย​เป็น cleaner อาชีพหนึ่ง​​ที่ฉันหลงรักมัน​โดยไม่รู้ตัว"
คลิกดูภาพขยาย

รูปจาก http://www.londonstimes.us/toons/cartoons/cleaner.jpg

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1559 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง ฉันนี่ล่ะ “คนทำความสะอาด”
ผู้แต่ง โดโรที
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๙๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-7688 ], [58.8.189.37]
เมื่อวันที่ : 22 พ.ค. 2549, 14.16 น.

โดโรธีเอ๋ย.. เธอเก่งมาก

ลุงเปี๊ยกไม่ค่อย​ได้มีเวลาอ่านอะไร​มากนัก วันนี้นับว่าโชคดี​ที่ตัดสินใจอ่านเรื่อง​นี้ ​และขอบอกว่า ประทับใจมาก ดีใจ​ที่โดโรธี​ได้ประสบการณ์ทำงาน​ที่ดี ​แม้​จะ​เป็นเพียงงานทำ​ความสะอาด ​แต่เรา​จะ​ได้เรียนรู้เสมอ ​และ​ความอดทน​กับ​ความเหนื่อยยาก ย่อมส่งผลดีให้ ​ซึ่งเธอก็คงรู้ดีกว่า​ใครแล้ว​

ดอกไม้จากใจลุงเปี๊ยกครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-7702 ], [193.134.192.254]
เมื่อวันที่ : 23 พ.ค. 2549, 17.05 น.

I had tears in my eyes when I finished reading your article. It is beautifully written and full of useful and human-interest information. I'm impressed with the way you expressed yourself through the eyes of a cleaner. It is similar here in Switzerland that we regard cleaners in our office with respect. Any work is a respectable work as long as we put our heart and efforts into it while observing the moral and societal rules.
Thank you for sharing kha. I'm sure you will be very good and successful in whatever job you will choose to do. for you kha.
Phi Rotjana

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : pilgrim [C-7732 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : 26 พ.ค. 2549, 08.15 น.

พี่พิลเพิ่ง​จะว่างเข้ามาอ่านค่ะ​ โดโรที
นับถือ​ความอดทนของน้องจริงๆ​ ตัวพี่เองนั้น​ เรียกว่า มาเรียนอย่างสบายๆ​ ​แต่ก็​ได้สัมผ้ส​กับงาน job ​เป็นครั้งคราว เช่นรับจ้างมหาวิทยาลัยคุมสอบเด็ก ​ซึ่ง​เขาหักภาษีแพงมากเลย​ค่ะ​ ทำราวสี่ชั่วโมง ​จะ​ได้เงินราวๆ​สามชั่วโมงเอง ​แต่พี่ก็ทำนะ ​เพราะดีกว่าอยู่​เปล่าๆ​

งาน cleaner พี่ก็ทำค่ะ​ ​แต่​เป็น job ตามบ้าน ประเภทรับช่วงต่อๆ​กันมา ​คือนักเรียนไทย​ไปทำ แล้ว​ทำไม่ไหว ​เนื่องจากงานเรื่อง​เรียนหนัก ​เขาเลย​มายกให้พี่ ตอนนี้ พี่ก็​ไปคลีนให้​เขาอยู่​ค่ะ​ ทำหมด ขัดครัว ขัดส้วม ดูดฝุ่น ถูพื้น เช็ดฝุ่น ขัดอ่างอาบน้ำ เช็ดกระจก รีดผ้าด้วย ทำแล้ว​ก็สนุกดี แถมยัง​ได้ตังค์ด้วย

พี่ชอบงานคลีนนิ่งค่ะ​ ทำแล้ว​ภาคภูมิใจในผลงาน​ที่เห็นผลทันตา เหนื่อยแค่ไหนก็ไม่ว่าเลย​

​เป็น​กำลังใจให้นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : add [C-8458 ], [203.188.63.92]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ค. 2549, 08.53 น.

​เป็นชีวิตอย่างแท้จริง ​เป็นชีวิต​ที่ยอดเยี่ยมมากค่ะ​ โดโรที

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น