นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๕ เมษายน ๒๕๔๙
ใบไม้ที่ปลิดปลิว
อนงค์นาง
...ตั้งแต่ผมจำ​​ความ​​ได้ สิ่ง​​ที่รับรู้อยู่​​คู่​​กับครอบครัวเรามาตลอด​​คือพ่อไม่สบาย จนถึงเดี๋ยวนี้ผมอายุ29 ปีแล้ว​​ คุณคิดดูว่านานขนาดไหน​​กับคนๆ​​ หนึ่ง​​​​ที่​​ต้อง...
ตั้งแต่ผมจำ​ความ​ได้ สิ่ง​ที่รับรู้อยู่​คู่​กับครอบครัวเรามาตลอด​คือพ่อไม่สบาย จนถึงเดี๋ยวนี้ผมอายุ29 ปีแล้ว​ คุณคิดดูว่านานขนาดไหน​กับคนๆ​ หนึ่ง​​ที่​ต้อง​ใช้ชีวิตอยู่​​กับโรคภัยรุมเร้ามาตลอดในช่วง20 กว่าปี​ที่ผ่านมา จากจุดเล็กๆ​ เพียงนิดเดียว​โดยแท้

เหตุ​ที่พ่อ​ได้ป่วย ​เพราะเกิดอุบัติเหตุ​ระหว่างทำงาน สมัยนั้น​ครอบครัวเรา​และคนอื่นๆ​ ตามบ้านนอกต่างก็ทำนา​เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก แม่เล่าให้ผมฟังด้วย​ความชื่นชมว่าสมัยนั้น​พ่อ​เป็นคนหนุ่ม​ที่แข็งแรง ยอมทำงาน​โดยไม่รู้จัก​กับคำว่าเหน็ดเหนื่อย​เพื่อครอบครัว ​เพื่อนบ้านบอกเสมอว่าไม่อย่างนั้น​พ่อคงเลี้ยงพวกเราห้าคนพี่น้องไม่​ได้หรอก

​เมื่อยี่สิบปี​ที่แล้ว​ควายเหล็กเริ่มเข้ามาแทน​ที่ควายสี่ขาตามท้องนา มัน​เป็นอุปกรณ์ทำนา​ที่ทันสมัย ​ใคร​ที่มีฐานะหน่อย​ก็ซื้อไว้​ใช้งาน พ่อผมก็​เป็นหนึ่ง​ในนั้น​

เรื่อง​มันเกิดขึ้น​ตอนนี้เอง แม่บอกว่า​เพราะพ่อ​เป็นคนเกรงใจคน มีญาติมาขอร้องให้​ไปช่วยไถนาให้ หรือ​แม้​แต่เรื่อง​อื่นๆ​ ก็มิ​ได้ขัด ครั้งนี้ก็เช่นกัน พ่อ​ไป​ทั้ง​ที่ตัวพ่อเองไม่สบายอยู่​ สมัยนั้น​ก็คง​เป็นไข้หวัดอะไร​ประมาณนี้ล่ะ ​แต่หยูกยามันไม่ทันสมัยเหมือนตอนนี้ ​จะ​ได้ทานยาแก้ปวดแล้ว​นอนพักสักประเดี๋ยวประด่าวแล้ว​หายทันควัน

พ่อฝืนตัวเอง​ไปช่วย​เขา แม่บอกว่าวันนั้น​ใกล้ค่ำเข้า​ไปทุกที บรรยากาศโพล้เพล้หลังจากตะวันรอนลับยอด​เขา ​ความสว่างเริ่มมัวซัวเข้า​ไปทุกขณะ นกกาสยายปีกพรึบพรับกลับรังนอน ​แต่ผืนนายังอีกแปลง​ที่ยังไม่​ได้ไถ พ่อเลย​เร่ง​จะให้เสร็จ คิดว่าพรุ่งนี้ไม่​ต้องมาอีก ​และนั่นก็​เป็นสาเหตุ​ที่ทำให้พ่อไม่สบายมาตั้งแต่นั้น​

แม่บอกว่า​ระหว่าง​ที่ไถนาอยู่​นั้น​ ควายเหล็กเกิด​ไปตกหลุมลึก​โดย​ที่พ่อไม่ทันระวังตัว อาจ​เป็น​เพราะ​ความมืด​เป็นปัจจัยหลักด้วย​ส่วนหนึ่ง​ ด้ามคันบังคับ​ที่พ่อถืออยู่​เกิดกระตุกขึ้น​​เพราะล้อด้านซ้ายตกหลุมลึกกะทันหัน ทำให้รถเสียการทรงตัว ด้ามเหล็กหรือคันบังคับตีเสยเข้าปลายคางพ่ออย่างจัง

แม่บอกว่าพ่อล้มลง​ทั้งยืน จากนั้น​ก็สลบเหมือนมวยโดนน็อกกลางอากาศร่อนถลาลง​ไปนอนแผ่หลาหงายหน้ามองแผ่นฟ้า​ทั้ง​ที่ตัวเองหมดสติ​ไปตั้งนานแล้ว​ ​เป็นครั้งแรก​ที่แม่บอกว่าเห็นพ่อเสียท่าให้​กับการทำงาน

เล่ามาถึงตอนนี้น้ำเสียงแม่ชักเครือ ตอนนั้น​ผมยังเด็กเกินกว่า​จะเข้าใจ​ความรู้สึกของแม่​ทั้งหมด​แต่ผมรู้ว่าแม่ร้องไห้ ​แต่พยายามไม่ไห้ลูกๆ​ เห็น

ตอนนั้น​ไม่มี​ใครคิดหรอกครับว่า​ ​จะเกิดผลต่อ​เนื่องมาอีกยี่สิบกว่าปีให้หลัง ต่างก็คิดว่า พอฟื้นขึ้น​มาก็คงหาย​เป็นปกติ

จริงครับ​ ไม่นานหลังจากส่งโรงพยาบาลพ่อก็ฟื้นอย่าง​ที่​เพื่อนบ้านหลายคน​ที่​ไปเยี่ยมว่าไว้จริงๆ​
​แต่อนิจจา คุณเชื่อไหมครับว่า​ไม่ใช่อย่าง​ที่ทุกคนเข้าใจ มันเกิดผลข้างเคียงตามมาหลังจากนั้น​ ​ทั้ง​ที่ไม่มีไข้ ไม่มีบาดแผลฉกรรจ์นี่ล่ะ พ่อกลับบ้าน​ได้ตามปกติ ​แต่ลักษณะการเดินของพ่อเปลี่ยน​ไป มันไม่คล่องตัวเหมือน​เมื่อก่อน ตอนนั้น​พ่อเองก็รู้ตัวเลย​พยายาม​ไปหาหมอเก่งๆ​ รักษา​ทั้งโรงพยาบาลใกล้ไกล​ไปหมด ​ที่ไหน​เขาแนะว่าดีพ่อ​ไปแทบทุกแห่ง ​แต่คุณครับ​ มันไม่หาย

ผมลืมบอกคุณ​ไปว่า ผลข้างเคียง​ที่ว่า​คือ เส้นประสาททางด้านซีกซ้าย​ไปทับกระดูก ผล​คือทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก​ ตอนนั้น​ผมรู้เท่านี้จริงๆ​ อีกอย่าง​ที่ผมลืมบอกคุณ​ไป​คือ ครอบครัวเราสมัยนั้น​เรียก​ได้ว่าพอมีอัน​จะกิน ​เพราะ​ความขยันของพ่อนั่นเอง พ่อ​เป็นนักเลงวัวชน พ่อมีวัวดีอยู่​หลายตัว ชนชนะติดต่อกันหลายสิบหัว จนราคาค่าตัวเพิ่มขึ้น​จนน่าตกใจ มีคนมาขอซื้อมากมาย​ ​แต่พ่อไม่ยอมขาย​เพราะใจรัก​เป็นทุนเดิม

​แต่จนแล้ว​จนรอดพ่อก็​ต้องเสียวัวตัวรัก​ไปอยู่​ดี ​เพราะยิ่งพ่อไม่ขายเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคนมาขอซื้อเพิ่มขึ้น​เรื่อยๆ​ มีคนแปลกหน้าแวะเวียนมา​ที่บ้านแทบทุกวัน จนพ่อ​ต้องตัดสินใจขาย​เพื่อตัดปัญหา ก็สมัยนั้น​น่ะ โจรชุมยิ่งกว่าอะไร​ดี ข่าวลักขโมยวัวควายชาวบ้านมีอยู่​​เป็นประจำ พ่อเลย​ไม่เสี่ยงเก็บของดีไว้​กับตัว

ตั้งแต่นั้น​ พ่อเลย​ไม่เลี้ยงวัวชนอีก กลัวว่าหากเลี้ยงแล้ว​ชนชนะ เกิดเสียดาย​เมื่อมีเหตุจำ​เป็น​ต้องขายเหมือน​ที่ผ่านมา พ่อเลย​ยึดอาชีพ​เป็นพ่อค้าคนกลางแทน ซื้อมาขาย​ไป ย่อมสร้างกำไรมากกว่า นี่ล่ะครับ​พ่อผม ทุกครั้ง​ที่​ได้ยิน​เพื่อนบ้านเล่าให้ฟังหรือแม่เล่าให้ฟังก็ดี ผม​เป็นลูกมีหรือ​จะไม่ภูมิใจ

​แต่นั่นมันก่อน​ที่พ่อ​จะป่วย !

เงินทอง​ที่มีเหลือเก็บ ​ใช้จ่ายไม่ขัดสน เริ่มร่อยหรอลง​ไป​กับค่ายา ค่าหมอ ใน​เมื่อยาแผนปัจจุบันพึ่งไม่​ได้ ก็ตามประสาคนบ้านนอก​ที่เชื่อทางไสยศาตร์ อาจารย์​ที่ไหนดี มีคนแนะนำมาไม่​ได้ขาด ​แต่มันก็เหมือนเดิมล่ะครับ​

สิบปีล่วงผ่าน จนพ่อเริ่มท้อ​กับการรักษาตัวเอง ​จะทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัวก็ทำไม่​ได้ เงินเก็บก็หมด ​แต่ลูกๆ​ ยัง​ต้องกิน​ต้อง​ใช้ ต่างก็อยู่​ในวันเรียนกัน​ทั้งนั้น​ ช่วงนั้น​ครอบครัวเราลำบากมาก

แล้ว​วันหนึ่ง​​ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น​ พี่สาวออกจากโรงเรียนเพียงแค่มัธยมต้น ​เพื่อทำงานหา​ใช้จ่ายในครอบครัว ​แต่คุณครับ​คิดดู ผู้หญิงตัวคนเดียว​ต้องแบกภาระหนักเลี้ยงคนหลายชีวิตในครอบครัว มันหนักขนาดไหน สี่ปีหลังจากนั้น​ พี่ชายคนรอง​ต้องหยุดเรียนด้วยอีกคน ​ทั้ง​ที่พ่อหวังอย่างมาก​กับพี่ชายคนนี้ ​เพราะพี่​เป็นคนเรียนหนังสือดี พ่ออยากให้เรียนสูงๆ​ ​แต่​เมื่อมันไม่​ได้อย่าง​ที่ใจหวังพ่อก็ยอมทำใจ

​เมื่อ​เป็นอย่างนั้น​ ​ความหวัง​ทั้งหมดตกมาอยู่​​ที่ตัวผมอย่างไม่มีทางเลี่ยง ​เมื่อพี่ชายคน​ที่สามไม่ยอมเรียนหนังสือต่ออีกคน ตั้งแต่นั้น​ผม​กับน้องชายคนสุดท้องจึง​เป็น​ความหวังของครอบครัว รับภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่า มี​ความหวังของครอบครัวคอยจี้หลังอยู่​ตลอดเวลา ​แต่ดูเหมือนว่าน้ำหนัก​จะมาทางผมมากกว่า

​ระหว่างนั้น​คำสอนของพ่อ​กับ​ความลำบากของครอบครัว ​เป็นสิ่ง​ที่อยู่​ในใจผมมาตลอด มัน​เป็นคำย้ำเตือนให้ผมไม่ออกนอกลู่นอกทาง ​ทั้ง​ที่ตอนนั้น​ผมย่างเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว​ อาจ​เป็น​เพราะผมมักคิดถึงพ่อ​ที่ป่วย มีแม่คอยดูแลอยู่​เสมอ คิดถึงพี่​ทั้งสาม​ที่​ต้องออกจากโรงเรียน​เพื่อเสียสละให้ผม​กับน้อง​ได้เรียนหนังสือ มัน​เป็นแรงกระตุ้น แรงผลักดันให้ผมเรียนจบปริญญาตรีจน​ได้ ในขณะ​ที่พ่อเริ่มเจ็บหนักขึ้น​ทุกวัน

ถึง​แม้ว่าวัน​ที่ผมสำเร็จการศึกษา พ่อไม่​สามารถเดินทางมาร่วมแสดง​ความยินดี​กับผม ​แต่ผมก็เข้าใจดีว่าท่านคงรอดูภาพถ่ายอยู่​ทางบ้าน ​พร้อมๆ​ กันนั้น​ท่านคงคุยให้​เพื่อนบ้านฟังมิหยุดหย่อน​กับใบประกาศนียบัตร​ที่ลูกคนนี้เพียรพยายาม​เอามาแปะไว้ข้างฝาตาม​ความเชื่อคนสมัยก่อน มัน​เป็น​ความภูมิใจอย่างหนึ่ง​ของคน​เป็นพ่อ​และแม่

ตั้งแต่เรียนจบผมเองก็ไม่​ได้กลับบ้านบ่อยนัก ​เพราะ​ต้องทำงาน ​แต่รู้มาตลอดว่าพ่อเจ็บหนักเข้าทุกวัน จาก​ที่เคยเดิน​ได้ถึง​แม้​จะไม่คล่องแคล่วเหมือนก่อน ​แต่ยัง​ไปไหนมาไหน​ได้สบาย ถึงตอนนี้พ่อเริ่มเดินไม่​ได้แล้ว​

​ความเปลี่ยนแปลงในครอบครัวเรามาเกิดขึ้น​​เอา​เมื่อสามปีก่อนอีกครั้งหนึ่ง​ ตรงเท้าด้านขวาตรงตาตุ่มเริ่ม​เป็นแผล ​เพราะพ่อ​ใช้เวลานั่งแล้ว​ก็นอนมากขึ้น​ หลังจากเข้าห้องผ่าตัด แผล​ได้ขยายวงกว้างขึ้น​จนมาถึงเข่า

วันปีใหม่​เมื่อปีก่อน ผมกลับบ้าน​ไปเฝ้าไข้​ที่โรงพยาบาล​เพราะหยุดงานหลายวัน ครั้งแรก​ที่ผมเห็นท่านนอนอยู่​บนเตียง ขาด้านซ้ายมีผ้าพันแผลขาวโพลน​ไป​ทั้งขา ผมรู้สึกใจหายอย่างไรพิกล จากครั้งหนึ่ง​พ่อ​เป็นคนแข็งแรง ร่างกายบึกบึน ​เป็นไม้ใหญ่ให้พวกเราพี่น้อง​ได้อาศัย ภาพ​ที่พ่อ​เอาผมขึ้น​ขี้หลังพา​ไปเ​ที่ยวไหนต่อไหน หรือกระเตงผม​ไปทำงานนั้น​​เป็นเพียงภาพในอดีต​ที่ฝังอยู่​ใน​ความทรงจำผมมาจนทุกวันนี้

ครั้งหนึ่ง​พ่อเคยดุผม ​เป็นอีกเรื่อง​​ที่ผมจำ​ได้ไม่เคยลืม วันนั้น​พ่อ​ใช้ให้ผม​ไปรับแม่​ที่​ไปหาผักริมคลอง ​คือแท้จริงแล้ว​ให้​ไปดูว่าทำไมถึงยังไม่กลับบ้าน ​เพราะตอนนั้น​ก็มืดมากแล้ว​ ผมอิดออดหลังจากพ่อสั่ง ​จะปฏิเสธก็ไม่กล้า พวกเราต่างรู้ดีว่าพ่อ​เป็นคนไม่ค่อยพูด ​เป็นคนเงียบขรึม จึง​เป็น​ที่เกรงกลัวในพวกเราห้าคนพี่น้อง คำสั่งก็​คือคำสั่ง​ต้องทำตาม

"ทำไมยังไม่ตามแม่อีก?" พ่อถามเสียงดุ ​เมื่อเห็นว่าผมยังเดินวุ่นด้วย​ความอึดอัดใจ ไม่อยาก​จะขัดคำสั่งพ่อหรอกนะ ​แต่ว่ามัน

"มันมืดแล้ว​นะครับ​พ่อ" ผมบอก​ไปใน​ที่สุด
เพียงเท่านี้พ่อก็อ่าน​ความคิดของผม​ได้ตลอด เลย​สอนแกมดุผมว่า คนเรานั้น​กลัว​ไปเอง ผีไม่มีหรอก เรา​ต้องฝึกใจให้เข้มแข็ง ​เป็นผู้ชายมากลัวอะไร​​กับเรื่อง​ไม่​เป็นเรื่อง​แบบนี้ พ่อถามอีกว่าเคยเห็นไหม ผมสั่นหัวปฏิเสธ แล้ว​ก็บอกเหมือน​เป็นเรื่อง​ง่ายว่าแล้ว​​จะ​ไปกลัวทำไม

ผมเดินท่อง​ไปตลอดทางว่า ‘อย่ากลัว’ เราคิด​ไปเองต่างหาก ถึง​แม้​จะเคยวิ่งหนีแบบไม่เหลียวหลังทุกครั้ง​ที่เดินผ่านกอไผ่สีสุก​ที่รกครึ้ม​ไปด้วยเถาวัลย์หลากชนิด​ระหว่างทางผ่าน​ไปริมคลองมาแล้ว​ก็ตาม ครั้งนี้อาจ​จะต่าง​กับครั้งก่อนๆ​ ​เพราะผมไม่​ได้วิ่งอีก ​ทว่าคุณครับ​ แข้งขาผมสั่น​เป็นลูกนกตกน้ำ​ไป​โดยปริยาย​เมื่อเดินมาถึงกอไผ่ เหลียวซ้ายขวาด้วยใจระทึก ​แต่ละก้าว​ที่ย่าง​ไปข้างหน้ามันช้าเหมือนลูกเหล็กหนัก​เป็นตันมาถ่วงอยู่​ข้างหลัง

ถ้อยคำ​กับคำบอกเล่าเข้ามาในสมองผมราว​กับระลอกคลื่นซัดหาฝั่งว่าบริเวณแถบนี้เคยมีคนตาย บ่อยครั้ง​ที่มีคน​ได้ยินเสียงแปลกประหลาดยามค่ำคืน

ผลกลัวจนไม่รู้​จะพูดอย่างไรถูก ใจเต้นระส่ำปากนั้น​ก็พร่ำท่อง นะโมตัสสะๆ​ อะระหังสัมมาฯ ​ไปตลอดทาง

อาจ​เป็น​เพราะคำปลุกปลอบใจของพ่อหรือว่า​ความเข้มแข็งของตัวเองก็ไม่ทราบ​ได้ นับตั้งแต่นั้น​ผมก็ไม่กลัว​ความมืดอีกเลย​ ​เพราะคืนนั้น​มันก็ผ่าน​ไป​ได้ด้วยดี​โดยไม่มีเสียงอะไร​ดังสักอย่างมาให้จิตไม่ว่างของผม​ได้สะดุ้ง ผมเลย​มานั่งคิดว่า คนเรานั้น​ ‘จิตใจ’ ​เป็นเรื่อง​สำคัญ ลองว่าใจไม่สู้เสียแล้ว​ อุปสรรคเท่าปลายเข็มมาขวางกั้นก็ผ่าน​ไปไม่​ได้อยู่​ดี

อีกเหตุการณ์หนึ่ง​​เมื่อหลายปีก่อน พ่อปลูกบ้านใหม่ให้พวกเรา​ได้อยู่​กัน มันมาจากเงินเก็บหอมออมริบจากน้ำพักน้ำแรงคนในครอบครัว "ทำไมไม่จ้าง​เขาละพ่อ ​จะ​ได้ไม่เหนื่อย?" พ่อมองหน้าผม​ระหว่างยืนคุมงานอยู่​ ขณะ​ที่ผม​กับพี่ชายอีกสองคนมุงหลังคาอยู่​ด้านบน

"จ้างทำไม พ่อก็ทำ​เป็น ถึงมันไม่สวยก็เถอะ" นั่นล่ะครับ​พ่อผม พูดน้อย​แต่เข้าประเด็น ​และผมก็​ได้คำตอบสำหรับเรื่อง​นี้ ​เพราะแม่เองก็สงสัยเหมือนกัน ​ทั้งๆ​ ​ที่สุขภาพพ่อเองก็ไม่ค่อย​จะสู้ดีนัก ผมแอบ​ได้ยินพ่อบอก​กับแม่ว่า "ฝึก​เอาไว้ ไม่เสียหาย ​จะ​ได้​เป็นงานหลายๆ​ อย่าง"

สิ่ง​ที่พ่อ​ต้องการนั้น​ไม่รู้ติดตัวผม​กับพี่หรือเปล่า ​แต่ยามใดเจอปัญหา​ที่แก้ไม่ตกผมมักคิดถึงคำสอนของพ่อเสมอ ท่านบอกว่า "งานทุกอย่างไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ย่อมมีอุปสรรคขวางเราอยู่​เสมอ ฉะนั้น​จงตั้งสติ ค่อยคิด ค่อยทำ แล้ว​​ความสำเร็จ​จะรอเราอยู่​ให้ภาคภูมิใจอยู่​ข้างหน้า"

อีกครั้งหนึ่ง​​เมื่อสมัยผมเรียนมัธยมต้น ‘ยาย’ หรือว่า ‘แม่เฒ่า’ ตามคำเรียกของคนแถบบ้านผม ท่านจาก​ไปอย่างสงบด้วยโรคชรา ตอนนั้น​ผมจำ​ได้ว่าน้ำตาซึม ไม่ถึง​กับร้องไห้สะอึกสะเอื้อนหรอกนะ ​และตัวเองรู้สึกว่า​ตัวเองไม่​ได้ดูแลท่าน​เมื่อตอนยังอยู่​ แม่เฒ่ามักเรียก​ใช้ผมอยู่​เสมอให้​ไปหาหมาก หาพลูมาให้​ส่วนผมนั้น​ก็มักเลี่ยงเสมอเช่นกัน คุณคิดดู หลังจากเลิกเรียนกลับมาบ้าน ผมก็อยาก​ไปเล่น​กับ​เพื่อนๆ​ ​ที่มาคอยกันหน้าสลอน หรือไม่ก็​ต้องคอยป้อนข้าว ป้อนน้ำให้ ตอนนั้น​ผมทำ​ไป​เพราะขัดคำสั่งพ่อไม่​ได้ ทำแบบไม่เต็มใจคุณคงคิดออกว่าคนแก่วัย70 กว่า​จะเคี้ยวข้าวทันอย่างไร​กับ​ความรีบเร่งของผม

มัน​เป็น​ความรู้สึกว่า​ ‘บาป’ หลังจากเสียท่าน​ไป ผมซึม​ไปหลายวันจนพ่อ​ต้องเรียกเข้า​ไปคุย ​เมื่อท่านรู้เรื่อง​​ทั้งหมดเลย​สอนผมว่า "ไม่มี​ใครไม่เคยทำผิดหรอก ​แต่​เมื่อรู้แล้ว​อย่าทำอีกก็แล้ว​กัน" พ่อยังสอนผมอีกว่า "ไม่​ต้องเศร้า​ไปหรอก ท่าน​ไปสบายแล้ว​" ​เมื่อผมเงียบ พ่อเลย​ปลอบใจ

"คนเราก็เปรียบเหมือนใบไม้ หลังจากเติบโตแตกหน่อทำหน้า​ที่ปรุงอาหารให้​กับต้นไม้แล้ว​ ก็ถือว่าทำหน้า​ที่​ได้สมบูรณ์แบบ ถึงเวลามันก็ร่วงโรย​ไปตามกาลเวลา พ่อก็​เป็นใบไม้ ลูกก็​เป็นใบไม้ คนเราทุกคนต่าง​เป็นใบไม้ มีโลกอันกว้างไพศาลเหมือนต้นไม้ใหญ่ ทำหน้า​ที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ก็แล้ว​กัน!"

ผม​ต้องตื่นจากภวังค์​ความคิด​เมื่อมือใหญ่ของพ่อลูบลงบนศีรษะ ท่านพยายามเค้นเสียงออกมา​เป็นคำพูดว่า ไม่​ต้องนั่งเฝ้าพ่อหรอก ลง​ไปนอน​ได้แล้ว​ พ่อไม่​ได้​เป็นอะไร​

ผมชั่งใจอยู่​ครู่หนึ่ง​ก็ทำตาม​แต่​โดยดี ลง​ไปนอนใต้เตียงคนไข้ คุณคงนึกออกว่าสภาพ​เป็นเช่นไรสำหรับห้องพักคนไข้รวม บรรดาญาติ​ที่​ไปเฝ้า​จะนอนกันใต้เตียงแบบนี้เสมอ ผมเลย​ปล่อยให้พี่ชายนั่งเฝ้าไข้แทนอยู่​คนเดียว
​เป็นอันว่าปีนั้น​ ผมนั่งมองคนอื่น​เขาฉลองปีใหม่กันอย่างมี​ความสุข ในขณะ​ที่ผม​และพี่นั่งมองพ่อ​ที่หลับ​ไปด้วยฤทธิ์ยา ​แต่ผมคิดว่าพี่​กับผมคงคิดเหมือนๆ​ กัน ในเวลานั้น​ ถึง​จะ​ไปร้องรำทำเพลงก็ใช่ว่า​จะมี​ความสุข

หลังจากนั้น​ผมอยู่​​กับพ่ออีกสองวันก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม เวลาล่วงผ่านจนย่างเข้าสู่ปีใหม่อีกครั้ง ​ระหว่างนั้น​อาการของพ่อ ผมเองก็รับรู้มาตลอดจากพี่ๆ​ ว่ามี​แต่ทรง​กับทรุด พวกเรารวม​ทั้งพ่อเองก็กลัวว่า​จะ​เป็นเบาหวาน ​และก็​ได้ระวัง​และให้หมอตรวจหาปริมาณน้ำตาลมาตลอด ​แต่ไม่เจอ ผม​และพี่ๆ​ สบายใจ​ไปเปราะหนึ่ง​ว่าอย่างน้อยๆ​ แผลก็มีทางหาย ​เมื่อโรคร้ายยังไม่เข้ามา

ท่ามกลาง​ความหวังนั้น​ไม่มี​ใครคิดหรอกครับว่า​พ่อ​จะหายจากโรคร้าย อย่างน้อยๆ​ พวกเราก็หวังว่าแผล​ที่เท้า​จะหาย ให้พ่อกลับมาเดิน​ได้อีกครั้งคอย​เป็นไม้ใหญ่แผ่ร่มเงาให้ลูกๆ​ ​ได้พึ่งอาศัย ถึง​แม้ว่าตลอดหลายปี​ที่ผ่าน ลักษณะการเดินของพ่อ​จะเปลี่ยน​เป็น ไม่ทะมัดทะแมงแล้ว​ก็ตาม

หากเปรียบเทียบอะไร​สักอย่างผมคงนึกถึง คุ้งน้ำ​ที่คดงอ ยามน้ำหลากก็มี​แต่​จะกัดทะลายริมฝั่งพังทลายหน้าดินเข้า​ไปเรื่อยๆ​ พ่อผมก็​เป็นเช่นนั้น​ ก่อนสิ้นปีพี่โทรศัพท์มาแจ้งข่าวว่าใน​ที่สุดสิ่ง​ที่เราระวังมาตลอดก็​เป็นจริง พ่อ​เป็นเบาหวาน!!

พี่เล่าให้ฟังว่าตั้งแต่รู้ว่าตัวเอง​เป็นเบาหวานด้วยอีกโรคหนึ่ง​ พ่อก็ทรุดหนักลงเรื่อยๆ​ ไม่มีแรง​จะทำอะไร​เลย​ ไม่ว่า​จะนั่ง ​ซึ่ง​เมื่อก่อนพอ​จะนั่ง​ได้บ้าง ​จะทานอาหาร หรือ​แม้กระทั่งพูดคุย​กับญาติ​ที่มาเยี่ยม พ่อ​เอา​แต่นอนตลอดเวลา ผมตัดสินใจลางานหลายวัน​ไปเยี่ยมท่าน​ระหว่างปีใหม่​ที่ผ่านมา ​ได้เห็นสภาพแล้ว​น้ำตาคลอ พ่อไม่เหลือเค้าของ​ความยิ่งใหญ่ในอดีตอีกเลย​ ​ความบึกบึนน่าเกรงขามคงเรียกกลับคืนมาไม่​ได้แล้ว​ ร่างกายผ่ายผอมลงมาก

ทุกคนบอก​เป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านสดชื่นขึ้น​มาก​เมื่อผมกลับมาถึงบ้าน ท่านลุกขึ้น​นั่งบ้าง ทานส้มบ้าง พูดคุย​กับคนอื่นบ้าง ​ซึ่งผมก็เห็นอย่างนั้น​ พี่ชายบอกว่าตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลก็วันนี้แหละ​​ที่ดีขึ้น​หน่อย​ ผมแอบดีใจลึกๆ​ ว่าอย่างน้อยการกลับมาของลูกคนนี้ช่วยให้ทุกคนพอยิ้ม​ได้บ้าง ​ส่วนอีกใจหนึ่ง​ก็คิดขึ้น​มาเช่นกันว่า แล้ว​หากถึงวันผมกลับล่ะ!

ผมสลัด​ความคิดนั้น​ทิ้งสอบถามจากพี่ว่าทำไมไม่ให้พ่อนอนโรงพยาล พี่ถอนหายใจยาว ก่อน​จะเล่าว่าพ่อดื้อ ไม่ยอมฟังเสียง​ใครเลย​ พอหมอขึ้น​มาตรวจท่าน​จะแสดงให้เห็นว่าท่านไม่​เป็นอะไร​มาก แค่มีแผล​ที่เท้า​กับปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้น​เท่านั้น​ กลับ​ไปดูแลตัวเอง​กับโรงพยาบาลในตัวอำเภอก็​ได้

ผมเข้าใจ​ความรู้สึกของพี่ว่า​เป็นเช่นไร พวกเรา​เป็นลูกถึง​จะไม่เห็นด้วย ​แต่ใน​เมื่อท่าน​ต้องการอย่างนั้น​ พวกเราก็ขัดไม่​ได้ อีกอย่างหมอก็อนุญาตเสียด้วย

พี่พูดออกมาคำหนึ่ง​ว่า "พ่อท้อเสียแล้ว​" ผมน้ำตาคลอ อยาก​จะร่ำไห้ ​แต่ก็พยายามฝืนตัวเองเต็ม​ที่ บอกตัวเองว่าพ่อยังไม่​ได้​เป็นอะไร​สักหน่อย​ พ่อป่วยมาหลายปีแล้ว​ เราชิน เพียง​แต่ครั้งนี้หนักหน่อย​เท่านั้น​เอง

สรุปว่า​เป็นอีกปีในปีใหม่ พวกเราในบ้านทุกคนต่างไม่​ได้ฉลองอะไร​กันเหมือนคนอื่น​เขา ​และผมเองก็ไม่​ได้ถวิลหามันนัก ช่วง​ที่ผมลางานมาอยู่​​กับพ่อ​ที่บ้านนั้น​ ผมทำหน้า​ที่ของตัวเองเท่า​ที่​สามารถทำ​ได้ จนถึงกำหนดวันกลับ ผมก็เข้ามาลาท่านเหมือนทุกครั้ง คุกเข่าลงกราบ บอกว่า

"พ่อ ผมกลับแล้ว​นะครับ​" พ่อเงียบ ผมรู้สึกใจหาย

ไม่มีเสียงตอบรับออกมา​เป็นคำพูด อีก​ทั้งผมก็ไม่เห็นหน้าพ่อด้วย ​เพราะพ่อนอนเอียงตัวเข้าหาฝาผนังห้องตลอดเวลา พ่อเพียงตอบรับในลำคอว่า "ฮืมม์" ​เป็นการรับรู้ ผมพยายามไม่คิดมากว่ามันต่างจากทุกครั้ง ลองว่าผม​จะกลับแบบนี้ท่าน​จะอวยพร กล่าว​พระพุทธคุณให้ผมเดินทางปลอดภัยเสมอ

หลังจากนั้น​อีกสิบสองวัน ผม​ได้รับโทรศัพท์จากพี่ในตอนเช้า​ขณะผมเพิ่ง​ไปถึง​ที่ทำงาน ใน​ระหว่าง​ที่พูดนั้น​พี่ร้องไห้​ไปด้วย เสียงสั่นเครือแล่นมาตามสายฟังไม่ค่อย​เป็นประโยคว่า "พ่อป่วยหนัก!" ผมไม่ถามอาการต่อว่าหนักหนาแค่ไหนลองว่าพี่ชายผมร้องไห้ก็​เป็นคำอธิบายของตัวมันตัวเอง​เป็นอย่างดี ผมรีบวางหูแล้ว​กลับ​ไปห้องพัก เก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋ามุ่งหน้ากลับบ้านทันที

มาถึงตรงนี้คุณคงรู้แล้ว​ว่าเกิดอะไร​ขึ้น​

ยังไม่ทัน​ที่ผม​จะขึ้น​รถ พี่โทรศัพท์มาบอกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงดุจเดิมว่า "พ่อจากพวกเรา​ไปแล้ว​" ผมหูเอื้อตาลาย แว่ว​ได้ยินเสียงพี่บอกอีกว่า พ่อจาก​ไปอย่างสงบ​ระหว่างเดินทาง​ไปโรงพยาบาลในตัวจังหวัด

น้ำตาผมไหลพรากออกมา​เป็นทาง​ระหว่างนั่งอยู่​บนรถ ผมไม่คิดอายหรือยับยั้งเลย​ ​ที่น้ำตาลูกผู้ชายไหลหน้าธารกำนัล หากว่านั่นมาจากการเสียบุคคลอัน​เป็น​ที่รัก​และเคารพยิ่ง ผมกำโทรศัพท์แน่นจนเล็บจิกลงบนเนื้อถึง​ได้รู้สึกตัว

ตลอดทาง​ที่นั่งรถกลับบ้าน เรื่อง​ราวต่างๆ​ มากมาย​ในอดีต​ระหว่างผม​กับพ่อ ​และครอบครัวผ่านเข้ามาทีละฉากทีละตอน จนผมตั้งคำถาม​กับตัวเองว่า มัน​เป็นเรื่อง​จริงหรือเปล่า? หากสิ่ง​ที่​ได้ดังก้องสะท้อนอยู่​ในสมองว่า มันไม่ใช่​ความฝัน!

ห้าวันให้หลังพิธีกรรมทางศาสนาผ่านพ้น​ไป ผมยืนมองปล่องไฟสูง​กับควันดำ​ที่พวยพุ่งออกมา​เป็นสาย ​พร้อมๆ​ ​กับคราบน้ำตาไหลอาบรดแก้มผมมา​เป็นทางเช่นกัน

วันนี้เราไม่มีพ่อแล้ว​!

ประโยคสุดท้าย​ที่ผมพูด​กับพ่อดังก้องในโสตประสาทใน​ความทรงจำ...​เคยมี​ใครตั้งคำถามตลกๆ​ ​กับผมว่า คุณ​จะรู้​ได้อย่างไรว่าประโยค​ที่คุณพูด​กับ​ใครสักคนหนึ่ง​ ​เป็นคำพูดสุดท้ายในชีวิต...​!?

ไม่มีทางรู้เลย​ใช่ไหมครับ​ ก็เหมือนผมตอนนั้น​ สำหรับวันนี้ผมรู้แล้ว​ ​แต่​จะมีประโยชน์อันใดล่ะ? ​กับสิ่ง​ที่คุณถาม

คนอื่นคิดอย่างไรผมไม่ทราบ ผมรู้เพียงว่าใบไม้อย่างพ่อทำหน้า​ที่​ได้สมบูรณ์แล้ว​ทุกประการ ถึงวันนี้​จะปลิดปลิว​ไปตามกาลเวลา กลาย​เป็นอากาศธาตุ คืนสภาพสู่ผืนดิน ผืนฟ้า​และสายน้ำ ​แต่คำสอนของพ่อยังอยู่​ในใจผม​และพวกลูกทุกคน

ผมรักพ่อครับ​!

*************
จบครับ​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1435 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว
ผู้แต่ง อนงค์นาง
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๕ เมษายน ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๘๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-7261 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 05 เม.ย. 2549, 11.37 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : แสนรัก [C-7262 ], [133.70.6.184]
เมื่อวันที่ : 05 เม.ย. 2549, 12.06 น.

​ความสูญเสีย​และการพลัดพรากนำมา​ซึ่ง​ความเศร้า เรา​ที่ยังคง​เป็นใบเขียวก็​ต้องยืนหยัดทำหน้า​ที่ของเราต่อ​ไป วันนึงคุณอนงค์นางก็​จะ​ต้อง​เป็นใบไม้ใหญ่​ที่​สามารถให้ร่มเงาแก่ใบไม้เล็กๆ​​ได้อย่างดีค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ปลายฝัน [C-7263 ], [202.12.97.116]
เมื่อวันที่ : 05 เม.ย. 2549, 12.59 น.

ใบไม้ใบไม้นี้มีโอกาสทำหน้า​ที่​ได้สมบูรณ์ ​แต่มีอีกหลายๆ​ ใบ ​ที่ไม่มีโอกาส​ได้ทำหน้า​ที่อย่างสมบูรณ์​ได้ถูกปลิดใบทิ้งก่อนเวลาอันควร..ปล่อยให้ใบยอดอ่อนเติบโตขึ้น​มาเพียงลำพังไม่มี​ที่​ซึ่งคุ้มแดดกันฝน จงภูมิใจค่ะ​ ​ที่คุณมีใบไม้ใบนี้​ที่คอยให้ร่มเงา​และเลี้ยงดูคน​เป็นระยะเวลายาวนาน ถึง​แม้อาจ​จะไม่เต็ม​ที่เหมือนตอนแรก..นั่นก็แสดงว่าคุณยังมีโอกาส​และโชคดีกว่าใบยอดอ่อนกว่าอีกๆ​ หลายๆ​ ใบ ​ที่เติบโตขึ้น​มาอย่างเดียวดาย

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น